คุรุจิต นาครทรรพ หารือการส่งเสริมการจัดการศึกษาวิถีพุทธเพื่อปฏิรูปการศึกษา โดยเน้นการสร้างคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ และพัฒนาตามความถนัดควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม พร้อมเสนอส่งเสริมโรงเรียนวิถีพุทธผ่านความร่วมมือระหว่างบ้าน วัด โรงเรียน การพัฒนาหลักสูตรและบุคลากรอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการตั้งเครือข่ายสนับสนุน การจัดกิจกรรมทางศาสนา และการขยายแนวคิดบวรสู่ชุมชน โดยเรียกร้องให้รัฐบาลประกาศนโยบายรองรับอย่างชัดเจน และตรวจสอบผลสัมฤทธิ์ของโรงเรียนต้นแบบเพื่อพัฒนาอย่างตรงจุด
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ก็ต้องขอขอบพระคุณคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา แล้วก็คณะทำงานที่ได้เสนอรายงาน เรื่อง การจัดการ ศึกษาวิถีพุทธเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ให้สร้างคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ สามารถเชี่ยวชาญ ได้ตามความถนัดของตนและมีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ ซึ่งรายงานดังกล่าวกระผมได้อ่านแล้วก็พอจะสรุปสาระสำคัญหลัก ๆ ได้ดังนี้
ประการแรก ก็คือเสนอให้ใช้รูปแบบการจัดการศึกษาในโรงเรียนสังกัดของ สพฐ. ในการจัดการศึกษาวิถีพุทธ โดยใช้รูปแบบของ บวร ก็คือ บ้าน วัด โรงเรียน ให้มีส่วน ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน โดยมีปรัชญาในการดำเนินงานของโรงเรียนวิถีพุทธในรูปแบบ องค์รวม ไตรสิกขา ๓ ก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ภาวนา ๔ ก็คือ กาย ศีล จิต ปัญญา ภาวนา บ้านในที่นี้ก็หมายถึงครอบครัว ซึ่งจะต้องมีหน้าที่อบรม ดูแล สั่งสอนบุตร ธิดา ให้รู้จัก หน้าที่พลเมืองแล้วก็เป็นคนดี วัดก็จะต้องอบรมในเรื่องศาสนาและมีกิจกรรมต่าง ๆ ที่นักเรียน สามารถเข้าร่วมได้ เช่น ทำบุญ ตักบาตร หรือจัดพิธีทำบุญในวันสำคัญต่าง ๆ ทางศาสนา เพื่อเป็นที่พึ่งทางจิตใจของเยาวชน ส่วนโรงเรียน ก็หมายถึงโรงเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาล ประถม มัธยมในสังกัดของกระทรวงศึกษาธิการก็จะต้องทำหลักสูตรขึ้นมาใช้ในโรงเรียน ให้สอดคล้องกับแนวทางพุทธ และจัดฝึกอบรมบุคลากรให้มีความรู้และถ่ายทอดไปสู่ เยาวชนต่อไป ท่านประธานครับ จากรายงานนี้ก็บอกว่าปัจจุบันมีโรงเรียนวิถีพุทธที่ร่วม อยู่ในโครงการอยู่แล้ว ๒๖,๐๐๐ กว่าแห่ง แต่โรงเรียนเหล่านี้ก็ยังมีปัญหาหลัก ๆ ก็คือ ๑. ขาดกระบวนการพัฒนาและติดตามประเมินผลอย่างจริงจัง ๒. ขาดการสนับสนุน ด้านงบประมาณและบุคลากร และ ๓. ก็คือนโยบายที่สนับสนุนเรื่องโรงเรียนวิถีพุทธ ยังไม่ต่อเนื่อง คือโรงเรียนวิถีพุทธมีมาก่อนรายงานนี้แล้วแต่ว่าไม่ต่อเนื่อง คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาจึงได้เสนอให้มีการพัฒนาหลักสูตรผลิตครู และบุคลากรในโรงเรียนวิถีพุทธ รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามประเมินผล จัดทำโรงเรียนต้นแบบ โดยมีข้อเสนอแนะในทางนโยบายก็คือ
๑. ในส่วนของบวรอันแรกคือบ้าน ให้ดำเนินการใน ๔ เรื่อง คือ สนับสนุน งบประมาณแก่ศูนย์เด็กก่อนวัยเรียน จัดทำโครงการห้องเรียนพ่อแม่ จัดอบรมพ่อแม่ ให้มีความรู้ในการเลี้ยงดูบุตรที่ถูกต้องตั้งแต่แรกเกิด จัดทำโรงเรียนนำร่อง ผลิตครู และสร้างเครือข่ายผู้ปกครอง โดยให้กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงศึกษาธิการร่วมกัน เป็นเจ้าภาพ แล้วก็สนับสนุนงบประมาณเท่าที่จะทำได้
๒. วัด ก็ให้ใช้แนวคิดวัด วันพระบันดาลใจ โดยให้พาครอบครัวของนักเรียน ไปทำบุญในวันพระ จัดกิจกรรมเทศน์วันอาทิตย์รวมทั้งวันสำคัญทางศาสนาต่าง ๆ ทำตำราต่าง ๆ เพื่อใช้ในโรงเรียนวิถีพุทธ โดยในส่วนของวัดปัจจุบันก็มีมหาวิทยาลัยสงฆ์ อยู่ ๒ แห่ง คือมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย รวมทั้งสถาบันแม่ชีไทย และโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ก็อาจจะเข้ามามีส่วนสนับสนุนได้
๓. ของบวรคือ ร คือโรงเรียนก็พัฒนาครู บุคลากรในเรื่องการเรียนการสอน ให้มีประสิทธิภาพ โดยมีข้อเสนอปลีกย่อยก็คือให้ตั้งเครือข่ายบวร โดยให้มีกรรมการอิสระ ด้านปฏิรูปการศึกษาตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จัดตั้งเครือข่ายคณะกรรมการพัฒนาศึกษาวิถีพุทธ ในระดับกระทรวงก็ให้มีสมัชชาศึกษาโรงเรียนวิถีพุทธ และตั้งกรรมการขึ้นเพื่อประสานงาน กับกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับ สพฐ. ให้ตั้งสถาบันทางวิชาการเพื่อช่วยเหลือในระยะแรก ซึ่งสถาบันวิชาการนี้ก็คือมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง ๒ แห่งที่กล่าวไปแล้ว
๔. ให้กราบทูลสมเด็จพระสังฆราชเพื่อมาเป็นประธาน ทรงเป็นประธาน ที่ปรึกษาในเรื่องนี้
๕. ให้ฝ่ายบริหารคือรัฐบาลประกาศนโยบายที่ชัดเจน รวมทั้งเข้าไปร่วมมือ เป็นประธานในพิธีต่าง ๆ ที่จะจัดกิจกรรมภายใต้แนวทางโรงเรียนวิถีพุทธให้ได้ผลสัมฤทธิ์ อย่างชัดเจน
ท่านประธานครับ ผมเองโดยรวมก็สนับสนุนรายงานฉบับนี้นะครับ แล้วก็ คิดว่าโรงเรียนวิถีพุทธก็คงไม่ใช่จะใช้อยู่แต่โรงเรียนรัฐบาลเท่านั้น จริง ๆ โรงเรียนราษฎร์ ก็มีการทำโรงเรียนวิถีพุทธมาหลายแห่ง ผมเองในสมัยเรียนอนุบาลหรือประถมก็เรียนที่ โรงเรียนสวนบัว ตั้งอยู่ตรงซอยราชครู ซึ่งเจ้าของคือคุณหมออวย เกตุสิงห์ ท่านมีที่ดิน อยู่ตรงซอยราชครูเป็นหลายสิบไร่เลย แต่แทนที่ท่านจะไปทำคอนโดมิเนียมหรือขายเป็น บ้านจัดสรร ท่านก็เอามาทำโรงเรียน และโรงเรียนที่ผมเข้าไปเรียนก็สอนให้เด็กไหว้พระ สวดมนต์ ร้องเพลงชาติ ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ก็ติดนิสัยมาตั้งแต่เด็ก เพราะฉะนั้น หน้าที่พลเมืองและจริยธรรมก็ต้องสอนมาตั้งแต่อนุบาลหรือเด็กเลย พอผมเข้ามาอยู่มัธยม โรงเรียนวชิราวุธวิทยาลัยต้องสวดมนต์ทุกวัน เพราะฉะนั้นเด็กวชิราวุธวิทยาลัยก็จะคุ้นเคย กับการอาราธนาศีล อาราธนาธรรม เพราะฉะนั้นโรงเรียนวิถีพุทธก็คือไม่ได้มีแต่เฉพาะ โรงเรียนรัฐบาลเท่านั้น โรงเรียนราษฎร์ด้วยนะครับ แต่การจะทำโรงเรียนวิถีพุทธผมก็มี ความเห็นว่าจะต้องมีองค์ประกอบอื่น ๆ ไม่ใช่การสอนเรื่องหลักทางศาสนาอย่างเดียวเท่านั้น กระทรวงศึกษาธิการปัจจุบันเขาก็เน้นว่าให้เด็กมีเวลาเล่นบ้าง มีเวลาเรียนพอสมควร ไม่อย่างนั้นก็จะเครียด และความรู้ก็ต้องมีวิชาปกติแล้วก็มีวิชาด้านจริยธรรมคือศาสนา ศีลธรรม แล้วก็มีวิชาพลศึกษาด้วย เพื่อให้มีสุขภาพดี สอนให้เป็นนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ซึ่งเหล่านี้จะต้องสอนควบคู่กันไปให้มีความสมดุลไม่ใช่หนักไปทางด้านใดด้านหนึ่ง รวมทั้ง เรื่องของศิลปะและการดนตรีด้วย
