สุวิระ สนับสนุนจัดการศึกษาวิถีพุทธ เสริมหลักธรรมพัฒนาจิตใจ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๒ · ๑๙ มิถุนายน ๒๕๖๐

สุวิระ ทรงเมตตา หารือการจัดการศึกษาตามวิถีพุทธเพื่อปฏิรูปการศึกษา โดยเสนอให้บูรณาการหลักธรรมเข้ากับกระบวนการเรียนการสอนผ่านทรัพยากรพระสงฆ์ วัด และวิธีการปฏิบัติที่ส่งเสริมวินัยและพัฒนาจิตใจนักเรียนอย่างเป็นระบบ

พลตำรวจเอก สุวิระ ทรงเมตตา

กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน กราบนมัสการพระอาจารย์ พระมหาพงศ์นรินทร์ ฐิตวังโส วัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณ พระเดชพระคุณ และคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาที่เสนอ เรื่อง การจัดการศึกษาวิถีพุทธเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ถือว่าเป็นการเสนอรายงานที่สอดคล้อง กับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันดังนี้ ก็คือตามมาตรา ๕๔ กำหนดไว้ว่า เด็กต้องได้รับการดูแล เพื่อพัฒนาร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา โดยจัดให้มีการร่วมมือกัน ระหว่างรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน ในการจัดการศึกษาทุกระดับมุ่งพัฒนา ผู้เรียนให้เป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ สามารถเชี่ยวชาญได้ตามความถนัดของตน และมี ความรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ และในมาตรา ๖๗ บัญญัติไว้ว่า รัฐพึงส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาและการเผยแพร่หลักธรรมของพระพุทธศาสนาเถรวาท เพื่อให้เกิดการพัฒนาจิตใจและปัญญา ซึ่งสอดคล้องกับคำว่า บวร ซึ่งเป็นแนวพระราชดำริ และเป็นศาสตร์พระราชาของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในเรื่องนี้ก็ขอเรียนว่าการจัดการศึกษาด้วยการนำหลักศาสนามาใช้นั้นเป็นสิ่งที่ดี แล้วก็ไม่ได้ ใช้ได้เฉพาะศาสนาพุทธเท่านั้น ทุกศาสนาสอนให้ทุกคนเป็นคนดี และทุกศาสนาสามารถ นำมาประยุกต์ใช้ได้หมด หลักของทุกศาสนาที่เหมือนกัน ก็คือศาสนาพุทธเรียกว่าการปฏิบัติ วิปัสสนาหรือการเจริญจิตภาวนา ศาสนาอิสลามเรียกว่าการทำละหมาด ศาสนาคริสต์ ทั้ง ๒ นิกาย เรียกว่าการเข้าเงียบหรือการเข้าเดี่ยว ซึ่งหลักการปฏิบัติทั้ง ๒ อย่างนั้นเหมือนกัน แต่เรียกต่างกัน และหลักนั้นคือหลักแก่นแท้ คือการปฏิบัติตามหลักของศาสนาอย่างแท้จริง เมื่อดูการดำเนินการเพื่อสนองเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ทางแห่งความสำเร็จ บรรลุแห่งรัฐธรรมนูญนั้น สามารถกระทำได้ด้วยยุทธศาสตร์การจัดการศึกษาวิถีพุทธ เพื่อการปฏิรูปการศึกษานั่นเอง เมื่อดูแนวการจัดการศึกษาตามวิถีพุทธเราสามารถ มาวิเคราะห์ปัจจัยแห่งความสำเร็จคือทรัพยากรในการบริหาร ในการจัดการศึกษาวิถีพุทธ ด้วยตัว ๕ เอ็ม (M) ดังนี้ เอ็ม (M) ที่ ๑ คือแมน (Man) หรือทรัพยากร บุคลากร ในสูตรนี้ ถือว่าเป็นจุดแข็งของยุทธศาสตร์นี้ เพราะปัจจุบันนี้ทั่วประเทศมีพระที่เป็นนักเทศน์ นักบรรยาย ชนิดที่เรียกว่ามีวิชาชีพครู เป็นนักบรรยายออกรายการโทรทัศน์ ออกรายการวิทยุ เป็นนักเทศน์ นักแสดงธรรมอยู่ตามวัดวาอารามต่าง ๆ ทุกจังหวัดของประเทศไทย แล้วก็มีคัดเลือกไว้อย่างเป็นระบบ มีการคัดสรรไว้อย่างมีมาตรฐาน สามารถนำมาเป็น วิทยากรกระบวนการและวิทยากรประจำหลักสูตรนี้ได้เลย เอ็ม (M ) ที่ ๒ คือแมทีเรียล (Material) หรือว่าอาคาร สถานที่ หรืออุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ เราทุกคนคงไม่มีใครปฏิเสธว่าขณะนี้ในทุกชุมชน ทุกตำบล ทุกอำเภอ ทุกจังหวัด สถานที่ที่สัปปายะ หรือสถานที่ที่เหมาะแก่การปฏิบัติธรรม หรือสถานที่ ที่เหมาะแก่การเรียนของนักเรียนมากที่สุดคือวัด และที่นั่นสงบเงียบ ที่นั่นลมพัดเย็นสบาย ในวัดนั้นมีทั้งศาลาวัด ศาลาปฏิบัติธรรม ศาลาการเปรียญ มีทั้งพระอุโบสถ หรือศูนย์ปฏิบัติธรรม ประจำวัด มีห้องน้ำ ห้องส้วมอย่างเพียงพอที่จะสามารถพักค้างคืนก็ได้ ตรงนี้ถือว่าเป็นจุดแข็ง โดยไม่ต้องใช้งบประมาณใด ๆ ไปเพิ่มเติมอีกเลย เอ็ม (M) ที่ ๓ คือเมท็อด (Method) หรือเมโทโดโลจี (Methodology) หรือวิธีการปฏิบัติ ก็ด้วยการจัดหลักสูตรร่วมกันระหว่าง พระกับครู ระหว่างวัดกับโรงเรียน โดยการเสริมสอดแทรกแนวปฏิบัติตามหลักศาสนาเข้ากับ หลักวิชาการพื้นฐานของนักเรียนปกติ ยกตัวอย่างง่าย ๆ นะครับ ตอนเช้าเคารพธงชาติเสร็จ สวดมนต์ สวดมนต์เสร็จก็ทำสมาธิ ในระหว่างเดินจากเสาธงไปห้องเรียนก็ปฏิบัติสมาธิ พอถึงในห้องเรียนก็นั่งสมาธิ เริ่มต้นด้วยสมาธิหรือจิตสงบแล้วก็เข้าสู่วิชาเรียน อันนี้ประยุกต์ใช้ ง่าย ๆ หลังจากนั้นก็เรียนไปตามปกติในช่วงพักช่วงเบรก ก็สอดแทรกด้วยการทำสมาธิ การที่เด็กเรียนหนังสือก็คือการทำสมาธินั่นเอง และจนกระทั่งเย็นก่อนกลับบ้านก็สวดมนต์ ภาวนาทำสมาธิเดินกลับบ้าน ทำสมาธินั่งรถกลับบ้านทำให้เด็กนั้นไปถึงบ้านโดยไม่แวะเวียน ไม่ไปเที่ยวเตร่ ไม่ไปเป็นเด็กแว้น เด็กซิ่ง ไม่ไปมั่วสุมในอบายมุข จะทำให้เด็กมีวินัย เมื่อเด็ก ไปถึงบ้านก็ทำสมาธิก่อนแล้วก็ลงมือทำการบ้าน จะทำการบ้านเสร็จเร็ว และระหว่าง ทำการบ้านมีสมาธิจิตใจจดจ่ออยู่ที่การบ้านที่ทำ การบ้านก็ทำอย่างถูกต้องแล้วก็จำได้ ก่อนอ่านหนังสือทำสมาธิแล้วก็เข้าสมาธิ แล้วก็อ่านหนังสือในสมาธิจะจำได้ทั้งหมด จะทำให้ เด็กนั้นเป็นเด็กที่เรียกว่าเด็กสมาธิยาวและเป็นเด็กที่เรียนเก่ง