พระมหาพงศ์นรินทร์ เสนอศึกษาวิถีพุทธเสริมบวร-ส่งเสริมวันพระดีงาม

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๒ · ๑๙ มิถุนายน ๒๕๖๐

พระมหาพงศ์นรินทร์ ฐิตวังโส หารือการปฏิรูปการศึกษาตามวิถีพุทธโดยยึดหลักพระบรมราโชวาทและคำสอนของพระพุทธทาสภิกขุ เพื่อฟื้นฟูคุณภาพของคนในสังคมผ่านการบูรณาการบ้าน วัด โรงเรียน และชุมชน พร้อมเสนอการจัดหลักสูตรห้องเรียนพ่อแม่ การพัฒนาครูแบบปิดที่เน้นคุณธรรม และการส่งเสริมวันพระให้เป็นวันแห่งการเรียนรู้ทางศีลธรรม เพื่อสร้างวัฒนธรรมที่ส่งเสริมสติ ความรับผิดชอบ และคุณค่าทางศาสนาในสังคมอย่างยั่งยืน

พระมหาพงศ์นรินทร์ ฐิตวังโส ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ

ขอเจริญพร ท่านประธาน ท่านกรรมาธิการ และสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผู้ห่วงใย ในการศึกษาไทยทุก ๆ ท่าน อาตมาภาพ พระมหาพงศ์นรินทร์ ฐิตวังโส ในฐานะหัวหน้า คณะทำงานการศึกษาวิถีพุทธ โดยคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการศึกษา

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ขออนุญาตทุกท่านเพื่อความเป็นสิริมงคลในเบื้องต้นของการได้นำเสนอรายงาน ขออนุญาต ได้อัญเชิญพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ซึ่งเราใช้เป็น กรอบความคิดหลักในการจัดทำรายงานฉบับนี้ ขออนุญาตได้อ่าน อันเชิญพระบรมราโชวาทดังนี้ “ถ้าเราสามารถที่จะสร้างความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับการศึกษา และชีวิตของคนที่มีมากขึ้น ๆ ให้กลับมาเป็นอย่างเดิมเหมือนอย่างของเก่าโบราณของเรา คือให้รู้สึกว่าโรงเรียนก็คือวัด วัดก็คือโรงเรียน ก็จะทำให้บ้านเมืองมีอนุชนที่มีความสามารถในทางวิชาการและมีจิตใจสูง มีจิตใจดีเป็นพลเมืองดีต่อไป จะช่วยให้ส่วนรวมสามารถที่จะดำเนินต่อไปได้โดยสวัสดี ก็จะเป็นกุศลอย่างยิ่ง” พระองค์ท่านได้ปรารภเหตุที่จะเป็นกุศลอย่างยิ่งในเรื่องของการที่จะ ทำให้ศาสนา การศึกษา และชีวิตเป็นเรื่องเดียวกัน ทางคณะทำงานการศึกษาวิถีพุทธ ได้เห็นว่าสิ่งนี้จะเป็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ที่พวกเราชาวไทยพุทธศาสนิกชนและเพื่อน ๆ ในศาสนาอื่นจะได้ร่วมกันน้อมปฏิบัติบูชาในเรื่องนี้ถวายเป็นพระราชกุศลตามที่พระองค์ ได้ปรารภไว้ การที่จะทำให้พวกเราได้เห็นถึงความสำคัญในเรื่องนี้ พระอาจารย์เชื่อว่า ปรากฏการณ์ข่าวสารบ้านเมืองถึงความเลวร้ายเสื่อมทรามที่หลายคนต้องใช้คำว่า ช็อก หรือตกใจกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคมนั้นเสื่อมทรุดมากเหลือเกิน พระอาจารย์ ขออนุญาตอัญเชิญคำของครูบาอาจารย์ทางด้านพุทธศาสนาที่เป็นที่ยอมรับในทั่วโลก มาเป็นตัวแทนของการใช้อธิบายที่มาและความสำคัญ พระอาจารย์ขออนุญาตอ่านคำของ หลวงพ่อพุทธทาส หรือที่ชาวโลกรู้จักกันในนามพุทธทาสภิกขุ ดังนี้ “การศึกษาที่เปรียบด้วย สุนัขหางด้วนของทั้งโลกนั้น คือให้เรียนกันแต่วิชาหนังสือกับวิชาชีพ ไม่เรียนธรรมะหรือศาสนา ที่สอนให้รู้ว่าเป็นมนุษย์กันให้ถูกต้องได้อย่างไรกันเลย ขอให้รีบลืมตาขึ้นและแก้ไขกันก่อน แต่ที่โลกจะเกิดมิคสัญญี” คำเตือนนี้ท่านได้เตือนเรามายาวนานหลายสิบปี ณ วันนี้เหตุปัจจัย ทั้งหลายได้ลู่ไปสู่คำว่าความเป็นมิคสัญญี แม้แต่พ่อแม่ยังกล้าฆ่าลูกของตัวเองได้ สิ่งนี้ ได้เกิดขึ้นแล้ว ทำให้เราฉงนสงสัยว่าสังคมไทยที่เคยเป็นเบ้าหลอมอันงดงาม มีความเป็น อารยธรรมที่ดีงามมาอย่างยาวนาน เรากลายมาเป็นสิ่งที่ปรากฏอยู่ในหน้าข่าวปัจจุบัน ได้อย่างไร สิ่งเหล่านี้ทุกคนได้ตระหนักดีแล้วพระอาจารย์เชื่ออย่างนั้น แล้วเราได้พยายามแก้ไข นับเป็นสิ่งดีมากที่พระอาจารย์ได้ศึกษาแนวทางกฎหมายรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปัจจุบัน ซึ่งมีหลายมาตราที่ทำให้เราสามารถจัดการศึกษาวิถีพุทธเพื่อไปสู่การศึกษา ให้ได้ตามเป้าหมาย คือการให้สร้างคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ เชี่ยวชาญตามความถนัดของตน มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ ซึ่งปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญ พระอาจารย์ขออนุญาตยกมาตรามาเพียงแค่ ๒ มาตรา จากการศึกษามีหลายมาตราด้วยกัน แต่พระอาจารย์คิดว่า ๒ มาตรานี้มีนัยสำคัญในการที่จะนำเสนอรายงานฉบับนี้

