เลิศรัตน์ รัตนวานิช หารือการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลกลางแรงงานแห่งชาติเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและองค์กรอิสระ สนับสนุนการปฏิรูประบบบริหารจัดการข้อมูลแรงงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นความจำเป็นของข้อมูลที่ทันสมัย ถูกต้อง และสามารถแชร์ร่วมกันได้แบบเรียลไทม์ พร้อมเสนอให้กำหนดโครงสร้าง หน้าที่ และประมาณการงบประมาณอย่างชัดเจนเพื่อให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติได้
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณท่านประธานที่ได้กรุณาให้โอกาสในการอภิปราย ให้ความเห็น ในเรื่องของกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม คือเรื่องการปฏิรูป ระบบบริหารจัดการข้อมูลด้านแรงงาน ก่อนอื่นกระผมขอเรียนว่าให้ความสนับสนุนและ เห็นชอบที่จะหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นวาระการปฏิรูป เพราะคิดว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ เรื่องหนึ่ง และยังไม่มีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพหรือนำไปใช้ประโยชน์เท่าที่ควร ในการจัดทำยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี ในอนาคตเมื่อมีกฎหมายยุทธศาสตร์เกิดขึ้นแล้ว ในอีกไม่กี่วัน ข้างหน้านี้การใช้ข้อมูลต่าง ๆ นับเป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่ง ๑ ในเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติ ก็คือการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพราะฉะนั้นเป้าหมายนี้จะบรรลุ ผลสำเร็จได้และจะมีการวางยุทธศาสตร์ได้ใกล้เคียงกับความเป็นจริงก็จะต้องมีข้อมูลต่าง ๆ ที่สมบูรณ์ ครบถ้วน แล้วก็สามารถพยากรณ์ได้ใกล้เคียง ข้อมูลด้านแรงงานถือว่าเป็นข้อมูล ที่มีความสำคัญ เพราะฉะนั้นการพัฒนาแรงงานของประเทศจึงจะส่งผลสำคัญต่อการขับเคลื่อน ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศของเรา เพราะฉะนั้นผมจึงสนับสนุนที่จะให้มี การบริหารจัดการข้อมูลด้านแรงงานซึ่งมีอยู่มากมายอย่างที่ทางกรรมาธิการได้นำเสนอ เกี่ยวข้องกับหน่วยงานถึงประมาณ ๕๐ หน่วยงาน แต่ที่ยังไม่ครบถ้วนอยู่นิดหนึ่งครับ ก็ฝากกรรมาธิการไปคือสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ สคช. ซึ่งเป็นองค์การมหาชนขึ้นตรงกับ นายกรัฐมนตรี ท่านเลยอาจจะไม่ได้เห็นเพราะไม่ได้ขึ้นตรงกับสำนักนายกรัฐมนตรี แต่ปัจจุบันนี้มีความสำคัญ ได้จัดตั้งขึ้นมาเมื่อ ๖-๗ ปีที่แล้วก็โดยความมุ่งหมายเพื่อที่ จะมาส่งเสริม มาพัฒนาขีดความสามารถของแรงงานนั่นเอง มีหน้าที่ในการที่จะรับรอง มาตรฐานคุณวุฒิของฝีมือแรงงาน โดยมุ่งไปที่สมรรถนะคือความสามารถในการทำงานจริง