สุรชัย ค้านร่าง พ.ร.บ. สื่อ ชี้ "ใบรับรอง" ไร้ผลผูกพัน-กระทบอิสระสื่อ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๒ · ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๐

สุรชัย ดนัยตั้งตระกูล คัดค้านร่าง พ.ร.บ. ฉบับหนึ่งที่เสนอโดยกรรมาธิการ โดยระบุว่ามีการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญและขาดความโปร่งใส พร้อมย้ำจุดยืนเพื่อผลักดันให้กฎหมายมีประสิทธิภาพและบังคับใช้ได้จริง ไม่ใช่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว รวมถึงแสดงความกังวลต่อการเปลี่ยนคำว่า "ใบอนุญาต" เป็น "ใบรับรอง" ที่อาจไร้ผลผูกพันทางกฎหมาย และคัดค้านการจัดตั้งคณะกรรมการตามมาตรา 93 เนื่องจากไม่มั่นใจในความเป็นอิสระและความโปร่งใสในการแต่งตั้ง แม้จะยกย่องความตั้งใจของกรรมาธิการและ สปท. แต่ยังคงมีข้อกังวลที่ต้องการชี้แจงต่อไป

นายสุรชัย ดนัยตั้งตระกูล กรรมาธิการ

ขอบคุณครับท่านประธาน อย่างที่ท่านประธานกราบเรียนไปแล้วก็คือผมในฐานะกรรมาธิการด้านสื่อสารมวลชนนะครับ แล้วก็เป็นอนุกรรมาธิการด้านสื่อสิ่งพิมพ์ด้วย ผมขออนุญาตอธิบายเพื่อนสมาชิกให้ทราบว่า ในกรณีของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เริ่มต้นมาจาก สปช. อย่างที่หลายท่านได้พูดไปถึงแล้ว แล้วอนุกรรมาธิการด้านสื่อสิ่งพิมพ์ได้ทำขึ้นไปเพื่อเสนอให้กับคณะกรรมาธิการ แต่ปรากฏว่า สาระสำคัญที่อนุกรรมาธิการด้านสื่อสิ่งพิมพ์ทำไปได้มีการเปลี่ยนแปลง ผมก็ขออนุญาต ทำความเข้าใจกับเพื่อนสมาชิกว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของความขัดแย้ง ถ้าเป็นในสภาผู้แทนราษฎร หรือในวุฒิสภาก็ตาม ในเสียงของกรรมาธิการถ้าไม่เห็นด้วยก็ถือว่าขอสงวนความเห็นไว้ เป็นเสียงข้างน้อยไป แต่ในส่วนของผมที่ท่านประธานก็คือท่านประภาได้พูดไป ท่านไม่ได้เอาผม ไปอยู่เสียงข้างน้อยด้วย ก็ขออนุญาต ประเด็นของผมค่อนข้างที่จะแตกต่างจากกรรมาธิการ เสียงข้างน้อยท่านอื่น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก่อนที่จะลงไปในเนื้อหาผมต้องเรียนในฐานะที่ผม อยู่ในกรรมาธิการชุดนี้ผมเห็นด้วยกับแนวความคิดนี้ แต่ไม่เห็นด้วยในหลักการในการที่จะ ออกกฎหมายฉบับนี้ เดี๋ยวผมจะพูดในรายละเอียดต่อไป แต่ขณะเดียวกันผมก็ยังกังวลอยู่นิดหนึ่ง ซึ่งท่านประธานทินพันธุ์ท่านได้พูดไว้เมื่อเช้าเป็นเชิงให้โอวาทกับพวกเรานะครับ ผมเรียนอย่างนี้ว่า ขั้นตอนที่กรรมาธิการทำขึ้นไปให้ สปท. เรามารับรอง อนุมัติ และจะเสนอต่อไป เป็นในรูปแบบอะไร อย่างไร ทั้งหมดเป็นสิ่งที่พวกเราทราบทั่วกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะเห็น แล้วก็ไม่ได้เป็นการที่จะทำในลักษณะของการคัดค้านการอภิปรายเพื่อที่จะมาสนับสนุน ชื่อเสียงส่วนตัวหรือเพื่อผลทางการเมืองอะไรทั้งสิ้น ผมอยากจะเห็น สปท. ตรงไปตรงมา เห็นด้วยก็สนับสนุน ไม่เห็นด้วยก็บอกมา สิ่งที่ผมกำลังจะทำอยู่นี้ก็คือผมกำลังจะบอกว่า ผมไม่เห็นด้วยตรงไหน ซึ่งขณะที่ผ่านมาผมนั่งฟังเพื่อนสมาชิกของเราได้อภิปราย ผมก็เคยชื่นชม ชื่นชมกับหลายท่านรวมทั้งคนนอกว่า สปท. ชุดนี้จริง ๆ แล้วมีการทำงาน ในลักษณะของผู้ใหญ่จริง ๆ เหมาะสมที่จะทำหน้าที่สมาชิกวุฒิสภาด้วยซ้ำ ในฐานะที่ผม เคยผ่านเวทีวุฒิสภามา สปท. พวกเราบางท่านรวมทั้งผมเองแม้จะอยู่ในวงการเมืองมาก่อน แต่ผมฟังแล้วว่าทุกท่านอภิปรายด้วยการใช้ความรู้ความสามารถ ใช้ความสุจริตในการแนะนำ จึงอยากจะฝากกราบเรียนไปถึงท่านประธานทินพันธุ์นะครับว่าขณะที่ท่านเป็นประมุข ของ สปท. เรา ผลงานใน ๒ ปีที่ผ่านมาผมถือว่างานของ สปท. เป็นงานที่เป็นจากการปฏิรูป เช่นเดียวกับทางคณะกรรมาธิการที่เสนอเรื่องการปฏิรูปการสื่อสารมวลชน ดูเหมือนจะเป็น ธรรมเนียมไปแล้วว่าพวกเราจะต้องขอบคุณกรรมาธิการในการที่เสนอร่างพระราชบัญญัติ เสนอแนวความเห็น เสนอแนวทางการทำงานมาทั้งหมด ผมก็ฟังทุก ๆ ท่านพูด ท่านก็ต้อง ขอบคุณก่อน แต่ขออนุญาต สำหรับผม ผมขอบคุณคณะกรรมาธิการด้วยใจจริง ท่านประธานคณิต ท่านรองประธานพิสิษฐ์ โดยเฉพาะท่านรองประธานพิสิษฐ์ ท่านได้ทุ่มเท ในการทำงานสำหรับร่าง พ.ร.บ. นี้อย่างเต็มที่ ผมขึ้นมาพูดตรงนี้ก็พูดในฐานะที่อยากจะให้ ร่างพระราชบัญญัติที่ท่านทุ่มเทมีผลในทางปฏิบัติ ผมติดขัดอยู่ ๒ ประเด็น

