ชิดชัย วรรณสถิตย์ หารือเกี่ยวกับการส่งเสริมวิถีพุทธในระบบการศึกษา โดยเน้นการปลูกฝังคุณธรรมตามลำดับขั้นตอนตั้งแต่เด็ก ผ่านกิจวัตรประจำวัน ครอบครัว วัด และโรงเรียน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางศีลธรรมและพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผม พลตำรวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ สปท. ลำดับที่ ๓๙ กราบนมัสการพระคุณท่าน แล้วก็ท่านกรรมาธิการทางด้านการศึกษา ก่อนอื่นก็ต้องชื่นชมที่ท่านได้ผลักดันเรื่องนี้ขึ้นมา โดยหลักแล้วก็เชื่อว่าคงจะไม่มีใครปฏิเสธหรือเห็นด้วย สิ่งที่ผมจะอภิปรายก็เป็นข้อสังเกต เท่านั้นเอง เพราะว่าคนรุ่นผมนี้ ๗๑ ปีก็ถือว่าเป็นรุ่นที่สัมผัสสิ่งค่อนข้างจะโบราณพอสมควร สมัยก่อนเราเน้นว่าวุฒิศึกษา จริยศึกษา พลศึกษา หัตถศึกษา ซึ่งคนโบราณคิดคำพูดไว้ ผมว่าสุดยอด ขณะเดียวกันการเรียนศีลธรรมในยุคนั้นเขาจะแบ่งเป็นระดับเลยว่าระดับแค่นี้ จะต้องเรียนรู้อะไรบ้าง ผมห่วงว่าเวลาในนี้จะเน้นว่าบ้าน วัด โรงเรียน ในลักษณะไตรสิกขา ไตรสิกขาถ้าคนไม่รู้ดีคงไม่รู้ว่าศีล สมาธิ ปัญญา คงจะลำบาก เพราะฉะนั้นสมัยก่อน เขามีกุศโลบายให้คนเรียนว่าโอเค (Okay) เด็ก ๆ ระดับประถมคุณต้องเริ่มต้นด้วยการพึ่งตัวเอง อัตตา หิ อัตตโน นาโถ เราจะฝึกให้ท่อง จะต้องเขียนบทความ เรียงความเกี่ยวกับเรื่องอัตตา หิ อัตตโน นาโถ ว่า ในความเข้าใจของเด็กประถมศึกษานั้นเข้าใจอย่างไร อัตตา หิ อัตตโน นาโถ เขาจะปลูกฝัง ในลักษณะอย่างนี้ หรือถ้าเผื่อคุณอยากเรียนเก่งคุณก็ต้องสุ จิ ปุ ลิ เขาก็ต้องสอน ค่อย ๆ ประคบประหงมสร้างกันขึ้นมา ถ้าคุณอยากสำเร็จก็อิทธิบาท ๔ พวกเหล่านี้เขาจะบอก เป็นเหมือนกับสูตรสำเร็จโบราณ เขาจะปลูกฝังให้เราจำว่าธรรมะแต่ละเรื่องเป็นอย่างไร หรือเริ่มต้นด้วยท่องเบญจศีล เบญจธรรม เบญจศีลว่าอย่างไร เบญจธรรมตรงข้ามว่าอย่างไร คือเขาจะสอนมาตามลำดับชั้นโดยเฉพาะเลย แต่เรื่องสวดมนต์แน่นอนเขาก็ถือว่า เป็นการปลูกฝังในชีวิตประจำวันว่าก่อนเช้ามาก็ต้องเคารพธงชาติ สวดมนต์ พวกเหล่านี้ คือพยายามจะให้กลมกลืนไปกับวิถีชีวิต นี่คือสิ่งที่ในอดีตเขาจะสอนกันอย่างนั้น ซึ่งถามว่า เป็นวิถีชาวพุทธไหม เป็น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ค่อนข้างเป็นแบบจะมีกุศโลบายเป็นไปตาม ขั้นตอนด้วย ผมเองอยากให้เหมือนกับเด็กยืน เริ่มเดิน เริ่มวิ่ง ผมอยากให้ไปเป็นสเตป (Step) อย่างนั้น แต่ถ้าเผื่อเราไปเอาหนัก ๆ ว่าต้องมีไตรสิกขา ภาวนา ๔ เป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะสูง เว้นแต่ว่าคนที่มาเจอปัญหาในชีวิตแล้วถึงจะมาไขว่คว้าสิ่งเหล่านี้ ช่วงปี ๒๕๑๘ ผมได้มีโอกาส อุปสมบทที่กรุงเทพมหานคร แล้วก็ไปจำวัดอยู่กับหลวงปู่ฝั้น อาจาโร และมีโอกาสเดินไปพบ ท่านพระอาจารย์ชา ท่านพระอาจารย์ชาสอนสั้น ๆ ง่าย ๆ เรียกตัวผมว่าพระ พระมาบวชแล้ว ดีแล้ว ตลอดชีวิตไปไขว่คว้าทางโลก ทางด้านอาชีพมาทั้งหมด มาบวชสั้น ๆ จะได้รู้ตัวเราเอง