สาวิทย์ แก้วหวาน หารือถึงปัญหาความไม่เป็นเอกภาพ การขาดแคลนบุคลากรและงบประมาณ รวมถึงความซ้ำซ้อนในระบบการเก็บข้อมูลแรงงานที่กระจัดกระจายหลายหน่วยงาน ซึ่งส่งผลต่อการวางแผนนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเสนอให้จัดทำฐานข้อมูลแรงงานแบบเป็นระบบ มีมาตรฐานสากลและเชื่อมโยงทั้งภาครัฐและเอกชน โดยอ้างผลการประชุมอนุกรรมาธิการที่ศึกษาเปรียบเทียบระบบของออสเตรเลียและญี่ปุ่น เพื่อนำมาพัฒนาแนวทางการจัดเก็บข้อมูลของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพและต่อเนื่อง
กราบเรียน ท่านประธาน ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพทุกท่าน อย่างที่ ท่านประธานอโณทัย แล้วก็ท่านประธานอนุกรรมาธิการ ท่านศิริชัย ไม้งาม ได้นำเสนอไปแล้ว ดังนั้นผมคิดว่าในเรื่องของสภาพปัญหาที่คณะอนุกรรมาธิการได้มีการประชุมแล้วก็เชิญหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงานด้วยกันมาให้คำชี้แจงและขอรับทราบข้อมูลเพื่อนำไปสู่ กระบวนการและแนวทางในการวางแผนรากฐานข้อมูลด้านแรงงาน เพราะผมคิดว่า ในอนาคตข้างหน้าภาวะการแข่งขันในประเทศ หรือภาวะการแข่งขันในระดับนานาชาติ การแข่งขันในด้านแรงงานก็มีความสำคัญ ดังนั้นที่ผ่านมาอย่างที่ทราบกันก็คือว่าเราไม่มี ฐานข้อมูลที่ชัดเจนในการวางแผน รวมทั้งการกำหนดทิศทางของประเทศในการจ้างงาน และการวางแผนทางธุรกิจทั้งหลาย ดังนั้นจากสภาพปัญหาโดยทั่ว ๆ ไป
ประการแรก ก็คือเราขาดเอกภาพในการทำงานด้านสถิติ ซึ่งข้อมูลทั้งหลาย เหล่านี้กระจัดกระจาย แล้วก็มีการจัดเก็บกันหลายหน่วยงานด้วยกัน ซึ่งหน่วยงานหลัก ๆ ที่จัดเก็บเรื่องของสถิติและข้อมูลก็คือสำนักงานสถิติแห่งชาติ รวมทั้งหน่วยงาน อื่น ๆ ด้วย แต่ว่าในรายละเอียดจริง ๆ แล้วสำนักงานสถิติแห่งชาติก็เก็บในรายละเอียด ไม่ได้ทั้งหมด เก็บเพียงภาพรวมในเรื่องของสถิติสำมะโนประชากร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม เคหสถานอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ แต่ไม่ได้ระบุเจาะจง ชัดไปถึงภาคแรงงานที่จะนำไปใช้ประโยชน์ได้ เนื่องจากว่าข้อมูลมีอยู่เยอะกระจัดกระจาย แม้จะได้มีการกระจายงานไปอยู่ในภูมิภาค จังหวัดต่าง ๆ ก็แล้วแต่ แต่ว่าด้วยข้อจำกัดและ เงื่อนไขเราก็ยังขาดบุคลากรที่เพียงพอในการทำหน้าที่รวบรวมแล้วก็จัดเก็บข้อมูลเหล่านี้ รวมทั้งเรื่องของงบประมาณที่เกี่ยวข้องที่ไม่สามารถจะจัดสรรงบประมาณได้เต็มที่ เพราะว่า ในบางเรื่องก็จำเป็นต้องใช้บุคลากรในการลงพื้นที่ในการเก็บเกี่ยวข้อมูลมาก แต่ปัญหา ก็คือว่าเราไม่มีงบประมาณอย่างเพียงพอ เรื่องแรงงานนั้นเป็นข้อมูลที่มีการเปลี่ยนแปลง ตลอดระยะเวลาทั้งในภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม ภาคบริการ ซึ่งกระบวนการ ในการจัดเก็บก็ไม่สามารถเก็บมาได้ทั้งหมด เพราะฉะนั้นเมื่อเก็บมาไม่ได้ทั้งหมดแล้ว ก็ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ อันนี้ก็เป็นปัญหาสำหรับการวางแผน