ประเด็นแรก เป็นประเด็นที่เมื่อเช้าท่านกรรมาธิการได้เรียกประชุมแล้วก็ถอยออกมา ซึ่งเพื่อนสมาชิกหลายท่านบอกว่าเป็นการถอยจนสุดซอยแล้ว ถอยเรื่องใบอนุญาต ผมต้อง เท้าความนิดหนึ่งว่าท่านกรรมาธิการโดยเฉพาะท่านประธานของผมนี้ท่านได้ถอยมาหลายรอบแล้ว ท่านต้องการที่จะให้งานออกมาก้าวข้ามไป แต่สิ่งที่กำลังก้าวข้ามไปนี้ก็อยากจะให้มีคุณภาพด้วย เมื่อเช้าผมก็ติงในประเด็นเรื่องการแก้ไขคำว่า ใบอนุญาต เป็น ใบรับรอง โดยความหมาย ที่ผมอ่านแล้ว ใบรับรองในความหมายที่นี่ไม่มีผลทางด้านกฎหมาย เมื่อเช้าผมก็ชี้แจงท่านไปแล้ว แต่ตามหลักประชาธิปไตยก็แพ้ในที่ประชุมกรรมาธิการก็มาเล่าสู่พี่น้อง สปท. เราฟัง เพราะอะไร เพราะว่าใบรับรองที่พูดถึงก็คือเป็นบัตรประจำตัวพนักงาน ไม่มีสภาพบังคับ ผมเป็นสื่อมวลชนเมื่อปี ๒๕๒๑ ปี ๒๕๒๒ อยู่ที่หนังสือพิมพ์สยามรัฐ หนังสือพิมพ์สยามรัฐ ไม่เคยออกใบอนุญาตเลย ไม่เคยมีบัตรประจำตัว แต่สื่อมวลชนสมัยนั้นได้รับบัตรประจำตัว ไม่ใช่ใบอนุญาต เป็นบัตรประจำตัวจากกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งปัจจุบันนี้ผมก็ยังไม่แน่ใจ ว่าระเบียบนี้ยกเลิกไปหรือเปล่า แต่บัตรประจำตัวตรงนั้นเขาให้ใช้ปีต่อปี ผมทำหนเดียว แล้วผมก็ไม่เคยต่อเลย อันนี้เล่าให้พี่น้อง สปท. เราฟัง ใบรับรองที่พูดถึงนี้ในเมื่อไม่มี สภาพบังคับทางกฎหมาย ท่านกรรมาธิการเสียงข้างมากถอยออกมาอย่างนี้แล้ว ผมก็เสนอว่าแมน ๆ กันเลยยกเลิกไป ท่านก็เป็นห่วงว่าในการควบคุมจริยธรรมอย่างที่ท่าน ยกตัวอย่างมา พอมีการวินิจฉัยว่าคนนี้ขาดจริยธรรมแล้วเขาก็ลาออกไปอยู่ที่อื่นทั้งหมด ท่านสมาชิกครับ ท่านลองไปอ่านดูเนื้อหาในกฎหมายนี้ทั้งหมด จะมีการบังคับไว้ โดยสภาพของมัน ก็คืออย่างกรณีที่จะไปเป็นองค์การสื่อสารมวลชนอะไรทั้งหมดจะต้องประกอบด้วยสมาชิก ๕๐๐ คนต่อ ๑ องค์การ นั่นคือตัวบังคับอยู่แล้ว ผมจึงไม่เห็นด้วยในการที่จะมีใบรับรอง นี่คือประเด็นแรก

