สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๒ · ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๐

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๑๘๓ คน
ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ 🔗

สวัสดีครับ เรียนท่านสมาชิก ขณะนี้มีสมาชิกลงชื่อมาประชุมจำนวน ๑๒๖ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้ว ผมขอเปิดการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อดำเนินการ ประชุมตามระเบียบวาระนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ซึ่งไม่ปรากฏ ในระเบียบวาระจำนวน ๒ เรื่อง คือ

๑.๑ รับทราบการขอลาออกจากสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้วยท่านณัฏฐ์ ชพานนท์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลำดับที่ ๕๑ ได้มีหนังสือ แจ้งความประสงค์ขอลาออกจากการเป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ โดยมีผล ตั้งแต่วันที่ ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๐ ส่งผลให้ความเป็นสมาชิกภาพสิ้นสุดลง จึงทำให้สมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศคงเหลือจำนวน ๑๙๔ คน จึงขอแจ้งที่ประชุมทราบ

๑.๒ รับทราบสรุปผลการประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ สรุปผลการประชุมคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้าง ความสามัคคีปรองดอง และสรุปบันทึกการประชุมคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดิน ตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และสร้างการสร้างความสามัคคีปรองดอง หรือ ป.ย.ป. ด้วยในคราวประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๖๐ วันพฤหัสบดีที่ ๒๗ เมษายน ๒๕๖๐ ที่ประชุมได้มีมตินำสรุปผลการประชุม ของคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ สรุปผลการประชุม คณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง และสรุปบันทึกการประชุม คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้าง ความสามัคคีปรองดอง หรือ ป.ย.ป. ครั้งที่ ๑/๒๕๖๐ แจ้งให้สมาชิกทุกท่านได้รับทราบ รายละเอียดปรากฏตามเอกสารที่เจ้าหน้าที่ได้แจกวางไว้ประจำที่นั่งของสมาชิกทุกท่านแล้ว จึงขอแจ้งที่ประชุมทราบ

(ที่ประชุมรับทราบ)

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม

รับรองรายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๑/๒๕๖๐ วันจันทร์ที่ ๙ มกราคม ๒๕๖๐ ครั้งที่ ๒/๒๕๖๐ วันจันทร์ที่ ๑๖ มกราคม ๒๕๖๐ ซึ่งได้วาง ไว้ให้ท่านสมาชิกตรวจดูแล้วเมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๖๐ บริเวณห้องรับรองสมาชิก ชั้น ๑ อาคารรัฐสภา ๑ และหอสมุดรัฐสภา ก่อนที่จะเสนอให้ที่ประชุมสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศรับรอง

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

เมื่อไม่มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่น ถือว่าที่ประชุมรับรองรายงานการประชุม ๒ ครั้งดังกล่าวนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว

๓.๑ รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการสื่อสารมวลชน จำนวน ๒ เรื่อง ๑. การปฏิรูปการสื่อสารมวลชน ร่างพระราชบัญญัติ การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ๒. ผลการศึกษาและข้อเสนอแนะ ด้านยุทธศาสตร์และแนวทางการขับเคลื่อนการปฏิรูปการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ ผมจะให้ประธานกรรมาธิการแถลงรายงานและร่างพระราชบัญญัติแต่ละเรื่องตามลำดับ จากนั้นให้สมาชิกอภิปรายรายงานและร่างพระราชบัญญัติที่ได้เสนอมา เมื่ออภิปราย เสร็จแล้วผมจะให้ที่ประชุมลงมติว่าจะเห็นชอบกับรายงานและร่างพระราชบัญญัติของ คณะกรรมาธิการหรือไม่ โดยเริ่มจากรายงาน เรื่อง การปฏิรูปการสื่อสารมวลชน ร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพ สื่อมวลชน พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ก่อนนะครับ เมื่อประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน ได้มีหนังสือขออนุญาตให้ที่ปรึกษาและอนุกรรมาธิการเข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูล ที่เกี่ยวข้องและตอบประเด็นข้อซักถามของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งได้พิจารณาแล้ว จึงได้อนุญาต ๕ ท่าน คือ ๑. ท่านสมญา พัฒนวรพันธุ์ ๒. พันตำรวจเอก สัณฑภวิษย์ มากช่วย ๓. ท่านสุนทร จันทร์รังสี ๔. ท่านธาม เชื้อสถาปนศิริ ๕. ผู้ช่วยศาสตราจารย์วรัชญ์ ครุจิตร ขอเชิญผู้มีรายชื่อดังกล่าวเข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุม สำหรับรายชื่อผู้เสนอและชี้แจง รายงานดังกล่าว ได้แก่ ๑. พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน ท่านเป็นอดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ๒. พลตำรวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร ท่านเป็นอดีตผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรม ทางเทคโนโลยี ๓. ท่านสมญา พัฒนวรพันธุ์ ท่านเป็นที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน ท่านเป็นอดีตนักข่าวกรองเชี่ยวชาญ สำนักข่าวกรองแห่งชาติ ๔. พลตำรวจตรี เกษียร วรศิริ ผู้ชำนาญการประจำ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน ท่านเป็นอดีตรองผู้บัญชาการ ตำรวจภูธร ภาค ๖ ๕. พันตำรวจเอก สัณฑภวิษย์ มากช่วย ที่ปรึกษาประจำคณะอนุกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านสื่อสิ่งพิมพ์ ท่านเป็นผู้กำกับการกลุ่มงานการข่าว กองบังคับการ ข่าวกรองยาเสพติด กองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด ๖. ผู้ช่วยศาสตราจารย์วรัชญ์ ครุจิตร อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสิ่งพิมพ์ ท่านเป็นผู้ช่วยอธิการบดี ฝ่ายสื่อสารองค์การ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ กรรมการสภาสถาบันนักวิชาการ สื่อมวลชนแห่งประเทศไทย สสมท. ท่านเป็นกรรมการสมาคมวิทยุและสื่อ เพื่อเด็ก และเยาวชน สสดย. เชิญท่านคำนูณ

นายคำนูณ สิทธิสมาน

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมฟังท่านประธานถึงแนวทาง การพิจารณา ๒ วาระในวันนี้แล้ว กระผมขอความชัดเจนอีกสักครั้งนะครับ เมื่อสักครู่นี้ ยังไม่ชัดเจนพอว่าท่านจะให้ทางคณะกรรมาธิการรายงานไปทีละเรื่องแล้วให้สมาชิกอภิปราย หรือว่าจะให้รายงานทั้ง ๒ วาระแล้วอภิปรายรวมแล้วแยกลงมติทีละเรื่องครับ กระผมเห็นว่า แม้ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับสื่อมวลชนด้วยกัน แต่ว่าในวาระแรกก็คือร่างพระราชบัญญัติ การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... มีรายละเอียดค่อนมาก แล้วก็ค่อนข้างจะเป็นคนละมิติกับวาระที่ ๒ ก็คือผลการศึกษาและข้อเสนอแนะ ด้านยุทธศาสตร์ และแนวทางการขับเคลื่อนการปฏิรูปการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์นะครับ ผมขอหารือท่านประธานแล้วก็หารือไปยังท่านกรรมาธิการด้วยว่าท่านแยกรายงาน เฉพาะเรื่องแล้วเราอภิปรายไปให้จบเรื่องแล้วลงมติในวาระแรก แล้วก็ค่อยวาระที่ ๒ เรื่องสื่อสร้างสรรค์อีกทีหนึ่งผมว่าจะทำให้การอภิปรายไม่สับสนนะครับ ด้วยความเคารพครับ ท่านประธาน

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ผมก็เห็นด้วยกับที่ท่านคำนูณเสนอนะครับว่าเสนอทีละเรื่อง และลงมติทีละเรื่อง เอาตามนั้นนะครับ ก่อนอื่นทีเดียวผมอยากจะกราบเรียนว่า สปท. เราเป็นสภาวิชาการ สภาที่ปรึกษา ไม่ใช่เป็นสภาการเมือง หรือสภาผู้แทนราษฎร หรือวุฒิสภา ด้วยเหตุนั้น ผมเองก็อยากจะเรียนว่าอย่างนี้ การที่เราเป็นสภาที่ปรึกษา สภาวิชาการ เรามีหน้าที่ศึกษา เสนอแนะ รัฐบาลอาจจะเห็นชอบกับเราก็ได้ ไม่เห็นชอบกับเราก็ได้ หรือจะปรับปรุง แก้ไข สิ่งที่เราเสนอไปก็ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราทำเรื่องเสนอไปไม่ใช่คำตอบสุดท้ายในการแก้ปัญหา หรือในการปฏิรูปสื่อมวลชน นอกจากนี้แล้วจากที่เราเสนอไปก็จะต้องผ่านการพิจารณา ของคณะกรรมการ ๓ ฝ่าย คือ ผู้แทนคณะรัฐมนตรี ผู้แทนสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ผู้แทน สปท. แล้วจึงจะเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี จากนั้นจะเข้าสู่การพิจารณาของ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา แล้วจึงส่งไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งก็จะมี กรรมาธิการแปรญัตติอีก เพราะฉะนั้นทุกอย่างที่เราเสนอไปจะไม่เป็นไปตามนี้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์หรอก ยังสามารถปรับปรุง แก้ไขได้ ที่อยากจะกราบเรียนโดยทั่วไปก็คือว่า สื่อมวลชนนั้นเป็นสถาบันที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศโดยการเสนอข่าวสาร ที่ถูกต้อง ตรวจสอบการทำงานเจ้าหน้าที่ของรัฐ ช่วยสร้างเอกภาพและความมั่นคงให้แก่ สังคมไทยได้ ให้การเรียนรู้ด้านต่าง ๆ แก่ประชาชน รวมทั้งเป็นผู้ชี้นำความคิดเห็นให้แก่ สังคมด้วย เพราะฉะนั้นสื่อมวลชนไทยจึงมีความสำคัญมากถึงเพียงนี้นะครับ

ประการที่ ๒ สื่อมวลชนจึงควรมีเสรีภาพในขอบเขตของกฎหมายและมี ความรับผิดชอบควบคู่กันไป โดยปราศจากการควบคุมจากรัฐและจากผลประโยชน์ โดยเฉพาะใด ๆ รวมทั้งทุน และผู้นำทางการเมืองด้วย สปท. ซึ่งเป็น ๑ ในแม่น้ำ ๕ สาย จึงไม่ต้องการควบคุมหรือแทรกแซงสื่อมวลชนแต่อย่างใด เพื่อให้สื่อมวลชนมีความเป็นกลาง และเสนอข่าวสารที่ถูกต้องให้กับประชาชน

ประการที่ ๓ สื่อมวลชนก็เช่นเดียวกับอาชีพที่มีเกียรติและมีศักดิ์ศรีอื่น ๆ ที่ควรมีสภาวิชาชีพเพื่อดูแลมาตรฐานและจรรยาบรรณในอาชีพของตนเองแบบแพทยสภา สมาคมวิศวกรแห่งประเทศไทย ครู อาจารย์ทั่วไป เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาวิชาชีพ จะได้ช่วยดูแลว่ามีการปฏิบัติหน้าที่ถูกต้องตามหลักวิชาการหรือไม่

ประการที่ ๔ ในความเห็นส่วนตัวของผมเอง ผมคิดว่าผู้ประกอบอาชีพ สื่อมวลชนควรมีใบรับรองจากสภาวิชาชีพของตนเพื่อจะได้กำกับดูแลกันเองได้

จากนี้ไปก็ขอเชิญประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการสื่อสารมวลชน พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร เรียนเชิญท่านกษิตครับ

นายกษิต ภิรมย์

ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลำดับที่ ๗ ก็ขอน้อมรับสิ่งที่ท่านประธานได้กล่าวเมื่อสักครู่นี้ ผมคิดว่า มี ๒ ประเด็นที่ สปท. เป็นแค่ ๑ ในแม่น้ำ ๕ สาย และการทำงานของเราในฐานะนักวิชาการ ยังมีขั้นตอนที่เหนือขึ้นไปอีก อันนี้ผมเข้าใจดีอย่างถ่องแท้ ก็ต้องขอขอบคุณท่านประธาน ในเรื่องนั้น

ส่วนอันที่ ๒ ก็คือแนวคิดของท่านประธานเกี่ยวกับบทบาทของสื่อ ผมคิดว่า องค์กรสื่อที่จะดูแลตัวเองมีความสำคัญมากกว่าองค์กรวิชาชีพอื่น ๆ อาจจะเทียบกันทีเดียว ไม่ได้กับสมาคมสถาปนิกสยาม หรือวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย เพราะว่าสื่อเป็นองค์กร ที่สำคัญอันหนึ่งของการเมืองการปกครองของประเทศ มีนัยของการเป็นองค์กรทางการเมือง แล้วก็มีนัยของการที่จะต้องทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อจะส่งเสริมสังคมประชาธิปไตย แล้วก็ต้อง เป็นองค์กรที่มีความเป็นอิสระ สิทธิเสรีภาพ ดังที่ท่านประธานได้ว่าไว้ อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ

ส่วนอีกประเด็นหนึ่งก็คือ นัยที่ว่าสื่อจะต้องมีสภาวิชาชีพเพื่อจะดูแลตนเอง อันนี้ผมก็เห็นด้วย การดูแลตนเองก็หมายความว่าสื่อด้วยกันนั้นดูแลตนเอง ต้องไม่มี หน่วยงานอื่น ๆ หรือผู้แทนของรัฐเข้าไปแทรกแซง ผมว่าน่าจะทำความเข้าใจกันตรงนี้ เป็นสำคัญเสียก่อน เพราะเริ่มที่จะมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่าในสภาของสื่อไม่ใช่สื่อ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ดูแลกันเอง แต่จะมีองค์กรหรือผู้แทนจากองค์กรอื่น ๆ เข้ามาด้วย ก็เริ่มที่จะ เกิดมีปฏิกิริยาในช่วงประมาณสัก ๑ สัปดาห์ ๑๐ วันที่ผ่านมา ผมเองก็ได้ฟังการให้สัมภาษณ์ ของเพื่อนสมาชิก ท่านคำนูณ สิทธิสมาน ด้วย ก็พูดชัดเจนนะครับว่าอะไรเป็นอะไร ผมคิดว่า ประเด็นนี้ต้องทำความกระจ่างเข้าใจกันตั้งแต่แรก ขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไปที่ กรรมาธิการเสียก่อนว่าสื่อจะต้องมีความเป็นอิสระ ไม่มีการแทรกแซง แล้วก็ต้องเคารพ ตัวบทกฎหมายของกฎหมายรัฐธรรมนูญว่าด้วยสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพอย่างจริง ๆ จัง ๆ ถ้าเราตกลงเรื่องนี้ในเรื่องหลักการกันเสียก่อน อาจจะไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเสียเวลา ในการอภิปรายที่จะหนักไปในเรื่องของการโต้เถียงกัน เพราะว่าหลักการไม่สามารถที่จะ ตกลงกันได้ตั้งแต่ต้น ตกลงกันเสียก่อนว่าใช่หรือไม่ใช่ว่าสื่อต้องดูแลตนเองเป็นสำคัญ ไม่มีการแทรกแซงจากอำนาจรัฐใด ๆ เลยทั้งสิ้น ขอกราบขอบพระคุณครับท่านประธาน

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบพระคุณครับ จากนี้ไปผมขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการ คือ พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร

พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร ประธานกรรมาธิการ

กราบขอบคุณครับ ท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพอย่างสูง กราบเรียนท่านสมาชิกทุก ๆ ท่าน กระผม พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร ประธาน กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน แล้วก็ดูแลในเรื่องของ สารสนเทศด้วย และคณะทั้งหมดนี้นะครับ จะขออนุญาตกราบเรียนงานชิ้นสำคัญเป็นงาน ๓ ดาว แล้วท่านประธาน สปท. ได้กรุณาบรรจุเข้าเป็นวาระพิเศษในการปฏิรูปของปี ๒๕๖๐ กับรัฐบาลด้วย งานชิ้นนี้เป็นงานชิ้นที่ ๙ และชิ้นที่ ๑๐ ของคณะกรรมาธิการของกระผม ชิ้นที่ ๙ คือร่าง พ.ร.บ. การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพ สื่อมวลชน พ.ศ. .... ชิ้นที่ ๑๐ คือการขอแก้ พ.ร.บ. จดแจ้งการพิมพ์ พ.ศ. ๒๕๕๐ ซึ่งมีอยู่ ๙ มาตรา ๓ หน้า และชิ้นที่ ๑๑ ก็จะต่อเลย การใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ ซึ่งจะโหวตคนละครั้ง ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตให้นายนิพนธ์ จงวิชิต ผู้จัดการกองทุนวิจัยและพัฒนา กิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ได้กรุณาเข้าร่วม ชี้แจงด้วยครับ เพราะว่าจะมีในประเด็นของเรื่องเงิน การใช้เงิน ซึ่งจะมีการขอใช้เงิน จากกองทุน ซึ่งทำเป็นหนังสือตามมาแล้วครับ กราบขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ

พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร ประธานกรรมาธิการ 🔗

ผลงานชิ้นนี้ ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกครับ เป็นผลงานของคณะอนุกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านสื่อสิ่งพิมพ์ แต่ว่าเหตุที่กระผมและท่านพิสิษฐ์ รองประธานกรรมาธิการ ได้มาดำเนินการในเรื่องนี้ ก็เพราะว่าท่านประภา เหตระกูล ศรีนวลนัด ท่านประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ด้านสื่อสิ่งพิมพ์นั้นท่านแสดงสปิริต (Spirit) เพราะเกรงว่าจะมีเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะท่านเป็นเจ้าของสิ่งพิมพ์และเป็นเจ้าของทีวี (TV) อยู่ด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ ไม่มีใครมองเห็นตัวเองได้ดีเท่ากระจก เพราะฉะนั้นในการสำรวจดูสิ่งต่าง ๆ ที่คณะกรรมาธิการ ของกระผมจะกระทำนั้น เราได้ฟังความคิดเห็นรอบด้าน กระผมและท่านพิสิษฐ์ได้ใช้เวลานอก ไปนั่งรับประทานข้าวกับสื่อมวลชนในอดีต เราก็มีการพูดคุยกันถึงประเด็นต่าง ๆ เรารับ เป็นข้อมูลมา แต่มิได้หมายความว่าข้อมูลที่เราพูดคุยกันทั้งหมดนั้นเราจะนำมาใส่ในนี้ทั้งหมด เพราะมันมีอีกหลายขั้นตอนในการพิจารณาและหลายกระบวนการ เมื่อเช้านี้คณะกรรมาธิการ ของกระผมได้มีการประชุมนัดพิเศษ เวลา ๐๘.๓๐-๐๙.๑๕ นาฬิกา เราฟังเสียงประชาชน เราฟังเสียงสื่อมวลชน เราฟังเสียงสะท้อน ดังนั้นปมขัดแย้งในขณะนี้ที่ต่างฝ่ายต่างมีสมมุติฐาน ของตัวเอง กระผมก็มองด้วยความหวังดีในมุมมองของกรรมาธิการ สื่อมวลชนก็มีความหวังดี ในฐานะที่ประกอบวิชาชีพ ๒ ประเด็นที่ขัดแย้งกันและเป็นที่ประจักษ์ก็คือ ข้อ ๑ เรื่องใบอนุญาต ของผู้ประกอบการ เรื่องใบอนุญาตของผู้ประกอบการมีอยู่แล้วครับ ใครจะประกอบการ ด้านวิทยุท่านก็ต้องไปแจ้งที่ กสทช. ใครจะทำด้านทีวี (TV) ท่านก็ต้องไปประมูลถ้าเป็นธุรกิจ แต่ไปขอได้เลยถ้าเป็นสาธารณะที่ กสทช. เพราะฉะนั้นใบอนุญาตมีอยู่แล้วครับ ใครจะเปิด หนังสือพิมพ์ท่านก็ไปที่กระทรวงวัฒนธรรมเพื่อขอจดแจ้งการพิมพ์ เพราะฉะนั้น เรื่องใบอนุญาตการประกอบการมีหน่วยงานที่ดูแลอยู่ ที่คณะกรรมาธิการเราใส่ไว้ในวันนี้ ก็คือใบอนุญาตของผู้ประกอบวิชาชีพ เพราะในอดีตนั้นการประกอบวิชาชีพนี้มีผลกระทบ มีสิ่งซึ่งเคยเกิดมาแล้วกระทบต่อประชาชน กระทบต่อการละเมิดสิทธิคนอื่น เพราะฉะนั้น เราจึงมาดูตรงนี้ เดี๋ยวคงพูดกันเยอะในมาตรา ๓ ต้องกราบเรียนเชิญนะครับ ดังนั้น คณะกรรมาธิการของกระผมจึงได้มีการประชุมกันในตอนเช้า เสนอประเด็นในเรื่องของ ใบอนุญาต แล้วก็มีมติเสียงข้างมากออกมาว่าในเรื่องใบอนุญาตนั้นจะขอปรับเป็นใบรับรองแทน ใบรับรองหรือว่าเป็นบัตรประจำตัวซึ่งออกโดยเจ้าของ ออกโดยบรรณาธิการถ้าเป็นสิ่งพิมพ์ ออกโดยเจ้าของสถานีถ้าเป็นวิทยุ หรือโทรทัศน์ หรือเคเบิลทีวี (Cable TV) จะเปลี่ยน เป็นใบรับรองแทน ดังนั้นในการที่ปรับจากใบอนุญาตเป็นใบรับรองก็จะทำให้มีผลกระทบต่อ ทั้ง ๑๐๐ มาตรา ๒๒๗ หน้าที่อยู่ในมือท่านประธานและเพื่อนสมาชิกนั้นมีการปรับแต่ง จะไม่มีมาตรา ๙๑ และมาตรา ๙๒ ซึ่งเป็นบทลงโทษ เพราะฉะนั้นบทลงโทษจะไม่มี ขออนุญาตให้เจ้าหน้าที่รัฐสภาแจกเลย เราได้จัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วครับ เป็นใบมีตารางขวาง ๑-๒ หน้าเองครับ เพราะฉะนั้นถ้าท่านดูในปึกใหญ่ เพื่อไม่ให้สับสนนะครับ ผมขออนุญาตใช้ ๑๐๐ มาตราไปก่อน มาตรา ๙๑ และมาตรา ๙๒ ว่าด้วยเรื่องของผู้ที่ไม่มีใบอนุญาตนั้น จะมีโทษปรับแล้วก็โทษทางอาญาด้วย ในมาตรา ๙๒ นั้นคือผู้ประกอบการที่รับบุคคลใด ที่ไม่มีใบอนุญาตเข้าก็จะมีโทษด้วย เพราะฉะนั้นมาตรา ๙๑ มาตรา ๙๒ จะไม่มี ส่วนมาตรา ๙๙ ก็จะไม่มีด้วย เพราะว่ามาตรา ๙๙ นั้นเป็นบทเฉพาะกาลที่คณะกรรมาธิการของกระผม ได้เสนอในช่วงเปลี่ยนผ่านว่าเมื่อร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ประกาศใช้ ผู้ที่ประกอบวิชาชีพ สื่อมวลชนอยู่ ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ โทรทัศน์ เคเบิลทีวี (Cable TV) สื่อสิ่งพิมพ์ ทุกสื่อครับ จะได้รับใบอนุญาตโดยอัตโนมัติ บทเฉพาะกาลเขียนไว้นะครับ ส่วนผู้ที่จะเข้ามาใหม่นั้น ควรผ่านกระบวนการ เพราะว่ามีอนุกรรมาธิการของกระผมท่านหนึ่งซึ่งวันนี้ท่านไม่ได้มา ท่านประกอบอาชีพสื่อมวลชนมา ๓๐ ปี ท่านบอกว่า ท่านคณิตครับ ใบอนุญาตคือสิ่งซึ่งกระผมภาคภูมิใจ ผมอยากได้ใบอนุญาต เพราะฉะนั้นเป็นสิ่งซึ่งผมจะเดินไปทำข่าว เดินไปที่ไหนเขาก็รู้ว่าผมเป็นสื่อมวลชน ผมมีที่มาที่ไปอะไรอย่างนี้นะครับ ก็มีการพูดคุยกัน โดยสรุปก็คือในร่าง พ.ร.บ. ถ้าท่านเจอ คำว่า ใบอนุญาต ก็จะเป็นใบรับรอง มาตรา ๙๑ มาตรา ๙๒ และมาตรา ๙๙ ก็จะยกเลิกไป แล้วเราค่อยมาเรียงกันใหม่หลังจากที่โหวตไปวันนี้ กระผมและเจ้าหน้าที่สภาก็จะไป ปรับเรียงกันใหม่พร้อมทั้งข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะของท่านผู้มีเกียรติทุก ๆ ท่านนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ หลักการและเหตุผลที่คณะกรรมาธิการ สปท. ได้สานต่อในวาระ ๓๒ วาระ ๓๓ วาระ ๓๔ ต่อจาก สปช. ก็คือโดยที่ปัจจุบันการประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน มีลักษณะเป็นพลวัตรที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วโดยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ส่งผลให้ สื่อมวลชนมีบทบาทที่สำคัญอย่างมากในการสร้างสรรค์สังคมและการประกอบวิชาชีพ สื่อมวลชน สามารถส่งผลกระทบต่อสาธารณชนอย่างกว้างขวาง ซึ่งที่ผ่านมาผู้ประกอบ วิชาชีพสื่อมวลชน องค์กรสื่อมวลชน และองค์การสื่อมวลชน ได้มีการกำหนดมาตรการ และกลไกในการกำกับดูแลกันเองทางจริยธรรม แต่ไม่ประสบความสำเร็จและไม่มีประสิทธิภาพ เท่าที่ควร กระบวนการและกลไกในการกำกับดูแลสื่อมวลชนขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน อย่างแท้จริง ฉะนั้น เพื่อให้การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพ ตลอดจนการกำกับดูแลกันเองทางจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนเป็นไป อย่างมีประสิทธิภาพและมีมาตรฐานที่เป็นธรรมในการคุ้มครองประชาชนจากการประกอบ วิชาชีพสื่อมวลชนอย่างเป็นรูปธรรม จึงสมควรกำหนดให้มีการจัดตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ เพื่อให้เป็นองค์กรกลางในการทำหน้าที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพและความเป็นอิสระของสื่อมวลชน ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพ ให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการใช้ เสรีภาพของสื่อมวลชนที่ไม่ถูกต้อง เกิดการกำกับดูแล เกิดการส่งเสริม สนับสนุนให้เกิด การกำกับดูแลกันเองของสื่อมวลชนในทุกระดับชั้นอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการกำกับดูแล ตนเองของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน โดยองค์กรสื่อมวลชนในระดับที่ ๑ การกำกับดูแล กันเองโดยองค์การวิชาชีพสื่อมวลชนในลำดับที่ ๒ โดยกำหนดให้สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ เป็นกลไกในการกำกับดูแลร่วม หรือที่เรียกว่าโคเรกูเลต (Co-regulate) ในชั้นที่ ๓ ซึ่งเป็นการกำกับดูแลร่วม ดังนั้นจึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัติฉบับนี้ ท่านประธานที่เคารพ ในรายงานฉบับนี้มีทั้งหมด ๒๒๗ หน้า กระผมขออนุญาต คือในตัวรายงานเป็นภาษาหนังสือ และเป็นภาษาทางกฎหมาย ผมจะกราบเรียนให้ท่านเห็นภาพ ท่านจะเห็นภาพสั้น ๆ และเข้าใจนะครับ ตัวร่าง พ.ร.บ. การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐาน วิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... มีทั้งหมด ๒๘ หน้า เริ่มตั้งแต่หน้า ๓๓-๖๑ มีทั้งหมด ๑๐๐ มาตรา ในตัวเอกสารขอแก้ไข พ.ร.บ. จดแจ้งการพิมพ์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งต่อกัน อยู่ในหน้า ๖๔-๖๖ มีแค่ ๓ หน้า จำนวน ๙ มาตรา นอกนั้นเป็นผนวก ได้แก่ ผนวก ก คือเราเสนอทั้งหมดเลย เพราะว่าเปเปอร์ (Paper) นี้พอไปถึงส่วนราชการใด หน่วยงานใด ไม่ว่าจะเป็นคณะรัฐมนตรี หรือเป็น สนช. ท่านจะมีหมดท่านไม่ต้องไปค้นใหม่ ในผนวก ก เป็นร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ครับ แต่เป็นเวอร์ชัน (Version) ของ สปช. ในผนวก ข เริ่มจากหน้า ๑๑๓-๑๔๓ จำนวน ๓๐ หน้า เป็นผลการศึกษาของทีดีอาร์ไอ (TDRI) และ บริษัท เบเกอร์ แอนด์ แม็คเคนซี จำกัด ในผนวก ค เป็นประเด็นข้อคิดเห็นต่าง ๆ ของกระผมซึ่งผมเสนอไว้ ๒๗ ข้อ ในหน้า ๑๖๓-๑๖๔ รวม ๒๑ หน้า ผนวก ง ก็คือร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ แต่เป็นเวอร์ชัน (Version) ของ ๖ องค์กรวิชาชีพสื่อ มีจำนวน ๒๑ หน้า ตั้งแต่หน้า ๑๖๔-๑๘๕ ผนวก จ ก็คือ ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายในเรื่องของการส่งเสริม และการกำกับดูแลจริยธรรมสื่อ ของท่านศาสตราจารย์ ดอกเตอร์คณิต ณ นคร ท่านส่งมา ให้เรา และสุดท้ายคือผลการเฮียริง (Hearing) คือผลการไปประชุม สัมมนา ไปรับฟัง ความคิดเห็นของคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านสื่อสิ่งพิมพ์ รวม ๖ หน้า เพราะฉะนั้นเอกสารจะหนาสักนิดหนึ่งแต่ว่าจะมีความสมบูรณ์ ท่านไปอ่านและดู เปรียบเทียบ เราคงอภิปรายกันวันนี้ทั้งวัน หรือถ้าไม่จบก็ไปต่อวันพรุ่งนี้ ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผมขอกราบเรียนในภาพรวมที่จะได้เห็นและเข้าใจง่าย ปัญหาในอดีตที่เคย เกิดนั้น กระผมขอกล่าวถึงปัญหานะครับ ในสิ่งดี ๆ ของสื่อมวลชน ด้วยความเคารพ มีเยอะเลย และผมก็เคารพในสังคมของสื่อมวลชน แต่จะขอพูดเฉพาะในสิ่งซึ่งเป็นปัญหาและเราจะมา แก้กัน ปัญหาในอดีตนั้นก็คือในเรื่องของการลงข้อความที่ไม่ตรงกับความจริง การลงข้อความ ที่ก่อให้เกิดการเข้าใจผิด การลงข้อความโดยใช้คำพูด ใช้คำย่อ ทำให้เข้าใจเป็นอย่างอื่น ก่อให้เกิดการแตกแยก การแตกแยกนี้แตกแยกทั้งทางด้านสังคม ศาสนา การเมือง และทั้ง ๓ แตกแยกนี้กระทบมาถึงเรื่องของความมั่นคง การละเมิดสิทธิเสรีภาพของคนอื่น การโฆษณาที่เกินเลยความจริง และสุดท้ายคือการกระทำที่กระทบกระเทือนต่อสถาบันเบื้องสูง การแก้ไขปัญหาในอดีตก็ได้มีความพยายามครับท่านประธาน การแก้ไขก็คือไปฟ้องศาล ไปร้องเรียนต่อบรรณาธิการบ้างถ้าเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ ไปแจ้งสถานีวิทยุ สถานีโทรทัศน์บ้าง ถ้าเป็นเสียงและภาพ ไปแจ้งต่อผู้จัดการสถานีเคเบิลทีวี (Cable TV) ที่มีอยู่ทั่วประเทศ ๗๖ จังหวัด แล้วก็ได้รับการพิจารณาบ้าง ไม่พิจารณาบ้าง ผลออกมาไม่พอใจบ้าง พอใจบ้าง อีกทางหนึ่งก็คือไปฟ้องศาล ซึ่งการไปฟ้องศาลนั้นก็ไม่เป็นที่ต้องการของคู่กรณี เพราะ ๑. ต้องเสียค่าใช้จ่ายในเรื่องของทนาย จะต้องเสียเวลาในการไปตามที่ศาลนัด ในอดีตนานมาแล้วถึง ๒๐ ปี เป็นที่ประจักษ์ว่าสมาคม สมาพันธ์สื่อด้านต่าง ๆ ได้พยายาม แก้ปัญหานี้เป็นที่ประจักษ์แล้วนะครับ แต่ว่าขาดฐานกฎหมาย ขาดสภาพบังคับ เพราะฉะนั้นจึงทำให้ปัญหาในอดีตนั้นยังไม่ได้ถูกแก้ไข สปช. จึงศึกษาในเรื่องนี้แล้วก็ เสนอแนะว่าควรจะมีสภาวิชาชีพ ปัญหาก็คือผู้ถูกกล่าวหาหรือคู่กรณีลาออกจากต้นสังกัด ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ หรือโทรทัศน์ หรือสื่อสิ่งพิมพ์ ปัญหาดังกล่าวนั้นยังคงวนเวียนอยู่เรื่อยมา สปท. คณะของกระผมก็ได้สานต่อ เรามีนักวิชาการระดับดอกเตอร์ เรามีการไปประชุม เสวนานอกสถานที่ เพราะฉะนั้นจึงเห็นว่าโอกาสนี้น่าจะเป็นโอกาสดีที่เราจะได้มี การปฏิรูปด้านสื่อสารมวลชน ในสิ่งที่เราได้เสนอไว้จะเป็น ๓ ขั้นตอน ท่านฟังตามผม ไปนิดเดียวท่านเข้าใจหมด ขั้นตอนที่ ๑ เลยก็คือองค์กร ในนี้จะเขียนว่าองค์กรจะต้องมาแจ้ง องค์กรที่ว่านี้คือใครครับ ก็คือวิทยุโทรทัศน์ วิทยุธุรกิจ วิทยุชุมชน โทรทัศน์ ธุรกิจ หรือสาธารณะก็แล้วแต่ สิ่งพิมพ์ เคเบิลทีวี (Cable TV) ที่อยู่ต่างจังหวัด ท่านจะต้อง มาจดแจ้ง และในการมาจดแจ้งนั้นท่านจะต้องมีประกาศหรือคำสั่งในการดำเนินการ ด้านจริยธรรมของท่านมาด้วย

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ในขั้นที่ ๑ คือเป็นการกำกับดูแลตัวเอง ขั้นที่ ๒ ก็คือการกำกับดูแลกันเอง ก็หมายถึงว่าองค์กรในข้อที่ ๑ ของกระผมรวมกันอย่างน้อย ๑๐ องค์กร รวมกันอย่างน้อย ๕๐๐ คนขึ้นไป รวมกันนะครับ เพราะว่าหนังสือพิมพ์อาจจะมีทั้งใน กทม. และในต่างจังหวัดท่านก็เป็นองค์กร ท่านต้อง กำกับดูแลตัวเอง ต่อไปท่านมารวมกันตามประเภทหรือท่านข้ามประเภทก็ได้ แล้วแต่ท่าน มารวมกันเป็นองค์การ แต่ต้อง ๑๐ องค์กรขึ้นไป ต้อง ๕๐๐ คนขึ้นไป แล้วท่านก็จัดตั้ง เป็นองค์การ สถานที่จะอยู่ที่ไหน ใช้ชื่ออย่างไรท่านไปกำหนดกัน แล้วก็มีประกาศหรือมีคำสั่ง มาตรฐานจริยธรรมขององค์การของท่านที่มี ๑๐ องค์กรนั้น อันนี้เป็นการกำกับดูแลกันเอง ขั้นสุดท้ายครับ ขั้นสุดท้ายคือการกำกับดูแลร่วมหรือที่เรียกว่าโคเรกูเลต (Co-regulate) ตามข้อเสนอของทีดีอาร์ไอ (TDRI) แล้วก็ บริษัท เบเกอร์ แอนด์ แม็คเคนซี จำกัด ก็คือเสนอ ให้มีการจัดตั้งสภาวิชาชีพ สภาวิชาชีพก็น่าจะอยู่ใน กทม. อยู่ที่ไหนยังไม่ทราบ ให้มีสภาวิชาชีพขึ้น มีคณะกรรมการ ๑๕ ท่าน ประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ในหลักคิดตอนแรกเราใช้วิธีให้สภาวิชาชีพ มาจาก ๓ แกนด้วยกันเท่า ๆ กัน คือ ๔ สื่อมวลชน ๔ ภาครัฐ และ ๔ นักวิชาการอิสระ รวมกันเป็น ๑๒ ประธานอีก ๑ เป็น ๑๓ ในนี้บ่งเลยนะครับว่าประธานต้องเป็นผู้ที่มาจาก สื่อมวลชนเท่านั้น พอดำเนินการในเรื่องนี้ก็มีเสียงเสนอมาว่าภาครัฐมี ๔ ปลัดกระทรวง คือ ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงดีอี (DE) ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เราก็มีการพูดคุยกันให้ท่านสื่อมวลชนได้สบายใจ ท่านเกรงในเรื่องของ การครอบงำเพราะฉะนั้นเราปรับ เราถอย ถอยครั้งที่ ๑ คือเราปรับ ๒ ปลัดกระทรวงออก คือปลัดกระทรวงการคลัง และปลัดกระทรวงดีอี (DE) แล้วใครมาแทนครับ คนที่แทน ปลัดกระทรวงการคลังคือผู้แทนของคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เราปรับปลัดกระทรวงดีอี (DE) ออก ใครมาแทนครับ คือผู้แทนจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมาแทน ของสื่อมวลชนยังคงมี ๕ ที่และเป็นประธานด้วย เราเพิ่มให้อีก ๒ เป็น ๗ เพราะฉะนั้น สูตรจึงเป็นที่มาจากของ ๗ ๒ ๒ ๔ ๗ ๒ ๒ เป็น ๑๑ ๔ ยังไม่ทราบเป็นใคร ท่านก็ไปเลือกกัน ตรงนี้สื่อมวลชนได้ประโยชน์แล้วครับ สื่อมวลชนมี ๗ ๒ ปลัดกระทรวง กับผู้แทนจาก คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ท่านไปเลือก ๔ ๔ เป็นใครไม่รู้ท่านไปเลือกมาให้ได้ ๑๕ นี่คือเป็นที่มาของคณะกรรมการสภาวิชาชีพ ซึ่งเป็นการถอย ครั้งที่ ๑ ของคณะกรรมาธิการของกระผม

ประโยชน์ก็คือแทนที่เวลาเกิดกรณีขึ้นท่านต้องไปฟ้องที่เจ้าของสื่อคือเจ้าของ วิทยุโทรทัศน์ หรือสื่อสิ่งพิมพ์ หรือท่านไปฟ้องศาล ท่านไม่ต้องครับ ท่านแจ้งในองค์กร ของท่านได้เลย เพราะว่าเขามีประกาศคำสั่งเรื่องจริยธรรมอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นถ้ากระทำผิด ประชาชนหรือผู้ประกอบวิชาชีพสื่อไปแจ้งที่องค์กรเลย องค์กรนี้อาจจะอยู่ที่จังหวัดพัทลุง อาจจะอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา ก็แล้วแต่จัดตั้ง องค์กรจะต้องพิจารณาเรื่องร้องเรียนให้เสร็จ ภายใน ๑๕ วันแล้วตอบกลับ เจ้าตัวยังไม่พอใจในคำตัดสินขององค์กรแจ้งมาที่องค์การครับ องค์การจะดู ๑๐ องค์กร องค์การจะดูอีกทีหนึ่ง ยังไม่พอใจอีกท่านแจ้งสภาวิชาชีพ ใน ๓ ขั้นตอนที่ประชาชนอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ หรือผู้ประกอบวิชาชีพสื่อเสียประโยชน์ แจ้งแล้วไม่ตัดสิทธิที่จะไปฟ้องศาล คือท่านก็แจ้งองค์กรของท่านด้วย ยังไม่เวิร์ก (Work) ท่านก็ฟ้องศาลคู่ขนานไปด้วยเลย นี่คือประโยชน์ ประโยชน์ขององค์กร ประโยชน์ขององค์การ ประโยชน์ของสภาวิชาชีพ องค์กรนั้นคือกำกับดูแลตัวเอง องค์การก็คือกำกับดูแลกันเอง และสภาวิชาชีพกำกับดูแลร่วม ก็จะได้ไม่ต้องไปฟ้องศาล ทีนี้ภายใต้สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติจะมีคณะกรรมการจริยธรรม ผมมาถึงสภาวิชาชีพ สภาวิชาชีพมีวาระการดำรงตำแหน่ง ๓ ปี และเป็นได้ ๒ เทอม มาคณะกรรมการจริยธรรม อันนี้ตั้งโดยกรรมการสภาวิชาชีพ ๑๕ คน จำนวนกี่คนยังไม่ได้กำหนด เป็นแต่เพียงบอกว่าให้คณะกรรมการจริยธรรมตั้งขึ้นมาอยู่อันเดอร์ (Under) สภาวิชาชีพ จำนวนกี่คนไปกำหนดกัน แต่จะต้องมีผู้แทนจากภาคประชาชนอย่างน้อย ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นท่านก็จัดสัดส่วน สมมุตินะครับ คณะกรรมการจริยธรรมมี ๒๐ คน ๘ คน จะต้องมาจากภาคประชาชน คณะกรรมการจริยธรรมนั้นก็มีวาระ ๒ ปี อยู่ได้ ๒ เทอม ท่านก็ทำ ๔-๕ อย่าง เดี๋ยวท่านพิสิษฐ์จะว่าในรายละเอียด ผมดูในภาพกว้าง คณะกรรมการ จริยธรรมก็จะดูในเรื่องของการส่งเสริม สนับสนุน ให้มีการอบรม สัมมนา ให้มีการดูงาน แล้วก็ออกมาตรฐานวิชาชีพกลาง หน้าที่ข้อ ๒ ก็คือรับเรื่องร้องเรียน แล้วสภาวิชาชีพมีอำนาจ ในการอุทธรณ์การพิจารณาขององค์กรและองค์การ ผมแตะนิดหนึ่งครับ เรื่องของการคุ้มครอง สิทธิเสรีภาพของผู้ประกอบการอยู่ในมาตรา ๗๖ มาตรา ๗๗ หน้า ๕๕ แล้วก็มาตรการ คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ และมีมาตรการคุ้มครองประชาชน คือจะมี มาตรการคุ้มครองหมด ทั้งผู้ประกอบวิชาชีพสื่อคือเจอร์นัลลิสต์ (Journalist) และประชาชน ซึ่งไม่ได้เกี่ยวด้วยแต่ถูกผลกระทบต่อการลงข่าวแพร่ภาพของสื่อ

บทเฉพาะกาล มาตรา ๙๓ กำหนดให้มีคณะกรรมการเตรียมการจัดตั้ง สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ๑๓ คน เราใส่ตรงนี้ไว้เพื่ออะไรครับ คือกฎหมายฉบับนี้ เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ตัวสภาวิชาชีพ ๑๕ ท่านจะยังไม่เกิด เพราะฉะนั้น คณะกรรมการเตรียมการจะทำหน้าที่นี้ไปก่อนโดยเรากำหนดให้มีอายุไม่เกิน ๒ ปี ถ้าท่านจัดตั้งเร็ว จัดตั้งสภาวิชาชีพเสร็จเร็วท่านก็เลิกเร็ว แล้วก็มีตัวแทน ๑๓ ท่าน

เกือบจะสุดท้ายครับ ในการดำเนินการทุกอย่างจะขาดเสียไม่ได้เลยคือเรื่องเงิน ในเจตนาเริ่มแรกของกระผม เราอยากให้สถาบันนี้เป็นสถาบันที่มีเกียรติ คือสถาบันสื่อ มีเกียรติได้รับการยอมรับ มีเรื่องของสวัสดิการ มีสวัสดิภาพ มีการอบรม เมื่อสื่อมวลชน ตัวเล็ก ๆ ผมเคยเป็นเด็กวัด ผมเคยลำบากมา กระผมรู้ถึงความลำบากของระดับล่าง ผมอยู่ในกระทรวงกลาโหม ผมรู้ถึงความลำบากของลูกน้องในระดับพลทหาร นายสิบ และชั้นประทวน ทำนองเดียวกันครับ สื่อมวลชนที่ไปเกาะติดอยู่ตามโรงพัก ไปเกาะติดอยู่ ตามสถานที่ซึ่งกำลังจะมีการล่อซื้อยาบ้า ไปเกาะติดอยู่ตามสถานที่ที่มีเรื่องของน้ำท่วม ไฟป่าอะไรต่ออะไร น้อง ๆ พวกนี้ลำบากครับ น้อง ๆ พวกนี้ควรที่จะได้รับการดูแล ท่านจะเห็น ผมมีข้อสงวน ๒๗ ข้อ ผมจะเขียนไว้ตรงนั้น เช่น เมื่อน้อง ๆ สื่อมวลชนเจ็บป่วย ควรจะมีกระเช้าไปเยี่ยม ถ้าท่านเป็นผู้ป่วยในควรจะมีค่ารักษาพยาบาล เมื่อท่านมีคดีความ ควรจะมีสมาคม สมาพันธ์หรืออะไร เราจึงเสนอสภาวิชาชีพที่จะช่วยเหลือในเรื่องของ ค่าทนาย ในอีกด้านหนึ่งของเหรียญก็คือในกรณีที่น้อง ๆ กระทำความดี ทำอย่างไรที่จะให้ เขารักองค์กรนี้ มีความทุ่มเทและซื่อสัตย์สุจริตในวิชาชีพนี้ การส่งเสริมครับ การส่งเสริมโดยให้มีบุคคลดีเด่น จะเป็นรายไตรมาส ปีละ ๔ ครั้ง หรือ ๖ เดือน ๑ ครั้ง หรือปีละ ๑ ครั้ง มีการประกาศเกียรติคุณ ให้เป็นบุคคลดีเด่น ให้มีการสรรเสริญชื่นชมเอาเป็นตัวอย่างกันข้ามองค์กร ข้ามองค์การ ข้ามสื่อ และสุดท้ายผมก็ได้เสนอด้วยว่าถ้าหากจะจัดอาคารสถานที่ให้ดูเหมาะสมสง่างาม จัดตั้งฮอล ออฟ เฟรม (Hall of Frame) เลยครับ ใครเป็นบุคคลดีเด่นซึ่งกระทำความดี เราส่งเสริม เหมือนที่จังหวัดอุทัยธานีก็มีอนุสาวรีย์ของท่านที่ทุ่มเทให้กับกิจการเรื่องสัตว์ป่า ดังนั้นในชั้นต้นเราก็เลยเสนอให้มีปลัดกระทรวงการคลัง ซึ่งคงจะดูในเรื่องของที่ดินราชพัสดุ ดูในเรื่องของงบประมาณในการออกแบบก่อสร้างอาคารให้ดูเหมาะสม โอ่โถง สง่างาม กระผมเองเกษียณอายุราชการในกระทรวงกลาโหม กระผมเป็นเด็กวัด กระผมรักองค์กรนี้ กระผมทำสิ่งดี ๆ ไม่ทำให้กระทรวงกลาโหมเสียหาย เพราะอะไรครับ เพราะท่านดูแลผม ปรัชญาตรงนี้ผมจึงอยากจะมาปรับใช้กับตรงนี้ อยากให้องค์กรสื่อเป็นองค์กรที่น่ารัก น่าเคารพ ใครเห็นก็อยากเข้าไปสัมผัสด้วย เรื่องเงิน เรามีทั้งอินเวสต์เมนต์คอสต์ (Investment Cost) มีทั้งโอเปอเรติงคอสต์ (Operating Cost) เพราะฉะนั้นไม่เป็นไรครับ ขณะนี้ตัด ๒ ปลัดออกไปแล้ว แต่ยังคงต้องใช้เงินนะครับ เราจึงเสนอให้ใช้เงินจากกองทุนวิจัยและพัฒนา กสทช. ซึ่งมีคุณนิพนธ์นั่งสุดท้ายผมอยู่ ผมมี พ.ร.บ. กสทช. มาตรา ๕๒ ผมมีเอกสาร ของกองทุนที่จะมีแบบฟอร์ม (Form) แนะนำกองทุนแล้วก็มีแบบฟอร์ม (Form) ในการขอ ปีหนึ่งก็น่าจะประมาณ ๓๐-๕๐ ล้านบาท เราเสนอให้คณะกรรมการเตรียมการ ๒ ปี แล้วสิ้นสภาพ แล้วเกิดสภาวิชาชีพ สภาวิชาชีพเทอมหนึ่ง ๓ ปี เราก็เลยเสนอให้มี ๕ ปี เป็นเทอมแรก แล้วเทอมที่ ๒ ก็ ๒ ปี เพื่อให้งานเดินต่อไปได้ หลังจากนั้นแล้วสภาวิชาชีพ น่าจะเดินไปได้ด้วยตัวของท่านเอง เพราะท่านจะมีรายได้เข้ามาจากตรงนั้นตรงนี้ ทั้งหมดนั้นเป็นภาพกว้างที่ผมได้กราบเรียน และท่าน พลตำรวจตรี พิสิษฐ์และคณะ ของกระผมจะได้เรียงในรายมาตรา ซึ่งบางมาตราก็สั้น ๆ ได้ บางมาตราคงจะนาน กราบขอบพระคุณในช่วงแรกด้วยความเคารพ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านต่อไปขอเชิญ พลตำรวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร อดีตผู้บังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรม ทางเทคโนโลยี ขอเชิญครับ

พลตำรวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ท่านสมาชิก กระผม พลตำรวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในฐานะกรรมาธิการ ก่อนที่ผมจะลง ในรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องกฎหมายฉบับนี้ กระผมขออนุญาตนำสิ่งที่ท่านประธาน ได้กราบเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิกกรณีเกี่ยวกับเรื่องใบอนุญาต ตามเอกสารแผ่นขวาง ที่เจ้าหน้าที่ได้แจกจ่ายเพื่อนสมาชิก ประเด็นเรื่องใบอนุญาตตามมาตรา ๓ ในรายงาน หน้า ๓๔ เปลี่ยนจากใบอนุญาต เป็นใบรับรอง ดูตารางขวางขวามือนะครับ ใบรับรอง หมายความว่า ใบรับรองที่องค์กรสื่อมวลชนออกให้แก่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ตามพระราชบัญญัตินี้ องค์กรคืออะไรครับ องค์กรคือเจ้าของกิจการ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นวิทยุโทรทัศน์ ต้องออกใบรับรองในการเป็นผู้ประกอบวิชาชีพในสังกัด ต่อไปครับ ในมาตรา ๘ หน้า ๓๖ พูดถึงเรื่องเจ้าของกิจการ ผู้ประกอบใบอนุญาตจะต้องมี หน้าที่กำกับดูแลให้ผู้ประกอบวิชาชีพองค์กรสื่อมวลชนดำเนินการตามมาตรา ๓๐ (๑) นั่นก็คือจะต้องให้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพจากสภาวิชาชีพ อันนี้เราเปลี่ยนถ้อยคำ ใน (๑) ออก โดยเปลี่ยนเป็นความในมาตรา ๘ เพิ่มเติมในวรรคสองแห่งมาตรา ๘ ให้องค์กร สื่อมวลชนมีหน้าที่ในการออกใบรับรองให้กับผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนที่ปฏิบัติหน้าที่ ในองค์กรของตน ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามระเบียบ หลักเกณฑ์ และวิธีการที่สภาวิชาชีพสื่อมวลชน แห่งชาติกำหนด มาตรา ๓๐ (๑) เดิมที่กำหนดให้สภาวิชาชีพมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับ เรื่องการขึ้นทะเบียน ออก และเพิกถอนใบอนุญาตให้แก่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการสภาวิชาชีพกำหนด เปลี่ยนเป็น ออกระเบียบ ประกาศ หรือข้อบังคับให้องค์กรสื่อมวลชนไปดำเนินการเกี่ยวกับการออกใบรับรองให้แก่ผู้ประกอบ วิชาชีพสื่อมวลชน ในมาตรา ๙๑ มาตรา ๙๒ และมาตรา ๙๙ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวพันกันก็ขอให้ ตัดออกทั้ง ๓ มาตรา

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ผมขออนุญาตท่านประธาน นำเสนอในรายละเอียดเกี่ยวกับร่างกฎหมายฉบับนี้ ผมคงไม่ลงในรายละเอียดว่าหลักการ และเหตุผลในองค์ประกอบใหญ่ ๆ มีมาอย่างไร ท่านประธานกรรมาธิการได้กราบเรียน ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกไปแล้ว ผมจะพูดในรายละเอียดว่าโครงสร้างของกฎหมายฉบับนี้ มีรายละเอียดโดยสังเขปอะไรบ้าง ก็คือหมวด ๑ ในเรื่ององค์กรสื่อมวลชน หมวด ๒ จะพูดถึง เรื่ององค์การวิชาชีพสื่อมวลชน หมวด ๓ จะพูดถึงเรื่องสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ซึ่งมีอยู่ทั้งสิ้น ๑๑ ส่วน ส่วนที่ ๑ เป็นเรื่องบททั่วไป ส่วนที่ ๒ สมาชิก ส่วนที่ ๓ คณะกรรมการ วิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ส่วนที่ ๔ การประชุมใหญ่ ส่วนที่ ๕ มาตรฐานจริยธรรม ส่วนที่ ๖ การส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ส่วนที่ ๗ การส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ส่วนที่ ๘ การคุ้มครองเสรีภาพของผู้ประกอบวิชาชีพ สื่อมวลชน ส่วนที่ ๙ มาตรการคุ้มครองเสรีภาพของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ส่วนที่ ๑๐ มาตรการการคุ้มครองประชาชนจากการประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน และส่วนที่ ๑๑ เรื่องบทกำหนดโทษ ผมขออนุญาตเท้าความว่าในอดีตที่ผ่านมาองค์กรสื่อมวลชนมีการรวมตัวกัน ตามสภาพของสื่อนั้น ๆ จะเป็นลักษณะของสมาคม เป็นลักษณะของสภา มีการรวมตัวกัน นี่คือเหตุผลความจำเป็นว่า องค์กรสื่อมวลชนมีการรวมตัวกันอยู่แล้ว มาตรฐานจริยธรรม ก็กำหนดกติกาขึ้นมาเพื่อดูแลกำกับกันเองภายใน การลงโทษทางจริยธรรมโดยยึดถือ มาตรฐานจริยธรรมที่แต่ละองค์การ ผมขออนุญาตใช้คำว่าองค์การสื่อมวลชนในแต่ละองค์การ กำหนดขึ้นมา กฎหมายฉบับนี้มีความชัดเจนในเรื่องจริยธรรม ขอเรียนว่าผู้ประกอบวิชาชีพ สื่อมวลชนยังมีสิทธิเสรีภาพในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารเต็มที่ตามรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ในมาตรา ๓๕ แต่เมื่อเป็นวิชาชีพสื่อมวลชน ผลจากการประกอบวิชาชีพย่อมมีผลกระทบ ต่อประชาชน ในกรณีที่เกิดความเสียหายย่อมมีผลกระทบต่อประชาชน ต่อสังคม ต่อประเทศชาติ ในอดีตที่ผ่านมา การลงโทษทางจริยธรรมที่ทำโดยองค์กรสื่อมวลชนก็ดี องค์การสื่อมวลชนที่ผมได้กล่าวไว้ ข้างต้นก็ดี ไม่มีเงื่อนเวลาที่ชัดเจนว่าจะต้องดำเนินการภายในกี่วัน มีกรอบเวลาชัดเจน การลงโทษชัดเจนหรือไม่ มาตรฐานก็เป็นไปตามที่องค์กรหรือองค์การต่าง ๆ เหล่านั้นกำหนด กฎหมายฉบับนี้จะเป็นตัวกำหนดมาตรฐานกลางสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติจะเป็นหน่วยงาน ที่กำหนดมาตรฐานจริยธรรมกลางที่องค์การสื่อมวลชนและองค์กรสื่อมวลชนนำไปเป็นหลัก ในการร่างมาตรฐานจริยธรรมในองค์กรและองค์การซึ่งจะยึดโยงกับความในมาตราที่เกี่ยวข้อง เช่น มาตรา ๖ (๖) ที่กำหนดให้องค์กรสื่อมวลชนต้องกำหนดมาตรฐานข้อกำหนดแนวทาง การปฏิบัติด้านจริยธรรม สำหรับองค์การสื่อมวลชนมีมาตรา ๑๔ (๖) ซึ่งกำหนดข้อกำหนด และแนวทางด้านจริยธรรม มาตรา ๑๖ ดูแลเรื่องจริยธรรมภายในองค์การ เช่นเดียวกัน ในสภาวิชาชีพก็กำหนดมาตรฐานจริยธรรม มาตรฐานกลาง ฉะนั้นกฎหมายฉบับนี้ จึงมีความชัดเจน ไม่ว่าในเรื่องการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ไม่ว่าประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชน

ต่อไปเป็นสิ่งที่สังคมพี่น้องสื่อมวลชนให้ความสนใจก็คือมาตรา ๓ ในเรื่องคำนิยาม ของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน เราคงต้องยอมรับว่าขณะนี้สถานการณ์ของสังคมมีการเปลี่ยนแปลง ไปตามเทคโนโลยี สื่อในอดีตที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อวิทยุโทรทัศน์ ปัจจุบัน หันไปสู่สื่อออนไลน์ (Online) ขณะเดียวกันประชาชนพลเมืองของประเทศไทยมีสิทธิ ตามรัฐธรรมนูญในการติดต่อสื่อสาร ก็จะมีบุคคลที่ทำตัวเป็นนักข่าวพลเมืองตรงนี้ คณะกรรมาธิการเราได้พิจารณาแล้วเห็นว่าควรจะต้องมีการกำหนดนิยามของคำว่า ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ให้ชัดเจนและครอบคลุม ในสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อวิทยุโทรทัศน์ อันนี้ไม่มีปัญหา เป็นสื่อที่จับต้องได้ มีนักข่าวมีบรรณาธิการ มีการกำกับดูแล เห็นโครงสร้าง ในการกำกับดูแลควบคุมกันเองอย่างชัดเจน แต่สื่อออนไลน์ (Online) ครับ ท่านประธานก็ดี ท่านสมาชิกก็ดี ทราบว่าปัญหาของประเทศนี้เกิดจากอะไร สื่อออนไลน์ (Online) โซเชียล มีเดีย (Social Media) ถ้าอยากจะรุมประณามใครก็เอาสิ่งที่ต้องการจะทำใส่เข้าไปในโซเชียล มีเดีย (Social Media) มันก็จะแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ขาดการควบคุม เราจึงต้องกำหนด คำนิยามของคำว่า ผู้ประกอบอาชีพสื่อมวลชน ให้ครอบคลุม เรากำหนดอย่างไรครับ ในคำนิยามของสื่อปกติ ผมขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษนะครับท่านประธาน แมสมีเดีย (Mass Media) ก็คือบุคคลที่ประกอบวิชาชีพเป็นสื่อกลางเพื่อนำข่าวสาร สาร และเนื้อหา เพื่อประโยชน์สาธารณะทุกประเภทไปสู่มวลชนไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดอย่างเป็นปกติธุระ หรือทำอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ได้รับค่าตอบแทนเป็นประจำจากเจ้าของสื่อ แต่สื่อออนไลน์ (Online) ไม่ใช่อย่างนั้นครับ สื่อออนไลน์ (Online) เจ้าของสื่อออนไลน์ (Online) เจ้าของเพจ (Page) เป็นทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นทั้งนักข่าว เป็นผู้ผลิตข่าว เป็นบรรณาธิการข่าว เป็นผู้เสนอข่าว และสำคัญยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีสังกัด คณะกรรมาธิการ จึงกำหนดคำนิยามเพื่อให้ครอบคลุมก็คือบุคคลที่มีเจตนารมณ์เป็นผู้ประกอบวิชาชีพ ซึ่งเข้าข่ายตามองค์ประกอบที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิกไปแล้ว ที่มีรายได้ประจำ ขยายความจากตรงนั้น รายได้จากงานที่กระทำไม่ว่าทางตรง ทางอ้อม ผมยกตัวอย่าง ผมเปิดเว็บไซต์ (Web Site) หรือเพจ (Page) ขึ้นมาเพจ (Page) หนึ่ง ทำตัวเป็นผู้เสนอข่าว เป็นข่าวที่ดีมีความน่าเชื่อถือก็จะมีสมาชิกเข้ามาสมัครเป็นจำนวนมาก ถ้าท่านทำโดยไม่มีรายได้อันนี้ก็ไม่น่าจะเข้าองค์ประกอบ แต่ถ้าเมื่อใดท่านมีรายได้ จากสมาชิกที่รับข้อมูลข่าวสารในเว็บไซต์ (Web Site) หรือในเว็บเพจ (Web Page) ของท่านก็ดี ก็คือค่าสมาชิก อันนี้เข้า ทีนี้ออนไลน์ (Online) จะมีลักษณะพิเศษอีกประการหนึ่ง ก็คือมีรายได้ทางอ้อม ได้อย่างไรครับ ผมตั้งเว็บเพจ (Web Page) เว็บไซต์ (Web Site) ขึ้นมา เพื่อทำตัวเป็นผู้สื่อข่าวพลเมือง ปรากฏว่ามีแฟนเพจ (Fanpage) ติดตาม เป็น ๑๐๐ คน เป็น ๑๐,๐๐๐ คน เริ่มจาก ๑๐๐ คน เป็น ๑๐,๐๐๐ คน เป็น ๑,๐๐๐ คน เป็น ๑๐๐,๐๐๐ คน เป็น ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน สิ่งที่จะตามมาก็คือรายได้ทางอ้อม เช่นรายได้จากการโฆษณาออนไลน์ (Online) พี่น้องประชาชนที่เข้าไปเยี่ยมชมเว็บเพจ (Web Page) เว็บไซต์ (Web Site) ของท่าน ก็จะได้เห็นโฆษณา ผู้กระทำมีรายได้จากการโฆษณา ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่เป็นรายได้โดยตรง เราจึงต้องบัญญัติให้ครอบคลุม จะมีมาตราที่เกี่ยวข้องก็คือมาตรา ๗๒ ขออนุญาต ท่านประธานนะครับ ในมาตรา ๗๒ แห่งร่างพระราชบัญญัตินี้กำหนดว่า บุคคลที่ได้รับ ความเสียหายจากการนำข้อมูลข่าวสารวิชาชีพที่ขัดต่อมาตรฐานจริยธรรม แต่ไม่สังกัดองค์กรใด สื่อออนไลน์ (Online) ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนออนไลน์ (Online) ไม่มีสังกัด เป็นตัวของตัวเอง จะต้องถูกอยู่ภายใต้มาตรฐานการกำกับทางจริยธรรมตามมาตรา ๗๒ เช่นเดียวกัน นี่คือสิ่งที่ ผมขออนุญาตท่านประธาน ท่านสมาชิกเพื่อทำความเข้าใจว่าคณะกรรมาธิการเรามิได้มีเจตนา ในการควบคุม กำกับดูแลความมีสิทธิเสรีภาพในการติดต่อสื่อสาร เราต้องการที่จะให้ การติดต่อสื่อสารโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีเจตนารมณ์ในการเป็นผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน จะต้องเข้าอยู่ภายใต้มาตรฐานจริยธรรมที่สภาวิชาชีพตามร่างกฎหมายฉบับนี้กำหนด

อีกประเด็นหนึ่งที่ผมขออนุญาตท่านประธานและเพื่อนสมาชิกกราบเรียน ในเรื่ององค์ประกอบของสภาวิชาชีพ ก็จะมีสังคมหรือพี่น้องสื่อมวลชนมีความกังวล ว่าองค์ประกอบของหน่วยงานรัฐ ก็คือปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ที่เข้ามาอยู่ในคณะกรรมการสภาวิชาชีพจะมีอำนาจในการที่ไปกำกับดูแล กำหนดทิศทาง ในการประกอบอาชีพสื่อมวลชนได้หรือไม่ ก็กราบเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิกว่า ในเนื้อหาฉบับนี้กำหนดให้สภาวิชาชีพดำเนินการในเรื่องจริยธรรม องค์ประกอบของคณะกรรมการ เหตุที่เรานำตัวแทนของรัฐ ๒ ตำแหน่งเข้ามา เนื่องจาก มีความยึดโยงกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ท่านประธานกรรมาธิการได้กราบเรียนไปแล้ว ในเรื่องกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งต้องจดแจ้งการพิมพ์ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็คือกระทรวงวัฒนธรรม ในเรื่องวิทยุโทรทัศน์ก็ต้องไปดำเนินการกับปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งอาจจะต้อง มีการประสานกับ กสทช. นี่คือความยึดโยง นอกจากนี้ตัวส่วนราชการ ๒ ส่วนนี้ก็ยังมี ส่วนยึดโยงในเรื่องการติดต่อประสานงานกับรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งดูแลมาตรฐานศีลธรรมอันดีงามของสังคม ซึ่งสามารถให้คำแนะนำแก่คณะกรรมการ สภาวิชาชีพในเรื่องการพิจารณาจริยธรรม ในการกำหนดกรอบจริยธรรม ในการพิจารณาว่า การปฏิบัติหน้าที่ของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนเป็นไปตามมาตรฐานจริยธรรมที่กำหนดไว้ หรือไม่ นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราถึงเอาตัวแทนของรัฐใน ๒ ส่วนเข้ามา