มาตราแรก คือมาตรา ๕๔ ตามที่ท่านประธานกรรมาธิการ โยมอาจารย์วิวัฒน์ ศัลยกำธร ได้ปรารภไปแล้ว แต่ทีนี้พระอาจารย์จะขออนุญาตเน้นชัดคือส่วนที่ขีดเส้นใต้สีแดง รัฐธรรมนูญกำหนดให้รัฐต้องจัดการศึกษาให้เด็กเกิดพัฒนาการ และการเรียนรู้อย่างเป็น องค์รวม ใช้ถ้อยคำระบุไว้ว่า เพื่อให้พัฒนาร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ซึ่งอันนี้เป็นหลักการสำคัญของการจัดการศึกษาและพัฒนามนุษย์ในพระพุทธศาสนา อย่างเช่นที่เรารู้จักกันในหลักธรรมที่ชื่อว่าไตรสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญา แปลงเป็นคำสมัยใหม่ ในการศึกษาว่า คือการจัดการเรียนรู้ทางด้านพฤติกรรม กระบวนการเรียนรู้ทางด้านจิตใจ และกระบวนการเรียนรู้ทางด้านปัญญานั่นเอง ศีล สมาธิ ปัญญา จึงเรียกว่าเป็นการเรียนรู้ ด้านพฤติกรรม จิตใจ ปัญญา ก็สอดคล้องกับมาตรานี้ในรัฐธรรมนูญ นอกจากนั้นรัฐธรรมนูญยังเน้นให้การจัดการศึกษาดังกล่าวมีความร่วมมือของทุกฝ่าย โดยใช้คำว่า จัดให้มีการร่วมมือกันระหว่างรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน ในการจัดการศึกษาทุกระดับ ดังที่ขีดเส้นใต้ไว้ในลำดับที่ ๒ และทั้งหมดนี้ก็เพื่อไปสู่เป้าหมาย ซึ่งเป็นชื่อของรายงานฉบับนี้ด้วย การศึกษาทั้งปวงต้องมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ สามารถเชี่ยวชาญได้ตามความถนัดของตน และมีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ มาตรานี้ชัดเจนอย่างยิ่ง ทำให้เราทำงานได้ง่ายขึ้น จนปรากฏเป็นรายงานฉบับนี้ นอกจากนั้นแล้วยังมีมาตรา ๖๗ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ครั้งแรก ในระบบกฎหมายไทยและรัฐธรรมนูญของไทย เป็นครั้งแรกที่นอกจากจะกำหนดให้รัฐ พึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา และศาสนาอื่นแล้ว ยังได้ลงรายละเอียด ในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่ นับถือมาช้านาน โดยกำหนดว่า รัฐพึงส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษา และการเผยแผ่หลักธรรม ของพระพุทธศาสนาเถรวาท น่าสนใจในคำถัดไปว่า เพื่อให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญา หมายความว่า อย่าเพียงแค่ทำตามรูปแบบตาม ๆ กัน แต่ไม่เรียนรู้ ต้องทำให้ถึงการพัฒนา จิตใจและปัญญา ถามว่าอะไรจะเป็นเครื่องมือให้รัฐสามารถทำได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรานี้ ปฏิเสธไม่ได้คือการจัดการศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพนั่นเอง และที่ขีดเส้นใต้ในลำดับสุดท้าย ในมาตรานี้ชัดเจนในเรื่องของการสร้างความมีส่วนร่วม และพึงส่งเสริมให้พุทธศาสนิกชน มีส่วนร่วมในการดำเนินมาตรการหรือกลไกดังกล่าวด้วย ตามกรอบของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เราเชื่อมั่นว่าจะนำมาสู่การพัฒนาและการเปลี่ยนแปลง ซ่อมแซม ฟื้นฟูสังคมไทยให้กลับมา งดงามได้อีกครั้งหนึ่ง ในคณะทำงานการศึกษาวิถีพุทธได้รับฟังความคิดเห็นจากผู้ทรงคุณวุฒิ ตั้งแต่พระสงฆ์ผู้ทรงคุณวุฒิ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านพระเดชพระคุณ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับโลก องค์การยูเนสโก (UNESCO) ได้ยกย่องท่าน ท่านได้เมตตาเป็นประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ของคณะทำงานชุดนี้ รวมทั้งท่านอธิการบดีมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง ๒ แห่ง ทั้งมหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย คณะสงฆ์ และฆราวาส ที่ได้ทำงานเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง ข้อเสนอนั้นมีมากมายและเป็นภาระให้คณะทำงาน ได้ตัดสินใจว่าจะนำเสนออย่างไรบนความยากต่าง ๆ เหล่านั้นให้เป็นความง่าย ที่ประชุม ได้พิจารณาเห็นถึงแนวทางพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ที่ทรงพระราชทานไว้เป็นดั่งแสงสว่างที่ส่องให้เราเห็นว่าการอัญเชิญแนวพระราชดำริ หรือหลักทรงงานตามหลักภูมิสังคมที่ชื่อว่า บ ว ร หรือ บวร จะเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรให้กับ พวกเราในการจัดการข้อเสนออย่างเป็นรูปธรรมและมองเห็นได้ชัดได้ง่าย อาตมาภาพ ในนามคณะทำงานจึงขออนุญาตใช้แนวพระราชดำริ บวร เป็นโครงสร้างหลักในการนำเสนอ เรามีการนำเสนอทั้งหมด ๓ ด้านด้วยกัน ในส่วนของ บ คือบ้าน ว คือวัด ร คือโรงเรียน-ราชการ กับอีก ๑ เครือข่าย บวร ในส่วนเสนอของ บ แรกหรือบ้าน หมายถึงการจัดการศึกษา ในครอบครัวและชุมชน ซึ่งจะมีข้อเสนอย่อยออกไปใน ๓ ข้อด้วยกันซึ่งจะได้กล่าวต่อไป ในส่วนของ ว หรือวัด หมายถึงการจัดการศึกษาผ่านวิถีวัฒนธรรม โดยเฉพาะวัฒนธรรม วันพระและวัฒนธรรมชาวพุทธอื่น ๆ โดยพระและบุคลากรทางศาสนาต้องประสาน ความร่วมมือกับในส่วนของบ้านและโรงเรียน ซึ่งจะมีข้อเสนอ ๓ ข้อเช่นเดียวกัน จะลงรายละเอียดในลำดับถัดไป ในส่วนของ ร หรือโรงเรียน-ราชการ หมายถึงการจัดการศึกษา ในระบบโรงเรียน โดยครูและผู้บริหารได้ประสานความร่วมมือไปกับบ้าน วัด และหน่วยงาน ราชการต่าง ๆ ซึ่งจะมีข้อเสนออีก ๓ ข้ออีกเช่นเดียวกันที่จะนำเสนอในลำดับถัดไป ในหัวข้อของ บ หรือการจัดการศึกษาในครอบครัวและชุมชน พระอาจารย์ขออนุญาตใช้คำของ ครูบาอาจารย์เป็นสิริมงคลและทำให้เราเห็นความตระหนักชัดในเรื่องนี้ พระเดชพระคุณ ท่านเจ้าประคุณสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ท่านได้รจนาหนังสือที่ชื่อว่า ความสุขของครอบครัว คือสันติสุขของสังคม ทุกคนจะโทษว่าทุกปัญหาในสังคมนี้ล้วนแล้วมาจากครอบครัว แต่เราสังเกตเห็นว่าน้อยมาก ที่จะมีการแก้ไขปัญหานี้ในระดับครอบครัวอย่างจริงจังตั้งแต่ภาครัฐจนถึงระดับท้องถิ่น พระอาจารย์ขออนุญาตอ่านคำของท่านเจ้าประคุณสมเด็จ ซึ่งท่านได้ยกพุทธพจน์ ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าพ่อแม่เป็นผู้แสดงโลกแก่ลูก เพื่อให้เห็นความสำคัญว่าเราจำเป็น ต้องจัดการศึกษาให้กับพ่อแม่ เมื่อพ่อแม่จัดการศึกษาดีแล้วก็จะส่งผลต่อลูกนั่นเอง ในย่อหน้าที่ ๒ พระอาจารย์ขออนุญาตอ่านโดยละเอียด ท่านใช้คำดังนี้ “จะต้องช่วยเด็ก ในการฝึกตัวให้เข้าสู่การศึกษาให้ได้ การศึกษาในครอบครัวจะเป็นพื้นฐานได้แท้จริง ถูกต้อง ตามหลักความจริงของธรรมชาติ และจะเกิดบรรยากาศแห่งการเรียนรู้” ประโยคถัดไปสำคัญมาก เป็นการค้นพบของพระอาจารย์เช่นเดียวกัน “บรรยากาศแห่งการศึกษาเกิดขึ้นมาในบ้าน ก็จะเป็นความสุขอีกแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นความสุขของมนุษย์ มิใช่สุขอยู่แค่เสพตามธรรมชาติ ของสัตว์โลกที่ยังไม่พัฒนา” เป็นคำธรรมดาแต่มีความหมายที่แรงมาก แล้วก็เป็นความอัศจรรย์ ซึ่งท่านกำลังจะบอกว่าการศึกษาในบ้านเป็นความสุขของมนุษย์ ถ้าบ้านหรือครอบครัวไม่มี การศึกษา ก็จะไม่มีความสุขหรือเป็นความทุกข์ และถ้าความสุขของครอบครัวไม่เกิด สันติสุข ของสังคมก็จะไม่เกิดเช่นเดียวกัน ช่างเป็นสัจธรรมที่เราได้เห็นปรากฏการณ์ข่าวเลวร้าย ทั้งหลายในปัจจุบันอย่างแท้จริง เมื่อก่อนนี้คิดว่าเมื่อเราจับคู่แต่งงานและมีลูกเราก็จะ เป็นพ่อเป็นแม่ที่ดีได้เอง แต่สังคมปัจจุบันชี้ให้เห็นว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้นอีกต่อไป สมัยก่อนเป็นได้ เพราะตัวช่วยของพ่อแม่ก็คือวิถีวัฒนธรรมต่าง ๆ ที่โอบล้อม ความเป็นครอบครัวใหญ่ วิถีวันโกน วันพระ กระบวนการหล่อหลอมทางวัฒนธรรมเป็นตัวช่วย แม้ไม่มีหน่วยงานจัดการ แต่ตัวช่วยเหล่านี้หล่อหลอมให้เป็นพ่อแม่ที่ดีสืบต่อจากรุ่นสู่รุ่นมาได้ แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง ทางสังคมอย่างรุนแรงซึ่งจะได้มีการกล่าวต่อไป พบว่าระบบหล่อหลอมเหล่านี้ถูกถอด หายไปจากสังคมไทย เมื่อมีลูกแล้วมิอาจจะเป็นพ่อแม่ที่ดีได้โดยอัตโนมัติอย่างเดิม ถึงเวลาแล้ว ที่จำเป็นต้องมีข้อเสนอในการปฏิรูปการศึกษาที่มาให้ถึงระบบครอบครัวอย่างแท้จริง คณะทำงานการศึกษาวิถีพุทธโดยคณะกรรมาธิการด้านการศึกษา จึงมีข้อเสนอในส่วนของ บ หรือบ้าน เป็น ๓ ข้อด้วยกัน ดังนี้

