เพิ่มพงษ์ เชาวลิต หารือการนำหลักธรรมทางพุทธศาสนาและแนวคิดบวรมาใช้พัฒนาคุณธรรมและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเยาวชน พร้อมเสนอให้จัดทำแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติที่มีเป้าหมายชัดเจนในทุกระดับ ทั้งนโยบาย หน่วยงาน และพื้นที่ โดยเน้นความร่วมมือของโรงเรียน ชุมชน ผู้ปกครอง และองค์กรศาสนา รวมถึงการพัฒนาครูพระและจัดตั้งศูนย์เรียนรู้อย่างเป็นระบบ พร้อมเรียกร้องให้มีการผูกพันงบประมาณประจำปีเพื่อขับเคลื่อนโครงการอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
กราบเรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพ กระผม เพิ่มพงษ์ เชาวลิต สปท. หมายเลข ๑๑๐ มนัสการพระคุณเจ้า ในเรื่องของข้อเสนอครั้งนี้ ผมคิดว่าถือเป็นข้อเสนอที่ดีมาก เป็นสิ่งที่สามารถตอบโจทย์ที่เป็นปัญหาต่าง ๆ ของเยาวชน ในปัจจุบันได้อย่างมาก เมื่อสักเดือนกว่าที่แล้วผมเองก็ได้ดูรายการสามเณรปลูกปัญญาธรรม ทุกวัน แล้วเห็นอย่างหนึ่งจริง ๆ แล้วว่าเราโดยพุทธศาสนาสามารถที่จะปรับเยาวชนได้อย่างมาก ถ้าสามารถเดินกันได้ทั้งประเทศแบบนี้ผมคิดว่าคุณภาพของเยาวชนในอนาคตเป็นสิ่งที่เรา ไม่ต้องพูดกันมาก เรามีความชัดเจนกันมากมาย สมัยที่ยังทำงานในด้านยาเสพติดก็ได้นิมนต์ พระคุณเจ้ามาเทศน์หรือว่ามาสอนกับเยาวชนต่าง ๆ ก็ใช้หลักสูตรในเรื่องของโครงการพัฒนา คุณธรรมเป็นค่ายพุทธธรรม ใน ๓ วัน ๓ คืนที่พระคุณเจ้าได้ไปอบรมนักเรียนสามารถ เปลี่ยนพฤติกรรมนักเรียนได้อย่างมาก ทัศนคติต่าง ๆ มีการเปลี่ยนแปลงมาก ก็ยังมีความคิด โดยจริง ๆ แล้วว่าถ้าเราสามารถขับเคลื่อนแบบนี้ทั้งประเทศการแก้ไขปัญหายาเสพติดไม่ใช่เป็น เรื่องยากเลย เพราะอยู่ที่พฤติกรรมแล้วก็วิธีคิด ผมเองคงมีข้อเสนออยู่ ๔-๕ ข้อ ซึ่งผมคิดว่า คณะกรรมาธิการคงจะทำแล้ว ผมเห็นสิ่งที่เสนอมานี้พร้อมทั้งข้อเสนอแนะ ที่จริงแล้ว ถ้าสามารถจัดทำเป็นแผน โครงการนี้หรือแผนนี้สามารถเป็นแผนยุทธศาสตร์ได้เลย เป็น ๕ ปี ๑๐ ปีก็แล้วแต่ในการปรับปรุงคุณภาพของเยาวชน ถ้าเราจัดทำเป็นแผนยุทธศาสตร์ มีองค์ประกอบของการขับเคลื่อนหลาย ๆ อย่างที่ผมคิดว่าจะทำให้ข้อเสนอเรามีความชัดเจน แล้วก็มีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น