อีกประเด็นหนึ่งก็คือ ในองค์ประกอบของคณะกรรมการเตรียมการจัดตั้ง สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติตามบทเฉพาะกาล มาตรา ๙๓ เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้ ในบทเฉพาะกาลกำหนดให้คณะกรรมการเตรียมการจัดตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ มีระยะเวลาการทำงานไม่เกิน ๒ ปี ตามมาตรา ๙๓ ฉะนั้นหลักการคือทำอย่างไร ให้คณะกรรมการชุดนี้สามารถดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายฉบับนี้ได้ทันเวลา การไปใช้วิธีการคัดเลือกตัวแทนสื่อมวลชนก็ดี ตัวแทนภาคประชาชนก็ดี จากการศึกษา เราพบว่าถ้าใช้วิธีการเช่นนั้นจะทำให้เมื่อมีการจัดตั้งคณะกรรมการสภาวิชาชีพแล้วจะเหลือเวลา ให้ทำงานได้ไม่ทัน เราจึงกำหนดตัวผู้ที่เกี่ยวข้องก็คือในการพิจารณาเลือกองค์กรที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องการสื่อสารมวลชน เช่น ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ประธานสภาวิชาชีพ ข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ประธานสมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (Online) ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ประธานมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย เป็นต้น ก็คือให้มีความหลากหลายเพื่อเป็นคณะกรรมการเตรียมการจัดตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ให้ดำเนินการตามวัตถุประสงค์

เรื่องเงินครับ ในร่างเดิมที่เสนอไปยังคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในขณะนั้นเราออกแบบให้ใช้เงินภาษีบาปที่เหลือ จากการดำเนินการของไทยพีบีเอส (Thai PBS) ที่จะต้องส่งคืนคลังจำนวน ๕ เปอร์เซ็นต์ มาเป็นค่าใช้จ่ายของสภาวิชาชีพ มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ มีข้อติติงว่าการที่รัฐนำเงินไปอุดหนุน สื่อมวลชนของเอกชนจะขัดรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๓๕ หรือไม่ อันนี้คณะกรรมาธิการเรา พิจารณาแล้วมีความหมิ่นเหม่ครับ เราจึงตัดตรงนี้ออก เมื่อตัดออกไปแล้วเราก็ยังเป็นห่วงว่า ถ้าปราศจากเงินทุน คณะกรรมการเพื่อเตรียมการจัดตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติก็ดี สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติก็ดี ที่จะเกิดขึ้นไม่สามารถดำเนินการได้หากปราศจาก เงินทุนดำเนินการ เราได้มีการพูดคุยประสานงานกับกองทุนสื่อสร้างสรรค์ของ กสทช. ว่าสามารถสนับสนุนเงินตรงนี้ได้หรือไม่ ซึ่งก็ยินดีนะครับ เราจึงกำหนดไว้ในมาตรา ๙๖ มาตรา ๙๗ ว่าให้ กสทช. จัดสรรเงินเพื่อสนับสนุนการดำเนินงาน ของคณะกรรมการเตรียมการจัดตั้งสภาวิชาชีพ เพื่อให้สภาวิชาชีพใช้จ่าย โดยจัดทำ เป็นคำของบประมาณประจำปี ซึ่งก็ไม่แน่ว่าสิ่งที่จัดทำเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี สมมุติขอไป ๑,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๑๐๐ ล้านบาท ท่านต้องให้เต็ม อันนี้อยู่ที่เหตุผล ความจำเป็น เมื่อคณะกรรมการเตรียมการจัดตั้ง ๒ ปี สภาวิชาชีพเราให้ ๕ ปีเลย ทีแรกเราก็มีข้อถกเถียงกันว่า ๕ ปีจะยาวเกินไปไหม ก็มีข้อถกเถียงมากมาย เพื่อให้สภา สามารถตั้งตัวและดำเนินกิจการไปได้ตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายจึงให้ ๕ ปี พอ ๕ ปี แล้วรายได้ของสภาก็จะมาจากรายได้ที่กำหนดไว้ เช่น รายได้จากสมาชิก รายได้จากผู้ที่ บริจาค เงินทุน ดอกเบี้ย เป็นต้น ซึ่งเราเชื่อว่าเมื่อผ่านพ้น ๗ ปีไปแล้วสภาวิชาชีพที่เกิดขึ้น ก็จะสามารถยืนอยู่และบริหารจัดการเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในกฎหมายได้ กระผมมีรายละเอียดที่ขยายต่อท่านประธานกรรมาธิการเท่านี้ ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ ถ้าท่านสมาชิกอภิปรายก็ค่อยขออนุญาตตอบ ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ทางคณะกรรมาธิการได้รายงานต่อสมาชิกเรียบร้อยแล้วนะครับ รวมทั้งการขอแก้ไข จากผลการประชุมคณะกรรมาธิการ ซึ่งก็ได้ทำเป็นเอกสารให้กับสมาชิกทุกท่านนะครับ ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็น โดยใช้เวลาท่านละไม่เกิน ๑๐ นาที ระหว่างที่ทางคณะกรรมาธิการรายงานมีสมาชิกแสดงความจำนง ๑๓ ท่านแล้ว แล้วคาดว่า น่าจะมีเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ผมจะขออนุญาตอ่านรายชื่อ ๓ ท่านแรกเพื่อท่านจะได้เตรียมตัว ท่านแรก ท่านประภา เหตระกูล ศรีนวลนัด ท่านที่ ๒ ท่านคำนูณ สิทธิสมาน ท่านที่ ๓ ท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ ซึ่งขออนุญาตที่จะมีการฉายภาพนะครับ ขอเชิญท่านประภา เหตระกูล ศรีนวลนัด อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ขอเชิญครับ

นางประภา เหตระกูล ศรีนวลนัด กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติ ทุกท่าน ดิฉัน นางประภา เหตระกูล ศรีนวลนัด สปท. เลขที่ ๘๗ ในฐานะกรรมาธิการ เสียงข้างน้อย ซึ่งประกอบด้วย ท่านสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ท่านเมธินี เทพมณี ดิฉันเป็นประธาน อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านสื่อสิ่งพิมพ์ ดิฉันและคณะสนับสนุนการปฏิรูปสื่อ โดยเฉพาะในประเด็นการกำกับดูแลสื่อที่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ คณะอนุกรรมาธิการ ได้ดำเนินการพิจารณา ศึกษา ปรับปรุง แก้ไขเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครอง สิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... ซึ่งเป็นร่าง ต่อเนื่องมาจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ สปช. เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการกำกับดูแลสื่อดังกล่าว ซึ่งดำเนินการยกร่างเสร็จแล้วตั้งแต่พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๙ และร่างพระราชบัญญัติ การคุ้มครองสื่อได้ผ่านกระบวนการรับฟังความเห็นของสื่อมวลชน นักวิชาการ ภาคส่วนต่าง ๆ ของสังคมมาแล้วทั้งประเทศ อีกทั้งยังได้มีการศึกษานโยบายของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ข้อมูลเอกสารงานวิจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องจนได้รับข้อสรุปเป็นร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครอง หลักคือการคุ้มครองมิใช่การควบคุม มีกลไกบังคับ กระบวนการกำกับดูแลกันเองของ ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อเท่าที่จำเป็นและเหมาะสม มีหลักประกันที่จะสร้างให้สื่อมวลชน มีความเชื่อถือ มีการใช้เสรีภาพอย่างมีความรับผิดชอบโดยที่สื่อมวลชนยังคงมีเสรีภาพในการนำเสนอข้อมูล ข่าวสาร การแสดงความคิดเห็นอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ได้รับการรับรองโดยรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน ในขณะเดียวกันก็เป็นหลักประกันในการคุ้มครองประชาชนจากการถูกละเมิด โดยสื่อด้วย อย่างไรก็ตามด้วยความเคารพในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการสื่อสารมวลชน เมื่อมีการแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อหาบางประการของร่างพระราชบัญญัติ การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... ปรากฏว่าหลักการและเจตนารมณ์ดังเดิมในการร่างกฎหมายฉบับนี้ได้ถูกเปลี่ยนแปลง ในสาระสำคัญจากหลักคุ้มครองเป็นหลักควบคุม อันจะส่งผลกระทบต่อเสรีภาพของสื่อมวลชน และประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะผลกระทบต่อสิทธิการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน รวมทั้งยังมีเนื้อหาที่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติในหลายมาตรา ดังจะได้กราบเรียนดังต่อไปนี้นะคะ

๑. นิยามคำว่า ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ นิยามคำว่า ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ให้ความหมายว่า บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพ เป็นสื่อกลางเพื่อนำข่าวสาร สาร และเนื้อหา เพื่อประโยชน์สาธารณะทุกประการไปสู่มวลชน ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใดอย่างเป็นปกติธุระหรือทำอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ได้รับค่าตอบแทน เป็นประจำจากเจ้าของสื่อ หรือมีรายได้จากการงานที่กระทำไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เมื่อพิจารณานิยามคำว่า ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ตามร่างกฎหมายฉบับนี้ ประกอบกับ ความเห็นสาธารณะของท่านประธานกรรมาธิการ นิยามนี้มุ่งหมายจะครอบคลุมไปถึงผู้ใช้สื่อ ทุกประเภท ทั้งสื่อบุคคลและสื่อวิชาชีพ ความหมายก็คือประชาชนทั่วไปที่ใช้สื่อโดยเฉพาะ สื่อสังคมออนไลน์ (Online) ซึ่งมีกฎหมายเฉพาะกำกับความรับผิดชอบอยู่แล้วจะต้องอยู่ ภายใต้กฎหมาย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสิทธิพื้นฐานในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ตามรัฐธรรมนูญอันมีภาระผูกพันตามกฎหมาย ซึ่งจะต้องมีใบอนุญาต และอาจถูกเพิกถอน ใบอนุญาตดังจะกล่าวต่อไป

๒. การกำหนดให้สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติมีอำนาจหน้าที่รับขึ้นทะเบียน ออก และเพิกถอนใบอนุญาตให้แก่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนตามนิยามที่กล่าวแล้ว เป็นการกำหนดหลักการที่ขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ในหลายมาตรา เช่น มาตรา ๒๖ ว่าด้วยการตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพ ของบุคคล มาตรา ๓๔ และมาตรา ๓๕ ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่นของประชาชน และสื่อมวลชน มาตรา ๗๗ ว่าด้วยการที่รัฐพึงจัดให้มีกฎหมายเพียงเท่าที่จำเป็น และยกเลิก หรือปรับปรุงกฎหมายที่มีบทความจำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสถานการณ์หรือที่เป็นอุปสรรค ต่อการดำรงชีวิตหรือการประกอบวิชาชีพ และก็เป็นที่น่ายินดีที่ท่านประธานกรุณาเปลี่ยนหลักการ จากใบประกอบวิชาชีพ เป็นใบรับรอง ซึ่งดิฉันก็ยังไม่เข้าใจว่าหลักการในการใช้ใบรับรอง ที่ท่านประธานเสนอใหม่ ซึ่งหวังว่าที่ประชุมจะได้อภิปรายเพิ่มเติมเพื่อความชัดเจน ในถ้อยคำดังกล่าวต่อไป ในฐานะที่ดิฉันเป็นสื่อมวลชน ก็ได้สัมผัสมากับสื่อแทบทุกประเภท และทั้งเป็นเจ้าของกิจการ ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะมีการนำใบรับรองหรือใบประกอบวิชาชีพ มาควบคุมการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน เพราะจะขัดกับหลักการว่าด้วยสิทธิเสรีภาพ ของสื่อมวลชน และเสมือนหนึ่งเป็นการลิดรอนสิทธิโดยปริยาย นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยซึ่งประกอบด้วยดิฉัน ท่านเมธินี เทพมณี และท่านสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ไม่เห็นด้วยในการมีตัวแทนภาครัฐเข้ามาในการเป็นกรรมาธิการสภาวิชาชีพ สื่อมวลชน ซึ่งร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้กำหนดให้มีตัวแทนของรัฐร่วมเป็นคณะกรรมการ ในตำแหน่ง ๒ ตำแหน่ง คือ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งขัดแย้งกับบทบาทหน้าที่การกระทำของสื่อมวลชนที่ต้องตรวจสอบอำนาจรัฐ ตรวจสอบ การบริหารราชการแผ่นดิน เมื่อผู้ที่ต้องถูกตรวจสอบกลายมาเป็นตรวจสอบเสียเองก็เกิดกรณีที่อาจมีการขัดแย้งในเชิง อำนาจและผลประโยชน์ และอำนาจทับซ้อนที่ไม่ส่งผลดีต่อการบริหารราชการแผ่นดิน ที่ต้องมีธรรมาภิบาลและมีความโปร่งใส นอกจากนั้นเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับสภาวิชาชีพ อื่น ๆ เช่น แพทยสภา สภาทนายความ ก็ไม่ปรากฏว่าสภาวิชาชีพเหล่านั้นมีบุคคลภายนอก หรือตัวแทนภาครัฐเข้าไปเป็นกรรมการ จึงไม่มีเหตุผลและความจำเป็นอย่างใดที่จะต้องมี ตัวแทนภาครัฐในสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ดิฉันจึงขอเสนอความเห็นในประเด็นที่ได้ กล่าวมาแล้วเพื่อให้ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเป็นข้อมูลเพื่อประกอบ การอภิปรายและตัดสินใจต่อไป กราบขอบพระคุณค่ะ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ก็เป็นความเห็นและข้อเท็จจริงจากกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสารมวลชน ก็เป็นธรรมดา มีความเห็นต่างกัน ต่อไปขอเชิญท่านคำนูณ สิทธิสมาน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ขอเชิญครับ

นายคำนูณ สิทธิสมาน 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม คำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ อยากจะขอความกรุณาท่านประธาน จะใช้เวลาเกินกว่า ๑๐ นาทีตามเหตุผลที่จะต้องมีการอรรถาธิบายให้เป็นที่กระจ่าง แล้วก็น่าที่จะเป็นข้อมูลต่อเพื่อนสมาชิกได้เป็นประเด็นที่นำไปอภิปรายต่อไปนะครับ ท่านประธานครับ โดยจุดยืนของกระผมเอง บทสรุปของการพิจารณารายงานนี้ขอกล่าวเป็น เบื้องต้นว่ากระผมเห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะให้มีการปฏิรูปสื่อมวลชนโดยยกระดับจากการกำกับ ควบคุมกันเองโดยสมัครใจ ขึ้นมาเป็นการกำกับควบคุมกันเองโดยสภาพบังคับของกฎหมาย กล่าวคือ สนับสนุนอย่างเต็มที่ที่จะให้มีสมาชิก จะให้มีสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ เป็นสภาพบังคับตามกฎหมาย แต่ภายใต้เงื่อนไข ๓ ประการด้วยกันที่ขออนุญาตเห็นต่างจาก กรรมาธิการ ประการที่ ๑ กระผมไม่เห็นด้วยที่จะให้มีเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ว่าจะ ๔ คน ๒ คน หรือแม้แต่ ๑ คนเข้ามาอยู่ในสภาวิชาชีพสื่อมวลชนตามกฎหมาย เงื่อนไขประการที่ ๒ กระผมไม่เห็นด้วยกับการบัญญัติบังคับให้ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนต้องมีใบอนุญาต ประกอบวิชาชีพ และแม้ว่าคณะกรรมาธิการจะได้ปรับแก้แล้วซึ่งก็เป็นเรื่องอันดียิ่ง แต่จากการปรับแก้ของท่าน กระผมเห็นว่าการปรับแก้จากใบอนุญาตเป็นใบรับรอง และบัญญัติไว้ในมาตรา ๘ วรรคสอง ที่บอกว่าเรื่องนี้ให้เป็นไปตามระเบียบหลักเกณฑ์ และวิธีการที่สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติกำหนด กระผมก็เห็นว่ายังจะมีปัญหา เพราะในเมื่อ สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติของท่านนั้นมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้ามานั่งด้วย เงื่อนไขประการที่ ๓ กระผมไม่เห็นด้วยกับนิยามศัพท์คำว่า ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ในมาตรา ๓ ที่กว้างเกินไป แต่ก็ต้องกราบขอบพระคุณท่านพิสิษฐ์ เปาอินทร์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ที่ท่านได้อภิปราย เจตนารมณ์อันดียิ่งให้เป็นที่กระจ่างว่าวัตถุประสงค์ของท่านต้องการประการใด แต่กระผม จะขออนุญาตใช้เวลาชี้ให้เห็นว่าถ้าท่านนิยามศัพท์แบบนี้ท่านจะกินความกว้างขวางมาก แล้วก็เกินเลยของผู้ที่มีเจตนาจะประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน แม้ว่าจะไม่สังกัดองค์กรสื่อ แต่จะเกินเลยเข้ามากินในปริมณฑลของสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายด้วยวิธีการใดของพี่น้องประชาชน ตามมาตรา ๓๔ โดยสรุป กระผมเห็นด้วยกับการมีสภาวิชาชีพตามกฎหมาย แต่ไม่เห็นด้วย ๓ ประการ ๑. เห็นด้วย และ ๓. ไม่เห็นด้วย ท่านประธานครับ ที่กระผมเห็นด้วยกับการมี สภาวิชาชีพตามกฎหมาย ยกระดับจากการควบคุมกันเองโดยสมัครใจ ขึ้นมาเป็นการควบคุมกันเองโดยสภาพบังคับ ตามกฎหมายนั้น คำว่า การควบคุมกันเอง ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าจะมีเพียงให้สื่อมวลชน ควบคุมกันเอง หรือมีแต่เพียงตัวแทนสื่อมวลชนอยู่ในสภาวิชาชีพสื่อมวลชนเท่านั้น แต่จะต้องมีตัวแทนของผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกของภาคประชาสังคม ขององค์กรที่เกี่ยวกับ การคุ้มครองผู้บริโภค องค์กรที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนเข้ามาร่วมนั่งด้วย และกรรมวิธี การได้มาจะต้องมีความมั่นใจในระดับสำคัญว่าผู้ทรงคุณวุฒิเหล่านั้นจะต้องมีความคิดเห็น ที่เป็นอิสระ ที่ไม่จำเป็นจะต้องเหมือนกับผู้แทนของสื่อมวลชนเท่านั้น ที่เห็นด้วยกับการยกระดับ หรือการปฏิรูปเช่นนี้ก็เพื่อให้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๕ ปรากฏเป็นจริง รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๕ นั้น กำหนดไว้ว่า บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวสาร หรือการแสดงความคิดเห็นตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ คือเสรีภาพของสื่อมวลชนได้รับการรับรอง อย่างกว้างขวาง แต่เงื่อนไขจำกัดก็คือจะต้องเป็นไปตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ตลอดระยะเวลา ๒๐ ปี นับตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมา สื่อมวลชนในประเทศไทยอยู่ในระบบควบคุมกันเอง โดยสมัครใจ ปรากฏผลว่าไม่ได้ผลโดยสิ้นเชิงครับ เพราะฉะนั้นจำเป็นจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง มีการปฏิรูปในด้านนี้ ด้านเสรีภาพต้องรับรอง แต่ด้านจริยธรรมแห่งวิชาชีพจะต้องมีการบังคับใช้จริง ท่านประธานที่เคารพครับ ปี ๒๕๔๐ นั้นเป็นปีที่มีความหมายสำคัญอย่างยิ่ง เป็นปีที่รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มีผลใช้บังคับ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ นั้นเป็นผลส่วนสำคัญมาจากเหตุการณ์ในเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๕ ที่มีบทสรุปกันอย่างกว้างขวางว่าเหตุที่เกิดวิกฤตขึ้นในบ้านเมืองนั้นก็เพราะสื่อมวลชน ไม่มีเสรีภาพที่แท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อมวลชนประเภทวิทยุและโทรทัศน์ในขณะนั้น ก็มีการเสนอแนวทางในการปฏิรูปการเมือง ในการปฏิรูปประเทศมาโดยลำดับ แล้วก็ก่อให้เกิด บทบัญญัติที่เกี่ยวกับเสรีภาพของประชาชน และเสรีภาพของสื่อมวลชนเป็นบรรทัดฐานใหม่ ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมา ถ้าเราจะไปดูรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น ชุดบทบัญญัติว่าด้วยเสรีภาพของสื่อมวลชนและการปฏิรูปประเทศด้านเสรีภาพ ของสื่อมวลชนนั้นจะมีชุดบทบัญญัติอยู่รวม ๓ มาตรา ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ อยู่ที่มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๐ และมาตรา ๔๑ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ อยู่ที่มาตรา ๔๕ มาตรา ๔๖ และมาตรา ๔๗ มีข้อสังเกตสำคัญอย่างยิ่งว่าเสรีภาพของสื่อมวลชนนั้นจะรวมอยู่ในมาตราแรก ที่เกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และสื่อความหมาย ไม่ว่าจะโดยรูปแบบใดของประชาชน อยู่ในมาตราเดียวกันครับ ไม่ได้แยกออกมา แสดงให้เห็นหลักคิดสำคัญประการหนึ่งของรัฐธรรมนูญของประเทศไทย ซึ่งสะท้อนหลักการสำคัญพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยสากลว่า เสรีภาพของสื่อมวลชน กับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนเป็นเรื่องเดียวกัน จะแยกจากกันมิได้ มาตราต่อมานั้นเป็นเรื่องเสรีภาพของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ทั้งที่เป็นพนักงานบริษัท และที่เป็นข้าราชการ และพนักงานของรัฐที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองเสรีภาพให้ในระดับสำคัญ ส่วนมาตราสุดท้ายนั้นเป็นการกำหนดให้คลื่นความถี่เป็นทรัพยากรของชาติเพื่อประโยชน์ สาธารณะ และให้มีการจัดสรรคลื่นความถี่โดยองค์กรที่เป็นอิสระ ทั้งในการปฏิบัติหน้าที่ และการกำหนดนโยบาย อันนี้ก็คือพัฒนาการของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ขออนุญาตพูดถึงรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ในมาตรา ๔๖ วรรคสามสักเล็กน้อย เพื่อเป็นพื้นฐานให้เพื่อนสมาชิกนะครับ รัฐธรรมนูญฉบับนั้นกล่าวว่าการกระทำใด ๆ ไม่ว่า โดยทางตรงหรือทางอ้อมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือเจ้าของ กิจการ อันเป็นการขัดขวาง หรือแทรกแซงการเสนอข่าว หรือการแสดงความคิดเห็น ในประเด็นสาธารณะของบุคคลตามวรรคหนึ่ง หรือวรรคสอง ให้ถือว่าเป็นการจงใจใช้อำนาจ หน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย หรือจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพ เขียนไว้ เข้มครับ แม้ว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ จะไม่มีไว้ แต่รัฐธรรมนูญแต่ละฉบับก็เป็นการสืบทอด ต่อเนื่องซึ่งกันและกัน และโดยธรรมเนียมปฏิบัติเมื่อรัฐให้เสรีภาพแก่ประชาชนแล้ว โดยปกติก็มิควรจะเอาคืน บทบัญญัติว่าด้วยเสรีภาพ หรือสิทธิของประชาชนในรัฐธรรมนูญ แต่ละฉบับจึงไม่เคยต่ำลงแต่ประการใด รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เป็นฉบับแรกที่เรื่องเสรีภาพ ของสื่อมวลชนลดจาก ๓ มาตรา ลงมาเหลือเพียง ๒ มาตรา คือมาตรา ๓๕ และมาตรา ๖๐ ก็เป็นครั้งแรกในรอบ ๒๐ ปี ที่แยกบทบัญญัติเสรีภาพของสื่อออกจากเสรีภาพในการแสดง ความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน แต่ว่ายังคงต่อเนื่องกัน ก็คือมาตรา ๓๔ กับมาตรา ๓๕ ทีนี้สิ่งที่กระผมจะพูดต่อไปนี้จะขออนุญาตพูดกันถึงเรื่องอาชีพ หรือวิชาชีพสื่อมวลชน ในมุมมองของรัฐธรรมนูญ ในมุมมองของหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย จริงอยู่ครับ อาชีพส่วนใหญ่ที่ต้องใช้ความรู้ ความเชี่ยวชาญเป็นการเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ ทันตแพทย์ วิศวกร สถาปนิก ทนายความ นักบัญชี หรือแม้แต่ขอประทานโทษครับ หมอนวดแผนโบราณ ล้วนต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทั้งสิ้น ใครประกอบอาชีพ โดยไม่มีใบอนุญาตมีโทษ โดยบัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยองค์กรกำกับควบคุมของแต่ละ อาชีพนั้น ๆ แต่อาชีพสื่อมวลชนแตกต่างออกไปครับ ทุกอาชีพรัฐธรรมนูญทุกฉบับรับรอง เสรีภาพและเงื่อนไขการจำกัดเสรีภาพไว้ชัดเจนโดยภาพรวมในมาตราหนึ่ง เฉพาะใน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ อยู่ในมาตรา ๔๐ แต่อาชีพสื่อมวลชน รัฐธรรมนูญทุกฉบับรับรอง เสรีภาพและเงื่อนไขการจำกัดเสรีภาพไว้โดยแยกออกมาเป็นมาตราเฉพาะต่างหาก ถือเป็น อาชีพเดียวที่มีสถานะพิเศษตามรัฐธรรมนูญ โดยรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ อยู่ในมาตรา ๓๕ ถ้าท่านประธาน ท่านกรรมาธิการ และเพื่อนสมาชิกอ่านดูให้ดีจะพบว่าแทบจะไม่มีการอนุญาต ให้จำกัดเสรีภาพได้เลยโดยเฉพาะจากภาครัฐ ท่านดูครับ ตั้งแต่วรรคสองเป็นต้นไป มาตรา ๓๕ จะอยู่ท้ายหน้า และเปิดขึ้นมาอีกหน้าหนึ่งก็จะเป็นวรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่ วรรคห้า ท่านดูสิครับว่ารัฐทำอะไรไม่ได้เลย ๑. ปิดหนังสือพิมพ์ หรือปิดสื่ออื่น ทำไม่ได้ครับ ๒. ตรวจข่าว ตรวจบทความ หรือจะเซ็นเซอร์ (Censor) ก่อน ทำไม่ได้เช่นกันครับ ๓. รัฐจ่ายเงินให้ ก็ไม่ได้ครับ เพราะเกรงว่าจะเป็นการหาเสียงกับสื่อ ๔. แม้รัฐจะจ้างให้สื่อ ทำประชาสัมพันธ์ก็ต้องเปิดเผยรายละเอียดให้ คตง. ทราบ และประกาศให้พี่น้องประชาชน รับรู้ และสุดท้าย แม้แต่เจ้าหน้าที่ของรัฐเอง หากมาปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนก็ยังได้เสรีภาพ ตามมาตรานี้ด้วยในระดับหนึ่ง นี่สำคัญนะครับ เพราะฉะนั้นการที่ร่างของคณะกรรมาธิการกำหนดให้มีเจ้าหน้าที่ของรัฐอยู่ในสภาวิชาชีพ และแต่เดิมนั้นได้บังคับให้ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนต้องได้รับใบอนุญาต และอาจ ถูกเพิกถอนใบอนุญาตนั้นได้ กระผมเห็นโดยบริสุทธิ์ว่าจะขัดกับหลักการในมาตรา ๓๕ เพราะหากต้องขออนุญาตก่อน หรือเฉพาะคนที่ได้รับอนุญาตเท่านั้นจึงจะประกอบอาชีพนี้ได้ ก็คือการจำกัดเสรีภาพ และเหมือนจะเป็นการย้อนแย้งไปกำกับที่ต้นทางครับท่านประธาน กล่าวคือ ท่านดูมาตรา ๓๕ วรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่ เมื่อเป็นสื่อมวลชนแล้ว ปิดก็ได้ ตรวจข่าวก็ไม่ได้ จ่ายเงินให้ก็ไม่ได้ อะไรก็ไม่ได้ไปหมด แต่เรากำลังเขียนกฎหมาย ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปอยู่ในขั้นตอนการออกใบอนุญาตและการเพิกถอนใบอนุญาต เอาละครับ ท่านเปลี่ยนมาเป็นใบรับรอง แต่หลักเกณฑ์การพิจารณาใบรับรองก็อยู่ที่สภาวิชาชีพ และสภาวิชาชีพก็ยังคงมีเจ้าหน้าที่ของรัฐอยู่ จะ ๒ คนหรือจะ ๑ คนก็ตามทีเถอะ กระผมเห็นว่า ในประเด็นนี้น่าจะเป็นการขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๕ เพราะเป็นการจำกัดเสรีภาพ นอกเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญอนุญาตให้จำกัดเสรีภาพได้เงื่อนไขเดียวก็คือเสรีภาพนั้น จะต้องอยู่ในกรอบจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่เพิ่มขึ้นมาในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ดังที่กระผมอ่านให้ฟังไปเบื้องต้น แล้วก็ได้มีความพยายามของทุกภาคส่วนที่จะมีการเขียน กฎหมายนี้ตั้งแต่ช่วงปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ ร่างแรกนั้นเป็นต้นกำเนิดหรือเป็นบรรพบุรุษ ของร่างที่ สปช. นำมาปรับปรุง ท่านประธานครับ กระผมชี้แจงให้เห็นก็เพื่อมองให้เห็นว่านี่คือ หลักคิดพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย จริงอยู่หลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยสากล อาจจะไม่เหมาะสมกับบ้านเราไม่ว่าจะในกรณีใดกรณีหนึ่งก็ตามทีเถอะ แต่ ณ วันนี้เราเพิ่งมี รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๖๐ พูดไว้ชัดครับ เราจะเดินหน้าสู่ประชาธิปไตย คณะ คสช. แม้ว่าจะบริหารประเทศด้วยระบอบพิเศษ แต่ท่านก็ประกาศชัดครับว่าโรดแมป (Roadmap) ก็คือไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ เพราะฉะนั้นหลักการพื้นฐาน ของระบอบประชาธิปไตยจะละเมิดมิได้ เราถกเถียงกันครับว่าคุณค่าความหมายของ ระบอบประชาธิปไตยคืออะไร ต้องมาจากการเลือกตั้งทุกอย่างเท่านั้นหรือ ไม่มาจาก การเลือกตั้งเป็นประชาธิปไตยได้หรือเปล่า กระผมเห็นว่าการเลือกตั้งเป็นเงื่อนไขสำคัญ ของระบอบประชาธิปไตยก็จริง แต่การเลือกตั้งไม่ใช่ทุกอย่างของระบอบประชาธิปไตย ผู้ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งก็สามารถจะสร้างประชาธิปไตยได้ แต่บนเงื่อนไขว่าหลักการ พื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยก็คือสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นจะต้องได้รับการรับรอง รัฐธรรมนูญคืออะไรครับ รัฐธรรมนูญอาจจะมีคนนิยามไปหลายอย่าง แต่อย่างหนึ่งที่ได้รับการรับรองมากที่สุดก็คือ เอกสารรับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชน เพราะฉะนั้นการใดที่สุ่มเสี่ยงว่าจะขัดต่อ รัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักการพื้นฐานกระผมไม่เห็นด้วยครับ และไม่ใช่จะขัดกับ หลักการพื้นฐานเรื่องผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนในมาตรา ๓๕ ประการเดียวเท่านั้นนะครับ ยังอาจก้าวล่วงไปถึงมาตรา ๓๔ ด้วย เพราะดูเหมือนในขณะนี้ทางกรรมาธิการท่านมีเจตนาดี เจตนาดีของท่านก็คือต้องการกำกับควบคุมทางจริยธรรมกับสื่อมวลชน สื่อมวลชนแบบที่เรา รู้จักกันนี่นะครับ ผมจะขออนุญาตเรียกว่า สื่อเก่า กับสื่อมวลชนอีกประเภทหนึ่งในโลก ออนไลน์ (Online) ขออนุญาตเรียกว่า สื่อใหม่ เพราะฉะนั้นการพยายามเอา ๒ เรื่องมาอยู่ ในเรื่องเดียวกัน กระผมเข้าใจในเจตนาดีของท่านอย่างยิ่งและท่านเขียนนิยามได้ครอบคลุม มากครับ แต่ก็เป็นนิยามที่อันตรายแล้วก็เป็นจุดอ่อนของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ต้องขออนุญาตอ่านสักเล็กน้อยนะครับ ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนหมายความว่า บุคคล ซึ่งประกอบวิชาชีพเป็นสื่อกลางเพื่อนำข่าวสาร อันนี้โอเค (Okay) สาร คำว่า สาร นี่กว้าง เป็นทะเลเลยครับ และเนื้อหาเพื่อประโยชน์สาธารณะทุกประเภท เนื้อหาสาระเพื่อประโยชน์สาธารณะ ทุกประเภทกว้างมากครับ ไปสู่มวลชน ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด ก็กว้างมากอีกเช่นกันครับ อย่างเป็นปกติธุระหรือทำอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ได้รับค่าตอบแทน เป็นประจำจากเจ้าของสื่อ ถ้าปิดด้วยวรรคนี้กระผมยังพอที่จะรับได้ในระดับหนึ่ง อันนี้เป็น ร่างแรก ๆ ของท่าน แต่ในร่างสุดท้ายท่านเติมวรรคสุดท้ายเข้ามา ข้อความสุดท้าย เพื่อนสมาชิกครับ อยู่ในเอกสารหน้า ๓๔ หรือมีรายได้จากการงานที่กระทำไปนั้นไม่ว่า ทั้งทางตรงและทางอ้อม กล่าวคือการมีรายได้นั้นไม่จำเป็นต้องเป็นรายได้ประจำครับ เพราะท่านเขียนไว้ว่าหรือมีรายได้จากการงานที่กระทำนั้น และการใช้คำว่าทางอ้อมเข้ามา มันกว้างขวางมาก ท่านประธานครับ กระผมเป็นคนที่อภิปรายค่อนข้างเรียบร้อย และพยายามที่จะไม่ซักถาม แต่ว่าพอมีร่างนี้เผยแพร่ออกไปก็มีคนถามกระผมผ่านมา หลายประการซึ่งกระผมตอบเขาไม่ได้นะครับ ท่านประธานครับ พระนักเทศน์ถือเป็น ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนหรือไม่ครับ โดยทั่วไปพระก็คือพระ จะเป็นสื่อมวลชนได้อย่างไร แต่ดูตามนิยามนี้ใช่หรือไม่ครับ ดารานักแสดงท่านโพสต์ ไอจี อินสตาแกรม (Post IG Instagram) แล้วได้สตางค์หรือมีการขายของด้วย เป็นสื่อมวลชนหรือไม่ครับ ตามนิยามนี้ นักวิชาการรับเชิญไปบรรยายชัวร์ (Sure) ท่านอาจารย์วันชัย สอนศิริ ขออนุญาตเอ่ยนาม แสดงความคิดเห็นทางวิทยุทุกเช้า ใช่ครับ แล้วที่สำคัญก็คือบรรดาอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ต่าง ๆ หรือสิ่งที่รัฐบาลกำลังจะพาประเทศไทยไปสู่ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ซึ่งล้วนจะต้องพึ่งช่องทางทางอินเทอร์เน็ต (Internet) และเครือข่ายโซเชียลมีเดีย (Social Media) หลายกิจกรรมล่อแหลมที่จะเข้าข่ายนิยามของคำว่าผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ท่านประธานครับ ทุกท่านมีสมาร์ตโฟน (Smartphone) มีบุคคลที่ใกล้ชิดกับกระผมท่านหนึ่ง เขาทำงานทางด้านเด็ก ก็มีพ่อแม่ของเด็กถามเขาเข้ามาให้ช่วยถามผมด้วยว่าเดี๋ยวนี้ ในการโพสต์ (Post) ลงยูทูบ (YouTube) นี่พ่อแม่เขาจะมีการโพสต์ (Post) กิจกรรม ของลูกของเขาหรือของเด็กลงไป แล้วในยูทูบ (YouTube) ก็จะมีคนติดตาม มีคนคลิก (Click) มีคนเปิดดู เด็กไทยนะครับ เป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสน หรือเป็นล้าน แล้วก็ได้สตางค์ จากยูทูบ (YouTube) ตามเรต (Rate) ที่ยูทูบ (YouTube) เขากำหนด เขาเป็นผู้ประกอบ วิชาชีพสื่อมวลชนหรือเปล่าครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นถูกต้องแล้วละครับที่ท่าน ถอนเรื่องการบังคับให้ไปจดทะเบียนวิชาชีพสื่อมวลชนกับสภาวิชาชีพ แต่ว่ายังไม่จบแค่นั้น เพราะว่าเรื่องใบรับรองอย่างที่กระผมกล่าว และที่สำคัญกว่านั้นก็คือว่าเวลาท่านพูดถึง มาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชนท่านกำหนดให้มีมาตรฐานกลางของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ที่สภาวิชาชีพจะต้องกำหนดขึ้นอย่างน้อยจะต้องมี ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ท่านประธานเปิดดู ที่มาตรา ๕๗ ครับ ถ้ามาตรฐานกลางนี้ใช้กับผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน นักข่าวที่อยู่ข้างบน ที่อยู่ข้างล่าง กระผมเห็นด้วยเต็มที่ครับ หรือจะไปใช้กับผู้ที่มีเจตนาประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ทางออนไลน์ (Online) ไม่สังกัดองค์กรสื่อใดก็ยังพอรับได้ครับ แต่ถ้าไปใช้บังคับเหวี่ยงแห กับผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนนอกองค์กรซึ่งถูกกวาดโดยนิยามของ คำว่า ผู้ประกอบวิชาชีพ สื่อมวลชน กระผมว่าเป็นมาตรฐานที่น่าจะเป็นคนละมาตรฐาน และจะเกิดความยากลำบาก ในการปฏิบัติ จะเกิดข้อร้องเรียนขึ้นเป็นจำนวนมากครับ ผมไม่อ่านนะครับ มาตรา ๕๗ แต่มาตรา ๘๗ ของท่านก็โยงไปให้ใช้กับบุคคลอื่นด้วย โดยมาตรา ๘๗ ใช้คำว่า ผู้ถูกร้องเรียนไม่ได้เป็นสมาชิก ก็คือผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกตามนิยามของท่าน มาตรา ๗๒ ก็โยงไปครับ ผู้ประกอบวิชาชีพที่ไม่สังกัด องค์กรสื่อใด นอกจากจะเกิดความโกลาหลแล้ว กระผมยังมองว่าหมิ่นเหม่ที่จะขัด รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๔ เพราะว่านิยามเช่นนี้กำลังจะกินปริมณฑลเข้าไปในสิทธิเสรีภาพ ในการแสดงความคิดเห็น ในการพูด การเขียน การโฆษณา การสื่อความหมายด้วยวิธีใด ของประชาชนโดยทั่วไปซึ่งรัฐธรรมนูญรับรองไว้ แต่เมื่อมีนวัตกรรมทางด้านสื่อเพิ่มขึ้นมา ช่องทางในการสื่อของพี่น้องประชาชนก็จะมีมากขึ้น ท่านประธานกดสีแดงแล้วอย่าเพิ่งพูด เลยครับ กระผมขออนุญาตต่อตามสมควรแก่เหตุ ถ้าเห็นกระผมอภิปรายไม่มีสาระเมื่อใด ก็สั่งให้หยุดได้ครับ เพราะฉะนั้นนี่คือประเด็นสำคัญที่สุดที่อยากจะกราบเรียน ทีนี้กระผม จะบอกว่าเรากำลังจะสื่อความหมายอะไรกับพี่น้องประชาชน หรือสื่อความหมายอะไรกับ นานาชาติ ชุดบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญว่าด้วยเสรีภาพของสื่อมวลชนที่มีมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๖๐ เหลือ ๒ มาตรา ไม่เป็นไรครับ ก็ยังต่อเนื่องกับมาตราทั่วไป คือมาตรา ๓๔ แต่ ๑ มาตรานั้นเสียหายไปแล้วครับ ด้วยเหตุความจำเป็นทางประวัติศาสตร์ ของการบริหารบ้านเมืองในยุคนี้ กล่าวคือ องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ไม่เป็นอิสระอีกต่อไป แล้วครับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๐ เขียนไว้เช่นนั้น ในทางนโยบายขึ้นกับคณะกรรมการดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ก็อาจจะเป็นเรื่องเหมาะสม กับยุคสมัย อันนี้ก็เท่ากับว่าระดับเสรีภาพของสื่อมวลชน ระดับของการปฏิรูปสื่อที่ยืนมา ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ในขณะนี้ลดลงไปแล้ว ๑ และมีมาตรการทางการบริหารอีก ๑ ประการที่เปลี่ยนแปลงไป นั่นก็คือการเรียกคืนคลื่นความถี่ตามแผนแม่บทที่จัดทำโดย องค์กรอิสระ กสทช. ที่ควรจะเกิดขึ้นในปี ๒๕๖๐ นี้ถูกเลื่อนออกไป ๕ ปี โดยคำสั่ง หัวหน้า คสช. ที่ ๗๖/๒๕๕๙ ลงวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๙ ข้อ ๗ เฉพาะ ๒ ประการนี้ กระผมก็เชื่อว่าเอาละครับ เป็นความจำเป็นของยุคสมัย แต่มาเป็นมาตรการทางรัฐธรรมนูญ และทางการบริหารที่เพียงพอแล้วหรือไม่กับการจัดระเบียบสังคมภายในระยะเวลา เปลี่ยนผ่านนี้ แต่ถ้าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ผ่านการเสนอจากเราไปโดยไม่มีการปรับแก้ จะทำให้ชุดบทบัญญัติเกี่ยวกับเสรีภาพของสื่อมวลชนนั้นหายไปอีก ๑ มาตราในทางปฏิบัติ ซึ่งไม่น่าจะเป็นการส่งสัญญาณที่ดีนัก และกระผมจำเป็นที่จะต้องพูดว่าการส่งสัญญาณใด ๆ ทั้งต่อพี่น้องประชาชนในประเทศ ทั้งต่อประชาคมโลก มีความสำคัญอย่างยิ่ง ด้านหนึ่งครับ ท่านประธาน เราต้องพิจารณาถึงหลักการประชาธิปไตยและหลักการในรัฐธรรมนูญที่เป็น เอกสารรับรองสิทธิเสรีภาพ แต่อีกด้านหนึ่งในทางปฏิบัตินั้นเราต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่า เราเขียนกฎหมายเพื่อผลในระยะยาว รัฐบาลในระยะยาวในระยะต่อไปอีก ๕ ปี ๗ ปี ๑๐ ปี ๒๐ ปีข้างหน้าคงไม่ใช่รัฐบาล คสช. คงไม่ใช่รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล อาจจะไม่ใช่รัฐบาลที่ดี เพราะฉะนั้นการเขียนกฎหมายที่เปิดโอกาสให้รัฐบาล หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้ามามีส่วนกำหนดในเรื่องสิทธิเสรีภาพของสื่อ เหมือนการเขียนเช็คเปล่า ไว้ให้กับรัฐบาลในอนาคตซึ่งไม่รู้ว่าจะเป็นรัฐบาลใด ถ้าเป็นรัฐบาลทรราชล่ะครับ ในประเทศไทย สื่อมวลชนคือกำแพงสุดท้าย เป็นฝ่ายค้านที่เข้มแข็งที่สุดเมื่อถึงเวลาที่จะต้องต่อสู้กับ ความไม่ชอบธรรมของรัฐบาล จริงอยู่ครับ การจับตา การท้วงติงของสื่อมวลชนนั้นอาจจะทำให้ การบริหารราชการแผ่นดินช้าไปบ้าง แต่หลายครั้งในประวัติศาสตร์ของประเทศไทยนี่เองทำ ให้รัฐบาลหลายรัฐบาลที่ไม่ระมัดระวังในเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินนั้นต้องมีอันเป็นไป ผมคงไม่มีเวลาที่จะยกตัวอย่างครับ เหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ เกิดขึ้นจากอะไรล่ะครับ เกิดขึ้นจากสื่อมวลชนเขาติดตามข่าวที่ทางราชการใช้เฮลิคอปเตอร์ของทางราชการบอกว่า ไปปฏิบัติราชการ แต่ปรากฏว่ามีการไปล่าสัตว์ป่าในทุ่งใหญ่นเรศวร แล้วปรากฏว่ามีดารา นักแสดงอยู่ในเฮลิคอปเตอร์นั้นด้วย ข่าวแดงขึ้นมาเพราะเฮลิคอปเตอร์ตกครับ นี่เป็นเพียง ตัวอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ยังมีตัวอย่างอีกมากมายครับ ด้วยความเคารพครับท่านประธาน เหตุการณ์วิกฤตทางการเมืองที่เกิดขึ้นในระยะเวลา ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมาถ้าย้อนไปดู เอาละครับ เราอาจจะบอกว่าสื่อไม่เป็นกลาง เราอาจจะบอกว่าสื่อเลือกข้าง แต่ว่าภายใต้สภาวะที่ ระบอบการเมืองเป็นสิ่งที่นักวิชาการเขาเรียกว่าเผด็จการรัฐสภา ฝ่ายค้านในสภาทำอะไรไม่ได้ มีวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งก็ทำอะไรไม่ได้ ก็มีสื่อมวลชนเหลืออยู่เท่านั้นที่เขาจะลุกขึ้นมา ต่อสู้ การลุกขึ้นมาของเขานั้นก็ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง มี คมช. มีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มี คสช. ขอประทานโทษ มีพวกเรานั่งอยู่ที่นี้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เราจำเป็น ที่จะต้องมองภาพรวมให้กว้าง เพราะฉะนั้นสุดท้ายแล้วข้อเสนอของกระผมภายใต้หลักการ ที่สนับสนุนวิชาชีพสื่อมวลชน สภาวิชาชีพสื่อมวลชนตามกฎหมายแต่ไม่เห็นด้วยกับ ๓ เงื่อนไขนี้ กระผมเห็นว่ากระผมอยากจะใช้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่เป็นต้นร่างเดิม ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติมีมติรับเมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๘ ๓ วาระปฏิรูป และทางคณะรัฐมนตรีนั้นมีมติรับทราบเป็นหลัก ซึ่งก็จะเป็นร่างเดียวกันกับ ที่ทางคณะอนุกรรมาธิการชุดของท่านนั้นได้ถือเป็นหลักในการพิจารณา แล้วก็มีความเห็น ต่างกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ร่างพระราชบัญญัติฉบับนั้นน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด และกระผมเชื่อว่าการปฏิรูปโดยให้มีสภาวิชาชีพสื่อมวลชนตามกฎหมายยกระดับจาก การควบคุมกันเองโดยสมัครใจเป็นการควบคุมโดยมีสภาพกฎหมายบังคับนั้นก็ถือเป็น การปฏิรูปที่ใหญ่มากแล้วครับ เราควรจะต้องทำให้สำเร็จ สุดท้ายนี้ในช่วงปี ๒๕๕๘ ที่ทาง สปช. เขามีมติผ่าน ๓ วาระปฏิรูป และผ่านร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวซึ่งมีหลักการ แตกต่างกับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ หลักการโดยรวมในขณะนั้นก็ได้มีการประสานงานกับ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดท่านอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อย่างใกล้ชิด แล้วก็ได้เคยมีการเขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ตกไปนั้นดังนี้ครับ สนับสนุนให้มีกฎหมาย ว่าด้วยสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ซึ่งประกอบด้วยบุคคลในวิชาชีพสื่อมวลชนและผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งมิใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมทั้งผู้แทนองค์กรภาคประชาสังคมและผู้บริโภค เพื่อปกป้องเสรีภาพ และความเป็นอิสระของสื่อมวลชน ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานแห่งวิชาชีพ พิจารณาคำร้องขอความเป็นธรรมของผู้ซึ่งได้รับ ผลกระทบจากการใช้เสรีภาพของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน และคุ้มครองสวัสดิภาพ ของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน นี่คือจุดยืนของกระผมครับ ส่วนสุดท้ายจะต้องมีข้อเสนอแนะ อย่างไร ก็ขอให้ฟังจากเพื่อนสมาชิกไปก่อน แล้วทางคณะกรรมาธิการจะปรับแก้รายงานนี้ อย่างไร จะรับไปปรับแก้หรือจะให้ท่านประธานตั้งคณะกรรมการพิเศษขึ้นมาเพื่อปรับแก้ ให้ตรงตามความเห็นโดยรวมของเพื่อนสมาชิกอีกทีหนึ่ง กระผมจะเสนอในโอกาสต่อไป กราบขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านคำนูณครับ เผอิญท่านคำนูณเป็นเลขานุการวิป (Whip) ซึ่งได้อยู่ ในที่ประชุมมาโดยตลอดในชั้นของการพิจารณารอบแรกก็ดี หรือว่าการที่ทางวิป (Whip) ให้ทางกรรมาธิการได้นำไปปรับปรุงนะครับ เป็นผู้ที่มีความเข้าใจ แล้วก็เป็นอดีตสื่อมวลชนด้วย แล้วก็เป็นอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติในช่วงของการจัดทำรายงานปฏิรูปสื่อสารมวลชน ในสมัยของ สปช. นะครับ ก็เลยขออนุญาตที่ประชุมอนุญาตให้อภิปรายเพื่อที่จะสร้าง ความเข้าใจในแง่มุมต่าง ๆ ผมขออนุญาตที่จะอ่าน ๓ รายชื่อถัดจากท่านสุรินทร์ คือท่านที่ อภิปรายท่านที่ ๔ ท่านที่ ๕ ท่านที่ ๖ ได้แก่ ท่านนิกร จำนง ท่านคุรุจิต นาครทรรพ ท่านสุรชัย ดนัยตั้งตระกูล ขอเชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการสำนักงาน ประกันสังคม และอดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน ซึ่งประธานได้อนุญาตในการนำเสนอ เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) แล้วนะครับ ขอเชิญครับ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิก สปท. ที่รักเคารพทุกท่าน กระผม นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๗๓ ผมคิดว่าเราอยู่ร่วมกันที่นี่มาเกือบ ๒ ปี ไม่มีเรื่องไหนที่ฮอต (Hot) มากเท่ากับเรื่องนี้ ภาษาไทยเรียกว่าร้อนแรง มีทั้งผู้สนับสนุนและคัดค้าน แต่ผมฟังเสียงแล้วตั้งแต่ ๒ ท่าน ที่อภิปราย ก็คือเห็นด้วยที่จะมีการปฏิรูปสื่อ แต่การปฏิรูปแบบไหนเป็นอีกเรื่องหนึ่ง พอเรื่องนี้ กำหนดจะเข้า ผมก็ไปศึกษาเรื่องของนักหนังสือพิมพ์ นักเขียนเก่า ๆ ว่าเขาทำกันอย่างไร ไปดูประวัติของท่านมาลัย ชูพินิจ แล้วท่านจะทึ่ง เมื่อเกือบ ๑๐๐ ปีที่แล้ว ท่านก็ต่อสู้เรื่องนี้มา หรือท่านกุหลาบ สายประดิษฐ์ ก็เช่นเดียวกัน ถ้ามายุคใหม่ ๆ ใกล้เคียงเท่าที่ผมมีชีวิต และเคยสัมผัสท่าน อย่างท่านสนิท เอกชัย เสริมศรี เอกชัย สุเทพ เหมือนประสิทธิเวช โกวิท สีตลายัน สมชาย ฤกษ์ดี สันติ วิริยะรังสฤษฏ์ เปลว สีเงิน ชัย ราชวัตร และสุดท้าย ซึ่งผมไปงานฌาปนกิจท่านมาคือท่านยุวดีนะครับ ซึ่งรู้จักกันมาตั้งแต่ปี ๒๕๑๘ ผมก็ทึ่ง ทึ่งว่าการต่อสู้ก็ดี การเสนอข่าวก็ดี เป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างยิ่ง แล้วทำให้สังคมโดยรวม เดินมาถึงวันนี้ แต่อย่างไรก็ตามผมก็มีความเห็นต่างมุมไปบางประการ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ก่อนที่จะเข้าเนื้อหา ผมอยากยกกาลามสูตรของ องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ท่านดูสักนิดหนึ่งว่ากาลามสูตรว่าไว้อย่างไร ข้อ ๑ กาลามสูตร พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ว่าอย่าไปเชื่ออะไรโดยงมงาย ให้เชื่ออยู่บนเหตุและผล ท่านบอกว่า ๑๐ ข้อ ๑๐ ข้อนี้ท่านลองไปอ่านดูเถอะครับ สุดยอดเลย อย่าเชื่อตามที่บอกมา อย่าเชื่อตามที่ตำราว่า ๒ ข้อที่ผมคิดว่าตรงกับเรื่องนี้ ข้อ ๘ บอกว่าอย่าปลงใจเชื่อ เพราะเข้ากับทฤษฎีที่ว่ากันมาแล้ว ทฤษฎีคืออะไร สิทธิเสรีภาพ อันนี้เป็นความเชื่อตั้งแต่โน่นเลย ตั้งแต่สหรัฐอเมริกา ตั้งแต่ปี ๑๗๘๙ ในฝรั่งเศสก็เชื่อต่อมา ก็อย่าเชื่อ ต้องเชื่อจากสิ่งที่เห็น ข้อ ๑๐ บอกว่าอย่าปลงใจเชื่อว่าผู้พูดเป็นสมณะ สมณะท่านก็คงทราบแล้ว นักบวช เป็นครูของเรา ให้เชื่อเหตุและผล พระพุทธเจ้าสอนไว้ ๒๕๖๐ ปีนะครับ แล้ววันนี้ผมอยากจะ น้อมนำ ยกพุทธภาษิตอีกข้อหนึ่งก็คือ สุขา สังฆัสสะ สามัคคี เราจะเห็นอย่างไรก็ตามในวันนี้ ก็ต้องมีข้อสรุป ด้วยความสามัคคี เราจะต้องคัดสรรสิ่งที่ดีที่สุดให้กับประชาชน กับประเทศชาติของเรา เพราะเราอยู่ในยุคปฏิรูป เราก็จะต้องปฏิรูปร่วมกันไปรวมทั้งจะต้องปฏิรูปสื่อด้วย จะปฏิรูปอย่างไรเราก็ว่ากันอีกที ไม่จบวันนี้ก็ได้ และผมขอน้อมนำพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ ๘ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๑๐ นานแล้วนะครับ ตอนนั้นผมอายุ ๒๐ ปี บรรลุนิติภาวะพอดี ผมอ่านให้ท่านฟังนิดก็ได้เพราะว่าบนจอค่อนข้างจะไม่ชัด ผู้มีหน้าที่สื่อข่าวควรสำนึกอยู่เสมอว่า ที่ทำเป็นงานสำคัญและมีเกียรติสูง การแพร่ข่าวโดยขาดความระมัดระวัง หรือแม้แต่คำพูดง่าย ๆ เพียงนิดเดียวก็สามารถจะทำลายงานที่มีผู้มีความปรารถนาดีทั้งหลายพยายามสร้างไว้ ด้วยความยากลำบากเป็นเวลาแรมปี เหมือนฟองอากาศนิดเดียวถ้าเข้าไปในเส้นเลือด ก็สามารถปลิดชีวิตคนได้ ชัดไหมครับ ถ้าท่านฉีดยามีฟองอากาศนิดเดียวตายทันที ท่านมีพระราชดำรัสไว้กับนักธุรกิจและนักหนังสือพิมพ์ ณ พิพิธภัณฑ์เมโทรโพลิทัน นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ผมไปค้นแล้วผมต้องใช้คำว่าก้มลงกราบเลยครับ ท่านมีพระราชดำรัสแบบลึกซึ้ง ทีนี้สิ่งที่เรากำลังจะพูดผมคิดว่าการมีสภาวิชาชีพ เป็นหลักการสำคัญที่จะทำหน้าที่ปกป้อง คุ้มครองผู้บริโภค และขณะเดียวกันก็ต้องหวงแหน ของวิชาชีพนั้น ๆ นี่ผมพูดโดยรวมนะครับว่าสภาวิชาชีพที่มีอยู่ในประเทศไทย ๑๔ สมาคม วิชาชีพเขามีไว้เพื่ออันนี้ ท่านจะลงข่าว ท่านจะฉีดยาคนตาย ท่านจะสร้างบ้านสร้างเรือน ไม่เรียบร้อยจนเกิดพัง ถามว่าประชาชนเขาอ่อนแอมากไม่สามารถที่จะมาเรียกร้องอะไรได้มาก ก็จะต้องมีสมาคมวิชาชีพดูแลคุณภาพให้กับประชาชน ผมจึงมองว่าการมีสภาวิชาชีพที่ผ่านมาแล้ว ๑๔ สมาคมผมก็เห็นด้วย และที่จะมีอีกผมก็เห็นด้วยว่าควรจะมี ผมจะยกตัวอย่างสภาวิชาชีพ ๑๔ สาขา ท่านไปดูได้เลยอันนี้เป็นเรื่องวิชาการ ตั้งแต่วิชาชีพแรกเลยของประเทศไทย ก็คือแพทยสภา แม้แต่มัคคุเทศก์ ครูบาอาจารย์มีวิชาชีพหมด มีกฎหมายรองรับทุกวิชาชีพ แล้วก็มีสภา จะเลือกอะไรก็ตาม แล้วก็มีตั้งแต่เริ่มต้น พ.ศ. ๒๕๓๕ สมาคมวิชาชีพมัคคุเทศก์ ข้าราชการทั้งนั้นเลย แล้วก็มีผู้ทรงคุณวุฒิอยู่ ๕-๖ ท่าน แล้วก็พัฒนามาเรื่อย เมื่อสักครู่ ผมพูดถึงแพทยสภา มีตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๖ นานไหมครับ ผมยังไม่เกิดเลยนะครับ มีมานาน เพื่อคุ้มครองประชาชนที่จะถูกหมอรักษา ไม่ว่าจะผ่าตัดหรือให้ยาต่าง ๆ ก็ต้องเป็นไปตามกฎ กติกา ทีนี้ไปดูโครงสร้างของแพทยสภา ท่านไปดูได้เลยครับ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ทุกมหาวิทยาลัยเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง แล้วรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นนายกพิเศษ มีเจ้ากรมแพทย์ทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ และเจ้ากรมแพทย์ตำรวจ เป็นกรรมการ แล้วก็มีผู้ทรงคุณวุฒิร้อยแปดจิปาถะตามกฎ กติกา อันนี้ก็เป็นตัวอย่างที่ดีว่า มีทั้งราชการ มีทั้งหมอ มีทั้งผู้เชี่ยวชาญ เป็นองค์ประกอบของสภา อันนี้ผมยกตัวอย่างให้เห็น เป็นประจักษ์ว่าสิ่งที่มีอยู่แล้วก็มีได้ ทีนี้ท่านไปดูสิ่งที่ไม่เกี่ยวกับมนุษย์ ๑๔ วิชาชีพ เกือบ ๑๐ วิชาชีพเป็นเรื่องของการกระทำต่อมนุษย์ทั้งนั้นเลย กายภาพบำบัดก็ใช่ พยาบาลก็ใช่ พอไปดูพระราชบัญญัติมัคคุเทศก์หรือว่าพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. ๒๕๓๕ เริ่มต้นใหม่ ๆ ราชการทั้งนั้นเป็นผู้ดูแล และต่อมาเมื่อแก้ไข พ.ศ. ๒๕๕๑ ก็มีภาคเอกชนเข้ามามากขึ้น ภาคราชการก็ค่อย ๆ ถอยห่างออกไป อันนี้ก็เป็นวิวัฒนาการ ทุกอย่างเป็นบริบทของสังคม อะไรที่ดีเมื่อ ๑๐๐ ปีที่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องดีถึงตอนนี้ แต่คำสอนของพระพุทธเจ้ายังเป็นอกาลิโกนะครับ มัคคุเทศก์เขาจะมีบัตรประจำตัวว่ามีความรู้จริงไหม พูดรู้เรื่องไหม รู้จักอารยธรรม รู้จักการรักชาติไหม รู้จักอะไรสมควรหรือไม่สมควรเขาก็ต้องมีการฝึกอบรมกัน ต่อไป เรื่องที่พวกเรากำลังจะพูดคือสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กำเนิดเมื่อ ๔ กรกฎาคม ๒๕๔๐ ใคร ๆ ก็รู้ว่ามีมานาน และเมื่อวันที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๖๐ ผมไปงานสวดพระอภิธรรมของท่านยุวดี ผมพบหมดเลย ท่านพงษ์ศักดิ์ พยัฆวิเชียร ประธานมูลนิธิอิศรา อมันตกุล คุณวันชัย วงศ์มีชัย รองประธานสมาพันธ์นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย คุณชวรงค์ ลิมป์ปัทมปาณี ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ คุณปรเมศวร์ เหล็กเพชร นายกสมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย คุณสุเมธ สมคะเน ประธานสหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย ท่านมานิจ สุขสมจิตร ประธานมูลนิธิพัฒนาสื่อสารมวลชนประเทศไทย คุณบัณฑิต รัชวัฒนะธานินทร์ ประธานชมรมนักข่าวหนังสือพิมพ์อาวุโส คุณพิเชษฐ์ ชูรักษ์ ที่ปรึกษา ชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม คุณพีระวัฒน์ โชติธรรมโม เลขาธิการสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย คุณสุวรรณา สมบัติรักษาสุข ตัวแทนสภาวิชาชีพนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย สุดท้าย ท่านอรรถพล เลิศล้ำ ประธานชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ เขาไม่รู้จักผมเลยครับ ผมรู้จักแค่ ๒ คนที่รู้จักผมคืออาจารย์พงษ์ศักดิ์กับท่านมานิจ ผมก็แอบถามอันนี้คิดอย่างไร ทุกคนใส่ไม่ยั้ง แต่ก็ถือว่าผมได้ลองถามดูว่าเป็นอย่างไร ผมกราบเรียนท่านประธานว่า ทุกวิชาชีพต้องมีการพัฒนา จากเริ่มต้นค่อย ๆ พัฒนาให้ดีขึ้น นักหนังสือพิมพ์รุ่นแรก ๆ ที่ผมกล่าวไม่มีกฎหมายรองรับ ไม่พูดกันถึงเรื่องจริยธรรม จริยธรรมหรือคุณธรรม มันเกิดจากสายเลือดหรือดีเอ็นเอ (DNA) ของผู้ทำหน้าที่ผู้สื่อข่าวหรือนักหนังสือพิมพ์ โดยกำเนิด แล้วต่อมาเมื่อมีการขยายตัวจากหนังสือพิมพ์ มีโทรทัศน์จากอนาล็อก (Analog) ปัจจุบันเป็นดิจิทัลเป็น ๑๐๐ ช่องก็จะมีผู้เข้ามาอยู่ในวงเล่นมากขึ้น เมื่อมากขึ้นการจะดูแล ควบคุมกันหรือโดยจิตวิญญาณก็เริ่มแผ่วเบาลง เพราะฉะนั้นการที่จะกำหนดให้มีสภา ที่ดูแลเกี่ยวกับสื่อมวลชน ถ้าถามผมโดยส่วนตัวผมคิดว่าเป็นเวลาที่เหมาะสม ส่วนจะมี องค์ประกอบอย่างไรผมคิดว่าอันนั้นก็เป็นเรื่องที่เราคุยกันได้ แล้วขณะนี้สภาที่ท่านเสนอมา มี ๑๕ ท่าน มีปลัดกระทรวง ๒ ท่าน ก็อาจจะบอกว่ามีปลัดกระทรวงแล้วพยายามจะลงข่าว ถ้าสมมุติ ขอประทานโทษ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีทำมิดีมิชอบจะลงอย่างไร สิทธิครับ ต้องเสนอข่าวเลย ถ้าผมเป็นผู้สื่อข่าวรวมทั้งเป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์หัวสีอะไรก็ได้ผมก็ต้องลง แล้วเมื่อจะมีการลงมติก็ต้องเชิญท่านออกจากห้องประชุมเพราะท่านมีส่วนได้เสีย และผมเชื่อนะครับ ไม่ว่าจะ ๒ ท่านปลัดกระทรวงนี้หรือกี่ปลัดกระทรวงก็ตามใจเถอะ ต้องระมัดระวังตัวในการปฏิบัติหน้าที่ราชการมากยิ่งขึ้นกว่าคนอื่น ๆ เพราะตัวเอง อยู่ในสภาวิชาชีพนี้ด้วย ผมถึงกราบเรียนท่านประธานไปยังกรรมาธิการว่าเรื่องนี้ถ้าคิดให้ดี ๆ แล้วคิดถึงกาลามสูตร คิดถึงสุขา สังฆัสสะ สามัคคี แล้วผมคิดว่าเราคุยกันแล้วก็สร้างสรรค์ สิ่งที่ดี ๆ ให้กับสังคม ผมอยากกราบเรียนว่าผมเห็นว่าการมีสภาวิชาชีพนี้เป็นเรื่องสมควร เป็นการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชนให้สูงส่งยิ่งขึ้นซึ่งมีอยู่แล้ว แล้วผมเชื่อเลยว่า พี่ ๆ น้อง ๆ ที่ทำหน้าที่อยู่นี้แม้แต่ฟังผมอยู่ก็ทำดีแล้ว ถ้าไม่ทำดีผมถามว่าผมจะรู้ เรื่องโรลส์รอยซ์ (Rolls-Royce) ไหม ทั้ง ๆ ที่ผมเป็นข้าราชการ ไม่รู้หรอกครับ อันนี้ก็เป็นข้อดี และมีอีกหลาย ๆ เรื่องในอดีต หรือยายไฮ ท่านคงทราบนะครับ ไม่ได้รับ ค่าชดเชยในการทำเขื่อนก็ได้สื่อมวลชน และมีอีกร้อยเรื่องพันเรื่องที่ดี ๆ ของสื่อมวลชน ที่ทำให้สังคมหยิบยกขึ้นมาและติดตาม แต่อย่างไรก็ตาม วันอาทิตย์ผมฟังรายการของครูหยุย สถานีวิทยุกระจายแห่งประเทศไทย แล้วก็มีผู้พิพากษาสุภาพสตรีคนหนึ่งเป็นผู้พิพากษาสมทบ ศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง พูดถึงเรื่องการดูแลเยาวชนที่กระทำผิดโดยไม่เจตนา ท่านพูดอย่างนี้เลยนะครับ ท่านบอกว่าทุกครั้งที่เห็นหนังสือพิมพ์พาดหัวเด็กหญิงถูกโทรม หรือเด็กชายไปกระทำผิดโดยประมาทหรืออะไรก็ตามเขาเรียกว่าคลุมโม่ง ท่าน สปท. ทราบไหม รู้จักคลุมโม่งไหมครับ ผมต้องโทรศัพท์ไปถามท่านผู้พิพากษาว่าแปลว่าอะไร คลุมโม่งก็คือว่า เอามาออกหนังสือพิมพ์หน้า ๑ แล้วก็คลุมศีรษะ แล้วก็บอกเลยว่าอันนี้ทำผิดคิดร้ายอะไร โดนข่มขืนเมื่อไร ขณะเดียวกันถ่ายรูปไว้เลย คุณพ่อคุณแม่เขายืนอยู่ข้างหลังถามว่าอย่างไร นามสมมุติ เด็กหญิงแดง อายุ ๑๓ ขวบ ถูกรุมโทรมโดยชายกลัดมัน ๕ คน อะไรก็ว่าไป แล้วก็มีคุณแม่ยืนอยู่ข้างหลัง ถามว่าคุณแม่กลับบ้านได้ไหมครับ ลำบากครับ ถ้าเป็นท่านบ้าง จะทำอย่างไร อันนี้ผมก็ฝากไว้ ผมฟังจากสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยที่ผ่านมา ผมกราบเรียนว่าบางเรื่องข้อเสนอดี บางเรื่องก็ต้องระมัดระวังในเรื่องของการเสนอข่าวเหล่านี้ ให้กับประชาชน เพราะว่าเป็นเรื่องของความเสียหายระยะยาว แล้วเด็กเขาบอกกับผู้พิพากษา ว่าอย่างไรรู้ไหมครับ เขาเสียใจอย่างยิ่งเลยที่เขากระทำผิดคิดร้ายไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เขายอมรับผิดพร้อมที่จะไปติดคุกติดตารางแล้วเขาก็จะออกมาปฏิบัติหน้าที่เป็นพลเมืองดี แต่สิ่งที่เขาเสียใจที่สุดคือว่าชีวิตนี้เขาถูกตราบาปไปตลอดชีวิต ไม่มีทางกลับมาได้ดีเลย ไม่ว่าจะเปลี่ยนชื่อนามสกุลไปแล้วกี่ครั้ง เพราะการนำเสนอของข่าวบางประเภทที่ออกไป ในหน้า ๑ ผมจึงกราบเรียนท่านประธานว่าผมชื่นชมในเรื่องของการเสนอข่าวที่ดี ที่เป็นประโยชน์กับสังคม โดยเฉพาะเรื่องของการทุจริต หรือการทำไม่ดี ไปขุดคุ้ยเป็นเรื่องที่ดี แล้วผมก็ชื่นชมพี่ ๆ น้อง ๆ ในสื่อมวลชนทุกคนที่ผมเคยสัมผัสแล้วก็ยังสัมผัสอยู่ในบางท่าน เรามาร่วมกันคิดว่ามันควรจะดี ดีอย่างไร ผมก็กราบเรียนด้วยความเคารพว่าผมสนับสนุน ให้มีการปฏิรูปสื่อ ส่วนปฏิรูปอย่างไรผมคิดว่าการมีสภาเพื่อดูแลจริยธรรม คุณธรรมเป็นสิ่งที่ดี และการที่ผมจะหล่อหรือไม่หล่อ ผมแต่งตัวใส่สูทอย่างนี้หล่อหรือไม่หล่อผมต้องไปดูกระจก ว่าหวีผมดีไหม ถ้าผมดูเองแล้วก็ไปบอกแฟนผมว่าหล่อแล้วใช่ไหม มันไม่ใช่ ก็ต้องค่อย ๆ ร่วมกันดู ดูแล้วสังคมไทยก็จะดีขึ้น ช่วยกันติช่วยกันชมนะครับ ผมจึงกราบเรียนเป็นเรื่องสุดท้าย ผมเห็นด้วยว่าสมควรที่จะมีการปฏิรูปสื่อมวลชนในเวลานี้ แล้วก็คิดว่าเหมาะสมที่จะทำ ตอนนี้ เพราะเป็นยุคของการปฏิรูป ผมไปถามชาวบ้าน ผมเพิ่งกลับมาจากต่างจังหวัด เกือบทุกวันเสาร์วันอาทิตย์ ชาวบ้านเขาบอกว่าปฏิรูปดีมากเลย เขาก็เอาเฉพาะที่เขาทำมาหากิน กระผมคิดว่าการปฏิรูปเป็นสิ่งที่ดี ทำให้มาตรฐานวิชาชีพได้รับการยกย่องมากขึ้น ผมคิดว่า จะเป็นสิ่งดีและเป็นสิ่งที่ควรทำในปัจจุบัน กราบขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับท่านสุรินทร์ ท่านต่อไปขอเชิญท่านนิกร จำนง อดีตสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ขอเชิญครับ