เพราะฉะนั้นตรงนี้เขามีข้อมูลที่สมบูรณ์ว่ามีคุณวุฒิกี่ด้าน มีใครผ่านการทดสอบต่าง ๆ ท่านก็สามารถเชื่อมต่อได้เลยถ้าได้รับการปรับปรุงระบบให้ซิงโครไนซ์ (Synchronize) กัน นั่นเป็นตัวอย่างหนึ่งของการนำข้อมูลที่สำเร็จรูปอยู่แล้วมาใช้ประโยชน์เมื่อท่านได้จัดตั้ง หน่วยงานกลางขึ้น การนำข้อมูลในด้านแรงงานไปใช้ประโยชน์นอกจากจะเป็นการให้ ผู้ที่เกี่ยวข้อง ผู้ที่จะใช้ประโยชน์ข้อมูลด้านแรงงานต่าง ๆ สามารถนำไปใช้ได้อย่างเป็นประโยชน์ ก็จะต้องให้ศูนย์ที่เราจัดตั้งขึ้นมานี้มีขีดความสามารถในการสังเคราะห์ ในการประมวล อย่างต่อเนื่อง และข้อมูลต่าง ๆ ก็จะเป็นข้อมูลที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่าอัป ทู เดต (Up to date) หรือจะเป็น ออนไลน์ (Online) ได้ก็ยิ่งดี หรือจะเป็นการปรับปรุงทุกห้วงเวลาเช่นทุกวันเป็นต้น เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้จึงเป็นกฎเกณฑ์ที่สำคัญในการที่จะจัดตั้งหน่วยงานกลางที่จะทำงาน ในเรื่องนี้ขึ้น ไม่ใช่ว่าจะนำข้อมูลไปใช้ในเชิงพัฒนา หรือในเชิงลงทุน หรือในเชิงปรับปรุง ขีดความสามารถของแรงงานอย่างเดียว แต่อีกมุมหนึ่ง อีกมิติหนึ่ง อีกด้านหนึ่งก็คือการนำข้อมูล ไปใช้ในการแก้ไขปัญหาแรงงาน อันนี้ก็ต้องกำหนดไว้ในการดำเนินการของศูนย์นี้ สมมุติว่า สำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เขาก็จะมีข้อมูลว่าใครถูกแบล็กลิสต์ (Blacklist) ใครเป็น ผู้ที่ต้องเฝ้าติดตามพฤติกรรมต่าง ๆ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็เช่นเดียวกัน ทางกองทัพเองได้จัดตั้ง หน่วยงานตามแนวชายแดนที่เรียกว่ากองกำลังต่าง ๆ ขึ้น ๗-๘ กองกำลังทั่วประเทศ จริง ๆ หน้าที่แฝงนี้ก็กลายเป็นหน้าที่หลัก คือการที่จะดำเนินการป้องกันแรงงานต่างชาติที่จะ เล็ดลอดหลบหนีเข้ามาทำงานในประเทศไทย หลายครั้งในสมัยที่ผมรับผิดชอบหน่วยงาน เหล่านี้อยู่ก็จะเห็นว่าเขาเข้ามาเราก็จับ อีก ๒ วันก็นำไปปล่อยอีกที่หนึ่ง อีกไม่กี่วันต่อมา เขาก็เข้ามาอีกทางหนึ่ง เพราะว่าชายแดนไทยในด้านต่าง ๆ มีช่องว่างช่องโหว่มากมาย ที่ผู้มุ่งประสงค์จะข้ามไปข้ามมา ไม่ว่าจะเป็นแรงงานต่างชาติ หรือจะเป็นอาชญากรต่าง ๆ สามารถที่จะข้ามไปข้ามมาได้อย่างไม่ยากนักถ้ารู้หนทางและมีคนช่วย เพราะฉะนั้นข้อมูล ตรงนี้ในเรื่องของผู้ที่เราเห็นว่ามีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ผู้ที่เราไม่ต้องการให้เข้ามาทำงาน ในประเทศก็จะต้องแชร์ออนไลน์ (Online) ให้กับหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการปราบปราม หรือในการป้องกันแรงงานเถื่อนเข้ามา หรือแรงงานที่มีภัยอันตราย ในอนาคตเราอาจจะต้อง มองไปถึงแรงงานที่จะเข้ามาป่วน มาก่อเหตุโดยไม่หวังดีต่อประเทศของเราด้วย อันนี้ ก็ฝากเพิ่มเติม เพื่อจะให้มีการลงทะเบียน การลงทะเบียนแรงงานต่างชาติก็เป็นเรื่อง ที่มีความสำคัญยิ่ง เมื่อวานผมไปทำบุญที่วัดแห่งหนึ่งที่พระประแดง มองไปสุดลูกหูลูกตา เป็นพัน ๆ คนไม่มีคนไทยเลย เป็นแรงงานต่างชาติทั้งสิ้นที่มารวมตัวกัน มาฟังเทศน์ มาทำบุญ ก็ไม่ทราบว่าเรามีข้อมูลของคนเหล่านั้นทั้งหมดหรือเปล่า เรียกว่าเป็นชุมชน ชาวต่างชาติเลยก็แทบจะว่าได้ เพราะฉะนั้นข้อมูลเหล่านี้ถ้าเรามีครบสมบูรณ์ก็จะส่อง ให้เห็นว่าระบบสาธารณสุข ระบบการศึกษาของเราที่จะดูแลคนเหล่านี้ ที่เราต้องใช้จ่าย เกินกว่าที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้สำหรับดูแลคนไทยไปอยู่ตรงไหน อย่างไร ควรจะให้นายจ้าง ได้มามีส่วนรับผิดชอบอย่างไรกับการดูแลแรงงานต่างชาติที่เข้ามาอยู่ทั้งถูกกฎหมาย และโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้ทั้งนั้นทั้งหมดนี้ก็เป็นสิ่งซึ่งทางกรรมาธิการได้เสนอว่า เพื่อเป็นการดำเนินการตามแนวทางสากลที่ไอแอลโอ (ILO) อินเตอร์เนชันนัล เลเบอร์ ออร์แกไนเซชัน (International Labour Organization) ได้แนะนำแล้วก็ให้ข้อสังเกตไว้ ซึ่งผมคิดว่าก็เป็นเรื่องที่ดี อยากจะให้ดูเอกสารหน้า ๑๙ เผอิญอ่านเจอว่านอกจาก ทั้ง ๓ ประเทศ คือถ้าศึกษาของประเทศต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้น ไอแอลโอ (ILO) ได้ชี้ให้เห็นว่า การจัดทำฐานข้อมูลด้านแรงงานจากประเทศสิงคโปร์ยังไม่สามารถนำมาพิจารณาได้ เพราะประเทศสิงคโปร์มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าประเทศไทย อันนี้ผมคิดว่าจะให้ท่าน ลองไปเปิดดูในกูเกิล (Google) อีกสักนิดหนึ่ง คำว่าขนาดเศรษฐกิจใหญ่หรือเล็กกว่าส่วนใหญ่ เขาจะวัดกันที่จีดีพี (GDP) คือกรอส โดเมสติก โพรดักต์ (Gross Domestic Product) ซึ่งผม เปิดดูไว ๆ เมื่อสักครู่นี้ประเทศไทยอยู่ในลำดับที่ ๒๖ ของโลก ประเทศสิงคโปร์อยู่ในลำดับที่ ๔๑ ของโลก ข้อมูลเมื่อปี ๒๐๑๖-๒๐๑๗ เพราะฉะนั้นจริง ๆ แล้วถ้าเราบอกว่าประเทศสิงคโปร์ มีรายได้ต่อหัวสูงกว่าไทย อันนี้ใช่ แต่ถ้าจะบอกว่าประเทศสิงคโปร์มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าไทย มองในภาพรวมอาจจะไม่ใช่ เพราะประเทศไทยมีโพรดักต์ (Product) ต่าง ๆ ค่อนข้าง จะมากกว่า อย่างไรประเทศสิงคโปร์ก็ไม่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าประเทศไทยไปได้ อันนี้ก็ฝากไว้เพื่อแก้ไขให้เอกสารมีความถูกต้องสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ประเด็นที่ผมคิดว่ามีความสำคัญ คือเรื่องข้อเสนอของท่าน ซึ่งผมมีข้อสังเกตที่อยากจะฝาก ท่านบอกว่าให้มีคณะกรรมการ ฐานข้อมูลกลางด้านแรงงาน ท่านก็บอกว่าเกรงใจนายกรัฐมนตรี