อันแรก ที่เราควรจะทำชัดเจนคือในด้านของเนื้อหาวิชา คำว่า โรงเรียนวิถีพุทธ คงมีการขับเคลื่อนกันมาแล้ว หรือเราใช้คำว่า บวร ก็คงมีกันมานานแล้ว แต่จริง ๆ แล้ว คนจำนวนมากในประเทศนี้คงไม่ทราบว่าบวรในความหมายที่แท้จริงคืออะไร เราคงได้ยินมา ตั้งแต่เด็กเรื่องบวร บ้าน วัด โรงเรียน แต่เนื้อหาสาระจริง ๆ ต่าง ๆ เราไม่ชัด ถ้าสามารถ มีเนื้อหาวิชาชุดคำสอนเหล่านี้ได้จะเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่ทางพระคุณเจ้าได้พูดแล้ว จริง ๆ เรื่องของศาสนาพุทธในปัจจุบันเท่าที่ได้ศึกษามาบ้าง ผมคิดว่าศาสนาพุทธมีจุดที่เด่นมากคือเป็นเรื่องของวิถีชีวิตประจำวัน เมื่อใดก็ตามที่เรา สามารถทำให้ศาสนาพุทธเป็นวิถีชีวิตประจำวันได้ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใหญ่มาก ขณะนี้ ศาสนาพุทธกับวิถีชีวิตประจำวันเราค่อนข้างจะไปแตกแยกกัน เรายังไม่เอาคำสอนของพุทธ มาปรับใช้ในวิถีชีวิตประจำวันในเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ ผมว่าถ้าเมื่อไรที่ตรงนี้เข้ากันได้จะดีมาก จะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวเยาวชนได้อย่างมากมาย เนื้อหาคำสอนเหล่านี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ อันนี้เรื่องแรกที่ผมอยากจะเสนอเป็นความเห็น
อันที่ ๒ เป้าหมาย จริง ๆ ถ้าเราจะขับเคลื่อนอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง ถ้าเราจะไปกันแบบไม่มีทิศทางก็จะลำบาก โครงการนี้หรือแผนยุทธศาสตร์นี้ถ้าเราจะทำ เราวางเป้าหมายไว้สักเท่าไร เป้าหมายก็มี ๒ ส่วน คือ เป้าหมายที่เป็นโรงเรียน กับเป้าหมาย ที่เป็นตัวของเด็กนักเรียนเองเท่าไรบ้าง ซึ่งแน่นอนเด็กนักเรียนก็จะมีการเปลี่ยนแปลง กันมาตลอด การวางเป้าหมายกับการแก้ไขปัญหาเชิงปริมาณต่างกัน เป้าหมายเราสามารถ ที่กำหนดได้เพราะเป้าหมายจะเป็นตัวกำหนดทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงบประมาณ เรื่องคน เรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ ผมคิดว่าการวางเป้าหมายนี้เป็นเรื่องสำคัญ ขณะนี้เท่าที่ได้ฟังมา เรามีโรงเรียนวิถีพุทธแล้วประมาณ ๒๐,๐๐๐ โรงเรียน ก็เป็นเชิงปริมาณ เราคิดว่าจะเอาแค่ ๒๐,๐๐๐ โรงเรียนนี้ หรือจะขยายออกไปอีกตรงนี้จะเป็นเรื่องชัดเจน