นายนิกร จำนง 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จำนง สมาชิก สปท. หมายเลข ๗๙ ท่านประธานครับ เกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูปสื่อสารมวลชนวาระ ที่นำเสนอขึ้นมา สาระสำคัญจะอยู่ที่ร่างพระราชบัญญัติ เป็นการตกผลึกของความพยายาม ที่จะมีการปฏิรูป ผมเรียนท่านประธานว่าผมเองพูดเรื่องนี้จริงจังมาครั้งหนึ่งแล้วในสภาแห่งนี้ ประมาณว่า เมื่อปี ๒๕๓๒ คือการพัฒนาสื่อมวลชน ปฏิรูปสื่อมวลชนจะพัฒนามาตามลำดับ ตามจังหวะ ของความเปลี่ยนไปของสังคม การรับรู้ มีเรื่องราวเกิดขึ้นใหม่ ๆ มากมาย เราก็ต้องยอมรับว่า มีการเปลี่ยนแปลงมาตามลำดับเหมือนกัน ในช่วงนั้นเป็นยุคของรัฐบาล พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ ก็มีการนำเสนอ มีการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยเรื่องสื่อ ผมยังจำตัวเองว่าได้เคยพูด ในห้องประชุมแห่งนี้นะครับ ผมไปยกเอาคำของโกวเล้งซึ่งเป็นนักเขียนชาวไต้หวัน เขาเป็นสื่อด้วยนะครับ เขาพูดถึงเรื่องราวของตัวเองว่าในช่วงเป็นสื่อเขาบอกว่ากระบี่ เป็นอาวุธที่คม ดาบก็เป็นอาวุธที่คม มีดก็เป็นอาวุธที่คม แต่ว่าสิ่งที่คมกว่าคือปากกา เพราะว่า เวลาบาดเข้าไปแล้ว ส่งไปแล้วเอากลับไม่ได้ เพราะฉะนั้นพึงระมัดระวังในการใช้ปากกา นี่เขาพูด ในฐานะที่เขาเป็นสื่อ ในวันนั้นเรามีการประชุม ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงกฎหมายว่าด้วยเรื่องสื่อ แล้วก็มีการดำเนินการ ที่จำได้ผมยังเสนอว่าเห็นด้วยกับหลักการในการปรับปรุง ซึ่งก็มี การปรับปรุงในยุคนั้นนะครับ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามถ้าเปรียบสื่อเป็นดาบก็เป็นดาบสองคม คือคมหนึ่งอาจจะมีปัญหาอยู่บ้างกับพี่น้องประชาชน ก็พัฒนาตามไป แต่อีกคมหนึ่ง ช่วยทำให้เกิดสิ่งดีงามขึ้น ทำให้เกิดมีการกำกับดูแลความเป็นรัฐอะไรต่าง ๆ ซึ่งเราก็ทราบว่า เป็นมาตลอด ดังนั้นในการตัดสินใจเรื่องพวกนี้เราพึงระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง ผมมีน้อง ๆ เพื่อน ๆ ทำอาชีพสื่อสารมวลชนอยู่ในยุคนั้นหลายคน ก็มาขอร้องว่าอยากจะให้ช่วยโหวต ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายที่มีการออกไปตรงนั้น ผมบอกว่าเราเป็นพี่เป็นน้องกัน แต่ผมเป็น สมาชิกรัฐสภาสิ่งที่เราตัดสินใจไปแล้วในสภาครั้งหนึ่งจะผูกต่อเนื่องไปในอนาคตยาวนานมาก ดังนั้นคงไม่สามารถจะทำอย่างนั้นได้ คงจะต้องออกมาเป็นกฎหมายในการเข้ามาดูแล แล้วเราก็ทำกฎหมายกันได้ วันนี้มาอีกผมก็ยืนยันหลักการเดิม วันนั้นก็มีผู้ที่สนิทสนมอยู่ แล้วก็เห็นถึงความตั้งใจดีที่มีแต่ว่าเราต้องพูดกันให้ชัดเจน เพราะสิ่งที่เราจะทำต่อไปนี้ ส่งผลกระทบเป็นอย่างมากต่อไปในอนาคต เราต้องพึงระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง ไม่อย่างนั้น สิ่งที่เป็นประโยชน์อยู่ในลักษณะแบบนี้อาจจะมีคมอยู่บ้างจะกลายเป็นสูญเสียคมไป และจะเกิดสิ่งที่ต่าง ๆ มากมายที่เป็นทางลบเกิดขึ้น ความเห็นส่วนตัวต่อการเสนอครั้งนี้ ผมไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอที่เสนอขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่เห็นด้วยว่าถึงเวลาต้องปรับปรุง เหตุผล ที่ไม่เห็นด้วยคือเขาบอกกันว่าในครั้งนั้นปี ๒๕๓๒ ยังไม่มีการขัดแย้งที่รุนแรงแบบนี้ หมายถึงความไม่เห็นด้วยจากสื่อ แต่สังเกตให้ดีว่าคราวนี้การต่อต้านจากสื่อรุนแรงมาก เขาพูดกันว่าจิ้งจกทักเขาต้องหันไปมองกันแล้ว เวลาเราฟังประชาชน ประชาชนเขาทักที่เขามี ส่วนได้ส่วนเสียกับบางเรื่อง เราเป็นลอว์เมกเกอร์ (Lawmaker) เป็นผู้ออกกฎหมาย เป็นคน นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับสังคมเราต้องหันไปมอง หันไปฟัง แต่ขณะนี้เราจะเห็นว่าการต่อต้าน จากสื่อรุนแรงกว่าครั้งไหน เท่าที่ผมเห็นนะครับ ยกเว้นว่าในอดีตที่มีการไปทุบแท่นพิมพ์ เพราะเลยเวลานั้นมาแล้ว ดังนั้นในส่วนนี้คงจะต้องพิจารณาย้อนกลับอีกครั้งหนึ่งว่า ด้วยเหตุผลใด ไม่ใช่เพราะว่าเขาต้องการป้องกันตัวเองหรือต้องการรักษาผลประโยชน์ตัวเอง คงจะมีอะไรอยู่ในนั้น

ประเด็นที่ ๒ เนื้อหาของร่างมีอยู่ประมาณ ๗-๘ ประเด็นที่ผมเห็นว่ามีปัญหา ความสอดคล้องของหลักการและเหตุผล เราจะไปดูในกฎหมายนี้ตอนนำเสนอ เราบอกว่าให้มี กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน แต่ในเหตุผลไม่มี ในเหตุผลมีเหตุผลเดียวท่านประธาน ซึ่งที่ผ่านมาผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน องค์กรสื่อมวลชน และองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนได้มีการกำหนดมาตรการกลไกในการกำกับ ดูแลกันเองทางจริยธรรม แต่ไม่ประสบความสำเร็จและไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร นี่เรากำลัง อีกมุมหนึ่งแล้ว ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วในสาระสำคัญหลักการกับเหตุผลขัดกันเอง หลักการ ต้องการจะคุ้มครองดูแลสื่อ แต่เหตุผลกำลังชี้ว่ามีปัญหาในอีกมิติหนึ่ง

ประเด็นที่ ๓ คำถามนี้ก็เลยมีว่าเป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองสื่อจริงหรือ ถ้าพิจารณาแล้วเราจะเห็นว่าบทบัญญัตินี้คุ้มครองสื่อ ๒ มาตราเท่านั้นเอง ก็คือมาตรา ๗๖ และมาตรา ๗๗ ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับบริษัท เรื่องเกี่ยวกับตรงนี้มีแค่ ๒ มาตราเท่านั้น นอกนั้นเป็นเรื่องที่เข้าไปมีปัญหากับสื่อทั้งสิ้น ในการคุ้มครองมี ๒ มาตรา และที่สำคัญ การทำผิดต่อ ๒ มาตรานี้ ฟังดี ๆ นะครับ มาตรา ๗๖ กับมาตรา ๗๗ ไม่มีโทษ เป็นความผิด ที่ทำแต่ไม่มีโทษ มีโทษอย่างเดียวก็คือกำหนดว่า การกระทำดังกล่าวถ้ามีความผิด ก็จะคุ้มครองให้ ผู้ใดฝ่าฝืนก็ไม่มีความผิดในทางอาญาเลย เพียงแต่บอกว่าให้ถือเป็นการจงใจ ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ มีกฎหมายคุ้มครอง ๒ ข้อ แต่โทษไม่มี ในขณะที่ในส่วนของสื่อ มีโทษเป็นแผง โทษรุนแรงมาก อันนี้เป็นเจตนารมณ์ที่ผมเห็นว่าขัดกันนะครับ

ประเด็นที่ ๔ ผู้คุกคามสื่อมวลชนไม่ถูกกำหนดเป็นความผิด และไม่มีโทษ จากที่เรียนแล้วเมื่อสักครู่นี้ การกำหนดโทษในมาตรา ๘๗ และมาตรา ๙๒ เป็นการกำหนด โทษลักษณะที่เป็นข้อเสนอชี้เท่านั้นเอง

ประเด็นที่ ๕ กฎหมายนี้มีบทยกเว้นไม่ให้บังคับกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพราะมี การกำหนดในมาตรา ๔ ว่า บทบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งต้องปฏิบัติตามหน้าที่ สื่อมวลชนตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ เราดูเหมือนกับว่าเป็นกรอบปกติแต่จริง ๆ แล้ว ในหลักการตรงนี้เราจะเห็นว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐถ้าเป็นสื่อด้วยไม่มีความผิดเลย ในการกำหนด จริง ๆ ตามรัฐธรรมนูญที่มีบทบัญญัติกำหนดตรงนี้ไว้ น่าจะกำหนดเพียงแต่ว่าบทบัญญัตินี้ ไม่กระทบถึงการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติตาม อันนี้หยิบเอามาจาก รัฐธรรมนูญนะครับ ที่ปฏิบัติตามวัตถุประสงค์และภารกิจของหน่วยงานของรัฐที่ตนสังกัด แต่ขณะนี้เรายกทั้งแผงเลย หมายความว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐเองไม่ว่าเกี่ยวกับภารกิจ ของหน่วยงานเองหรือไม่ ไม่ว่ากระทำการใด ๆ ในการทำหน้าที่เป็นสื่อด้วยไม่มีความผิดเลย เรายกหมด แต่สื่อนี่ผิดหมด

ประเด็นที่ ๖ ร่างนี้ก็เลยถือเป็นร่างที่มีการควบคุมสื่อมวลชนเป็นหลัก ไม่ใช่เป็นการคุ้มครอง แต่เป็นร่างแห่งการควบคุม ดังนั้นถ้าจะเดินลักษณะนี้อาจจะต้อง ไปเปลี่ยนชื่อเป็นร่างพระราชบัญญัติควบคุมสื่อ จะได้ชัด

ประเด็นที่ ๗ ที่ผมพูดอย่างนี้ก็คือว่าเราแทบจะหาความคุ้มครองในสื่อไม่ได้ แต่เราไปดูโทษนะครับ โทษที่มีการกำหนดตั้งแต่มาตรา ๘๗ ถึงมาตรา ๙๒ มีการถอดออกไป ๒ มาตรา แต่ยังมีอยู่ว่าโทษที่พิจารณาที่ดำเนินการโดยสื่อ คือเมื่อสักครู่นี้เราไม่ได้คุ้มครอง แต่เรามาดูเรื่องโทษ การพิจารณาโทษที่กำหนดให้เป็นตามร่าง พ.ร.บ. มีกำหนดโทษ ทางปกครองไว้ ๓ ระดับ ระดับที่ ๑ ปรับไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท ระดับที่ ๒ ปรับไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ระดับที่ ๓ ปรับไม่เกิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท และกรณีความผิดด้านใบอนุญาต ซึ่งตอนนี้ยกออกไปแล้ว จะเป็น ๖๐,๐๐๐ บาท ๑๐,๐๐๐ บาท และเทียบกับร่างของ สปช. ที่ท่านคำนูณได้เสนอไว้ มีการกำหนดโทษไว้ก็คือโทษทางปกครองอย่างเดียว ไม่มีโทษอาญา ก็คือปรับไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท ๒๐,๐๐๐ บาท และ ๓๐,๐๐๐ บาท แต่เราอัป (Up) โทษขึ้นไปทั้ง ๆ ที่ ๒-๓ ปีเท่านั้นเอง ถือว่าเป็นโทษที่หนักครับ

ประเด็นที่ ๘ ในส่วนเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติ การควบคุมคราวนี้ มีการล็อกไว้ ๓ ชั้น หมายความว่าเรากำลังล็อกสื่อไว้ ๓ ชั้น ชั้นที่ ๑ ก็คือเรามีคณะกรรมการ กำกับดูแลสื่อถึง ๓ คณะ มีกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ กรรมการองค์การวิชาชีพ สื่อมวลชนแห่งชาติ และกรรมการจริยธรรม ทั้ง ๓ ชุดนี้เอามาล็อกเอาไว้ ทีนี้สภาวะ จะเป็นอย่างไร สื่อเขาเรียกว่าเป็นเหมือนนกพิราบ แต่ขณะนี้นกอยู่ในกรงที่ถูกล็อก โดยกุญแจ ๓ ดอก ผมเรียกว่าไตรล็อก ผมไปเสนอที่ ป.ย.ป. คราวนั้นใช้คำว่า ไตรรักษ์ แต่เขาเขียนเป็นไตรลักษณ์ ล. ลิง ประเด็นที่ท่านล็อกเอาไว้นี้ผมใช้คำว่าไตร (Tri) ที (T) อาร์ (R) ไอ (I) ไตร แปลว่าสาม ล็อก (Lock) แอล (L) โอ (O) ซี (C) เค (K) ล็อกเป็นภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษาไทยแล้ว คือเราล็อกไว้ ๓ ชั้น เรามีกรรมการ ๓ คณะมาล็อกสื่อเอาไว้ นกพิราบที่ว่านี่อยู่ในกรง แล้วถูกล็อกแน่นอนนะครับ

ประเด็นต่อมา การควบคุมโดยรัฐ ประเด็นที่เป็นประเด็นหนักหนาสาหัส ขณะนี้ก็คือว่าบางเรื่องเราให้ควบคุมกันเอง แต่ขณะนี้เรามีการคุมโดยรัฐ นั่นก็คือการที่เรา เสนอเอาปลัดกระทรวง ตอนนี้เหลือ ๒ คน ก็คือปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีซึ่งมีหน้าที่ อนุญาตเรื่องทีวี (TV) เรื่องอะไรพวกนี้ แล้วปลัดกระทรวงวัฒนธรรมซึ่งมีอำนาจ ในการออกสื่อเหมือนกัน ถามว่าแค่ ๒ คนเท่านั้นโหวตกันขึ้นมาก็คงไม่มีทางชนะได้ แต่ถามว่า เขามีอะไรอยู่ในมือ เขามีอำนาจในการดำเนินการคล้าย ๆ ให้คุณให้โทษได้ ดังนั้นน้ำหนัก ไม่เหมือนกับกรรมการคนอื่นหรอก มีอยู่ ๒ คน แต่อย่างไรก็ตามส่วนนี้เป็นการเข้าไปควบคุมนะครับ

ประเด็นต่อมา ขอเวลาท่านประธานอีกเล็กน้อยว่าเป็นปัญหาใหญ่ แล้วทีนี้ ปัญหาความสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่มาก ซึ่งผมเชื่อว่า ถ้ามีการเสนอไปต้องมีคนไปร้องแล้วก็จะมีปัญหาแน่ ขัดรัฐธรรมนูญใน ๒ ส่วน ส่วนแรก ก็คือในส่วนของมาตรา ๓๔ เกี่ยวกับเรื่องบุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดง ความคิดเห็น ในการพูด ตรงนี้สมาชิกได้อธิบายละเอียดแล้ว ผมจะไม่พูดลงในรายละเอียด แล้วบุคคลที่มีวิชาชีพสื่อมวลชนย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวสาร แสดงความคิดเห็น หรือจริยธรรม ประเด็นที่เราล็อกเขาไว้สามชั้น ไตรล็อก (Tri Lock) ที่ผมพูดเมื่อสักครู่นี้ แล้ว ก็รวมทั้งโทษที่เรากำหนดไว้รอบ ๆ คือถ้าออกมาคุณต้องเจออันนี้แน่ เป็นการทำให้ ไม่มีเสรีภาพ แล้วส่งผลต่อไปยังประชาชนที่ได้รับข่าวสารจากการนี้ด้วย มันเชื่อมต่อกัน

ประเด็นต่อมาที่เหมือนกับว่าถ้ามองแล้วจะหนักเข้าไปอีก ก็คือมาตรา ๗๗ ผมจะชี้อย่างนี้ครับท่านประธาน ขอเวลาอีกเล็กน้อย ความจำเป็นในการร่างกฎหมาย กฎหมายนี้อาจจะบอกว่ามีความจำเป็น แต่ระบุว่าที่เป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิต การประกอบอาชีพ อันนี้เป็นกฎหมายที่มีความจำเป็นจะต้องมีการปฏิรูปสื่อ แต่ว่าในส่วนนี้ ไปสร้างปัญหาในการประกอบอาชีพมากจนเกินไปสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพสื่อตรงนี้ขัด มาตรา ๗๗ ได้ แต่ที่ขัดแน่ ๆ ก็คือเกี่ยวกับเรื่องของวรรคสอง ก่อนการตรากฎหมายทุกฉบับ รัฐพึงจัดให้มีการรับฟังความเห็นของผู้เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น จากกฎหมายอย่างรอบด้านและเป็นระบบ อันนี้เป็นรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ การสอบถามตรงนี้ ถ้ามีการสอบถามแล้วการไปรับประทานข้าวคงไม่พอ แต่การสอบถามเป็นระบบและมีความเห็น เป็นอย่างไรหลังจากที่รัฐธรรมนูญออกต้องชัดเจนกว่านี้ ไม่อย่างนั้นก็กลายเป็นว่าออกกฎหมาย โดยไม่ฟังความเห็น ทีนี้การที่มีความเห็นค้านแรง ๆ แบบนี้จะให้ตีความว่าอย่างไร ก็คือได้ฟังแล้ว แล้วก็เอามาดำเนินการหรือไม่ อย่างไร เป็นประเด็นนะครับ

ประเด็นต่อมา ในเรื่องมาตรา ๗๗ การใช้ระบบอนุญาต มาตรา ๗๗ วรรคสาม กำหนดว่ารัฐพึงใช้ระบบอนุญาตหรือระบบคณะกรรมการในกฎหมายเฉพาะกรณีที่จำเป็น เมื่อสักครู่นี้จำเป็นในการมีกฎหมาย ในความจำเป็นนั้นมีได้ แต่ความจำเป็นในการใช้ คณะกรรมการในการออก วรรคสามกำหนดว่าต้องใช้เฉพาะที่จำเป็น เรามีตั้ง ๓ คณะ เกินความจำเป็นหรือไม่ อย่างไร ในข้อนี้ผมมองว่าขัดมาตรา ๗๗ อย่างแน่นอน เพราะว่า เราออกเป็น ๓ ล็อกตรงนี้มีคณะกรรมการ ๓ คณะ แล้วก็มีการอนุญาต ไม่ว่าจะเป็น ออกใบอนุญาตหรือใบรับรองก็คือการออกอนุญาตอยู่ดี นอกจากนั้นการใช้ระบบคณะกรรมการ ในกรณีที่ผมได้กล่าวแล้วว่าเป็นระบบคณะกรรมการเฉพาะในกฎหมายที่จำเป็น วรรคสาม นี่นะครับ

สุดท้ายอยากจะเรียนท่านประธานว่าท่าทีของรัฐบาล ผมมีโอกาสได้ฟัง และผมก็มีความเห็นว่าถ้ารัฐบาลเองรับเรื่องนี้ไปจะมีความสุ่มเสี่ยงต่อแรงกดดันค่อนข้างมาก ในสถานการณ์แบบนี้ แล้วมีโอกาสได้ฟัง ๒-๓ ท่าน กรธ. ท่านหนึ่งก็ชี้ว่าเหมือนจะขัด แล้วมีระดับรองนายกรัฐมนตรีได้บอกว่าเราจะรอดูก่อนแต่ไม่ใช่เรื่องง่ายในการจะผ่าน มาตรา ๗๗ เพราะเป็นเรื่องใหม่ที่ออกมาซึ่งทุกคนต้องระมัดระวังในขณะนี้ ดังนั้น ข้อเสนอแนะสุดท้ายก็คือว่าผมเสนอยืนยันกลับไปที่ ป.ย.ป. ในคราวนั้นเขาพูดกันเรื่องนี้ เมื่อไม่กี่วันมานี้ที่เขาฟังความเห็นโดยทั่วไป ผมเสนอว่าให้ใช้ไตรรักษ์ เข้ามานั่งคุยกันใหม่แล้วใช้ไตรรักษ์ รักษ์ แปลว่ารักษา คำนี้ไม่มี ในพจนานุกรม หมายความว่า ๓ ส่วนนี้ช่วยดูแลกันเอง ก็คือสื่อช่วยดูแลรัฐอย่าให้ทำอะไร ผิดพลาดหรือไปกดดันประชาชน ประชาชนเองต้องช่วยกันดูแลสื่อไม่ให้รัฐใช้อำนาจไปกดดัน รัฐเองก็ต้องช่วยดูแลประชาชนไม่ให้สื่อมีการกระทำใด ๆ ที่เป็นการกระทบกระเทือนต่อสื่อ หมายความว่า ๓ ส่วนนี้เชื่อมโยงถึงกันและกันแล้วรวมกันเป็นช่วยกันรักษา ช่วยกันดูแล ถ้าหากคุยกันลักษณะแบบนี้ผมเห็นว่าสามารถจะมีทางออกได้ แล้วสื่อเองที่บอกว่าจะดูแล กันเอง ผมว่าถึงเวลาแล้วฝากสื่อทั้งหลายไปด้วยนะครับ ที่บอกว่าจะดูแลกันเองท่านก็ต้อง เสนอมาว่าดูแลกันอย่างไร วิธีใด ไม่อย่างนั้นสิ่งนี้จะกลับมาหาเราอีก ผมก็เลยเสนอว่า ผมเองคงจะไม่สามารถเห็นชอบได้ แล้วเห็นว่าเรื่องนี้อยากจะให้มานั่งคุยกันแบบไตรรักษ์ อย่างที่ว่านี่ครับ คล้าย ๆ ไตรภาคี แต่นี่ไม่ใช่ นี่เป็นการรักษาซึ่งกันและกันไปสู่สิ่งที่ดีกว่า กราบเรียนด้วยความเคารพท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ท่านคุรุจิต นาครทรรพ ที่ประกาศชื่อไปก่อนหน้านั้น ท่านมีประชุม เป็นประธานในที่ประชุมจะเสร็จสิ้นตอน ๑๒.๓๐ นาฬิกา ท่านแจ้งล่วงหน้านะครับ เผอิญตอนนี้ยังไม่ถึง ๑๒.๓๐ นาฬิกา ก็เลยขออนุญาตที่จะเชิญท่านสุรชัย ดนัยตั้งตระกูล โฆษกกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน รองประธาน อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสื่อสิ่งพิมพ์ อดีตสมาชิกวุฒิสภา และเป็น ประธานกรรมการธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือ ธอส. ขอเชิญครับ

นายสุรชัย ดนัยตั้งตระกูล กรรมาธิการ 🔗

ขอบคุณครับท่านประธาน อย่างที่ท่านประธานกราบเรียนไปแล้วก็คือผมในฐานะกรรมาธิการด้านสื่อสารมวลชนนะครับ แล้วก็เป็นอนุกรรมาธิการด้านสื่อสิ่งพิมพ์ด้วย ผมขออนุญาตอธิบายเพื่อนสมาชิกให้ทราบว่า ในกรณีของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เริ่มต้นมาจาก สปช. อย่างที่หลายท่านได้พูดไปถึงแล้ว แล้วอนุกรรมาธิการด้านสื่อสิ่งพิมพ์ได้ทำขึ้นไปเพื่อเสนอให้กับคณะกรรมาธิการ แต่ปรากฏว่า สาระสำคัญที่อนุกรรมาธิการด้านสื่อสิ่งพิมพ์ทำไปได้มีการเปลี่ยนแปลง ผมก็ขออนุญาต ทำความเข้าใจกับเพื่อนสมาชิกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของความขัดแย้ง ถ้าเป็นในสภาผู้แทนราษฎร หรือในวุฒิสภาก็ตาม ในเสียงของกรรมาธิการถ้าไม่เห็นด้วยก็ถือว่าขอสงวนความเห็นไว้ เป็นเสียงข้างน้อยไป แต่ในส่วนของผมที่ท่านประธานก็คือท่านประภาได้พูดไป ท่านไม่ได้เอาผม ไปอยู่เสียงข้างน้อยด้วย ก็ขออนุญาต ประเด็นของผมค่อนข้างที่จะแตกต่างจากกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยท่านอื่น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก่อนที่จะลงไปในเนื้อหาผมต้องเรียนในฐานะที่ผม อยู่ในกรรมาธิการชุดนี้ผมเห็นด้วยกับแนวความคิดนี้ แต่ไม่เห็นด้วยในหลักการในการที่จะ ออกกฎหมายฉบับนี้ เดี๋ยวผมจะพูดในรายละเอียดต่อไป แต่ขณะเดียวกันผมก็ยังกังวลอยู่นิดหนึ่ง ซึ่งท่านประธานทินพันธุ์ท่านได้พูดไว้เมื่อเช้าเป็นเชิงให้โอวาทกับพวกเรานะครับ ผมเรียนอย่างนี้ว่า ขั้นตอนที่กรรมาธิการทำขึ้นไปให้ สปท. เรามารับรอง อนุมัติ และจะเสนอต่อไป เป็นในรูปแบบอะไร อย่างไร ทั้งหมดเป็นสิ่งที่พวกเราทราบทั่วกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะเห็น แล้วก็ไม่ได้เป็นการที่จะทำในลักษณะของการคัดค้านการอภิปรายเพื่อที่จะมาสนับสนุน ชื่อเสียงส่วนตัวหรือเพื่อผลทางการเมืองอะไรทั้งสิ้น ผมอยากจะเห็น สปท. ตรงไปตรงมา เห็นด้วยก็สนับสนุน ไม่เห็นด้วยก็บอกมา สิ่งที่ผมกำลังจะทำอยู่นี้ก็คือผมกำลังจะบอกว่า ผมไม่เห็นด้วยตรงไหน ซึ่งขณะที่ผ่านมาผมนั่งฟังเพื่อนสมาชิกของเราได้อภิปราย ผมก็เคยชื่นชม ชื่นชมกับหลายท่านรวมทั้งคนนอกว่า สปท. ชุดนี้จริง ๆ แล้วมีการทำงาน ในลักษณะของผู้ใหญ่จริง ๆ เหมาะสมที่จะทำหน้าที่สมาชิกวุฒิสภาด้วยซ้ำ ในฐานะที่ผม เคยผ่านเวทีวุฒิสภามา สปท. พวกเราบางท่านรวมทั้งผมเองแม้จะอยู่ในวงการเมืองมาก่อน แต่ผมฟังแล้วว่าทุกท่านอภิปรายด้วยการใช้ความรู้ความสามารถ ใช้ความสุจริตในการแนะนำ จึงอยากจะฝากกราบเรียนไปถึงท่านประธานทินพันธุ์นะครับว่าขณะที่ท่านเป็นประมุข ของ สปท. เรา ผลงานใน ๒ ปีที่ผ่านมาผมถือว่างานของ สปท. เป็นงานที่เป็นจากการปฏิรูป เช่นเดียวกับทางคณะกรรมาธิการที่เสนอเรื่องการปฏิรูปการสื่อสารมวลชน ดูเหมือนจะเป็น ธรรมเนียมไปแล้วว่าพวกเราจะต้องขอบคุณกรรมาธิการในการที่เสนอร่างพระราชบัญญัติ เสนอแนวความเห็น เสนอแนวทางการทำงานมาทั้งหมด ผมก็ฟังทุก ๆ ท่านพูด ท่านก็ต้อง ขอบคุณก่อน แต่ขออนุญาต สำหรับผม ผมขอบคุณคณะกรรมาธิการด้วยใจจริง ท่านประธานคณิต ท่านรองประธานพิสิษฐ์ โดยเฉพาะท่านรองประธานพิสิษฐ์ ท่านได้ทุ่มเท ในการทำงานสำหรับร่าง พ.ร.บ. นี้อย่างเต็มที่ ผมขึ้นมาพูดตรงนี้ก็พูดในฐานะที่อยากจะให้ ร่างพระราชบัญญัติที่ท่านทุ่มเทมีผลในทางปฏิบัติ ผมติดขัดอยู่ ๒ ประเด็น

ประเด็นแรก เป็นประเด็นที่เมื่อเช้าท่านกรรมาธิการได้เรียกประชุมแล้วก็ถอยออกมา ซึ่งเพื่อนสมาชิกหลายท่านบอกว่าเป็นการถอยจนสุดซอยแล้ว ถอยเรื่องใบอนุญาต ผมต้อง เท้าความนิดหนึ่งว่าท่านกรรมาธิการโดยเฉพาะท่านประธานของผมนี้ท่านได้ถอยมาหลายรอบแล้ว ท่านต้องการที่จะให้งานออกมาก้าวข้ามไป แต่สิ่งที่กำลังก้าวข้ามไปนี้ก็อยากจะให้มีคุณภาพด้วย เมื่อเช้าผมก็ติงในประเด็นเรื่องการแก้ไขคำว่า ใบอนุญาต เป็น ใบรับรอง โดยความหมาย ที่ผมอ่านแล้ว ใบรับรองในความหมายที่นี่ไม่มีผลทางด้านกฎหมาย เมื่อเช้าผมก็ชี้แจงท่านไปแล้ว แต่ตามหลักประชาธิปไตยก็แพ้ในที่ประชุมกรรมาธิการก็มาเล่าสู่พี่น้อง สปท. เราฟัง เพราะอะไร เพราะว่าใบรับรองที่พูดถึงก็คือเป็นบัตรประจำตัวพนักงาน ไม่มีสภาพบังคับ ผมเป็นสื่อมวลชนเมื่อปี ๒๕๒๑ ปี ๒๕๒๒ อยู่ที่หนังสือพิมพ์สยามรัฐ หนังสือพิมพ์สยามรัฐ ไม่เคยออกใบอนุญาตเลย ไม่เคยมีบัตรประจำตัว แต่สื่อมวลชนสมัยนั้นได้รับบัตรประจำตัว ไม่ใช่ใบอนุญาต เป็นบัตรประจำตัวจากกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งปัจจุบันนี้ผมก็ยังไม่แน่ใจ ว่าระเบียบนี้ยกเลิกไปหรือเปล่า แต่บัตรประจำตัวตรงนั้นเขาให้ใช้ปีต่อปี ผมทำหนเดียว แล้วผมก็ไม่เคยต่อเลย อันนี้เล่าให้พี่น้อง สปท. เราฟัง ใบรับรองที่พูดถึงนี้ในเมื่อไม่มี สภาพบังคับทางกฎหมาย ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากถอยออกมาอย่างนี้แล้ว ผมก็เสนอว่าแมน ๆ กันเลยยกเลิกไป ท่านก็เป็นห่วงว่าในการควบคุมจริยธรรมอย่างที่ท่าน ยกตัวอย่างมา พอมีการวินิจฉัยว่าคนนี้ขาดจริยธรรมแล้วเขาก็ลาออกไปอยู่ที่อื่นทั้งหมด ท่านสมาชิกครับ ท่านลองไปอ่านดูเนื้อหาในกฎหมายนี้ทั้งหมด จะมีการบังคับไว้ โดยสภาพของมัน ก็คืออย่างกรณีที่จะไปเป็นองค์การสื่อสารมวลชนอะไรทั้งหมดจะต้องประกอบด้วยสมาชิก ๕๐๐ คนต่อ ๑ องค์การ นั่นคือตัวบังคับอยู่แล้ว ผมจึงไม่เห็นด้วยในการที่จะมีใบรับรอง นี่คือประเด็นแรก

ประเด็นที่ ๒ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญสำหรับร่างกฎหมายฉบับนี้มาก ซึ่งยังไม่เห็น มีใครพูดกัน ท่านประธานครับ ท่านสมาชิกครับ ท่านลองดูบทเฉพาะกาลมาตรา ๙๓ กฎหมายได้กำหนดให้มีคณะกรรมการเพื่อเตรียมการจัดตั้งสภาวิชาชีพสื่อสารมวลชนแห่งชาติ คณะกรรมการชุดนี้ประกอบไปด้วยทั้งหมด ๑๓ ท่าน ท่านดูตามหน้า ๕๙ (๑) ก็คือ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (๒) ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ก็เป็นประเด็นที่พวกเราพูดถึงว่า ส่วนราชการเข้ามาเกี่ยวข้อง (๓) เลขาธิการ กสทช. กึ่งราชการ เราพูดกันตรงไปตรงมาก็คือ ราชการจะเอาอย่างไรเลขาธิการก็ต้องทำ (๑๓) ผู้แทนสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นี่ก็ราชการแท้ ๆ แล้ว (๔) ถึง (๑๒) ที่เป็นประเด็น กรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ท่านยกขึ้นมา ก็คือว่าเราเอาเหตุผลอะไรมาจิ้มองค์กรเหล่านี้ มันต้องมีคำอธิบาย อย่างประธานสภา การหนังสือพิมพ์แห่งชาติ พอทราบ ประธานสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย พอทราบ อย่างนายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (Online) ผมไม่ทราบจริง ๆ ที่ท่านสุรินทร์พูดถึง ก็รู้สึกจะไม่มี ท่านประธาน ผมจะขออนุญาตเพิ่มอีกเล็กน้อยนะครับ ผู้จัดการกองทุนพัฒนา สื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ไม่ว่ากัน ประธานมูลนิธิเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ประธานสถาบันวิจัย เพื่อการพัฒนาประเทศไทย ไม่ว่ากัน นายกสมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย เลือกตั้งกัน อย่างไร มีที่มาอย่างไร สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมมีความเห็นตรงกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมเห็นสำคัญเพราะอะไร เพราะว่าคณะกรรมการตามมาตรา ๙๓ จะเป็นผู้ทำคลอด จะเป็นผู้กำเนิดคณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งประเทศไทยตามมาตรา ๔๐ กรรมการผู้เริ่มก่อตั้งจะเป็นผู้กำหนดระเบียบ จะเป็นผู้กำหนดขั้นตอน จะกำหนดทุกสิ่งทุกอย่าง ในการที่จะทำคลอดคณะกรรมการชุดนี้มา คณะกรรมการชุดนี้เป็นคณะกรรมการ ที่โดยเหตุโดยผลผมพอใจ แล้วก็เป็นสิ่งที่ท่านประธานได้ถอยออกมา ก็คือได้มีผู้แทนสื่อมวลชน ผู้แทนสมาชิกสภาวิชาชีพจำนวน ๗ คนอะไรอย่างนี้ทั้งหมด แต่สิ่งหนึ่งที่อยากให้ท่านสมาชิก ได้ดูก็คือว่าที่มาขององค์กรวิชาชีพ ที่มาขององค์การวิชาชีพ ที่มาของสมาชิกทั้งหมด อยู่ในมือของคณะกรรมการตามมาตรา ๙๓ ซึ่งตรงนี้เป็นหลักใหญ่ในการที่ผมค้าน ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ในเมื่อเขาเป็นคนกำหนดที่มา เป็นคนกำหนดหน่วยงาน กำหนดสมาชิก กำหนดผู้มีสิทธิจะใช้เสียงได้ทั้งหมด ผมเรียนตรง ๆ ผมไม่ไว้วางใจ ในคณะกรรมการชุดนี้ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมอยากจะเรียนให้ท่านสมาชิกทราบว่าหลักการ เหตุผล ของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นสิ่งที่สมาชิกส่วนใหญ่เห็นด้วย แต่ถ้าเราเห็นด้วย แล้วท่านกรรมาธิการจะนำความเห็นของเราไปแก้ไขหรือไม่ ไม่มีใครรับรองได้ ในชั้นนี้ผมจึงไม่สามารถที่จะรับร่างพระราชบัญญัตินี้นะครับ แต่ก็ยินดีในกรณีถ้ามีการที่จะ นำไปปรับปรุงใหม่ จะทำไปในรูปแบบไหน อะไร อย่างไร โดยที่รับฟังเพื่อนสมาชิก สปท. รับฟังสื่อมวลชน แล้วก็รับฟังประชาชน ซึ่งต้องขอบคุณท่านกรรมาธิการอีกครั้งหนึ่งว่าท่านทำให้ ความตื่นตัวของเรื่องการควบคุมสื่อมวลชนประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก อย่างน้อยที่สุด สิ่งที่ท่านทำในการควบคุมสื่อมวลชน ตอนนี้สิ่งเหล่านี้ลงไปถึงประชาชน ชาวบ้าน ซึ่งสมัยก่อนนี้ ก็จะรับฟังอย่างเดียว เชื่ออย่างเดียว ตอนนี้เกิดความตื่นตัว ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณอีกครั้งหนึ่งครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ผมจะอ่านรายชื่อของสมาชิกที่แสดงความจำนงลำดับที่ ๗ ลำดับที่ ๘ ลำดับที่ ๙ แต่ว่าในระหว่างที่ท่านใช้สิทธิอภิปรายตามลำดับดังกล่าว หากว่าท่านคุรุจิต นาครทรรพ เข้ามาและขอใช้สิทธิ เพราะว่าท่านได้ขอใช้สิทธิลำดับที่ ๕ และขอช่วงเวลาหลังจากท่าน เสร็จภารกิจของการทำหน้าที่เป็นประธานที่ประชุม ก็แจ้งให้สมาชิกได้ทราบนะครับ สำหรับ ๓ ท่านถัดไป ได้แก่ พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ และท่านกษิต ภิรมย์ ขอเชิญท่าน พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ รองเจ้ากรมพระธรรมนูญ สำนักงาน ปลัดกระทรวงกลาโหม ขอเชิญครับ

พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ กระผม พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ขออภิปรายเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติที่คณะกรรมาธิการได้นำเสนอต่อที่ประชุม ในวันนี้ ซึ่งเป็นการปฏิรูปการสื่อสารมวลชน โดยกระผมเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ต่อประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง ตามที่ท่านก่อนหน้านี้ได้กล่าวมาแล้วทำให้เป็นที่สนใจและตื่นตัว ส่วนจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยนั้นก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง กระผมมีเพียง ๒ ประเด็น ประเด็นแรก เป็นคำถาม แล้วประเด็นที่ ๒ เป็นคำถามเชิงข้อสังเกต

ประเด็นแรก อันนี้เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาของท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในการพิจารณาลงคะแนนในวันนี้ ซึ่งในเรื่องนี้ขออนุญาต เอ่ยนาม ท่านคำนูณ สิทธิสมาน ก็ได้อภิปรายไปแล้ว คือมีประเด็นปรากฏในทำนอง ยังเป็นเรื่องที่กังขา หรือข้อสงสัยว่าหลักการของร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... นั้นขัดหรือไม่สอดคล้องกับ มาตรา ๓๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๖ เมษายน ที่ผ่านมา ซึ่งในมาตรา ๓๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับ เสรีภาพของวิชาชีพสื่อมวลชน คณะกรรมาธิการก็ได้ชี้แจงไปเบื้องต้นเท่าที่ผมรับฟังนะครับ กรณีถ้ารัฐสนับสนุนเงินให้สื่อมวลชนในบางกรณี อาจหมิ่นเหม่เป็นการแทรกแซงหรือขัดต่อ มาตรา ๓๕ ของรัฐธรรมนูญ ผมก็จะเรียนถามเพื่อให้เกิดความชัดเจน ขอเรียนถามคณะกรรมาธิการ เพื่อกรุณาชี้แจงและอธิบายว่าหลักการของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ขัดหรือไม่ขัด สอดคล้อง หรือไม่สอดคล้องกับมาตรา ๓๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหรือไม่

ประเด็นที่ ๒ เป็นคำถามเชิงข้อสังเกต ซึ่งขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านนิกร จำนง ก็ได้กรุณาอภิปรายไปแล้ว เกี่ยวกับการรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง ตามที่บัญญัติ ในมาตรา ๗๗ วรรคสองของรัฐธรรมนูญ เท่าที่อ่านในเอกสารก็ได้มีการรับฟังความคิดเห็น ของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องไปบ้างแล้ว แต่ผมไม่ทราบว่าจริง ๆ แล้วเป็นหน้าที่ของคณะกรรมาธิการที่จะต้องดำเนินการตามมาตรา ๗๗ วรรคสอง หรือต่อไปเป็นเรื่องหน่วยงานเจ้าของเรื่องที่เกี่ยวข้องเท่าที่เอกสารในรายงานระบุไว้ ก็จะมีสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงวัฒนธรรม และ กสทช. ไปดำเนินการ ผมมองว่าประเด็นนี้สำคัญในเรื่องการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ในข้อบังคับ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๘ ได้กำหนดไว้แต่เพียงจะต้องมีบันทึกหลักการ เหตุผล และบันทึกวิเคราะห์สรุปสาระสำคัญเท่านั้น ไม่ได้กำหนดให้จัดทำการรับฟังความเห็น จากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เนื่องจากมาตรา ๗๗ วรรคสอง มีผลใช้บังคับหลังจากข้อบังคับ ปี ๒๕๕๘ ในมาตรา ๗๗ วรรคสอง สรุปสาระสำคัญมี ๓ ขั้นตอน ๑. รับฟังความคิดเห็น ของผู้เกี่ยวข้อง ๒. วิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายอย่างรอบด้านและเป็นระบบ ๓. เปิดเผยผลการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์นั้นต่อประชาชน ที่ผมได้เรียนไปแล้วว่า ในข้อบังคับของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ปี ๒๕๕๘ ไม่ได้มีข้อกำหนดเกี่ยวกับ เรื่องการรับฟัง ทีนี้ในกรณีที่รัฐธรรมนูญบอกว่า รัฐพึงจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็น ทีนี้ที่เรียนถามว่าเป็นหน้าที่ของคณะกรรมาธิการ หรือจะเป็นของหน่วยงานที่ต้องไปรับฟัง ความคิดเห็นต่อไป ในกรณีที่คณะกรรมาธิการจำเป็นต้องดำเนินการรับฟังความคิดเห็น สมควรจะยึดถือมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๖๐ เรื่องแนวทางการจัดทำ และการเสนอร่างกฎหมายตามบทบัญญัติมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หรือไม่ เพียงใด ซึ่งมติคณะรัฐมนตรีกำหนดให้หน่วยงานของรัฐถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด แต่ทั้งนี้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศหรือคณะกรรมาธิการไม่ได้เป็นหน่วยงานของรัฐ แต่สมควรดำเนินการโดยอนุโลมหรือไม่ ซึ่งสามารถสรุปแนวทางตามมติคณะรัฐมนตรีข้างต้น ขออนุญาตเรียนในรายละเอียดเล็กน้อย ก็บอกว่าให้หน่วยงานของรัฐจัดให้มีการรับฟัง ความคิดเห็นเพื่อประกอบการจัดทำร่างกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติ โดยในการรับฟัง ความคิดเห็นอย่างน้อยต้องรับฟังผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของหน่วยงานของรัฐนั้น หรือผ่านเว็บไซต์ (Web Site) เวิลด์ไวด์เว็บ ดอต ลอว์อะเมนด์เมนต์ ดอต จีโอ ดอต ทีเอช (www.lawamendment.go.th) หรือจะใช้วิธีอื่นใดด้วยก็ได้ ทั้งนี้ระยะเวลาในการรับฟัง ความคิดเห็นต้องไม่น้อยกว่า ๑๕ วัน ในการรับฟังความคิดเห็นให้หน่วยงานของรัฐประกาศ วิธีการรับฟังความคิดเห็น ระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดในการรับฟังความคิดเห็น รวมทั้ง เปิดเผยข้อมูลประกอบการรับฟังความคิดเห็น ซึ่งอย่างน้อยประกอบด้วย ๑. สภาพปัญหา และสาเหตุของปัญหา ๒. ความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมายขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหานั้น ๓. หลักการอันเป็นสาระสำคัญของกฎหมายที่จะตราขึ้น และ ๔. ประเด็นที่จะรับฟัง ความคิดเห็นหรือร่างพระราชบัญญัติที่จะรับฟังความคิดเห็น เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการรับฟัง ความคิดเห็น ให้หน่วยงานของรัฐจัดทำรายงานสรุปผลการรับฟังความคิดเห็น โดยในรายงานสรุปผลการรับฟังความคิดเห็น อย่างน้อยต้องประกอบด้วย ๑. วิธีการ ในการรับฟังความคิดเห็น ๒. จำนวนครั้งและระยะเวลาในการรับฟังความคิดเห็นแต่ละครั้ง ๓. พื้นที่และกลุ่มเป้าหมายในการรับฟังความคิดเห็น ๔. ประเด็นที่มีการแสดงความคิดเห็น ๕. ข้อคัดค้านหรือความเห็นของหน่วยงานและผู้เกี่ยวข้องในแต่ละประเด็น ๖. คำชี้แจง เหตุผลรายประเด็น และ ๗. การนำผลการรับฟังความคิดเห็นมาประกอบการพิจารณาจัดทำ ร่างกฎหมาย ที่ผมได้นำเสนอในประเด็นที่ ๒ นี้ก็เพื่อว่าหากเป็นเรื่องที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ โดยคณะกรรมาธิการจำเป็นต้องดำเนินการจะได้ดำเนินการให้ครบถ้วนสมบูรณ์ เพื่อจะได้ ไม่ถูกส่งเรื่องกลับมา แล้วต้องมาดำเนินการซึ่งเป็นการเสียเวลา เหตุผลประการสำคัญในเรื่องนี้ คืออะไร ในการรับฟังความคิดเห็นที่สมบูรณ์ครบถ้วนนี้ผมพิจารณาเห็นว่าจะเป็น ข้อมูลสำคัญให้แม่น้ำอีก ๔ สายจะได้สะดวกในการพิจารณาตัดสินใจในการดำเนินการต่อไป เกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ขอขอบคุณครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง 🔗

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ อดีตผู้อำนวยการ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ เรียนเชิญค่ะ

คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ : เรียนท่านประธาน สปท. เรียนท่านกรรมาธิการ แล้วก็เรียนท่านสมาชิกค่ะ แพทย์หญิง คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ สมาชิกหมายเลข ๑๐๖ ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะว่าได้มีโอกาสรับฟังในเรื่องประเภทของสื่อ ก็ยืนยันว่าเห็นด้วยที่จะต้อง รีบมี พ.ร.บ. ในการดำเนินการเรื่องนี้ สิ่งสำคัญที่สุดก็คือตั้งแต่สมัยก่อน การทำสงคราม เราเรียกอาวุธทั้งหลายที่เป็นอาวุธที่มีพลานุภาพที่เรียกว่ามีฮาร์ดเพาเวอร์ (Hard Power) คือพวกอาวุธปรมาณูทั้งหลาย แต่ว่าในระยะหลังตั้งแต่เรามีคอมพิวเตอร์ มีระบบทั้งหลาย เรามีอาวุธตัวใหม่ที่มีอันตรายอย่างยิ่ง ก็คือสิ่งที่เรียกว่าเป็นส่วนหนึ่งของสื่อ เขาเรียกมันว่า ซอฟต์เพาเวอร์ (Soft Power) เพราะฉะนั้นในส่วนนี้เห็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมี การควบคุมค่ะ แต่ว่าสิ่งที่ออกในรายละเอียดเห็นใจพวกเขียนกฎหมายเพราะสื่อมีเยอะมาก หลายประเภท จนกระทั่งไม่ทราบว่ากฎหมายจะควบคุมได้ในทุกสื่อไหม ในส่วนที่สำคัญก็คือ วัตถุประสงค์ของการควบคุมหรือการคุ้มครองสิทธิ ทั้ง ๒ อันพออยู่ด้วยกันแล้วเขียนออกมา อาจจะทำให้ตีความแล้วก็เหมือนอย่างที่ท่านคำนูณอธิบายเมื่อเช้า ส่วนที่เคยทำงาน ในแพทยสภาและเป็นส่วนของแพทย์ แพทย์กับสื่อไม่เหมือนกันแน่นอน เราเหมือนกันอยู่ ๑ อย่าง คือเราควรถูกเรียกว่าเป็นวิชาชีพ คำว่า เป็นวิชาชีพ หมายความว่าต้องทำงาน ด้วยคุณภาพมาตรฐาน แต่ที่สำคัญคือเราต้องมีจริยธรรมแล้วเราต้องทำในสิ่งที่ถูกต้อง อันนั้นเหมือนกันค่ะ แต่ว่าตรรกะของแพทย์คือการรักษาพยาบาล เพราะฉะนั้นการคุมแพทย์ จึงกลายเป็นการคุมเพื่อไม่ให้ทำงานผิดพลาดหรือทำให้ประชาชนเสียโอกาส แต่พอมาถึงสื่อ บทบาทของสื่อมากเหลือเกินกับคำว่า สื่อสาร มีทั้งการสื่อให้เขาเข้าใจความจริง มีทั้งการชักชวน ให้มาเป็นพรรคพวกหรือว่าเป็นการที่จะใช้ประโยชน์ไปในการกล่าวหาให้โทษผู้อื่น บทลงโทษ หรือข้อกำหนดในเชิงจริยธรรมจึงเป็นเรื่องค่อนข้างยาก อาจจะไม่มีความเห็นค่ะ แต่ว่าในส่วนที่ อ่านดูแล้วนึกถึงในฐานะที่ถ้าตัวเองเป็นกรรมการคงจะยาก ของแพทยสภาเขาเอาตัวใหญ่ไปเลย เป็นอนุกรรมการจริยธรรมเรื่องโฆษณา พอเป็นเรื่องโฆษณาจับง่าย แต่ว่าพอเป็นของสื่อ กรณีที่สื่อทำให้เกิดความเสียหายต่อสังคมเขียนคำจำกัดความยากมาก ยกตัวอย่าง ทุกวันนี้ สื่อหลายช่อง อย่าเรียกว่าทำข่าวเลย เอาคลิป (Clip) มาต่อ ๆ กันแล้วก็ขายข่าว แล้วสิ่งที่สื่อ เอาคลิป (Clip) มาแล้วก็ด่าสิ่งที่อยู่ในคลิป (Clip) แต่จริง ๆ แล้วก็คือตั้งใจเหมือนกับจะขาย อีกอย่างหนึ่ง เช่นกรณีคลิป (Clip) ลามกทั้งหลาย พูดวนแล้ววนอีก ๆ และปากก็ด่า ว่าคนทำอันนี้ผิด สิ่งแบบนี้คุมยากมาก คือเห็นใจการเขียนข้อกำหนด แต่คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ เพราะว่าเป็นซอฟต์เพาเวอร์ (Soft Power) ที่ทำลายสังคมอย่างยิ่งนะคะ เพราะฉะนั้น ในการเขียนนี้จะเขียนอย่างไร ก็คงเป็นเพียงแสดงความเห็นว่าอ่านแล้วดูจะทำงานยาก แต่อันใหญ่ที่สุดน่าจะเป็นเรื่องสภาวิชาชีพค่ะ เมื่อขึ้นชื่อว่าเป็นสภาวิชาชีพ หน้าที่คือคุ้มครอง ประชาชนและสังคม เมื่อหน้าที่นั้นคุ้มครองประชาชนและสังคม สิ่งที่พูดถึงคงไม่ได้พูดถึง ประโยชน์ของตัวผู้ประกอบวิชาชีพเท่านั้น สิ่งที่เป็นข้อกำหนดควรจะอิสระ เหมือนอย่าง แพทยสภาก็อิสระแล้วก็ให้เลือกกันเข้ามาแต่ไม่ทราบว่าจะทำได้สักแค่ไหนนะคะ เพราะฉะนั้นองค์ประกอบของคณะกรรมการในนี้ค่อนข้างยาก และที่สำคัญที่สุดก็คือ ถ้าลองศึกษากรรมการของสภาวิชาชีพอื่น ๆ ก็อาจจะมีสิ่งที่เป็นบทเรียนว่าอิสระขนาด ให้พวกเดียวกันเองก็อาจจะคลาดเคลื่อนไปจากวัตถุประสงค์เดิมได้ ถ้าหากคณะกรรมการ ที่อยู่ในสภาวิชาชีพนั้นต่างมาจากแหล่งของผลประโยชน์ทั้งหลาย ซึ่งตัวนี้ก็ไม่อาจจะควบคุม เรื่องการทำหน้าที่เพื่อปกป้องผลประโยชน์ตัวเอง กรรมการแพทยสภากำลังเป็นตัวอย่าง ส่วนหนึ่ง เนื่องจากธุรกิจของการรักษาพยาบาลกำลังกลายเป็นสิ่งที่ทำรายได้ให้ประเทศไทย ก็เป็นเรื่องที่ต้องไปตามดูว่าการที่ให้แพทย์เท่านั้นที่เป็นกรรมการแพทยสภา หลักยังถูกหรือไม่ ที่พูดนี้ไม่ได้หมายความว่ากรรมการแพทยสภาผิดหรือถูก แต่บอกให้เห็นว่าเป็นตัวอย่าง ของการที่ไม่มีคนอื่นเข้ามา แต่พอมาดูในตัวนี้ก็เหมือนกับว่าผิดหลักในเรื่องของการเป็นองค์กร ที่ควรจะมีอิสระ ไม่ใช่ให้เจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปควบคุม ก็คงมีส่วนที่อยากจะฝากไว้ว่าถ้าไม่รีบปฏิรูป และไม่รีบผลักดัน สื่อจะกลายเป็นซอฟต์เพาเวอร์ (Soft Power) ถ้าจะว่าไปก็มีคุณพอ ๆ กับสิ่งที่มีอันตราย เพราะว่าสิ่งที่มีคุณบริโภคไม่ได้มาก เช่นการที่เป็นตัวแทนในการตรวจสอบ การทำหน้าที่ของรัฐที่ไม่ถูกต้อง คิดพื้นที่ในเนื้อที่แล้วดูจะน้อยกว่าการที่ใช้ในการมอมเมา ขอบพระคุณค่ะ

ขอบคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูตประจำ หลายประเทศ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ เรียนเชิญค่ะ

นายกษิต ภิรมย์ 🔗

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลำดับที่ ๗ ผมเห็นพ้องกับทางกรรมาธิการแล้วก็เพื่อนสมาชิกทุกท่านว่ามีความจำเป็น ที่จะต้องมีสภาวิชาชีพสื่อ อันนี้ไม่มีข้อโต้เถียงอย่างไร แต่ผมเริ่มจากหลักการที่ว่าสภาวิชาชีพ จะต้องดูแลตนเองเป็นสำคัญ เป็นความรับผิดชอบทั้งสิทธิแล้วก็หน้าที่ต่อตนเอง ต่อวิชาชีพ ของตนเอง แล้วก็ต่อสังคมโดยองค์รวม ซึ่งเป็นสังคมประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ เป็นองค์ประมุข อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะฉะนั้นผมก็ไม่เห็นด้วยกับการที่จะมีคณะกรรมการ ที่จะมีบุคคลอื่น ๆ ที่ไม่ได้มีอาชีพเป็นสื่อเข้าไปอยู่ด้วย ยิ่งมาจากระบบข้าราชการประจำ ผมก็มองไม่เห็นว่าปลัดกระทรวงใด ๆ ก็ดีนั้น ไม่ได้มาจากการเมืองเสียด้วยซ้ำจะเข้ามา มีบทบาทควบคุมได้อย่างไร ดูไม่ค่อยเป็นประชาธิปไตย ผิดฝากันไปในแง่นั้นนะครับ กับอันที่ ๒ ก็คือถึงแม้ว่าจะเสนอให้มีผู้แทนจากฝ่ายสิทธิมนุษยชนแล้วก็ฝ่ายบริโภค ผมก็เห็นว่าเขาเป็น องค์กรตรวจสอบมากกว่าการที่จะเข้ามานั่งในคณะกรรมการก็จะมีผลประโยชน์ทับซ้อน เป็นคอนฟลิกต์ ออฟ อินเทอเรสต์ (Conflict of Interest) ถ้าเผื่อสมาคมวิชาชีพสื่อทำไม่ดี คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติก็สามารถเป็นผู้ที่จะเข้ามาตรวจสอบ ดูแล ปกป้องสิทธิ ของประชาชนได้ แต่ถ้าเผื่อมีผู้แทนเขาเข้ามานั่งอยู่ในคณะกรรมการเป็นมติออกมาอาจจะมี ที่เขาเรียกเป็นภาษาอังกฤษใช้คอมโพรไมส์ (Compromise) ทำให้ความมีศักดิ์ศรีของ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หายไปโดยปริยาย อันนี้ในหลักการทั่ว ๆ ไปเขาบอกว่ามีวลีภาษาอังกฤษเรื่องออฟ อิน ออฟ เอาต์ (Off in off out) พอดึงเข้ามาแล้วก็กลายเป็นพวกโดยปริยาย แทนที่สำนักงาน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองบริโภคนั้น จะเป็นตัวที่ดูแลว่าประชาชนได้รับการคุ้มครองและไม่ถูกคุกคาม หรือว่าถูกบ่อนทำลาย โดยฝ่ายสื่อ อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ ทีนี้ถ้าเผื่อไม่เอาข้าราชการประจำระดับปลัดกระทรวง ไม่เอาผู้แทนจากองค์กรอิสระหรือองค์กรมหาชน และผมมีข้อเสนออย่างไรที่จะเกี่ยวกับ องค์ประกอบของคณะกรรมการ ในเมื่อมีสมาคมเล็ก ๆ หนังสือพิมพ์ ผู้สื่อข่าว ทีวี (TV) อะไรพวกนี้ ก็ให้เขาเลือกผู้แทนเข้ามาอยู่ในคณะกรรมการส่วนกลางอันนี้โดยตำแหน่งก็ได้ อีกส่วนหนึ่งก็ให้มีการเลือกตั้งโดยตรง โดยผู้ที่มีบัตรประจำตัว ไม่ใช่ใบอนุญาตหรือใบคุ้มครองอะไรพวกนี้ บัตรประจำตัวที่เรียกว่า ไอเดนทิตีการ์ด (Identity Card) ของการเป็นผู้สื่อข่าว ในกรณีของประเทศไทยนั้น ผู้สื่อข่าวต่างประเทศทุกคนต้องมีบัตรประจำตัวว่าเป็นไอเดนทิตีการ์ด (Identity Card) หรือว่าเป็นบัตรของผู้สื่อข่าวก็เท่านั้น ก็บอกมาเลยว่าเป็น ผมเองตอนนี้เขียนบทความสัปดาห์ละ ๒ ครั้งให้กับหนังสือพิมพ์แนวหน้า เขียนภาษาอังกฤษเป็นระยะ ๆ ให้สัมภาษณ์เยอะแยะ ผมก็เป็นห่วงว่าในอนาคตถ้าเผื่อมีคณะกรรมการออกกฎเกณฑ์มาอย่างหนึ่งแล้วผมก็จะเขียน ต่อไปไม่ได้ ตรงนี้น่ากลัวนะครับ เพราะจะไปพัวพันว่าผมเป็นอดีตนักการเมืองหรือไม่ใช่เป็น อดีตนักการเมือง แต่เมื่อผมสวมหมวกหลายใบ ผมทำหน้าที่นี้ในฐานะผู้สื่อข่าวหรือว่า คอลัมนิสต์ ผมก็ควรมีสิทธิที่จะมีบัตรประจำตัวที่บ่งบอกว่าผมทำหน้าที่เกี่ยวกับสื่อ ทุกสัปดาห์ แต่ว่าจะเอากฎเกณฑ์อื่น ๆ ของการเป็นนักการเมืองและอันนี้เข้ามาลบล้างไม่ได้ เป็นสิทธิอันชอบธรรม นี่เป็นข้อพึงระวัง แล้วยิ่งถ้าเผื่อจะมีฝ่ายราชการหรือใครเข้ามา แทรกแซง มีอำนาจการเมืองเข้ามาทีหลังก็ยุ่ง แต่ถ้าพูดในฐานะสื่อด้วยกัน มีคณะกรรมการ ที่มาจากสื่อด้วยกัน ความเข้าอกเข้าใจ ความเห็นอกเห็นใจและความโปร่งใสน่าที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นจะมีสภา จะมีคณะกรรมการ ขอให้ทั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นผู้แทนของสื่อ ส่วนจะกี่ชนิด จะซอยไปอย่างไรอันนี้ว่ากันในรายละเอียดได้ นั่นเป็นประเด็นหนึ่ง