สิ่งที่ผมพูดทั้งหมดนั้นมาจาก ประสบการณ์ผมเองครับ ผมบวชเณรตั้งแต่อายุ ๑๒ ปี ผมเป็นลูกชาวนาเด็กบ้านนอก ไม่มีโอกาสได้ศึกษาในโรงเรียนดี ๆ แต่ว่าผมไปบวชเณรภาคฤดูร้อน ปฏิบัติสมาธิ ๓ เดือน จากคนที่เรียนระดับท้าย ๆ ของห้องเป็นอันดับที่ ๑ ของห้อง สอบได้ ๙๔ เปอร์เซ็นต์ จนเป็นที่ ๑ ของโรงเรียน วิถีชีวิตพลิกผันจากการไปบวชเณรภาคฤดูร้อน จากนั้นก็ปฏิบัติสมาธิ เรื่อยมาแล้วก็ได้ไปเป็นเด็กวัดอยู่ ๒ วัด วัดแรกคือวัดสุทัศน์เทพวรารามราชวรมหาวิหาร วัดที่ ๒ วัดเขาพุทธโคดม อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี แล้วก็ไปจบโรงเรียนอัญสัมชัญศรีราชา และปัจจุบันนี้ก็ใช้วิถีแบบนี้ละครับ ตอนนี้บวชสามเณรมา ๑๒ รอบ บวชพระมา ๑๑ รอบ และมีโอกาสก็จะบวชอีก เพราะการบวชแต่ละครั้งนั้น ทำให้เราได้รับการชาร์จแบตเตอรี่ (Charge battery) มีความพร้อมที่จะมาทำงานต่อไป ผมจึงอยากให้เด็กไทย เยาวชนไทยนั้น มีสิ่งที่ดี ๆ ติดตัวและถือว่าเป็นอริยทรัพย์ ถือว่าเป็นสิ่งที่ได้แล้วไม่มีวันสูญหายไป เพราะฉะนั้น ตรงนี้ผมถือว่าวิถีทางศาสนานั้นสามารถประยุกต์ใช้และสอดแทรกไปกับบทเรียน หรือการเรียนการสอนปกติของหลักสูตรได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงปิดเทอม ๒ เดือนครึ่ง ถึง ๓ เดือน ผมทำงานเป็นตำรวจพื้นที่ได้สัมภาษณ์เด็กที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบน เด็กแว้น เด็กซิ่ง รวมทั้งผู้ที่ติดยาเสพติด ปรากฏว่าเขาเสพยาเสพติดครั้งแรกในชีวิต ส่วนใหญ่เขาเบี่ยงเบน ครั้งแรกในชีวิตช่วงที่ปิดเทอมภาคฤดูร้อนทั้งนั้น ตรงนี้เป็นจุดแข็ง ถ้าเอาวิถีพุทธศาสนา กับการศึกษาเข้ามาไว้ด้วยกันในช่วงปิดเทอม ๓ เดือน แทนที่เด็กไม่มีผู้ปกครองดูแล เพราะผู้ปกครองไปทำงาน เด็กอยู่ที่บ้านก็ไปมั่วสุมเตร็ดเตร่ ก็เปลี่ยนใหม่สิครับ ในช่วงปิดเทอมนั้นเอาเด็กไปเข้าวัดปฏิบัติธรรม ไปค้างคืนที่วัดเลย รับรองไม่เสียเด็กหรอกครับ มีแต่ดี มีแต่ได้ แล้วงบประมาณก็ไม่ต้องเสีย หลายวัดก็พร้อมที่จะสนับสนุนงบประมาณให้ฟรี เพียงแต่ว่าโรงเรียนจัดเด็กเข้าไปเท่านั้นเอง ตรงนี้จะเป็นการปลูกฝังเด็กและเยาวชนให้มีวินัย แล้วก็เป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต ตัวเอ็ม (M) ที่ ๔ คือมันนี (Money) หรืองบประมาณซึ่งในส่วนนี้ สามารถใช้งบปกติของโรงเรียนได้เลย หรือขอรับการสนับสนุนจากการปกครองท้องถิ่น หรือชุมชน หรือเอกชน หรือแม้กระทั่งงบของวัดเอง ซึ่งวัดในประเทศไทยที่มีเงินมาก ๆ รวยมาก ๆ มีเยอะครับ พร้อมที่จะสนับสนุนให้ฟรีเพียงแต่ว่ามีเด็กไปเรียนเท่านั้นเอง ซึ่งขณะนี้หลายวัดก็เป็นศูนย์ปฏิบัติธรรม เป็นศูนย์การเรียนธรรมะของประชาชนอยู่แล้ว