ข้อที่ ๑ เรามีข้อเสนอให้รัฐและท้องถิ่นต้องร่วมมือกันจัดการเรียนรู้ให้พ่อแม่ เสนอกรอบเวลาเอาไว้ดังนี้ ต้องจัดการศึกษาให้พ่อแม่ตั้งแต่เริ่มสร้างครอบครัว ความหมาย ของการวางแผนครอบครัวจะไปคับแคบอยู่แค่จะมีลูกกี่คน คุมกำเนิดอย่างไรไม่ได้แล้ว ต้องวางแผนตั้งแต่เริ่มสร้างครอบครัวในมิติที่จะเตรียมการเลี้ยงลูกอย่างไร ช่วงเวลาของ การตั้งครรภ์ ลูกแรกเกิด คลอดออกมาแล้วพัฒนาไปตามวัยจนถึงช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อ ของสังคมของเขาก็คือช่วงเวลาวัยรุ่น อันนี้เป็นไทม์ไลน์ (Timeline) หรือกรอบเวลา ที่เราเสนอให้รัฐและท้องถิ่นต้องร่วมมือกันจัดการเรียนรู้ให้พ่อแม่ และพ่อแม่ก็จะได้ จัดการเรียนรู้ให้กับลูกต่อไป

ข้อที่ ๒ ต้องมีการพัฒนาหลักสูตรให้มีประสิทธิภาพทั้งฝ่ายภาครัฐ เอ็นจีโอ (NGOs) ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งหลาย ต้องร่วมมือกันพัฒนาหลักสูตรห้องเรียนพ่อแม่ ตามช่วงเวลาดังกล่าวคือตั้งแต่เริ่มสร้างครอบครัว ตั้งครรภ์ แรกคลอด ปฐมวัย อนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษา ให้ครอบคลุม เพราะทักษะของพ่อแม่แต่ละช่วงวัยนั้นต่างกัน ปัญหาที่เกิดขึ้นก็จะต่างกัน อย่างเช่นถ้าตอนเด็กเล็กที่ยังแบเบาะ ก็ต้องเน้นเรื่องของ การที่จะให้รอดชีวิตและมีพัฒนาการตามวัยที่ถูกต้อง มีการพัฒนาการทางสมองที่จะมีผล อย่างมากทั้งชีวิตต่อไป แต่เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นมักจะมีปัญหาการสื่อสารกันระหว่างพ่อแม่กับลูกวัยรุ่น การจัดการโดยใช้อิทธิพลเพื่อนอย่างไร จำเป็นต้องฝึกทักษะเหล่านี้

ข้อที่ ๓ ใครจะเป็นผู้ดำเนินการนี้ เรามองว่าโรงเรียนจำเป็นต้องเป็นฐาน ในการพัฒนาผู้ปกครองของตนเองในเรื่องนี้ แต่แน่นอนต้องได้รับการสนับสนุน จากฝ่ายสาธารณสุข อย่างเช่นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล ในส่วนของวัด ในส่วนของศูนย์เด็กเล็ก ในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่โรงเรียนจำเป็นต้องทำ เพราะว่าต้องพัฒนาผู้ปกครองให้มีความรู้ ความเข้าใจพัฒนาการตามวัยของลูกด้วย พ่อแม่ จะคิดว่าส่งลูกไปแล้วฉันไม่เกี่ยวไม่ได้อีกต่อไป ต้องสร้างจิตสำนึกใหม่ว่าอย่าไปหาคณะหรือผู้รับผิดชอบเชี่ยวชาญแล้วฉันไม่เกี่ยว ฉันไม่ต้องเป็นพ่อแม่ ไม่ได้ พ่อแม่ต้องรู้ เข้าใจพัฒนาการตามวัยของลูกทั้งในด้านร่างกาย จิตใจ สังคม อารมณ์ ปัญญา ต้องให้ได้ครบ

โรงเรียนต้องสามารถจัดการเรียนรู้ให้พ่อแม่สามารถไปจัดการเรียนรู้ที่บ้านได้ อย่างเป็นองค์รวม ให้พัฒนาการได้ทั้งพฤติกรรม จิตใจ ปัญญา หรือไตรสิกขา เราก็เรียกง่าย ๆ ว่า ศีล สมาธิ ปัญญา อันนี้ก็ต้องให้พ่อแม่เข้าใจ และสามารถมีทักษะในการจัดการได้

พ่อแม่ต้องสนับสนุนการเรียนรู้ของลูกที่โรงเรียน โรงเรียนกับที่บ้านต้องเชื่อมร้อย เป็นเนื้อเดียวกัน โรงเรียนหลายแห่งที่ทำเรื่องนี้มักจะบอกว่าโรงเรียนจัดไปทางหนึ่ง พอกลับไปที่บ้านพาไปอีกทางหนึ่ง ไม่เกิดประสิทธิผล ถึงเวลาแล้วต้องมีทิศทางอย่างนี้ ที่ชัดเจน ต้องให้สอดคล้องกัน

เราต้องพัฒนาผู้ปกครองให้รวมกันเป็นเครือข่าย อย่าเคยชินแต่เพียงแค่มี สมาคมผู้ปกครองเอาไว้ขอสตางค์ แต่ต้องทำหน้าที่มากกว่านั้น ต้องทำเรื่องมิติการจัดการเรียนรู้ ให้พ่อแม่ พ่อแม่รุ่นพี่ที่เก่งแล้วจะต้องช่วยบ่มเพาะให้กับพ่อแม่รุ่นน้อง ๆ ต่อ ๆ ไปให้สามารถ จัดการเรียนรู้ ให้พ่อแม่เป็นพ่อแม่ที่ดี และจัดการเรียนรู้ให้ลูกอย่างเป็นองค์รวมได้ ข้อเสนอ ทั้ง ๓ ด้านในส่วนของบ้านเป็นอย่างนี้