ส่วนอีกประเด็นหนึ่งก็คือว่าสื่อมีหน้าที่ทำอะไร อาจจะใส่อยู่ในร่างพระราชบัญญัติ ถ้าเผื่อจะมีการแก้ไข ก็มีหน้าที่ที่จะเป็นตัวกลางระหว่างผู้ที่ใช้อำนาจรัฐกับประชาชน โดยทั่ว ๆ ไปว่าเขาต้องไปหาข่าว ไปค้นคว้าข่าวอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ เอาความถูกต้องเป็นตัวตั้ง เอาความไม่ดีมาเผยแผ่ให้ประชาชนทราบเพื่อความไม่ดีอันนั้นจะได้ไม่กระจายไปทั่วสังคม เป็นตัวกลางการให้ข้อมูลด้วยความเท็จจริงเป็นเรื่องที่สำคัญ นั่นเป็นประเด็นหนึ่ง กับอันที่ ๒ ก็คือว่าจะเป็นสื่อฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวา หรือว่าจะถือหางอุดมคติทางการเมืองอย่างไรไม่ได้เป็น ปัญหาครับ เราก็ทราบกันดีว่าถ้าเผื่อเป็นของสหรัฐอเมริกา ถ้าเผื่อเป็นฟอกซ์นิวส์ (Fox News) ก็จะเป็นฝ่ายขวา เป็นนิวยอร์กไทมส์ (New York Times) หรือว่าอินเตอร์เนชันนัล เฮรัลด์ ทริบูน (International Herald Tribune) ก็จะมาทางปีกซ้ายหน่อย แต่เขามีความเป็น มืออาชีพในแง่ที่ว่าเขาให้ข้อมูลที่เกี่ยวกับท่าทีของฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายที่เสนอ กับฝ่ายที่คัดค้าน ส่วนเขาจะให้น้ำหนักมากน้อยแค่ไหนเป็นสิทธิของเขา แต่เขาจะทำตัวไม่เป็นกลาง หรือไม่เอนเอียงว่าเชียร์ฝ่ายเดียว ไม่ใช่ ต้องให้ที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่าโพรส์ แอนด์ คอนส์ (Pros and Cons) ในทุก ๆ เรื่องที่ได้เกิดขึ้น และเป็นผลประโยชน์ต่อสาธารณชนหรือว่า ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย อันนี้น่าที่จะกำหนดให้แน่ชัด และผมก็เคยอภิปรายในสภานี้ว่าแต่ละ เจ้าของสื่อ หรือบริษัทสื่อ ก็น่าจะประกาศจุดยืนว่าไปทางซ้าย ทางขวา อยู่ตรงกลาง ชาตินิยม ประชานิยมก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ว่าในการขึ้นทะเบียนก็ต้องบอกเสียก่อน หรือบอกว่าไม่มี อุดมการณ์ทางการเมืองก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ว่าเมื่อได้ทำกิจการแล้วจะต้องให้ข้อมูลอย่างชัดเจน แล้วก็ต้องเสนอข้อมูลที่ให้ฝ่ายเสนอกับฝ่ายคัดค้านได้มีพื้นที่บนสื่อนั้นด้วย อันนี้น่าจะเป็น หลักการที่สำคัญ

ส่วนอีกประเด็นหนึ่งก็คือว่าเรามีกฎหมายรัฐธรรมนูญที่บ่งบอกสังคม ประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นองค์ประมุข เพราะฉะนั้นสื่อก็มีหน้าที่ที่จะต้องรักษา กฎหมายรัฐธรรมนูญแล้วก็เคารพกฎหมายรัฐธรรมนูญ และที่สำคัญก็คือจะต้องส่งเสริม สังคมประชาธิปไตยด้วย อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ แล้วก็ต้องสร้างความดีงามให้กับสังคมไทย ก็หมายความว่าสื่อจะต้องทำที่หลาย ๆ ประเทศเขาทำ แล้วก็ปรากฏอยู่ในเอกสารว่าจะต้อง ไม่ไปมอมเมาเยาวชน เดี๋ยวนี้ผมก็เคยพูด เปิดทีวี (TV) มาละครต่าง ๆ กลายเป็นซอฟต์เซ็กซ์ (Soft Sex) ไปหมด อันนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ควรจะยุติตรงนี้ อันนี้ไม่ใช่สื่อ แต่เป็นละคร แต่พูดให้เห็น หรือว่าการ์ตูนก็ดี หรือการเสนอข่าวก็ดี ต่าง ๆ เหล่านี้จะต้องไม่ไปมอมเมา แล้วก็ทำลายความบริสุทธิ์ผุดผ่องของเยาวชนเป็นสำคัญ อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด กับอันที่ ๒ ต้องไม่ไปทำลายขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม จะต้องไม่ไปละเมิดสังคมแห่งความหลากหลายและความแตกต่าง โดยเฉพาะเรื่องความเชื่อถือ เป็นสำคัญ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ที่เป็นหลักปฏิบัติสากลน่าจะระบุอยู่ในพระราชบัญญัติได้ว่า ฝ่ายสื่อต้องทำอะไร และฝ่ายสื่อต้องไม่ทำอะไร ถ้าเมื่อทำไปแล้วตัวสภาหรือคณะกรรมการ ก็ต้องควบคุมกันเอง แต่ว่าบทลงโทษต้องไม่มีเพราะไม่ใช่ศาล ถ้าเผื่อมีประเด็นปัญหา ทุกคนก็ต้องส่งเรื่องไปที่ศาลยุติธรรม จะมีศาลเฉพาะการเรื่องสื่อได้ไหมนั่นก็เป็นอีกข้อคิด ในเมื่อเราจะมีศาลปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน เรามีศาลเด็ก มีศาลเยาวชน มีศาลแรงงานต่าง ๆ ซึ่งกระบวนการยุติธรรมก็สามารถที่จะตั้งศาลเฉพาะโดยที่ไม่ต้อง ไปตั้งเป็นศาลต่างหาก แต่ให้มีบุคลากรกลุ่มหนึ่งในกระบวนการยุติธรรมที่สามารถ จะมารวมตัวกันแล้วก็ทำหน้าที่เป็นศาลที่จะพิพาทคดีเรื่องสื่อเป็นเฉพาะกรณี ๆ ไป นั่นก็เป็นวิถีทางหนึ่ง กับอีกอันหนึ่งที่เราต้องไม่ลืมเพราะเราอยู่ในสังคมประชาธิปไตย เราจะกลับไปมีการเลือกตั้ง เราจะมีรัฐสภา การที่จะติดตามความเคลื่อนไหวเรียกมาสอบถาม ผู้เป็นเจ้าของสื่อก็ดี คนที่อยู่ในคณะกรรมการในสภาของสื่อก็ดี ก็สามารถที่จะมาชี้แจง ที่รัฐสภา ที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน หรือจะเรื่องของสื่อมวลชนหรืออะไรต่าง ๆ เหล่านี้ได้ แล้วถ้าเผื่อมีอะไรรัฐสภาก็เป็นผู้ที่จะปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน ประชาชน ก็สามารถที่จะวิพากษ์วิจารณ์ได้ เหมือนกับเป็นการลงโทษหรือเป็นการที่จะกันไม่ให้สื่อ ดำเนินการอะไรที่ละเมิดสิทธิแล้วก็ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของสังคม ก็เหมือนกับ ที่เขาเรียกว่าเป็นโซเชียลแซงก์ชัน (Social Sanction) เป็นมาตรการคว่ำบาตรผ่านทางรัฐสภา ทางด้านสังคม อันนี้ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ โดยสรุปแล้วให้สื่อ ดูแลตนเองเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง อย่าให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงผ่านข้าราชการประจำ อย่าให้ข้าราชการประจำเข้ามา แล้วงานของใครก็งานของมัน พวกองค์กรอิสระ องค์การ มหาชนเป็นผู้ตรวจสอบ เป็นผู้ที่จะปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนก็ให้เขาทำไป สื่อต้องโตแล้ว แล้วผมก็คิดว่ามีความสามารถมีความเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ มีมิวชัวลิตี (Mutuality) ในการที่จะดูแลตนเองได้ ผมคิดว่าเราต้องร่างกฎหมายมาเพื่อให้เขาดูแลตนเองได้ แล้วองค์กรตรวจสอบดังที่ผมได้เรียนไว้ก็มีโดยประชาชน โดยฝ่ายบริโภค สิทธิมนุษยชน มีรัฐสภา แล้วถ้าเผื่อเป็นปัญหาจริง ๆ ก็ไปที่กระบวนการศาลยุติธรรมได้ ผมก็ขอเสนอ แค่นี้ครับท่านประธาน ขอบคุณมากครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่านรองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิกวุฒิสภา เรียนเชิญค่ะ

นางพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน พรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ สมาชิก สปท. ค่ะ ดิฉันอภิปรายในขณะนี้เพื่อที่จะเรียนท่านประธานฝากไปยัง ท่านกรรมาธิการว่าดิฉันเห็นด้วยในหลักการสำคัญของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ พูดไปตาม ประสบการณ์เลยก็ได้ เพราะดิฉันเป็นแพทย์มองเห็นว่าอาชีพแพทย์ กับอาชีพสื่อมวลชนนั้น ถึงแม้ว่าความรู้ที่เป็นพื้นฐานของเราจะต่างกัน แต่วิธีการประกอบอาชีพของเรานั้นคล้ายคลึงกัน เพราะผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการประกอบอาชีพของเราโดยตรงนั้นคือประชาชน ของแพทย์อาจจะเป็นประชาชนที่กลุ่มน้อยด้วยซ้ำไปเพราะเป็นคนไข้แล้วก็เป็นครอบครัว โดยทั่ว ๆ ไป แต่ว่าสื่อมวลชลนั้นส่งผลกระทบในวงกว้างต่อสังคม ต่อประเทศชาติ ถ้าเผื่อว่า แพทย์เป็นผู้ชี้นำทางด้านสุขภาพ ช่วยชีวิตคนจากการเจ็บป่วยสื่อมวลชนก็ชี้นำสังคมได้ เช่นเดียวกัน แล้วก็ทำให้เกิดความไม่สงบหรือความวุ่นวายในสังคมได้เช่นเดียวกัน แต่ถ้าเผื่อ ทำความจริงให้ปรากฏก็เป็นประโยชน์อย่างใหญ่หลวงต่อสังคมเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น ในอาชีพแพทย์ของเรา ต้องการความรู้ แล้วก็มาตรฐานทางวิชาชีพ รวมทั้งมาตรฐาน ทางจริยธรรมด้วยอย่างแรง ในการประกอบอาชีพของเราไม่ได้อิสระ ถูกร้อยรัดด้วยความรับผิดชอบ ด้วยมาตรฐาน ของวิชาการ วิชาชีพ แล้วก็มาตรฐานทางจริยธรรมที่จะต้องควบคู่กันไป เพราะฉะนั้นอาชีพ ของสื่อมวลชนก็เช่นเดียวกัน ท่านอาจจะสำคัญมากกว่าเพราะท่านรับผิดชอบประชาชน ในวงที่กว้างกว่า แม้กระทั่งประเทศชาติท่านก็สามารถที่จะส่งผลกระทบถึงความมั่นคง ของประเทศชาติได้ เพราะฉะนั้นอันนี้ก็มีความสำคัญที่ว่าท่านจำเป็นที่จะต้องมีใบรับรอง มาตรฐานในวิชาชีพของท่าน ดิฉันคิดว่าใบรับรอง ใบอนุญาต มีความจำเป็นมากสำหรับ ผู้ที่จะประกอบอาชีพเช่นนี้ อย่างแพทย์เราไม่มีใบรับรองเป็นบัตรประจำตัว แต่เรามี เลขทะเบียนของใบประกอบโรคศิลปะที่จะต้องอ้างทุกครั้งที่ประกอบอาชีพ จะรักษาใคร จะออกใบรับรองแพทย์ให้ใครก็จำเป็นที่จะต้องมีเลขที่ของใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะ ดิฉันคิดว่าอันนี้เป็นสิ่งที่จำเป็น เรามีสภาวิชาชีพ ก็เช่นเดียวกัน ท่านก็จำเป็นที่จะต้องมี สภาวิชาชีพเช่นเดียวกัน แล้วถ้าหากว่าท่านมีความเป็นวิชาชีพมากขึ้น มีมาตรฐานที่สูงขึ้น สภาวิชาชีพของท่านอาจไม่จำเป็นที่จะต้องมีคนนอกเข้ามาเลยก็ได้ ท่านควบคุมกันเอง ด้วยมาตรฐานทางจริยธรรม ด้วยความรับผิดชอบของท่านเองท่านก็สามารถที่จะพัฒนา วิชาชีพนี้ให้เจริญรุ่งเรืองขึ้นไปด้วย เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่ามีความจำเป็นที่ท่านจะต้องมี สภาวิชาชีพ มีใบรับรองทางวิชาชีพของท่าน แล้วท่านจำเป็นที่จะต้องมีมาตรฐานทางจริยธรรม เพราะฉะนั้นทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ดิฉันคิดว่ามีความจำเป็นในการที่จะได้สื่อมวลชนที่มีคุณภาพ มีความรับผิดชอบต่องานที่ท่านทำ

เรื่องที่ ๒ ดิฉันคิดว่าดิฉันไม่ค่อยเข้าใจในกฎหมายหมวด ๒ ของท่าน อยากให้ท่านกรรมาธิการได้กรุณาเช็ก (Check) ดูว่าท่านหมายความอย่างนี้หรือไม่ ในหมวด ๒ ของร่าง พ.ร.บ. ที่ท่านได้ร่างมา มาตรา ๑๖ บอกว่า สมาชิกได้แก่องค์การวิชาชีพสื่อมวลชน ทุกแขนงทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยยื่นหนังสือขอจดทะเบียนเป็นสมาชิกต่อ สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ถัดไปท่านบอกว่า สมาชิกตามวรรคหนึ่งจะต้องมีคุณสมบัติ ดังต่อไปนี้ (๑) มีการกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนบังคับใช้ เป็นการภายใน อันนี้ไม่สอดคล้องกับคุณสมบัติที่ท่านบอกว่าต่อไปนี้จะต้องเป็นคุณสมบัติ ของสมาชิกตามวรรคหนึ่ง และท่านบอกว่ามีการกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมของ ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนบังคับใช้เป็นการภายใน มันไปคนละอัน หรือดิฉันดูร่าง พ.ร.บ. ผิด ก็ไม่รู้ (๒) มีหลักฐานเชิงประจักษ์ในการบังคับใช้มาตรฐานจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพ สื่อมวลชน (๓) มีการดำเนินการส่งเสริมและพัฒนาผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน อันนี้เขียน ยังไม่ตรงไปตรงมาเท่าไร แต่ดิฉันคิดว่าในองค์การวิชาชีพหรือสภาวิชาชีพนั้นคงจะต้องมี การส่งเสริมและพัฒนา เหมือนกับทางวิชาการที่เรามีแพทยสภา มีการฝึกอบรม มีการอัปเดต (Update) ทางวิชาการอยู่ตลอดเวลา อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ควรจะสนับสนุน แต่ (๔) มีคุณสมบัติอื่น ตามที่คณะกรรมการกำหนด อันนี้เป็นข้อเดียวที่ดิฉันคิดว่าตรงที่สุด ข้อตั้งแต่ (๑) ถึง (๓) ใช่คุณสมบัติของผู้ที่เป็นสมาชิกหรือไม่ หรือถ้าเผื่อเป็นอย่างอื่นใดท่านกรุณาเขียนให้ชัดเจนด้วย เพราะดิฉันอ่านแล้วไม่เข้าใจเลยว่าจะเป็นคุณสมบัติของสมาชิกได้อย่างไร นอกจาก จะบอกว่าสมาชิกต้องมีมาตรฐานทางจริยธรรมสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพ ก็คงยุ่งอีกที่ว่า ก่อนที่จะรับเข้าเป็นสมาชิกท่านต้องวัดมาตรฐานทางจริยธรรมหรือว่าเป็นรีไควร์เมนต์ (Requirement) อย่างอื่น ฝากท่านประธานไปยังกรรมาธิการด้วยที่จะกรุณาทำเรื่องนี้ ให้มาตรา ๑๖ ชัดเจนหรือไม่ ขอบพระคุณค่ะ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ ขณะนี้มีคณะบุคคลที่ขออนุญาตเข้าฟังการประชุมสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ คือคณะกรรมการบริหารและอนุกรรมการสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จำนวน ๗๐ ท่าน ขอยินดีต้อนรับนะคะ ต่อไปเรียนเชิญท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง อดีตสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เรียนเชิญค่ะ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผมนายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอกราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพยิ่งว่าตามรายงานดังกล่าวนี้ถือว่าเป็นแนวทางของการที่จะให้มีการปฏิรูปสื่อมวลชน ให้เป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง สิ่งที่รายงานได้เสนอไว้ก็ต้องเรียนว่าในเจตนารมณ์ของ คณะกรรมาธิการนั้นอาจจะมีความตั้งใจ อาจจะมีความหวังดีกับการให้มีการปฏิรูปสื่อมวลชน แต่หลักการสำคัญของการจะปฏิรูปสื่อมวลชนดังกล่าวได้ อันดับแรกเลยท่านต้องสร้าง ความไว้วางใจให้กับสื่อมวลชนก่อน เพราะว่าหลายครั้ง หลายยุค หลายเวลาที่ผ่านมา ในส่วนภาครัฐเองมีความพยายามที่จะให้มีการปฏิรูปหรือให้มีแนวทางในการที่จะให้ สื่อมวลชนนั้นเป็นวิชาชีพที่เป็นหลักสำคัญของบ้านเมือง แต่ด้วยความตั้งใจด้วยข้อเสนอ ของยุคที่ผ่านมาเหมือนกับว่าเสนออะไรแล้วสื่อมวลชนจะไม่ค่อยยอมรับ เพราะว่าจะแฝง ไปด้วยสิ่งที่เรียกว่าการแทรกแซงในภาครัฐซึ่งจะทำให้สื่อมวลชนไม่มีความเป็นอิสระ ดังนั้น ถ้าเกิดว่าเราจะปฏิรูปสื่อมวลชนให้เป็นรูปธรรมดังกล่าวเราต้องมีหลักการสำคัญที่จะเป็น แนวทางที่ชัดเจนว่าการจะปฏิรูปสื่อมวลชนนั้นปฏิรูปเพื่ออะไร ข้อสำคัญ สิ่งที่พึงต้อง ดำเนินการในเรื่องของการปฏิรูปสื่อมวลชนก็คือต้องให้สื่อมวลชนนั้นมีความเข้มแข็งมากขึ้น ให้มีความเป็นอิสระในการทำหน้าที่มากขึ้น การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนจะต้องไม่ถูกแทรกแซง จะต้องทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียง เป็นผู้นำข้อเท็จจริงมาแสดงให้ปรากฏเพื่อเป็นประโยชน์ กับสาธารณชนทั่วไป ถ้าสื่อมวลชนโดนปิดกั้น ถ้าสื่อมวลชนไม่สามารถทำหน้าที่ได้อิสระ แล้วก็เป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนและของพี่น้องประชาชน ดังนั้นสิ่งที่พึง จะต้องเกิดก็คือต้องการสร้างความไว้วางใจโดยยึดหลักสำคัญว่าสื่อมวลชนจะต้องมีเสรีภาพ ในการทำหน้าที่อย่างเป็นอิสระและไม่ถูกแทรกแซง ดังนั้นตามรายงานหรือกฎหมาย ที่กรรมาธิการเสนอก็ต้องทำความเข้าใจกันให้ชัดว่าสิ่งที่กรรมาธิการเสนอนั้นไม่ใช่เรื่องของ การแทรกแซงสื่อมวลชน และตามรายงานนี้ต้องฝากท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการช่วยกลับไปตรวจสอบให้มี ความกระจ่างชัดและมีคำตอบได้ว่าส่วนใดของรายงานนี้จะมีส่วนที่ละเมิดสิทธิของสื่อมวลชนไหม หรือแทรกแซงสื่อมวลชนไหม ถ้ามีส่วนใดที่เป็นการแทรกแซง ขอให้กรรมาธิการไปปรับ และไปตัดสิ่งเหล่านั้นออกเสียให้หมด และต้องทำความเข้าใจว่าการปฏิรูปสื่อมวลชนนั้น การทำให้องค์กรสื่อมวลชนนั้นเข้มแข็ง ต้องมีองค์กรตามกฎหมายที่ให้สื่อมวลชนนั้นสามารถ จะบริหารเอง ควบคุมเองเหมือนดังเช่นวิชาชีพอื่น ๆ อย่างเช่นที่ผ่านมาก็คือสภาทนายความ ผมเคยเป็นเลขาธิการสภาทนายความ เคยไปบริหารองค์กรสภาทนายความ ซึ่งในคณะกรรมการ ของสภาทนายความนั้นได้กำหนดจำนวนกรรมการไว้อย่างชัดเจน ได้แบ่งกรรมการส่วนกลาง แบ่งกรรมการส่วนภูมิภาค แต่เราก็มีแนวทางเปิดให้ส่วนอื่นเข้ามาเป็นหูเป็นตา เป็นตัวแทน ในการที่จะทำหน้าที่ได้อย่างโปร่งใส ในส่วนกรรมการของสภาทนายความเองนั้นมีตัวแทน ของกระทรวงยุติธรรม ๑ คน อาจจะมองเป็นภาครัฐ มีตัวแทนของเนติบัณฑิตยสภาอีก ๑ คน ก็คือ ๒ คนเท่านั้น ส่วนสภาวิชาชีพสื่อมวลชนนั้นก็มีการพูดกันเยอะว่าไม่ต้องการให้มี คนของรัฐเลย แต่นั่นหมายความว่าก็ควรที่จะต้องพิจารณาว่าสมควรหรือไม่ อย่างไร แต่ถ้าหากว่า มีความจำเป็นจริง ๆ เพื่อจะให้เกิดความโปร่งใส ให้เห็นว่าเป็นการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน แล้วไม่ใช่เรื่องของการแทรกแซง ผมอยากเสนอท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการว่าแทนที่จะเอา ปลัดกระทรวง ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี บางทีก็ตอบยากว่าเข้ามาทำอะไร ถ้าหากว่า จำเป็นจริง ๆ ให้เป็นอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์อย่างนี้จะเป็นไปได้ไหม เพราะว่า ๑. เป็นหน้าที่ ของสื่อมวลชนโดยตรง เช่นเดียวกัน แต่อาจจะอยู่ภาครัฐก็ให้เป็นโดยตำแหน่งเสีย ส่วนหน่วยงานอื่นก็อย่ามีมากครับ เพราะจะมีอีก ๑ คนหรือ ๒ คนก็ไม่ได้เกิดอะไรเปลี่ยนแปลง ให้คะแนนเสียงได้มากขึ้น ถ้าจำเป็นก็กระทรวงวัฒนธรรม แต่ถ้าให้ตรงจริง ๆ ก็สำนักงาน พระพุทธศาสนาแห่งชาติครับ ถ้าท่านไปดูอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการให้คุณภาพ พัฒนา คุณธรรมจริยธรรม อย่างนี้ก็ยังตอบได้ แต่ถ้าไม่มีเลยก็อาจจะทำให้เกิดความไว้วางใจมากขึ้น แต่จำเป็นก็ต้องตรงในสายงาน ในส่วนงาน ถ้าไปเอาส่วนอื่นมาบางทีก็ตอบยากจริง ๆ ส่วนกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แม้เป็นองค์กรอิสระอยู่แล้วจริง ๆ ก็ไม่จำเป็นต้องมา อยู่ในองค์กรของสื่อ สื่อมวลชน เพราะว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเขาทำหน้าที่ โดยรวมอยู่แล้ว คุ้มครองสิทธิของประชาชนทั้งหมดอยู่แล้ว หรือจะเอาตัวแทนของ สภาทนายความเข้ามาร่วม เพราะว่าที่ผ่านมาในส่วนของสื่อมวลชนเองเขาก็เชิญตัวแทน ของสภาทนายความเข้าไปเป็นที่ปรึกษากฎหมายอยู่ในหลาย ๆ ส่วน ไม่ว่าจะเป็น สภาการหนังสือพิมพ์ สมาคมผู้สื่อข่าว ผมก็เคยไปร่วมในฐานะที่เป็นกรรมการสภาทนายความ อย่างนี้เขารับได้ เพราะว่าไม่ได้อยู่ในภาครัฐ นี่ครับคือสร้างความไว้วางใจของการที่จะให้เขายอมรับ ในการพัฒนาองค์กรในเรื่องเหล่านี้ แล้วก็มีคณะกรรมการที่ให้สื่อมวลชนเขาบริหารจัดการเอง น่าจะมีอิสระแล้วก็ไม่ถูกแทรกแซง

ส่วนที่ ๒ ท่านประธานครับ ก็จะมีประเด็นสำคัญในเรื่องเกี่ยวกับใบอนุญาต ของสภาทนายความเราก็มีใบอนุญาตครับ ใครไปว่าความก็จะต้องผ่านการทดสอบแล้วก็มี การสอบด้วย มีการอบรมด้วย ถ้าผ่านตามขั้นตอนมาตรฐานก็จะออกเป็นใบอนุญาต ทีนี้ใบอนุญาตถึงแม้กรรมาธิการจะเปลี่ยนเป็นใบรับรองผมก็ว่ายังจะเป็นปัญหาหรือไม่ จริง ๆ ของ สปช. ผมดูแล้วเขาก็ให้แต่ละองค์กรของสื่อนั้นออกใบอนุญาตกันเอง เมื่อออกแล้ว ท่านก็สามารถที่จะให้องค์กรนั้นแจ้งมาที่สภาใหญ่ของสื่อมวลชน ก็ไม่ต่างอะไรกันมาก แต่เขาก็จะเป็นคนที่รับผิดชอบเองมันก็จะเดินได้ เพียงแต่แจ้งให้ทราบว่าใบอนุญาตดังกล่าวนั้น ได้ออกให้ใคร ซึ่งดูแล้วก็ต้องมีสภาพบังคับ แล้วถ้าหากว่าไม่มีสภาพบังคับมันก็เหมือนเก่า ออกหนังสือรับรองมาแล้วอย่างไรก็มีคำถามอีก แต่เรื่องโทษ ถ้าหากว่าไม่ได้รับอนุญาต ไปทำหน้าที่เรื่องโทษก็อย่าไปหนักกว่าคนอื่นเขา ของสภาทนายความถ้าว่าความโดยไม่ได้ รับอนุญาตจะมีโทษจำคุกไม่เกิน ๒ ปี แล้วก็มีโทษปรับ เข้าใจว่าปรับไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท หรืออย่างไร แต่โทษปรับผมไม่แน่ใจนะครับ แต่ยังมีโทษจำคุกอยู่ แล้วก็มีโทษปรับด้วย ทีนี้ผมก็ไม่ได้สนับสนุนที่จะให้มีบทลงโทษสื่อมวลชน แต่ผมอยากจะเทียบให้เห็นว่า ถ้าจะทำอะไรก็ต้องมีสภาพบังคับ ถ้าไม่สามารถบังคับได้ก็ไม่สามารถที่จะไปทำอะไร ได้เหมือนกันมันก็เป็นปัญหา ส่วนความหมายของคำว่า ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน หลายท่านอภิปรายแล้ว ก็ฝากว่าท่านกรรมาธิการคงจะต้องมีรายละเอียด เพราะสื่อมวลชน มีทั้งวิทยุ มีทั้งโทรทัศน์ มีทั้งเคเบิล แล้วก็มีทั้งหนังสือพิมพ์ สิ่งพิมพ์ รายงานนี้ถ้าเป็นไปได้ ช่วยให้มีความชัดเจนได้ไหมครับ เพราะว่ากระบวนการของการที่จะปฏิรูปสื่อมีหลายแขนง ถ้าเราไปใส่คลุมหมดไม่สามารถที่จะทำให้เกิดความชัดเจนได้ อันนี้คือหลักการของการปฏิรูป สื่อมวลชน แต่ปัญหาครับท่านประธาน ปัญหาที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเราถามว่าทำไมเราต้อง ปฏิรูปสื่อมวลชน ถามว่าสื่อมวลชนได้ทำหน้าที่แล้วมีปัญหาอะไรกับบ้านเมืองมีไหม ผมว่า การจะเสนอการแก้ปัญหาต้องอย่าอ้อมค้อม ถ้าจะว่ากันแก้ปัญหาให้ตรงจุดก็ต้องให้มี ความชัดเจน เพราะอาจจะมีสื่อมวลชนบางสื่อ ขอเน้นคำว่าบางสื่อ ทำหน้าที่แล้วไม่สุจริต ทำหน้าที่แล้วเป็นปัญหากับความมั่นคงของรัฐมีการจัดรายการ ถ้าท่านประธานเห็น ผมก็ไม่สบายใจ และผมก็เคยพูดในที่ประชุมสภามาหลายครั้งว่าคงไม่มีประเทศไหน ที่มีสื่อมวลชนใช้ช่องสื่อสารบางสถานีบางรายการ แล้วก็ผู้จัดบางคน ไม่ใช่ทุกคน ที่ออกมา วิพากษ์วิจารณ์ ออกมาพูดนำเสนอข้อมูลไปในแนวทางที่ต่อต้านรัฐบาลทุก ๆ รัฐบาล มาตลอด ไม่ว่าฝ่ายใดจะขึ้นมาเป็นผู้บริหารประเทศ หรือมาเป็นรัฐบาล ก็จะถูกสื่อมวลชนฝ่ายตรงกันข้ามออกมาจัดรายการ แล้วก็วิพากษ์วิจารณ์ ด่ารัฐบาล พูดในเชิงที่ทำให้เสียหาย ควบคุมไม่ได้ บางรายการก็เชิญอาจารย์จากมหาวิทยาลัย มาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง นี่คือปัญหาในเรื่องของความมั่นคง การจะแก้ปัญหา ก็ต้องแก้ให้ตรงจุด เรื่องของความมั่นคงเรื่องสำคัญ เรื่องของสื่อมวลชน บางสื่อ บางคน บางรายการ สร้างความแตกแยกให้กับคนในชาติอย่างนี้มีไหม มีครับ มีสื่อบางรายการ บางคนลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนมีไหม ก็มีอีกครับ นี่คือปัญหาครับ ผมเชื่อว่า สื่อมวลชนทั้งหมดทั้งหลายเขาก็ไม่อยากให้สิ่งเหล่านี้เกิด เขาก็อยากให้สื่อมวลชนนั้น เป็นสื่อมวลชนโดยอาชีพ เป็นสื่อมวลชนที่ทำหน้าที่โดยสุจริต เป็นสื่อมวลชนที่สร้างประโยชน์ ให้กับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศโดยรวม แต่ก็ยังมีสื่อบางคนที่กระทำเรื่องเหล่านี้ จึงเป็นเหตุสำคัญที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์และต้องการที่จะมาแก้ปัญหาในเรื่องเหล่านี้ แต่ผมต้อง กราบเรียนท่านประธานครับ ในการจะแก้ปัญหาเรื่องเหล่านี้ต้องแก้เป็นเรื่อง ต้องแก้เป็นคน คนไหนทำผิด คนไหนทำไม่ถูกต้อง คนไหนที่ทำแล้วกระทบกับความมั่นคงของประเทศ ของรัฐ คนไหนที่ละเมิดสิทธิของประชาชน คนไหนที่ทำให้ประชาชนแบ่งฝ่าย แตกแยก ต้องว่ากันเป็นรายคนครับ ถ้าเราแก้ปัญหาในเรื่องเหล่านี้แล้วเป็นการแก้ปัญหาโดยรวม มันจะกระทบ ก็จะทำให้ไปลิดรอนสิทธิการทำหน้าที่สื่อมวลชน ทั้ง ๆ ที่สื่อดี ๆ มีเยอะ สื่อเหล่านั้นไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลย นี่คือความเป็นจริง ถ้าเราจะพูดในเรื่องการปฏิรูปสื่อ เราก็ต้องพูดในเรื่องเหล่านี้ให้เห็นความเป็นจริง ให้เห็นว่าประเทศไทยเรา บ้านเมืองเรา มีปัญหาในเรื่องเหล่านี้แล้วเราก็ต้องแก้ให้ตรงจุด แก้ปัญหาในเรื่องเหล่านั้นให้สิ้นไป อันนี้ก็กราบเรียนว่าถ้าจะแก้จริง ๆ ก็คงจะต้องให้เป็นเฉพาะเรื่อง เฉพาะคนไป ในส่วนเหล่านี้จริง ๆ แล้วก็มีบทกำกับ บทลงโทษอยู่แล้ว ใครละเมิดสิทธิของประชาชน มีคดีหมิ่นประมาททางอาญา มีโทษจำคุกไม่เกิน ๑ ปี ปรับไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท แต่ถ้าหากว่าเป็นเรื่องของการโฆษณาก็มีโทษจำคุกไม่เกิน ๒ ปี และปรับไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท คือโทษนี้เขากำกับสื่อมวลชนไว้อยู่แล้ว แม้กระทั่งตอนจะไปแก้กฎหมายเหล่านี้ก็ยังมี การวิพากษ์วิจารณ์ มีการเสนอความเห็นที่หลากหลายเช่นเดียวกัน แต่ระยะเวลาผ่านมา ก็ทำให้เห็นด้วยว่าประชาชนก็ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายระดับหนึ่ง ดังนั้นต้องกราบเรียน ในสุดท้ายว่า การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนดังกล่าวนั้นก็คงจะต้องยึดหลักที่มีการตรวจสอบได้ เช่นเดียวกัน แล้วก็ให้มีหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนด้วย ก็หวังว่า กรรมาธิการจะรับฟังความคิดเห็นแล้วก็นำเรื่องเหล่านี้ไปปรับ ไปแก้ ไปปรับปรุง เพื่อให้ เป็นแนวทางการปฏิรูปสื่อมวลชน ให้เป็นประโยชน์กับสื่อมวลชนอย่างแท้จริง โดยวางหลักการ สำคัญว่าสื่อมวลชนนั้นจะต้องมีเสรีภาพในการเสนอข้อมูลข่าวสาร แล้วก็ต้องมีหลักประกันว่า สื่อมวลชนนั้นจะต้องไม่มีการถูกแทรกแซง ซึ่งถือว่าประเทศที่เจริญแล้วทั้งหลายในโลก เขาก็ยึดหลักนี้เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก ต้องขอบคุณท่านกรรมาธิการที่เสนอรายงาน ถือว่าเป็นบันได เป็นขั้นต้น เป็นช่องทางเริ่มต้น ส่วนจะดีมากน้อยแค่ไหนอยู่ที่กรรมาธิการและพวกเรา เสนอแล้วเราก็ปรับปรุงแนวทางนี้ ให้มีองค์กรสื่ออย่างที่ต้องการ แล้วก็ให้สื่อทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นปากเป็นเสียง แทนพี่น้องประชาชน แล้วข้อสำคัญที่ผมยืนยันก็คือต้องมีเสรีภาพ มีสิทธิในการนำเสนอข่าวสาร โดยไม่ถูกแทรกแซง ขอบคุณครับท่านประธาน

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ต่อไปเชิญท่านคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านพลังงาน อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เรียนเชิญค่ะ

นายคุรุจิต นาครทรรพ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นต้องขอบพระคุณ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชนที่ได้นำเสนอรายงาน เรื่อง การปฏิรูปการสื่อสารมวลชน ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งกระผมขอขอบคุณและแสดงความชื่นชม แล้วก็เห็นใจคณะกรรมาธิการ เรื่องนี้ได้เข้ามาสู่วิป (Whip) ของ สปท. ๒ ครั้งแล้ว ท่านประธานกรรมาธิการ ท่านรองประธาน กรรมาธิการก็รับฟังข้อสังเกต ข้อทักท้วงติชมต่าง ๆ นำไปปรับปรุงแก้ไข แล้วก็นำมาเสนอ อีกครั้งในวันนี้ เมื่อเช้าที่ผมนั่งรถมาก็ได้รับฟังว่าท่านประธานกรรมาธิการ พลอากาศเอก คณิต ท่านก็ได้ขอแก้ไขเพิ่มเติมจากการประชุมเมื่อเช้าว่าจะขอตัดมาตรา ๙๑ มาตรา ๙๒ และมาตรา ๙๙ ออกไปที่เป็นเรื่องของบทกำหนดโทษ แล้วก็จะเปลี่ยนระบบของ การออกใบอนุญาตเป็นออกใบรับรองแทน ซึ่งคิดว่าท่านก็ได้มีความยืดหยุ่นแล้วก็รับฟังมาก โดยส่วนตัวผมเองก็เห็นด้วยกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการสื่อสารมวลชนฉบับนี้ เห็นด้วยในหลักการที่สื่อสารมวลชนจะต้องมีความเป็นอิสระ และส่งเสริมให้สื่อควบคุม ดูแล กำกับกันเองในด้านจริยธรรม ผมพร้อมจะยกมือให้กับ รายงานฉบับนี้ แต่ท่านประธานครับ ผมอยากจะขออนุญาตอภิปรายลงลึกไปสักนิดหนึ่งว่า เวลาเราพูดถึงสื่อมวลชนเราก็จะนึกถึงนักข่าวเพราะมาสัมผัสกับเรา โดยผมเป็นอดีตข้าราชการ ก็จะเจอกับนักข่าวเยอะ แต่จริง ๆ สื่อมวลชนมีหลายระดับ ก็คือนักข่าวสื่อมวลชนที่มาหาข่าว อันที่ ๒ คือผู้ประกอบการสื่อ บรรณาธิการ โต๊ะข่าวที่เป็นคนรับข่าวมาแล้วก็เลือกว่า ข่าวไหนจะลง เลือกข่าวไหนจะเขียนอย่างไร ทิศทางของข่าว แล้วอีกระดับหนึ่งก็คือองค์กร วิชาชีพสื่อ ซึ่งองค์กรวิชาชีพสื่อที่ผ่านมาหลายสิบปีก็มีหลายสิบองค์กรมากเลย เช่น สมาพันธ์ นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคม นักข่าววิทยุโทรทัศน์ สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ เยอะแยะไปหมด ทีนี้ประเด็นที่เป็นเรื่องของ การที่คณะกรรมาธิการนำเสนอรายงานนี้ก็คือว่าเท่าที่ผ่านมาสื่อสารมวลชนได้มีการควบคุม กำกับดูแลจริยธรรม และมีมาตรฐาน มีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่ คำตอบก็คือไม่นะครับ คุมกันไม่ได้เลย ไม่สามารถจะคุมกันได้ จะลงโทษอะไรก็ไม่ได้ ลาออกจากสมาคมนี้ ไปอยู่ สมาคมโน้น เพราะฉะนั้นก็เลยไม่มีมาตรฐาน ผมเองสมัยเด็ก ๆ เรียนประถมครูสอนมาว่า สื่อมวลชนเป็นฐานันดรที่ ๔ เพราะเขาเป็นกระจกส่องสังคม แล้วเขาก็ควรจะมีสิทธิเสรีภาพ แต่ถามว่าสิทธิเสรีภาพ ที่ท่านเรียกร้องหรือที่เป็นข่าวกดดันกรรมาธิการอยู่ ๓-๔ วันมานี้มีคุณภาพหรือเปล่า มีคุณภาพเป็นที่คาดหวังที่จะเป็นกระจกใสส่องเงาให้สังคมอย่างแท้จริงหรือเปล่า สื่อมวลชน นอกจากทำหน้าที่เสนอข่าวต้องไม่ลืมว่าเป็นธุรกิจด้วย ก็มีเรื่องของธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง และบางครั้งก็ใช้ความเป็นสื่อมวลชนทำบทบาทที่อาจจะไม่ใช่บทบาทของสื่อมวลชน เพราะฉะนั้นการปฏิรูปสื่อสารมวลชนตามรายงานวันนี้ ผมถือว่าเป็นก้าวแรกและก้าวสำคัญ ที่จะนำไปสู่การมีมาตรฐาน มีจริยธรรม และมีการกำกับดูแลกันเอง เท่าที่ผมศึกษามา การออกแบบในร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๒ ที่นำเสนอมาเขาก็จะมีองค์กรของสื่อมวลชนเอง ซึ่งองค์กรนี้ไม่ได้มีรัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง เขาจดตั้งขึ้นมาเอง กำกับดูแลตนเอง แล้วก็มีองค์กร วิชาชีพสื่อที่มารวมตัวกันอีก แล้วก็มีสภาวิชาชีพสื่อสารมวลชน มี ๓ ระดับ ที่ผ่านมาเวลา มีเรื่องที่ผู้บริโภค หรือคนทั่วไป หน่วยงาน บริษัท ห้างร้าน เอกชนไม่ได้รับความเป็นธรรมจากสื่อ ลงข่าวให้เขาเสีย ๆ หาย ๆ ลงข่าวที่ทำให้เขาไม่มีความสุขแล้วก็ไม่จริง ไปร้องเรียน ข้อร้องเรียนหายไปไม่ได้รับการเยียวยาแก้ไข เพราะสอบแล้วไม่มีอำนาจลงโทษ ไม่กล้าลงโทษ กันเอง มีคำอุปมาอุปไมยในอดีตเล่าให้ฟังนะครับ เขาบอกว่าแมลงวันย่อมไม่ตอมแมลงวัน ด้วยกันเอง เราจึงไม่เคยเห็นสื่อสารมวลชนลงโทษกันเองได้เลย เพราะฉะนั้นถ้าท่านรักจะมี เสรีภาพท่านก็ต้องมีเสรีภาพอย่างมีคุณภาพด้วย อันนี้ก็เป็นเรื่องแรกที่ผมคิดว่าเป็นเจ้าแรก ที่รายงานนี้จะนำไปสู่เรื่องเหล่านั้น สื่อสารมวลชนเปรียบเสมือนผู้คัดกรองข่าวสาร ข้อมูล ความรู้ ความบันเทิงสู่ประชาชนในวงกว้างภายในเวลาอันรวดเร็ว เป็นเหมือนกับผู้คุมประตูข่าวสาร ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่าเกตคีปเปอร์ (Gatekeeper) จึงเป็นสถาบันที่มีบทบาทอย่างสูงต่อสังคม ทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ จึงควรที่จะต้องมีการสนับสนุนให้เขามีคุณภาพ มีจริยธรรมที่สูงขึ้น แล้วก็มีการกำกับดูแลกันเองให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ แล้วก็วัฒนธรรมอันดี งามของสังคม การกำกับดูแลสื่อมวลชนให้ทำหน้าที่ได้สมบูรณ์สมเป็นสถาบันที่มีบทบาทสูง ในสังคม ต้องอยู่บนหลักการของการมีสิทธิเสรีภาพ อิสรภาพ เพื่อให้สื่อสารมวลชนเขาได้ เลือกสรรกำหนดบทบาทหน้าที่อย่างสร้างสรรค์ในการนำเสนอเนื้อหาสาระความรู้ โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลหรือความหวั่นเกรงใด ๆ โดยใช้กฎหมายหรือคำสั่งใด ๆ ไปชี้นำ ซึ่งเป็นการขัดต่อหลักสิทธิเสรีภาพ อันนี้เรายอมรับกัน แต่อย่างที่ว่า สิทธิและเสรีภาพ ก็ต้องมาควบคู่คุณภาพและความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย เพราะสื่อสารมวลชน เป็นผู้ที่เขามาให้ใช้ช่องทางสร้างผลกระทบต่อสังคมได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ดังนั้น ผู้หนึ่งผู้ใดหรือสถาบันใดที่เข้ามาใช้ช่องทางอย่างวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ หรือสื่อออนไลน์ (Online) ควรจะต้องเป็นผู้มีความเป็นมืออาชีพสูง มีจิตสำนึกสาธารณะ และมีหลักประกัน ให้กับผู้คนในสังคมว่าจะไม่ทำตัวเป็นภัยคุกคามต่อสังคมเสียเอง ที่ผ่านมาสื่อสารมวลชนไทย ได้ผ่านการกำกับดูแลทั้งภายใต้ระบบกฎหมาย คำสั่งคณะปฏิวัติหลายต่อหลายฉบับที่ทำให้ ลิดรอนเสรีภาพ แต่ก็ได้พยายามต่อสู้มาใช้หลักกำกับดูแลตัวเอง แต่ที่ผ่านมา ๒๐ กว่าปี ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าการกำกับดูแลตนเองไม่มีประสิทธิภาพเลย เพราะฉะนั้นการมีระบบ การให้การรับรองออกใบประกอบวิชาชีพก็อาจจะเป็นทางหนึ่ง ก็เหมือนกับวิชาชีพอื่น ๆ ครูในสมัยนี้เขายังต้องมีใบประกอบวิชาชีพครูเลยนะครับ ทนายความ หมอ วิศวกร เพราะฉะนั้น การให้ใบรับรองเป็นวิชาชีพก็เป็นทางหนึ่งที่จะยกระดับมาตรฐานคุณภาพและจริยธรรม วิชาชีพสื่อมวลชนได้ ทีนี้ผมอยากจะขออนุญาตลงลึกไปในบางมาตราที่อยากจะฝาก เป็นข้อสังเกตไปยังท่านกรรมาธิการสักนิดหนึ่งว่า ในบทคำนิยามของผู้ประกอบวิชาชีพ สื่อมวลชนนี้จำเป็นจะต้องระบุให้ชัดเจนถึงความแตกต่างและการมีอยู่ของนักข่าว หรือผู้ปฏิบัติงานสื่อภาคสนาม ทีมงานผลิต ช่างกล้องอะไรต่าง ๆ แล้วก็กองบรรณาธิการ หัวหน้าโต๊ะ หรือหัวหน้าข่าว หรือว่าเจ้าของหนังสือพิมพ์ แล้วรวมทั้งองค์กรวิชาชีพนั้นด้วย คอลัมนิสต์ด้วย อันนี้ท่านต้องแยกชัดเจน เพราะว่าบางทีสิ่งที่ไปกระตุ้นให้คนตื่นกลัวทุกวันนี้ เพราะว่านักข่าวมีจำนวนมาก แต่โต๊ะข่าวมีจำนวนน้อย แล้วโต๊ะข่าวจริง ๆ เป็นผู้ที่ กำหนดทิศทางของข่าว อันที่ ๒ ซึ่งท่านก็ได้แก้ไขไปแล้วก็คือมาตรา ๓๐ (๑) ที่ว่าด้วย การขึ้นทะเบียน ท่านก็เปลี่ยนแล้ว บอกว่าท่านไม่ขึ้นทะเบียนแล้ว ท่านเป็นการออกใบรับรอง วิชาชีพซึ่งคนก็ยังสับสนว่าจะมีตัวแทนของรัฐมาออกใบวิชาชีพ แต่ถ้าอ่านดูดี ๆ เป็นองค์กรสื่อ ออกใบรับรองวิชาชีพกันเอง ตัวแทนของรัฐซึ่งเมื่อเดิมมี ๔ คน อันนี้ท่านลดเหลือ ๒ คน แล้วคนหนึ่งก็กำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ เขาก็เป็นนักข่าวเป็นสื่อเหมือนกัน เป็นเรื่องของ จริยธรรมมาตรฐาน เวลาไปร้องเรียน ๒ องค์กรแรกแล้วไม่ทำหน้าที่ถึงต้องร้องเรียนไป องค์กรสุดท้าย เพราะฉะนั้นอยากให้เราเข้าใจให้ชัด ๆ แล้วจริง ๆ การกำกับดูแลจะมีผล มันต้องมีเขี้ยวเล็บบ้าง ต้องมีสภาพบังคับทางปกครอง ต้องมีอย่างที่ภาษาอังกฤษเขาเรียก แซงก์ชัน (Sanction) บ้าง คงไม่ต้องถึงกับไปติดคุกติดตารางอะไร แต่ค่าปรับหรือการถอน ใบวิชาชีพ เหมือนคนขับรถยนต์ครับ ท่านได้ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ยังต้องไปสอบใหม่ ทุก ๕ ปี รุ่นผมนี่ได้ตลอด แต่ถ้าทำผิดก็ต้องถูกยึดใบขับขี่ก็ต้องไปสอบใหม่ ก็เช่นเดียวกันครับ คงไม่ใช่ใบรับรองวิชาชีพตลอดชีพเพราะว่าก็ต้องมีการวัดมาตรฐาน อันนี้ก็ฝากว่าต้องมี ความแตกต่างระหว่างผู้ประกอบการสื่อมวลชนทั้งระดับภาคสนาม ภาคหัวหน้า องค์กรสื่อ ส่วนเรื่องของคณะกรรมการจริยธรรมผมคิดว่าหนทางยังอีกยาวไกลครับ ขั้นตอน ของท่านประธานกรรมาธิการคณิตเสนอมาไม่หยุดแค่นี้หรอก จะมี ๒ คน จะมี ๓ คน หรือจะไม่มีสักคน ตัวแทนหรือจะเป็นองค์กรไหนก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลหรือผู้ที่จะรับไป ทำหน้าที่ออกกฎหมายเขาจะรับไปทำต่อไป แต่ให้เห็นหลักการว่าเราอยากให้เห็นการควบคุม มาตรฐานจริยธรรมของสื่อสารมวลชนอย่างมีคุณภาพและมีประสิทธิภาพไม่ใช่ล้มเหลว อย่างที่ผ่าน ๆ มาในอดีต เสรีภาพต้องคู่กับคุณภาพและก็ความรับผิดชอบด้วย เพราะฉะนั้น โดยรวมก็เห็นด้วยกับสิ่งที่คณะกรรมาธิการได้นำเสนอ คิดว่าเป็นก้าวแรกและก้าวที่กล้าหาญ ในการเสนอปฏิรูปผ่านกระแสต่าง ๆ ที่ถูกวิจารณ์ ก็ต้องให้ความเห็นใจท่านประธานกรรมาธิการ เป็นอย่างยิ่ง ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม อดีตสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตที่ปรึกษานโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายกสมาคม อุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทย

ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ดุสิต เครืองาม ลำดับที่ ๕๓ ผมได้ใช้เวลาเตรียมตัวเพื่อที่จะมาอภิปรายในวันนี้ ค่อนข้างจะมาก อ่านร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้กลับไปกลับมาผมว่าไม่ต่ำกว่า ๕ รอบ เรียกว่าจนตาแฉะหมดแล้ว อ่านไปอ่านมายิ่งทำให้เห็นภาพต่าง ๆ ชัดเจนยิ่งขึ้น ผมก็เลย ขออนุญาตใช้เวลาอันน้อยนิดนี้อภิปรายเป็นลำดับไปเลยเพื่อที่จะได้ม้วนเดียวจบ หน้า ๓๓ ในเอกสารที่เราได้รับแจกก็คือเริ่มต้นของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีนิยาม ของคำว่า ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน หลาย ๆ ท่านก็ได้อภิปรายไปแล้ว ผมก็เสริม อีกนิดหนึ่ง ผมก็หลับตานึกถึงวงการกีฬา กีฬาเขามีคำว่า นักกีฬาอาชีพ นักมวยอาชีพ นักมวยสมัครเล่น นักฟุตบอลอาชีพ นักฟุตบอลสมัครเล่น ฉันใดก็ฉันนั้น ก็อาจจะเป็นไปได้ ที่เวลาจะให้นิยามของคำว่า ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ซึ่งหลายท่านได้มีความเป็นห่วงว่า นิยามที่ให้อยู่ในร่างฉบับนี้ตีกว้างสุดขอบฟ้ากันเกินไป ท่านก็อาจจะต้องทำใจเปลี่ยนนิยาม ให้แคบลงว่าในที่นี้ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนก็คือวิชาชีพ ก็คือสื่อมวลชนแบบอาชีพ ส่วนสื่อมวลชนที่ทำหน้าที่อะไรบางอย่างในเว็บไซต์ (Web Site) ในไลน์ (Line) ในยูทูบ (YouTube) หรืออะไรนั้นก็เป็นผู้สื่อข่าวหรือนักข่าวแบบสมัครเล่นก็ได้ ถ้าทำแบบนี้ผมเข้าใจว่า ในการกลับไปแก้ไขร่าง พ.ร.บ. นี้อาจจะง่ายยิ่งขึ้น ผมไม่ได้หมายความว่าจะให้เขียนว่า สมัครเล่นหรืออาชีพนะครับ หรืออาจจะแบ่งออกเป็นประเภทอาชีพหรือประเภทสมทบก็ได้ แบ่งเป็นอาชีพก็ได้ สมทบก็ได้ แล้วแต่ชื่อที่จะใช้ แต่อย่างไรก็ตามผมมีความเห็นอย่างนี้ว่า เราอยากจะให้มีสื่อมวลชนหรือนักข่าวเข้ามาร่วมรับรู้รับทราบในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ให้มากที่สุด ที่เมื่อสักครู่ท่านคำนูณได้อภิปรายว่า เปลี่ยนจากอาสาสมัคร เป็นมีการบังคับด้วย กฎหมาย แต่ผมอยากจะให้เรามองเป็นวิสัยทัศน์แบบนี้นะครับ เปลี่ยนจากคำว่า ต้องทำนั่น ต้องทำนี่ กลายเป็นว่าถ้านักข่าวท่านใดสมัครเข้ามาเป็นสมาชิกเขาควรจะได้รับสิทธิแบบนี้ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ จะเรียกว่าสิทธิพิเศษก็ได้ แต่ว่านักข่าวท่านใดที่ไม่ได้สมัครเข้ามาเป็นสมาชิก ก็อาจจะไม่ได้สิทธิพิเศษต่าง ๆ เหล่านั้น บอกให้รู้ล่วงหน้า แบบนี้แสดงว่าเราก็ไม่ต้อง ไปบังคับว่าทุกคนต้องขึ้นทะเบียน ไม่ต้องไปบังคับว่าทุกคนต้องมีใบรับรอง ไม่ต้องไปบังคับ ยกตัวอย่าง สมมุติประเทศไทยเราจะมีการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก กีฬาเอเชียนเกมส์ ใครที่มี บัตรไอเดนทิฟิเคชัน (Identification) คือใบแสดงตนตัวนี้มีสิทธิเข้าไปทำข่าวถึงสนามกีฬา มีสิทธิเข้าไปทำข่าวถึงริงไซด์ (Ringside) มีสิทธิได้รับเลือกไปเป็นนักข่าวที่จะได้ไปต่างประเทศ อะไรทำนองนี้ แต่ว่าถ้าใครไม่มีอะไรเลย ไม่มีบัตรเหล่านี้เขาก็เสียสิทธิไป ควรจะเป็นวิธีการ ใครได้ใครสมัครเข้ามาเป็นสมาชิกในองค์กรสื่อมวลชน หรือในองค์การสื่อมวลชน หรือไปถึง สภาวิชาชีพเขาก็จะได้ ภาษาอังกฤษใช้คำว่าพริวิเลจ (Privilege) สิทธิพิเศษอะไรบางอย่าง แบบนี้คนก็จะแห่สมัคร เข้ามาสิครับ เพราะว่าไม่ได้อยู่ในสภาพถูกบังคับ ตรงนี้ผมขอให้เปลี่ยน วิธีการคิดใหม่ เหมือนตอนที่ผมยกร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมพลังงานทดแทน ตอนแรกเราบอกว่าใครไม่ผลิตพลังงานทดแทนจะลงโทษ คิดไปคิดมาเอาใหม่ดีกว่า ใครผลิตพลังงานทดแทนจะได้รับสิทธิพิเศษ อะไรต่าง ๆ ตามมาแบบนี้ ผมว่าจะทำให้ ร่างพระราชบัญญัตินี้มีเสน่ห์ขึ้นเยอะ ใช้คำว่า มีเสน่ห์ แล้วคนก็จะรักและอยากจะเข้ามาใช้ พ.ร.บ. นี้

เรื่องที่ ๒ เรื่องร่างพระราชบัญญัตินี้เขียนว่า การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน แต่พออ่านไปแล้วเนื้อหามันตีลังกาหมดเลย กลายเป็นเรื่องกำกับสื่อมวลชนเริ่มต้นเป็นเรื่องแรก อารัมภบทมีคณะกรรมการชุดนั้นชุดนี้ สิ่งที่พี่น้องประชาชนหรือว่านักข่าวเขาอยากจะรู้ ประชาชนที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย เขาอยากจะรู้ว่าเขาได้รับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพอะไรบ้าง หาไม่เจอครับ พ.ร.บ. แรก ๆ เปิดกันแทบตายไปอยู่ในมาตราที่เท่าไรไม่รู้ เปิดไปอยู่หลัง ๆ ท้าย ๆ ไม่เอาแล้วครับ ผมเสนอว่าท่านควรจะหยิบยกเอาเรื่องการคุ้มครอง สิทธิเสรีภาพของประชาชนผู้บริโภคที่จะได้รับผลกระทบจากสื่อขึ้นมาเป็นบทแรก ๆ แล้วขณะเดียวกันสื่อเขาจะได้รับสิทธิพิเศษอะไร ได้รับการคุ้มครองอะไร นายจ้าง รัฐบาล นักการเมืองจะไปรังแกเขาไม่ได้ ยกขึ้นมาอยู่ในบทแรก ๆ แบบนี้จะทำให้ร่าง พ.ร.บ. นี้ มีเสน่ห์ขึ้นมากเลย แค่สลับลำดับหมายเลขแค่นั้นเองไม่ได้มีอะไรยาก ถัดไปในนิยาม ของคำว่า สมาชิก โกลาหลเหลือเกินนะครับ ตกลงว่ามี ๓ ระดับใช่ไหมครับ สมาชิก คือตัวนักข่าวเอง แล้วก็สมาชิกขององค์กร สมาชิกขององค์การ สมาชิกของสภา นิยาม ท่านยังให้ไม่ครบ ยังตกคำว่า สมาชิกขององค์กรสื่อมวลชน ไม่ได้อยู่ในมาตราแรก ๆ ควรจะเติมเข้าไปด้วย

ต่อไปครับ ในมาตรา ๔ บทบัญญัตินี้ไม่ให้ใช้บังคับกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งต้องปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ผมอ่านแล้วผมไม่เข้าใจ ไม่รู้แปลว่าอะไร อย่างไรเดี๋ยวฝากสวนดุสิตให้ช่วยตอบคำถามนี้ด้วย ต่อไปมีนิยามของคำว่า สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ตรงนี้ผมขอเสนอให้แก้ไขครับ เปลี่ยนชื่อจากคำว่า สภาสื่อมวลชนแห่งชาติ ให้เป็น สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย เปลี่ยนคำว่า ชาติ ภาษาอังกฤษคือเนชันนัล (National) มาเป็นคำว่า ไทย หรือประเทศไทย มันจะแปลว่า ไทยหรือว่าไทยแลนด์ (Thailand) เหตุผลง่าย ๆ ครับ ไม่มีอะไรลึกซึ้ง ถ้าเป็นเนชันนัล (National) ปกติแล้วจะต้องมีอนุกรรมการ ถ้าเป็นแห่งชาติเหมือนกับจะเป็นองค์กรที่รัฐ เข้ามากำกับดูแล เป็นองค์กรของรัฐ แต่ถ้าเป็นประเทศไทยก็คือบ่งบอกว่านั่นคือสัญชาติ ประเทศนั้น ๆ ยกตัวอย่างครับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เขาไม่ได้เรียกว่า สภาอุตสาหกรรมแห่งชาติ อีกอันหนึ่งนะครับ สภาหอการค้าไทย เขาไม่เรียกสภาหอการค้า แห่งชาติ สมาคมธนาคารไทย เขาไม่เรียกสมาคมธนาคารชาติ ตรงนี้ถ้าเป็นคำว่า ไทย หรือไทยแลนด์ (Thailand) แล้ว ธงชาติไทยปลิวสะบัดไปทั่วโลก จะส่งตัวแทนไปประชุม ระดับโลก ระดับนานาชาติ เพราะเขาจะเป็นตัวแทนของสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ใช้ธงชาติไทย พอขึ้นโลโก้ไทยแลนด์ (Logo Thailand) ไม่ต้องถามแล้วว่าคุณมาจาก ประเทศอะไร จะเป็นความภาคภูมิใจของ พ.ร.บ. นี้ไปด้วย ขอฝากนะครับ

ต่อไปองค์กรสื่อมวลชน มาตรา ๗ การจดแจ้ง ยื่นแบบการจดแจ้งและหลักฐาน ต้องมีรายการดังต่อไปนี้ ต้องเขียนว่า ต้องมีรายการอย่างน้อยดังต่อไปนี้ ถ้าบอกว่า ดังต่อไปนี้ จะเพิ่มก็ไม่ได้ ตัดก็ไม่ได้แล้ว ท่านรัดคอตัวเองแล้ว หลาย ๆ ดังต่อไปนี้ ควรจะต้องมีคำว่า อย่างน้อยดังต่อไปนี้

ต่อไปมาตรา ๙ กับมาตรา ๑๑ ใช้คำพูดไม่เหมือนกัน มาตรา ๙ ใช้สำหรับ ผู้ได้รับความเสียหาย พอมามาตรา ๑๑ ผู้ได้รับความเสียหาย หรือผู้ร้องเรียน ผมงงแล้วนะครับ ผู้ได้รับความเสียหายกับผู้ร้องเรียนต่างกันอย่างไร คนละคนกันหรือเปล่า หรือว่าใคร มอบอำนาจให้ใคร เป็นอย่างไร กรุณาช่วยไปแก้ไขคำพูดให้สอดคล้องกันน่าจะดีกว่า และในมาตรา ๙ อันนี้สำคัญมากนะครับ ผู้ได้รับความเสียหายจากการนำข่าวสาร สาร และเนื้อหาที่ขัดต่อมาตรฐานจริยธรรมขององค์กรสื่อมวลชน มีความประสงค์ ต้องบอกว่า ที่มีความประสงค์นะครับ ที่มีความประสงค์จะได้รับความคุ้มครอง อย่างคำว่า ความคุ้มครอง หรือให้ยุติการกระทำนั้น ผมก็ไม่รู้ว่าคำว่า ขอรับความคุ้มครอง พอหรือยัง อยากจะให้ ยุติการกระทำนั้น สมมุติว่ามีนักข่าวเอาข่าวเท็จ ข่าวไม่ดีอะไรไปลงก็ต้องเติมคำว่า หรือให้ยุติ การกระทำนั้น ผมขออนุญาตท่านประธานขอต่อเวลาอีกนิดหนึ่งครับ แล้วเวลาอ่าน ในแต่ละหมวด หมวด ๑ พูดถึงเรื่ององค์กร พูดถึงเรื่ององค์การ พูดถึงเรื่องสภา ขอให้ท่านใช้คำเต็มเข้าไปในแต่ละหมวด ท่านวรรคเอาไว้ ว่าเป็นสมาชิก ผมอ่านแล้วปวดหัว ไม่รู้ว่าพูดถึงเรื่องสมาชิกอะไรใส่คำเต็มเข้าไปเลยครับ ถ้าอยู่ในหมวดว่าด้วยองค์กรก็สมาชิกขององค์กร ถ้าอยู่ในหมวดว่าด้วยองค์การก็สมาชิกของ องค์การ ถ้าหมวดว่าด้วยสภาก็สมาชิกของสภา ท่านเล่นใช้คำย่อผมอ่านแล้วปวดหัวไข้ขึ้นเลย เพราะเวลาคนเอา พ.ร.บ. ไปใช้งาน เวลาเขาถ่ายสำเนาหน้านั้นมาบอกสมาชิก คนเอาก๊อบปี้นั้น ไปอ่านตีความไม่ออกไม่รู้ว่าสมาชิกประเภทไหน อยู่ในลำดับไหนตีความไม่ออก

