อำพล หารือปฏิรูปการศึกษาวิถีพุทธ เน้นปัจจัยสังคม-การปฏิบัติจริง

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๒ · ๑๙ มิถุนายน ๒๕๖๐

อำพล จินดาวัฒนะ หารือการปฏิรูปการศึกษาผ่านแนวคิดวิถีพุทธ โดยเน้นให้สังคมเป็นปัจจัยสำคัญร่วมกับอาหารกาย ใจ และปัญญาในการพัฒนามนุษย์อย่างสมดุล พร้อมเสนอให้จัดการศึกษาตามหลักปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ และส่งเสริมสังฆะหรือการรวมตัวของชุมชนเป็นหัวใจหลักในการเรียนรู้ร่วมกันทั้งในครอบครัวและสังคม เพื่อให้เยาวชนเข้าใจพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้งและนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงได้

นายอำพล จินดาวัฒนะ

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพครับ ผม อำพล จินดาวัฒนะ สปท. กราบขอบพระคุณท่านประธาน ที่ให้โอกาสได้ร่วมแลกเปลี่ยน นมัสการพระคุณเจ้า ขอบพระคุณคณะกรรมาธิการ ที่ได้นำเรื่องนี้ขึ้นมานำเสนอเป็นรายงานในส่วนของการปฏิรูปการจัดการศึกษาวิถีพุทธ เพื่อการปฏิรูปการศึกษา ผมจะใช้เวลาสั้น ๆ กล่าวสัก ๒-๓ ประเด็นเท่านั้น

ประเด็นแรก เราคงทราบกันดีว่าคนเราซึ่งก็เป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง แต่คนเรานั้น เป็นสัตว์ที่เราเรียนรู้ได้มากทีเดียว ไปไกล เราเติบโตมีชีวิตอยู่ได้และเติบใหญ่นั้นต้องการ อาหาร ๓ ชนิด อาหารที่ ๑ คืออาหารกาย อาหารที่ ๒ คืออาหารใจ อาหารที่ ๓ คืออาหาร ปัญญา แต่เพียง ๓ อย่างนั้นก็ไม่ได้ทำให้มนุษย์เติบโตได้เต็มสมบูรณ์ เพราะว่าเราไม่ได้อยู่ โดด ๆ มนุษย์นั้นอยู่ในสังคม สังคมเป็นตัวกำหนดการเติบโตหรือวิถีของผู้คนมากกว่าอาหาร ๓ อย่างนั่นเสียอีก ครั้งหนึ่งเราเผลอเข้าใจว่าถ้าเรามีอาหาร ๓ อย่างที่สมบูรณ์แล้วคนจะ สมบูรณ์แล้วก็จะเป็นส่วนประกอบสังคมที่สมบูรณ์ แต่มีการพิสูจน์จากการวิจัยมากมาย พบว่าไม่ใช่เสียแล้ว สังคมเป็นตัวกำหนด หรืออาจจะเรียกว่าเป็นอาหารประเภทที่ ๔ ก็ได้ ที่ทำให้มนุษย์นั้นเติบโตรวมกันอยู่เป็นสังคม จะดีหรือไม่ดีนั้นก็อยู่ตรงสังคมเป็นตัวกำหนดด้วย หมายความว่ากำหนดกันไปและมา คนกำหนดสังคม สังคมเป็นปัจจัยใหญ่ที่กลับมากำหนดคน วันนี้เราก็เห็นสังคมของเราพัฒนามาถึงจุดนี้มีทั้งด้านบวกและลบเกิดขึ้นมากมาย ผมจะไม่กล่าว ไปถึงตรงนั้น แต่ผมคิดว่าเวลาเราคิดเรื่องอะไรก็ตามเราคงจะต้องมองให้เห็นปัจจัยสังคม หรืออาหารสังคมที่มากำหนดมนุษย์ อันนี้ก็ขออนุญาตกราบเรียนแบบนั้น ยิ่งวันนี้โลกเรา เป็นโลกาภิวัตน์ ทุนนิยม การพัฒนาแบบที่เราเห็น ความขัดแย้ง ความรุนแรงเกิดขึ้นทั่วโลก โลกโกลาหลทั้งในโลกและในสังคมไทยเราเอง เห็นชัดเจนครับ อันนั้นเป็นผลลัพธ์จากคนด้วย ในขณะเดียวกันเป็นผลที่มากระทบกับคน อยากจะย้ำจุดนี้ เพราะไม่อย่างนั้นบางที เราจะไปเผลอมองที่ทำให้คนทุกคนสมบูรณ์ เป็นคนดี เป็นคนเก่ง เป็นคนที่มีความสุข สังคมเป็นตัวกำหนด อาหารที่ ๔ นี่สำคัญครับ