ข้อเสนอในส่วนของ ว วัด หมายถึงการจัดการศึกษาวิถีพุทธ ผ่านวิถี วัฒนธรรมวันพระ หรือวัฒนธรรมชาวพุทธ เรามีชื่อเรียกให้จำง่ายว่าวันพระบันดาลใจ เราปรารภเรื่องนี้ตั้งแต่ตอนแรกว่าอะไรที่ทำให้วิถีบ่มเพาะครอบครัว ชุมชนที่มีอยู่แต่เดิมดีงาม นั้นหายไป เราค้นพบเอกสารทางประวัติศาสตร์สำคัญ ๒ ฉบับในภาคผนวก ข เมื่อก่อนนี้ เราเคยมีวันหยุดในวันโกน วันพระ วันหยุดไม่ใช่เป็นอย่างที่เรารู้สึกกันในทุกวันนี้ วันหยุด ในสมัยก่อนจะเป็นวันแห่งการเรียนรู้ของครอบครัว ครอบครัวจะทำกิจกรรมร่วมกัน ทำบุญ ร่วมกัน หิ้วข้าวหม้อแกงหม้อไปถวายที่วัดทำบุญต่าง ๆ แต่ละครอบครัวมารวมกันเป็น ครอบครัวใหญ่ทำให้ชุมชนโรแมนติก (Romantic) มาก นั่งล้อมวงรับประทานข้าวเป็นศิษย์ ข้าวก้นบาตรอย่างนี้ซ้ำ ๆ สัปดาห์ละครั้ง อย่างน้อย ๕๐ ครั้งต่อปี กระบวนการเหล่านี้ หล่อหลอมมาโดยตลอด วิถีวัฒนธรรมประเพณีก็ถูกแทรกบูรณาการเข้าไปโดยเราไม่ต้อง รู้สึกว่ายาก ทุก ๆ อย่างภูมิปัญญาท้องถิ่นอยู่ในนั้นหมด ทุก ๗-๘ วัน ปีละอย่างน้อย ๕๐ ครั้ง เราพบว่านายกรัฐมนตรีใน พ.ศ. ๒๕๐๐ และ พ.ศ. ๒๕๐๒ ได้ออกคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี และคำสั่งรัฐมนตรีให้ยกเลิกวันหยุดจากวันโกน วันพระ ให้เปลี่ยนเป็นวันเสาร์ วันอาทิตย์ หยุด ๒ วันเหมือนกันแต่ไม่เหมือนกัน เพราะพฤติกรรมเบี่ยงเบนของวันหยุดจากเดิมที่เป็น วันแห่งการเรียนรู้ เป็นวันแห่งความงดงามของครอบครัว ชุมชน วิถีวัฒนธรรม ภูมิปัญญา ท้องถิ่น ได้ถูกทำให้สิ่งนี้หายไป วันหยุดวันเสาร์ วันอาทิตย์กลายเป็นวันแห่งการตื่นสาย ขี้เกียจ มัวเมาอบายมุข มั่วเพศ ทำสิ่งที่เลวร้ายทั้งหลายอย่างเข้มข้นในทุกสัปดาห์ วันหยุด วันศุกร์ วันเสาร์ วันอาทิตย์ จนมีคำพูดคล้องจองว่าศุกร์เมา เสาร์นอน อาทิตย์ถอน แล้วยังคิดล่วงหน้าไปด้วยว่าวันจันทร์จะลา อันนี้เป็นสิ่งที่เลวร้ายมากในสังคม และไม่มีใคร คิดจะเยียวยาและแก้ไขให้ตรงจุดสักทีหนึ่ง เราจึงมีข้อเสนอว่าจำเป็นที่จะต้องอนุรักษ์ และฟื้นฟูตามการปรารภของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ที่ท่านอยากให้วัด เป็นโรงเรียน และโรงเรียนเป็นวัด โอกาสที่จะเกิดการเรียนรู้บ้านและโรงเรียนร่วมกัน เราคิดว่าวัฒนธรรมวันพระน่าจะเป็นจุดไฮไลต์ (Highlight) สำคัญที่จะยกขึ้นมาให้ชัดเจน และจะนำไปสู่การเรียนรู้ทางวิถีวัฒนธรรมอื่น ๆ คณะทำงานไม่ได้เสนอแต่ทฤษฎี เพราะเรา ได้ทดลองฟื้นฟูเรื่องวิถีวัฒนธรรมวันพระมาแล้วระยะหนึ่งเป็นเวลากว่า ๑๐ ปี เราได้พบว่า รูปแบบที่จะฟื้นฟูนั้นอาจจะไม่สามารถฟื้นฟูให้หยุดวันโกน วันพระได้โดยฉับพลัน เพราะคน เคยชินกับพฤติกรรมเบี่ยงเบนอันเลวร้ายในวันหยุดวันเสาร์ วันอาทิตย์ไปมากแล้ว และคน ก็จำวันพระไม่ค่อยได้มากนัก แต่อย่างไรก็ตามตั้งแต่ปีพุทธชยันตีตอนฉลอง ๒๖๐๐ ปี แห่งการตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าซึ่งเป็นกระแสไปทั่วโลก ประเทศไทยก็ได้เริ่มรื้อฟื้น มีการสื่อสารให้คนได้ระลึกถึงวันพระตามสื่อมวลชนมาตามลำดับ พรุ่งนี้วันพระ วันนี้วันพระ เรียกว่ามีต้นทุนที่ดีขึ้นระดับหนึ่ง แต่จะฟื้นทั้ง ๕๐ วันต่อ ๑ ปีนั้นก็คงจะเป็นไปได้ยาก กระบวนการเรียนรู้ที่หายไปตลอด ๖๐ ปีมานี้ปีละ ๕๐ ครั้ง ถ้าเราคำนวณนะครับ กระบวนการเรียนรู้ของครอบครัว ชุมชนอย่างที่กล่าวหายไปถึง ๓,๐๐๐ ครั้งแล้ว เป็นผลงาน ของรัฐบาลโดยปฏิเสธไม่ได้เพราะมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ยืนยัน ยังไม่มีรัฐบาลไหนเลย ที่คิดจะเยียวยา ทุกครอบครัว ทุกชุมชนที่รับผลกระทบนี้จนเป็นปรากฏการณ์ที่เลวร้ายทางสังคม เราจึง ขอเสนอให้รัฐบาลได้ไถ่บาปด้วยการฟื้นวิถีวัฒนธรรมวันพระ ขอเริ่มต้นแค่เพียงปีละ ๑๒ วัน เท่านั้นคือวันพระที่เป็นวันเพ็ญ ซึ่งตอนนี้เรามีวันที่ระลึกได้อยู่แล้ว ๓ วันเพ็ญใช่ไหมครับ ก็เพิ่มอีก ๙ วันเพ็ญเป็นวันพระวันเพ็ญ ที่น่าจะเน้นบนชื่อที่ว่าวันสามัคคีธรรมวันเพ็ญ ให้เน้นมิติของครอบครัวและชุมชน ขอมีข้อเสนอไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี รวมทั้งผู้นำของส่วนราชการต่าง ๆ อยากให้เป็นแบบอย่างในการพาครอบครัวเข้าวัดทำบุญ ในทุกวันพระที่เป็นวันเพ็ญ สามารถทำเป็นกิจกรรมโปรโมต (Promote) การท่องเที่ยวก็ได้ ตั้งแต่เหนือ อีสาน กลาง ใต้ สามารถที่จะทำให้เกิดกระแสการตื่นตัว เราพบว่ามีผู้ว่าราชการ จังหวัดอ่างทองได้ทดลองทำเรื่องนี้มาเป็นเวลากว่า ๑๐ ปีเช่นเดียวกัน ท่านผู้ว่าราชการ จังหวัดอ่างทองได้ใช้โอกาสวันเพ็ญนี้ในการเยี่ยมเยือนประชาชนและรับฟังประชาชนด้วย อันนั้นเป็นภาพที่งดงาม แม้กระทั่งมีการเปลี่ยนตัวผู้ว่าราชการจังหวัดไปหลายครั้งแล้ว แต่วิถีวันพระนี้ยังคงอยู่ในปัจจุบัน อันนี้ก็เป็นตัวอย่างของการที่ได้ทดลองทำมาแล้ว ในระดับโรงเรียน ในระดับชุมชนหลายแห่ง แม้ไม่ได้เอ่ยชื่อก็ทดลองมาตามสมควร อันนี้อย่างน้อยก็ได้ตอบแทนคุณคืนพระพุทธศาสนา แม้ไม่ได้ ๕๐ วัน อย่างน้อยได้ ๑๒ วันเพ็ญ และทำให้ครอบครัวได้ทำบุญร่วมกัน เกิดการเรียนรู้ทางศีลธรรม เป็นภาพปรากฏชัด และเราจะได้น้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มิใช่เพียงแค่เป็น งานอีเวนต์ (Event) ผิวเผินในโอกาสถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระองค์ท่านเท่านั้น แต่หวังว่าจะเป็นอนุสรณ์แห่งความดีงามของพวกเราสืบต่อไปอย่างยั่งยืน แต่ในขณะเดียวกัน พฤติกรรมเบี่ยงเบนในวันเสาร์ วันอาทิตย์ก็ควรได้รับการเยียวยาด้วย เราพบว่ามีวัดหลายแห่ง ที่ได้ปรับตัวเปิดวัดในวันอาทิตย์ อย่างเช่น วัดชลประทานรังสฤษดิ์ วัดปัญญานันทาราม เป็นต้น ได้ทำโครงการเปิดวัดวันอาทิตย์ได้รับผลดี เราจึงมีข้อเสนอว่าให้มีการจัดกิจกรรม วันพระอาทิตย์ ซึ่งอันนี้ก็เป็นข้อเสนอสำคัญที่ทางกรรมาธิการหลายท่านก็มีประสบการณ์ตรง และเห็นว่าน่าจะทำให้เป็นวันแห่งครอบครัว วัดต้องเพิ่มบทบาทในการจัดกิจกรรมสำหรับ ครอบครัวในหัวข้อครอบครัววันพระอาทิตย์ให้ได้มากขึ้น เพื่อเป็นการเยียวยาพฤติกรรมเบี่ยงเบน ของครอบครัวในวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ โดยใช้พลังทางพุทธศาสนาและองคาพยพที่เกี่ยวข้อง

ในส่วนข้อเสนอข้อที่ ๒ มีบุคคลหลายท่านได้ปรารภ โดยเฉพาะ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ท่านได้เคยมีการสนทนาส่วนพระองค์กับ สมเด็จพระสังฆราช ได้ปรารภถึงความยากลำบากของเนื้อหาการเรียนการสอน พระพุทธศาสนา หลาย ๆ ท่านเองก็มักจะเสียงบ่นว่าทำไมยาก เนื้อหาเยอะ เด็ก ๆ เรียนแล้ว ไม่ค่อยเข้าใจ เราจึงมีข้อเสนอว่าทำอย่างไรให้เกิดการพัฒนาหลักสูตรวิถีพุทธศึกษา ที่เน้นเนื้อหาไม่ต้องมาก ให้เรียนง่าย มีภาพการ์ตูนประกอบให้เยอะ การจัดการเรียนรู้ และเนื้อหาควรจะต้องแบ่งตามหลักจิตวิทยาพัฒนาการแต่ละช่วงวัย อย่างน้อยควรทำ ๑๒ ปี ด้วยกัน และรูปแบบที่ครูใช้ในการเรียนการสอนซึ่งเราได้ไปดูงานในต่างประเทศ หลายประเทศด้วยกัน เราพบว่ารูปแบบที่น่าจะได้ผลคือการเรียนการสอนแบบแอ็กทิฟ เลิร์นนิง (Active Learning) หรือการจัดการเรียนรู้โดยเน้นกิจกรรมและการนำไปปฏิบัติจริง ในวิถีชีวิต ซึ่งอันนี้ควรจะต้องพัฒนาคู่มือครูและอบรมครูไปพร้อมกัน แล้วเรายังสามารถ บูรณาการเรื่องของความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ประวัติศาสตร์ต่าง ๆ คุณลักษณะ อันพึงประสงค์ ซึ่งเราไปดูงานในหลายประเทศก็ใช้ได้ผลดีมาก ในพฤติกรรมที่ลูกควรจะทำ กับพ่อแม่ที่บ้าน พฤติกรรมที่เด็กควรกระทำต่อคุณครู กระทำต่อวัด ต่อศาสนา ต่อบุคคล ต่าง ๆ ในสังคมก็แทรกเข้าไปในเนื้อหานี้ได้ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่สำคัญ ก็มีวัดนำร่องที่พร้อม จะจัดการเรียนรู้อย่างนี้ในทุกวันอาทิตย์ ซึ่งก็จะกลับไปโยงกับข้อเสนอเรื่องของการเปิดวัด วันอาทิตย์ให้มีกิจกรรมครอบครัววันพระอาทิตย์ สิ่งนี้ก็จะช่วยเสริมกันได้