เอาแค่รองนายกรัฐมนตรี ที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย ปัจจุบันก็เป็นรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลด้านแรงงาน ผมก็เกรงใจรองนายกรัฐมนตรีอีกต่างหาก ท่านไปดูที่ทำเนียบรัฐบาลสิครับ หรือลองเปิดดูก็ได้ คณะกรรมการระดับชาติที่จัดตั้งโดยคำสั่งนายกรัฐมนตรีหรือมติคณะรัฐมนตรี มีไม่ต่ำกว่า ๕๐๐-๖๐๐ คณะกรรมการ ผมจึงเห็นว่าปัญหาหนึ่งของประเทศไทยคือความเป็น บิ๊กกัฟเวิร์นเมนต์ (Big Government) ไม่ใช่บิ๊กดาต้า (Big Data) อย่างที่คุณหญิงพรทิพย์กล่าว ขออภัยที่เอ่ยนามท่าน บิ๊กกัฟเวิร์นเมนต์ (Big Government) ทูบิ๊ก (Too big) ใหญ่โตมโหฬาร อะไร ๆ ก็ต้องมีนายกรัฐมนตรีกับรองนายกรัฐมนตรีมาเป็นผู้บัญชาการ มาเป็นผู้อำนวยการ มานั่งหัวโต๊ะ และท่านก็คิดว่าจะเคาะทุกเรื่องได้ ถ้าเคาะได้จริงป่านนี้ประเทศไทยเรา ก็คงจะ ๔.๐ ไป ๕.๐ เรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นผมยังค่อนข้างจะเห็นต่างกับการจัดตั้ง คณะกรรมการระดับชาติขึ้นมาเพื่อมาดูแลข้อมูลด้านแรงงาน สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ เขามีกรรมการอยู่ ๑๐ คน คนที่เป็นประธานคือกรรมการที่ผ่านการสรรหามา ผมฝากเรียน ท่านประธานด้วย ตอนนี้หมดเทอมแล้วก็เลยเป็นอดีตไม่ได้เป็นปัจจุบัน แต่ภายใต้กรรมการ ชุดนั้นมีปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ปลัดกระทรวงแรงงาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการต่าง ๆ นั่งอยู่ในนี้ภายใต้ประธานซึ่งเป็นผู้ที่ได้รับการสรรหามาจากข้างนอกก็ยังสามารถทำงานได้ สามารถที่จะเข้าไปบูรณาการกับกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ได้ เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่า ข้อเสนอในการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลกลางแรงงานแห่งชาติไม่จำเป็นต้องมีคณะกรรมการระดับชาติ เข้ามาครอบ มาควบคุม มาบัญชาการ มาอำนวยการ อาจจะจัดตั้งเป็นที่เราเรียกว่าเอสดียู (SDU) คือสเปเชียล เดลิเวอรี ยูนิต (Special Delivery Unit) หรือว่าหน่วยบริการรูปแบบพิเศษ ซึ่งจัดตั้งโดยกฎกระทรวง มีอยู่หลายสิบแห่งก็จัดตั้งขึ้นมาก่อน ทำงานในการที่จะบูรณาการ ข้อมูลต่าง ๆ ๕๐ กว่าหน่วยงาน หลังจากนั้นท่านก็ค่อย ๆ พัฒนาออกเป็นพระราชกฤษฎีกา หรือเป็นพระราชบัญญัติจัดตั้งให้มีความเป็นอิสระมากขึ้น โดยคำว่าเป็นอิสระมากขึ้นคือ มีกรรมการของตัวเอง อย่างที่ผมกราบเรียนเมื่อสักครู่นี้ จะยืมรูปแบบขององค์การมหาชน หรือจะยืมรูปแบบของหน่วยงานอิสระที่ไม่ขึ้นกับใคร หรือยังขึ้นอยู่ภายใต้กระทรวงแรงงาน ก็สามารถที่จะทำหน้าที่บูรณาการได้ เพราะเมื่อเป็นหรือยังขึ้นอยู่ภายใต้กระทรวงแรงงาน ก็สามารถที่จะทำหน้าที่บูรณาการได้ เพราะเมื่อเป็นกฎหมายแล้วทุกหน่วยงานในประเทศไทย ก็ต้องเข้ามาปฏิบัติการตามนั้น เพราะฉะนั้นเมื่อทำอย่างนั้นเสร็จแล้วก็จะทำให้เราได้หน่วยงาน ที่มีความรับผิดชอบในการรวบรวมข้อมูลกลางด้านแรงงาน