อันที่ ๓ กลไกการขับเคลื่อน ผมคิดว่ากลไกการขับเคลื่อน อะไรก็ตามแต่ ที่จะขับเคลื่อนไปสู่สิ่งที่มีความเปลี่ยนแปลง ต้องมีกลไกในการขับเคลื่อนเป็นลำดับ ถ้าเรา ไม่มีเลยจะไม่รู้เราจะขับเคลื่อนโดยใช้อะไรต่าง ๆ กลไกการขับเคลื่อนผมคิดว่ามีอยู่ ๓ ระดับ ระดับแรก คือระดับนโยบาย ผมคิดว่าที่พระคุณเจ้าได้พูดไว้เป็นเรื่องที่ชัดเจน เหมือนกันว่าที่ผ่านมาเรามีแต่จะขับเคลื่อนโครงการนี้ในระดับปฏิบัติ แต่ในระดับนโยบาย หรือรัฐบาลไม่ชัดเจน ผมคิดว่าความจำเป็นในการจัดตั้งกลไกในเชิงโยบายเป็นเรื่องที่ มีความสำคัญ จะเป็นรัฐมนตรี หรือจะเป็นนายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรีก็แล้วแต่ แต่ให้เห็นว่าจะมีกลไกการขับเคลื่อนเข้ามาเป็นตัวขับเคลื่อนผลสำเร็จของโครงการนี้ ระดับที่ ๒ คือกลไกในเรื่องของการดำเนินงาน แน่นอนถ้าเราฝากความหวังไว้กับจังหวัด จังหวัดก็จะเป็นตัวขับเคลื่อนในการทำงานตรงนี้ขึ้นมา ระดับที่ ๓ เป็นเรื่องที่สำคัญคือ กลไกการขับเคลื่อนในระดับโรงเรียน ระดับพื้นที่ แน่นอนการขับเคลื่อนระดับพื้นที่โรงเรียน เราใช้ภาครัฐอย่างเดียวก็จะไม่เหมาะ ต้องใช้กลไกอื่นด้วย ผมคิดว่ามีอยู่ ๕ ภาคส่วน ที่มีความสำคัญในระดับพื้นที่ก็คือ ๑. พระสงฆ์ที่เป็นองค์กรสำคัญ ๒. ครู ๓. ชุมชน ๔. ผู้ปกครอง ๕. หน่วยงานภาครัฐหรือท้องถิ่น จริง ๆ ในศาสตร์พระราชาท่านก็ได้เห็นเหมือนกันว่า ก่อนการขับเคลื่อนกลไก ๕ ภาคส่วนจะมีผลในการขับเคลื่อนโรงเรียน ซึ่งทำให้การสนับสนุน ระหว่างภาครัฐกับภาคประชาชนหรือภาคเนื้อหามีดุลยภาพที่เหมาะสมด้วยกัน กลไกทั้ง ๓ ถ้าเราวางไว้ ๓ ระดับแบบนี้จะดำเนินไปได้ชัดเจน อันนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องของกลไก การขับเคลื่อน
อีกอันหนึ่งที่อยากเสนอก็คือเรื่องของบุคลากรที่จะใช้ในการขับเคลื่อน แน่นอน กลไกก็คือเป็นตัวโครงสร้างที่สามารถทำได้ เนื้อหานี้สามารถส่งผ่านไปได้ แต่บุคลากร ในการขับเคลื่อนเราจะอาศัยใคร คนที่จะมีส่วนในการสอนศีลธรรม หรือสอนทางพุทธศาสนา เข้าไปสู่โรงเรียนหรือชุมชน แน่นอนก็ต้องเป็นพระ ต้องเป็นพระสงฆ์องค์เจ้า ถ้าเรามองดูแล้ว เขียนเป็นแผน แต่ละปีเราคงสามารถทำให้พระสงฆ์ที่เป็นวิทยากรมีความเข้าใจตรงนี้อย่างไร เพราะผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญมากที่สุดของการขับเคลื่อนโครงการนี้คือความเข้าใจของบุคคล ที่จะมีความเข้าใจในพุทธศาสนาอย่างแท้จริง แล้วสามารถนำไปปรับสอนในชีวิตประจำวันได้ ตามเจตนารมณ์ได้ ซึ่งแน่นอนต้องมีการสอน ผมคิดว่าในพระสงฆ์มี ๒-๓ ส่วน ส่วนหนึ่งที่พระคุณเจ้าได้บอกแล้วคือครูพระสอนศีลธรรม ปัจจุบันก็มีอยู่แล้ว ถ้าเราสามารถประเมินหรือสร้างคุณภาพให้กับครูพระสอนศีลธรรมได้ อย่างเป็นเรื่องเป็นราวจะมีผลต่อโรงเรียนได้มาก เพราะฉะนั้นตัวบุคคลที่จะเป็น องค์ประกอบการขับเคลื่อนจะเป็นตัวสำคัญมากที่ให้เขาเข้าใจจริง ๆ การเคลื่อนไหว อะไรก็ตามแต่จะสำเร็จหรือล้มเหลวอยู่ที่บุคลากรส่วนนี้ ถ้าทำไม่สำเร็จหรือไม่มีคุณภาพ การขับเคลื่อนก็ไม่สามารถดำเนินการได้