ข้อเสนอข้อที่ ๓ รัฐบาลต้องมีนโยบายที่ชัดเจนในการส่งเสริมวิถีวัฒนธรรม อันดีงามในวันพระและเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ อย่างเช่น กิจกรรมงดเหล้าวันพระ ฟังธรรม วันพระ ปฏิบัติธรรมวันพระ หรืออาจจะบอกว่าไม่ทะเลาะกันวันพระอย่างนี้ก็ได้ เพื่อจะให้ เห็นว่าวันนี้เป็นหมุดแห่งสติของสังคม ขณะเดียวกันท่านกรรมาธิการ โดยเฉพาะขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านศาสตราจารย์ธรรมศักดิ์ ท่านได้ขอเสนอว่าต้องมีนโยบายที่จำกัดหรือห้ามจัดงานที่ทำลายวัฒนธรรมที่ดีงามของไทย ในวันพระวันเพ็ญด้วย ขอยกตัวอย่างเลยว่าเช่นกิจกรรมฟูล มูน ปาร์ตี (Full Moon Party) เป็นวันที่เราขายหน้าไปทั่วโลก ทั่วโลกรู้จักประเทศไทยว่ามีสัญลักษณ์ที่มั่วสุมทางเพศต่าง ๆ เรื่องของฟูล มูน ปาร์ตี (Full Moon Party) อันนี้จำเป็นต้องจำกัด ถ้ายกเลิกไม่ได้ ต้องจำกัด ให้อยู่ในสถานที่สาธารณะและไม่ให้มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ก็จะเป็นการไถ่บาปที่เรา ได้ทำให้วันเพ็ญซึ่งเป็นวันแห่งการเรียนรู้ที่ดีงามกลายเป็นวันมั่วสุมทางเพศไปได้ในสายตา ชาวโลก อันนี้เป็นมรดกบาปที่ไม่ควรจะมีอีกต่อไป ทั้งหมดคือข้อเสนอทั้ง ๓ ข้อของการจัด การศึกษาในส่วนของ ว หรือวัด

ในส่วนของ ร หรือโรงเรียน คือการจัดการศึกษาวิถีพุทธในระบบโรงเรียน หรือโรงเรียนวิถีพุทธ ขออนุญาตเรียนที่ประชุมว่าจริง ๆ แล้วโรงเรียนวิถีพุทธไม่ใช่เรื่องใหม่ ของสังคมไทย ได้มีการเกิดขึ้นมาตามลำดับประมาณ ๑๕ ปีมาแล้ว ปัจจุบันมีการเปิดโอกาส ให้สมัครด้วยความสมัครใจผ่านทางเว็บไซต์ (Web Site) เพราะว่ามีโรงเรียนที่สมัครเข้ามา โดยความสมัครใจจำนวนสูงถึง ๒๖,๐๐๐ โรงเรียน แต่เชื่อหรือไม่ว่าตลอดเวลาที่พระอาจารย์ ได้เข้าไปช่วยเป็นวิทยากรและช่วยทำงานมากมาย เราค้นพบว่าโครงการนี้ระดับรากหญ้า ปฏิบัติการสมัครใจอยากจะทำ แต่ภาคนโยบายหลาย ๆ รัฐบาลที่ผ่านมาไม่เคยส่งเสริม อย่างจริงจัง งบประมาณไม่ค่อยจะให้ บุคลากรไม่สนับสนุน ทำให้ไม่สามารถที่จะจัดกระบวนการ พัฒนาผู้บริหาร ครู และบุคลากรที่เกี่ยวข้องในเรื่องของโรงเรียนวิถีพุทธอย่างจริงจังได้เลย แต่โครงการหลายรัฐบาลที่ผ่านไปชอบทำนโยบาย ชอบมีโครงการโรงเรียนอะไรใหม่ ๆ มากมายจนเป็นภาระคุณครูท่วมหัว ข้างล่างไม่ได้อยากทำ มาแล้วก็ไป ๆ เป็นภาระจนถึง ทุกวันนี้ มันจึงกลับกัน สิ่งที่รากหญ้าอยากทำ ฝ่ายนโยบายไม่ค่อยจะสนับสนุน ฉะนั้น เราจึงมีข้อเสนออย่างเป็นรูปธรรม ๑. ขอให้ฝ่ายนโยบายโดยภาครัฐนั้นสนับสนุน โดยการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนวิถีพุทธและกระบวนการอบรม พัฒนาผู้บริหาร ครู และครูพระ ทั้งระบบโรงเรียน ทำไมเราไว้ด้วยกัน เพราะเราค้นพบว่ากระบวนการ พัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาก็ตาม หรือกระบวนการพัฒนาบุคลากรก็ตาม ต้องเป็นเรื่องเดียวกัน เป็นฟันเฟืองที่ต้องทำให้เขาเป็นคนออกแบบหลักสูตรสถานศึกษาด้วยตัวเขาเอง และใช้ กระบวนการนั้นในการพัฒนาอบรมทั้งระบบ โดยอาศัยงานของโรงเรียนอยู่แล้วเป็นฐาน อย่าไปเพิ่มงานใหม่ ใช้งานวิจัยอย่างมีส่วนร่วม ใช้พลังของสถาบันการศึกษาทางวิชาการ เข้าไปช่วยทำวิจัยเชิงปฏิบัติการ ใช้หลักธรรมเข้าไปบูรณาการสามารถคุยกันอย่างเป็น กัลยาณมิตร ไม่ใช่มาประเมินแบบจับผิดเน้นเอกสาร แต่ใช้ความเป็นกัลยาณมิตรในการช่วย สนับสนุนซึ่งกันและกัน ขณะเดียวกัน ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่าน พลเอก พหลก็เป็นห่วง กลัวคนจะเข้าใจผิดว่าโรงเรียนวิถีพุทธเป็นเรื่องเก่าโบราณ อาจจะอ่อนเรื่องวิชาการ หรือความทันสมัย ท่านก็ได้เสนอ และทางคณะทำงานก็เห็นด้วย ก็จะให้เสริมทางด้านของ วิชาการและทักษะการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสตาร์สเต็มส์ (STAR STEMS) ซึ่งก็มี คณะอนุกรรมาธิการอีกคณะหนึ่งได้ทำไว้โดยมีเป้าหมายร่วมกัน นี่คือข้อเสนอข้อที่ ๑