ต่อไปมาตรา ๑๖ แปลกประหลาดมาก มาตรา ๑๖ องค์การวิชาชีพสื่อมวลชน มีหน้าที่กำกับดูแล มีแค่นั้นเองหรือครับ มาตรา ๑๖ องค์การวิชาชีพสื่อมวลชนมีหน้าที่ กำกับดูแลให้สมาชิกปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรม แค่นั้นเองหรือครับ ไม่ใช่ ท่านต้องเขียนว่า องค์การวิชาชีพสื่อมวลชนมีหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๑๕ กลับเข้าไปเอามาตรา ๑๕ มาใส่ให้ครบ มิฉะนั้นองค์การวิชาชีพสื่อมวลชนเขาก็ไม่ต้อง ทำอะไรนะครับ กำกับจะได้ทำอย่างเดียวหรือ ไม่ใช่ เพราะว่ามาตรา ๑๕ มีวัตถุประสงค์ ในการดำเนินการตั้ง ๘ ข้อ หน้าที่เขาก็ต้องครอบคลุมวัตถุประสงค์เหล่านั้นทั้งหมด ต่อไปส่วนที่ ๒ สมาชิก ท่านก็ต้องเติมคำว่า สมาชิกองค์การวิชาชีพสื่อมวลชน จึงจะอ่านรู้เรื่อง

มาตรา ๒๒ สิทธิและหน้าที่ของสมาชิก มีอยู่ ๔ ข้อเองหรือครับ รู้สึกว้าเหว่จังเลย มาตรา ๒๒ สิทธิและหน้าที่ของสมาชิก เมื่อสักครู่ผมบอกแล้ว ฝากให้ช่วยเติม สิทธิและหน้าที่ของสมาชิกองค์การวิชาชีพสื่อมวลชน มันจะต้องออกมา เป็นสิบ ๆ ข้อนะครับ สิทธิและหน้าที่ของสมาชิกองค์การวิชาชีพสื่อมวลชนมีอยู่ ๓ ข้อ สิทธิที่ ๑ คือแสดงความเห็น สิทธิที่ ๒ คือซักถาม สิทธิที่ ๓ คือเลือกหรือรับเลือกเป็นประธาน และกรรมการ มีแค่นั้นเองหรือครับ ไม่ใช่นะครับ ต้องมีมากกว่านี้เป็นสิบ ๆ ข้อ ส่วนคำว่า ผดุงไว้ซึ่งเกียรติและศักดิ์ศรีนั้นไม่ใช่สิทธิ เป็นหน้าที่ เพราะฉะนั้นมาตรา ๒๒ ท่านควร จะต้องแยกออกเป็น ๒ มาตรา หรือว่าจะเป็นคนละวรรคแล้วแต่สิทธิก็ว่าไป ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ หน้าที่ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ สิทธิที่ผมอยากจะให้เติมก็คือว่า สมาชิกมีสิทธิที่จะได้รับการส่งเสริม ในการส่งไปอบรมเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ขององค์การ ต้องให้เขาเห็นว่าสมัครเข้าไปแล้ว เขาได้สิทธิอะไร เขาจะได้มีความกระตือรือร้นในการเข้าไปในนั้น ส่วนเรื่องหน้าที่ก็ต้องบอกว่า ให้ปฏิบัติไปตามข้อบังคับขององค์การใช่ไหมครับ ทำไมไม่พูดเรื่องนี้มาเลย ปฏิบัติหน้าที่ ตามข้อบังคับขององค์การ ผดุงไว้ซึ่งอะไรก็ว่ากันไป

หมวด ๓ สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ผมเรียนไปแล้วนะครับ ให้แก้เป็น สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย เปลี่ยนคำว่า ชาติ เป็น ประเทศไทย ให้หมด สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ แห่งประเทศไทยนี้นะครับ มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ ท่านยกร่างเอาไว้ ๑๑ ข้อ ผมฝากให้เติมอีกสัก ๑ ข้อ ดำรงคงไว้ซึ่งปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ขออนุญาตใส่เข้าไปสักข้อหนึ่งได้ไหมครับ สภาของเรากำลังจะหมดภารกิจหน้าที่นี้แล้ว เรื่องศาสตร์พระราชาเป็นเรื่องสำคัญ สภาวิชาชีพสื่อมวลชนควรจะต้องดำเนินการ ให้สอดคล้องกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงใช่หรือไม่ฝากไปพิจารณา ถ้าใช่ก็ช่วยใส่เข้าไป ในวัตถุประสงค์ด้วย พอเพียง พอประมาณ มีเหตุมีผล ไม่เบียดเบียน จริยธรรมก็คือ ไม่เบียดเบียน มีเหตุมีผล

ต่อไปครับ จะจบแล้วครับท่านประธาน มาตรา ๔๐ ให้มีคณะกรรมการ คณะหนึ่งเรียกว่า คณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ซึ่งขอแก้เป็น แห่งประเทศไทย ประกอบด้วยสมาชิกวิชาชีพจำนวน ๗ คน ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ผู้แทนคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ถ้าเป็นเรื่องคุ้มครองผู้บริโภคก็ต้องเขียนว่า ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค ถ้าเป็นเรื่องสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ก็น่าจะเขียนว่า ตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อะไรทำนองนั้น จะได้เชื่อมต่อถึงกัน ไม่รู้อยู่ดี ๆ จะไปจินตนาการ คณะกรรมการนั้นอยู่ที่ไหนหาไม่เจอ ส่วนประเด็นคำถามที่ฮอต (Hot) ที่สุดในวันนี้ก็คือว่า ควรจะมีปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี หรือปลัดกระทรวงวัฒนธรรมอยู่ในคณะกรรมการ สภาวิชาชีพหรือไม่ ก็ขอฝากเป็นคำถาม แล้วจะรอคำตอบว่าท่านกรรมาธิการมองเห็นว่า ปลัดกระทรวงทั้ง ๒ ท่านมีความสำคัญ มีบทบาทอย่างไรในการเข้ามานั่งเป็นบอร์ด (Board) อยู่ในสภาวิชาชีพ เท่าที่ผมไปศึกษามาเวลามีหน่วยงานที่เป็นอิสระ ไม่ใช่เป็นหน่วยงานของรัฐ ถ้าเป็นหน่วยงานของรัฐเขาจะต้องส่งคนเข้าไปนั่งเป็นบอร์ด (Board) ในนั้นอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่ได้เป็นหน่วยงานของรัฐ ๑. จะส่งตัวแทนของหน่วยงานราชการไปนี้เกี่ยวข้องกับ การบริหารราชการแผ่นดินไหม ๒. เกี่ยวข้องกับการปกป้องดูแลรักษาทรัพย์สินหรืองบประมาณ ที่รัฐบาลอุตส่าห์สนับสนุนไปไหม ๓. เกี่ยวข้องกับบุคลากรว่าหน่วยงานนั้นเขาเอาบุคลากร ของรัฐไปใช้งานไหม ๔. เกี่ยวข้องกับการบริหารหรือการประสานงานอื่น ๆ ไหม ถ้าท่านตอบว่า อยู่ใน ๔ ข้อนี้ได้ หรือจะเป็นข้อที่ ๕ ก็แล้วแต่ก็จะสามารถอธิบายสังคมได้ ผมมีข้อสังเกตแบบนี้ คณะกรรมการสภาวิชาชีพคงจะต้องประชุมกันบ่อยมาก พอไปอ่านเรื่องจริยธรรมแล้ว เขาเขียนว่า คณะกรรมการสภาวิชาชีพต้องตัดสินเรื่องร้องเรียนต่าง ๆ ให้จบภายใน ๑๕ วัน ไม่ว่าเรื่องนั้นจะมาจากปัจเจกบุคคล ไม่ว่าเรื่องนั้นจะมาจากองค์กร ไม่ว่าเรื่องนั้นจะมาจาก องค์การ ไม่ว่าผู้บริโภคร้องเรียน ๑๕ วัน แล้วถามว่าถ้ามีคนมาร้องเรียนสัก ๑๐๐ เรื่อง ๑,๐๐๐ เรื่องต่อปี ปลัดกระทรวงทั้ง ๒ กระทรวงนั้นเขาจะเข้ามานั่งประชุมกับเราไหม จะเข้ามานั่งประชุมกับท่านไหม ผมว่าเขาไม่มาหรอกครับ มาให้ปวดหัวเปล่า ๆ เพราะฉะนั้น ท่านต้องตอบออกมาให้ได้ว่าทำไมจึงชอบนักชอบหนาที่จะต้องมีปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทั้ง ๒ คนเข้ามาอยู่ในบอร์ด (Board)

ไปถึงมาตรา ๔๓ บุคคลซึ่งเป็นตัวแทนสมาชิกสภาวิชาชีพที่สมัครเข้ามา เป็นกรรมการ ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้ ผมก็สงสัยนิดหนึ่งว่า ลักษณะต้องห้ามนี้เราจะเอาไหม เพิ่มเข้าไปอีกข้อหนึ่งคือข้าราชการ คนที่จะเข้ามานั่ง เป็นตัวแทนมาอยู่ในกรรมการสภาวิชาชีพเอาไหมว่าไม่ต้องเป็นข้าราชการอะไรทำนองนี้ ฝากช่วยไปคิดด้วยนะครับ

มาตรา ๔๕ คณะกรรมการสภาวิชาชีพ มีอำนาจหน้าที่ (๑) บริหาร (๒) กำหนดมาตรฐาน (๓) พิจารณากำหนดโทษตามมาตรา ๘๕ อย่างใดอย่างหนึ่ง ผมว่าน่าจะตกคำว่า หรือหลายอย่าง ถ้าไม่อย่างนั้นการกำหนดโทษตามมาตรา ๘๕ ซึ่งมีด้วยกัน ๔ วรรค คณะกรรมการลงโทษได้แค่ข้อเดียว ไม่ใช่ใช่ไหมครับอาจจะต้อง ใช้หลายข้อประกอบกัน เพราะฉะนั้น (๓) ก็ควรจะเติมว่าอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง

มาตรา ๕๖ ว่าด้วยเรื่องมาตรฐานจริยธรรม มีศัพท์คำว่า เวลากำกับดูแลอะไร จะต้องให้สื่อมวลชนประพฤติตนไม่ต่ำกว่ามาตรฐาน มีคำว่า ไม่ต่ำกว่ามาตรฐาน อยู่หลายครั้ง ผมก็สงสัยคำว่า ไม่ต่ำกว่ามาตรฐาน แปลว่าอะไร ต่างจากคำว่า ให้สอดคล้องกับ มาตรฐาน หรือไม่ อย่างไร คิดเป็นตัวเลขได้หรือ คำว่าไม่ต่ำกว่ามาตรฐาน คิดเป็นเวลาได้หรือ คิดเป็นชั่วโมงได้หรือ เป็นนามธรรมใช่ไหมครับ แล้วไม่ต่ำกว่ามาตรฐานนี้แปลว่าอะไร

แล้วที่งงมากที่สุด มาตรา ๕๖ ผู้ประกอบวิชาชีพใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเสมือนหนึ่งว่าองค์กรสื่อมวลชนนั้น โอเค (Okay) อ่านซ้ำนะครับ ผู้ประกอบวิชาชีพใด ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเสมือนหนึ่งว่าองค์กรสื่อมวลชนนั้น หรือสมาชิกสภาวิชาชีพนั้น เป็นผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานต้องได้รับโทษ แบบนี้หมายความว่าอย่างไรครับ นาย ก เป็นนักข่าวของหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง แล้วนาย ก ไปทำอะไรสักอย่างหนึ่งในตัวบุคคลของเขา แล้วผิดจริยธรรม ถ้าอ่านตามมาตรานี้แล้วให้ถือเสมือนหนึ่งว่าองค์กรสื่อมวลชนนั้น ผิดจริยธรรม ลูกจ้างไปทำผิดและนายจ้างไม่รู้เรื่องด้วย และกลายเป็นว่าหนังสือพิมพ์ฉบับนั้น ผิดทั้งฉบับอย่างนั้นหรือ ก็ฝากช่วยอธิบายแล้วก็ตีความให้หน่อยเพื่อจะได้สบายใจ เกือบจบแล้วครับท่านประธาน ผมขอสละสิทธิ์ไม่อภิปรายต่อ ขอสรุปเลยนะครับว่า ผมเห็นด้วยครึ่งหนึ่งของร่าง พ.ร.บ. นี้ อีกครึ่งหนึ่งก็ยังงง ๆ อยู่ก็อยากจะฝากให้ท่าน ไปปรับปรุง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าสู่การเป็นสมาชิกให้เป็นในรูปแบบของการเชิญชวน ใครสมัครได้สิทธิพิเศษได้ขนมกิน ใครไม่สมัครก็ไม่มีสิทธิ ที่ผมยกตัวอย่างแล้วว่าถ้าใครสมัคร เป็นสมาชิกมีสิทธิได้ไปอยู่โอลิมปิก ไปทำข่าวโอลิมปิกอยู่ริงไซด์ (Ringside) หรือว่ามีสิทธิ ได้รับการจับสลากถ้าไปอยู่โอลิมปิก ไปทำข่าวโอลิมปิก แต่ถ้าไม่ได้เป็นสมาชิกคุณไม่ต้องมา จับสลาก คุณไม่ได้จับสลาก อะไรแบบนี้นะครับ ผมว่าสนุกกว่าเยอะเลย ขอขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ท่านดุสิตคะ ส่วนที่ท่านไม่อภิปรายจนถึงมาตรา ๑๐๐ ถ้าท่านมีข้อเสนอแนะ ท่านสามารถทำเป็นเอกสารส่งคณะกรรมาธิการได้ก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งค่ะ ต่อไป ขอเรียนเชิญท่านวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา รองบรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ

นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา 🔗

กราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิก ที่เคารพครับ ผม วรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมเป็น สื่อมวลชนมา ๓๒ ปี ตอนนี้ยังเป็นอยู่ ผมจบวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สาขาหนังสือพิมพ์ แล้วที่สำคัญคือผมได้ไปบรรยายถ่ายทอดวิชาวารสารศาสตร์ของผม ในที่ต่าง ๆ ได้เขียนตำราด้วย เหตุที่ผมต้องแนะนำตัวเช่นนี้ผมอยากจะเรียนให้ท่าน ทราบว่าการจะปฏิรูปประเทศต้องปฏิรูปในพื้นฐานของคนที่มีความรู้ ต้องรู้ในเรื่องนั้นจริง ๆ มิเช่นนั้นก็จะเกิดปัญหาเหมือนปี ๒๕๔๐ เกิดเหมือนอย่างนี้ละครับ ผมเป็น ๑ ในผู้ก่อตั้ง สภาการหนังสือพิมพ์ จะเติม แห่งประเทศไทย หรือไม่ก็แล้วแต่ ได้ต่อสู้มาแล้วก็บอกมาว่า เรื่องควรจะเป็นอย่างไร ทีนี้ในปี ๒๕๖๐ เรื่องนี้ก็ย้อนมาอีก ย้อนมาอีกก็ถามว่าเกิดอะไรขึ้น นี่เป็นยุคปฏิรูปประเทศ ถามว่าจะต้องปฏิรูปสื่อไหม ผมเห็นด้วยครับ ต้องปฏิรูป เห็นพ้อง กับท่าน แต่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการของท่าน ผมจะบอกว่าทำไมผมถึงไม่เห็นด้วย

ประการที่ ๑ เรามาปฏิรูปประเทศ ปฏิรูปให้บ้านเมืองนี้ปกครองด้วย ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข คำว่า ประชาธิปไตย ถ้าเกิดใคร เรียนรัฐศาสตร์ ผมเองก็ได้เรียนนะครับ แม้ว่าจะเรียนด้านหนังสือพิมพ์เขาก็ให้เรียน รัฐศาสตร์ ท่านทราบเรื่องทฤษฎีสัญญาประชาคมของรุสโซ หรือจอห์น ล็อก หรืออะไร ก็แล้วแต่ เขาอธิบายว่าประชาชนมีอำนาจ ยอมสละอำนาจส่วนหนึ่งไปให้รัฐเพื่อรัฐได้เอา อำนาจนั้นไปดูแลความสงบโดยรวม นอกจากนี้ไม่พอ รัฐยังเอาเงินประชาชนไปด้วย ในรูปของภาษี เมื่อรัฐเอาเงินและอำนาจของประชาชนไปบริหาร ดีบ้างไม่ดีบ้าง ย่อมจะต้อง เปิดให้ประชาชนนั้นมีเสรีภาพในการพูด แสดงความคิดเห็น สื่อสารซึ่งกันและกัน แลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน เพื่อให้เขาได้ล่วงรู้ว่ารัฐบาลทำอะไรไปบ้าง และรัฐบาลจะแสดงความคิดเห็น สื่อสารซึ่งกันและกัน แลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน เพื่อให้เขา ได้ล่วงรู้ว่ารัฐบาลทำอะไรไปบ้าง และรัฐบาลจะได้รู้ว่าเขาต้องการอะไรบ้าง ฉะนั้นเสรีภาพ ในการสื่อสาร ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ผ่านมาส่วนใหญ่หลายฉบับจะรับรองเสรีภาพ การแสดงความคิดเห็นของประชาชน เสรีภาพของประชาชนนี้ไม่ใช่เสรีภาพของสื่อนะครับ และเสรีภาพสื่อก็ไม่ใช่เสรีภาพของประชาชน ที่จริงสื่อไม่ได้มีเสรีภาพอะไรเกินกว่าประชาชน เพราะว่าด้วยหลักการของทฤษฎีสัญญาประชาคม ประชาชนสามารถเป็นสื่อได้ตลอดเวลา แม้กระทั่งท่านสมาชิกหรือท่านประธานเองเดินออกจากห้องไปเขียนได้เลยอยากจะเขียนอะไร เพราะเป็นเสรีภาพของท่าน เพียงแต่เสรีภาพนั้นจะต้องไม่ไปละเมิดคนอื่น หลักการมีอยู่แค่นี้ ฉะนั้นอยู่ ๆ ท่านจะไปคุมไม่ให้คนนั้นพูด คนนี้พูด ต้องมีใบอนุญาตเหมือนมีใบขับขี่ ท่านต้องไปดูนะครับ ท่านขัดหลักประชาธิปไตยไม่พอ ท่านจะไปขัดรัฐธรรมนูญ แล้วสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทำเรื่องที่ขัดรัฐธรรมนูญไม่ได้ แล้วถ้าท่านสงสัย ท่านต้องไปถามคนที่เขาร่างรัฐธรรมนูญ ทีนี้ท่านครับ เมื่อสักครู่ผมได้เรียนไปแล้วว่า สื่อมวลชนไม่ได้มีความแตกต่างจากสื่อ ผมไม่ได้ทำอาชีพสื่อ ผมเป็นประชาชน ผมไม่เป็นประชาชนผมก็เป็นสื่อ ทุกคนเป็นสื่อได้หมด แล้วสื่อมวลชนที่บอกว่า เป็นฐานันดร ๔ ผมเคยเป็นกรรมการวิทยานิพนธ์ ผมให้ตกครับ เพราะคนที่เขียน วิทยานิพนธ์นี้ไม่เข้าใจความเป็นสื่อเลย สื่อไม่ใช่ฐานันดร ๔ เพราะไม่มีกฎหมายฉบับไหน ให้อภิสิทธิ์สื่อมวลชนเหนือประชาชน ฉะนั้นพอเราเข้าใจตรงนี้แล้วก็จะไปอ้างไม่ได้ว่าต้องไป ควบคุมการสื่อสาร เพราะว่าสื่อทำโน่นทำนี่ ที่จริงการสื่อสารที่สร้างความเสื่อมเสียให้กับ สังคมไม่ได้เกิดเฉพาะสื่อ เกิดกับหลายคน หรือแม้กระทั่งพวกเรา ทีนี้อย่างนี้ครับ ตั้งแต่ตอนผมเรียนหนังสือเมื่อ ๓๒ ปีก่อน ย้อนหลังไป ๓๖ ปี ตอนนั้นระบบการสื่อสาร ของโลกมีสื่อมวลชนอย่างเดียว จนกระทั่งระยะหลังมีสื่องอกขึ้นมาอีก ๒ ประเภท ไม่ทราบว่าท่านทราบหรือเปล่า ถ้าไม่ทราบ ผมจะอธิบายให้ทราบ ภาษาอังกฤษเขาเรียน แมสมีเดีย (Mass Media) สื่อมวลชนคือผมนี่ครับ กลุ่มที่ ๒ ทำตัวคล้าย ๆ สื่อมวลชน ตอนบ้านเมืองเราแตกแยก เขาเรียกว่าพาร์ทิซานมีเดีย (Partisan Media) หรือสื่อ เฉพาะกลุ่ม พวกนี้มีเป้าหมายเฉพาะ คนที่รับสารหรือคนฟังมีเป้าหมายเฉพาะ ถ้าเรื่อง ไม่ตรงกับจริตตัวเองปิดเลยครับ ก็จะเลือกไปฟังที่ตรงกับจริตตัวเอง แล้วก็ทำให้เกิด ความแตกแยก กลุ่มที่ ๓ คือโซเชียลมีเดีย (Social Media) ไม่เป็นองค์กรแล้วครับ พอโซเชียลมีเดีย (Social Media) เกิดขึ้น คนที่เป็นปัจเจกสามารถจะบรอดแคสต์ (Broadcast) ตัวเองได้ สื่อสารได้กับคนเยอะ ๆ กลุ่มนี้เราไม่เรียกว่าสื่อมวลชน ทีนี้ทั้ง ๓ สื่อ ผมจะให้ข้อสังเกตนิดหนึ่งในฐานะที่ผมเป็น ๑ ในผู้ก่อตั้งสภาการหนังสือพิมพ์ ท่านบอกว่า สื่อทำอะไรแล้วก็ควบคุมกันไม่ได้ ไม่จริงครับ นั่นคือท่านไม่รู้ สภาการหนังสือพิมพ์ทำให้คน พ้นจากอาชีพนักข่าว ๒ คน คนที่ ๑ กรณีไปรับรถจากรัฐมนตรี คนที่ ๒ กรณีกรือเซะ ไปเปลี่ยนมีดของผู้เสียชีวิต กระทำผิดจริยธรรม เราอัปเปหิออกจากวิชาชีพนี้ไปเลย ตลอดชีวิตนะครับ ไม่ได้กลับมาเลย แล้วก็บอกว่าสภาการหนังสือพิมพ์เป็นสภามะเขือเผา หรือเปล่า ไม่มีน้ำยา ไม่จริงครับ ผมเองก็ถูกร้องเรียน ผมเคยได้รับเรื่องจากข้าราชการ ในกรมหนึ่ง กระทรวงอุตสาหกรรม มีการสร้างศาลพระภูมิเจ้าที่ แล้วก็ไปบังคับเก็บเงิน จากข้าราชการ ๒๐๐ คน เฉลี่ยแล้วหัวละ ๑,๐๐๐ บาท ใช้อำนาจอะไรไปบังคับเขา เขามาร้องเรียนบอกว่าผมเขียนครับ เขาร้องผมว่าผิดจริยธรรม เรื่องนี้ไม่จริง ผมก็ไปเอา คนที่กล่าวหามานำสืบเลยครับ สภาการหนังสือพิมพ์เห็นว่าเป็นเรื่องจริงยกคำร้องครับ คนอย่างผมไม่ใช่ไม่เคยโดนร้อง โดน แต่ผมไม่เคยถูกดำเนินคดีหมิ่นประมาท ผมทำคนเข้าคุก มา ๓ คดีแล้ว การทำข่าวของผมคนก็รู้อยู่ เพราะอะไรครับ ผมเดินเรื่องด้วยความจริง ทีนี้สื่อมวลชนอย่างผม ผมไม่อยากให้เอาไปปะปนกับสื่อเฉพาะกลุ่มหรือพาร์ทิซานมีเดีย (Partisan Media) แล้วก็โซเชียลมีเดีย (Social Media) สื่ออย่างผมควบคุมได้เพราะอะไร ทีวี (TV) แต่ละช่องจัดตั้งขึ้นมารู้ไหมครับ ค่าโอเปอเรชันคอสต์ (Operation Cost) ที่ให้เขาไปซื้อตั๋ววันละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ต่ำสุดวันละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท เขาทำไม่ดีก็เจ๊ง คนไม่ดูเจ๊ง จริง ๆ หนังสือพิมพ์เหมือนกันครับ ทำได้เหมือนพิมพ์แบงก์ใช้เอง ถ้าพิมพ์แล้วขายไม่ได้เหมือนเอาแบงก์ไปเผาไฟมีเท่าไรก็หมด ทีวี (TV) ยิ่งแล้วใหญ่ ทำไม่ดีนะครับ เอาแบงก์เผาไฟไม่พอมีลมเป่าด้วยแป๊บเดียวหมด ฉะนั้นสื่อมวลชน ที่เขาลงทุนกันเป็นพันล้านบาทเขาไม่กล้าไปทำอย่างที่เขาทำกัน มีแต่สื่อทางอินเทอร์เน็ต (Internet) หรือสื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) ตัวนี้เป็นปัญหามาก อันนี้ผมยอมรับ แล้วก็ควบคุมยาก

ทีนี้ท่านประธานครับ ท่านไปเขียนคำนิยาม ผมว่าตรงนี้มีรูรั่วครับ มาตรา ๓ ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนที่ท่านอธิบายแถมมาชุดนี้ เดี๋ยวผมยกให้ดู บอกว่ามี ๒ หลักการ ก็คือคนที่สื่อสารเป็นปกติธุระ แล้วก็มีรายได้ค่าตอบแทน ถ้าเกิดท่านกำหนดอย่างนี้ จะไม่ครอบคลุมพาร์ทิซานมีเดีย (Partisan Media) เพราะว่าเขาเป็นสื่อเฉพาะกลุ่ม เขารับงาน จากนายเขามา เขาด่าคนได้ทั้งวัน ยุให้คนฆ่ากันได้ทั้งวัน เขาไม่ต้องรับโฆษณาหรอก แต่สื่ออย่างผมไปยุ่งอย่างนั้นไม่ได้ ถ้าผมเป็นสื่อที่มีความก้าวร้าวไปเลือกข้างมาก ๆ โฆษณาเขาไม่กล้ามาลงหรอกเพราะเขาไม่อยากมีเรื่อง ฉะนั้นทั้งตัวธุรกิจ ทั้งตัวทางกายภาพ ควบคุมผมอยู่แล้ว ทีนี้ท่านก็จะถามอีกว่าแล้วจะทำอย่างไรในเมื่อมีสื่อ ๓ ประเภท จะคุมกันอย่างไร ถ้าเกิดท่านคุมบอกว่าต้องมีใบอนุญาต คนไม่มีใบอนุญาตก็สื่อสารได้ครับ ยุให้คนฆ่ากันได้ จาบจ้วงได้ ทุกอย่างทำได้หมด ถามว่าท่านจะปฏิรูปอย่างไรในเมื่อมีรูรั่วอยู่ เอาวิธีของผมไหมครับ ท่านแยกอย่างนี้นะครับ ท่านต้องแยกระหว่างสื่อกับคอนเทนต์ (Content) สื่อคือมีเดีย (Media) คอนเทนต์ (Content) คือเนื้อหา แยกออกจากกันเสียก่อน ตัวสื่อเหมือนรถสิบล้อ ตัวคอนเทนต์ (Content) คือตัวสินค้าที่รถสิบล้อบรรทุกไป ตัวที่ทำให้ เกิดผล สร้างความแตกแยกเสียหายคือตัวเนื้อหา ทำไมท่านไม่คุมที่เนื้อหาครับ ท่านไม่ต้อง ไปเขียนกฎหมายเยอะหรอกครับ ท่านแก้แค่ ๕ มาตราในประมวลกฎหมายอาญา มีหมวด หมิ่นประมาทตั้งแต่มาตรา ๓๒๖ ถึงมาตรา ๓๓๐ กฎหมายคุ้มครองการละเมิดบุคคล แต่ไม่ได้เขียนป้องกันเรื่องการละเมิดสาธารณะ ท่านก็สงสัยว่าสาธารณะคืออะไร คือวัฒนธรรม ศีลธรรมอันดี คุณสื่อสารอะไรที่เป็นเท็จนะครับ คำนิยามที่ผมจะให้ท่าน ใครก็ตามที่สื่อสาร พูดเป็นเท็จโดยเจตนาต่อสาธารณะแล้วทำให้สาธารณะเสียหายคนนั้นมีความผิด ท่านไม่ได้คุม เฉพาะสื่อมวลชนอย่างเดียวครับ พาร์ทิซานมีเดีย (Partisan Media) สื่อเฉพาะกลุ่มโดนด้วย โซเชียลมีเดีย (Social Media) โดนด้วย นักการเมืองโดนด้วย เอ็นจีโอ (NGOs) โดนด้วย ใครไปพูดต่อที่สาธารณะเพื่อเจตนาให้เกิดความเสียหายทั้งศีลธรรม อยู่ ๆ ไปด่ารัฐบาล ไปด่าสถาบันโน่น นี่ นั่น ไม่ได้ครับ เป็นความผิด แต่ว่าที่ผ่านมาผู้เสียหายไม่มีตัวตน มันเป็นสาธารณะเลยเอาผิดไม่ได้ ถ้าท่านแก้ตรงนี้จะคลุมทั้งหมด วิธีนี้ผมต่อนิดหนึ่งครับ จะคุมด้วยโฆษณาเกินจริงก็คุมได้ แล้ววิธีนี้จะเร็วกว่าโครงสร้างที่ท่านบอก ถ้าเกิดสื่อทำผิด ต้องไปร้ององค์กร องค์กรไปองค์การ องค์การไปจริยธรรม ผมว่า ๓ ปีไม่จบ ท่านผิด แจ้งความดำเนินคดีได้เลยแล้วพวกนี้เขาจะขยาด ทีนี้ในโซเชียลมีเดีย (Social Media) เป็นปัญหามาก ท่านทราบใช่ไหมครับ กลุ่มที่ไต่อยู่แม่น้ำโขงที่จาบจ้วงอยู่ท่านก็ปราบเขาไม่ได้ หลายปีแล้วด้วย ไม่ใช่เพิ่งทำ ผมก็เจ็บใจ จะไปทำอะไรเขาก็ไม่ได้ ไม่ได้อยู่ในประเทศไทย ทีนี้ถ้าเกิดท่านกำหนดเนื้อหาว่าถ้าเป็นเนื้อหาที่ผิดกฎหมายไปละเมิดคนอื่นเขา นอกจากจะ ดำเนินคดีกับเขาแล้ว ถ้าไม่ได้นะครับ ท่านเขียนให้ปิดสื่อเลย เหมือนตุรกี วิกิพีเดีย (Wikipedia) พูดไม่รู้เรื่องปิดเลยคุณไม่ต้องเข้ามา พวกนี้เขากลัวที่สุดเพราะเขาค้าขาย ทำกำไร พวกโซเชียลมีเดีย (Social Media) พวกนี้ถ้าเกิดเขาไม่เชื่อไม่ฟังเราปิดสิครับ แต่ท่านไม่กล้า ท่านก็มาเอากับสื่ออย่างพวกผมวนอยู่แถวนี้ ทีนี้นอกจากทำให้การคุม ที่เนื้อหาแล้วไม่ไปคุมที่สื่อจะทำให้สื่อมีเสรีภาพ ประชาชนทุกคนมีเสรีภาพ สามารถจะ วิจารณ์ได้แต่ต้องอยู่บนข้อเท็จจริง ตรวจสอบรัฐบาลได้ ท่านคิดสิครับ ท่านลองคิดนะครับ พ้นจากรัฐบาลนี้ไปเป็นรัฐบาลหน้า ผมไปขุดไส้คนที่ทุจริตอีก ผมชอบเป็นรสนิยมส่วนตัว ผมไปขุดอีก พอขุดรัฐมนตรีคนนี้ รัฐมนตรีคนนี้ทำอย่างไร ไปจ้างนาย ก มาร้องผม ร้องกรรมการจริยธรรมแล้วไปซื้อกรรมการ ท่านอย่าบอกนะครับว่าซื้อไม่ได้ สั่งไม่ได้ องค์กรอิสระยังเคยเลยครับ ท่านปฏิเสธผมไม่ได้ องค์กรอิสระอย่าไปเอ่ยชื่อ โดนการเมือง ครอบงำ เป็นเหตุหนึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในบ้านเมืองมาแล้ว เพราะฉะนั้นกรรมการ อย่าคิดว่าซื้อไม่ได้ เขาก็ร้องผมแล้วก็ถอนใบอนุญาตผม ถามหน่อยครับ การตรวจสอบทุจริต ผมทำได้ไหมครับ การปฏิรูปที่ท่านจะทำอยู่นี้ช่วยให้บ้านเมืองดีขึ้นหรือแย่ลง ท่านต้องกลับไปคิดนะครับ

ในช่วงท้ายผมก็อยากสรุปนิดหนึ่ง ถ้าเผื่อท่านอยากจะปฏิรูปสื่อจริง ๆ อยากให้ท่านไปเน้นที่เนื้อหา ส่วนสื่ออย่างพวกผมมีสภาวิชาชีพอยู่แล้ว ขออำนาจนิดเดียวครับ ท่านแก้กฎหมายนิดเดียว สภาวิชาชีพไม่ต้องมีอำนาจอะไรหรอก ตอนผมออกแบบ สภาการหนังสือพิมพ์คือไม่ให้มีอำนาจ เราเลียนแบบอังกฤษไม่ใช่สิงคโปร์ที่คิดจะทำอยู่ แต่ว่าอำนาจที่ว่านี้คืออำนาจการประณาม ถ้าพิสูจน์ได้ว่าสื่อนั้นไม่ว่าคุณจะเป็นสมาชิก หรือไม่เป็นสมาชิก แต่คุณอยู่แพลตฟอร์ม (Platform) ของหนังสือพิมพ์ คุณทำผิด สภาการหนังสือพิมพ์ตัดสินแล้วว่าคุณผิด สภาการหนังสือพิมพ์ประณามได้โดยไม่หมิ่นประมาท แล้วสื่ออื่นจะได้ช่วยกันประณาม จะได้เจ๊งไป แต่ถ้าเกิดท่านไปคุมที่ใบอนุญาตผมจะโดนมัดคอ ผมจะสู้กับทุจริตในอนาคตไม่ได้ ผมว่าท่านทำวิธีนี้จะดีกว่านะครับ ท่านประธานครับ ผมมีนิทานเล่าให้ฟัง จะจบแล้วครับ ตอน ป. ๑ นะครับ อันนี้เป็นความรู้ฟังแก้เครียด เมื่อสักครู่ฟังมาเยอะแล้ว มีลุงคนหนึ่งเป็นคนใจดีมาก เป็นคนดี ในหมู่บ้านนับถือ แต่เขาไม่มีลูก เขาก็ไปเอาลิงตัวหนึ่งมาเลี้ยง รักมาก ป้อนข้าวป้อนน้ำ ลิงก็กตัญญูรักลุงคนนี้มาก วันหนึ่ง ลุงป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ ลิงมันไม่เข้าใจหรอกครับ แต่ความรักของมันก็คอยดูว่าใครทำให้ลุงคนนี้ ไม่สบาย จนกระทั่งคนเป็นหวัดก็นอนซม แมลงวันก็บินตอมหัวอยู่ ลิงก็บอกว่าแมลงวันแน่ ๆ ที่ทำให้ลุงไม่สบาย เป็นตัวเหตุ ฉะนั้นต้องจัดการช่วยลุง ก็คือไปคว้าไม้มา พอแมลงวัน เกาะหน้าผากก็ฟาดเป้งเข้าที่หน้าผาก ปรากฏแมลงวันบินหนีได้ทันแต่หน้าผากลุงหนีไม่ทัน หัวแตกเลือดอาบเลยครับ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าความไม่รู้เป็นอันตรายอย่างยิ่ง สิ่งที่ทำกันอยู่ ผมเห็นลุงคนนี้หน้าคล้าย ๆ คนอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาล ส่วนลิงตัวนี้อยู่ที่ไหนผมขออุบไว้ก่อน ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ ต่อไปเชิญท่านวันชัย สอนศิริ ทนายความ ตำแหน่งหัวหน้าสำนักงาน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิกวุฒิสภา

นายวันชัย สอนศิริ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม สปท. วันชัย สอนศิริ ท่านประธานคณะกรรมาธิการและกรรมาธิการฟังเรื่องลิงแล้วคงยิ้มสบาย ผมเองยังพลอยยิ้ม ไปด้วย ท่านประธานครับ ประเด็นของเรื่องนี้ ผมอยากให้ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกพิจารณาอ่านกฎหมายนี้โดยละเอียด มีบางเรื่อง บางประเด็นเท่านั้นที่ไม่ตรงกัน แต่โดยรวมผมว่าไม่ค่อยมีอะไร มีประเด็น ๑ หรือประเด็นที่ ๒ เท่านั้น นอกนั้นกลายเป็นเรื่องใหญ่โตไป เบื้องต้นผมอยากจะกราบเรียนต่อท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกว่าถามหัวใจของสื่อมวลชนทุกคน สมัยที่ผมเป็นทนายหนุ่ม ๆ ทำไมผม ปกครองกันเองไม่ได้ ทำไมผมดูแลกันเองไม่ได้ ทำไมไม่มีใครมาดูแลพวกเราเอง แล้ววันหนึ่ง จากสมาคมทนายความเราก็ต่อสู้กันจนกระทั่งมีสภาทนายความเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๘ เพียงแต่ผมเองนั้นมาจากบุคคลในองค์กรวิชาชีพเหมือนกัน ผมเองแม้ไม่ได้อยู่ในอาชีพนี้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ตลอดระยะเวลาประมาณ ๑๕ เกือบ ๒๐ ปี ผมก็ทำงานกับสื่อ มาโดยตลอด เมื่อเช้านี้สื่อก็สัมภาษณ์ผม ผมก็ยังถามสื่อที่สัมภาษณ์แบบตรงไปตรงมา ถามว่าคุณอยากมีองค์กรที่ปกครองตัวเองโดยพวกคุณหรือไม่ ผมเชื่อว่าท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกคงตอบตรงกันว่าเขาอยากมี เพราะทุกวันนี้ที่มีสมาคม มีสมาพันธ์ มีสภาต่าง ๆ ทั้งหมดเป็นเรื่องของการรวมตัวกัน เหมือนสมาคมศิษย์วัดไตรมิตรวิทยาราม ที่ผมเป็น เหมือนองค์กรนั้น เหมือนสภานี้ แต่อำนาจที่รองรับและมีความศักดิ์สิทธิ์ ทางกฎหมายไม่มี เป็นเพียงรวมตัวกัน บางทีจะหาที่ทำการยังลำบาก บางทีจะหาเงิน ในการที่จะมาบริหารจัดการยังยาก โดยพื้นฐานแล้วผมเชื่อว่าคนที่อยู่ในแวดวงวิชาชีพสื่อ เขาอยากมีองค์กรปกครองตนเองของเขา อยากดูแลกันเอง อยากช่วยเหลือเกื้อกูลกันเอง ตั้งแต่เกิดมาเป็นสื่อไม่ว่าจะสื่อด้านใดก็ตาม เขาอยากดูแลกันและเขาอยากช่วยเหลือเกื้อกูลกัน จนกระทั่ง เจ็บ ป่วย ตาย เขาก็น่าจะมีส่วนในการดูแลกัน ถ้ามีองค์กรตามกฎหมายที่รองรับ ผมเชื่อเหลือเกินว่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาดูแลคนเป็นสื่อ โดยสื่อ เพื่อสื่อ ได้อย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นการมีองค์กรที่กฎหมายรองรับผมเชื่อว่าไม่มีใครปฏิเสธ แต่เนื้อในจะเป็นอย่างไร เดี๋ยวค่อยว่ากัน เอาหลักก่อน ๑. ทุกคนยอมรับ ๒. ถามว่าคนที่เป็นสื่อรวมทั้งท่านทั้งหลาย ที่เคยเกี่ยวข้องและมีสื่อสัมภาษณ์ เราจะรู้ได้เลยว่าถ้าเรามีการฝึกอบรม มีการพัฒนา ตั้งแต่ก่อนคุณจะเป็น และเวลาเป็นแล้วมีการจัดประชุม มีการสัมมนา มีการพัฒนาความรู้ อยู่บ่อย ๆ ดีไหม ดี พูดง่าย ๆ ว่าเราจะมีองค์กรในการเสริมความรู้ เติมความรู้ และพัฒนา ความรู้ให้กับพวกเรา สมัยก่อนก่อนที่ผมจะมาเป็นทนายไม่ได้มีสภาทนายความ ใครอยาก เป็นทนายความจบปริญญาตรีตีตั๋วเป็นทนายความได้เลยครับ กว่าจะว่าความเก่งประหารไปตั้ง ๑๕ คน ลองผิดลองถูกกันอย่างนั้นละครับ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้ เราจะมีการฝึกอบรม มีการพัฒนา มีการตรวจสอบ มีการสัมมนา มีการให้ความรู้ ดูแลซึ่งกันและกัน ผมถามสื่อเขาเมื่อเช้านี้ที่เขาสัมภาษณ์ผม เขาก็อยากได้ อยากมี อยากเป็น เพราะเดี๋ยวนี้น้อง ๆ จะมาเป็นสื่อกระโดดลงไปเลยครับ เราจึงเห็นว่าบางคนสัมภาษณ์ หรือบางคนทำงานทำการจัดรายการไม่ได้มีการฝึกอบรมกันมาก่อน ถามว่าอย่างนี้ดีไหมครับ ดี เป็นประโยชน์กับเขาไหมครับ เป็น

ประการต่อมา ผมถามเขาเมื่อเช้านี้ คนเลว คนชั่ว อ้างเครื่องมือของความเป็นสื่อ คนไม่ดีทำมาหากินรับสินบาทคาดสินบน ปั้นผีลุกปลุกผีนั่ง คนไม่ดีแบบนี้คุณอยากให้อยู่ไหม เขาตอบกันเต็มปากเต็มคำเลยครับ ไม่อยากให้อยู่และไม่อยากให้มีด้วย และใครอ้างว่าเป็นสื่อ ก็เป็นเรื่องน่าเกลียด และคุณอยากจัดการไหมครับ เขาอยากจัดการ แต่ที่แล้วมาไม่มีอำนาจ ไม่มีกฎหมายอะไรโดยตรง แต่ถ้ามีกฎหมายโดยตรงที่ให้ดาบให้อำนาจตามกฎหมาย เหมือนใครเป็นทนายความไปกระทำผิดจรรยาบรรณเราจัดการลบชื่อออกจากทะเบียน ทนายความ เพราะฉะนั้นถ้าท่านอ่านหนังสือพิมพ์สยามรัฐเก่า ๆ ปัจจุบันก็ยังอยู่ ในหัวมุม เขาเขียนไว้ชัดเจนเลยครับ นิคฺคณฺเห นิคฺคหารห ปคฺคณฺเห ปคฺคหารห ข่มหรือกระทืบ คนที่ควรกระทืบ ยกย่องคนที่ควรยกย่อง เพราะฉะนั้นถ้ามีองค์กรโดยสื่อของเขาควบคุม กำกับดูแลกันเองซึ่งเราเรียกว่าคณะกรรมการจริยธรรม เหมือนแพทย์ เหมือนทนายความ เหมือนวิศวกร และเขาจะรู้เองว่าการกระทำอย่างนี้ผิดหรือไม่ผิด การควบคุมตรวจสอบ ต่าง ๆ ทั้งหมดจะเป็นประโยชน์ทั้งสังคมส่วนรวมและกับสื่อด้วยตัวของเขาเอง ท่านประธาน ที่เคารพครับ ถ้าท่านดูในมาตรา ๕๗ เมื่อเช้านี้ผมลองอ่านออกทีวี (TV) และวิทยุ ถามว่าคุณ อยากได้การนำเสนอเนื้อหาและข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง ครบถ้วน รอบด้าน และให้ความเป็นธรรม แก่ทุกฝ่ายหรือไม่ ผมเชื่อว่าทุกคนอยากได้แบบนี้ ๒. การนำเสนอเนื้อหาข้อมูลข่าวสาร จะต้องตระหนักถึงผลกระทบต่อบุคคลอื่น และมีรายละเอียดอีกเยอะที่อยู่ใน (๒) ๓. การนำเสนอเนื้อหาและข้อมูลข่าวสารต้องเป็นไปอย่างอิสระ ไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติ ของบุคคล หน่วยงานของรัฐ เอกชน หรือองค์กรใด ๆ ในทางมิชอบ ๔. การนำเสนอเนื้อหา และข้อมูลข่าวสารต้องเป็นไปโดยหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดประโยชน์ทับซ้อน ไม่เรียก หรือรับผลประโยชน์ใด ๆ และมีรายละเอียดอื่น ๆ อีกพอสมควร ถามว่าคนเป็นสื่อ เขาอยากได้แบบนี้ไหมครับ อยากได้ และเขาไม่ต้องการให้คนอื่นที่มีความประพฤติ นอกเหนือจากเรื่องนี้และเรื่องอื่น ๆ ดังนั้นองค์กรของคนที่ควรจะเข้ามากำกับดูแล ต้องเป็นคนในสภาวิชาชีพของพวกเขาเอง สัดส่วนจะมากจะน้อยเดี๋ยวผมจะอภิปรายต่อไป เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า ๑. เขาต้องการให้มีองค์กร หรือองค์การของเขา มีการพัฒนา ฝึกอบรมสมาชิกของเขา มีการควบคุมดูแลในเรื่องจริยธรรม สุดท้ายผมไปอ่านดูในบทเฉพาะกาลแล้วอันนี้ใช้ได้ ทำให้ท่านมีที่ทำการเป็นของท่านเอง มีเงินสนับสนุนจาก กสทช. ในการก่อการเบื้องต้น และหลังจากนั้นเมื่อก่อร่างสร้างตัวกัน ได้เรียบร้อยก็จะเริ่มเดินโดยเงินจากมวลสมาชิกของท่าน ก็ถือว่าจะทำให้เป็นองค์กร ทางสภาวิชาชีพที่มีการควบคุม กำกับดูแลกันเอง เพียงแต่ผมมีข้อสังเกต ขออนุญาต ท่านประธานสักเล็กน้อยเพื่อจะได้ผ่านไปยังท่านประธานกรรมาธิการและท่านผู้เกี่ยวข้อง อีกนิดเดียวครับ ประเด็นที่ผมตั้งข้อสังเกตอยู่ในมาตรา ๓ ซึ่งมาตรา ๓ นั้นกำหนดไว้ ค่อนข้างจะเป็นปัญหา เป็นประเด็นที่มีท่านสมาชิกอภิปรายกันมากพอสมควรว่าเราจะมี มาตรการ มีวิธีการอย่างไรที่ให้คนต่าง ๆ เหล่านี้ แน่นอนใครอยู่ตามสื่อ ตามสังกัดพอว่า ใครทำงานในสื่อต่าง ๆ โดยตรงพอลำดับได้ แต่ปัญหาก็คือสื่อโซเชียล (Social) ที่เมื่อเช้านี้ และจนกระทั่งบ่าย ๆ นั้นเพื่อนสมาชิกได้พูดกันพอสมควรว่าทำอย่างไรจะให้เขาเข้ามามีส่วน และทำอย่างไรจะให้เขาเข้ามามีบทบาทโดยเราหรือสภาวิชาชีพนั้นเอื้อมเข้าไปถึงได้กับเขา แปลว่าเขาอาจจะจัดรายการเฟซไลฟ์ (Facelive) หรือทำรายการโดยสื่อทางอินเทอร์เน็ต (Internet) หรืออะไรก็แล้วแต่ ถามว่าตรงนี้ผมขอคำตอบชัด ๆ ตรง ๆ จะมีมาตรการเอื้อม ไปถึงเขาได้อย่างไร และทำอย่างไรถ้าเขาประพฤติผิดจรรยาบรรณ โจมตีกล่าวหาบุคคล หรือมีประโยชน์ได้เสีย ถามว่าจะมีมาตรการอย่างไรในเมื่อเขาอาจจะไม่มีใบรับรอง หรือหนังสือรับรองจากใครเพราะเขาทำเอง อยู่ ๆ ผมก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วก็เฟซไลฟ์ (Facelive) ทำทุกวัน อันนี้ก็เป็นอันหนึ่งซึ่งเป็นข้อสังเกตว่าเราจะมีมาตรการอย่างไร ที่เอื้อมไปถึงและให้เขามาอยู่ในองค์กรนี้

ประเด็นสุดท้ายในมาตรา ๔๐ คณะกรรมการสภาวิชาชีพ เป็นเรื่อง พูดกันมากและพูดกันทั่วไป ผมเองอยู่ในองค์กรของสภาทนายความ มีบุคคลภายนอก ๒ คน ตัวแทนของกระทรวงยุติธรรมกับเนติบัณฑิตยสภา ก็ไม่มีอะไร ๒ เสียง แต่ประเด็นนี้ สื่อเขารู้สึกไม่สบายใจ ในเมื่อท่านประธานและหลาย ๆ ท่านได้ชี้แจงแล้วบอกว่าอย่างไร ๆ ก็แพ้ เมื่อแพ้แล้วสื่อเขาไม่พอใจจะเอาเข้ามาทำไม เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นเป็นข้อสังเกตว่า ทำไปแล้วก่อให้เกิดความขัดแย้ง ทำไปแล้วมีปัญหา ทำไปแล้วเขาไม่เข้าใจ ผมว่าเป็นไปได้ไหมครับ ท่านประธาน เอาเฉพาะเรื่องนี้ เรื่องนี้ผมเห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่เลย อันอื่น ๆ ผมว่าส่วนใหญ่ดี อื่น ๆ ผมนั่งอ่านมาตั้งแต่เมื่อคืนจนกระทั่งเมื่อเช้าผมว่าดี แต่พอมีตรงนี้โดนตำหนิ โดนกระชาก โดนถาก โดนอย่างรุนแรง เป็นไปได้ไหมครับท่านประธาน คณะกรรมาธิการ นำเรื่องนี้ไปทบทวนปรึกษาหารือกับสื่อ คุยกันแบบเปิดอกตรงไปตรงมา เพราะอย่างไร ๆ เราก็ไม่ได้มีอำนาจสิทธิขาดที่จะชี้ว่าถ้า สปท. เป็นได้อย่างนั้นชนิดว่าชี้แล้วเป๊ะ มันก็น่ากลัวหรอกครับ เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ผมเชื่อว่าส่วนใหญ่แล้วท่านสมาชิกมอง ตัวผมเองก็เห็นว่าเป็นประโยชน์กับสื่อและเป็นประโยชน์กับประชาชน เพียงแต่ตรงนี้ มีรอยด่างดำที่เขาเองขัดข้องผมเองก็เข้าใจเขา ดังนั้นท่านลองไปพิจารณาแล้วทบทวน ประเด็นนี้อย่างแรง ๆ หนัก ๆ ผมเชื่อว่าอันนี้จะเป็นการทำให้เขารู้สึกว่าสบายใจแล้วก็มี ประโยชน์ในการที่จะทำงานร่วมกัน เพราะอย่างไร ๆ ไม่ว่าประชาชน รัฐบาล สื่อทั้งหมด มีส่วนเกี่ยวข้องซึ่งกันและกันทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นด่างดวงเล็กน้อยลองพูดคุยกันแบบเปิดอก บางทีก็จบได้ครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ มีสมาชิกอภิปรายอีก ๔ ท่านนะคะ ต่อไปเป็นท่าน พลเอก ธวัชชัย สมุทรสาคร อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เรียนเชิญค่ะ

พลเอก ธวัชชัย สมุทรสาคร 🔗

เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน และเพื่อน ๆ สมาชิก สปท. ทุกท่านนะครับ กระผม พลเอก ธวัชชัย สมุทรสาคร ลำดับที่ ๗๓ อยากจะขอเรียนว่าจริง ๆ ผมลูกทุ่งนะครับ ไม่มีหลักเกณฑ์หลักการอะไรมาก เอาความจริง เป็นหลัก ผมขอเรียนว่าสื่อเป็นคนไทยหรือเปล่า ถ้าเป็นคนไทยและประชาชนคนไทยต้องอยู่ ในกฎหมายข้อบังคับของประเทศไทย คืออย่าไปเป็นอภิสิทธิ์ชนอยู่คณะเดียว เพราะผม เห็นทุกคณะเท่าที่ผ่านมาประเทศไทยเป็นแบบนี้ ที่ผมเคยพูดเมื่อคราวที่แล้วเป็นประเทศ ที่กำลังพัฒนา ตั้งแต่ผมจำความได้ประมาณ ป. ๔ ปัจจุบันปลดเกษียณมา ๕ ปี ยังเป็น ประเทศกำลังพัฒนาอยู่ เพราะว่าเราไม่ยอมรับสิ่งที่เปลี่ยนแปลงในทางที่ดี ๆ ในส่วนนี้ ถ้าประเทศไทยมีประชากร ๕๐ คนแล้วอยู่เฉพาะในหมู่บ้านไม่ต้องมีกฎ กติกาอะไรเลยครับ เพราะวัฒนธรรม ประเพณี จะเอื้อประโยชน์ด้วยกันทุกอย่าง แต่ว่าถ้าเราอยู่ในชนหมู่มาก ตอนนี้เกือบ ๗๐ ล้านคนแล้วมันต้องมีกติกาที่แน่นอน อะไรถูกอะไรผิดต้องชี้แจงกัน มีกฎ ระเบียบ ทุกคนต้องยอมรับกติกา ประเทศไทยมีกฎหมายเยอะ รัฐธรรมนูญ ๒๐๐ กว่ามาตรา ประเทศอื่น ๆ ที่เจริญแล้วเขามี ๔๐ มาตรา ที่เหลือเขาเอาวัฒนธรรม ประเพณีท้องถิ่น ในการตัดสินของศาล ไม่ใช่เอาแต่กฎหมาย อย่างที่เมื่อสักครู่นี้ท่านอภิปรายก่อนล่วงหน้าไป เหมือนว่าทนายความไม่มีกฎ กติกาอะไรตัดสินประหารชีวิตไป ๑๕ คน ซึ่งมาเริ่มมีกฎ กติกา อะไรต่าง ๆ ถ้าคนที่ไม่ได้รับผลกระทบก็จะไม่รู้ในส่วนนี้ ผมอยากจะให้เข้าใจว่าถ้าต้องการ อยากจะดู ถ้าไปเปรียบเทียบกับประเทศอื่นเขามีหมดนะครับ ถ้าเปรียบเทียบกับประเทศสิงคโปร์ สื่อต้องเป็นไปตามกติกา ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ หรือถ้าจีนก็ลองไปเปรียบเทียบดูนะครับ เพราะฉะนั้น อะไรต่าง ๆ ผมคิดว่าถ้าเราไปคิดกันเยอะ จริง ๆ แล้วก็เป็นผลประโยชน์ของแต่ละฝ่าย แต่เราต้องพูดถึงประโยชน์ของประเทศชาติ คนที่ไม่โดนกระทบจากสื่อก็อาจจะไม่ได้คิดอะไร แต่บางคนอาจจะถูกกระทบ ผมทำงานในสนามมาทั้งชีวิต ทั้งรบราฆ่าฟันก็ทะเลาะกับสื่อ มาตลอด แต่ผมก็ชี้แจงข้อเท็จจริงจนน้อง ๆ สื่อเข้าใจว่าจริง ๆ แล้วเราไม่มีการปิดบังอะไรทั้งสิ้น ในชายแดนที่ท่านจะไปได้หรือไม่ได้ก็ขอให้ฟังผมบ้าง เพราะท่านเสียชีวิตไปผมต้องรับผิดชอบ ในส่วนนี้ เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เราไม่เคยไปอะไร แล้วเราก็พยายามทำตามหน้าที่ให้ดีที่สุด ถ้าผลกระทบที่เห็นใกล้ตัวที่สุดคือพวกสื่อ ยกตัวอย่างผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน คือลงไปเรื่อยนะครับ จริง ๆ แล้วเรื่องพวกนี้สื่อยังไม่ต้องลง ให้เขาตัดสินมาก่อนว่าผิด หรือไม่ผิดค่อยลง แล้วสิ่งไหนที่ลงแล้วประเทศชาติเสียหาย เหมือนกรณีการฆ่า เผา ยิงใครอะไรต่าง ๆ ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ถ้าเป็นสื่อประเทศอื่นเขาไม่ลงนะครับ จะเห็นว่าประเทศอังกฤษ มีการระเบิดรถไฟใต้ดินป่านนี้เรายังไม่เห็นรูปเลยแม้แต่นิดเดียว ย้อนมา ๕-๖ ปีแล้วนะครับ เขามีจรรยาบรรณว่าถ้าลงแล้วประเทศเขาเสียหาย แต่เราลงเอามัน เอางบประมาณ คนซื้อหนังสือพิมพ์ได้เยอะเราเอาเรื่องนั้น ประเทศสิงคโปร์ ถ้าผมจำไม่ผิด รัฐบาลจะมีหุ้น อยู่ในสื่อประมาณ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เขาแก้ไขได้ง่ายโดยไม่ต้องไปทำอะไรเพราะพวกนี้ เข้าตลาดหุ้นอยู่แล้ว รัฐบาลไปซื้อ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ก็คือเป็นซีอีโอ (CEO) อยู่ดี เพราะฉะนั้นใครมีปัญหากับรัฐบาลหรืออะไรต่าง ๆ เขาจะปลดออกในนามเอกชนเอง เขาใช้กุศโลบายอย่างนั้น ที่ผมทราบนะครับ ในส่วนนี้ก็อยากจะให้พวกเราได้เห็นกฎ ระเบียบ บางสิ่งบางอย่าง ถ้าเราเป็นบุคคลคนหนึ่งอยู่ดี ๆ สื่อมาต่อว่า ผมยกตัวอย่างใกล้ตัว ผมเคยเป็นประธานรถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ (Airport Rail Link) ผมก็ทำงาน ด้วยความซื่อสัตย์ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ผมยืนยันได้ไปถามลูกน้องแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ (Airport Rail Link) จนปัจจุบัน แล้วก็ตั้ง พลเอก ดรัณเป็นซีอีโอ (CEO) โดยตั้งมาตั้งแต่เป็นบอร์ด (Board) ก่อน ค่อย ๆ ตามลำดับขั้นมาใช้เวลาปีครึ่งถึงได้เป็นซีอีโอ (CEO) อยู่ ๓ เดือน ก็สามารถจะบริหารจัดการจากวิ่งได้ ๔ ขบวนเป็น ๘ ขบวน คือประธานแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ (Airport Rail Link) จะทำได้เฉพาะเป็นลูกจ้างเดินรถอย่างเดียว ไม่ได้เป็นผู้บริหาร ไม่ได้จัดซื้อจัดจ้างอะไรทั้งสิ้นอยู่ที่การรถไฟทั้งหมด มีอยู่ครั้งหนึ่งทางการรถไฟเขาก็จะซื้อรถไฟ ให้ใหม่ ๗ ขบวน ๔,๔๐๐ ล้านบาท ปรากฏว่าสื่อก็มาโดยคนที่รู้เห็น ผมก็เลยไปเช็ก (Check) กับสื่อแล้วไปเช็ก (Check) รายละเอียด จริง ๆ ราคาไม่เกิน ๒,๐๐๐ ล้านบาท แต่เราซื้อ ๔,๔๐๐ ล้านบาท แล้วจะบอกว่าผมไม่รู้เรื่อง เพราะจริง ๆ ผมไม่ได้ทำหลักฐานเลย การรถไฟเขาทำหมด เพราะฉะนั้นผมก็แก้ไขในจุดนี้ แล้วจึงต้องสรุปออกมาโดยเขาตั้งบอร์ด (Board) มาทับในวันเจรจาผู้ถือหุ้น เพราะถ้าผมไม่ลาออก ผมก็ถูกไล่ออกเพราะเสียงสู้เขาไม่ได้ เพราะการรถไฟเขาถือหุ้น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ปรากฏว่ามาอีก ๒ เดือน พลเอก ดรัณ ซึ่งทำหน้าที่เป็นซีอีโอ (CEO) มาดีตลอด ก็มีสื่อหนังสือพิมพ์สยามธุรกิจลงว่าบ่วงค่าโง่ ๔.๔ ล้านบาท ผูกคอแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ (Airport Rail Link) อันนี้มีใกล้ตัวไม่เกี่ยวกับ ตัวผมเป็นซีอีโอ (CEO) ปรากฏว่า พลเอก ดรัณเขาโกรธมากเขาก็ไปฟ้องศาล ปัจจุบันทางสื่อ หนังสือพิมพ์สยามธุรกิจลงขอโทษเขา ๓๐ วัน เขาไม่อยากเอาค่าปรับ ลงขอโทษเขา ๓๐ วัน ว่าที่ลงไปนี้ผิดพลาด แต่ว่าถึงลง ๓๐ วันตระกูลเขาก็เสียหาย ทั้ง ๆ ที่ทำด้วยความบริสุทธิ์ แล้วทำงานในแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ (Airport Rail Link) ขาดทุนมาตลอดนะครับ เงินเดือน รวมทั้งเบี้ยประชุมเดือนละ ๒๓,๐๐๐ บาท ถ้าเมื่อไรผมเข้าไปแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ (Airport Rail Link) เกิน ๕ วันผมขาดทุนอยู่แล้ว เพราะผมซื้อข้าวเลี้ยงลูกน้องทีละ ๑๐๐ ห่อทุกครั้ง ผมเรียนตรง ๆ ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมาก ถ้าสื่อไม่มีจริยธรรมแล้วลงไปโดยไม่ได้สนใจอะไร พอแพ้ศาลก็จะมาว่า แล้วใครจะเป็นคนบ้าเหมือน พลเอก ดรัณกี่คน บางทีก็ปวดหัวไปขึ้นศาล วิ่งไปวิ่งมาเสียเวลา เพราะฉะนั้นเราถึงกำหนดกติกาว่าสื่อควรจะทำอะไรบ้างเพื่อจะให้เป็นกติกา ทำให้เราคิดก่อน มีประโยชน์ต่อประเทศชาติไหม หรือมีประโยชน์ของกลุ่ม เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าคณะกรรมาธิการนี้เขาได้วิเคราะห์เจาะลึกแล้ว แต่ละคนผมดูแล้วก็ทำงานด้านสื่อ มาตลอด ผมนี่ไม่เกี่ยว อยู่ป่าอยู่เขามา แต่ว่าผมฟังแล้วทนไม่ได้ จริง ๆ ผมไม่ค่อยอยากพูด เพราะพูดแล้วมันเสียหาย และผมไม่ค่อยสนใจใครในส่วนนี้ ไม่ว่าจะสื่อออนไลน์ (Online) หรือสื่ออะไรก็แล้วแต่ สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อวิทยุโทรทัศน์มันมีปัญหาหมด เราต้องมีกฎ ระเบียบ ยกตัวอย่างอีกครั้งหนึ่ง วันก่อนผมเปิดไลน์ (Line) ดู พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส ไม่รู้อยากจะเล่นการเมืองหรือเปล่า ผมก็เคารพท่านนะครับ ท่านเป็นรุ่นพี่รุ่น ๗ ผมรุ่น ๑๒ อยู่ดี ๆ ไม่รู้เป็นอย่างไรไปกินอะไร ถึงมาด่าทหาร ว่าทหารไปทำพื้นที่ใหญ่โตในเมืองไม่มีประโยชน์ เอาหินขว้างเข้าไปในค่าย ถูกหัวพลเอกหมด พูดมาทำไมผมไม่เข้าใจ สื่อพวกนี้จริง ๆ มันต้องจับไปยิงเป้า ผมบอกตรง ๆ ผมอยากจะโทรศัพท์ไปด่า ถ้าแบบนี้ไม่เคารพเหมือนพี่แล้ว รถถังซื้อมาทำไม เคยรบหรือเปล่า วีรบุรุษนาแก รบเท่ากระผีกเดียวของผมหรือเปล่าผมถามตรง ๆ ไปออกพีโอ (PO) ๒-๓ ครั้ง แล้วไปเขียนพฤติกรรมเองหรือเปล่า เราใช้รถถังเราใช้อะไรมาเยอะแยะเพื่อป้องกันประเทศ พวกเราไปนั่งอยู่สบาย ลูกน้องผมตายเป็นร้อยคนไม่รู้ คือไม่มีประโยชน์อะไรเลย ผมว่ามันเพี้ยนแล้ว อย่าไปเลือกตั้งคนแบบนี้ ผมก็อยากจะเรียนพี่ ๆ วันนี้ คือถ้าพูดไปเดี๋ยวติดลบไปเรื่อย เพราะเท่าที่ผ่านมาทั้ง สปช. สปท. ที่ผมเป็น มีบางเรื่องที่มีปัญหาแบบนี้แล้วพอถึงเวลา ไม่แน่ใจก็จะตั้งคณะกรรมการพิเศษเพื่อหาแนวทางปรับปรุงใหม่ ผมว่าอย่าเสียเวลาเลย เพราะสื่อยกมาครั้งหนึ่งแล้ว แล้วจะเริ่มไปไม่ได้รัฐบาลก็จะหมดเวลา แล้วตัวพวกเราเอง ผมว่าสัก ๒ เดือนก็โดนเขาปลดหมดแล้ว ให้ผ่านไปเถอะครับ มันเรื่องของ สนช. เรื่องรัฐบาล เขาจะเอาหรือไม่เอาเพราะว่าเราไม่ต้องไปเสียเวลาในส่วนนี้ไม่ต้องไปแก้ เพราะถ้าแก้ จะหายไปเลย ถ้าผมจำไม่ผิดเหมือนปฏิรูปตำรวจก็เลยไม่ปฏิรูปเลย ทั้ง ๆ ที่เรารู้ว่ามันไม่ดี เราอยากจะปฏิรูปให้ดี น้อง ๆ ที่ทำงานดีก็ได้เป็นใหญ่เป็นโต ไม่ใช่ไปวิ่งกันเกาะขาเกาะแข้ง อะไรต่าง ๆ ก็ไปทำไม่ได้เลย ป่านนี้เลยหาย ถ้าไปตั้งคณะกรรมการพิเศษผมว่าเหมือนกัน จะหายไปเลยแล้วเราไม่มีเวลาที่จะกลับมา มีเวลา ๒-๓ เดือนแค่นั้นเอง ผมว่าภาพรวมดีอยู่แล้ว ผมอยากเรียนพวกเราท่าน สปท. ที่ทรงคุณวุฒิหลายสาขา ก็อยากจะให้ผ่านไป เพราะว่า ผมไม่ได้เป็นวิป (Whip) หรือใครมาล็อบบี (Lobby) ผมหรอกครับ ผมเห็นว่าเป็นประโยชน์ ต่อประเทศชาติจริง ๆ แล้วทุกคนต้องอยู่ในประเทศไทย ต้องมีกฎ กติกาเหมือนเกาหลี เขาบอกว่าใครเป็นชายเกาหลีแล้วไม่เป็นทหารไม่ต้องเป็นคนเกาหลี เขามีกติกาเลยครับ ตั้งแต่ลูกประธานาธิบดียันลูกยาจก พอเป็นเสร็จแล้วทำไมครับ มีความสามัคคี ความเป็น พี่น้องกัน ลูกคนรวยไปกินข้าวหม้อเดียวกับลูกคนจนเป็นเพื่อนกันเสร็จจบทุกอย่าง ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เกาหลีเจริญสูงสุดนะครับ แซงหน้าประเทศญี่ปุ่นไปเยอะแยะหมด เพราะฉะนั้นก็อยากจะขอร้องพวกเราว่าอย่าไปดื้อแพ่งหรืออะไรต่าง ๆ เพราะจริง ๆ แล้ว กรรมการ ๒ คนที่ว่าเมื่อสักครู่ก็มีตั้ง ๑๔-๑๕ คน ถ้าตัวเองล็อบบี (Lobby) จริง ๆ ๒ คน ค้านไม่ได้อยู่แล้ว ไม่ใช่เป็นกติกา เราเป็นประชาธิปไตย ผมก็ยืนยัน ประชาธิปไตยไม่ใช่ดีเสมอไป ประเทศจีนเป็นระบบสังคมนิยมกึ่งคอมมิวนิสต์เขาเจริญรุดหน้าประชาธิปไตยไปเยอะแยะ ประชาธิปไตยจ๋า แต่ว่าทุกคนรักษาแต่สิทธิประโยชน์ตัวเอง ไม่ใช่รักษาสิทธิเพื่อประโยชน์ ประเทศชาติ แต่สังคมนิยมจะเห็นว่าเขามีพันกว่าล้านคนเขายังทำได้ ถ้าจีนเป็นประชาธิปไตย ผมว่าเจ๊งไปนานแล้วนะครับ ขอขอบคุณอีกครั้งครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ ยังมีสมาชิกอภิปรายเพิ่มอีกนะคะ ก็เหลือ ๔ ท่านเท่าเดิม ต่อไปเรียนเชิญท่าน พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน อดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค ๑ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครค่ะ

พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน 🔗

กราบขอบพระคุณท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน สมาชิกลำดับ ๑๙๗ ผมไม่แน่ใจว่าข้างหน้า จะเย็นหรือร้อน แต่ด้านหลัง อ. อ่างร้อนครับ โดยเฉพาะเมื่อสักครู่ท่านธวัชชัยอภิปราย ร้อนฉ่าเลยครับ ผมคงไม่เยิ่นเย้อนะครับ เพราะว่าสมาชิกอภิปรายกันมาเยอะแล้ว ผมจะไม่พูดซ้ำ ขอสั้น ๆ นิดเดียวครับว่าบ้านเราเรียกร้องแต่สิทธิ แต่ไม่เคยคำนึงถึงหน้าที่ ผมให้ดูในวิกฤตที่ผ่านมา ออกมาชุมนุมประท้วงบอกว่าเป็นสิทธิ จริง ๆ มากกว่าสิทธิครับ เป็นเสรีภาพ ประชาชนมีเสรีภาพที่จะชุมนุมได้อย่างสงบ โดยปราศจากอาวุธ เพราะถ้าลงมานั่งขวางถนน การมานั่งขวางถนนบอกว่าใช้สิทธิในการชุมนุม แต่ขณะเดียวกันไปรอนสิทธิ ไปละเมิดสิทธิของประชาชนที่ใช้ถนน การใช้สิทธิของทุกคน จะต้องคำนึงถึงสิทธิของผู้อื่นด้วย คณะกรรมการที่ให้ชื่อว่าสภาวิชาชีพสื่อสารมวลชนแห่งชาติ ตามพระราชบัญญัติที่นำเสนอ คือคณะที่จะมาดูเรื่องสิทธิและหน้าที่ของสื่อ เราเรียนกันมาครับ เวลาเรียนกฎหมายเรื่องสิทธิ หน้าที่ อธิบายยากมาก ผมเรียนหลายครั้งอาจารย์ก็จะสอนอย่างนั้น ผมไปสอนเขาผมก็สอนอย่างนั้นมันถึงจะเข้าใจ ทุกคนมีสิทธิที่จะกางแขนกางขาออกไป ยาวเท่าไรก็ได้ เพราะเป็นแขนขาของตัวเอง แต่เมื่อใดที่นิ้วไปจิ้มจมูกเขาคุณมีหน้าที่จะต้อง หดแขนกลับมา สภาวิชาชีพกำลังจะมาทำหน้าที่ตรงนี้ กำลังจะมาดูว่าสื่อกำลังละเมิดสิทธิ เขาไหม สื่อกำลังทำอะไรออกนอกลู่หรือเปล่า ต้องยอมครับ เปิดใจกว้าง ต้องให้กำลังใจ คณะกรรมาธิการคณะนี้แม้ว่าจะสู้พลางถอยพลางก็ตามเป็นเรื่องที่ต้องทำแล้วละครับ ผมให้ดูตัวอย่างเล็ก ๆ ตัวอย่างหนึ่ง ขอเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ไม่ใช่เอาเรื่องส่วนตัวมาบรรยายนะครับ ท่านสมาชิกดูตัวอย่างในจอ ท่านอาจจะนึกไม่ออก ผมเองครับ เนื้อข่าวเป็นการให้สัมภาษณ์ ในขณะที่เป็นรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในเรื่องของการบริหารจัดการพื้นที่สนามหลวง ไม่ให้มีผู้ค้าผู้ขายกับเรื่องการปรับสภาพแวดล้อมในกรุงเทพมหานคร เรื่องธรรมดาครับ แต่ไม่ธรรมดาอยู่ในนั้นท่านดูว่ามีอะไร ผมรับตำแหน่งรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ ๒๑ ตุลาคม ผมให้สัมภาษณ์วันที่ ๑๙ ธันวาคม ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สวรรคตแล้ว ทุกคนไว้ทุกข์ครับ ผมผูกเนกไท (Necktie) สีชมพูหรือครับ แสดงว่า ผมไม่รู้จักกาลเทศะเลยหรือครับ ผมจะไม่บอกว่าฉบับไหน ท่านหาดูเอาเอง นี่คือจรรยาบรรณ นี่คือจริยธรรม เพื่อนผมโทรศัพท์มาต่อว่าผม อำนวยไม่รู้จักกาลเทศะเลยหรือ ผมไม่เคยผูกเนกไท (Necktie) สีอื่นนอกจากสีดำจนกระทั่งทุกวันนี้ นี่เป็นเรื่องพื้น ๆ ที่จะเอามาพูดเพราะเป็นเรื่องข้างตัวหยิบได้เมื่อสักครู่นี้ วันนี้ผมไม่ได้เตรียมตัวมาอภิปรายเลย อภิปรายโดยธรรมชาตินะครับ ให้ดูตัวอย่าง พระราชบัญญัติชุมนุมในที่สาธารณะ ปี ๒๕๕๐ มีองค์ประกอบของข้าราชการเข้ามาเป็นองค์ประกอบด้วยเพราะเป็นเรื่องของ ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน เอาลึกไปกว่านั้นครับ พระสงฆ์มีศีล ๒๒๗ ข้อ มี พ.ร.บ. คณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ เป็นกติกา มีมหาเถรสมาคมคล้าย ๆ สภาวิชาชีพ ของสื่อ ในมหาเถรสมาคมมีสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติเข้าไปนั่งอยู่ ขณะนี้เรากำลัง พูดถึงเรื่องสภาวิชาชีพสื่อสารมวลชนแห่งชาติ เถียงกันอยู่แค่นี้ว่าไม่ควรหรือควรมี องค์ประกอบของข้าราชการประจำเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะเดี๋ยวข้าราชการประจำเขาจะเข้ามาแทรกแซง แล้วคิดต่อไปในอนาคตว่าเมื่อการเมือง มาแล้วถ้าข้าราชการประจำถูกแทรกแซงโดยการเมือง ข้าราชการประจำนั้นก็จะมาแทรกแซง สื่อต่อไปอีก ถ้าคิดอย่างนี้ไม่จบครับ ผมไม่ได้โลกสวย เราต้องคิดว่าข้าราชการดีก่อน อย่าไปคิดว่าทุกคนไม่ดีข้างหน้าผมทั้งหมดเป็นคนชั่วไปหมด ทำกันไม่ได้ เดินต่อไม่ได้ ข้าราชการมาจากราชะแปลว่าพระราชา ข้าราชการคือผู้ถวายงานพระราชา ให้เกียรติเขาครับ คิดว่าเขาดีก่อน ถ้าเขาไม่ดีค่อยลงโทษเขา ในมิติที่มีความจำเป็นจะต้องเอา ๒ ปลัดกระทรวง เข้ามาอยู่ในสภาวิชาชีพอธิบายได้ด้วยหลักการและเหตุผลต่อไปนี้ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มาตรา ๓๔ ขออนุญาตอ่านครับ บุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน พิมพ์ การโฆษณา การสื่อสาร หมายรวมวิธีอื่น การจำกัดเสรีภาพดังกล่าว จะกระทำมิได้ ห้ามก่อนนะครับ มีข้อยกเว้นดังต่อไปนี้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติ แห่งกฎหมายที่ตราขึ้นเป็นการเฉพาะเพื่อความสงบเรียบร้อย ความมั่นคงของรัฐ เพื่อคุ้มครอง สิทธิเสรีภาพของบุคคล หรือเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเพื่อป้องกันสุขภาพของประชาชน ที่จริงยังมาไม่ครบ ๒ ปลัดกระทรวงนี้ ใครรับผิดชอบ เรื่องความมั่นคง ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ความสงบเรียบร้อยของประเทศ ความมั่นคงแห่งรัฐ จะฝากไว้กับประชาชนหรือครับ ศีลธรรมอันดีของประชาชนล่ะครับ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม มาดูเรื่องศีลธรรมอันดีของประชาชน มีความจำเป็นเขามีหน้าที่ รัฐจะต้องรับผิดชอบในเรื่อง ความมั่นคงของรัฐแล้วเอาไปฝากไว้กับนาย ก นาย ข หรือครับ ขนบธรรมเนียมศีลธรรมอันดี ของประชาชนกระทรวงวัฒนธรรมรับผิดชอบเต็ม ๆ ไปดูในโครงสร้าง ไปดูในภารกิจ ไปดูใน หน้าที่ อำนาจ แล้วจะไปฝากไว้กับนาย ค นาย ง หรือครับ ชอบด้วยหลักการและเหตุผลครับ ไม่มีอย่างอื่น ท่านหลัง ๆ ไม่ต้องอภิปรายหรอกครับ ชัดเจนอย่างนี้แล้ว กฎหมายเขียนอย่างนี้ หน้าที่บอกอย่างนี้แล้วจะไปอย่างโน้นได้อย่างไร แล้วต้องคิดก่อนว่าทุกคนต้องดีก่อน ต้องไว้ใจกันก่อน จะไปบอกว่า ๒ ปลัดกระทรวงนี้ไม่ดี วันนี้อาจจะดีอนาคตไม่ดี อย่ามโน ผมนิ่มมะโน ผมยังไม่มโนเลยครับ เพราะฉะนั้นขอความกรุณา ผมให้กำลังใจเต็มที่กับ คณะกรรมาธิการ และผมเชื่อว่าสมาชิกสภาคงเข้าใจในเรื่องของหลักการและเหตุผล ผมแก้นิดเดียว ในเรื่องของหลักการและเหตุผลในการเขียนกฎหมายท่านอาจจะเขียนแรงไป ท่านไปแก้ให้มันซอฟต์ (Soft) ท่านต้องมองสื่อในแง่ดีก่อน ท่านอย่าไปบอกว่าเขาไม่ดี เราบอกแล้วว่าเราต้องมองทุกอย่างดีก่อน สื่อเองก็เหมือนกันต้องยอมรับความจริงในทุกวันนี้ ท่านจะได้รับคะแนนนิยมสูงถ้าท่านยอมรับการตรวจสอบ ผมเองก็ยินดีให้ตรวจสอบ ผมอยู่กับสื่อมานานตั้งแต่ผมจบมาใหม่ ๆ ปี ๒๕๒๒ ผมอยู่โรงพักนางเลิ้งสื่อต้องไปนอนอยู่ที่นั่น ผมเข้าเวรสื่อต้องไปอยู่กับผมเพราะนางเลิ้งเป็นโรงพักใจกลางเกิดเหตุตรงไหนก็ไปตรงนั้น จรรยาบรรณ จริยธรรมของสื่อในยุคนั้นกับยุคนี้แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ผมไม่ได้ว่านะครับ เพราะอาศัยประสบการณ์ตรง ตัวอย่างที่ผมยกมาเมื่อสักครู่ ไปสัมภาษณ์ผม แล้วผมบอกว่า ให้สัมภาษณ์ไปแล้วผมจะไม่พูดซ้ำ ก็เลยไปเอาข่าวจากสำนักอื่นแล้วเอารูปผมผูกเนกไท (Necktie) สีชมพูไปลง ถามว่าเขารู้ไหมตอนที่ลง ผมว่าถ้าเขาไม่รู้เขาไปอยู่ดาวอังคารเถอะ ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ ท่านรักษาเวลาดีมากเลยนะคะ ต่อไปเชิญท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานกรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) อดีตสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตสมาชิกวุฒิสภา

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช 🔗

ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ขอขอบพระคุณท่านประธานที่ได้กรุณาให้โอกาสในการอภิปรายเรื่องที่มี ความสำคัญนี้ ก็คงเป็นเรื่องสำคัญที่จะไม่อภิปรายไม่ได้นะครับ แล้วก็มีข้อคิด ความเห็น ที่เกี่ยวกับเนื้อหาของร่าง พ.ร.บ. ที่อยากจะฝากกรรมาธิการไปดูให้ละเอียดขึ้น เพราะยังมี หลายประเด็นที่ผมคิดว่าอาจจะต้องปรับปรุงแก้ไข ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบพระคุณ ท่านกรรมาธิการทุกท่าน และท่านประธานอนุกรรมาธิการที่ได้พยายามยกร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาในด้านสื่อมวลชนของประเทศ ซึ่งก็คิดว่าเป็นวิชาชีพ ที่มีความสำคัญยิ่ง เราก็เห็นว่าทางกรรมาธิการได้มีการปรับปรุงเนื้อหามาโดยลำดับ เพื่อให้เหมาะสม ที่จริง พ.ร.บ. ลักษณะเช่นนี้ที่เป็น พ.ร.บ. วิชาชีพโดยเฉพาะเกิดขึ้นยากมาก ในบ้านเราจะมีอยู่ประมาณแค่ ๑๖-๑๗ ฉบับเองที่เกิดขึ้นแล้ว แล้วก็เป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ ประกอบวิชาชีพนั้น ๆ เพราะว่าการออก พ.ร.บ. ในภาวะปกตินั้นทำได้ยากมาก นั่นเป็นสาเหตุสำคัญที่ได้มีการจัดตั้งสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพขึ้นมา เพื่อมารับรองมาตรฐานของ วิชาชีพต่าง ๆ อีกนับร้อยนับพันวิชาชีพที่เขาไม่มีโอกาสได้มีกฎหมายโดยเฉพาะ เพราะฉะนั้น การมีกฎหมายจึงคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องที่ดีมากกว่าเรื่องอื่น ๆ ล่าสุดท่านประธานกรรมาธิการ ได้ประชุมด่วนเพื่อปรับปรุงเนื้อหาที่สำคัญ ที่จะทำให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นการตีทะเบียนสื่อ ที่มีการออกข่าวกันไปทั่วโลก จนกระทั่งทางกรรมาธิการเองก็คิดว่าน่าจะปรับปรุงได้ ยอมรับได้ จึงปรับปรุงจากใบอนุญาตเป็นใบรับรอง ซึ่งก็เป็นมติของกรรมาธิการ ที่ผมจะเรียนตรงนี้ก็คือว่า ในการแก้ไขเนื่องจากท่านรีบทำมากก็อาจจะยังแก้ไขไม่ครบถ้วน อย่างในมาตรา ๓๐ ท่านได้แก้ไขใน (๑) ว่าออกระเบียบ ประกาศ หรือข้อบังคับให้องค์กรสื่อมวลชน ไปดำเนินการเกี่ยวกับการออกใบรับรองให้แก่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน แต่มาตรา ๓๐ ยังมีวรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่ ท่านต้องไปแก้ เพราะวรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่ ท่านพูดถึงวิธีการออกใบอนุญาต เพราะฉะนั้นท่านต้องไปแก้ตรงนั้นด้วยเพื่อให้สอดคล้องกัน และยังโยงไปถึงมาตรา ๓๐ ด้วย มาตรา ๓๐ ท่านก็บอกว่าให้มีการเก็บค่าสมาชิก ก็ต้องเป็น ข้อสังเกตนิดหนึ่งนะครับ ค่าสมาชิกอาจจะเป็นรายได้ส่วนใหญ่ของสภาแห่งนี้ ถ้าสภานี้ ไม่มีค่าสมาชิกแล้วจะอยู่ได้อย่างไร ก็ฝากเป็นข้อพิจารณาด้วย และยังกระทบไปถึง มาตรา ๘๕ อีก มาตรา ๘๕ ท่านได้กำหนดไว้ว่าการลงโทษมี ๔ ข้อ เมื่อลงโทษเป็น ๔ ข้อแล้ว ในข้อที่สำคัญก็คือข้อ ๔ คือการเพิกถอนสมาชิกภาพ ก็ปรากฏว่าในเมื่อไม่มีการขอใบอนุญาต ก็ไม่มีการเป็นสมาชิก และท่านก็ไม่มีบทลงโทษว่าด้วยการเพิกถอนสมาชิกภาพอีกต่อไป อันนี้ก็ต้องนำไปพิจารณาด้วย เพราะรู้สึกจะเป็นมาตรการการลงโทษที่รุนแรงที่สุด แต่ว่าวันนี้ ไม่มีสมาชิกภาพแล้ว เพราะฉะนั้นก็เป็นประเด็นที่ผมอยากจะฝากเรียนให้ทางกรรมาธิการ ได้นำไปพิจารณาเพิ่มเติม

อีกประเด็นหนึ่ง คือชื่อของร่าง พ.ร.บ. นี้ เรียกว่าการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ที่จริงผมว่าสำคัญที่สุดในนี้นอกจาก การดูแลเรื่องจริยธรรมแล้ว เพื่อประโยชน์ของผู้ที่ได้รับผลกระทบหรือสื่อเอง มาตรฐานวิชาชีพ สื่อมวลชนเป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่งเลย ไม่มีตรงไหนในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ทั้ง ๙๐ กว่ามาตรา ที่ท่านให้คำจำกัดความในเรื่องนี้เลย และท่านก็เพียงแต่เขียนขึ้นมาเป็นครั้งเป็นคราว โดยขาดความเอาใจใส่ว่ามันคือสาระหลักอันหนึ่งของเนื้อหาร่าง พ.ร.บ. ลักษณะเช่นนี้ อย่างเช่นท่านไปเขียนไว้ในส่วนที่ ๖ ตั้งแต่มาตรา ๕๘ เป็นต้นไป ท่านพูดถึงการส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน แต่ไม่มีตรงไหนที่ท่านกำลัง จะอธิบายหรือให้ความหมายของคำว่า มาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ไว้ในเอกสารของท่านเลย ไว้ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เลย ซึ่งที่จริงแล้วควรจะเป็นบทหนึ่งที่มีความสำคัญ ไม่ว่า จะส่งเสริม ไม่ว่าจะการมีใบรับรองมาตรฐานวิชาชีพ แทนที่จะไปบอกว่าคุณต้องจดทะเบียนเป็นสื่อ แต่ถ้ามีใบรับรองว่าคุณเป็นสื่อประเภทนั้นประเภทนี้คุณก็จะสามารถไปประกอบวิชาชีพ สื่อประเภทโทรทัศน์ได้ วิทยุได้ นั่นละคือความหมายที่สำคัญของคำว่า ใบรับรองมาตรฐาน วิชาชีพที่สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพออกให้อยู่ เราไม่ได้ไปจดทะเบียนกับเขา ถ้าคุณไม่อยากได้ คุณก็ไม่ต้องไปจด คุณก็เป็นสื่อที่อาจจะไม่มีใครจ้างด้วยซ้ำต่างหาก เพราะฉะนั้นร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ถ้ามุ่งเน้นไปในการที่จะกำหนดมาตรฐานวิชาชีพว่าคุณจะเป็นช่างกล้องทีวี (TV) ได้ คุณควรจะต้องมีคุณสมบัติอย่างไร ไปให้สถาบันของผมทำให้ก็ได้ คุณก็ต้องสอบมาตรฐาน คุณก็จะได้ใบของวิชาชีพนั้น ๆ แต่กลับไม่ได้พูดถึงมาตรฐานวิชาชีพเลยในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ยกเว้นมีการกล่าวถึงเป็นครั้งเป็นคราวแต่ไม่มีเนื้อหา ไม่มีความเข้าใจว่าจะพัฒนาวิชาชีพอะไร ในเรื่องเหล่านี้ เขียนไว้หลายมาตราเหมือนกัน ก็ฝากเป็นข้อสังเกตว่าน่าจะให้ความสำคัญ ของมาตรฐานวิชาชีพในด้านสื่อมวลชนให้เพิ่มมากขึ้น และกฎหมายฉบับนี้ก็จะมีคุณค่า ต่อสื่อมวลชนที่เขาจะเข้ามาเป็นสมาชิกในอนาคตด้วย

ที่สำคัญอีกประเด็นหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าจะไปดูร่างให้ดีก่อนที่จะส่งไป หรือจะ ให้กฤษฎีกามาช่วยดูก็ได้คือส่วนที่ ๗ คณะกรรมการจริยธรรมสื่อมวลชน ในมาตรา ๖๓ เป็นต้นไป เป็นการบัญญัติไว้แบบยังใช้ไม่ได้ ผมขออนุญาตใช้คำพูดว่ายังใช้ไม่ได้ ที่ใช้ไม่ได้ เพราะเขียนไว้แบบให้จบ ๆ หรือให้มีขึ้นมาเท่านั้น ยกตัวอย่างมาตรา ๖๔ อย่างนี้ ท่านบอกว่าให้คณะกรรมการสภาวิชาชีพแต่งตั้งกรรมการจริยธรรมจากผู้ประกอบวิชาชีพ สื่อมวลชน ซึ่งมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ ท่านมี ๒ ข้อเอง ข้อ ๑ ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนมาแล้ว ไม่น้อยกว่า ๑๐ ปี ข้อ ๒ ไม่เคยถูกลงโทษฐานประพฤติผิดจริยธรรมในการประกอบวิชาชีพ สื่อมวลชน ท่านเขียนแค่นี้จบแล้ว ปรากฏว่าท่านไปดูในมาตรา ๖๖ สิครับ มาตรา ๖๖ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการจริยธรรมสื่อมวลชนพ้นจากตำแหน่งเมื่อ ทีนี้เยอะเลย มี ๘ ข้อ เอาข้อ ๔ แล้วกัน (๔) ของท่านเขียนว่า ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา ๔๓ และมาตรา ๔๓ ก็คือคุณสมบัติต้องห้ามหรือคุณลักษณะของผู้ที่จะเป็น กรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชน เป็นคุณสมบัติกับเป็นลักษณะต้องห้าม ถ้าไม่มีอยู่แล้ว จะเข้ามาเป็นได้อย่างไร อันนี้ต้องไปเขียนไว้ที่ไหนรู้ไหมครับ ต้องไปเขียนไว้ในมาตรา ๖๔ ว่าเป็นคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตอนที่คุณจะคัดเขาเข้ามา ถ้าคุณคัดเขาเข้ามา และคุณไม่พูดถึงอันนี้ พอเขาเป็นแล้วคุณบอกว่าเขาขาดคุณสมบัติอันนี้ต้องพ้นจากตำแหน่ง เข้าใจหรือยังครับว่าจะต้องไปอยู่ตรงกลางตั้งแต่การคัดเลือกเข้ามา ไม่ใช่ไปอยู่ตรงที่ว่า พ้นจากตำแหน่งตามวาระ หรือขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๔๓ อยู่ผิดที่ ต้องไปอยู่ตรงนั้น ถ้าอยู่ตรงนั้นเขาก็เข้ามาไม่ได้ แล้วก็มาเขียนตรงนี้ด้วยก็ได้ว่า ถ้าวันใดที่คุณขาดคุณสมบัติเหล่านี้คุณก็ต้องพ้น เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ควรจะต้องเอาไปไว้ให้ ถูกที่ถูกทาง ในข้อของคุณสมบัติต้องไปเขียนเพิ่มเติมให้ดี

ประเด็นสุดท้าย คือในส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องการสนับสนุนเงิน เราไปเขียนไว้ ในบทเฉพาะกาล อันนี้ก็เป็น พ.ร.บ. อีก ๑ ฉบับ เราก็ไปสั่งว่า กสทช. คุณต้องทำดังต่อไปนี้ ๑. คุณต้องเอากองทุนคนมาสนับสนุนกรรมการเฉพาะกิจที่จะจัดตั้งสภาวิชาชีพนี้ขึ้น ให้เสร็จสิ้นใน ๒ ปีนี้ แล้วหลังจากนั้นคุณจะต้องสนับสนุนงบประมาณในการที่จะให้ จัดตั้งสภาแห่งนี้สมบูรณ์แล้วเสร็จใน ๕ ปีแรก ที่ผมตั้งเป็นประเด็นข้อสังเกตหรือข้อสงสัย ก็คือว่า ถ้าเกิด พ.ร.บ. กสทช. ในส่วนของกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมไม่มีข้อกำหนดว่าให้สามารถนำมาสนับสนุนอันนี้ได้ ก็จะทำให้ พ.ร.บ. เขียนตรงนี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราต้องไปแก้ พ.ร.บ. ของ กสทช. ด้วยอีกต่างหาก อยากให้ เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลัง แล้วก็เจ้าหน้าที่กฤษฎีกาดูประเด็นนี้ด้วยว่าเราเขียนกฎหมาย แล้วไปสั่งกองทุนซึ่งอยู่กฎหมายอีกฉบับหนึ่งให้เอาเงินมาสนับสนุนตรงนี้ได้หรือไม่ ก็ฝาก เป็นข้อสังเกต ในภาพรวมผมก็คิดว่าทางกรรมาธิการได้ดำเนินการมาที่จะให้กฎหมายฉบับนี้ เกิดประโยชน์ในการดูแลสื่อมวลชน ในการดูแลให้เกิดความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง แล้วก็ได้ปรับปรุงเนื้อหามาพอสมควร ก็คิดว่าน่าจะเป็นกฎหมายที่ยอมรับได้ ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เหลือท่านผู้อภิปรายอีก ๒ ท่าน คือ ท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม และ พลเอก ฐิติวัจน์ กำลังเอก เรียนเชิญท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม อดีตสมาชิก วุฒิสภาค่ะ

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม 🔗

ขอบคุณท่านประธานครับ เดิมทีผมใส่ ชื่อไว้ทราบว่าเป็นคนสุดท้าย แต่ต่อมาท่านฐิติวัจน์ซึ่งเป็นก่อนหน้าผมขอสลับกับผม ผมจึงได้ พูดเป็นคนรองสุดท้าย ก็ไม่เป็นไรครับ เพราะทราบว่าท่านฐิติวัจน์จะเสนออะไร ซึ่งเป็น ความสำคัญต่อการพิจารณาของเราในวันนี้ ท่านประธานครับ วันนี้เชื่อว่ามาถึงวันที่สำคัญ อีกวันหนึ่งที่เราได้มีการพิจารณาวาระการปฏิรูปที่สำคัญยิ่งอีกครั้งหนึ่ง พร้อมด้วย ร่างกฎหมายที่เป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ (Talk of the town) มาเป็นระยะเวลานาน ท่ามกลางความสนใจแล้วก็คับข้องใจ หรืออึดอัดและรอคอย ผมไม่คับข้องใจ ผมไม่อึดอัด แต่ผมรอคอย เพราะเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถึงเวลาเสียทีที่เราจะต้องเปิดแนวทางปฏิรูป ที่มีความสำคัญยิ่งต่อสังคมไทยอีกครั้งหนึ่งนั่นคือการปฏิรูปสื่อ สื่อในที่นี้หรือสื่อมวลชน ตามร่างกฎหมายที่เขียนเอาไว้ท่านก็เขียนเอาไว้ได้อย่างกว้าง ถ้ามีเวลาผมก็จะพูดต่อไป อย่างไรก็แล้วแต่ เรื่องนี้แม้จะมีความเห็นต่างหรือว่ามีความไปถึงขั้นขัดแย้งระหว่างภาคส่วน ต่าง ๆ แต่ผมเห็นว่านี่คือสังคมประชาธิปไตยที่ทุกคนมีสิทธิที่จะเห็นต่างได้ เห็นต่างกัน แต่ก็ยังพูดกันได้ เห็นต่างกันแต่ก็ยังมีฉันเพื่อน ฉันพี่ ฉันน้องกันได้ต่อไปอย่างไม่เคลือบแคลงใจ ร่างกฎหมายที่ทางกรรมาธิการเสนอมานั้นมีสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปก่อนหน้าผมแล้วว่า ถึงแม้จะได้ร่างมาอย่างดีมาก ๆ ในระดับหนึ่งแล้ว แต่ท่ามกลางความเห็นต่าง และความขัดแย้งนั้นก็ได้มีการแก้ไข บางคนบอกว่าแก้ไขรายวัน ผมว่าคงไม่ถึงขั้นนั้นครับ ท่านก็มีจิตประชาธิปไตยเหมือนกัน ท่านก็มีการแก้ตามเสียง ตามกระแส หรือตามสิ่งที่ ท่านได้รับข้อมูลมาใหม่ ๆ ทุกวัน ประเด็นที่ท่านแก้ไขมาครั้งสุดท้ายเป็นกระดาษหนึ่งหน้า เอ ๔ (A4) ผมอ่านดูแล้วยิ่งสร้างความหนักใจให้ผมเพราะว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือความไม่ลงตัว ของกฎหมายในภาพรวมทั้งหมดที่ผมจะว่าต่อไป ได้พูดกันว่าสื่อคือกระจกเงาสะท้อนสังคม ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และด้านต่าง ๆ ของประชาชน ของสังคม แต่ท่ามกลาง เงาสะท้อนที่เราเห็นนั้นตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเราได้เห็นอยู่ว่ากระจกเงาสะท้อนนั้น บางครั้งไม่ได้เป็นกระจกแผ่นเรียบที่เรียบเป็นเส้นตรง บางครั้งมีเงาเว้าแหว่ง บางครั้ง มีความโค้ง โค้งเข้าหรือโค้งออก ภาพที่เห็นจึงไม่ใช่ภาพเสมือนจริงเสียทีเดียวทุกครั้ง ทุกเหตุการณ์ ทุกกรณีไป ผมเปรียบเทียบเช่นนี้เพื่อให้เห็นว่าสื่อนั้นต้องทำงานแข่งกับอะไรหลายอย่าง ทั้งแข่งกันเอง แข่งกับสื่อต่างแขนง สื่อหนังสือพิมพ์แข่งกับวิทยุโทรทัศน์ สื่อวิทยุโทรทัศน์แข่งกับ สื่อหนังสือพิมพ์แล้วก็แข่งกับสื่อออนไลน์ (Online) ดังนั้นปัจจัยที่เกี่ยวข้องจึงเข้ามา โดยทุกคนก็ทราบ นั่นคือปัจจัยแข่งขันทางด้านเวลา การแข่งขันกันทางด้านเวลานี่ละที่ทำให้ เกิดการบิดเบี้ยว เว้าแหว่งของภาพที่เห็นในเงากระจก ภาพนั้นจึงไม่ใช่ภาพเสมือนจริง เสียทีเดียวทุกครั้งไป บางครั้งมีการตกแต่งภาพเสียด้วยซ้ำ ต่อเติมภาพหรืออะไรก็แล้วแต่ ก็เป็นคดีความกันอยู่เรื่อย ๆ เราก็ทราบดี ผมจะไม่พูดถึงรายละเอียดที่มาของกฎหมาย ฉบับนี้เพราะท่านได้ทราบและได้พูดกันถึงปัญหามาโดยตลอดแล้ว แต่สิ่งที่ผมจะพูด ผมจะสะท้อนอะไรบางอย่างให้ท่านสมาชิกได้ทราบก่อนที่เราจะมีการลงมติต่อไป ถ้ามี เมื่อ ๕-๖ ปีที่แล้วผมได้มีส่วนเป็นกรรมาธิการในการพิจารณาร่างกฎหมายสำคัญ ๒ ฉบับ ร่างแรก คือร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ร่างที่ ๒ คือร่างพระราชบัญญัติ วิชาชีพการสาธารณสุขชุมชน ทั้ง ๒ ร่างนั้นเป็นกฎหมายเกี่ยวกับวิชาชีพทั้งสิ้น ฉบับแรกคือ วิชาชีพการแพทย์แผนไทย ทั้ง ๆ ที่เรามีการแพทย์แผนไทยมาแล้วเป็นเวลานับ ๑๐๐ ปี ท่านเชื่อไหมครับ ทันทีที่พิจารณาผ่านวาระที่สองและวาระที่สาม ผมลงมาจากบัลลังก์จำได้ มีผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยมายืนอออยู่หน้าห้อง เขาเข้ามากอด สมาชิก กรรมาธิการหลายท่านมอบช่อดอกไม้ให้ เขาบอกว่าเป็นสิ่งที่เขารอคอยมานานมาก รออะไรครับ รอคอยร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพการแพทย์แผนไทยหลังจากที่ปฏิบัติ เวชปฏิบัติแบบแพทย์ถูก ๆ ผิด ๆ ผิดกฎหมายบ้าง ถูกกฎหมายบ้าง อยู่ในกรอบบ้าง อยู่นอกกรอบบ้างมาเป็นเวลานาน จนวันนั้นเขาได้มีกฎหมายมารับรองว่าการแพทย์ แผนไทยนั้นเป็นวิชาชีพสาขาหนึ่งที่หลาย ๆ สาขาให้การรับรอง เขาถือว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นวันนี้เท่าที่ผมได้ฟังสมาชิกหลายท่านอภิปราย ต่างก็เห็นตรงกันว่า วิชาชีพสื่อมวลชนนั้นเราตกผลึกกันแล้วใช่หรือไม่ว่านี่คือวิชาชีพอย่างหนึ่ง คงจะไม่บอกว่า สื่อมวลชนนั้นเป็นแค่เพียงอาชีพ เกียรติ ศักดิ์ศรีของท่านเหนือกว่านั้นเพราะว่าท่านเป็น วิชาชีพสื่อมวลชน คำจำกัดความของอาชีพและวิชาชีพผมคงไม่พูด เสียเวลาอีก แต่เพียงจะบอกว่าวิชาชีพนั้นย่อมจะต้องประกอบด้วยปัจจัยสำคัญ ๔ ประการ เท่าที่ผมคิดนะครับ ท่านอาจจะมีอันที่ ๕ อันที่ ๖ ขึ้นมา ประการแรก คือเป็นวิชาบวกอาชีพ นั่นคือต้องมีวิชาและมีความรู้ ต้องผ่านการศึกษา อบรม ไม่ใช่ใครจากไหนก็ได้ อยู่ดี ๆ ก็เข้า มาสู่วงการสื่อมวลชนแล้วบอกว่าฉันประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน นั่นคือประการที่ ๑ เป็นวิชา ที่ใช้เป็นอาชีพ ประการที่ ๒ คือมีคุณวุฒิ ผมก็ไม่ลงรายละเอียด คิดว่าอันนี้ท่านเลิศรัตน์ จะทราบดีว่าคุณวุฒิวิชาชีพนั้นคืออะไรแล้วก็มีความหมายอย่างไร อันนี้มีความสำคัญ ประการที่ ๓ และประการที่ ๔ จะมีความสำคัญมาก ที่เราพูดกันเยอะในวันนี้และอยู่ใน ร่างกฎหมายฉบับนี้ด้วย ประการที่ ๓ คือมาตรฐานวิชาชีพ ประการที่ ๔ คือจริยธรรมวิชาชีพ ทั้งมาตรฐานวิชาชีพและจริยธรรมวิชาชีพนั้น ต้องบอกว่าไม่ว่าวิชาชีพไหน เป็นวิชาชีพ ของใคร เขาคนนั้น กลุ่มบุคคลวิชาชีพนั้นจะเป็นผู้ทำ จะเป็นผู้สร้างขึ้นมา จะเป็น ผู้หล่อหลอมขึ้นมาให้เป็นกรอบในการประพฤติ ในการปฏิบัติ และเป็นมาตรฐานในการใช้ วิชาชีพนั้นประกอบสัมมาอาชีพ ดังนั้นสิ่งที่ทางท่านกรรมาธิการได้ทำมาผมถือว่าอยู่ในระดับ ที่ดีมากระดับหนึ่งในปี ๒๕๖๐ ที่ผมบอกว่าผมรอกฎหมายในลักษณะแบบนี้มานาน เพราะถือว่าวิชาชีพนี้สร้างคุณประโยชน์ มีคุณูปการต่อประเทศชาติและสังคมมาเป็น เวลานานพอสมควร แต่ในขณะเดียวกัน ผมขออนุญาตอัญเชิญพระราชดำรัส เมื่อเช้ามีคนพูด ผมประทับใจมาก และผมก็เป็นแพทย์ ผมก็ใช้วิชาชีพแพทย์ประกอบอาชีพอยู่ แล้วก็มี พระราชบัญญัติประกอบวิชาชีพเวชกรรมใช้บังคับอยู่ ท่านใช้คำว่า เคยมีพระราชดำรัสว่า ฟองอากาศเข้าไปในกระแสเลือดนิดเดียวก็ทำให้เสียชีวิตได้ ขอยืนยันว่าจริงครับ เพราะสิ่งที่ เราเผชิญอยู่ในเวลานี้นั้น บางครั้งมีการบิดเบี้ยวของข้อมูล บางครั้งมีการบิดเบี้ยวของ การนำเสนอ จะโดยตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจก็แล้วแต่ จะโดยการแข่งขันกันเองระหว่างสื่อ แขนงต่าง ๆ หรือเกิดจากการแข่งขันกับเวลาก็แล้วแต่ แต่ก็ได้เกิดขึ้นแล้ว มีคดีฟ้องร้อง ให้เป็นตัวอย่างอยู่มากมาย จึงเป็นที่มาว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องมีกฎหมายที่ดูแลเกี่ยวกับ มาตรฐานและจริยธรรมของการประกอบวิชาชีพ ดังนั้นในความรู้สึกของผม ผมเห็นว่าสิ่งนี้ ควรจะต้องเกิดขึ้นและถึงเวลาแล้ว แต่สิ่งที่เป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ (Talk of the town) และเป็นที่ถกเถียงกันมาก ผมจับใจความได้ตั้งแต่เช้าจนถึงเวลานี้ และตลอด ๑๐ วัน ๒๐ วันที่ผ่านมา มี ๒ ประเด็นใหญ่ ๆ สำคัญ ผมจะพูดทีละเรื่อง ขอเวลาท่านประธาน ถ้าหากเวลาเกิน

ประการแรก คือเรื่องของคณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชน โดยเฉพาะ อย่างยิ่งบทกำหนดที่ให้มีส่วนราชการเข้ามาเป็นกรรมการ ๒ ท่าน ผมเรียนว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ถ้ามองอย่างเป็นธรรม ถ้ามองอย่างกว้าง ๆ ผมไม่ขัดข้อง แต่ถ้ามองอย่างกฎเกณฑ์ กติกา หรือวิชาการที่หลายท่าน หลายฝ่ายยึดถืออยู่ ต้องบอกว่าวิชาชีพใดก็ให้เป็นวิชาชีพนั้น เป็นคณะกรรมการสภาวิชาชีพ เมื่อเร็ว ๆ นี้มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นในแวดวงของแพทย์ คือการที่มีผู้เสนอให้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบวิชาชีพเวชกรรม ให้กำหนดบุคคล นอกแวดวงของการแพทย์เข้ามาเป็นกรรมการแพทยสภา เป็นเอ็นจีโอ (NGOs) บ้าง หรือเป็นนักวิชาการอย่างอื่น เกิดการตอบโต้อย่างรุนแรงด้วยบทความและด้วยหลายวิธีการ กรณีอย่างนี้ก็เช่นเดียวกัน ผมจึงขออนุญาตเสนอทางออกอย่างนี้ว่าเป็นไปได้ไหม นอกเหนือ จากที่จะเป็นข้าราชการเข้ามาแล้ว สิ่งที่ผมมองและผมไว้วางใจก็คือฝ่ายวิชาการ ผมจึงขออนุญาต เรียนเสนอทางออกหากท่านกรรมาธิการจะสนใจและรับไปพิจารณา คือการที่ ๒ ที่นั่งนั้น ของภาคราชการ ให้เป็น ๒ ที่นั่งของวิชาการเข้ามา ระบุเลยว่าให้เป็นตัวแทนจาก ที่ประชุมคณบดีคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน และคณะนิเทศศาสตร์ ทั้งภาครัฐและเอกชนเลือกกันเองให้เหลือจำนวน ๒ คนเข้ามาเป็นกรรมการในส่วนนี้ นี่คือทางสายกลางมัชฌิมาปฏิปทา เพราะไม่ต้องการให้สุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง ทางออก ที่จะเป็นฝ่ายวิชาการนั้นน่าจะเป็นทางออกที่ใคร ๆ ยอมรับได้

ประการที่ ๒ ที่กรรมาธิการยอมถอยแก้กฎหมายฉบับนี้มา โดยการที่ตัดเรื่อง ของใบอนุญาตออกและให้เป็นใบรับรอง แต่มีข้อแม้ว่าใบรับรองนั้นในร่างกฎหมาย ที่ท่านแก้ไขมานี้บอกว่าให้เป็นไปตามระเบียบ หลักเกณฑ์ และวิธีการที่สภาวิชาชีพ สื่อมวลชนแห่งชาติกำหนด ขอเอ่ยนามท่านคำนูณ ท่านได้อภิปรายไว้ตรงนี้ว่าก็ยังเป็น ความอึดอัด ความระแวง ความกังวลใจของสื่ออีกเหมือนกันว่า แล้วกฎเกณฑ์ กติกาที่จะร่าง ต่อไปในอนาคตจะเป็นอย่างไร ผมจึงขออนุญาตเสนอทางออกอย่างนี้ครับ เป็นไปได้หรือไม่ ที่จะเรียกอะไรก็แล้วแต่ จะเป็นบัตรประจำตัวของสื่อ จะเป็นใบรับรองหรืออะไรก็แล้วแต่ อันนี้ไปเลือกกัน ไปคุยกัน ไปตกลงกัน หารือกันได้ครับ แต่ให้เป็นการออกโดยอัตโนมัติ หากมีคุณสมบัติขั้นต่ำที่กำหนดไว้ เพราะฉะนั้นท่านต้องเขียนคุณสมบัติขั้นต่ำของสื่อ ที่ท่านต้องการมีสิทธิที่จะออกเป็นใบรับรองหรืออะไร กำหนดคุณสมบัติขั้นต่ำไว้เลยครับ อายุไม่น้อยกว่า ๑๗ ปี อายุไม่น้อยกว่า ๑๕ ปี จบไม่ต่ำกว่าประถมศึกษาปีที่ ๖ หรืออะไร ผมยังนึกไม่ออกนะครับ ๕ ข้อ ๑๐ ข้อก็แล้วแต่ กำหนดไว้เป็นคุณสมบัติขั้นต่ำให้คนเขาพอใจ และเขาไม่ระแวงเสียก่อน แล้วการออกใบรับรองนั้นก็ให้ออกโดยอัตโนมัติ ภาษากฎหมายคงไม่ใช้คำว่า โดยอัตโนมัติ ท่านจะใช้อะไรก็แล้วแต่ คือเมื่อเขาขอยื่นก็ออกให้เขา ไม่ต้องมีกฎเกณฑ์ กติกาอะไรที่ต้องมาระแวงกัน แล้วระแวงนั่นละก็ทะเลาะกันอีกไม่เลิก พรุ่งนี้ก็พาดหน้า ๑ อีก ยังตีทะเบียนอยู่อีก เพราะใบรับรอง กับใบอนุญาต กับตีทะเบียน ไม่ได้ แตกต่างกัน เขาเพียงแต่บอกว่าถ้าเขามีคุณสมบัติเช่นนี้ดังนี้แล้ว ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐ ยื่นใบไป องค์กรสื่อออกใบอะไรจุด จุด จุดให้เขาเลย ถ้าท่านไม่ต้องการจะเขียนคุณสมบัติ ไปนอกเหนือจากนี้ก็เพียงเท่านี้ ถ้ามีคุณสมบัติอื่นสภาวิชาชีพก็เป็นผู้ออกให้ แต่สิ่งที่ผมกังวล ต่อมา ท่านพลิกไปดูกฎหมายหน้า ๘๕ ซึ่งยังไม่มีใครพูดถึง เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก กฎหมายฉบับนี้พูดถึงมากคือเรื่องมาตรฐานและจริยธรรม มีการกำหนดว่าถ้ามีการร้องเรียนว่า ผิดมาตรฐาน ผิดจริยธรรมอย่างไรให้ร้องเรียนไปที่องค์กรสื่อมวลชน ความหมายของผม ในที่นี้ถ้าผมตีความไม่ผิดนะครับ องค์กรสื่อมวลชนนี้ก็คือผู้ประกอบการหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ต่าง ๆ ก็คือผู้ประกอบการ ร้องเรียนไปแล้วให้เขาตั้งกรรมการซึ่งคงมีอยู่แล้ว กรรมการจริยธรรม ก็ตรวจสอบให้เสร็จภายในกี่วันจุด จุด จุดแล้วก็วินิจฉัยออกมา ถ้าไม่พอใจ คำวินิจฉัยนี้ผู้ร้องเรียนก็ไปร้องเรียนที่สภาวิชาชีพสื่อมวลชน ผมเข้าใจอย่างนั้นถูกต้องไหม ปัญหาคือถ้าท่านไปตัดเรื่องของมาตรา ๙๐ และมาตรา ๙๑ ออก คือการตัดเรื่องของ ใบอนุญาตออก ผมก็ยังงง ๆ ว่าแล้วมาตรา ๘๕ ท่านจะใช้บังคับอย่างไร คือมาตรา ๘๕ ให้คณะกรรมการสภาวิชาชีพมีอำนาจดังต่อไปนี้ ข้อ ๑ ตักเตือน หรือดำริเป็นลายลักษณ์ อักษร ข้อ ๒ มีคำสั่งให้เยียวยาผู้ได้รับความเสียหายและผู้ได้รับผลกระทบ ข้อ ๓ เผยแพร่ คำวินิจฉัยต่อสาธารณะผ่านช่องทางของสื่อมวลชน ข้อ ๔ เพิกถอนสมาชิกภาพ ตรงนี้ มีความสำคัญครับ เพราะว่าสิ่งที่กระทบต่อสิทธิของเขาคือการถูกเพิกถอนสมาชิกภาพ นั่นคือที่เขาขออนุญาตไว้ตอนแรกตอนที่เขาประกอบอาชีพออกใบอนุญาตให้เขา แล้วสภาวิชาชีพ หรือองค์กรสื่อมวลชนก็ออกใบอนุญาตให้เขา แต่พอต่อมาเขาทำ ผิดจริยธรรม มีคำวินิจฉัยออกมาว่าให้เพิกถอนสมาชิกภาพ แต่ท่านไปตัดในเรื่องของมาตรา ๙๑ และมาตรา ๙๐ ว่าด้วยการลงโทษ คือไม่มีใบอนุญาตแล้ว แล้วจะมีความหมายอะไรครับ ทำผิดแล้วในที่สุดก็เพิกถอนก็ไม่มีความหมายอะไร เขาก็จะอยู่อย่างผู้ไม่มีใบอนุญาต ถามว่า ท่านไปยกเลิกว่าถ้าไม่มีใบอนุญาตแล้วมีความผิด ถ้าย้ายค่ายไปอยู่ค่ายอื่นไม่มีใบอนุญาต โดยกฎหมายที่ท่านแก้ไขใหม่ก็ไม่มีความผิด แล้วบทลงโทษ (๔) ของมาตรา ๘๕ จะมีผล อย่างไร อย่างไรก็แล้วแต่แสดงให้เห็นว่ากฎหมายฉบับนี้ก็ยังมีความอีหลักอีเหลื่อ แล้วยังมี ความคลุมเครืออยู่ในบางบทบัญญัติ ผมยกตัวอย่างอันนี้ง่าย ๆ มาตรา ๘๕ ท่านเห็นแล้วนะครับ และขอโอกาสนี้เพิ่มไปว่าที่ท่านใส่บทลงโทษไว้ ๔ ประการนั้น ผมขอให้เป็น ๕ ประการ เพิกถอนใบอนุญาตท่านจะทำหรือไม่ โอเค (Okay) ท่านไปว่ากันนะครับ ท่านควรจะย้าย ลงมาอยู่ (๕) (๔) ที่กรรมาธิการควรจะเพิ่มคือการพักใช้ใบอนุญาต สมมุติเรื่องใบอนุญาต หรือพักใช้ใบรับรองก็แล้วแต่ พัก ๓ เดือน พัก ๖ เดือน พัก ๑ ปี อะไรเป็นต้น ไม่ใช่บทลงโทษคือว่ากล่าวตักเตือน เผยแพร่คำวินิจฉัยเสร็จ แล้วอันสุดท้ายบอกว่า ให้เพิกถอนใบอนุญาตเลย ผมว่ามันรุนแรงเกินไป ท่านต้องไปแก้ไขให้เพิ่มเรื่องของ การพักใช้ใบอนุญาต ๑ เดือน ๓ เดือนตามความรุนแรง เหมือนใบประกอบวิชาชีพแพทย์ครับ ทำความผิดอย่างนี้พักใช้ใบ ๓ เดือน ทำอย่างนี้พักใช้ ๖ เดือน ทำอย่างนี้รุนแรงมาก เพิกถอนไปเลย อันนั้นก็ว่ากันไป สิ่งที่สำคัญคือทางออกของกฎหมายฉบับนี้เป็นสิ่งที่ผมว่า ตอนนี้ทุกฝ่ายก็จับจ้องและมองอยู่ด้วยความห่วงใยและความกังวล ท่ามกลางกระแส บางคน พูดไปถึงขั้นว่าเรื่องนี้กระทบต่อเก้าอี้หรือความแข็งแรงของรัฐบาล ผมไม่มองไปถึงขนาดนั้น ผมว่าคงไม่ได้ไปถึงขนาดนั้น แล้วผมก็ไม่ห่วง ไม่กังวลในจุดนั้น เพียงแต่มองว่าในสถานการณ์ ที่เรายังพูดกันได้รู้เรื่องนั้น กฎหมายฉบับนี้คงจะต้องมีการปรับแก้ เพราะท่านได้แจกเอกสาร เอ ๔ (A4) ๒ หน้านี้ แต่การแก้ไขนี้เยอะมาก ๆ เยอะจนกระทั่งมองว่าถ้าเรามีการลงมติ ในวันนี้แล้วให้กรรมาธิการไปแก้ไขมา ผมก็ยังนึกไม่ออกว่าแก้ไขมาแล้วจะเป็นไปอย่างที่ทางสมาชิกได้อภิปรายแล้วก็ยื่นข้อเสนอ ไว้หรือไม่ อย่างไร เพราะฉะนั้นแล้วแต่จะมีผู้เสนอต่อไป แต่ส่วนตัวของผม ผมก็คงมีการหารือ ที่จะเสนออะไรได้ต่อไป ท้ายที่สุดนี้ผมฝากท่านประธานกรรมาธิการผ่านทางท่านประธาน ไว้อย่างนี้ครับว่า คือกฎหมายฉบับนี้เนื่องจากมีความสำคัญ แล้วสมาชิกส่วนมากก็ได้รับ เอกสารกันเมื่อเช้า ที่อยู่ในเว็บไซต์ (Web Site) นั้นก็เป็นจำนวนเยอะมากไม่มีปัญญาที่จะเปิด สไลด์ (Slide) ดูจนทั่วถึง เราก็อภิปรายกันด้วยเวลาพอสมควรแล้ว แล้วก็ใช้ข้อมูล มาประกอบการพิจารณามาก แล้วท่านฐิติวัจน์อาจจะมีข้อเสนออะไรขึ้นมาก็ยินดีที่จะ ปฏิบัติตาม ขอบคุณท่านประธานครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญ พลเอก ฐิติวัจน์ กำลังเอก ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอเชิญครับ

พลเอก ฐิติวัจน์ กำลังเอก 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ และเพื่อน สมาชิกทุกท่าน ผม พลเอก ฐิติวัจน์ กำลังเอก สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๔๗ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานให้ทราบว่าก่อนการเข้าประชุม ผมได้ติดตามข่าวทั้งหนังสือพิมพ์ สื่อออนไลน์ (Online) ก็ค่อนข้างที่จะมีความกังวล และลังเลใจพอสมควรว่ากรรมาธิการจะเสนอเรื่องที่ขัดต่อความคิดความเห็นของสาธารณชน หรือไม่ แต่ต่อมาเมื่อผมได้ฟังคำอภิปรายของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ จนกระทั่งถึงผมเป็นคนสุดท้าย ผมก็ไม่เห็นว่ามีอะไรน่ากังวลใจเลย สิ่งที่ท่านกรรมาธิการ ได้เสนอมาเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง แล้วก็เป็นสิ่งที่คิดว่าเป็นประโยชน์ถ้าเราสามารถ จะดำเนินการได้ เราอย่าพูดเลยครับว่าจะถูกใจไปทั้งหมด ผมคิดว่าคงเป็นไปไม่ได้ แต่ผมอยากจะขอขอบคุณท่านสมาชิกที่ได้เปิดโลกทัศน์ในวันนี้ทั้งท่านที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ทำให้เรามีตรรกะ สมาชิกที่เหลือที่นั่งฟังอยู่ท่านใช้วิจารณญาณแล้วก็คิดว่าจะลงความเห็น อย่างไร ซึ่งสุดแล้วแต่เป็นเรื่องของแต่ละบุคคล ผมยังขอขอบคุณไปถึงองค์กรระหว่างประเทศ ที่ยังให้ข้อคิดเห็นในประเด็นนี้ เป็นห่วงประเทศไทย แต่ท่านประธานครับ ผมคิดว่าปัญหาของ ประเทศไทยคนไทยเท่านั้นที่จะรู้จะเข้าใจ ถึงเราจะยืนต่างที่กันแต่เราใช้ภาษาเดียวกัน เราอยู่ในสังคมเดียวกัน และผมไม่เชื่อว่าเราทำความเข้าใจกันไม่ได้ ดังนั้นกรุณาอย่าใช้ ความรุนแรง กรุณาอย่าใช้คำพูดที่ทำให้ฟังแล้วช้ำใจต่อกันเลยครับ เพราะผมเห็นว่าเราก็ต่าง เข้ามาช่วยทำให้ประเทศของเราดีขึ้น ที่ผมพูดหมายถึงสภาพของสังคมไทยนะครับ ผมไม่ได้ว่ากล่าวสมาชิกท่านใดในสภาแห่งนี้ ในเมื่อผมมีตรรกะแค่เป็นผู้ที่เห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย ท่านประธานทินพันธุ์ท่านก็ได้กล่าวไว้แล้วเมื่อเช้านี้ว่ายังมีอีกหลายขั้นตอน เราเป็นขั้นตอนหนึ่ง แต่ถ้าเราไม่เริ่มเดินจะถึงจุดหมายหรือครับ ก็ลำบากที่จะถึงจุดหมาย พอกลับมาเรื่องสื่อผมพยายามอ่าน ผมเอาไปอ่านที่บ้าน อ่านแล้วก็คงจะอภิปรายได้ไม่ดี เท่ากับท่านที่ได้อภิปรายมาแล้ว เพราะหลายท่านมีความรู้ความชำนาญ มีความสามารถ ที่เหนือกว่าผม ผมก็เห็นท่านแม่ทัพธวัชชัยท่านพูดแบบทหารที่ท่านมีความรับผิดชอบต่อความเป็นความตาย ของลูกน้องของท่านที่เสียสละชีวิตป้องกันประเทศชาติ ผมก็เป็นทหารครับ ผมก็อยากจะใช้ ความเป็นทหารของผมคือปิดตำราทั้งหมดและใช้ตรรกะใช้จุดยืนของผมเพื่อจะ แสดงความเห็น เพื่อจะแสดงข้อคิดเห็นและอภิปรายในประเด็นนี้ถึงแม้ผมจะเป็นทหาร แต่บังเอิญผมได้รู้จักปูชนียบุคคลในวงการหนังสือพิมพ์ ๒ ท่าน ท่านแรก เป็นผู้ก่อกำเนิด หนังสือพิมพ์สยามรัฐคือท่านหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ท่านที่ ๒ คือท่านประพันธ์ เหตระกูล ผู้ซึ่งบุกเบิกหนังสือพิมพ์เดลินิวส์แล้วก็เป็นพี่ชายของดอกเตอร์ประภาซึ่งเป็น ประธานอนุกรรมาธิการซึ่งท่านไม่ได้ขึ้นมานั่งบนบัลลังก์นี้ ที่ผมพูดถึงปูชนียบุคคลทั้ง ๒ ท่านนี้ เพราะว่าท่านเป็นสื่อครับ เป็นสื่อประเภทไหน ประเภทที่อยู่ท่ามกลางความผันผวน ทางการเมืองทั้งในประเทศและนอกประเทศอย่างไม่สามารถที่จะคาดเดาได้ ท่านมีสันติบาล ท่านมีกระทรวงมหาดไทยควบคุมอยู่ในขณะนั้นแต่ท่านก็ยังเป็นเสาหลักของประชาธิปไตยได้ เพราะอะไรครับ ผมอยากจะถามตัวเองและส่งคำถามนี้ถึงท่านประธานไปยังท่านสมาชิกต่าง ๆ ทั้งนี้เพราะว่าจริยธรรมความสำนึกในการเป็นสื่อ ความสำนึกในความเที่ยงตรงในการเสนอข่าว และคุณธรรมประจำใจที่ท่านมี ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ ขณะนี้โชคชะตาของ ประเทศชาติอยู่ในกำมือของท่านเราจะต้องฝากชื่อของเราให้ลูกหลานได้ทราบไว้ ผมเป็นนักความมั่นคง ผมเชื่อว่าถ้าประเทศชาติมั่นคงแล้วเรื่องอื่น ๆ ก็จะตามมา เมื่อมีความมั่นคงแล้วผมก็มีจุดยืนของผม จุดยืนของผมง่าย ๆ ผมเชื่อว่าถ้าคนไทยทุกคน มีจุดยืนเช่นนี้ประเทศไปรอดครับ จุดยืนดังกล่าวก็คือพิทักษ์องค์ราชันสานฝันเพื่อปวงชน พิทักษ์องค์ราชันท่านจะทำได้อย่างไร เมื่อสื่อริมโขงก็ยังละเมิดมาตรา ๑๑๒ อยู่ ท่านสาวมือไปได้อย่างไรถ้าท่านไม่ปฏิรูป ส่วนสานฝันเพื่อปวงชนนั้นผมคิดว่าพวกเราทำมาเยอะ จะทำสักอีกเรื่องก็ไม่ใช่เป็นเรื่องยากลำบากประการใด ทั้งนี้เพราะว่าการปรับแก้นั้น เราก็ปรับปรุงไปตามที่สมาชิกสภาท่านได้อภิปราย ผมถึงเห็นว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราควรจะ ดำเนินการอย่างเร่งด่วน ถ้าเราสามารถจัดการเรื่องพวกนี้ได้พาร์ทิซานมีเดีย (Partisan Media) ก็จะหมดไป เมื่อสักครู่นี้ท่านวรวิทย์ได้พูดถึง ท่านได้ให้ความรู้มากเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ อันนี้เป็นข้อเท็จจริงนะครับ ๑๐ ปีที่ผ่านมาท่านเห็นว่ากลุ่มผลประโยชน์มีข่าวใส่ร้ายป้ายสี ซึ่งกันและกัน ใครชอบฝ่ายไหนก็ฟังแต่ฝ่ายนั้น ฟังทั้งวันทั้งคืน เรื่องพวกนี้ต่างหากที่เรา จำเป็นจะต้องมีจริยธรรม ต้องมีการปฏิรูป ดังนั้นผมอยากจะขอสรุปว่าผมเห็นด้วยกับ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชนที่เสนอเรื่องราวเข้ามา ในวันนี้ ขอขอบคุณท่านประธานครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

มีสมาชิกท่านใดจะขอใช้สิทธิอภิปรายไหมครับ ความจริงผมก็ตั้งใจจะลงไป อภิปรายเหมือนกัน แต่ว่าเมื่อมีสมาชิกอภิปรายได้ครอบคลุมครบถ้วนถึง ๒๐ ท่านแล้ว เห็นว่ามีประเด็นครอบคลุมทั้งที่เห็นด้วยทั้งหมด เห็นด้วยบางส่วน ไม่เห็นด้วย เสนอแนะ เพราะฉะนั้นก็เป็นประเด็นที่ทางกรรมาธิการจะได้ตอบชี้แจงประเด็นข้อซักถามของ สมาชิกนะครับ ถ้าไม่มีท่านสมาชิกอภิปรายก็ถึงเวลาที่จะปิดอภิปรายแล้วให้ทาง กรรมาธิการได้ชี้แจงครับ ขอเชิญท่านเฉลิมชัย เครืองาม ครับ