ประเด็นสุดท้ายครับท่านประธาน ทางกรรมาธิการได้เสนอว่าให้พัฒนา ศูนย์ข้อมูลกลางแรงงานแห่งชาติ จากศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของ กระทรวงแรงงานก็ดี ก็มีฐานในการที่จะจัดตั้งหน่วยงานขึ้น แต่ผมอยากจะกราบเรียนว่าตรงนี้ สิ่งหนึ่งที่คณะกรรมาธิการยังไม่ได้ดำเนินการคือ การเขียนข้อเสนอในการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลกลาง ด้านแรงงานให้มีรูปร่างพอสมควรที่คณะรัฐมนตรีจะได้เห็นภาพในการให้ความเห็นชอบ ถ้าเราบอกแค่นี้ ครม. ก็ไม่รู้จะอนุมัติอย่างไร จะต้องกำหนดพันธกิจ หน้าที่ องค์ประกอบ พอสมควรว่าควรจะมีผู้อำนวยการ มีกี่ฝ่ายต่าง ๆ ให้เห็นภาพสักนิดหน่อย และประเด็นที่ ๒ ที่สำคัญที่สุดคือเรื่องของงบประมาณ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านพลังงาน ได้นำเสนอผ่านที่ประชุมแห่งนี้ส่งไปที่คณะรัฐมนตรีเมื่อต้นปีที่ผ่านมา หรือเมื่อปลายปีที่แล้ว คือการจัดตั้งศูนย์ข้อมูลพลังงานแห่งชาติ ตรงนั้นก็ใช้รูปแบบประมาณอย่างนี้อย่างที่ผมได้กราบเรียน แต่เราได้เสนอว่าจะต้องใช้ งบประมาณใน ๒ ปีแรกเป็นเงินถึง ๑๓๗ ล้านบาท ทำไมต้องใช้งบประมาณ ท่านมี ๕๐ หน่วยงาน ท่านจะต้องปรับปรุงระบบคอมพิวเตอร์ ระบบสารสนเทศของท่าน ฮาร์ดแวร์ (Hardware) ซอฟต์แวร์ (Software) ในหน่วยงานของท่านเองก็ต้องใช้งบประมาณไม่รู้กี่สิบล้านบาท แล้วหน่วยงานเหล่านั้นที่จะมาลิงก์ (Link) ที่จะมาออนไลน์ (Online) กับท่านได้ก็ต้อง ให้สตางค์เขาไปเพิ่มขีดความสามารถในการปรับปรุงให้ซิงโครไนซ์ (Synchronize) กัน ให้สามารถที่จะเชื่อมต่อข้อมูลกันได้อย่างที่ท่านได้ตั้งเป้าหมายไว้ เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่า โครงการนี้หรือรายงานนี้ท่านจะจัดตั้งให้สมบูรณ์แบบอย่างที่ท่านพึงประสงค์ต้องใช้เงิน ๒๐๐-๓๐๐ ล้านบาทขึ้นไปเพื่อที่จะพัฒนาขีดความสามารถทางด้านสารสนเทศของ หน่วยงานต่าง ๆ ที่ท่านจะให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบของท่าน เพราะฉะนั้นถ้าตรงนี้ มีข้อมูลประกอบไปก็จะเป็นประโยชน์แก่คณะรัฐมนตรีในการให้ความเห็นชอบในการอนุมัติ มิฉะนั้นก็จะเป็นแค่อนุมัติบอกว่าให้ไปจัดตั้งศูนย์ข้อมูลกลางด้านแรงงาน แล้วก็จะไปจบ อยู่ที่นั่น เขาก็จะไปเก็บเอาไว้ สุดท้ายก็ขอสนับสนุนรายงานนี้ว่าหยิบเรื่องที่สำคัญขึ้นมาทำ ก็มีข้อเสนอเพิ่มเติมเพียงเล็กน้อย ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