ข้อเสนอข้อที่ ๒ กระบวนการผลิตครูเป็นหัวใจสำคัญมาก ทุกท่านจะเห็นว่า มีข่าวครูรุ่นใหม่ ๆ มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนโดยเฉพาะเรื่องสำคัญคือทางเพศกับลูกศิษย์ กับนักเรียนมากมาย ได้แค่บ่น ไม่มีใครแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง เราผลิตครูอย่างไร ในสถาบันอุดมศึกษา เราปล่อยให้นักศึกษาครูใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยซึ่งปัจจุบันมีหลุมดำ รายล้อมมหาวิทยาลัย เป็นแหล่งมั่วสุมต่าง ๆ โดยที่มหาวิทยาลัยก็จัดการเรื่องนี้ไม่ได้ จนมหาวิทยาลัยหลายแห่งถูกล้อว่าเป็นสถาบันเปลี่ยนนิสัย ลูกหลานเขาเลี้ยงมาดี ๆ จนถึงมัธยมพอเข้ามหาวิทยาลัยปุ๊บเสียผู้เสียคนหรือเสียตัวกันไปเป็นจำนวนมาก ถ้าเรา ปล่อยให้คนที่เรียนครูใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยมั่วสุมเหมือนกับคณะอื่น ๆ ในมหาวิทยาลัย จะเกิดอะไรขึ้น ทำไมเราจึงไม่พัฒนาครูให้กลับมาสูงส่งในสังคมไทยอีกครั้งหนึ่ง ทำไม เราไม่มองไปที่ระบบการเรียนการสอนอย่างวิทยาลัยพยาบาล พระอาจารย์ชื่นชม การเรียนการสอนวิทยาลัยพยาบาล พระอาจารย์จัดการเรียนรู้ให้กับระดับมหาวิทยาลัย มาหลายปี เราพบว่าคณะพยาบาลจะแตกต่างจากคณะอื่น ๆ อย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะ เรื่องศีลธรรม จรรยาบรรณ กิริยามารยาท ความมีคุณธรรมจริยธรรม ถ้าเราต้องการให้ครูเป็นวิชาชีพที่สูงส่งของสังคมไทยอีกครั้งหนึ่ง ทำไมเราจึงไม่มองตัวอย่างที่ดี ของวิทยาลัยพยาบาล เราควรจะต้องมีการผลิตครูในระบบปิดเป็นโรงเรียนกินนอน และเน้น การเรียนรู้ผ่านวิถีชีวิต การจะบูรณาการหลักธรรม การปฏิบัติธรรม การเสริมคุณธรรม อบรมจริยาต่าง ๆ จะเกิดขึ้นได้อย่างเต็มที่ทั้งกลางวันและกลางคืนเป็นวิถีชีวิต เราพบว่า สถาบันที่จัดการศึกษาระบบปิดแบบนี้ยังคงรักษาคุณภาพและคุณธรรมไว้ได้ดีถ้าเราจะดู ไม่ว่าจะเป็นวิทยาลัยพยาบาล วิทยาลัยการเรียนการสอนทางด้านทหาร ตำรวจที่เป็นระบบปิด เช่นเดียวกัน จะมีความเสื่อมช้ากว่าคณะต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัยที่เปิด และมหาวิทยาลัย ก็จัดการหลุมดำรอบมหาวิทยาลัยไม่ได้ อันนี้เราจึงมีข้อเสนอว่าขอให้จัดการเรียนรู้ ผ่านการปฏิบัติงานจริงโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานตั้งแต่ตอนเรียน ทฤษฎีที่เยอะพิสูจน์แล้วว่า ไม่ได้ช่วยให้ครูเป็นครูที่ดีได้จริง ให้ใช้หลักธรรม และโดยเฉพาะหลักกัลยาณมิตรเป็นตัวหล่อหลอม และการเรียนรู้ต้องผ่านการปฏิบัติธรรมในวิถีชีวิต ดังได้กล่าวไปแล้วว่าเป็นระบบปิด แบบนักศึกษาพยาบาล และให้มีการฝึกปฏิบัติธรรม เจริญสติสัมปชัญญะในโอกาสอันสมควร ถ้าทำได้อย่างนี้เราเชื่อว่ากระบวนการผลิตครู ให้ครูเป็นกัลยาณมิตรสูงส่งในสังคมไทย อีกครั้งหนึ่งจะกลับคืนมา และสมแล้วที่รัฐบาลได้พยายามปรับผลตอบแทนให้ครูได้ดี มาตามลำดับ ก็จะสมกับคุณค่าของอาชีพที่เราควรจะยกย่องในสังคมนี้สืบต่อไป

ข้อเสนอข้อที่ ๓ การประเมิน เราเน้นว่าการประเมินต้องเป็นองค์รวม เราใช้ชื่อว่าการประเมินวิถีพุทธตามหลักภาวนา ๔ พระเดชพระคุณท่านเจ้าประคุณสมเด็จ พระพุทธโฆษาจารย์ ในโอกาสที่เราได้เข้าพบท่านได้เน้นย้ำหลายครั้ง หลักไตรสิกขา ภาวนา ๔ ทำให้เห็นว่าเราทำพุทธศาสนาเป็นสากลที่ทันสมัย เพราะทั่วโลกกำลังเน้น เรื่องการจัดการศึกษาหรือเรียนรู้อย่างเป็นองค์รวมรอบด้าน ปรากฏว่าหลักธรรมไตรสิกขา และภาวนา ๔ สอดคล้องกับสิ่งที่ทั่วโลกเพิ่งพัฒนามาถึง ภาวนา ๔ ประกอบไปด้วย กายภาวนา หมายถึงพระอาการทางกาย ศีลและภาวนา หมายถึงพระอาการทางสังคม จิตตภาวนา หมายถึงพระอาการทางจิตใจ ปัญญาภาวนา หมายถึงพระอาการทางปัญญา ถ้าเราพูดคำเดิมคนก็อาจจะรู้สึกโบราณ แต่พอเราแปลเป็นคำทันสมัยว่าเป็นพระอาการ ทางกาย สังคม จิตใจ ปัญญา ปรากฏว่าการศึกษาทางโลกตะวันตกเพิ่งพัฒนามาถึงแนวคิดนี้ เมื่อไม่นานมานี้เอง แต่ของพุทธศาสนามีเรื่องนี้มา ๒,๖๐๐ กว่าปีแล้ว พระเดชพระคุณ ท่านเจ้าประคุณจึงได้เน้นย้ำว่าสิ่งนี้เราน่าจะชูธงว่าเป็นภูมิปัญญาของเราเองมาใช้อะไรบ้าง มีข้อเสนอย่อย ๆ ด้วยกัน

๑. ใช้การประเมินนี้มาเพื่อการแต่งตั้ง โยกย้ายผู้บริหาร ครู บุคลากร ทางการศึกษา การแต่งตั้ง โยกย้ายถ้าไม่ผูกกับเรื่องคุณธรรมจริยธรรม มีแต่เรื่องเส้นสาย หรือการวิ่งเต้น ไม่ทำเรื่องคุณธรรมจริยธรรมสำคัญ ก็จะไม่มีผลไปทำให้เขาเห็นความสำคัญ เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นถ้าเราบอกว่าเรื่องคุณธรรมจริยธรรมสำคัญ ต้องมาอยู่ในเกณฑ์ของ การแต่งตั้ง โยกย้าย

๒. การประเมินนักเรียน ถ้าเราไปเน้นแต่การประเมินคะแนนสอบวิชาการ หรือปัจจุบันไปเน้นแต่ที่โอเน็ต (O-NET) เราพบว่าการศึกษาฟินแลนด์ที่ทุกคนยกย่อง มีสื่อ เผยแพร่ยืนยันว่ายิ่งมีการประเมินมาตรฐานระดับชาติมากเท่าไรการศึกษายิ่งแย่ลง เราไม่แน่ใจว่าเมืองไทยเราได้เรียนรู้อย่างนี้อย่างฟินแลนด์แล้วหรือยังจากที่เราทดลองใช้ การประเมินมาตรฐานอย่างนี้ เราจึงมองว่าการประเมินนักเรียนก็ต้องประเมินอย่างเป็น องค์รวมเช่นเดียวกัน อย่าไปละทิ้งมิติด้านพระอาการทางกาย สังคม จิตใจ ปัญญา ต้องให้ครบ เช่นเดียวกัน แต่กระนั้นเองเราพบว่าอุปทานหมู่ของพ่อแม่ ผู้ปกครองในประเทศนี้ คุณจะทำอะไรก็แล้วแต่ ฉันจะไปดูว่าเรียนต่อ ศึกษาต่อ เข้ามหาวิทยาลัยเขาดูอะไร ก็จะไปดูตรงนั้น

๓. ต้องใช้ประเมินในเรื่องของเกณฑ์การจบการศึกษาและการสอบเข้าศึกษา ต่อด้วย ซึ่งตรงนี้ท่านศาสตราจารย์สุมน อมรวิวัฒน์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านได้ย้ำว่าถ้าเสนอ อย่างอื่นไม่ได้เหลืออยู่ข้อเดียวขอให้เสนอข้อนี้ เพราะข้อนี้ทำให้องคาพยพอื่น ๆ จะต้อง ปรับปรุงตาม