คราวนี้ผมขออนุญาตกลับมาถึงสิ่งที่คณะกรรมาธิการได้นำเสนอเรื่องการจัด การศึกษาวิถีพุทธ ผมขอพูด ๒ ประเด็นเท่านั้น ผมคิดว่าก็เป็นความโชคดีของคนไทย ของสังคมไทยที่เราได้เกิดมาและมาพบวิถีพุทธหรือพุทธศาสนา ซึ่งเป็นศาสนาที่มีคนนับถือ มากที่สุดในประเทศไทย แล้วก็มีผู้ที่นับถือศาสนาอื่นอยู่ในประเทศไทย วันนี้ถ้าเราสังเกตดู คนในโลกนี้และคนรุ่นใหม่นั้นเริ่มจะไม่แน่ใจในศาสนาต่าง ๆ มากขึ้น หลายคนเริ่มไม่ถือว่า เขานับถือศาสนาใดศาสนาหนึ่ง แต่เขาอาจจะหยิบแก่นแกนของศาสนานั้น ๆ ไปใช้ในการ ดำรงชีวิต เพราะฉะนั้นถ้าเกิดใครเขาบอกว่าเขาไม่ได้นับถือศาสนาใดก็อย่าไปโกรธเขา เพราะเขาอาจจะมีแก่นบางอย่าง สิ่งดี ๆ ในพุทธศาสนาของเรา กระบวนการเจริญสติที่มี ผู้คนนำไปใช้มากมายเพราะได้เห็นผลจากการปฏิบัติทาน ศีล ภาวนา หรือขั้นสูงต่อไปก็คือ เรื่องการเจริญสติไปสู่นิพพานอะไรโน่น แต่อย่างน้อยในกระบวนการพุทธศาสนาเราถ้าเราใช้ กระบวนการเจริญสติชัดเจนว่าได้ผล ปฏิบัติแล้วเห็นผลได้จริง อันนี้คือจุดเด่นของพุทธศาสนา ของเรา กระผมขออนุญาตย้ำจุดนี้ ผมคิดว่าผมจะไม่พูดถึงเรื่องของเนื้อประเด็นเรื่องธรรมะ ต่าง ๆ แต่อยากจะกราบเรียนว่าหัวใจของพุทธศาสนาในเรื่องของปริยัติ ปฏิบัติ และปฏิเวธ นั่นคือหัวใจสำคัญ พุทธศาสนาไม่ได้สอนอะไรมากกว่าการที่เรามีทฤษฎี หลักการ วิธีคิดต่าง ๆ แล้วก็ต้องปฏิบัติ พุทธศาสนาท่องบ่นก็ไม่ได้ผลแต่ต้องปฏิบัติ เมื่อปฏิบัติแล้วก็เกิดผลชัดเจน ผู้ที่ปฏิบัติก็จะเห็นผลด้วยตัวเองก็คือเป็นศาสนาที่เป็นวิทยาศาสตร์ ถ้าเราไม่ปฏิบัติเราได้แต่ ท่องบ่นหรือใครมาสอนเราก็ไม่ได้มีทางเข้าใจว่าความเป็นจริงที่พุทธศาสนาสอน และชี้แนะเป็นอย่างไร ผมอยากจะย้ำจุดนี้เพื่อจะเรียนว่าถ้าเราพูดถึงการจัดการศึกษาวิถีพุทธคงไม่ใช่ไปสอนธรรมะ หรือไปสอนอะไรที่ยาก ๆ และคนรุ่นใหม่ ๆ ก็จะเริ่มถอย แต่ถ้าสอนให้เขาได้เข้าใจหลักธรรม แล้วสอนให้เกิดการปฏิบัติเขาจะเห็นผลเองแล้วก็ได้ผล มีเพื่อน สปท. หลายท่านพูดถึงเรื่อง การปฏิบัติ ผมคิดว่าตรงนี้คือจุดสำคัญ เรากำลังจะขับเคลื่อนเรื่องนี้คงไม่ใช่การสอนให้ ท่องบ่นธรรมะมากมายแต่ก็ไม่เข้าใจหลักหรือแก่นพุทธศาสนา ถ้าเราสามารถทำเรื่องบวร เราสามารถทำเรื่องการจัดการศึกษาวิถีพุทธให้เข้าใจแก่นของพุทธศาสนา แล้วให้เกิด การนำแก่นนั้นจากปริยัติไปสู่การปฏิบัติ ปฏิเวธเกิดเอง แล้วเขาก็จะสามารถนำมาใช้ในชีวิต ในขณะเดียวกันสังคมก็จะมีส่วนกระทบเข้ามา อันนั้นคือข้อที่ ๒

ผมคิดว่าหัวใจสำคัญอีกอันหนึ่งที่อยากจะกราบเรียนท่านกรรมาธิการ อยากจะกราบเรียนพระคุณเจ้า ต้องขอประทานอภัย ผมคิดว่าแก่นอันหนึ่งที่อยู่ใน พุทธศาสนาก็คือการเป็นสังฆะ ถ้าได้ศึกษาก็จะพบว่าพระพุทธเจ้าสอนเรื่องกระบวนการ การรวมตัวเป็นชุมชน สังฆะ ก็คือชุมชน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าอันนี้คือเครื่องมือหรือหัวใจอันหนึ่ง ที่น่าจะนำมาเขียนให้ชัดเจน ในกระบวนการจัดการศึกษาแบบวิถีพุทธคือส่งเสริมสังฆะ การรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ ก็โดยเอาหลักปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธไปใส่ ก็ต้องให้เกิดสังฆะ สังฆะ เกิดได้ในครอบครัว ในชุมชนขนาดเล็ก แล้วก็ขยายออกไป การรวมตัวร่วมคิดร่วมทำ จะเรียนรู้ด้วยกัน พุทธศาสนานั้นสอนการเรียนรู้ชัดเจนไม่ใช่ความรู้ที่ตายตัว ต้องเรียนรู้ สังฆะ คือหมู่คณะ สอนกันเอง เรียนรู้กันเอง แล้วพัฒนาไปด้วยกัน ผมคิดว่าหัวใจนี้ผมอยากเห็น การเขียนเป็นหลักไว้ในกระบวนการที่เราจะใช้วิถีพุทธในการปฏิรูปการศึกษา ก็คงจะขออนุญาต ใช้เวลาเพียงเท่านี้เพื่อกราบเรียน ผิดพลาดพลั้งไปอย่างไรก็ขอประทานอภัยด้วยครับ ขอบพระคุณครับ