ถ้าจัดนักเรียนเข้าไปก็จะเป็นการเสริมกันได้เป็นอย่างดี และเอ็ม (M) ที่ ๕ คือการสร้าง ขวัญกำลังใจให้ทั้งครู ให้ทั้งนักเรียน ให้ทั้งพระที่เป็นวิทยากร ให้ทั้งผู้ปกครอง ที่สำคัญที่สุด ผู้ปกครองจะมีความสุขมากที่สุด ผู้ปกครองจะมีความสบายใจมากที่สุดที่ฝากลูกไว้กับบวร คือ บ้าน วัด โรงเรียน นั่นเอง และสังคม ชุมชน ก็จะมีความสุข ตัวอย่างที่สามารถพิสูจน์ได้ เมื่อสักครู่ที่ผมเล่าให้ฟังแล้วยังมีอีกตัวอย่างหนึ่ง ขณะนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ การฝึกอบรมทุกหลักสูตรตำรวจทุกคนต้องผ่านการเข้าวัดปฏิบัติธรรมอย่างน้อยเป็นเวลา ๓ คืน ๔ วัน ซึ่งผมได้ไปริเริ่มไว้ที่นั่นเอง และปัจจุบันนี้ ๑๐ กว่าปีแล้วก็ยังต่อเนื่อง จะเป็น การฝึกให้ตำรวจเป็นผู้ที่คิดดี พูดดี และปฏิบัติดี แล้วก็เป็นผู้ที่มีศีล มีสมาธิ มีปัญญา ตัวชี้วัด อันหนึ่งจะเห็นว่าทุกวันนี้ตำรวจไทยเข้าวัดมากขึ้น และตำรวจไทยส่วนมากตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ใกล้วัด ใกล้ธรรมะ ศึกษาธรรมะแทบทุกคน เพราะฉะนั้นเป็นตัวชี้วัดอันหนึ่งว่าการนำหลัก วิถีพุทธเข้ามานั้นไม่ได้จะใช้เฉพาะกับเด็กนักเรียนเท่านั้น กับผู้ใหญ่ก็ใช้ครับ แม้กระทั่ง หลักสูตรกระบวนการยุติธรรมชั้นสูงที่ผมเคยเรียนมาตั้งแต่รุ่น ๑๒ ปัจจุบันนี้ถึงรุ่น ๒๐ กว่าแล้ว ก็ไปวัดปฏิบัติธรรมเหมือนกัน แต่ไปบวชที่วัดไทยพุทธคยา อินเดียนั่นเอง เพราะฉะนั้นอันนี้ เป็นตัวบ่งบอกว่าเป็นสิ่งที่ดีแล้วก็ควรปฏิบัติอย่างยิ่ง ผมขอกราบเรียนว่าถ้านำหลัก การศึกษาวิถีพุทธมาใช้จะเกิดประโยชน์ จะทำให้เด็กไทยมีศีล มีสมาธิ มีปัญญา เป็นเด็ก ที่มีวินัย เป็นเด็กที่มีจิตใจเมตตา โอบอ้อมอารี เสริมทักษะประสบการณ์ชีวิต มีประสบการณ์ สามารถดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข ไม่เป็นเด็กที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบน ประสบความสำเร็จในการเรียน ประสบความสำเร็จในชีวิต ห่างไกลจากอบายมุข ๖ เพราะที่วัดไม่มีอบายมุข ๖ มีกัลยาณมิตรที่ดีเพราะวัดมีสภาพแวดล้อมที่ดี มีครู มีอาจารย์ หรือมีพหูสูตรที่ดี ได้ซึมซับในสิ่งที่ดีงามจากวัด จากเพื่อน จากสภาพแวดล้อม จะทำให้เด็ก ได้รับการหล่อหลอมด้วยเบ้าหลอมที่สะอาดและสวยงาม จะทำให้เด็กในวันนี้เป็นเยาวชน และผู้ใหญ่ที่ดีในวันหน้า มีความสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ มีวินัย มีอารมณ์ดี มีสังคมที่ดี มีปัญญาเป็นเลิศ มีความรักชาติ มีความภาคภูมิใจในชาติ และสามารถใช้ความเชี่ยวชาญ ตามความถนัดของตนได้อย่างเต็มที่ มีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ และจะทำให้ประเทศของเราได้รับการพัฒนาอย่างยั่งยืนในอนาคตครับ