๔. ข้อเสนอในเรื่องของการประเมินครูพระสอนศีลธรรมในโรงเรียน ตอนนี้ เรามีพระที่ถูกฝึกให้สอนศีลธรรมในโรงเรียนเป็นจำนวนหนึ่ง ยังไม่ครอบคลุมทั้ง ๓๐,๐๐๐ โรงเรียน ทั่วประเทศ ถ้าเรามองว่าพระที่ถูกแยกเป็นส่วน ๆ วัดและโรงเรียนออกจากกัน พระก็เริ่ม มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนเช่นเดียวกัน พระส่วนหนึ่งมีปัญหา แต่ถ้าเกิดเรามองอย่างนั้น พระกว่า ๓๐๐,๐๐๐ รูปจะเป็นภาระให้กับเรามากมาย แต่ถ้าเกิดเราเปลี่ยนวิธีคิด ทำอย่างไรจะพัฒนาพระ ๓๐๐,๐๐๐ รูปให้กลายเป็นพลัง ยังไม่ต้อง ๓๐๐,๐๐๐ รูป พระอาจารย์มองแค่ประมาณ ๓๐,๐๐๐ โรงเรียน ถ้าเราต้องการ พระสัก ๓๐,๐๐๐ รูป พัฒนาท่านให้ดี และจำเป็นต้องมีการประเมินอย่างเป็นองค์รวม กับท่านด้วย เพื่อจะเป็นหลักประกันปิดช่องพฤติกรรมเบี่ยงเบนที่เราไม่พึงประสงค์ ให้พระท่านมีศีลาจารวัตรที่ดี งดงาม เป็นแบบอย่าง เข้าใจเนื้อหาการสอนที่ดี สนับสนุน ให้ท่านพัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู้ที่ดี อย่างน้อยเริ่มต้นที่พระกว่า ๓๐,๐๐๐ รูป ก็จะเป็น พลังสังคม แล้วจะช่วยเยียวยาภาพลักษณ์ของพระที่เสียหายในข่าวรายวันทุกวันนี้ เปลี่ยนภาระให้เป็นพลังเถอะครับ ขอให้พวกเราได้ช่วยกันสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ ทั้งในส่วนของบ้าน วัด โรงเรียน ตามข้อเสนอทั้ง ๓ ข้อแรก ส่วนในข้อที่ ๔ นั้นเรามองว่า ทั้ง บ ว และ ร นั้นควรจะทำให้เกิดเครือข่าย

ข้อเสนอข้อที่ ๔ เราเอาตัวอักษรทั้ง ๓ ตัวมารวมกัน โดยใช้ชื่อว่าการจัดตั้ง เครือข่ายพัฒนาการศึกษา เครือข่ายบวรวิถีพุทธ เรามองว่าการจัดตั้งเครือข่ายนั้นจะไม่อิง ฝ่ายรัฐเลยก็ไม่ดี อิงฝ่ายรัฐมากเกินไปก็มักจะมีปัญหา เราจึงมีบทเรียนจากการทำงาน เรื่องเครือข่ายมามาก จึงมีข้อเสนอเป็น ๒ ส่วน ส่วนแรก เป็นการสร้างเครือข่าย บ ว ร หรือบวรวิถีพุทธ ในส่วนที่อิงกับกระทรวงศึกษาธิการ ให้สามารถมีตัวแทนของฝ่ายบ้าน วัด โรงเรียน มาร่วมมือกัน ซึ่งอันนี้เราก็ได้ทดลองทำไปแล้วในระยะเวลาหนึ่งในรูปแบบ ของการทำโค้ชชิงทีม (Coaching Team) วิถีพุทธ มีตัวแทนของผู้บริหาร โรงเรียนวิถีพุทธ ที่เอาจริงเอาจัง ตัวแทนของศึกษานิเทศก์ ตัวแทนของพระสงฆ์ในพื้นที่ ของผู้ปกครอง ของผู้อุปถัมภ์ให้มาร่วมมือกัน เพื่อจะได้ช่วยกำกับ ติดตาม พัฒนาเรื่องนี้ และควรจะพัฒนา ให้ครบทั้งระดับพื้นที่ จังหวัด ภูมิภาค และเมื่อมาถึงระดับประเทศแล้วควรจะจัดให้เกิด การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในรูปแบบของสมัชชาการศึกษาวิถีพุทธระดับประเทศอย่างน้อย ปีละ ๑ ครั้ง แต่ถ้าเกิดเราอิงกับราชการมากเกินไปก็อาจจะดูตายตัว และอาจจะไม่ยั่งยืน เราจะมีข้อเสนอในมิติที่ไม่ใช่ภาคราชการ แต่ใช้พลังงานของสถาบันวิชาการ จึงเป็นข้อเสนอ ต่อสถาบันอุดมศึกษาที่เชี่ยวชาญการศึกษาวิถีพุทธ ซึ่งในเบื้องต้นเราพบว่ามี ๓ แห่งด้วยกัน คือมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และสถาบันอาศรมศิลป์ ควรจะมาช่วยในการใช้งานวิจัยเข้ามาเชื่อมร้อยการสร้างเครือข่าย บวรวิถีพุทธ และควรจะเป็นผู้อำนวยการในการจัดสมัชชาการศึกษาวิถีพุทธระดับประเทศ ดังที่ได้กล่าวไปแล้วในข้อแรก ข้อเสนอทั้ง ๔ ข้อด้วยกัน คือมี ๓ ด้าน กับอีก ๑ เครือข่าย ด้านบ้าน ด้านวัด ด้านโรงเรียน และเครือข่ายบวรวิถีพุทธนั้น เป็นข้อเสนอทั้งหมดที่ได้ กล่าวไป ส่วนวิธีการปฏิรูป ผู้รับผิดชอบและงบประมาณ พระอาจารย์ก็จะประหยัดเวลา ของทุกท่านในที่นี้ ก็จะเป็นโครงสร้างเหมือนเดิม เอกสารมีปรากฏอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าจะมี ส่วนที่เพิ่มเติมขึ้นมา ในส่วนของบ้าน ในส่วนของผู้รับผิดชอบ เรามองว่าผู้รับผิดชอบหลัก น่าจะเป็นกระทรวงมหาดไทยที่ดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ ในส่วนของ กระทรวงสาธารณสุข ที่จำเป็นต้องดูแลโรงพยาบาลประจำตำบลต่าง ๆ อันนี้น่าจะเป็น เจ้าภาพหลักในส่วนของการจัดการศึกษาด้านครอบครัว แต่แน่นอนต้องร่วมมือกับโรงเรียน เป็นสำคัญในระดับพื้นที่ด้วย แล้วก็วัดที่จะเข้ามาช่วย หรือสถาบันแม่ชีไทยที่จะดึงพลัง ของแม่ชีซึ่งก็มีอยู่มากให้มาเป็นประโยชน์ ในส่วนของวัด เจ้าภาพหลักเราก็มองไปถึง กระทรวงวัฒนธรรม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ซึ่งน่าจะเป็นเจ้าภาพหลัก แต่แน่นอนเราคิดว่าในการจัดกิจกรรมวันพระบันดาลใจ อย่างเช่นกิจกรรมวันพระวันเพ็ญ ที่อาจจะได้เชิญท่านนายกรัฐมนตรีพาครอบครัวเข้าวัดทำบุญ อย่างนี้เป็นต้น เราไม่อยากให้ ภาคราชการเป็นเจ้าภาพจัด ถ้าระดับพื้นที่ เรามีข้อเสนอว่าขอให้เด็กนักเรียนที่อยู่ในโรงเรียน ที่อยู่ใกล้วัดแห่งนั้นเป็นเจ้าภาพในการจัดและใช้กระบวนการเรียนรู้แบบโครงงาน จะทำให้ ไม่ดูแข็งตัวหรือตายตัวจนเกินไป และทำให้เห็นว่าภาคประชาชนได้เชื่อมร้อยกับภาครัฐ อย่างงดงามผ่านวิถีวัฒนธรรมวันพระ แล้วก็จะทำให้ชาวบ้านหรือภาคประชาชนได้รู้จัก เป็นเจ้าของวิถีวัฒนธรรมอันนี้ด้วยตัวของพวกเขาเอง อันนี้ก็เป็นเจ้าภาพในส่วนของวัด เจ้าภาพในส่วนของโรงเรียน แน่นอนที่สุดก็คือกระทรวงศึกษาธิการ และปัจจุบันก็มีโครงสร้างที่ต้องลงไปถึงศึกษาธิการจังหวัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา เป็นข้อต่อลงไปถึงโรงเรียน และจำเป็นต้องประสานความร่วมมือไปกับส่วนอื่น ๆ อย่างเช่น ในส่วนของการพัฒนาพระสอนจริยธรรม ก็มีมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง ๒ แห่ง ก็จำเป็นต้องมี ความร่วมมือกัน แล้วก็ต้องร่วมมือกับในส่วนของบ้านและส่วนของวัดด้วย

ในส่วนของการจัดการเครือข่ายบวรวิถีพุทธ เรามองว่าน่าจะให้สถาบัน วิชาการทั้ง ๓ แห่งที่ได้เคยเอ่ยชื่อไปแล้วได้ช่วยในการประสานกับฝ่ายภาครัฐให้จัดเครือข่าย ให้เกิดขึ้นในทุกระดับ กรอบเวลา พระอาจารย์ได้พิจารณาร่วมกับคณะทำงาน ในรายละเอียด แตกต่างกันไป แต่ว่าสามารถที่จะขมวดรวมในภาพรวมเป็น ๔ ระยะด้วยกัน

ระยะที่ ๑ ในช่วง ๓ เดือนแรก ก็เป็นเรื่องของการเตรียมการ การกำหนด นโยบาย การประชุม เพื่อที่จะได้เตรียมเอกสารสื่อประชาสัมพันธ์และชี้แจงความเข้าใจ ในสายบังคับบัญชาต่าง ๆ