อันที่ ๒ ผมอยากจะฝากข้อสังเกตก็คือนโยบายของทางราชการและหน่วยงาน ต่าง ๆ ที่ผ่านมา ก็เป็นประโยชน์และเกื้อกูลกับโรงเรียนวิถีพุทธและหลักการบวร คือบ้าน วัด โรงเรียนอยู่แล้ว เมื่อ ๓-๔ ปีที่ผ่านมามหาเถรสมาคมก็ได้กำหนดให้มี และจัดหมู่บ้านศีล ๕ ขึ้น ทางราชการก็ได้ขอให้ภาคเอกชนงดการจำหน่ายสุราทุก ๆ วันพระ หรืองดการฆ่าสัตว์ ทุก ๆ วันพระ หรือ ละ เลิก เว้นอบายมุขในวันพระหรือวันสำคัญทางศาสนา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ก็ควรจะรณรงค์นอกโรงเรียนและควรจะรณรงค์อย่างต่อเนื่องต่อไป
กิจกรรมทางด้านโรงเรียนวิถีพุทธยังสามารถจะต่อยอดเพิ่มเติมได้อีก หลาย ๆ กรณี
อันแรก ก็คือโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ จริง ๆ ก็คือโรงเรียนในเมือง เด็กก็เครียดกันมาก เรียนก็หนักอยู่แล้ว ใช้เวลาเดินทางด้วย เพราะฉะนั้นอาจจะหย่อน เรื่องศีลธรรม เพราะฉะนั้นวัดหลาย ๆ วัด อย่างวัดชลประทานรังสฤษดิ์ก็จัดโรงเรียนพุทธศาสนาวันอาทิตย์ วัดราชาธิวาสราชวรวิหารอย่างนี้ก็จัด คือผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีควรจะส่งเสริมมารวมอยู่ใน โรงเรียนวิถีพุทธ หรือการจัดบวชสามเณรในฤดูร้อนอย่างนี้ ก็จะช่วยให้เด็กรู้จักมีวินัย แล้วก็มีจิตใจอ่อนโยน อย่างน้อยที่สุดก็รู้จักสวดมนต์ไหว้พระแล้วฝึกสมาธิเบื้องต้น
อีกอันหนึ่งในวิถีพุทธซึ่งหลัง ๆ ในยุคใหม่คนเขามักจะลืมไปก็คือเด็กวัด การที่ไปเป็นเด็กวัดก็คือเข้ามาเรียนหนังสือแล้วอาศัยอยู่กับพระก็ได้เรียนรู้จากพระ ช่วยเหลือ งานพระ งานวัด ก็ทำให้จิตใจอ่อนโยน แต่ว่าสมัยนี้คนมาเป็นเด็กวัดน้อยลง อย่าว่าอย่างนั้นเลย คนยังมาเป็นพระน้อยลงเลย ผมก็ไปดู ๆ แล้วพระที่จำวัดที่ผมเคยบวชก็มีจำนวนน้อยลง เพราะอันนี้ก็จะเป็นเรื่องที่เป็นภาระหนักไม่ใช่แค่โรงเรียน วัดด้วย
ในเรื่องของการทำหลักสูตรรวมทั้งพัฒนาบุคลากรก็ควรจะทำอย่างต่อเนื่อง โดยมีมหาวิทยาลัยสงฆ์ทั้ง ๒ แห่ง คือมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยแล้วก็มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยเป็นแกนกลางที่จะไปช่วยเหลือต่าง ๆ ซึ่งก็ดีอยู่แล้ว
ผมก็มีข้อสังเกตฝากอีกอันหนึ่ง ก็คือว่าโรงเรียนวิถีพุทธจริง ๆ รัฐบาลก่อน ๆ ในอดีตก็เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ โดยมีมติมหาเถรสมาคมให้การสนับสนุน ช่วงแรก ก็อาจจะมีเพียง ๘๐ โรงเรียน แต่จริง ๆ ก็มาลงทะเบียนร่วมอยู่เกือบ ๒๐,๐๐๐ กว่าโรงเรียน เป็นโรงเรียนชั้นนำต้นแบบเสีย ๗๐๐ แห่ง ซึ่งก็เห็นว่ามีการดำเนินการอยู่แล้ว สิ่งที่ยังขาด ก็คือคณะกรรมาธิการอาจจะเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาปรึกษาหารือว่ามีผลสัมฤทธิ์ ของโรงเรียนต้นแบบ ๗๐๐ แห่งอย่างไร แล้วมีการติดตามปัญหาอุปสรรคหรือไม่ว่า ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ไหน ซึ่งเราจะได้แก้ได้ถูกจุด ผมก็อยากจะฝากข้อคิดเห็นไปกับ คณะกรรมาธิการในรายงานนี้ แล้วก็ขอสนับสนุนในรายงาน ขอบพระคุณครับ