อีกประเด็นหนึ่งก็คือเรื่องของความจำเป็นในการสร้างศูนย์เรียนรู้ ผมคิดว่า ในโครงการนี้ก็มีอยู่ ศูนย์เรียนรู้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก เพราะว่ายิ่งในเรื่องของ การขับเคลื่อนอะไรที่ส่งผลต่อความคิด จิตวิญญาณ อุดมการณ์ ถ้าเราอาศัยในเรื่องของ การสร้างศูนย์เรียนรู้จะเป็นประโยชน์อย่างสูง เพราะฉะนั้นคอนเซปต์ (Concept) ของบ้าน วัด โรงเรียน มีการขับเคลื่อนจริงอย่างไร และส่งผลกระทบต่อสังคมที่ดีอย่างไรบ้าง ถ้าเรา สร้างศูนย์เรียนรู้แบบนี้ได้ทั่วถึงจะเป็นประโยชน์ในเรื่องของการนั้นได้ การสร้างศูนย์เรียนรู้ ก็ต้องมีแผน เราจะไปสร้างแบบตามยถากรรมหรือตามธรรมชาติ การทำอะไรสักอย่างหนึ่ง ถ้าไปโดยธรรมชาติบางทีก็จะไปได้ช้า เพราะฉะนั้นการขับเคลื่อนอย่างมีแผนจะทำให้ การทำงานได้ค่อนข้างเร็วมากขึ้น
อีกประเด็นหนึ่งที่ผมคิดว่ามีความสำคัญมาก แล้วได้พูดกันมาแล้วคือ งบประมาณ ผมคิดว่าเมื่อเรามีแผนงบประมาณแล้วคงต้องมีการผูกงบประมาณประจำปี ที่จะต้องดำเนินการ แน่นอนงบประมาณส่วนหนึ่งชุมชนสนับสนุนได้ แต่ส่วนหนึ่งต้องเป็น ของภาครัฐ โดยเฉพาะในเรื่องของการสนับสนุนและเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นสามารถดำเนินการ ตรงนี้ได้เลย ความชัดเจนของงบประมาณจะมีส่วนหลักประกันของการขับเคลื่อนงานนี้ว่า สำเร็จหรือไม่สำเร็จ เพราะฉะนั้นแผนเหล่านี้ถ้าสามารถเดินให้ได้เต็มที่ มีหลักประกัน เรื่องงบประมาณได้ ตรงนี้จะมีผล
แล้วสุดท้ายคือบทบาทของหน่วยงานต่าง ๆ ผมคิดว่าก็เป็นส่วนสำคัญ เพราะว่าบทบาทของหน่วยงานต่าง ๆ เข้าไปในกลไกขับเคลื่อนจะเป็นประโยชน์อย่างมาก ผมขออนุญาตสนับสนุนนิดหนึ่งว่าวันสำคัญทางศาสนาถ้าเรามีการทำงานที่สามารถจะ ขับเคลื่อนได้อย่างเป็นประโยชน์ มีผู้หลักผู้ใหญ่เข้ามาทำงานผมว่าสำคัญอย่างมาก ก็คงฝากเรียนเป็นข้อเสนอในเรื่องของการทำงานโครงการนี้ โดยส่วนตัวมีความเห็นด้วย เป็นอย่างยิ่ง ถ้าทำได้ผมคิดว่าประเทศชาติหรืออนาคตของเยาวชนจะมีความชัดเจน แล้วเราก็ไม่จำเป็นต้องลำบากถึงขนาดนี้ ขอขอบคุณมากครับ