ระยะที่ ๒ เป็นในเรื่องของการที่เรามาจัดทำหลักสูตรต่าง ๆ การสอบเปรียญ ความสำเร็จของโมเดล (Model) ต่าง ๆ การพัฒนาบุคลากร วิทยากร การพัฒนาระบบ การโค้ชชิง (Coaching) การนิเทศติดตาม

ระยะที่ ๓ เรากำหนดว่าควรจะมีระยะเวลา ๓ ปี เพื่อทำในเชิงวิจัยปฏิบัติการว่า อย่างน้อยจังหวัดไหนที่ถึงพร้อม เข้มแข็งทั้งฝ่ายบ้าน ฝ่ายวัด ฝ่ายโรงเรียน มีเครือข่ายที่เข้มแข็ง จะมีอย่างน้อยจังหวัดละ ๑ เครือข่ายที่เข้มแข็งเป็นรูปธรรมหรือไม่ เราขอติติงกระบวนการ ทำงานภาครัฐที่ชอบทำแบบเหมาเข่งอย่างรีบร้อน รวดเร็ว การปฏิรูปการเรียนรู้ ๒ รอบ ที่ไม่สำเร็จก็เพราะวิธีคิด ไม่ใช่เนื้อหาไม่ดี เนื้อหาดีทั้ง ๒ รอบ แต่ที่ไม่สำเร็จเพราะกระบวนการ ขยายผลที่ชอบทำเหมาเข่ง จาก ๓๐๐ โรงเรียน เป็น ๓,๐๐๐ โรงเรียน ๓,๐๐๐ โรงเรียน เป็น ๓๐,๐๐๐ โรงเรียน ในเวลาอันจำกัด ตอนที่ขยายเป็น ๓๐๐ โรงเรียนเขายังงงกันอยู่เลย ขยายเป็น ๓,๐๐๐ โรงเรียน ขยายอะไรไป ก็ขยายความงง โรงเรียนก็ต้องโกหกหลอกลวง ตอน ๓,๐๐๐ โรงเรียนก็ยังงง ต้องหลอกลวงอยู่เลย ขยายเป็น ๓๐,๐๐๐ โรงเรียน ก็ต้องโกหก หลอกลวงกันอยู่อย่างนั้น เพราะฉะนั้นการปฏิรูปจึงไม่สำเร็จ เราจึงยอมลงทุนถึง ๓ ปี ต้องพัฒนา ต้นแบบอย่างแท้จริงให้เกิดให้ได้ทั้งฝ่ายบ้าน วัด โรงเรียน อย่างน้อยจังหวัดละ ๑ โมเดล (Model) ให้ได้ และพัฒนาทุกอย่างในรอบ ๓ ปีนั้น ทุกปัญหาทางเทคนิคต่าง ๆ และระหว่างนั้น อาจจะเห็นโรงเรียนที่สนใจตามธรรมชาติเกิดขึ้นเข้ามาเป็นเครือข่าย

ระยะที่ ๔ เราให้เวลา ๑๐ ปี เราจะขยายผลให้เต็มแผ่นดิน ในช่วงระยะเวลาที่ ๔ กำหนดกรอบเวลาไว้ ๑๐ ปีด้วยกัน อันนี้จึงเป็นความแตกต่างจากข้อเสนอที่เคยมีมา และทำกันอยู่

ส่วนของงบประมาณ ก็คงเป็นเรื่องของเจ้าภาพหลักที่ได้อธิบายไปแล้ว เพื่อประหยัดเวลาในที่ประชุมแห่งนี้

ขออนุญาตข้ามไปหัวข้อสุดท้าย ในข้อ ๖ ข้อเสนอแนะ

ข้อ ๖.๑ เรามีข้อเสนอแนะให้คณะกรรมการอิสระด้านการปฏิรูปการศึกษา ที่รัฐบาลตั้งขึ้นตามมาตรา ๒๖๑ ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ได้ประสานกับ คณะทำงานการศึกษาวิถีพุทธ เพื่อพิจารณาแต่งตั้งคณะกรรมการในลักษณะเครือข่ายพัฒนา การศึกษาวิถีพุทธ ทำหน้าที่ช่วยคณะกรรมการอิสระด้านการปฏิรูปการศึกษาชุดดังกล่าว ในการกำกับ ติดตามการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาวิถีพุทธเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ตามรายงานฉบับนี้

ข้อ ๖.๒ เราก็ขอให้คณะกรรมการอิสระดังกล่าวนั้นได้นัดประชุมหารือกับ กระทรวงและหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องตามแผนการปฏิรูปในรายงานฉบับนี้ เพื่อขอให้มี การตั้งคณะกรรมการระดับกระทรวงแต่ละกระทรวงในการพิจารณากำหนดนโยบาย และสั่งการหน่วยงานที่รับผิดชอบในแต่ละกระทรวงให้ได้รับทราบ ทำความเข้าใจ และดำเนินการตามรายงานฉบับนี้

ข้อ ๖.๓ พระอาจารย์คิดว่าสำคัญยิ่ง ถ้ารัฐบาลได้หยิบเรื่องนี้ไปเป็นงานสำคัญ ของรัฐบาลที่จะเยียวยาฟื้นฟูสังคมไทยจากรากฐานตามหลักภูมิสังคมพระราชทานคือบวร คณะรัฐบาลจำเป็นต้องเข้ากราบถวายรายงานแด่สมเด็จพระสังฆราช และกราบทูลเชิญ สมเด็จพระสังฆราชเป็นประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ในการอำนวยองคาพยพทั้งหลาย ให้ได้ดำเนินการในเรื่องนี้

ข้อ ๖.๔ ให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติได้ทำการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ มติมหาเถรสมาคมในด้านการฟื้นฟูวิถีวันพระ ให้การส่งเสริมและสนับสนุนโรงเรียนวิถีพุทธ ตามปรากฏในภาคผนวก ค. และ จ. แบบเชิงรุก ทั้งการจัดทำสื่อเผยแพร่ การจัดประชุม ถวายความรู้พระสังฆาธิการ การสั่งการให้สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดทุกแห่ง ให้การสนับสนุน และการลงเยี่ยมในพื้นที่เพื่อสร้างความตื่นตัว ติดตามการขับเคลื่อน การศึกษาวิถีพุทธอย่างต่อเนื่อง อันนี้ก็จะช่วยทำให้สิ่งที่มติมหาเถรสมาคมมีอยู่แล้ว สิ่งที่ เราทำไม่ได้มีความแปลกแยก แต่มติมหาเถรสมาคมดังกล่าวนั้นเป็นที่รู้อยู่ในวงจำกัด แล้วก็ไม่ได้รับการประชาสัมพันธ์ ก็น่าจะใช้โอกาสนี้ในการประชาสัมพันธ์และสร้าง ความตื่นตัว ทั้งหมดนี้ที่ได้รบกวนเวลาอันมีค่าของผู้ทรงเกียรติทุก ๆ ท่าน อาตมาภาพอยากจะให้พวกเรา ได้ร่วมกันทำบุญใหญ่นี้ ตลอดเวลาที่พระอาจารย์ทำรายงานฉบับนี้มีบุคคลหลายท่าน ที่มีบุญคุณมากมายอาจจะไม่ได้กล่าวชื่อถึง แต่ตอนที่พระอาจารย์เจออุปสรรคมากมาย ปรากฏว่าเมื่อพระอาจารย์ได้ระลึกนึกถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ทำให้ พระอาจารย์ได้นึกถึงโครงสร้างบวร และนำมาใช้เป็นโครงสร้างหลักในการจัดทำรายงาน ฉบับนี้ เรามีความหวังอย่างจริงใจยิ่งกับคณะทำงานที่เป็นภาคประชาชนว่าถ้าจะมีอะไร ได้ถวายพระราชกุศลแด่พระองค์ท่านในวาระสุดท้ายอันสำคัญยิ่งนี้ เราไม่อยากให้เป็นสิ่งที่ ผิวเผิน เป็นอีเวนต์ (Event) เป็นการใช้งบประมาณอย่างสิ้นเปลืองแล้วไม่เกิดประโยชน์ยั่งยืน เราอยากจะให้รายงานฉบับนี้ได้หลอมรวมร้อยทุกภาคส่วนในสังคมไทยไม่ว่าเขาจะเป็นใคร ได้มีส่วนแห่งการทำบุญกุศลใหญ่ที่จะเป็นดังอนุสรณ์ระลึกถึงหลักทรงงานพระราชทานบวรนี้ ของพระองค์ท่านอย่างยั่งยืนสืบไป ขอพวกเราได้มีส่วนร่วมแห่งบุญกุศลนี้ด้วยกัน ขอเจริญพร อนุโมทนา