นิกร ชี้การศึกษาห่างไกลศาสนา ชูฟื้นเรียนรู้ผ่านธรรมะและชีวิต

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๒ · ๑๙ มิถุนายน ๒๕๖๐

นิกร จำนง หารือถึงความห่างเหินของระบบการศึกษาไทยจากศาสนา โดยย้อนถึงบทบาทของวัดในอดีตที่เคยเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ และเสนอให้ฟื้นฟูการเรียนรู้ทางธรรมผ่านหลักธรรมพระพุทธศาสนาและประสบการณ์ชีวิตเพื่อเติมเต็มการศึกษาในปัจจุบัน พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับความท้าทายในการดำเนินนโยบายสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมและศาสนา เช่น การห้ามขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวันพระ และเตือนให้รัฐพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อหลีกเลี่ยงแรงต่อต้านจากประชาชน โดยเน้นว่าปัญหาสังคมและศาสนาไม่อาจโยนความรับผิดชอบให้เพียงนักการเมืองฝ่ายเดียว ควรพิจารณาบทบาทของทุกภาคส่วนอย่างสมดุล

นายนิกร จำนง

นมัสการพระคุณเจ้านะครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ผม นิกร จำนง สมาชิก สปท. ลำดับที่ ๗๙ ประเด็นนี้อยากจะเรียนว่ามีความสนใจ ผมมีความสนใจ แล้วโดยภาพรวม เห็นด้วยเป็นอย่างมากว่าการศึกษาไทยห่างออกจากศาสนาอยู่ตามสมควร แล้วในอดีตวัด โรงเรียนมีการร่วมมือกันอยู่ สังคมเปลี่ยนไปเยอะ สิ่งที่เราเรียนรู้ก็เปลี่ยนไปมาก สังคม เปลี่ยนแปลงมากมาย ผมเองได้เคยมีโอกาสบวชเรียนมาแม้ว่าไม่นานนัก จำคำพระไม่ค่อยได้ แต่ว่าแปลคำสวดได้ แล้วก็ทำให้เข้าใจว่าบางเรื่องบางราวเราเพียงแต่ไม่ได้เข้าใจ ไม่ว่าจะเป็น การปลงอาบัติ ที่ว่าทำไมการกวาดวัดในยามเย็น การทำความสะอาดลานวัดถึงปลงอาบัติได้ หรือการตอบโต้กันระหว่างการปลงอาบัติว่าวันนี้ทำผิดคุณรู้แล้วหรือคุณจะทำอีกไหม ผมสงสัยอยู่เมื่อก่อนว่าถ้าหากเราเป็นคนอินเดีย เราฟังภาษาบาลีหรือสันสกฤต เราคงเข้าใจ ความหมายเลยในคำสวดดังกล่าว แล้วเป็นการสั่งสอนเราไปเสียด้วยเลยในคราวเดียว ก็ยังสงสัยอยู่ ก็เคยถามพระบางรูปบอกว่าถ้าเราไม่ได้สวดเป็นภาษาบาลีก็ไม่ศักดิ์สิทธิ์ ที่จริงแล้วเป็นเรื่องของการพิจารณาในการจะยืน จะนั่ง จะดื่ม จะกิน ทุกอย่างเป็นการเรียนรู้ พระพุทธเจ้าเองก็ทรงเรียนรู้จากพระองค์ท่าน จนกระทั่งได้รู้ในสิ่งที่สูงส่งก็คือบรรลุโสดาบัน แล้วก็อรหันต์ไป มีครั้งหนึ่งผมแวะไปที่สวนโมกข์ ผมศึกษาท่านพระพุทธทาสมายาวนานมาก ตั้งแต่สมัยเรียน แล้วก็ชอบหลักธรรมของท่าน ผมอยู่มัธยมก็ศึกษา ออกไปทางพุทธ ทางเซน แล้วจากการศึกษาก็ชอบในหลายอย่าง ศึกษาโรงมหรสพทางวิญญาณของท่าน ภาพทุกภาพ ก็เรียนรู้ น้ำไม่ได้คดหรอก แม่น้ำต่างหากที่คด ผมเอามาใช้อยู่บ่อยว่าเสียงขลุ่ยกลับคืนสู่กอไผ่ คือเป็นคำเพราะ ๆ มากมาย แล้วก็ไปชอบในการพิจารณาเรื่องศาสนาว่าที่พระยืนกันอยู่ ๓ รูป แล้วก็มีผู้หญิงท้องจะข้ามน้ำ ข้ามไม่ได้ พระรูปหนึ่งก็ไปอุ้มนางข้ามไป กลับไปวัด ๗ วัน แล้วพระอีก ๒ รูปก็ยังเถียงกันไม่จบว่าที่ทำตรงนั้นอาบัติหรือ ไม่อาบัติหรือ ไม่ผิดหรือ พระที่อุ้ม ผู้หญิงท้องที่น้ำไหลเชี่ยว ก็บอกว่าคุณยังอุ้มนางอยู่หรือ อาตมาปล่อยวางนางไปตั้งนานแล้ว ตั้งแต่วันโน้นแล้ว มีเรื่องราวมากมายที่สลับซับซ้อนสูงส่ง ผมมีโอกาสไปหาท่านพระพุทธทาส ท่านก็เลี้ยงไก่อยู่ ท่านชอบเลี้ยงไก่ตัวเล็ก ๆ ข้างหลังก็มีต้นมะพร้าวที่ท่านปลูกไว้ ให้รู้ว่าการบรรลุความเข้าใจในโลกหรือการบรรลุ อยู่ในวัฏสงสาร เราไม่มีทางจะแยกตัวเองไปจากวัฏสงสารได้ ไม่อย่างนั้นเราก็ไม่เข้าใจ ผมก็กราบเรียนถามท่าน ผมเอาลูกชายตัวเล็ก ๆ ไปด้วยว่า ท่านครับ สังคมปัจจุบันนี้ มันซับซ้อนและวุ่นวายมาก ผมจะสอนลูกให้เป็นพุทธที่ดีได้อย่างไร ท่านก็หันมายิ้ม ด้วยความเมตตา หน้าตาท่านเมตตามาก และท่านก็บอกว่าแล้วพ่อมันรู้หรือยังว่าพุทธที่ดี เป็นอย่างไร ถ้าศัพท์กำลังภายในก็คือผมตายในดาบเดียว ก็คือว่าเป็นเรื่องที่เราต้องไป เรียนรู้เอาเอง แล้วเราก็ไปถามท่าน ผมก็บอกว่าชอบที่นี่ ชอบให้คนมา ท่านก็เล่าให้ผมฟังว่า โยมจะเห็นว่าตอนนี้มีรถบัส (Bus) มากันเยอะ เขาไม่ได้มาหาหลักธรรมที่นี่ อาตมาเอาหิน มาวางไว้ก้อนหนึ่งก้อนใหญ่ให้ไปดูในสวนโมกข์ แล้วก็เอากระถางธูปมาวางไว้ข้างหน้าว่า บางทีที่เรากราบเป็นแค่หินเท่านั้นเอง แต่ปรากฏว่าคนเอาธูปไปปักแล้วกราบเอาจริงเอาจัง พร้อมกับขอหวยเสียอีก ท่านก็บอกว่ารถบัส (Bus) มากมายไม่ถึงครึ่งที่มาหาหลักธรรมที่นี่ เพราะฉะนั้นท่านไม่อยู่แล้วท่านก็สอนให้เรารู้ว่าบางทีการอยู่ การจากไปก็แค่การฌาปนกิจ แบบง่าย ๆ แต่หมายถึงองค์ของท่านพุทธทาสภิกขุยังอยู่ในใจ แล้วเราก็เอาคำสอนมาพูดกัน หลายมิติมาก เป็นการเรียนรู้ที่สูงส่ง ดังนั้นผมได้จากสิ่งนี้มาก็พยายามมองรอบ ๆ มองลึก ๆ และมองแบบนิ่ง ๆ แล้วก็พยายามค้นหาหลักธรรมจากสิ่งที่มีอยู่ในโลกรอบ ๆ ตัวเห็นอะไร มากมายครับ ดังนั้นที่ผมเรียนแล้วว่าสังคมไทยตอนนี้มีความคิดและแนวปฏิบัติที่แยกส่วนกัน มากขึ้น วิวัฒนาการได้เปลี่ยนแปลงไปมาก ของเราเองเราไม่รู้ ระบบญี่ปุ่นเองเขามีระบบบูชิโด เราเรียนรู้ว่าการใช้ทฤษฎีซี (Z) ใช้ได้ในญี่ปุ่นแต่ไปใช้ที่สหรัฐอเมริกาไม่ได้ เพราะเขาแต่งตัว เหมือนกันไปหมดแล้วก็มีระเบียบ เขาเรียนรู้ว่าส่วนใหญ่ของสังคมอยู่กันอย่างไร ของเรา