จะได้เป็นประโยชน์สำหรับอนาคต ท่านพูด เพราะฉะนั้นพุทธศาสนาค่อนข้างจะลึกซึ้งมาก คำสอนสั้น ๆ คือต้องรู้ตัวเอง รู้อารมณ์ รู้อะไรต่ออะไร เหมือนกับพระสายนี้บอกว่าคุณไปวัด ทำไม เขาให้ไปวัดกาย วาจา ใจ ว่าจิตใจเราเที่ยงตรงไหม พวกเหล่านี้ หลายคนอาจจะ ไม่ทราบว่าไปวัดทำไม บอกว่าไปเอาบุญ แต่จริง ๆ แล้วคนโบราณบอกว่าไปวัดเพื่อไปวัดกาย ของเรา ใจของเรา วาจาของเราว่าเที่ยงตรงตามหลักธรรมไหม ตามหลักจริยธรรมไหม นี่คือเป็นการสอนแบบโบราณในวิถีพุทธทั้งนั้น หรือพอโตขึ้นมาเป็นผู้บังคับบัญชา พรหมวิหาร ๔ นี่คือเป็นธรรมะสำหรับผู้ใหญ่ ถ้าจะคบเพื่อนที่ดี สังคหวัตถุ ๔ ปิยวาจา อัตถจริยา ปิยวาจา พวกสมานัตตตาเหล่านี้ หรือถ้าโตไปแล้วสัปปุริสธรรม ๗ มีว่าอย่างไร รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักตน รู้จักชุมชน รู้จักคน พวกเหล่านี้ เขาจะสอนไว้อย่างนี้หมด นี่คือหลัก แต่ถ้าเราไปบอกว่าศีล สมาธิ ปัญญา โอเค (Okay) ผมรับได้เพราะว่าผมก็ผ่านสิ่งเหล่านี้มา แต่อาจจะสูง เพราะฉะนั้นกุศโลบายของคนโบราณเขาสอนง่าย ๆ เป็นขั้นเป็นตอนสามารถ จดจำได้ แล้วสามารถที่จะครอบเราได้ด้วยว่าเราต้องอยู่ในสิ่งเหล่านี้ เหมือนกับปลูกศาสนา ในใจของคนให้มีศาสนานั่นละครับ นี่คือเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ปลูกศาสนาในใจคน ให้ใจคน มีศาสนา ตัวนี้จะสำคัญ เพราะฉะนั้นผมเองก็เชื่อว่าศาสนาอื่นก็สอนให้เป็นคนดีทั้งหมด ผมมั่นใจ เพราะฉะนั้นการศึกษาวิถีพุทธผมอยากให้เนียนไปกับการเจริญเติบโตของเด็ก ของเยาวชนในชีวิตประจำวัน เท่ากับว่าเราฝังศาสนาในใจเขาให้ใจเขามีศาสนา ตัวเหล่านี้ เพื่อเป็นการสร้างภูมิต้านทาน ส่วนกิจกรรมในวันพระก็ดี หรือในบ้านก็ดี ผมดีใจที่ท่าน เอาบ้านเอาครอบครัวมา เพราะครอบครัวจะเป็นต้นแบบของเด็ก ถ้าพ่อแม่มีธรรมะ เป็นคนดีมีศาสนาแน่นอนครับ บ้านนั้นรับรองลูกไม่เสียคน กลับจะเป็นตัวอย่างที่ดีด้วยซ้ำ มาวัดเหมือนกัน พระก็ต้องได้รับการพัฒนา โรงเรียนเหมือนกันครับ เพราะฉะนั้นพูดไปแล้ว ก็เหมือนกับเป็นความฝันจริง ๆ ที่เราจะไปถึงสิ่งเหล่านี้ได้ เพราะว่าจากการวิจัยที่มีอยู่ ๒๖,๐๐๐ โรงเรียน ผมก็เชื่อว่าคุณภาพหลากหลายอยู่ในระดับเอ (A) บี (B) ซี (C) ดี (D) ต่างกันไปเยอะแยะ เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าอยากให้เนียนไปกับการเจริญเติบโตของเด็ก เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ผมอยากให้ย้อนยุคนิดหนึ่งว่าคนโบราณ ผมอาจจะโบราณนะครับ จริง ๆ แล้วผมเติบโตมาจากการที่ผู้ใหญ่พาเข้าวัด ไปเจอพระภิกษุสงฆ์ ถือปิ่นโตไปวัด กินข้าววัด มาเรียนกรุงเทพฯ พ่อแม่ก็ส่งมาอยู่ที่วัดเพื่อได้เรียนรู้ธรรมเนียมวัด เป็นสิ่งที่ ปลูกฝังเรา นอกจากนี้เรายังได้สังคมพระ รู้จักพระผู้หลักผู้ใหญ่ต่าง ๆ รู้จักขนบธรรมเนียม เพราะฉะนั้นต้องฝังศาสนาในหัวใจและให้หัวใจมีศาสนา ผมเชื่อว่าจะเป็นโครงการที่ดี แต่อยากให้เนียนไปกับการเจริญเติบโตตามวัยของบุคคลในสังคม ขอบคุณครับ