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่นี้เนื่องจาก เวลาจำกัด ผมมีประเด็นเสนออีกสั้น ๆ ๑ นาทีเท่านั้นเอง ท่านอนุญาตไหมครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านได้ใช้สิทธิอภิปรายไปแล้ว อันนี้จะหารือหรือว่าจะซักถาม

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

แล้วแต่ท่านประธานจะอนุญาต

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ถ้าเป็นประเด็นที่ท่านจะเพิ่มเติมหรือซักถาม ให้กรรมาธิการเขาตอบแล้วท่าน ใช้สิทธิตอนนั้นอีกทีหนึ่ง

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

กรรมาธิการจะได้ตอบทีเดียว ผมว่า ใช้เวลา ๑ นาทีเท่านั้นเองท่านประธาน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เชิญครับ

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

ท่านประธานครับ ถ้าสมาชิกได้กรุณาดู กรรมาธิการด้วยนะครับ ผมอยากจะหาทางออกทางสายกลางเพราะคุยกับหลายฝ่ายมาแล้วว่า ถ้ามีการแก้ไขอีกนิดเดียวอาจจะอ่อนลงมา คือมาตรา ๑๘ ระบุว่าผู้เสียหายร้องเรียน จุด จุด จุดไป แล้วจบท้ายมาตรา ๑๘ นี้ด้วยคำว่า คำวินิจฉัยของสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ให้ถือเป็นที่สุด อันนี้คือสิ่งที่เป็นข้อกังวลของสื่อที่ผมคุยมาแล้วก็ยังไม่ได้เป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ (Talk of the town) ในประเด็นนี้ ถ้าทางกรรมาธิการท่านช่วยกรุณาไปทำให้ เรื่องคำวินิจฉัยของสภาวิชาชีพสื่อมวลชนเป็นที่สุดมันอาจจะอ่อนลง ในกรณีที่คำวินิจฉัย บอกว่าไปเพิกถอนใบอนุญาตหรืออะไรก็แล้วแต่ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ แล้วมีช่องทางที่จะทำให้สื่อ ที่ได้รับการร้องเรียนหรือถูกวินิจฉัยมามีช่องทางที่จะไปร้องอุทธรณ์ต่ออย่างอื่น การโต้แย้ง หรือการถกเถียงกันในประเด็นนี้อาจจะอ่อนลงได้ ผมเรียนเสนอทางกรรมาธิการ ผมยกตัวอย่างของสภาวิชาชีพแพทย์ กรรมการแพทยสภามีมติมาให้เพิกถอนใบอนุญาตแพทย์ นาย ก นาย ก อยู่เฉย ๆ จะมีอันหนึ่งเขาเรียกว่าใช้สิทธิยับยั้ง มีการใช้สิทธิยับยั้ง โดยนายกแพทยสภาพิเศษ เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นทางออกในการที่จะทำให้เหตุการณ์ทำนองนี้ อ่อนลง เรียนเสนอกรรมาธิการครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เมื่อสมาชิกได้อภิปรายพอสมควรและไม่มีผู้แสดงความจำนงเพิ่มเติมนะครับ ผมขอปิดการอภิปราย ต่อไปขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการ และกรรมาธิการได้ตอบชี้แจง ข้อซักถามสมาชิกครับ

พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร ประธานกรรมาธิการ

กราบขอบคุณ ท่านประธานครับ ในโอกาสแรกนี้กระผมขอมอบให้คุณจุไรรัตน์ และ พลตำรวจตรี พิสิษฏ์ เปาอินทร์ เป็นผู้ตอบนะครับ และในตอนท้ายผมจะกล่าวสรุปทั้งหมดแล้วก็ขอเสนอโหวต กราบขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญกรรมาธิการชี้แจง ดอกเตอร์จุไรรัตน์ครับ

นางจุไรรัตน์ จุลจักรวัฒน์ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานและสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพทุกท่าน ดิฉัน นางจุไรรัตน์ จุลจักรวัฒน์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ๐๓๐ วันนี้ต้องกราบขอบพระคุณท่านประธานที่ให้ โอกาสได้มาตอบคำถามแล้วก็ตอบข้อซักถามของท่านสมาชิกสภาที่มีเกียรติทุกท่าน เดิมทีดิฉันอยู่กรรมาธิการด้านการศึกษาและย้ายมาอยู่กรรมาธิการด้านการสื่อสารมวลชน วันนี้รู้สึกมีความภาคภูมิใจนะคะ รู้สึกว่าเป็นวาสนาที่ได้มาอยู่กรรมาธิการด้านการสื่อสารมวลชน เพราะว่าดิฉันเห็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญแล้วก็เป็นประเด็นที่จะตอบกับท่านสมาชิกสภาโดยรวม ท่าน พลเอก เลิศรัตน์ ที่เคารพ ท่านศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม ท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม ในเรื่องของจริยธรรมสื่อและมาตรฐานวิชาชีพสื่อ รวมทั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชน ประเด็นเหล่านี้เป็นเรื่องที่มีนัยสำคัญของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ เนื่องจากว่าร่าง พ.ร.บ. นี้ ใช้ชื่อว่าร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน สิ่งสำคัญที่สุดของร่าง พ.ร.บ. นี้คือประชาชนจะได้รับการคุ้มครองด้วย นอกจากสื่อจะได้รับ การคุ้มครองเท่านั้น ในการที่เรากำหนดร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้รวมบทเฉพาะกาลเดิมทีมีทั้งหมด ๑๐๐ มาตรา ในแต่ละมาตราก็จะมีส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ขออนุญาตนำเสนอส่วนที่ ๕ ประกอบด้วยมาตรฐานจริยธรรมสื่อมวลชน ส่วนที่ ๖ ส่วนที่ ๗ ส่วนที่ ๘ ส่วนที่ ๙ และส่วนที่ ๑๐ แต่จะมีแค่บางส่วนเท่านั้นที่เกี่ยวข้อง กับคำถามของท่านสมาชิกสภาทั้ง ๓ ท่าน และอาจจะครอบคลุมไปถึงท่านอื่น ๆ ด้วย ถ้าหากว่าจะเกิดประโยชน์ คำถามทั้งหมดโดยรวมแล้วท่านมองว่ายังไม่มีอะไรชัดเจน ในร่าง พ.ร.บ. นี้ ดิฉันสามารถตอบได้ว่าขณะนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญหากว่าร่าง พ.ร.บ. นี้ผ่าน หลักการสำคัญของร่าง พ.ร.บ. นี้ตามกฎหมายก็คือจะต้องมีสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ เพื่อมาคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและทำให้สื่อมวลชนที่ทำอาชีพสื่อมวลชนอยู่แล้วได้กำหนด มาตรฐานตัวเองแล้วก็พัฒนาตัวเองมากขึ้น ทั้งสื่อมวลชนรุ่นเก่า สื่อมวลชนรุ่นใหม่ และสื่อมวลชนที่จะเป็นอนาคตของชาติต่อไป ตัวดิฉันเองมองว่าสื่อมวลชนมีความสำคัญ อย่างยิ่งยวดต่อการพัฒนาประเทศ สื่อมวลชนมีนัยสำคัญกับการที่จะนำความคิดของคน ถ้าหากสื่อมวลชนมี พ.ร.บ. ฉบับนี้ขึ้นมาเราก็จะพบว่ามาตรา ๕๖ มาตรา ๕๗ ในส่วนนี้ เขาพูดถึงมาตรฐานกลาง ยังไม่ได้พูดถึงรายละเอียดของจริยธรรมสื่อเนื่องจากว่าเราจะต้องมี คณะกรรมการจริยธรรมขึ้นมาก่อน ดังนั้นเนื้อหาสาระต่าง ๆ การเดินทางของรายละเอียด ที่ถูกต้องก็จะต้องให้ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ผ่านไปเสียก่อน ในส่วนสำคัญเรื่องของมาตรฐานต่าง ๆ เราจะเห็นได้ว่าอย่างที่ท่านดุสิตถามหรือท่านเลิศรัตน์ได้กรุณาให้คำแนะนำว่าควรจะต้องเขียน ให้ชัดเจน ในเรื่องของมาตรฐานจะต้องหลังจากที่เรามีคณะกรรมการสภาวิชาชีพ ซึ่งในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ได้กำหนดที่เป็นประเด็นที่มีปลัดกระทรวงวัฒนธรรมและ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีมาเป็นคณะกรรมการสภาวิชาชีพ ซึ่งจะสรุปอย่างไรนั้นก็คงจะต้อง แล้วแต่สภานี้นะคะ หากว่าเรามีสภาวิชาชีพเรียบร้อยแล้ว สภาวิชาชีพก็จะทำหน้าที่ กำหนดขั้นตอนต่าง ๆ ซึ่งจะเห็นได้ว่าสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๕ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๕ บอกไว้ว่า บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวสาร พร้อมการแสดงความคิดเห็นตามจริยธรรมวิชาชีพ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ เดินตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๕ ตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๕ ก็ถือว่าเป็นหลัก ส่วนร่าง พ.ร.บ. ของคณะกรรมาธิการนี้เอง ในวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ในมาตราต่าง ๆ จะเห็นได้ว่า ยกตัวอย่าง เช่น มาตรา ๑๕ ได้เขียนไว้ว่า องค์การวิชาชีพสื่อมวลชนต้องมีวัตถุประสงค์ในการดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๘ ข้อ ต้องดำเนินการตามนี้ ยกตัวอย่าง เขาบอกว่าองค์การวิชาชีพสื่อมวลชนต้องส่งเสริม และพัฒนามาตรฐานจริยธรรมของสมาชิกให้มีความครบถ้วน ครอบคลุมทุกด้าน และสอดคล้อง ตัวอย่างต่อไปเช่นในมาตรา ๒๙ ได้เขียนไว้ว่า สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติต้องมีวัตถุประสงค์ต่อไปนี้ (๓) ส่งเสริม สนับสนุน พัฒนา และฝึกอบรมผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนให้มีความรู้ ความรับผิดชอบ มีคุณธรรมจริยธรรม และมีพัฒนาการ หรือ (๙) เสนอความเห็นหรือให้คำแนะนำต่อ ครม. เกี่ยวกับมาตรการ คุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน และมาตรการ การคุ้มครองประชาชนจากการประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนหรือปัญหาสื่อมวลชนของประเทศ นอกนั้นก็จะมีในมาตรา ๕๖ มาตรา ๕๗ ส่วนที่ ๕ ที่ว่าด้วยมาตรฐานจริยธรรมสื่อมวลชน หรือส่วนที่ ๖ เรื่องของการส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชนต่าง ๆ ขออนุญาตเจ้าหน้าที่เปิดสไลด์ (Slide) ให้หน่อยค่ะ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

มาตรา ๕๗ ถ้าท่านสมาชิก ที่เคารพทุกท่านมีโอกาสได้ดู จะเห็นได้ว่าตัวนี้จะเป็นจุดจิ๊กซอว์ (Jigsaw) ที่สำคัญ ในการที่จะทำให้ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องคุณภาพการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร การป้องกัน จากสื่อปลอม ๆ และรักษาสื่อที่ดี ๆ ไว้ได้ แล้วทำให้ประชาชนในประเทศได้รับรู้ ข้อมูลข่าวสาร ได้เชื่อมโยง ได้เห็นความหลากหลายของปัญหาต่าง ๆ หรือข้อดีต่าง ๆ ในการนำเสนอจากสื่อ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่ามาตรา ๕๗ ซึ่งพูดถึงเรื่องมาตรฐานกลาง เดี๋ยวจะเชื่อมโยงไปถึงมาตรฐานวิชาชีพ มาตรฐานจริยธรรมด้วย ตรงนี้อยากจะขอยก ประเด็นว่ามาตรา ๕๗ นั้นมาตรฐานกลางซึ่งจริง ๆ ก็คือมาตรฐานจริยธรรมสื่อมวลชนนั่นเอง มาตรฐานกลางที่คณะกรรมการสภาวิชาชีพกำหนด ตอนนี้เรายังไม่มีสภาวิชาชีพ เมื่อได้สภาวิชาชีพเราก็จะกำหนด เพราะฉะนั้นก็จะแกรนด์ (Grand) แล้วก็จะสมบูรณ์ มากกว่านี้ ตามมาตรา ๔๕ (๒) อย่างน้อยต้องมีเรื่องดังต่อไปนี้

๑. การนำเสนอเนื้อหาและข้อมูลข่าวสารจะต้องถูกต้อง ครบถ้วน รอบด้าน และให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย แค่ข้อนี้ข้อเดียวตัวดิฉันเองในฐานะกรรมาธิการรู้สึก สบายใจ รู้สึกปลอดภัย

๒. ข้อนี้สำคัญ การนำเสนอเนื้อหาและข้อมูลข่าวสารจะต้องตระหนัก ถึงผลกระทบต่อบุคคลอื่นและคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเป็นส่วนตัว และการคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลของผู้เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะเยาวชนและผู้ด้อยโอกาส ในสังคม ทั้งนี้ ต้องไม่เป็นการซ้ำเติมผู้ประสบเคราะห์กรรม รวมทั้งหลีกเลี่ยงการนำเสนอ เนื้อหาที่ก่อให้เกิดความเกลียดชังกันระหว่างกลุ่มคนในชาติหรือศาสนาหรือการใช้ ความรุนแรงระหว่างกัน อันนี้ยกตัวอย่างนะคะ ที่เหลือก็อยากจะฝากให้ท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศลองดูว่าเอาแค่ข้อ ๑ ข้อ ๒ บ้านเมืองสงบแล้วค่ะ แล้วต่างคนต่างทำหน้าที่กันไปจะไม่เกิดความวุ่นวายในทันที เพราะฉะนั้นในส่วนของ มาตรฐานวิชาชีพ ในส่วนของมาตรฐานกลางก็คงจะต้องรอสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ เรียบร้อยก่อน ขอบพระคุณค่ะ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านพิสิษฐ์ เปาอินทร์ ครับ

พลตำรวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลตำรวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในฐานะกรรมาธิการ ขอบพระคุณท่านสมาชิก ที่ได้อภิปรายให้ข้อเสนอแนะกับคณะกรรมาธิการ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการที่จะ ปรับปรุงเนื้อหาสาระของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ให้มีความสมบูรณ์ตรงกับเจตนารมณ์ ได้ยิ่งขึ้น เราได้มีการอภิปรายกันมาเป็นเวลายาวนานประมาณ ๖ ชั่วโมง บางครั้งผู้อภิปรายก็ได้ตอบประเด็นคำถามของท่านสมาชิกไปแล้ว ในประเด็นเรื่อง ขัดรัฐธรรมนูญผมคงเอากระชับ ๆ เพื่อให้การดำเนินการประชุมเป็นไปอย่างเรียบร้อย มีความสมบูรณ์ชัดเจน ประเด็นที่สมาชิกหลายท่านมีความห่วงใยว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖ มาตรา ๓๔ มาตรา ๓๕ หรือไม่ มาตรา ๓๖ เรื่องการจำกัด สิทธิเสรีภาพ การออกเป็นกฎหมายต้องทำเท่าที่จำเป็น ในร่างกฎหมายฉบับนี้ประเด็นที่ ถกเถียงกันในเรื่องจำกัดสิทธิเสรีภาพคงจะมีประเด็นเดียว ก็คือในเรื่องใบอนุญาต ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ซึ่งท่านประธานกรรมาธิการก็ได้ชี้แจงต่อสภาแห่งนี้ว่า ขอเปลี่ยนเป็นใบรับรองซึ่งออกโดยองค์กรสื่อมวลชน ประเด็นนี้ก็คงไม่มีปัญหา ส่วนมาตรา ๓๔ บุคคลมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น พูด หรือเขียน หรือพิมพ์ ผมว่าประเด็นนี้ ท่านสมาชิกคงมีความกังวลในเรื่องออนไลน์ (Online) ซึ่งผมขออนุญาตตอบชี้แจงรวมกับ ประเด็นในคำนิยามของคำว่า ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนในมาตรา ๓ อย่างที่ผมได้กราบเรียน ตั้งแต่ต้นว่าสื่อปกติไม่มีปัญหา สามารถจับต้องได้ ตรวจสอบได้ แต่สื่อออนไลน์ (Online) จะทำอย่างไร ผมขออนุญาตชี้แจงอย่างนี้ครับ เหตุที่เรามีการเพิ่มถ้อยคำว่า มีรายได้จากงาน ที่กระทำไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมก็คือสื่อออนไลน์ (Online) เป็นคนเดียวที่ทำได้ทุกอย่าง และไม่มีสังกัด รายได้ก็ไม่ใช่มาจากเจ้าของสื่อ ตามคำนิยาม ฉะนั้นในการบัญญัติถ้อยคำ ที่เพิ่มขึ้นมาก็เพื่อที่จะคงเจตนารมณ์ในการที่จะเป็นผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ก็คือรูปแบบ คือต้องมีเจตนารมณ์ในการที่จะนำข้อมูลข่าวสาร เนื้อหาเพื่อประโยชน์สาธารณะ ไปสู่มวลชนอย่างปกติธุระหรือทำอย่างสม่ำเสมอ ทำเพื่ออะไรครับ มีเจตนาพิเศษ นอกจากเจตนาในการกระทำเป็นผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนแล้ว ยังมีเจตนาพิเศษ คือจุดประสงค์ที่จะมีรายได้ ต้องได้รายได้ประจำจากงานที่กระทำไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ทำไมเราถึงใช้คำว่า ทางตรงหรือทางอ้อม เนื่องจากคุณสมบัติของผู้ประกอบวิชาชีพ สื่อออนไลน์ (Online) จะมีรายได้อยู่ ๒ ลักษณะ หรือบางครั้งอาจจะมีทั้ง ๒ ลักษณะ หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง ฉะนั้นเพื่อให้การกำหนดคำนิยามของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ซึ่งจะสามารถตอบโจทย์ได้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีซึ่งมีการพัฒนา ไม่ใช่ เราออกกฎหมายวันนี้ แต่พออีก ๖ เดือนหรืออีก ๑ ปีไม่สามารถบังคับใช้ได้ ตรงนี้จะเป็น การตอบโจทย์ ซึ่งผมเชื่อว่าท่านประธาน ท่านสมาชิกย่อมทราบดีว่าขณะนี้ประโยชน์ ของสื่อออนไลน์ (Online) มีมากมายมหาศาล ขณะเดียวกันโทษก็มีมากมายมหาศาล เช่นเดียวกัน คณะกรรมาธิการจึงบัญญัติเพิ่มเติมมาในร่างกฎหมายฉบับนี้เพื่อให้สอดคล้อง กับเทคโนโลยีนะครับ

ประเด็นต่อไป เรื่องสมาชิก ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ท่านเฉลิมชัย เครืองาม ได้มีความเป็นห่วงว่ามาตรา ๘๕ เมื่อมีการลงโทษแล้วไม่สามารถที่จะดำเนินการได้ เนื่องจากสมาชิกไม่มีใบอนุญาต ขอกราบเรียนอย่างนี้ครับ ผมอยากขออนุญาตพูดรวม ๆ เลยว่าเจตนารมณ์ของกฎหมาย ฉบับนี้มุ่งประสงค์ให้ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนมีสิทธิเสรีภาพในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร บนความรับผิดชอบ รับผิดชอบอย่างไรครับ ก็คือการดูแลตนเอง ผู้ประกอบวิชาชีพจะต้อง ดูแลตนเองให้ประกอบวิชาชีพอยู่ในมาตรฐานกลางที่สภาวิชาชีพกำหนด ผู้ประกอบวิชาชีพ ดูแลตนเอง องค์กรสื่อมวลชนที่ผู้ประกอบวิชาชีพสังกัดต้องดูแลผู้ประกอบวิชาชีพในสังกัด ให้เป็นไปตามมาตรฐานจริยธรรม องค์การสื่อมวลชนก็คือการรวมกลุ่มขององค์กรสื่อมวลชน ตั้งแต่ ๑๐ องค์กรขึ้นไป มีสมาชิกตั้งแต่ ๕๐๐ คนขึ้นไป ก็ดูแลอีกชั้นหนึ่ง เป็นลักษณะของ การดูแลกันเองในลักษณะของการรวมกลุ่ม ซึ่งจะมีข้อกำหนดมาตรฐานจริยธรรมขององค์การ เช่นเดียวกันสภาวิชาชีพก็จะเป็นลักษณะของการกำกับร่วม ทำไมเราต้องมี ทำไมเราไม่ใช้ ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนอยู่ในสภาอย่างเดียว ขอเรียนว่าการสอบสวนดำเนินการผู้ฝ่าฝืน จริยธรรมอยู่บนหลักการกำกับดูแลกันเอง มีการพิจารณาลงโทษ สอบสวนลงโทษในองค์กรก่อน เมื่อผู้ได้รับผลกระทบหรือผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนได้รับผลกระทบจากการลงโทษ ไม่พอใจการลงโทษขององค์กรก็จะทำอุทธรณ์ไปยังองค์การ ถ้าไม่พอใจผลการพิจารณา ขององค์กรก็จะขึ้นไปสู่สภาวิชาชีพ ๒ ชั้นแรกเป็นการพิจารณาดำเนินการกันเองในกลุ่ม ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนเท่านั้น เมื่อผ่านการพิจารณาลงโทษทางจริยธรรม ๒ ชั้นไม่เป็น ที่พอใจของผู้ได้รับผลกระทบ ก็จะไปสู่กระบวนการพิจารณาของสภาวิชาชีพสื่อมวลชน โดยคณะกรรมการจริยธรรมของสภาวิชาชีพเป็นผู้ดำเนินการ ทำไม ๒ ชั้น ซึ่งพิจารณา ลงโทษกำหนดโทษโดยสื่อมวลชนไม่เป็นที่พอใจของผู้ได้รับผลกระทบ ชั้นที่ ๓ ในหลักการ ก็คือคงจะต้องให้คนอื่นมาเป็นผู้ร่วมในการพิจารณา ในมุมมองของประชาชน ในมุมมอง ของภาครัฐที่เกี่ยวข้องในกฎหมายนั้น ๆ ในมุมมองขององค์กรอิสระที่เรากำหนดให้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อให้การพิจารณา ดำเนินการตามจริยธรรมมีความสมบูรณ์ มีความชัดเจนอย่างแท้จริง นี่คือเหตุผลว่าทำไมถึง ต้องมีส่วนอื่นเข้ามาอยู่ในคณะกรรมการสภาวิชาชีพ บทลงโทษอย่างที่ผมได้กราบเรียน ไปแล้วว่า คำว่า สมาชิก ในกฎหมายฉบับนี้หมายความถึงองค์การสื่อมวลชน องค์กรสื่อมวลชน ดูแลผู้ประกอบวิชาชีพในสังกัด องค์กรรวมเป็นองค์การ องค์การกฎหมายบัญญัติต้องเป็น สมาชิกของสภาวิชาชีพ ฉะนั้นคำว่า สมาชิก ในกฎหมายฉบับนี้คือองค์การสื่อมวลชน ซึ่งมาตรการในการลงโทษตามมาตรา ๘๕ ตรงนี้ ไม่ได้มีความผูกพันเกี่ยวเนื่องกับบทบัญญัติการลงโทษเกี่ยวกับเรื่องใบอนุญาต ที่คณะกรรมาธิการได้ขอตัดออกไปในเรื่องประเด็นเกี่ยวกับสมาชิกภาพ ผมขออนุญาตนำเรียน เพื่อความเข้าใจ ขอบพระคุณโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านเลิศรัตน์ รัตนวานิช ท่านให้ข้อสังเกตมากมายซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อคณะกรรมาธิการ สิ่งต่าง ๆ ที่ท่านสมาชิก ได้อภิปราย ได้เสนอแนะ คณะกรรมาธิการก็พร้อมที่จะรับไปพิจารณาปรับปรุงดังเจตนารมณ์ ของท่าน ก่อนจะปิด ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน พอดีระหว่างนั่งฟังอภิปราย มีนิทานเรื่องลุงกับลิง ผมก็เลยมามองว่าถ้าเกิดตรงนั้นเป็นคน ไม่ใช่ลิง คนคงต้องไปตีคน ที่มาตีบ้านลุง ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

มีสมาชิกท่านใดจะซักถามไหมครับ เชิญท่านคำนูณ ท่านคำนูณสักครู่ครับ ท่านประธานมีอะไรจะกล่าวหรือเปล่า ให้ท่านประธานสรุปก่อนแล้วกันนะครับ เชิญท่านประธานคณิตครับ

พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร ประธานกรรมาธิการ 🔗

กราบขอบพระคุณ ท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกนะครับ กระผมขออนุญาตใช้เวลา สักนิดหนึ่ง มีเอกสารเปิดจากสถานเอกอัครราชทูตไทยในประเทศสิงคโปร์ ผมขออนุญาต อ่านนิดหนึ่งแค่หน้ากว่า ๆ เป็นการตอบกลับที่คณะกรรมาธิการของกระผมได้ถามไปยัง ประเทศต่าง ๆ เพราะว่ามีดำริของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีประยุทธ์ว่าขอให้ศึกษาดู การบริหารจัดการด้านสื่อสารมวลชนของประเทศต่าง ๆ ด้วยจะได้รู้แนวทางของเขา ของประเทศสิงคโปร์เขาอย่างนี้ครับ การบริหารจัดการสื่อมวลชนของรัฐบาลสิงคโปร์ มีความเข้มงวด โดยหน่วยงานต่าง ๆ เช่น องค์กรนักข่าวไร้พรมแดน องค์กรเพื่อสิทธิมนุษยชน และองค์การสหประชาชาติ ต่างจัดอันดับให้สิงคโปร์มีเสรีภาพในการแสดงออกในระดับต่ำ โดยเมื่อปี ๒๕๕๘ องค์กรนักข่าวไร้พรมแดนได้จัดให้ดัชนีเสรีภาพของสื่อมวลชน ประเทศสิงคโปร์จัดอยู่ในลำดับที่ ๑๕๓ จาก ๑๕๘ ประเทศทั่วโลก ต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศ ที่พัฒนาแล้ว ๒. รัฐธรรมนูญประเทศสิงคโปร์กำหนดให้รัฐบาลมีอำนาจในการกำกับดูแล การทำงานของสื่อมวลชนค่อนข้างมาก แม้ว่าในส่วนแรกของอาร์ทิเคิล ๑๔ (Article 14) ในพาร์ต ๔ (Part 4) ของรัฐธรรมนูญจะให้สิทธิและเสรีภาพพื้นฐานในการแสดงความเห็น ของพลเมืองเช่นเดียวกันกับรัฐธรรมนูญของประเทศในแถบตะวันตก แต่เมื่อพิจารณา ในรายละเอียดจะพบว่าคอร์ส (Course) ที่ ๒ และ ๓ ได้ให้อำนาจรัฐบาลในการควบคุม การแสดงความคิดเห็นหากมีความจำเป็นด้วยเหตุผลทางด้านการรักษาความมั่นคง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความสงบเรียบร้อยและศีลธรรม การผดุงสถาบันนิติบัญญัติ และตุลาการ ๔-๕ ข้อ และการป้องกันการกระทำผิดกฎหมายโดยหมิ่นประมาท และปลุกปั่นมวลชน สิ่งเหล่านี้รัฐบาลสิงคโปร์ยอมไม่ได้ ข้อ ๓ รัฐบาลสิงคโปร์ออกกฎหมาย อาญาพีนัล โค้ด เซกชัน ๔๙๙ (Penal Code Section 499) และกฎหมายแพ่ง เพื่อควบคุม การแสดงความเห็นที่เข้าข่ายหมิ่นประมาทภายใต้กฎหมายอาญา หากการเขียนหรือกล่าวถึง บุคคลใดด้วยเจตนาสร้างความเสื่อมเสียจะมีบทลงโทษปรับและจำคุกไม่เกิน ๒ ปี และภายใต้กฎหมายแพ่ง แม้ไม่มีเจตนาแต่หากข้อเขียนหรือคำกล่าวถึงบุคคลอื่น ได้สร้างความเสื่อมเสียชื่อเสียงก็จะมีโอกาสถูกปรับเป็นเงินจำนวนมากเช่นกัน อนึ่ง การหมิ่นประมาท หมายถึงเฉพาะการกล่าวถึงบุคคลด้วยข้อความที่เป็นเท็จเท่านั้น ข้อ ๔ รัฐบาลสิงคโปร์มีระบบควบคุมการทำงานที่อาจจะเข้าข่ายหมิ่นประมาทของสื่อมวลชน เป็นการเฉพาะ ภายใต้นิวส์เปเปอร์ แอนด์ ปรินติง เพรสเซส แอกต์ (Newspaper and Printing Presses Act) รัฐบาลมีอำนาจปฏิเสธการออกใบอนุญาตให้แก่สื่อสิ่งพิมพ์ และภายใต้บรอดแคสติงแอกต์ (Broadcasting Act) สื่อโทรทัศน์ไม่มีสิทธิปฏิเสธคำสั่ง ของรัฐบาลในการจำกัดขอบเขตของเนื้อหาที่จะออกอากาศ และเมื่อปี ๒๕๕๖ เอ็มดีเอ (MDA) คือมีเดีย ดีเวลอปเมนต์ ออโทริตี (Media Development Authority) ภายใต้ กระทรวงการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศของสิงคโปร์ ได้กำหนดให้แหล่งข่าวออนไลน์ (Online) บล็อกเกอร์ (Blogger) วางเงินประกัน ๕๐,๐๐๐ เหรียญสิงคโปร์ หรือประมาณ ๑.๒๕ ล้านบาท ก่อนที่จะได้รับอนุญาตให้รายงานข่าวออนไลน์เพื่อเป็นหลักประกันในกรณี ที่ละเมิดระเบียบหลักเกณฑ์ใด ๆ และไม่นำข้อความดังกล่าวลงจากเว็บไซต์ (Web Site) ภายใน ๑ วัน ทั้งนี้ตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ เอ็มดีเอ (MDA) ได้ควบรวมกับอินโฟคอม ดีเวลอปเมนต์ ออโทริตี (Infocomm Development Authority) หรือไอดีเอ (IDA) แล้วกลายเป็นอินโฟคอม (Infocomm) กล่าวโดยสรุปก็คือแม้ว่ามาตรฐานการควบคุมการทำงานของสื่อมวลชนของ สิงคโปร์ โดยเฉพาะการรายงานข่าวที่อาจจะเข้าข่ายหมิ่นประมาทจะไม่แตกต่างจากประเทศ ตะวันตกมากนัก แต่ในทางปฏิบัติพบว่ามีการประยุกต์ใช้กฎหมายสิงคโปร์ที่เข้มงวด โดยเฉพาะเพื่อการปกป้องชื่อเสียงของบุคคลในหน่วยงานภาครัฐ เพื่อรักษาความสมานฉันท์ ภายในสังคมที่มีความหลากหลายทางธรรมชาติ ทางวัฒนธรรม ศาสนา และเชื้อชาติ แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์โดยองค์กรระหว่างประเทศต่าง ๆ ว่าเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพ ของสื่อมวลชน และเป็นช่องทางในการโจมตีฝ่ายตรงข้ามที่มีความเห็นทางการเมือง แตกต่างจากพรรครัฐบาล แต่ในภาพรวมแล้วกล่าวได้ว่าการบังคับใช้กฎหมายที่เคร่งครัดนี้ มีส่วนช่วยให้สถานการณ์ทางการเมืองและสังคมสิงคโปร์มีเสถียรภาพสูง อันนี้เป็นเอกสารเปิด จากท่านเอกอัครราชทูตได้ตอบกลับมายังคณะกรรมาธิการของกระผม นิดเดียวครับ ของเอ็มซีเอ็มซี (MCMC) คือมาเลเซียน คอมมูนิเคชันส์ แอนด์ มัลติมีเดีย คอมมิสชัน (Malaysian Communications and Multimedia Commission) ถ้ามาเลเซียเขาพบว่า เว็บไซต์ (Web Site) ใดที่ลงข้อความแล้วก่อให้เกิดการแตกแยกทางศาสนา ทางวัฒนธรรม ละเมิดสิทธิของคนอื่น เอ็มซีเอ็มซี (MCMC) จะปิดเว็บไซต์ (Web Site) นั้นทันทีโดยไม่ต้องมี คำสั่งศาล แล้วก็ไปเจอกันที่ศาล ของประเทศไทยนั้นจะต้องมีคำสั่งศาลแล้วจึงให้ ผู้ประกอบการคืออินเทอร์เน็ต เซอร์วิส โพรไวเดอร์ (Internet Service Provider) เป็นคนปิด กราบเรียนเพิ่มอีกนิดหนึ่งครับ ภาครัฐกับภาคประชาชน ในเจตนารมณ์ของ คณะกรรมาธิการดูว่าภาครัฐกับเอกชนต้องไปด้วยกัน ไม่มีประเทศใดในโลกหรอกครับ ท่านประธาน ท่านสมาชิก ที่ประเทศนั้นมีแต่ภาคเอกชน แล้วก็ไม่มีประเทศใดในโลก ที่มีแต่รัฐบาล เพราะฉะนั้นรัฐบาลกับเอกชนต้องเดินไปด้วยกัน ในสิ่งใดที่เป็นการลงทุน ในระดับสูง เช่น การป้องกันประเทศ การสร้างถนน รัฐบาลรับหมด แต่ในสิ่งใดที่เอกชนเก่ง เรื่องของการติดต่อสื่อสารก็จะมีเอกชนมาลงทุน แล้วก็ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ เพราะฉะนั้นรัฐจึงต้องไปกับเอกชน ในอดีตกระผมอาจจะเห็นว่าสื่อมวลชนท่านก็ตั้ง เป็นสมาคม เป็นสมาพันธ์ ท่านก็เดินไปของท่านเอง ขาดการสนับสนุนจากภาครัฐ ดังนั้น ปรัชญาการออกแบบโครงสร้างของเราในครั้งนี้จึงมีทั้งผู้ประกอบวิชาชีพในอัตราส่วนหนึ่ง ภาครัฐในอัตราส่วนหนึ่ง แล้วก็นักวิชาการในอัตราส่วนหนึ่ง กระผมเป็นเด็กวัดครับ ผมเกิดที่วัดพระศรีมหาธาตุ ผมจบโรงเรียนวัด พอจบแล้วผมก็เข้าโรงเรียนเตรียมทหาร แล้วก็ไปเป็นทหารอากาศ ตอนที่กระผมเป็นนักเรียนนายเรืออากาศชั้นปีที่ ๑ ปีที่ ๒ กระผมได้พบกับอาจารย์ ผู้บรรยายท่านหนึ่ง ขออนุญาตเอ่ยนาม พลอากาศตรี เจอด เตชะเสน ลูกชายของท่าน เรียนกับผมเป็นนักเรียนด้วยกัน ลูกชายของท่านที่เรียนอยู่กับผมนั้นก็บอกว่าช้าง รถคันนี้ เป็นรถราชการ พ่ออั๊วใช้เฉพาะมาราชการเท่านั้น พอกลับบ้านท่านก็จอดไว้ที่บ้าน นี่คือสิ่งที่ ผมได้เห็นเป็นภาพความประทับใจสมัยที่ผมเป็นนักเรียนนายเรืออากาศ พอโตขึ้นมา รับราชการผมก็ใช้หลักคิดของ พลอากาศตรี เจอด เตชะเสน นี่ละครับ ผมรับราชการ ในกองทัพอากาศเรื่อยมาตั้งแต่เป็นนักบินเด็ก ๆ จนกระทั่งมาเกษียณอายุราชการ ที่กองบัญชาการกองทัพไทย ผมเห็นความซื่อสัตย์สุจริตของ พลอากาศตรี เจอด เตชะเสน ที่ท่านไม่ใช้รถส่วนตัวมาที่บ้าน จากสิ่งที่ผมเห็นนะครับ ผมเป็นเด็กวัดผมจึงเลียนแบบท่าน โดยที่กระผมปฏิบัติตนเองโดยไม่เคยนำน้ำมันเชื้อเพลิงของทางราชการเติมรถส่วนตัว ของกระผมเลยแม้แต่หยดเดียว ตั้งแต่ผมรับราชการเป็นเรืออากาศตรีจนถึงเกษียณ อายุราชการ นี่คือภาพที่กระผมอยากเห็นองค์กรสื่อมวลชนท่านได้มีอาคารสถานที่ มีตำแหน่งแห่งที่ มีจำนวนชั้นของอาคาร มีโครงสร้าง มีกฎ ระเบียบ สร้างให้เด็ก ให้อนุชน รุ่นหลังได้เห็น ท่านมาปรากฏบนสื่อที่เป็นภาพ ท่านมีเสียงที่ได้ยินทางวิทยุ และมีสื่อออนไลน์ (Online) อีกเยอะแยะ เราอยากจะมีไอดอล (Idol) เราอยากจะมีสิ่งซึ่งเป็นภาพที่จะให้กับ อนุชนรุ่นหลังได้เห็นแล้วก็ปฏิบัติตาม เพราะฉะนั้นในเจตนารมณ์ของคณะกรรมาธิการ ของกระผมเราจึงเสนอให้ภาครัฐเข้าไป เสนอปลัดกระทรวงการคลังไป ซึ่งตอนนี้ก็น่าเสียดาย ไม่อยู่แล้ว จะต้องมีการจัดซื้อที่ดินก่อสร้างอาคารแล้วก็ออกแบบ กระผมเป็นนักบินขับไล่นะครับ ผมเป็นนักบินเอฟ ๕ (F5) นักบินเอฟ ๑๖ (F16) ผมไม่เคยถอยมากครั้งแบบนี้ ถอยครั้งแรก ของกระผมคือการปรับ ๒ ปลัดกระทรวงออก ถอยครั้งที่ ๒ ของกระผมคือไปเพิ่มสัดส่วนอีก ๒ จาก ๕ เป็น ๗ ของด้านสื่อมวลชน และถอยครั้งที่ ๓ ของกระผมคือเมื่อเช้านี้ เมื่อเวลา ๐๘.๓๐ นาฬิกา เพราะอะไรครับ เพราะผมต้องการให้งานชิ้นนี้เดินไปได้ อย่างที่ท่านประธานทินพันธุ์ได้กราบเรียนแล้วนะครับ งานชิ้นนี้เราเพียงแต่ศึกษา และเสนอแนะ มันยังอีกยาวไกล ไปถึงรัฐบาล รัฐบาลจะรับหรือไม่ ไปถึง สนช. จะอะไรหรือไม่ มาตรา ๗๗ ที่จะไปเฮียริง (Hearing) จะอะไรหรือไม่ มันยังอีกเยอะครับ กราบเรียนนะครับ

ในเรื่องของโอทีที (OTT) โอเวอร์ เดอะ ท็อป (Over-the-Top) คณะกรรมาธิการ ของกระผมเราคิดอยู่แล้วว่าการใส่ในวรรคท้ายของมาตรา ๓ คงจะถกกันเยอะ แต่เรา ก็ต้องยอมรับว่าในปัจจุบันนี้เทคโนโลยีมันเปลี่ยนไป แพลตฟอร์ม (Platform) เยอะขึ้น มีการดูภาพและเสียงได้ทางข่ายมือถือซึ่งเป็นเรื่องของโทรคมนาคม เพราะฉะนั้น เมื่อวันอังคารที่ ๑๘ เมษายน เวลา ๐๘.๐๐ นาฬิกา จึงมีการประชุมของ ฯพณฯ รองนายกรัฐมนตรี ด้านเศรษฐกิจที่ประชุมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอี (DE) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ธนาคารแห่งประเทศไทย ประธาน กสทช. และอธิบดีกรมศุลกากร ทำอย่างไรที่จะให้เนชันนัล ซิงเกิล วินโดว์ (National Single Window) เดินต่อไปได้ เพราะฉะนั้นเราจึงนำเรื่องของสื่อออนไลน์ (Online) เข้ามาใส่ด้วย ในอนาคตกระทรวงต่าง ๆ ก็ต้องหากรรมวิธีในการทำทรานแซกชัน (Transaction) ข้ามชาติ ทำอย่างไรเราจะ ไม่เสียประโยชน์ในเรื่องของภาษี เพราะเงินจะออกไปเราจะเก็บได้มากน้อยแค่ไหน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งซึ่งจะต้องเกิดขึ้นกับท่านแน่ เพราะฉะนั้นเราจึงเอาเวิร์ดดิง (Wording) ตรงนี้มาใส่ และเรารู้ว่าต้องมีการถกกันตรงนี้เยอะ

สุดท้ายครับ ในมือของกระผมคือ พ.ร.บ. กสทช. ปี ๒๕๕๓ ซึ่งได้รับการแก้ไขแล้ว เมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม ก่อนที่จะประกาศรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๕๒ มีอยู่ทั้งหมด ๕ วงเล็บ แล้วก็เพิ่ม (๖) โดย คสช. ใน (๒) ผมกราบเรียนนิดหนึ่งครับ ท่านผู้จัดการกองทุนอยู่ด้วยครับ เพื่อให้เกิดความสบายใจ (๒) ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาทรัพยากรสื่อสาร การวิจัย และพัฒนาด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม รวมทั้ง ความสามารถในการรู้เท่าทันสื่อ เทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก สำหรับผู้พิการ ผู้สูงอายุ หรือผู้ด้อยโอกาส ตลอดจนอุตสาหกรรมโทรคมนาคม และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นขอใช้ได้ (๓) ส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาบุคลากร ด้านกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ กิจการโทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ ตลอดจนดำเนินการขององค์กรซึ่งทำหน้าที่จัดทำมาตรฐานทางจริยธรรมของการประกอบอาชีพ หรือวิชาชีพตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ นี่เป็นมาตรา ๕๒ ของ พ.ร.บ. กสทช. และ กทปส. ก็สามารถสนับสนุนได้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เคยขอใช้เงินจาก กสทช. ๓,๐๐๐ กว่าล้านบาท เป็นโครงการ ๕ ปี คณะกรรมาธิการ ของกระผมลองดูแล้วว่าใน ๒ ปีแรกสัก ๓๐-๕๐ ล้านบาท อยู่ในวิสัยที่จะกระทำได้ ทางขวามือของผมคือคู่มือและคำแนะนำในการขอ เพราะฉะนั้นนิติบุคคลทั่วประเทศ ดูตามวงเล็บต่าง ๆ มาตรา ๕๒ (๑) ถึง (๕) ถ้าท่านเขียนให้เข้าวัตถุประสงค์ขอใช้เงิน กสทช. ได้ครับ

กระผมในนามของกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน ก็ต้องขอกราบขอบพระคุณคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านสื่อสิ่งพิมพ์ งานชิ้นนี้เป็นงานของท่าน กระผมเป็นแต่เพียงมานำเสนอ ท่านมาอยู่ตรงนี้ไม่ได้ เพราะในเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน แล้วในข้อคิดเห็นต่าง ๆ ที่ทั้ง ๒๐ ท่านได้กรุณาเสนอ คณะกรรมาธิการต้องขอกราบขอบพระคุณข้อเสนอที่ดี ๆ เหล่านี้ เราก็จะนำมาปรับแต่ง แก้ไขอะไรต่ออะไรทั้งหมด เพื่อให้งานชิ้นนี้เดินต่อไปได้ แล้วก็ยังอีกยาวไกลครับ ยังอยู่ที่ ครม. อยู่ที่ สนช. จะมีการเพิ่มอะไรต่ออะไร แล้วก็ตัดอะไรต่ออะไรอีกพอสมควร ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกที่ได้ให้ข้อคิดเห็น และกราบขอบคุณท่านประธานครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านประธานครับ เชิญท่านคำนูณ สิทธิสมาน ครับ

นายคำนูณ สิทธิสมาน

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คำนูณ สิทธิสมาน ความจริงถ้าจะพูดถึงการติดใจ เป็นปกติที่ผู้อภิปรายติดใจจะซักถามต่อเนื่อง กระผมเห็นว่าบรรยากาศโดยรวมผมไม่ติดใจ เพราะว่าผมได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็น จากใจจริงด้วยความบริสุทธิ์ใจไปได้ครบถ้วนตามสมควรแล้ว ก็สุดแท้แต่สังคม สาธารณชน หรือขั้นตอนอื่น ๆ จะรับฟังแค่ไหน อย่างไร บางอย่างก็เป็นเรื่องของความเห็นที่แตกต่างกัน เราจะถามกันไปก็คงได้คำตอบที่ไม่แตกต่างไปจากเดิม ท่านประธานกรรมาธิการผมก็เคารพท่าน ท่านพิสิษฐ์ก็เคารพท่าน ก็ได้หารือกันมาโดยตลอด ท่านประธานเป็นนักบินขับไล่ถอยมา ๓ ครั้งแล้วท่านก็คงไม่ถอยอีก ก็เข้าใจครับ แต่ทีนี้ขออนุญาตหารือ ๒ เรื่อง

เรื่องแรก อาจจะในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมได้เคยหารือในที่ประชุมวิป (Whip) สปท. ว่าหลังจากลงมติแล้ว ถ้าผลตกไปก็ไม่มีประเด็นที่จะต้องหารือ แต่ถ้าผลเป็นว่าสภามีมติเห็นชอบด้วย แต่ว่ามีสมาชิกที่อภิปรายหลากหลาย การกลับไปแก้ไข เพิ่มเติม ปรับปรุงรายงาน ควรจะมอบให้เป็นหน้าที่ของคณะกรรมาธิการชุดนี้ตามปกติที่ถือปฏิบัติกันมา หรือว่าเนื่องจากเป็นกรณีพิเศษและเมื่อเช้าท่านประธานก็ได้กรุณามอบโอวาทให้ เป็นไปได้ไหมที่จะให้ท่านประธานแต่งตั้งกรรมการชุดพิเศษขึ้นมาชุดหนึ่งทำหน้าที่ปรับปรุง รายงานในขั้นสุดท้าย อันนี้ขออนุญาตหารือในฐานะเลขานุการวิป (Whip) สปท. และในฐานะส่วนตัวจะกราบเรียน ท่านประธานว่ากรุณาอย่าแต่งตั้งผมเข้าไป ผมไม่ได้เสนอเพื่อหวังจะเป็นอะไรทั้งสิ้น นี่ประเด็นที่ ๑ ที่จะหารือ และท่านรองประธานอลงกรณ์ช่วยจดเพื่อหารือไว้ด้วยนะครับ

ประเด็นที่ ๒ ในฐานะส่วนตัว เราจะลงมติกันอย่างไรครับ ๑. ลงมติโดยภาพรวม ก็คือเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับรายงานนี้ทั้งหมด แต่เนื่องจากรายงานมีความหลากหลาย และสมาชิกก็มีความหลากหลาย อย่างเช่นตัวกระผมเองก็ยืนยันในชั้นวิป (Whip) สปท. ตั้งแต่ ๓-๔ เดือนก่อนหน้านี้แล้วว่าผมเห็นด้วยให้มีสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติตามกฎหมาย ยกระดับให้เป็นการควบคุมโดยสภาพบังคับตามกฎหมาย แต่ผมเห็นต่างใน ๓ เรื่องที่อภิปราย ไปเมื่อเช้า ก็คือ ๑. ต้องไม่มีเจ้าหน้าที่ของรัฐอยู่ในสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ๒. ต้องไม่มี การบังคับจดทะเบียน หรือแม้จะถอยเป็นออกระเบียบแล้วก็ยังมีข้อความในมาตรา ๘ วรรคสอง ที่ยังมีปัญหาอยู่ และ ๓. ไม่เห็นด้วยกับนิยามของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนที่กว้างขวาง เกินไป กระผม ๑. เห็นด้วย ๓. ไม่เห็นด้วย ท่านจะให้ผมลงมติอย่างไร ถ้าลงมติโดยภาพรวม กระผมก็ต้องตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ชั่งน้ำหนักระหว่าง ๑. เห็นด้วย กับ ๓. ไม่เห็นด้วย ซึ่งไม่ใช่ด้วยตัวเลข แต่เป็นไปได้ไหมที่จะมีการลงมติเป็นขั้นตอนว่าเห็นด้วยหรือไม่ที่ให้มี สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติตามกฎหมาย แล้วจากนั้นก็จะเป็นคำถามที่ ๒ หรือคำถามที่ ๓ สุดแท้แต่จะตั้งกันขึ้นมา ก็ขออนุญาตหารือในฐานะสมาชิกคนหนึ่ง ผลจะเป็นประการใด ไม่ตัดสินใจ กระผมไม่ติดใจ แต่ว่าจะได้ทำใจที่จะลงมติได้ถูกต้อง ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านคำนูณนะครับ ผมจะให้สมาชิกที่ลุกขึ้นซักถามกรรมาธิการ ได้ใช้สิทธิก่อน ต่อไปขอเชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ ต่อด้วยท่านกษิต ภิรมย์ ท่านเฉลิมชัย เครืองาม แล้วก็ท่านธวัชชัย สมุทรสาคร ครับ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ผมขอบพระคุณ มากครับ

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

ท่านประธานครับ ขออนุญาตนิดหนึ่ง ขออนุญาตหารือนิดหนึ่ง สำคัญครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอให้เรียงตามลำดับครับ ผมได้ประกาศชื่อไปแล้ว

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

ไม่เกี่ยวกับวาระ แต่เป็นการหารือครับ ขออนุญาต

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ก็ไม่เกี่ยว สมาชิกกำลังจะถามกรรมาธิการอีกครั้งหนึ่ง หรือว่ากำลังอยู่ในวาระ หารือที่ท่านคำนูณได้พูดถึง ให้ตามลำดับได้ไหมครับ ก็ขานชื่อท่านไปแล้ว ใจเย็น ๆ หน่อย เชิญท่านสุรินทร์ครับ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๑๗๓ ท่านประธานครับ ผมคิดว่า เป็นเรื่องที่เราต้องใช้คำว่าย่อยละเอียดมากในวันนี้

เรื่องแรก ผมอยากจะเรียนถามท่านกรรมาธิการผ่านท่านประธานสภาไปว่าท่านยัง ไม่ได้ตอบผมเลยว่าร่างพระราชบัญญัติของท่านเป็นเรื่องของการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพ สื่อมวลชนใช่หรือไม่ ท่านยังไม่ตอบให้ชัด ก็ตอบกันคลุมเครือไปเรื่อย ตอบให้ชัดหน่อยสิว่า ใช่หรือไม่ ผมจะได้ลงคะแนนได้ถูกต้องว่าใช่หรือไม่นะครับ ทีนี้ผมอยากให้ท่านกรรมาธิการ ดูรายงานของท่านในหน้า ๑๒๑ ท่านลองเปิดดูในหน้า ๑๒๑ และท่านจะตอบคำถามได้ว่า ที่ผมถามนี้ใช่หรือไม่ ไม่ได้หมายถึงว่าผมบังอาจสั่งสอนท่านกรรมาธิการนะครับ คนที่เป็น นักบินย่อมรู้อยู่แก่ใจว่านักบินขับไล่ หรือนักบินอะไรก็ตามใจเถอะ บินไปข้างหน้าไม่มีเครื่องบินไหน ที่บินถอยหลังได้ วันนี้ถ้าท่านบินถอยหลังบอก ๓ ครั้งแล้ว ผมว่าตกตั้งแต่ครั้งแรกแล้ว ผมพูดนี่ไม่ใช่หมายถึงอะไร เขาเรียกอุปมาอุปไมย ท่านดูในหน้า ๑๒๑ ตัวอย่างที่ผมชอบมากที่สุด ก็คือสื่อญี่ปุ่น ๔-๕ บรรทัดสุดท้าย เขาบอกเลยว่าของเขาปกป้องผลประโยชน์ผู้บริโภค จาโร (JARO) ย่อมาจาก แจแปนนีส แอดเวอร์ไทซิง รีวิว ออร์แกไนเซชัน (Japanese Advertising Review Organization) เขาบอกเลยว่าของเขามีหลักการ ๑. ข่าวทุกข่าวต้องเป็นจริงและเป็นธรรม ๒. ไม่เป็น อันตรายต่อผู้บริโภค ๓. ต้องมีการพิจารณาถึงผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน ซึ่งทั้งหมดนี้ ผมอภิปรายไปแล้วตั้งแต่เช้า ๔. เหมาะสม สอดคล้องกับธรรมเนียมประเพณีของสังคม ๕. ปฏิบัติการตามกฎหมายและระเบียบการกำกับที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งหลักของนโยบาย สาธารณะ พับบลิกโพลิซี (Public Policy) ด้วย ที่ผมต้องถามท่านเพราะที่ผ่านมาผมเห็น หลายอย่างไม่เป็นไปตามนั้น เหมือนผมบอกว่าพาดหน้า ๑ คลุมโม่ง ร้อยแปดจิปาถะ ที่อภิปรายไปแล้ว และท่านครับ ผมอยากกราบเรียนว่าถ้าพูดถึงสื่อมวลชนรวมทั้งคลิป (Clip) ท่านเคยเห็นคลิป (Clip) ที่ปล่อยออกไปไหมครับ ชายหนุ่มวิ่งแก้ผ้าสี่แยก เอามาลงอย่างนี้ ก็ไม่ใช่ มันผิดแล้วนะครับ เขาจะบอกว่าคนไทยเป็นอย่างไร และผมอยากจะกราบเรียน ท่านว่าแม้แต่ละครของช่องดังที่สุดที่ผ่านมานี้ ท่านครับ ชายหนุ่มคนหนึ่งทำเลวมาตลอดชีวิต ตั้งแต่เด็ก พอสุดท้ายสำนึกได้ แทนที่จะสำนึกได้แล้วไปกราบปลก ๆ กับผู้ใหญ่ แทงตัวตาย และการแทงก็แทงอย่างนี้เลย มีที่ไหนเขาเอาออกอากาศอย่างนี้เลยนะครับ แล้วไม่ว่า กรมหรือหน่วยราชการไหนไม่เคยมีใครประท้วงเลย ณ บัดนี้ ท่านถามว่าใช่หรือไม่ ไม่ใช่นะครับท่านประธาน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

สรุปได้แล้วครับ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์

นี่ท่านต้องตอบเพราะว่าท่านกำลังจะยกมาตรฐาน หรือท่านจะกดขี่ข่มเหง หรือคลุมถุงชน ที่ออกพระราชบัญญัติฉบับนี้ ตอบให้ผมมีความสุข สักนิดเถอะครับ และเรื่องที่ ๒ เรื่องของท่านคำนูณ ให้เสร็จเรื่องนี้เดี๋ยวผมก็จะมีความคิด

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเป็นตามลำดับแล้วกันนะครับ คือเนื่องจากว่าสมาชิกได้ยกมือเพื่อที่จะถาม ในประเด็นที่กรรมาธิการยังไม่ได้ตอบ เพราะฉะนั้นผมจะอนุญาตเฉพาะการทวงถามเท่านั้น ไม่ต้องอภิปรายเพิ่มเติม เพราะท่านใช้สิทธิอภิปรายแล้วนะครับ ดังนั้นอะไรที่เป็นประเด็น ที่ท่านคิดว่าท่านตั้งคำถามแล้วยังไม่ได้ตอบ แต่ว่าถ้าเราใช้เวลาในการอภิปรายกันอีก นี่เราประชุมกันมา ๖ ชั่วโมงครึ่งในเรื่องนี้แล้วนะครับ และยังมีอีก ๑ รายงาน เรื่องข้อเสนอแนะสื่อสร้างสรรค์อีก เพราะฉะนั้นมีสมาชิกขอที่จะตั้งคำถาม หลังจากนั้น ผมก็ต้องให้สมาชิกออกความเห็นต่อประเด็นข้อหารือของท่านคำนูณอีก ก็โปรดใช้เวลา ตามกติกาที่เราเคยตกลงกัน การอภิปรายนั้นปิดลงแล้วนะครับ ตอนนี้เป็นการซักถาม ประเด็นที่กรรมาธิการไม่ได้ตอบโจทย์ที่ท่านตั้งไว้ในตอนแรก เชิญท่านกษิต ภิรมย์ ครับ

นายกษิต ภิรมย์

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลำดับที่ ๗ ท่านประธานครับ ผมค่อนข้างสะดุ้งตั้งแต่เช้าแล้ว และเมื่อสักครู่นี้อีก คำว่า ไม่ถอยอีกแล้วหลังจากถอยมา ๓ ครั้ง ผมคิดว่าเราไม่ได้มารบทัพจับศึกกันที่นี่ เรากำลังจะใช้ เหตุและผลในการที่จะปฏิรูปสื่อแล้วก็ดูแลกันเพื่อให้สื่อนั้นเป็นสื่อของประชาชนในระบอบ ประชาธิปไตย แต่ทางท่านประธานกรรมาธิการก็ยังยืนกรานว่าจะต้องเป็นระบบ โคเรกูเลเตอร์ (Co-regulator) รัฐกับประชาชน แต่ที่จริงไม่ใช่ประชาชนนะครับ รัฐบาลกับผู้ประกอบการ ณ ที่นี้คือสื่อ และท่านก็ยังกรุณาอ่านหนังสือตอบจากสถานทูตไทย ที่สิงคโปร์ แล้วก็ยังได้กล่าวถึงมาเลเซีย ๒ ประเทศนี่ สิงคโปร์เผด็จการครับ มาเลเซีย ก็เผด็จการ พรรคเดียว อัมโน (UMNO) ผมจะยิ่งตกใจถ้าเผื่อท่านยกตัวอย่างของคิวบา เกาหลีเหนือ และจีน อันนี้ยกเป็นตัวอย่างไม่ได้ การเมืองการปกครองคนละระบบ ท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์บอกว่าเราจะกลับไปสู่ประชาธิปไตย กฎหมายรัฐธรรมนูญเรา ก็จะเป็นประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นเราเอาประเทศกึ่งเผด็จการ เผด็จการมาอ้างเพื่อที่จะ ให้ความชอบธรรมหรือจัสทิไฟ (Justify) ท่าทีของท่านประธานกรรมาธิการว่าจะยืนหยัด กับหลักโคเรกูเลเตอร์ (Co-regulator) ซึ่งผมได้เสนอไว้เมื่อเช้าว่ากฎหมาย กฎเกณฑ์ว่าด้วย สื่อเป็นตัวกำกับ เพื่อปกป้องภาระหน้าที่ของสื่อแล้วก็ปกป้องประชาชนและความดีงาม ในสังคมไทย แต่ผมได้เสนอในหลักประชาธิปไตย ให้สภาสื่อ คณะกรรมการสื่อนั้น ให้สื่อดูแลตนเอง ปกครองตนเอง นั่นเป็นหลักประชาธิปไตยพื้นฐาน แต่เมื่อท่านบอกว่าท่านจะเอาประเด็นปัญหาที่พวกเรา ได้อภิปรายไปแล้วไปอยู่ในรายงานและปรับปรุง แต่ท่านกลับมาสรุปว่ายังจะต้องเป็นโคเรกูเลเตอร์ (Co-regulator) อยู่ เท่ากับท่านได้ปฏิเสธข้อคิดเห็นว่าด้วยสังคมประชาธิปไตยการมีส่วนร่วม แล้วสื่อเป็นผู้ที่มีสติปัญญาสามารถที่จะปกครองตนเองได้มันก็หมดไปสิครับ ท่านก็ยังจะเอา รัฐเข้ามาคุมอยู่ เราจะเป็นสังคมประชาธิปไตย เราไม่ได้ถอยกลับไปในการที่จะเป็นสังคม เผด็จการ อันนี้ต้องตกลงกันให้แน่ครับท่านประธาน ขอบคุณมากครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ เดี๋ยวมีทางออกครับ เชิญท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

ท่านประธานครับ อันดับแรก เมื่อสักครู่นี้ที่ผมจะเรียนหารือท่านประธาน ใช้สิทธิตรงนี้ ผมหารือว่าเป็นไปได้ไหมครับ วาระที่สองที่เราจะพิจารณาที่จะขอเลื่อนไปวันพรุ่งนี้ อันนี้ผมถูกถามแล้วก็คุยกันใน หมู่สมาชิก เราจะได้ทำเรื่องนี้กันอย่างเต็มที่สมบูรณ์เพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ค้างคา แล้วก็เลื่อนแล้วเลื่อนอีกมานานพอสมควร ขณะนี้ก็ ๔ โมงครึ่งแล้ว ตอบคำถามทั้งหมด ผมว่าก็ ๕ โมงกว่าแล้ว ท่านจะวาระที่สอง ขออนุญาตเสนอนะครับ อันนี้สุดแล้วแต่ ท่านประธาน ทีนี้ก็เป็นประธานที่ผมจะทวงคำตอบของทางกรรมาธิการ ที่ผมทวงคำตอบคือ มาตรา ๘๕ ที่ผมได้ทั้งเสนอแนะแล้วก็ถามต่อกรรมาธิการว่า ในมาตรา ๘๕ โทษที่กระทำต่อ ผู้ที่ได้รับวินิจฉัยว่าผิดจริยธรรม คือ (๑) (๒) (๓) แล้วก็มา (๔) (๔) นี่เพิกถอนเลย ผมไม่ค่อย เห็นการลงโทษผู้ประกอบวิชาชีพในลักษณะแบบนี้ ส่วนมากแล้วก็คือมีการพัก เช่น อาจจะพัก ๑ เดือน พัก ๓ เดือน พัก ๖ เดือน หรือพัก ๑ ปีก็แล้วแต่ อย่าเป็นซ้ายสุด แล้วก็เป็นขวาสุด กลาง ๆ แรงต้านจะได้น้อยลง ผมขออนุญาตเรียนเสนอคณะกรรมาธิการ ท่านช่วยกรุณารับไว้ให้มี ๕ วงเล็บก็แล้วกันครับ เพิกถอนเอามาเป็น (๕) แล้ว (๔) ก็ให้เป็น การพัก จะใช้คำอย่างไรก็แล้วแต่ อันนี้เรียนเสนอคณะกรรมาธิการ ถ้าท่านไม่รับท่านช่วยใส่ ของผมไว้เป็นข้อเสนอแนะหรือเป็นข้อสังเกตด้วยก็แล้วกัน

ประเด็นที่ผมถามอีกอันหนึ่งและขอทวง อันนี้เป็นประเด็นสำคัญ เรื่องของใบรับรอง ผมอ่านหลายรอบแล้วผมก็ยังไม่ชัดเจน แล้วเรื่องนี้ก็ยังเป็น ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ (Talk of the town) เป็นฮอต (Hot) ต่อไปอีกเรื่อย ๆ ว่าระหว่าง ใบรับรองกับใบอนุญาตมีความแตกต่างที่สุดโต่งกันอย่างไร หรือไม่ ยังไม่ได้รับคำตอบ ผมจึงเสนอแนะไปว่ากลาง ๆ ก็คือการออกใบรับรองในกรณีที่ได้รับการขอแล้วองค์กรสื่อ ก็ออกให้โดยอัตโนมัติ ทีนี้อัตโนมัติอาจจะไมใช่ภาษากฎหมาย ผมก็เสนอใช้คำว่า ออกเมื่อ ได้รับการร้องขอเมื่อได้รับการตรวจคุณสมบัติ คำว่า คุณสมบัติ กรรมการสภาวิชาชีพ ก็ไปกำหนดคุณสมบัติขั้นต่ำ ถ้าท่านไม่รับเอาไว้ ขออนุญาตใส่ของผมไว้เป็นข้อเสนอแนะ หรือข้อสังเกตครับ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เชิญท่าน พลเอก ธวัชชัย สมุทรสาคร ครับ