ทำอะไรได้ตามใจคือไทยแท้ จริง ๆ อีกมิติหนึ่งเราก็สามารถเรียนรู้พุทธได้ง่ายเพราะว่า ใจเรากว้างไกล ไม่มีอะไรมาบีบรัดไว้ ถ้าสวรรค์อยู่ในอกนรกอยู่ในใจเราก็คงเรียนรู้ได้ไว แต่ว่ามันนำให้เราไปหลงทางได้ง่ายเพราะไหลตามความเป็นไป ความเปลี่ยนแปลง เราประคองตัวไม่ได้ ดังนั้นสิ่งนี้มีลักษณะที่แยกส่วนกันมาก หลักศาสนาจึงเป็นส่วนสำคัญ ในส่วนทางพุทธของเรา แต่อย่างที่เรียนแล้วว่าประเด็นที่สำคัญก็คือการที่ว่าสวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ การเรียนรู้เอาเอง ผมเคยไปอยู่ที่ต่างประเทศ ช่วงนั้นก็มีคนมาชวนไปโบสถ์ หลายครั้งตอนไปศึกษาอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ผมก็บอกกับเขาว่าคุณอย่ามายุ่งกับผม เพราะถ้าคุณ มายุ่งกับผมมาก ๆ คุณจะเปลี่ยนมานับถือพุทธผมไม่รับผิดชอบนะครับ ผมก็อธิบาย ให้เขาฟังว่ามันเป็นเรื่องง่าย การที่คนจากแอฟริกาเขาถือต้นไม้เป็นพระเจ้า ถือแม่น้ำ เป็นพระเจ้า ภูเขาเป็นพระเจ้า คุณเพียงแต่เปลี่ยนเอาต้นไม้ออกไปแล้วเอาศาสดาของคริสต์ สมมุติว่าไปทางคริสต์เข้ามาแทน แต่ในพุทธไม่มีอะไรเลย ความว่างเปล่า สุญตา เราจะเอามาแทนความว่างเปล่า ไม่ใช่ว่ามีว่างอยู่แล้วเอาอะไรมาใส่ได้ มันไม่รู้จะใส่อย่างไร เพราะไม่มีภาชนะ สิ่งเหล่านี้เองก็เตือน ๆ เขาไป เพราะเกรงว่าไม่ใช่เขามาชวนเรา เดี๋ยวกลายเป็นว่าเขาจะมาทางเราโดยไม่รู้ตัว ดังนั้นหลักศาสนาที่ว่าจึงน่าจะเป็นเรื่องสำคัญ แต่อย่างที่เรียนแล้วว่าการที่ไม่มีขอบเขต ในบางมิติในบางนิกาย เรามีหินยาน เรามีมหายาน การจัดระบบให้เป็นกรอบมีลักษณะเหมือนมีไฮราคี (Hierarchy) มีส่วนยอด ส่วนที่จะลงมา ไม่พูดรายละเอียด บางทีสำหรับสังคมไทยเข้าใจง่ายกว่า มันฟอลโล (Follow) ง่ายก็เพียงแต่เชื่อ สังคมนี้เป็นสังคมที่เชื่อง่าย การหาเอาเองทำให้เตลิดเปิดเปิงได้ ดังนั้นต้องมีรากมีบางส่วน ที่จะเป็นการกล่อมเกลาสั่งสอน สังคมไม่เหมือนเดิม โลกหมุนเร็วมากแล้วเราหมุนตามไม่ทัน อย่างญี่ปุ่นอาจจะมีหลักยึดมากกว่า นิ่งกว่า พอเราไหลไปเราก็ไหลไปตามกระแสได้ง่าย ผมเห็นด้วยเกี่ยวกับเรื่องนี้ แต่ผมมีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะบางประการที่ฝากไว้ที่นี่ก็คือว่า สิ่งแรกพระเจ้าอยู่หัวของเรา เป็นศาสนูปถัมภก สังคมนี้เป็นสังคมที่เปิดกว้าง ดังนั้นการเดินไปสู่จุดหนึ่งต้องพึงระมัดระวัง ศาสนิกอื่นด้วยในสังคมนี้เพราะเราอยู่กันมาด้วยดี การไปเน้นจุดใดจุดหนึ่งเรื่องนี้มีมุม อยู่เหมือนกันที่อยากจะฝากไว้ อย่างเมื่อสักครู่นี้นั่งอยู่ในห้องว่าในทางใต้ก็คือเราใช้บวร แล้วทางใต้ต้องใช้บรมไหม ใช้บรม บ้าน โรงเรียน มัสยิดหรือเปล่าในการสั่งสอนให้คน เป็นคนดีมีหลักการ รายละเอียดทุกอย่างมี เพราะฉะนั้นผมฝากไว้ว่าพึงระมัดระวังสิ่งเหล่านี้ เพราะว่าเราอยู่กันมาอย่างสงบสุข เพราะฉะนั้นการเน้นบางจุดบางทีก็มีบางมุมอยู่เหมือนกัน เหรียญมี ๒ ด้านเสมอ