ประการที่ ๒ เกิดความซ้ำซ้อนของระบบข้อมูลที่กระจัดกระจาย มีการจัดเก็บกัน หลายหน่วยงาน ซึ่งอย่างที่ท่านประธานอโณทัยได้พูดไว้แล้วก็คือมีการจัดเก็บประมาณ ๕๐ หน่วยงานด้วยกัน มีการจัดเก็บข้อมูลหลายภาคส่วน หลายตัวด้วยกัน รวมทั้ง ข้อมูลด้านแรงงาน มีการจัดเก็บทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม เยอะแยะ เต็มไปหมดเลย แต่ถึงขั้นที่จะเอามาใช้จริง ๆ ก็ปรากฏว่าไม่สามารถใช้ได้ แม้ในปัจจุบันนั้น เราจะมีศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของกระทรวงแรงงาน มีการจัดตั้ง ศูนย์ข้อมูลแรงงานแห่งชาติ ตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๕๔ แต่พอเอาเข้าจริง ๆ แล้วพี่น้องประชาชนหรือเจ้าของสถานประกอบการทั้งหลาย หรือคนที่ สนใจเรื่องข้อมูลแรงงานเหล่านี้ก็ไม่สามารถที่จะเข้าไปใช้ข้อมูลอย่างเต็มที่ หรือในศูนย์แห่งนี้ ก็ไม่มีข้อมูลอย่างเพียงพอในการที่จะให้สถานประกอบการทั้งหลาย หรือแม้กระทั่ง ผู้ที่ต้องการรู้ข้อมูลนำไปศึกษา เรียนรู้ วางแผน ก็ไม่สามารถที่จะใช้ได้เนื่องจากข้อมูล มีอย่างจำกัด และที่สำคัญก็คือว่าอำนาจ ภารกิจของศูนย์แรงงานแห่งชาติเหล่านี้ไม่สามารถ ไปดึงข้อมูลจากภาคส่วนต่าง ๆ ได้ ไม่สามารถเอื้อมมือไปสั่งการหรือนำข้อมูลมาไว้ที่ ศูนย์ข้อมูลแรงงานได้
ประการที่ ๓ ข้อมูลด้านแรงงานที่มีอยู่ไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการ ของผู้ใช้บริการอย่างเต็มที่ อย่างที่เรียนมาก็คือว่าข้อมูลทั้งหมดไม่ครบถ้วน เมื่อไม่ครบถ้วน ก็ขาดซึ่งการวิเคราะห์ การสังเคราะห์ข้อมูลทำให้ใช้ประโยชน์ไม่ได้เต็มที่ หรือแม้กระทั่ง การเข้าถึงข้อมูลซึ่งก็จะเป็นไปได้ยาก เมื่อไม่มีศูนย์ข้อมูลที่รวมศูนย์ ที่เรียกว่าวัน สตอป เซอร์วิส (One Stop Service) ก็จะทำให้การเข้าถึงข้อมูลนั้นกระจัดกระจายและเป็นไป ได้ยาก
ประการที่ ๔ เรื่องข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีของภาครัฐที่ไม่สามารถพัฒนา ระบบข้อมูลผ่านระบบดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งรัฐบาลในปัจจุบันก็ได้มีการประกาศ ว่าจะนำพาประเทศไปสู่ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) และจะนำพาประเทศไปสู่ ดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) แต่ถ้าเราขาดซึ่งข้อมูลเหล่านี้ก็จะไม่สามารถวางแผน ที่จะแข่งขันกับนานาชาติ หรือแม้กระทั่งวางแผนในประเทศไทยได้ นายกรัฐมนตรีประกาศว่า จะนำพาประเทศไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง แล้วก็ยั่งยืน ซึ่งหลายคนชื่นชมแล้วก็พยายาม ที่จะนำพาภาคส่วนต่าง ๆ เข้าไปสู่กระบวนการนั้น แต่ถ้าในสิ่งเหล่านี้ สิ่งที่นโยบายพูด สิ่งที่รัฐบาลพูด หรือภาคส่วนต่าง ๆ พูด แต่ว่าถ้าขาดซึ่งข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้ก็คงไม่สามารถ ที่จะดำเนินการไปสู่เป้าหมายที่เป็นความคาดหวังของประเทศอย่างที่ทุกคนต้องการได้ ข้อมูลอย่างที่ผ่านมาก็คือทำกันหลายระดับ ทั้งระดับหน่วยงานตามกระทรวงต่าง ๆ ทำเป็นกลุ่ม กลุ่มอุตสาหกรรม กลุ่มทางด้านเศรษฐกิจบ้าง แล้วก็มีเรื่องของมาตรฐานภายในประเทศ และระหว่างประเทศ อีกอันหนึ่งก็คือปัญหาเรื่องของการบริหารจัดการข้อมูลที่มีอยู่ สิ่งที่ เราพบก็คือหน่วยงานที่ลงไปสำรวจเก็บสถิติใด ๆ แล้ว บางสิ่งก็ไม่ยอมที่จะส่งผ่านข้อมูลนั้นให้ มีการหวงข้อมูล เพราะเนื่องจากตนเองได้ทุ่มเทบุคลากร งบประมาณลงไป ดังนั้นการที่จะให้ หน่วยงานอื่นใช้นั้นก็ไม่สามารถที่จะให้ หรือหวงข้อมูลอย่างที่ผมกราบเรียนไปแล้ว อีกประการหนึ่งที่ได้พูดไปแล้วก็คือว่าข้อมูลยังไม่ครบถ้วน
ประการที่ ๕ จากสภาพปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ก็มีความพยายามในการที่จะ แก้ไขปัญหาของภาครัฐ และภาคเอกชน ยกตัวอย่าง เช่น ในภาครัฐ มีการดำเนินการโดย สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม ได้ร่วมกับกระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานสถิติแห่งชาติ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มาตั้งแต่ ปี ๒๕๕๑ แต่ก็หยุดชะงักลงในปี ๒๕๕๔ เนื่องจากขาดงบประมาณ แล้วก็มาเริ่มดำเนินการ อีกครั้งในปี ๒๕๕๘ โดยมีการพัฒนาแนวทางระบบข้อมูลแอลอีอีดีเอ็กซ์ (LEED-X) หรือเลเบอร์ อีโคโนมิก แอนด์ เอดูเคชัน ดาต้า เอกซ์เชนจ์ (Labour Economic and Education Data Exchange) ซึ่งเป็นระบบฐานข้อมูลที่จะเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่าง หน่วยงานด้านข้อมูลกำลังคนในภาคอุตสาหกรรมเพื่อใช้ในการกำหนดนโยบาย หรือทิศทาง โดยกำหนดให้สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทยหรือทีดีอาร์ไอ (TDRI) นั้น เป็นผู้ดำเนินการ ส่วนในภาคเอกชนก็มีความพยายามในการที่จะแก้ไขปัญหา ยกตัวอย่าง เช่น มีการดำเนินการผ่านโครงการต้นแบบจากการสนับสนุนของผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี ร่วมกับองค์กรสุขภาวะภาคตะวันออกมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ และขยายผลต่อไปยังสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพปี ๒๕๕๘ ในเรื่อง แนวคิดการจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศทางด้านสารสนเทศแรงงานประเทศไทย ภายใต้ชื่อ ที่เรียกว่า โครงการศูนย์กำลังพลด้านแรงงานจังหวัดชลบุรี อันนี้เป็นตัวอย่างที่หยิบยกกันมา เพื่อให้เห็นว่าเรื่องฐานข้อมูลนั้นมีความสำคัญและมีความจำเป็นอย่างไร ซึ่งที่ผ่านมา หน่วยงานภาครัฐก็ดี หน่วยงานภาคเอกชนก็ดี ก็มีความพยายามในการที่จะแก้ไขปัญหา แต่ก็ยังเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ ดังที่นำกราบเรียนมา
ประการที่ ๖ ในส่วนของคณะอนุกรรมาธิการที่ผ่านมาทั้งหมด นอกเหนือ จากได้นำหน่วยงานทั้งหลายทั้งภาครัฐและเอกชนมาให้ข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้แล้ว ก็ได้เชิญ องค์การแรงงานระหว่างประเทศ ซึ่งมีประสบการณ์ในการศึกษา เรียนรู้ มีประสบการณ์เกี่ยวกับ เรื่องของการเก็บข้อมูลด้านแรงงานในประเทศต่าง ๆ ยกตัวอย่าง เช่น ประเทศออสเตรเลีย ซึ่งก็ถือว่าเป็นประเทศที่จัดทำฐานข้อมูลอย่างเป็นระบบที่เรียกว่าแอลเอ็มไอ (LMI) และดีที่สุด มีหน่วยงานที่มีหน้าที่ที่เกี่ยวข้องคล้าย ๆ กับประเทศไทยก็คือสำนักงานสถิติแห่งชาติของ ประเทศออสเตรเลีย มีหน้าที่จัดเก็บข้อมูลรายเดือน มีการสำรวจจัดทำสำมะโนประชากร ทุก ๕ ปี เก็บข้อมูลเกี่ยวกับแรงงานข้ามชาติและแรงงานอื่น ๆ ที่ข้ามพรมแดนเข้าออก เพื่อการทำงาน หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับแรงงานทำหน้าที่เป็นฝ่ายสำรวจ การจ้างงาน วิเคราะห์เชิงลึก จัดเก็บข้อมูลแรงงานให้ได้ข้อมูลที่สำคัญเพื่อทำการเผยแพร่ต่อสาธารณะ เพื่อให้ผู้ต้องการใช้ข้อมูลสามารถเข้าถึงและสามารถนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้ได้ รวมทั้ง หน่วยงานอื่น ๆ ด้วยที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงานด้านฝึกอบรม แล้วก็หน่วยงาน ด้านการศึกษา อีกประเทศหนึ่งที่ได้เชิญองค์การแรงงานระหว่างประเทศมาให้ข้อมูล ซึ่งทางองค์การแรงงานระหว่างประเทศหรือไอแอลโอ (ILO) บอกว่าประเทศญี่ปุ่นก็ถือว่า เป็นประเทศที่จัดทำข้อมูลแอลเอ็มไอ (LMI) ได้อย่างมีประสิทธิภาพคล้ายกับประเทศออสเตรเลีย จะมีข้อแตกต่างกันก็คือหน่วยงานด้านแรงงาน หน่วยงานด้านสุขภาพ และการพัฒนาสังคม ที่จัดเก็บข้อมูลต่าง ๆ โดยใช้ดัชนีชี้วัดทางด้านเศรษฐกิจในการสำรวจและการจัดเก็บข้อมูล หัวข้อการสำรวจอื่น ๆ ที่ญี่ปุ่น สำนักงานสถิติแห่งชาติเป็นผู้สำรวจและจัดเก็บข้อมูล นำไปเป็นตัวชี้วัดและกำหนดนโยบายต่าง ๆ ของประเทศญี่ปุ่น สอดคล้องกับตัวชี้วัดแรงงาน ที่มีคุณค่าขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ
ประการที่ ๗ ข้อเสนอแนะขององค์การแรงงานระหว่างประเทศหลังจากที่ มาให้ข้อมูล นำประสบการณ์จากประเทศต่าง ๆ เช่น ญี่ปุ่น และออสเตรเลียมาแล้ว ทางองค์การแรงงานระหว่างประเทศก็ได้ให้ข้อเสนอแนะต่อคณะอนุกรรมาธิการ
ประการที่ ๑ งานสถิติที่เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานเป็นสิ่งสำคัญที่สุด จริงอยู่อาจจะมีเก็บหลายหน่วยงาน แต่สิ่งสำคัญที่สุดก็คือการประสานงาน ซึ่งมีความจำเป็น ที่จะต้องมีหน่วยงานกลางที่ทำหน้าที่ประสานข้อมูลเพื่อให้ได้ความถูกต้องแล้วก็แม่นยำ
ประการที่ ๒ องค์การแรงงานระหว่างประเทศ หรือไอแอลโอ (ILO) เห็นว่า ประเทศไทยมีการจัดเก็บข้อมูลและสถิติต่าง ๆ ด้านแรงงานได้ดีอยู่แล้ว แต่องค์การแรงงาน ระหว่างประเทศเสนอว่าจะต้องมีการบริหารจัดการฐานข้อมูลให้ประสานกันอย่างเป็นระบบ
ประการที่ ๓ ข้อเสนอขององค์การแรงงานระหว่างประเทศก็คือว่า การจัดเก็บข้อมูลด้านแรงงานของประเทศไทยจะต้องแบ่งหน้าที่ในการทำงาน ในการเก็บ ในการจัดทำข้อมูลนั้นให้ชัดเจน และมีหน่วยงานหลักเป็นศูนย์กลางในการรวบรวมข้อมูล ซึ่งต้องกำหนดให้มีมาตรฐานเทียบเท่านานาชาติหรือระดับสากล
สำหรับวิธีการในการปฏิรูป ก็อยากจะเรียนเชิญท่านประธานอนุกรรมาธิการ อีกครั้งหนึ่ง ท่านศิริชัย ไม้งาม ได้นำเสนอต่อที่ประชุมแห่งนี้ เรียนเชิญครับ