พลเอก ธวัชชัย สมุทรสาคร

เรียนท่านประธานสภา และสมาชิก สปท. ทุกท่านนะครับ ในส่วนผมเองก็ฟังตามท่านคำนูณ สิทธิสมาน ตอนนี้ผมอยากจะเรียนว่า เราคงไม่มีเวลา หมดเวลา เรานับ ๑ ไม่ได้สักที ผมก็ไม่เข้าใจประเทศไทย ที่ท่านกษิตบอกมา ประเทศที่เขาอย่างโน้นอย่างนี้แต่เขาเจริญกว่าประเทศไทยหมดแล้ว ที่เรามัวแต่พะวงอยู่ ในส่วนนี้คือประชาธิปไตยไม่ได้ดีที่สุด ผมอยากจะเรียนว่าอย่างนั้น ความมีวินัยของคนในชาติ เท่านั้นครับ เพราะฉะนั้นทุกคนก็จะไปด่าว่าข้าราชการ ถ้าข้าราชการไม่ดีประเทศไทย คงไม่มาถึงขนาดนี้หรอกครับ ประชาชนทุกคนมีทั้งดีและไม่ดีผสมกันอยู่ ใครจะดีมากดีน้อย สังคมก็รู้อยู่แล้ว ผมว่าการแก้ไขต่าง ๆ ทุกคนก็มีเสียง ๑ เสียง บางคนยังสับสนตัวเองว่า ผมจะไปเอาอย่างไร ไปเพิ่มกติกา เพิ่มข้อสอบตัวเองมาอีก เวลาก็น้อยอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น รายละเอียดต่าง ๆ เรานับ ๑ เฉย ๆ ในอนาคตต้องผ่านคณะรัฐมนตรี ผ่าน สนช. อะไรอีกเยอะแยะหมด เพราะฉะนั้นถ้าจะปรับปรุงก็ขอให้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการสื่อมวลชนไปปรับปรุง และพวกที่สงสัยต่าง ๆ ก็ไปคุยกันในนั้นเลย เพราะว่าถ้าตั้งคณะกรรมการพิเศษมาใหม่ไม่จบครับ มานับ ๑ ใหม่เรื่อย ผมเรียนตรง ๆ ว่า ประเทศไทยจบดอกเตอร์กันเยอะครับ แต่ว่าพอคนนี้ไปวิจัยมาแล้วก็ไม่ได้เอาของเก่า มาพิจารณา ทิ้งไปเรื่อย คนอื่นมาของบประมาณใหม่นับใหม่ ประเทศอื่นเขาต่อยอดไปเรื่อย ๆ ถึงเจริญครับ ปัจจุบันถ้าสภายังอยู่แบบนี้ ผมว่าในอนาคตเป็นอันดับต่ำสุดของอาเซียน (ASEAN) ปัจจุบัน เราก็จะชนะอยู่ประมาณแค่ ๒ ประเทศ ผมอยากจะเรียนท่านประธาน ก็ขอลงมติไปเลยครับ จะเห็นผลอย่างไรก็รู้ไปเลย ไม่ต้องไปถอยหน้าถอยหลังแบบท่านคณิตว่า ขอให้เดินหน้าไปเลย เพราะว่าเรายังมีอีกวาระหนึ่ง ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ลงมติแล้วครับ ไม่ได้ถอยหลังแบบเอฟ ๑๖ (F16) หรอกครับ เพราะว่า ความจริงจะล้อท่านเล่นเพื่อคลายบรรยากาศเท่านั้นเองว่าเครื่องบินไม่มีเกียร์ถอยหลัง นักบินนักรบท่านก็สู้เต็มที่ แต่ว่าด้วยเหตุด้วยผลครับ มีการปรับปรุง มีทางออกอยู่แล้ว เดี๋ยวเราจะลงมติเป็นขั้นตอน ไม่ยากหรอกครับ เพียงแต่ว่าประเด็นที่ผมอยากให้ใช้เวลา ช่วงท้ายท่านที่อภิปรายแล้วเห็นว่ายังไม่ตอบ ซึ่งความจริงกรรมาธิการเขาก็มีสิทธิจะไม่ตอบ ถ้าเห็นว่าตอบไปแล้ว แล้วก็ไม่มีอะไรเพิ่มเติม ผมจะได้เดินหน้าไปสู่เรื่องของการลงมติ แล้วก็ เรื่องของข้อหารือ ไม่ยากหรอกครับ ถาม ๓-๔ ข้อจบแล้ว พรุ่งนี้ก็เดินหน้าประเทศไทยต่อ แล้วประเทศของเราไม่ใช่จะล้าหลังอะไรท่านสมาชิกครับ ไอเอ็มดี (IMD) จัดให้เรา อันดับสูงขึ้น แซงเกาหลีใต้เป็นครั้งแรกในเรื่องขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ท่านไปอ่านรีพอร์ต (Report) ดูสิครับ ญี่ปุ่นอยู่อันดับ ๒๖ เราขึ้นจากอันดับ ๓๐ มาอันดับ ๒๘ เกาหลีตกไปอันดับ ๒๙ นี่คือคอมเพทิทิฟเนส (Competitiveness) แล้วไอเอ็มดี (IMD) เป็นสถาบันที่เหมือนดับเบิลยูอีเอฟ (WEF) เหมือนเวิลด์แบงก์ (World Bank) เขาจัดทุกปี คือมองประเทศด้วยความเชื่อมั่น เราเป็นอันดับ ๒ ตอนนี้ไซซ์ (Size) ใหญ่ที่สุดในอาเซียน (ASEAN) แล้ว แค่ประชากรห่างจากเขาตั้งกี่เท่าตัว อินโดนีเซียคนตั้ง ๓๐๐ ล้านคน เรา ๖๐-๗๐ ล้านคนเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นขอเฉพาะเรื่องคำถามครับ ผมไม่อนุญาตท่านที่ ถามซ้ำแล้ว กรรมาธิการท่านก็จะใช้สิทธิตอบก่อน ท่านสุรินทร์มีอะไรครับ เอาทีละท่านครับ คือท่านท้วงติงมาขอว่ากรรมาธิการยังไม่ได้ตอบ ให้เขาตอบก่อน ส่วนประเด็นที่ท่านคำนูณ หารือว่าจะดำเนินอย่างไร

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์

ขอให้ท่านประธานกรรมาธิการตอบสักนิดครับ ผมถามว่าที่ท่านเสนอทั้งหมด ๖-๗ ชั่วโมง คือเป็นการยกระดับมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ใช่หรือไม่ ถ้าใช่อย่างนี้ผมคิดว่า

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านสุรินทร์ครับ คำถามเดิมเมื่อสักครู่นะครับ ท่านได้ถามแล้ว เชิญท่านประธานตอบครับ

พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตตอบท่าน สปท. สุรินทร์นะครับ ในเอกสารของกระผม ที่นำเสนอในครั้งนี้เป็นการยกระดับสื่อมวลชนหรือไม่ อย่างไร เป็นการยกระดับ เพราะว่า แต่เดิม ๒๐ กว่าปีมาแล้วขาดฐานกฎหมาย ขาดสภาพบังคับ แต่ครั้งนี้ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ หรือโทรทัศน์ หรือสื่อสิ่งพิมพ์ จะต้องมาจดแล้วก็เป็นองค์กร ในการที่จะมา จดนั้นจะต้องแจ้งสถานที่ ชื่อของท่าน มีอยู่ตามช่องอะไรแล้ว แล้วในขณะเดียวกัน ก็จะต้องมีประกาศหรือหนังสือแสดงมาตรฐานจริยธรรมขององค์กรท่านแนบมาด้วย จากนั้นองค์กรที่กระจายกันอยู่ทั่วประเทศมารวมกันเป็น ๑๐ องค์กรเป็น ๑ องค์การ พอมารวมกันเสร็จก็จะต้องมีประกาศจริยธรรมของท่านอีกด้วย นอกจากนั้นในระดับที่ ๓ จะมีมาตรฐานกลางของสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งประเทศไทยอย่างที่ท่านเฉลิมชัยกล่าว เพราะฉะนั้นจะเป็นการกำกับดูแลตัวเอง กำกับดูแลกันเอง และกำกับดูแลร่วม คือต้อง มาเป็นสมาชิก ต้องมีการจดทะเบียน เพราะฉะนั้นจะเป็นการยกระดับ แล้วก็จะมี ผู้ทรงคุณวุฒิเข้ามาด้วยเยอะ จะมีสภาทนายความอย่างที่ท่านเสรีได้กล่าวถึงอยู่ใน คณะกรรมการจริยธรรม เพราะฉะนั้นจะเป็นการกำกับดูแลโดยภาคประชาชน แล้วก็กำกับ ดูแลกันเองทั้งหมด เป็นการยกระดับมาตรฐานของสื่อมวลชน กราบขอบพระคุณครับ ของทุก ๆ ท่านที่เสนอมากระผมรับไว้ทั้งหมด แล้วก็จะถอดชวเลขจากเจ้าหน้าที่ของสภาด้วย ที่ทางกระผมได้ดำเนินการด้วย แล้วตรงไหนที่ไม่สมบูรณ์เราก็จะปรับ เรารับของทุกท่านหมด รับไว้ทั้งหมดแล้วก็จะแนบไปด้วยเลย แล้วผมอยากจะขอเสนอท่านประธานคือผมเห็นด้วย กับท่านพลเอก ธวัชชัย คือเราเดินหน้าไปก่อนดีไหมครับ เราโหวตเลย ถ้าเผื่อไม่ผ่านก็ตกไป ถ้าเผื่อผ่าน ยังไปที่รัฐบาล ไปที่ สนช. อะไรอีกตั้งเยอะแยะครับ มีอีกหลายขั้นหลายตอน กราบขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

พอแล้วกระมังครับท่านดุสิต ได้ใช้เวลาพอควร

ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม

ขอบคุณครับ กระผม ดุสิต ลำดับที่ ๕๓ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตทวนคำถามนะครับ ผมถามไว้ว่า ในองค์ประกอบของ คณะกรรมการสภาวิชาชีพที่เขียนไว้ว่าอยากจะมีปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง วัฒนธรรม ถ้ามีความจำเป็นอย่างไรผมอยากจะเคลียร์ (Clear) ประเด็นนี้ และผมบอกว่า ถ้าไม่ต้องมี ๒ ตำแหน่งนี้อยู่ในชื่อคณะกรรมการจะมีกลไกอย่างอื่นเข้ามาเสริมเติมหรือไม่ ผมยังไม่ได้คำตอบตรงนั้น แต่ผมขออนุญาตให้ความเห็นเป็นนวัตกรรมเลยนะครับ อาจจะ เป็นทางออกของทุกท่าน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านดุสิตครับ ท่านทวนคำถามแค่นี้เดี๋ยวผมจะให้ประธานตอบ

ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม

ขออนุญาตครับ จำเป็นอย่างยิ่ง ผมคิดว่า เป็นประโยชน์ครับท่าน ๓๐ วินาทีครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เชิญครับ ให้ ๔๕ วินาทีเลยครับ

ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม

ขอเสนอให้มีคณะที่ปรึกษาสภาวิชาชีพ แค่นั้นเอง จบครับ ให้มีสภาที่ปรึกษาสภาวิชาชีพประกอบด้วย ใส่เข้าไปเลยปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ผู้แทนคณบดี มหาวิทยาลัย สถาบันอุดมศึกษาที่มีการเรียนการสอน ด้านสื่อสารมวลชน เป็นสภาที่ปรึกษา จบครับ นี่คือจะเป็นจุดที่เชื่อมโยง ๓ ขาระหว่าง สื่อมวลชน ภาครัฐ กับประชาชน แล้วก็ยังมีบทบาทของภาครัฐเข้ามาเป็นสภาที่ปรึกษา ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะของสภาที่ปรึกษาสามารถให้คณะกรรมการเขาไปพิจารณาต่อได้ เพราะว่าถ้าไปดูในคณะกรรมการสภาวิชาชีพ อำนาจหน้าที่ยิ่งใหญ่มากครับ และถ้ามีผู้แทน องค์กรภาครัฐเข้าไปอยู่ในนี้ผมอ่านผมยิ่งตกใจ บริหารสภา กำหนดมาตรฐาน อันนี้ไม่เท่าไร กำหนดโทษ กำหนดระเบียบ หลักเกณฑ์บริหารงานบุคคล การเงิน การคลัง พัสดุ จัดการทรัพย์สิน เพราะฉะนั้นตรงนี้เอาเป็นว่าถ้าเราอยากจะรับฟังคำแนะนำจากภาครัฐ เชิญท่านมาเป็นสภาที่ปรึกษาได้เลย ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เชิญท่านประธานกรรมาธิการ กระชับเลยนะครับ

พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร ประธานกรรมาธิการ

กราบขอบคุณ ท่านประธานครับ ขออนุญาตตอบศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ดุสิต ในประสบการณ์ชีวิต ของกระผม เวลามีการประชุมน้ำหนักของการประชุมจะมีค่าและมีประโยชน์มากเมื่อเจ้าของ ตำแหน่งมาประชุม ถ้าหากว่าเป็นผู้แทน จากประสบการณ์ของผมในกระทรวงกลาโหม พอเป็นผู้แทนมาส่งใครมาก็ไม่ทราบแล้วก็มาจดผลการประชุมไป ที่ประชุมถามข้อคิดเห็นก็ตอบ ไม่ได้ เพราะฉะนั้นจึงอยากจะให้เป็นเจ้าของตำแหน่ง ในการประชุมหลายครั้งนะครับ ท่านประธาน ถ้าเจ้าของตำแหน่งไม่มาผู้แทนเขาก็ไม่รับ อย่างเช่นประชุมคณะกรรมการ จริยธรรม ถ้าประธานไม่อยู่ก็ไม่ต้องจัดผู้แทน เพราะฉะนั้นนี่คือเหตุผลหนึ่งในการที่มี ผู้เชี่ยวชาญ การที่มีผู้แทนไปแทนตำแหน่งนี้ ผมเห็นใจท่านคำนูณนะครับ น้ำหนักจะสู้ เจ้าของตำแหน่งไม่ได้ แล้วเรื่องของการแทรกแซงก็เห็นแล้วครับ ๒ ใน ๑๕ เพราะฉะนั้น วัตถุประสงค์ของกระผมและคณะกรรมาธิการคือต้องการให้ ๒ ท่านเข้าไปช่วย ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมมีหน้าที่โดยตรงในเรื่องจดแจ้งการพิมพ์อยู่แล้ว จะมี พ.ร.บ. ฉบับนี้ หรือไม่ก็ตามท่านมีหน้าที่ตรงนี้อยู่แล้ว ส่วนปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีก็เกาะเกี่ยวโดยตรง ในหน้าที่ของสภาวิชาชีพจะไปเป็นผู้แทนในการไปประชุมสภาองค์กรวิชาชีพสื่อสารมวลชนโลก จะมีการเสนอข้อคิดเห็นไปยังรัฐบาล เอาอย่างนี้ไหมครับ เพื่อแสดงเจตนารมณ์ว่ากระผม และกรรมาธิการมิได้มีเจตนาที่จะให้ ๒ ปลัดกระทรวงเข้าไปแทรกแซง กระผมไม่มีความรู้ ถึงขั้นเป็นปลัดกระทรวง แต่ว่าการที่แต่ละท่านได้ทำงานจนกระทั่งถึงปลัดกระทรวงนั้นผมยังเชื่อว่าท่านมีคุณงามความดี สร้างสมความดี มีแนวปฏิบัติตน มีดุลยพินิจในการที่ท่านจะไปทำอะไรที่ไม่ใช่การแทรกแซง นี่คือสิ่งซึ่งกระผมเชื่อตรงนี้ ถ้าอย่างนั้นผมหาทางออกไหมครับ ผมก็คุยกับสื่อมวลชน สื่อมวลชน แฮปปี้ (Happy) สื่อมวลชนแอปพรีชิเอต (Appreciate) กับรัฐบาลนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ ผมเสนอบทเฉพาะกาลไหมครับว่าให้ ๒ ปลัดกระทรวงอยู่ในหน้าที่นี้ ๕ ปีเหมือนกับ คำถามพ่วงที่ ส.ว. มีส่วนในการเลือกนายกรัฐมนตรีในช่วง ๕ ปีแรก หลังจากนั้น ๒ ปลัดกระทรวงนี้ก็เอาไปให้สื่อ จาก ๙ คน เป็น ๑๑ คน หรือพ้นหน้าที่ไปกรรมการสภาวิชาชีพ ก็เหลือ ๑๓ คน เพื่อจะได้แสดงเจตนารมณ์ว่าเราเสนอให้ไปอยู่ช่วยก่อตั้งในช่วงแรก หลังจากนั้นถ้าท่านห่วงการแทรกแซง ๒ ปลัดกระทรวงนี้ก็ออก ใส่ไว้ในบทเฉพาะกาล เหมือนกับคำถามพ่วงในรัฐธรรมนูญ ช่วงนี้ถ้ามีการเลือกตั้ง ส.ว. จะมีส่วนในการเลือก นายกรัฐมนตรีในช่วง ๕ ปีแรก หลังจากนั้นก็ไม่มีส่วน กราบขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง 🔗

ท่านสมาชิกครับ ผมจะทำความเข้าใจการลงมติโดยประมวลข้อหารือ ของสมาชิกแล้วจะลำดับขั้นตอนเพื่อเข้าสู่กระบวนการลงมติ ผมลำดับขั้นตอนอย่างนี้นะครับ จากการพิจารณารายงานการปฏิรูปสื่อสารมวลชนซึ่งเป็น ๑ ในวาระเร่งด่วน ๒๑ วาระ ที่จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี ๒๕๖๐ ตามนโยบายของ ป.ย.ป. ขณะเดียวกัน ก็เป็นภารกิจ ๑ ใน ๑๑ ด้านของ สปท. คณะกรรมาธิการได้นำเสนอรายงานดังกล่าวนั้น นอกจากเนื้อหารายงานแล้วก็ยังมีในส่วนกฎหมาย ๒ ฉบับ คือ ตัวร่าง พ.ร.บ. การคุ้มครอง สิทธิเสรีภาพ และร่าง พ.ร.บ. จดแจ้งการพิมพ์ ผมจะขอมติดังที่เราเคยขอมติในการพิจารณา รายงาน แต่ว่าจะมีข้อหารือหลังจากลงมติ ก็คือว่าโดยปกติเมื่อเรามีการลงมติและเห็นชอบ ก็จะให้กรรมาธิการรับฟังข้อเสนอแนะประมวลความเห็นสมาชิกไปปรับปรุง แต่เนื่องจากว่า ประเด็นของรายงานดังกล่าวที่มีร่างกฎหมายถึง ๒ ฉบับ และเป็นร่างกฎหมายที่ยังไม่เคยมี มาก่อนในประเทศไทยอยู่ ๑ ฉบับ จะขอหารือหลังจากที่ลงมติ หากว่าเห็นชอบก็คือการให้ ท่านประธานได้ใช้อำนาจตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐ (๕) ในการตั้งกรรมการร่วม ซึ่งก่อนหน้านี้ หลังจากที่ท่านสมาชิกได้หารือก็ได้ขอให้ท่านรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง ได้ปรึกษากับท่านประธานกรรมาธิการและท่านรองประธานกรรมาธิการว่า เนื่องจากมีประเด็นที่มีความเห็นต่างค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่ององค์ประกอบของ คณะกรรมาธิการของสภาวิชาชีพ บางส่วนก็เห็นว่าไม่ควรมีตัวแทนภาครัฐเลย ควรมีเฉพาะ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคหรือว่าเรื่องของกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ บางส่วนก็เห็นว่าน่าจะยังอยู่ เมื่อสักครู่ท่านประธานก็ยังกล่าวว่าอย่างนั้นก็ให้ดำรงคงอยู่ไว้ ๒ ตำแหน่งนี้เป็นเวลา ๕ ปีเสมือนว่าเป็นบทเฉพาะกาล หลังจากนั้นก็คืนตำแหน่งนี้ให้กับ ตัวแทนสื่อมวลชน ซึ่งเดิมมีอยู่ ๙ คนจากทั้งหมด ๑๕ คน ก็จะเป็น ๑๑ คนจาก ๑๕ คน ก็ยังมีตัวอย่างของความแตกต่างตรงนี้ ๒. ก็คือประเด็นเรื่องใบอนุญาตกับใบรับรอง ในส่วนนี้ ผมเข้าใจว่ากรรมาธิการมีความชัดเจนแล้วว่าเรื่องของการประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนนั้น ไม่ต้องมีการขออนุญาตและไม่ต้องมีการถอนใบอนุญาต เพราะไปหมิ่นเหม่ต่อการใช้ อำนาจคุกคามสิทธิเสรีภาพของประชาชน ใบรับรองก็หมายความว่าโรงพิมพ์เดลินิวส์ โรงพิมพ์ไทยรัฐ สำนักข่าวเนชั่น เขาเป็นผู้ออก คำว่า องค์กรสื่อมวลชน ก็คือบริษัทนั่นเองครับ ในมาตรา ๖ องค์กรสื่อมวลชนก็คือ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ หนังสือพิมพ์เนชั่น สำนักข่าวเนชั่น คือสถานประกอบการนั่นเองครับ เพราะฉะนั้นสถานประกอบการ เวลาที่ทำเนียบรัฐบาล หรือแม้แต่รัฐสภาเราถามว่า นักข่าว ช่างภาพจะมาทำข่าวท่านสังกัดที่ไหน ไปเอาใบรับรองจากไทยรัฐ เดลินิวส์ มติชน แนวหน้า ข่าวสด คมชัดลึก แค่นี้ครับ ถือปฏิบัติอยู่แล้ว แต่ประเด็นก็คือมีบางส่วนบอกว่า น่าจะต้องมีใบอนุญาต ก็เป็นความแตกต่าง หรือนิยามของมาตรา ๓ ว่าสื่อมวลชน เพราะคราวนี้ เราไม่ได้แยก ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ สื่อออนไลน์ (Online) สื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ ดาวเทียม อะไรพวกนี้ เพราะฉะนั้นนิยามไม่ง่ายเลย ผมคิดว่าทางกรรมาธิการ ก็พยายามเขียนให้ครอบคลุม แต่ว่าพอคลุมมากไปก็หมิ่นเหม่จะเข้าไปในปริมณฑลของ การไปเกี่ยวข้องกับสิทธิส่วนบุคคล ก็เป็นประเด็นที่มีการตั้งข้อสังเกตและยังไม่มีความชัดเจน หรือประเด็นในเรื่องของการเงิน รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ห้ามรัฐ ให้เงินอุดหนุนสื่อ จะซื้อโฆษณาได้ ประชาสัมพันธ์ได้ แต่ต้องแจ้งให้หน่วยงานที่ตรวจสอบ ด้านการเงินของรัฐ เช่น สตง. แจงรายละเอียดทุกอย่าง มีกรณีเดียวเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น การจะยกว่าสำนักงานตำรวจหรือสำนักงานหน่วยไหนก็ตามขอเงินจาก กสทช. ได้ อันนั้น เป็นอีกด้านหนึ่ง ผมคิดว่านี่คือสิ่งที่อย่างน้อยมีความแตกต่าง หรือสุดท้ายในบทเฉพาะกาล เพราะกฎหมายนี้มี ๑๐๐ มาตรา ๙๒ มาตราเป็นกฎหมายหลัก อีก ๘ มาตรานั้น เป็นบทเฉพาะกาล เฉพาะบทเฉพาะกาลพูดถึงการเตรียมการจัดตั้งสภาวิชาชีพ ตรงนั้น ก็ยังมีปัญหาอีกคือองค์ประกอบ ก็เข้าใจว่ามีปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แล้วก็มี หน่วยงานรัฐเป็นสำนักงานเลขานุการ สื่อมวลชนก็ดูประหนึ่งว่าการเริ่มจัดตั้งอย่างนี้ ก็ถูกครอบงำแล้ว ดังนั้นหลังจากหารือท่านสมาชิก ท่านประธานและทางกรรมาธิการ จะได้เอาอย่างนี้ครับ ก็คือว่าจะมีกรรมการโดยการใช้อำนาจตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐ (๕) คือท่านประธานสามารถที่จะตั้งกรรมการได้เพื่อประโยชน์ในกิจการของ สปท. โดยจะมี ตัวแทนกรรมาธิการกึ่งหนึ่ง แล้วก็มีสมาชิกที่ท่านประธานแต่งตั้งอีกกึ่งหนึ่งไปปรับปรุง ให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วัน จากนั้นส่งท่านประธานและท่านประธานก็ดำเนินการ ตามขั้นตอนต่อไป ถ้าเป็นเช่นนี้ผมคิดว่าเราก็เดินหน้าลงมติ ถ้าเห็นชอบก็จะขอที่ประชุมว่า ถ้าจะหารือเรื่องแนวทางเช่นนี้ดำเนินการอย่างนี้ได้ไหม ถ้าได้ก็เดินหน้าอย่างนี้ไป เว้นแต่ว่า ที่ประชุมไม่เห็นชอบก็จบกัน ก็ทำความเข้าใจเบื้องต้นอย่างนี้ครับ หลังจากนั้นผมก็จะขอมติว่า เห็นชอบกับรายงานนี้ไหม ใครเห็นชอบ ใครไม่เห็นชอบ หรืองดออกเสียง ถ้าเห็นชอบ ที่ประชุมก็ให้ท่านประธานตั้งกรรมการ ทางท่านประธานกรรมาธิการด้านการสื่อสารมวลชน ก็ไม่ขัดข้องที่จะให้มีพวกเราเข้าไปช่วยทำงานเสริม หลายหัวดีกว่าหัวเดียว โดยเฉพาะผู้ที่มี ข้อเสนอแนะดี ๆ ต่อการปรับปรุงตัวรายงานฉบับดังกล่าว มีบางท่านยังยกมือครับ ผมจะเข้าสู่การลงมติตามข้อเสนอของท่านธวัชชัย สมุทรสาคร แล้วนะครับ ท่านสุรินทร์ ๓ รอบ ๔ รอบแล้วนะครับ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์

จะกี่รอบเป็นประชาธิปไตยครับท่านประธาน ท่านอย่าใช้อำนาจบาตรใหญ่

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านนั่งก่อน ผมยังไม่อนุญาต

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์

ขอประทานโทษ ท่านจะอนุญาตไหมครับ ถ้าอนุญาตผมจะพูดต่อ ถ้าไม่อนุญาตผมไปพูดนอกสภา

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ผมยังไม่อนุญาตครับ ท่านนั่งแล้วผมจะอนุญาต เราไม่ใช่สภาการเมืองที่จู่ ๆ จะลุกขึ้นมา เชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ ครับ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์

ขอประทานโทษครับท่านประธาน เมื่อสักครู่นี้ ท่านชี้ผมนะครับ ผมถึงลุกขึ้นมา ไม่ใช่ผมลุกขึ้นมาเอง ท่านต้องถอนคำพูดครับ ใช่หรือไม่ ท่านประธานสภาที่เคารพ เมื่อสักครู่นี้ผมยกมือแล้วท่านเรียกให้ผมพูด พอผมพูดจี้ใจดำท่านบอกว่าไม่อนุญาต ผมว่า จะไปกันใหญ่แล้วครับท่านประธาน ผมไม่ได้โกรธอะไรท่านนะครับ เมื่อสักครู่ท่านธวัชชัยเสนอ เราก็ยังไม่มีมติว่าเราเห็นด้วยกับท่านธวัชชัยไหม

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอโทษครับ ท่านธวัชชัยเพียงให้ความเห็นว่าให้เดินหน้า ถ้าจะขอมติอะไร ท่านต้องมีผู้รับรอง ผมดำเนินการตามขั้นตอนแล้ว ไปสู่การลงมติดีไหมครับ ท่านคุรุจิตครับ

นายคุรุจิต นาครทรรพ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ผมเป็นผู้อภิปรายในวาระนี้ด้วยนะครับ ผมคิดว่าท่านคำนูณ สิทธิสมาน เสนอว่า จะให้ตั้งกรรมการพิเศษเราก็ยังไม่ได้ลงมติ ท่านธวัชชัยไม่เห็นด้วย เห็นว่าควรจะโหวตไปเลย และผมก็ไม่ได้ยินว่าท่านคณิตเห็นด้วยกับที่ท่านประธานสรุป รายงานนี้ควรจะลงมติ ตามขั้นตอนปกติ ส่วนท่านประธานสภาจะตั้งคณะกรรมการหรือไม่ ไม่จำเป็นต้องโหวต ว่าจะให้ประธานไปตั้งหรือไม่ตั้ง ถ้าท่านประธานจะทำตามที่ท่านประธานหารือ ท่านประธานต้องขอมติว่าญัตติของท่านคำนูณมีใครรับรองไหม ญัตติของท่านธวัชชัย มีใครรับรองไหม ไม่ใช่สรุปแบบนี้นะครับ ไม่ใช่ขั้นตอนที่ถูกต้อง

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านต้องฟังนะครับ ผมได้ประมวลว่าขั้นตอนจากนี้จะดำเนินการอย่างไร เพราะว่าท่านนั้นเสนอเป็นความเห็นก็มี เสนอแต่เพียงขอหารือเบื้องต้นก่อนยังไม่ได้ เสนอเป็นญัตติ ไม่อย่างนั้นผมก็ต้องถามนะครับ ผมก็เห็นว่ามีข้อเสนอหลายประการผมจะ ดำเนินการให้เรียบร้อยก็เลยบอกว่าเราจะลงมติตามขั้นตอนปกติต่อไป หากการลงมติเห็นด้วย ผมก็บอกว่าหลังจากนั้นก็จะหารือที่ประชุมเพื่อขอฉันทานุมัติที่ประชุมในการมอบอำนาจ ท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐ (๕) ให้ท่านประธานตั้งคณะกรรมการขึ้นมาร่วมทำงาน กับทางคณะกรรมาธิการ ซึ่งได้ประสานภายในแล้วไม่ใช่ว่าท่านต้องมาตอบ ประสานภายใน แล้วท่านก็ยินดีเพราะว่าเป็นประเด็นที่ผมยกมาแล้วว่า ๕-๖ ประเด็นนี้ยังมีความแตกต่างกัน ดังนั้นก็เกรงว่าถ้ากรรมาธิการท่านไปเดี๋ยวก็เหมือนเดิมก็พยายามหาทางสายกลางแล้วก็ ให้ดำเนินการไปปรับปรุงภายใน ๓๐ วัน ผมจะขอมติแล้วนะครับ เป็นอันว่าที่ประชุม ได้พิจารณารายงาน เรื่อง การปฏิรูปการสื่อสารมวลชน ร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครอง สิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ (ฉบับที่..) พ.ศ. .... แล้วนะครับ ก่อนจะขอมติ จากที่ประชุมผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)

ท่านสมาชิกได้ใช้สิทธิแสดงตนครบถ้วนหรือยังครับ เจ้าหน้าที่ขอผล

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

จำนวนผู้เข้าประชุม ๑๗๑ ท่าน เป็นอันว่าครบองค์ประชุมนะครับ

ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงานเรื่องการปฏิรูป การสื่อสารมวลชน ร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ (ฉบับที่..) พ.ศ. .... หรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบ จะได้มีการนำความเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิก ไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานและร่างพระราชบัญญัติไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา ดำเนินการต่อไป เดี๋ยวจะดำเนินการตามที่ท่านหารือนั่นละครับ ให้เป็นขั้นตอนไป ขอเชิญสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนครับ ผู้ใดเห็นชอบ โปรดกดปุ่มเห็นด้วย ท่านคำนูณครับ ผมได้รับฟังข้อหารือของท่านธวัชชัยและหลายท่าน ผมก็ได้ชี้แจงว่าเมื่อลงมติเห็นชอบ ไม่เห็นชอบแล้ว ถ้ากรณีไม่เห็นชอบก็ตกไปเลยไม่ต้องหารืออะไรอีกแล้วท่านเข้าใจไหมครับ ต้องผ่านการเห็นชอบเสียก่อน ถ้าเห็นชอบแล้วก็อยู่ที่ว่าจะให้ตั้งคณะกรรมการพิเศษ หรือคณะกรรมการร่วมก็ไปอย่างนี้ เอาตรงประเด็นเลยครับ

นายคำนูณ สิทธิสมาน

ตรงประเด็นก็คือผมหารือท่านประธาน ๒ เรื่อง เรื่องคณะกรรมการเรื่องหนึ่ง ผมไม่ติดใจจะเป็นอย่างไรก็ได้ ท่านคณิตกลับไปทำก็ยิ่งดี แต่ว่า อีกเรื่องหนึ่งผมหารือเรื่องการลงมติ ท่านประธานก็ขานเองว่าสมาชิกยังมีความเห็น ที่หลากหลายกันมากเรื่องรูปแบบ ทีนี้ผมถามว่าลงมติรวมเป็นครั้งเดียวว่าเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยใช่ไหม ถ้าท่านประธานวินิจฉัยว่าลงมติครั้งเดียวผมตัดสินใจได้ครับ แต่ถ้าท่านประธานเห็นว่าลงมติเป็นขั้นตอนจะมี ๑ หรือ ๒ คำถาม ผมก็จะตัดสินใจ อีกเรื่องหนึ่ง ท่านประธานวินิจฉัยมาประเด็นเดียวว่าลงมติครั้งเดียวใช่ไหม ตอบผม แค่นั้นผมลงมติได้ครับ กราบขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ลงมติประเด็นเดียวครับ ถึงได้มีเรื่องหารือว่าจะตั้งคณะกรรมการร่วม เพราะว่าถ้ามาตั้งอย่างนี้ผมก็อ่านทุกประเด็นแล้วจะให้อย่างไรล่ะครับ มาไล่ถามว่ากรรมการ มีองค์ประกอบอะไรก็ต้องอภิปรายกันอีก บอกว่าจะมีสัดส่วนของภาครัฐ กรรมาธิการยืนยันว่า ยังมี ๒ คน ก็ต้องอภิปรายกันอีก แล้วก็ไม่มีประเด็นที่ใครชงมาชัดเจน ๑ ๒ ๓ หรือว่า เรื่องของคำนิยาม ท่านจะให้ถามประเด็นอย่างไรครับ เอาตามกรรมาธิการหรือไม่เอาตาม กรรมาธิการก็ไม่มีตัวบทนิยามที่เขียนมาชัดเจนอีก มันยากครับ ผมถึงบอกว่าเราลงมติ เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบตามที่ดำเนินการมา ถ้าเห็นชอบแล้วสิ่งที่นำไปปรับปรุงก็คือ เอาความเห็นที่ต่างนี่ละให้คณะกรรมการร่วมเขาไปนั่งทำงานกัน แล้วสมาชิกที่ไม่ได้เป็น กรรมการร่วมสนใจก็ไปช่วยกันทำงาน แต่ถ้าให้ถาม ๕ ทุ่มก็ไม่จบ ก็ต้องมาตั้งกันใหม่เลย ถ้าจะดำเนินการอย่างนั้นก็ได้ ผมก็จะดำเนินการว่าจะให้มีคณะกรรมการก็ต้องตั้งประเด็น แล้วก็อภิปรายกันใหม่ ไม่มีข้อสรุปชัดอย่างนั้นครับ ถ้าหากว่ามีข้อเสนอบอกว่าให้โหวตอย่างนี้ องค์ประกอบให้มีตัวแทนรัฐกับไม่มีตัวแทนรัฐ ตัดสินตอนนี้ผมคิดว่าก็ต้องให้เวลาอภิปรายกัน เพราะฉะนั้นขอดำเนินการอย่างนี้ได้ไหมครับ เพราะว่าเราได้เข้าสู่กระบวนการลงมติแล้ว ขอเอาประเด็นนี้ก็แล้วกัน ท่านอำนวยและท่านดำรงค์ พิเดช ครับ

พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน

ขออนุญาตสั้น ๆ นิดเดียว ไม่ได้ช่วย ท่านประธานนะครับ แต่จะช่วยสภานี้ เราปฏิบัติตามข้อบังคับกันมาตลอดทุกเรื่อง ปฏิรูปตำรวจก็เหมือนกัน เราก็ลงมติว่าที่กรรมาธิการมานำเสนอเราจะเห็นชอบ หรือไม่เห็นชอบ ที่เห็นต่างก็มี ก็ไม่กลัดติดรวมไปกับเรื่องนั้นเพราะไปอีกหลายยก อย่าถอยเป็นครั้งที่ ๔ วันนี้ก็ลงกันเลย ผมรู้ว่าผมกดแล้วนะครับ แต่ผมไม่บอกว่าผมกดเขียว หรือกดแดงเดี๋ยวมันจะโชว์ ก็เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบตามที่กรรมาธิการเสนอมา ทั้งเรื่องแผนการปฏิรูป ส่วนที่ยังต่างกันอยู่ กดเห็นชอบไปแล้วแต่ท่านมีความเห็นว่าไม่ควรมี ข้าราชการ ๒ ปลัดกระทรวงเข้ามาเกี่ยวข้อง ความเห็นท่านจะกลัดติดไปกับเรื่องนี้รวมไปด้วย ภายใน ๗ วัน ก็จบ ทำให้เหมือนกับเรื่องอื่น อย่า ๒ มาตรฐาน ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เชิญท่านดำรงค์ พิเดช ครับ

นายดำรงค์ พิเดช

กราบเรียนท่านประธานครับ ผมเองก็สับสนหมด ที่พูดมาผมไม่รู้จะลงอย่างไรดี ผมสับสน ผมฟังนี่กดผิดกดถูก ผมว่าต้องล้างใหม่หมดครับ ตอนนี้กดผิดก็หลายคน มั่วหมดครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ยังไม่ได้ลงมติเลยครับ

นายดำรงค์ พิเดช

เมื่อสักครู่นี้มันสับสนจริง ๆ ว่าอย่างไร ส่งต่อหรือโหวต ครั้งเดียวจบเลย หรือจะส่งต่อไปแก้ไขใหม่ คือมันสับสนครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ

นายดำรงค์ พิเดช

ผมอยากจะให้พูดให้ชัดเจน แล้วล้างใหม่หมด ผิดพลาดกันหลายคนเต็มไปหมดครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เจ้าหน้าที่ล้างใหม่ ต่อไปนี้ไม่มีหารืออะไรแล้วนะครับ ขอดำเนินการตามที่ผม ได้ทำความตกลงไว้ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบ โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบ โปรดกดปุ่มไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญใช้สิทธิครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนบ้างไหมครับ ถ้ามีขอเชิญ ใช้สิทธิ ใช้สิทธิกันครบถ้วนเรียบร้อยแล้วนะครับ ท่านอธิการบดีไวกูณฑ์เรียบร้อยนะครับ ปิดการลงคะแนน เจ้าหน้าที่แสดงผลคะแนนครับ ผลของการลงคะแนนเป็นดังนี้ มีผู้เห็นชอบ ๑๔๑ ไม่เห็นด้วย ๑๓ งดออกเสียง ๑๗ ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี

เป็นอันว่าที่ประชุมเห็นชอบกับรายงานและร่างพระราชบัญญัติของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน เรื่อง การปฏิรูป การสื่อสารมวลชน ร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... นะครับ

ต่อไปผมจะขอหารือว่าในการปรับปรุงตามความเห็นของสมาชิก ซึ่งทาง คณะกรรมาธิการก็ยินดีที่จะมีผู้ไปร่วมในการช่วยกันพิจารณาการปรับปรุง โดยอาศัย ข้อบังคับ ข้อ ๑๐ (๕) ของท่านประธานสภาในการแต่งตั้งบุคคลเข้าไปเป็นกรรมการ ในการร่วมพิจารณา และจะให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วัน พอได้นะครับ ภายใน ๓๐ วัน จะมีสมาชิกเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ เชิญท่านสุรินทร์ครับ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์

ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพ ผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ ครับ ผมเห็นด้วยกับท่าน สปท. อำนวยนะครับ ทุกเรื่องที่เข้าสภาเป็นร้อย ๆ เรื่อง เราก็ปฏิบัติตามอย่างที่ว่า ผมก็ไม่เห็นด้วยหลาย ๆ เรื่อง แล้วใครไม่เห็นด้วยมีข้อเสนอ ที่ดีกว่าหรือคิดว่าไม่ดีกว่าก็ตามใจเถอะก็เสนอไปยังประธานกรรมาธิการ จะผ่าน ท่านรองประธานอลงกรณ์ หรือใครก็ได้นะครับ แล้วก็ไปรวมห่อให้ท่านกรรมาธิการ ได้นำเสนอ เพราะคนที่จะรับผิดชอบสูงสุดคือประธาน สปท. ท่านก็จะพิจารณาว่า เรื่องที่มีความเห็นต่างกรรมาธิการไปพิจารณาแล้วเป็นอย่างไร แล้วแต่จิปาถะ แล้วก็เสนอไป ผมคิดว่าจะดีกว่าการที่จะต้องไปตั้งคณะกรรมการร่วมอะไรนี่มันยืดครับ หนังมันยืด ยิ่งยืดเท่าไรหนังก็มีโอกาสเน่าได้ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านวันชัย ขอโทษครับ ท่านคุรุจิตยกก่อน ท่านวันชัย แล้วท่านเสรี เชิญครับ

นายคุรุจิต นาครทรรพ

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ผมขออนุญาตเห็นเป็นอย่างอื่นครับ ไม่เห็นด้วยกับที่ท่านประธานหารือ ผมคิดว่าเราควรจะให้เกียรติกรรมาธิการ ซึ่งท่านก็รับปากว่าจะรับความคิดเห็น ข้อสังเกต ต่าง ๆ ไปปรับปรุงแล้ว ถ้าใครสนใจก็ไปขอถาม ขอเข้ารับฟังกับท่านได้ ไม่มีความจำเป็น จะต้องตั้งคณะกรรมการพิเศษมาเพื่อพิจารณาร่วมกับท่านครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านวันชัย และท่านเสรีครับ

นายวันชัย สอนศิริ

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สปท. วันชัย สอนศิริ ท่านประธานครับ อยากจะขอเสนอท่านประธานผ่านไปยังประธานกรรมาธิการ

ประเด็นแรก ถ้าจะมีการพิจารณาปรับปรุง ทบทวนประเด็นของการอภิปราย หรือท่านประธานเองจะใช้สิทธิในการตั้งคณะกรรมการร่วมใด ๆ ก็ตาม ผมอยากจะขอ ความกรุณาว่าน่าจะมีสื่อเข้ามามีส่วนร่วมในการพิจารณาเรื่องนี้อย่างมาก ๆ เพื่อฟัง ความคิดเห็น แนวคิด ตลอดจนเพื่อให้เกิดความร่วมมือในการทำงานร่วมกัน ก็อยากจะ กราบเรียนต่อประธานเพื่อเป็นข้อเสนอครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เชิญท่านเสรีครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์

กราบเรียนท่านประธาน ผม เสรี สุวรรณภานนท์ ต้องกราบเรียนว่าสิ่งที่ท่านประธานให้ข้อมูลหรือแนวทางในการจะดำเนินการหลังจาก ลงคะแนนแล้วมีส่วนสำคัญยิ่งต่อการลงคะแนนของสมาชิก ซึ่งผมก็เป็นคนหนึ่งที่ลงคะแนน เพราะเหตุผลที่ท่านประธานบอกว่าจะให้มีคณะกรรมการไปปรับปรุง ซึ่งผมเห็นว่า เสียงของสมาชิก ๑๑๐ กว่าเสียงได้ตัดสินด้วยเหตุผลดังกล่าว เนื่องจากที่ท่านประธาน พูดชัดเจนว่าประเด็นที่อภิปรายนั้นมีหลายเรื่อง แล้วก็เป็นเรื่องสำคัญ เราควรจะต้องปรับปรุง และเพื่อให้เกิดความเห็นพ้องต้องกัน ประเด็นไม่ตกหล่นก็ควรจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมา เราก็ต้องยอมรับว่าอันนี้พิเศษกว่ากรณีอื่นเพราะเป็นความเห็นที่หลากหลายและเป็น เรื่องสำคัญ การตัดสินใจของสมาชิกรวมถึงผมด้วยนั้นก็เอาเหตุผลท่านประธานมาตัดสินใจ ถ้าท่านประธานบอกให้ลงอย่างเดียวผมก็คงตัดสินใจไปอีกทางหนึ่ง แต่เมื่อจะให้มี การปรับปรุงโดยคณะกรรมการที่จะให้อำนาจท่านประธานเป็นผู้ดำเนินการต่อ ผมก็เลย ตัดสินใจไปอีกทางอย่างที่ผมได้ตัดสินใจไปแล้ว ดังนั้นสิ่งที่ท่านประธานเสนอต่อที่ประชุม มีผลต่อการลงคะแนนนะครับ เราก็ต้องให้ความเคารพ แล้วก็เดินไปในแนวทางที่สมาชิก ลงคะแนนไปแล้ว ก็ขอเป็นกรณีพิเศษนะครับ จะบอกว่าเรื่องหลายมาตรฐานก็คงไม่ใช่ แต่เป็นเรื่องแนวทางการทำงานให้สงบแล้วก็ให้ราบรื่นเรียบร้อย ขอบคุณครับท่านประธาน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณที่ช่วยอธิบายนะครับ ก็ต้องการให้เราทำให้เดินหน้าไปได้ ๒. รวดเร็ว ไม่เกิน ๓๐ วัน คณะกรรมการก็ไม่ใช่คณะกรรมการพิเศษอะไรครับ เพราะว่าได้ตกลง กับท่านประธาน ท่านก็ใจดีจะมีคณะกรรมการเข้าไปช่วยทำงานในเฉพาะส่วนเรื่องการปรับปรุง อย่างที่ท่านเสรี ท่านวันชัย และอีกหลายท่านได้พูดถึงนะครับ แค่นั้นไม่ได้ทำให้ล่าช้า ไม่ได้ทำให้ติดขัดอะไร แล้วผมก็เชื่ออย่างที่ว่าคือเหตุผลที่อธิบายล่วงหน้าก็เพื่อที่จะให้รู้ว่า เมื่อเห็นว่าการปรับปรุงจะเอาความคิดเห็นไปมันก็เดินหน้าได้ มติอาจจะไม่ออกมาอย่างนี้ก็ได้ ผมจะขอมติแล้วกัน หรือท่านคุรุจิตจะว่าอย่างไรครับ ถ้ายังเห็นต่างกันผมก็ต้องขอมติครับ เอาประเด็นนี้ก่อน เชิญท่านอำนวยครับ

พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน

มันคงไม่หลายมาตรฐานครับ แค่ ๒ มาตรฐาน เราทำมาทุกเรื่องจนใกล้จะหมดวาระสุดท้ายไม่ใช่แห่งชีวิตนะครับ แห่งสภานี้ พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ ปฏิรูปตำรวจก็สำคัญ เราก็ทำอย่างนั้น ก็คือผ่าน ไม่ผ่าน สมมุติว่าวันนี้ ผมโหวตไปแล้วรับทั้งร่าง รับทั้งเรื่อง ก็แปลว่ามี ๒ ปลัดกระทรวงเข้ามาเป็นสภาอยู่ด้วย แปลว่าต้องมีข้าราชการมาดูเรื่องความมั่นคง มาดูเรื่องศีลธรรมอันดีของประชาชน ถ้าท่านตั้ง คณะกรรมการขึ้นแล้วไปดู ไปแก้ตรงนั้นออก ผมโหวตไปต้องมี แล้วท่านไปแก้ออก ผมทำอย่างไรครับ ผมถูกหลอกสิครับ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ก็ยอมให้หลอกมาแล้วก็แล้วกัน ผมจะถามมติ ไม่ทราบท่านคุรุจิตยังยืนยัน ไหมครับ ถ้าหากยังมีความเห็นต่างว่าให้ดำเนินการไปตามปกติ ให้คณะกรรมาธิการไปปรับปรุง นะครับ

นายคุรุจิต นาครทรรพ

ไม่ใช่ผมคนเดียวที่เห็นต่าง ท่านสุรินทร์ ก็เห็นต่าง ท่านอำนวยก็เห็นต่าง ผมคงไม่ถอนนะครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ผมจะต้องขอมตินะครับ มีผู้รับรองไหมครับที่จะขอให้มีการดำเนินการ ตามปกติ ผมขอเสียงรับรองตามที่ท่านคุรุจิตเสนอ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)

เราจะเข้าสู่การลงมติเลยนะครับ เพื่อความรวดเร็ว ท่านใดที่เห็นว่าควรมอบหมาย ให้คณะกรรมาธิการด้านการสื่อสารมวลชนนำความคิดเห็นไปปรับปรุง จะถามมติอย่างนี้นะครับ ส่วนอีกข้อหนึ่งไม่ต้องถาม เพียงแต่บอกว่าถ้าหากไม่เห็นด้วยกับญัตติแรก ก็ถือว่าเห็นด้วย กับเรื่องของการให้อำนาจท่านประธานไปตั้งคณะกรรมการทำงานร่วมกับคณะกรรมาธิการ ในการปรับปรุง

นายเสรี สุวรรณภานนท์

ท่านประธานครับ ผม เสรี ผมขออนุญาตท่านประธาน ถามชัด ๆ เลยว่าจะให้ปรับปรุงโดยคณะกรรมาธิการหรือจะให้ตั้งคณะกรรมการ โดยท่านประธานไปตั้งแล้วให้สมาชิกลงคะแนนเลือกจะได้ตัดสินใจชัดเจน อย่างนั้นเดี๋ยวก็มี เรื่องอื่นอีก

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

อย่างนั้นแยกลงมตินะครับ สมาชิกท่านใดเห็นควรที่จะให้กรรมาธิการ ไปปรับปรุง โปรดกดปุ่มเห็นด้วย เป็นการลงมติต่อเนื่องนะครับ สมาชิกยังอยู่ เพราะฉะนั้น ก็ถือว่าครบองค์ประชุม ท่านใดเห็นว่าให้กรรมาธิการไปดำเนินการปรับปรุง โปรดกดปุ่มเห็นด้วย

พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน

ขออนุญาตท่านประธานครับ คณะกรรมาธิการไปปรับปรุงมันเป็นหน้าที่อยู่แล้ว ไม่ต้องลงมติครับ เอามติแค่ว่าท่านเสนอ หรือใครเสนอก็แล้วแต่ให้ตั้งคณะกรรมการพิเศษขึ้นมาหรือไม่ เรื่องเดียวเลยครับ คณะกรรมาธิการไปปรับปรุงมันต้องทำอยู่แล้ว ไม่ทำก็ผิดมาตรา ๑๕๗ ครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ วันนี้เพิ่งเห็นท่านรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครชัดเจนในข้อบังคับ มากกว่าผม ขอล้างใหม่ ผมจะถามตามข้อแนะนำของท่านอำนวย เจ้าหน้าที่ช่วยกรุณาล้างนะครับ ยังเป็นการประชุมอย่างต่อเนื่อง เพราะฉะนั้นก็ถือว่าองค์ประชุมครบ ผมจะถามมติว่า สมาชิกท่านใดเห็นควรให้ท่านประธานได้ตั้งคณะกรรมการร่วมกับคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน กดปุ่มเห็นด้วย ท่านใดไม่เห็นด้วย โปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย หรือว่าจะงดออกเสียง กดปุ่มงดออกเสียง ขอเชิญใช้สิทธิครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

สมาชิกใช้สิทธิหมดหรือยังครับ เรามีอาหารนะครับ ท่านรองประธาน คนที่สอง เตรียมไว้ มีสลัด มีเย็นตาโฟ แล้วก็อาหารตามสั่ง แล้วก็ข้าวเหนียวมะม่วง ไม่ใช่เหลือตั้งแต่ กลางวันนะครับ สำรองเอาไว้ตั้งแต่กลางวันเท่านั้นเอง ใช้สิทธิครบถ้วนหรือยังครับ ท่านที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี เรียบร้อยนะครับ ปิดการลงคะแนน เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๑๖๓ คน เห็นด้วย ๖๗ คน ไม่เห็นด้วย ๘๘ คน งดออกเสียง ๘ คน

เป็นอันว่าที่ประชุมมอบให้คณะกรรมาธิการไปปรับปรุงตามความเห็น ของสมาชิกที่ได้เสนอมานะครับ

จบการพิจารณาเรื่องการปฏิรูปการสื่อสารมวลชน ร่างพระราชบัญญัติ การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... และ ร่างพระราชบัญญัติจดแจ้งพิมพ์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... แล้วนะครับ

สำหรับระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่ ๒ ข้อเสนอแนะด้านยุทธศาสตร์ และแนวทางการขับเคลื่อนการปฏิรูปการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์ ผมขอปรึกษาที่ประชุมนะครับ เนื่องจากเป็นเรื่องสำคัญต้องใช้เวลาพอสมควร จึงขอเลื่อนการพิจารณารายงานเรื่องดังกล่าว ไปพิจารณาในวันอังคารที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๖๐ เป็นเรื่องแรก จะมีสมาชิกท่านใด เห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

ถ้าไม่มี ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบให้ดำเนินการตามนี้นะครับ และเนื่องจาก วันพรุ่งนี้จะมี ๓ รายงานด้วยกัน ทางสภาก็ได้เตรียมอาหารเย็นไว้สำหรับสมาชิก เนื่องจากเชื่อว่าน่าจะมีการประชุมถึงตอนเย็น ขอเชิญท่านสมาชิกที่ยกมือ มีอะไรไหมครับ

ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม

ทางนี้ยกมือด้วยนะครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

และเดี๋ยวต่อด้วยท่านดุสิตครับ

ศาสตราจารย์อิศรา ศานติศาสน์

ขอบพระคุณครับท่านประธาน ผม อิศรา ศานติศาสน์ สปท. หมายเลข ๑๙๑ เรื่องที่ผมพูดนี้ไม่เกี่ยวกับที่ลงมติไปนะครับ เป็นเรื่อง เล็ก ๆ ที่ผมประสบด้วยตัวเอง แต่มีความสำคัญต่อการทำงานของสภา ได้ปรึกษา เพื่อนสมาชิกบางท่านแล้วอยากจะขอให้เป็นการประชุมลับในสภาเองเพราะว่าเป็นเรื่อง ค่อนข้างเซนซิทิฟ (Sensitive) ไม่น่าใช้เวลานาน แต่เนื้อหาอยากให้เป็นประชุมลับครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เดี๋ยวท่านรอสักครู่นะครับ เผอิญจะมีวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ ท่านจะหารือตรงนั้น ไม่มีสมาชิกขัดข้องในการเลื่อนระเบียบวาระไปเป็นวันพรุ่งนี้

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ

การหารือของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ สมาชิกท่านใด ประสงค์จะขอหารือต่อที่ประชุมหรือไม่ ถ้ามีเชิญครับ

ศาสตราจารย์อิศรา ศานติศาสน์

ตามที่เรียนท่านประธานครับ อยากจะให้ เป็นวาระลับเพราะว่าเนื้อหาอยากให้เป็นการคุยกันภายใน สปท. ครับ

ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม

ของผมไม่ลับนะครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณคณะกรรมาธิการนะครับ มีท่านสมาชิกขอหารือเรื่องสำคัญ เป็นเรื่องลับแล้วก็ขอให้เป็นการประชุมลับครับ ท่านพอจะบอกหัวข้อหน่อยได้ไหม เพื่อให้สมาชิกได้พิจารณาหรือผมได้พิจารณา

ศาสตราจารย์อิศรา ศานติศาสน์

เรื่องเกี่ยวกับการลงคะแนนเสียงครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เจ้าหน้าที่ว่าอย่างไรครับ

ศาสตราจารย์อิศรา ศานติศาสน์

ถ้าพูดมากกว่านี้ก็จะไม่ลับทันทีครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ยังครับ เดี๋ยวรอกระบวนการเรื่องการประชุมลับ

ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม

เรียนท่านประธานครับ เอาแบบไม่ลับก่อน ได้ไหมครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

รอสักครู่ครับ เชิญท่านดุสิตเรื่องไม่ลับก่อนครับ

ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม

ท่านประธานครับ สืบเนื่องจากเมื่อสัปดาห์ ที่แล้วเราได้มีการประชุมแล้วก็ให้ความเห็นชอบเกี่ยวกับข้อเสนอแนะ รวมทั้งมี ถ้าจำไม่ผิด ร่างพระราชบัญญัติด้วยใช่ไหมครับ ที่มีหัวข้อว่ารัฐบาลดิจิทัลแล้วก็คงจะมีการเปลี่ยนแปลงชื่อ เป็นการอำนวยความสะดวกหรือว่าการบริหารราชการโดยใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ดิจิทัล ผมก็ขอนำเสนอว่าสภา สปท. ควรจะต้องเป็นตัวอย่างต้นแบบที่ดีเมื่อเราเสนอ การปฏิรูปเช่นนั้นไปแล้ว ยกตัวอย่างเช่นรายงานทุกเรื่องที่เราเคยได้ให้ความเห็นชอบไป รวมทั้งข้อเสนอแนะอื่น ๆ ผมสังเกตดูว่าถ้ามาเปิดเว็บไซต์ (Web Site) ของ สปท. แล้วหาไม่เจอ สิ่งที่หาเจอก็คือระเบียบวาระการประชุม แล้วเมื่อเคาะเข้าไปก็เป็นเรื่องเก่า ๆ โบราณทั้งนั้นเพราะเรารู้อยู่แล้ว คือทางเจ้าหน้าที่เขาก็ให้ความกรุณาอัปโหลด (Upload) เอาไว้ให้แต่ว่าเป็นเวอร์ชัน (Version) เก่า ซึ่งหลาย ๆ เวอร์ชัน (Version) ถูกนำไปปรับปรุง ก่อนที่จะนำเสนอไปรัฐบาล เราก็อยากจะเป็น สปท. ดิจิทัล ถ้าผมไปราชการ ไปต่างจังหวัด ผมก็อยากจะเปิดเข้าไปในเว็บไซต์ (Web Site) แล้วก็จะได้อ่านรายงานต่าง ๆ แต่ละเรื่อง ทุกเรื่องที่เราได้ให้ความเห็นชอบไปแล้วหรืออะไรก็แล้วแต่ที่เป็นกิจกรรมของสภาของเรา จึงเรียนมาเพื่อเสนอให้ขึ้นเว็บไซต์ (Web Site) ทุกเรื่องที่เราได้ให้ความเห็นชอบไปแล้ว ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ย้อนมาที่ท่านอาจารย์อิศราได้เสนอให้มีการประชุมลับ ถ้าท่านยืนยันการเสนอ ผมจะต้องขอเสียงรับรอง ต้องมีสมาชิกไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๔ ของจำนวนสมาชิกทั้งหมด เท่าที่มีอยู่ของสภา เชิญท่านเสนอใหม่ ผมจะได้ดำเนินการตามขั้นตอน ท่านจินดานั่งลงก่อน มีสมาชิกเสนอญัตติขึ้นมา

ศาสตราจารย์อิศรา ศานติศาสน์

ขอบคุณครับ ผมอยากจะขอความกรุณา ช่วยสนับสนุนด้วยครับ ถึงแม้ท่านยังไม่ทราบว่าผมจะพูดเรื่องอะไร แต่ถ้าผมพูดเรื่องนี้ โดยไม่เป็นประชุมลับก็จะไม่ดีมันเป็นเรื่องเล็ก ๆ ที่สำคัญต่อการทำงานของ สปท. มาก ๆ ครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เชิญท่านกษิต ท่านจินดาขอประเด็นนี้นะครับ ผมจะดำเนินการ

ศาสตราจารย์อิศรา ศานติศาสน์

ขอผู้รับรองด้วยครับ

นายกษิต ภิรมย์

อย่าเพิ่งรับรองได้ไหมครับ ผม กษิต ภิรมย์ สปท. ลำดับที่ ๗ ผมได้อ่านเอกสารเรื่องสื่อสร้างสรรค์สำหรับเตรียมอภิปรายวันนี้

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านกษิตครับ ขออนุญาต

นายกษิต ภิรมย์

เรื่องนี้ใช่ไหมครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ไม่ใช่ครับ

นายกษิต ภิรมย์

เรื่องไหนล่ะครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

สมาชิกเสนอให้เป็นการประชุมลับ

นายกษิต ภิรมย์

ตอนนี้หรือครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ใช่ครับ

นายกษิต ภิรมย์

ตั้งแต่เดี๋ยวนี้เลย

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ใช่ครับ ผมก็จะขอผู้รับรองซึ่งต้องมีไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๔ ขอสมาชิกรับรองไหมครับ

นายจินดา วงศ์สวัสดิ์

ขออนุญาตท่านประธานครับ ผมมีข้อเสนอครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เชิญครับ

นายจินดา วงศ์สวัสดิ์

กราบเรียนท่านประธานครับ ผมเห็นว่าประเด็น ที่ท่านจะขอประชุมลับนี้เป็นประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนมากเลย ขอให้ผู้เสนอน่าจะ ไปปรึกษาหารือกับท่านประธานก่อนแล้วมาขอประชุมครั้งหน้าก็ได้ถ้าท่านประธานเห็นด้วย เพราะว่าเป็นเรื่องที่น่าจะไปคุยกับท่านประธานเป็นการส่วนตัวก่อน ผมเสนออย่างนั้น ผมก็ไม่เห็นด้วยที่จะต้องรีบประชุมเพราะว่าเรายังมีเวลาอีก วันนี้ก็เย็นมากแล้ว ขออนุญาต ท่านประธานครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านอาจารย์เสนอประชุมลับโดยไม่บอกหัวข้อแต่เกี่ยวกับการลงคะแนนแค่นั้น ใช่ไหมครับ

ศาสตราจารย์อิศรา ศานติศาสน์

ใช่ครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ตกลงยืนยันนะครับ

ศาสตราจารย์อิศรา ศานติศาสน์

ผมยืนยันครับ เพราะว่าถ้าผมพูดมันไม่ดีครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ถ้าเช่นนั้นผมจะขอดำเนินการ

ศาสตราจารย์อิศรา ศานติศาสน์

ซึ่งมีผู้รับรองแล้วครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ต้องใช้สมาชิกไม่น้อยกว่า ๑ ใน ๔ นะครับ ขณะนี้เรามีสมาชิกเหลือ ๑๙๔ ท่าน เพราะฉะนั้น ๑ ใน ๔ ต้องมีจำนวนสมาชิกไม่น้อยกว่า ๔๙ ท่าน จะใช้วิธีการกดปุ่ม เพื่อที่จะง่ายต่อการดูเสียงรับรองนะครับ เจ้าหน้าที่เตรียมเคลียร์ (Clear) เครื่องนะครับ สมาชิกท่านใดเห็นควรรับรองญัตติให้มีการประชุมลับขอเชิญใช้สิทธิ ถ้ารับรองก็กดปุ่มเห็นด้วย เชิญใช้สิทธิครับ มีสมาชิกเข้ามาอีกหลายท่าน ขออนุญาตว่าในส่วนขององค์ประชุมและผู้รับรอง ก็จะประกาศผลเพราะว่าจำนวนผู้แสดงตนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ผมขออนุญาตเจ้าหน้าที่ล้าง และแสดงตนอีกทีหนึ่ง เพราะว่าเราทิ้งช่วงการประชุมมันต่อเนื่องไม่ได้แล้ว เพราะมีสมาชิก ออกไปแล้วกำลังเข้ามาเดี๋ยวมีการบันทึกผิดพลาด ขอล้างแล้วก็ขอให้สมาชิกได้ใช้สิทธิแสดงตน เพื่อตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ

นายอภินันท์ ซื่อธานุวงศ์

ขออนุญาตท่านประธานครับ ขออนุญาตใช้สิทธิ หารือครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอดำเนินการได้ไหมครับ เพราะว่ามติง่ายนิดเดียว ขอให้ผ่านตรงนี้ไปก่อน

นายอภินันท์ ซื่อธานุวงศ์

อันนี้ง่ายกว่าครับ ยกเว้นท่านจะไม่ใช้อำนาจ ของท่าน เนื่องจากข้อบังคับ ข้อ ๑๙ ประธานสภาสามารถวินิจฉัยได้เลยครับ ท่านวินิจฉัยเลย ก็จะจบแล้วครับ ถามเจ้าหน้าที่ดูมีอำนาจนี้ไหมครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ไม่ใช่นะครับ กรณีประชุมลับมีข้อบังคับ ข้อ ๑๙ ชัดเจนแล้ว ขอเชิญสมาชิก ใช้สิทธิแสดงตนนะครับ

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)
(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

มีท่านใดยังไม่ใช้สิทธิแสดงตนไหมครับ ใช้สิทธิครบถ้วนแล้วนะครับ ใช้ขาน แล้วกัน เรียบร้อยแล้วนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จำนวนผู้เข้าประชุม ๑๔๑ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ

ต่อไปจะขอมติว่าสมาชิกจะเห็นด้วยกับญัตติให้มีการประชุมลับหรือไม่ สมาชิกท่านใดเห็นว่าควรให้มีการประชุมลับ โปรดกดปุ่มเห็นด้วย ถ้าไม่เห็นด้วย กดปุ่ม ไม่เห็นด้วย หรือว่างดออกเสียง ขอเชิญใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
นายอภินันท์ ซื่อธานุวงศ์

ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตสอบถาม นิดหนึ่งครับ ถ้าเราลงมติว่าไม่ประชุมลับ หมายถึงว่าเราต้องประชุมเปิดเผยเลยใช่ไหมครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ไม่ใช่ครับ ญัตติก็ตกไปแค่นั้นเอง แล้วแต่ว่าท่านจะหารือแบบเปิดเผยหรือไม่

นายอภินันท์ ซื่อธานุวงศ์

อันนั้นอีกประเด็นหนึ่งนะครับ โอเค (Okay) ครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ใช้สิทธิครบถ้วนแล้วนะครับ ปิดการลงคะแนน แสดงผล จำนวนผู้เข้าประชุม ๑๔๐ ท่าน เห็นด้วย ๑๐๕ ท่าน เกินกว่า ๔๙ เสียง เกินกว่า ๑ ใน ๔ นะครับ

ที่ประชุมก็จะดำเนินการประชุมลับ เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตามขั้นตอน ผู้ไม่เกี่ยวข้อง ขอเชิญออกจากห้องประชุมครับ

(ผู้ที่อยู่ในที่ประชุมและผู้เข้าฟังการประชุม ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการประชุม ได้ออกไปจากที่ประชุม)