ประเด็นที่ ๒ ในการดำเนินการเป็นลักษณะโครงการใหญ่ อาจจะเกิด การต่อต้านได้ เช่น วันพระที่เราหวังว่าไม่ให้มีการขายเครื่องดื่มกันไปหมด ทีนี้อาจจะมี การต่อต้านว่าด้านหนึ่งก็ดี ทีนี้อย่างที่เรียนแล้วว่าขนาดเรื่องการเมืองเราใช้กฎหมายบังคับ ไม่ได้ เรื่องความเชื่อตรงนี้ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ ดังนั้นการใช้นโยบายของรัฐพึงระมัดระวัง เป็นอย่างยิ่งไม่อย่างนั้นจะเกิดผลย้อนกลับขึ้นมา แล้วก็อาจจะเชิญไปสู่จุดที่ว่าได้กับเสีย เราจะชั่งกันอย่างไร

สุดท้ายไม่ใช่เป็นการร้องให้มีการปรับเปลี่ยนหรืออะไรหรอก แต่ว่าผมอยากจะ บันทึกไว้ ไม่ใช่เป็นการร้องขอความเป็นธรรม แต่พูดให้ทราบไว้ว่ารายละเอียดในรายงาน หน้า ๒ บรรทัดที่ ๔ จากด้านบนได้บอกว่า แต่อย่างไรก็ตามการพัฒนาการศึกษาในยุคหลัง ของรัฐบาลที่มาจากนักการเมืองมักจะละเลยไม่ให้ความสำคัญกับบทบาทของวัดและพระสงฆ์ ต่อการศึกษาและการพัฒนาประเทศเท่าที่ควร ตลอดจนมีนโยบายและคำสั่งจากภาครัฐ ที่ส่งผลกระทบทำลายพื้นฐานของภูมิสังคมไทย การเขียนลักษณะแบบนี้ถ้าหากว่าอ่านผิวเผิน เป็นการยกตัวอย่างดูเหมือนว่าจุกจิก แต่ถ้าอย่างที่เรียนแล้วโลกมันหมุนเร็ว สิ่งแวดล้อม เปลี่ยนไป ผมเป็นนักการเมือง ไม่ได้เป็นความผิดของนักการเมืองแต่อย่างเดียวหรอก ผมไม่เรียกร้องให้มีการแก้เพราะในยุคนี้เป็นจังหวะที่ว่าเป็นความตกต่ำของทางการเมือง อย่างรุนแรงก็ไม่ร้องขอให้มีการแก้ แต่พูดให้ฟังว่าผมได้พูดไว้ว่าเรื่องราวโลกที่หมุนเร็ว สังคมที่เปลี่ยนไม่ใช่ความผิดของนักการเมืองแต่เพียงอย่างเดียวหรอก มีเรื่องอื่นปนเข้ามา อยู่ด้วย ผมไม่เรียกร้องให้มีการแก้ บันทึกไว้ก็ได้ เราจะได้รู้ว่า ณ ยุคหนึ่งเรามองนักการเมือง เป็นแบบไหนจะได้บันทึกไว้ในสภาแห่งนี้ ดังนั้นสิ่งเหล่านี้เองที่เรียนแล้วว่าผมเห็นด้วย โดยภาพรวม แต่ขอฝากไว้ ๒-๓ ประเด็น ก็คือว่าต้องชายตาไปดูศาสนาอื่น เหมือนที่ ในหลวงท่านอยู่ในภาวะนี้อยู่เสมอ เราก็ต้องเดินตามรอยพระบาทของท่าน อันที่ ๒ ก็คือว่า การดำเนินการต้องพึงระมัดระวังอย่ากดดันมากเพราะว่าจะมีแรงต่อต้าน แล้วจะเป็นผลลบได้ แล้วสุดท้ายก็คือตั้งข้อสังเกตในความเห็นว่าสังคมนี้มันเลวร้ายลงไปเพราะนักการเมือง ทำให้ศาสนาพุทธมีปัญหา ซึ่งผมเห็นว่าไม่น่าจะใช่เพียงอย่างเดียว กราบเรียนด้วย ความเคารพครับ