ประเด็นที่ ๒ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญสำหรับร่างกฎหมายฉบับนี้มาก ซึ่งยังไม่เห็น มีใครพูดกัน ท่านประธานครับ ท่านสมาชิกครับ ท่านลองดูบทเฉพาะกาลมาตรา ๙๓ กฎหมายได้กำหนดให้มีคณะกรรมการเพื่อเตรียมการจัดตั้งสภาวิชาชีพสื่อสารมวลชนแห่งชาติ คณะกรรมการชุดนี้ประกอบไปด้วยทั้งหมด ๑๓ ท่าน ท่านดูตามหน้า ๕๙ (๑) ก็คือ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (๒) ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ก็เป็นประเด็นที่พวกเราพูดถึงว่า ส่วนราชการเข้ามาเกี่ยวข้อง (๓) เลขาธิการ กสทช. กึ่งราชการ เราพูดกันตรงไปตรงมาก็คือ ราชการจะเอาอย่างไรเลขาธิการก็ต้องทำ (๑๓) ผู้แทนสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นี่ก็ราชการแท้ ๆ แล้ว (๔) ถึง (๑๒) ที่เป็นประเด็น กรรมาธิการเสียงข้างน้อยที่ท่านยกขึ้นมา ก็คือว่าเราเอาเหตุผลอะไรมาจิ้มองค์กรเหล่านี้ มันต้องมีคำอธิบาย อย่างประธานสภา การหนังสือพิมพ์แห่งชาติ พอทราบ ประธานสภาวิชาชีพข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย พอทราบ อย่างนายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (Online) ผมไม่ทราบจริง ๆ ที่ท่านสุรินทร์พูดถึง ก็รู้สึกจะไม่มี ท่านประธาน ผมจะขออนุญาตเพิ่มอีกเล็กน้อยนะครับ ผู้จัดการกองทุนพัฒนา สื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ไม่ว่ากัน ประธานมูลนิธิเพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ประธานสถาบันวิจัย เพื่อการพัฒนาประเทศไทย ไม่ว่ากัน นายกสมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย เลือกตั้งกัน อย่างไร มีที่มาอย่างไร สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมมีความเห็นตรงกับกรรมาธิการเสียงข้างน้อย ผมเห็นสำคัญเพราะอะไร เพราะว่าคณะกรรมการตามมาตรา ๙๓ จะเป็นผู้ทำคลอด จะเป็นผู้กำเนิดคณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งประเทศไทยตามมาตรา ๔๐ กรรมการผู้เริ่มก่อตั้งจะเป็นผู้กำหนดระเบียบ จะเป็นผู้กำหนดขั้นตอน จะกำหนดทุกสิ่งทุกอย่าง ในการที่จะทำคลอดคณะกรรมการชุดนี้มา คณะกรรมการชุดนี้เป็นคณะกรรมการ ที่โดยเหตุโดยผลผมพอใจ แล้วก็เป็นสิ่งที่ท่านประธานได้ถอยออกมา ก็คือได้มีผู้แทนสื่อมวลชน ผู้แทนสมาชิกสภาวิชาชีพจำนวน ๗ คนอะไรอย่างนี้ทั้งหมด แต่สิ่งหนึ่งที่อยากให้ท่านสมาชิก ได้ดูก็คือว่าที่มาขององค์กรวิชาชีพ ที่มาขององค์การวิชาชีพ ที่มาของสมาชิกทั้งหมด อยู่ในมือของคณะกรรมการตามมาตรา ๙๓ ซึ่งตรงนี้เป็นหลักใหญ่ในการที่ผมค้าน ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ในเมื่อเขาเป็นคนกำหนดที่มา เป็นคนกำหนดหน่วยงาน กำหนดสมาชิก กำหนดผู้มีสิทธิจะใช้เสียงได้ทั้งหมด ผมเรียนตรง ๆ ผมไม่ไว้วางใจ ในคณะกรรมการชุดนี้ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมอยากจะเรียนให้ท่านสมาชิกทราบว่าหลักการ เหตุผล ของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นสิ่งที่สมาชิกส่วนใหญ่เห็นด้วย แต่ถ้าเราเห็นด้วย แล้วท่านกรรมาธิการจะนำความเห็นของเราไปแก้ไขหรือไม่ ไม่มีใครรับรองได้ ในชั้นนี้ผมจึงไม่สามารถที่จะรับร่างพระราชบัญญัตินี้นะครับ แต่ก็ยินดีในกรณีถ้ามีการที่จะ นำไปปรับปรุงใหม่ จะทำไปในรูปแบบไหน อะไร อย่างไร โดยที่รับฟังเพื่อนสมาชิก สปท. รับฟังสื่อมวลชน แล้วก็รับฟังประชาชน ซึ่งต้องขอบคุณท่านกรรมาธิการอีกครั้งหนึ่งว่าท่านทำให้ ความตื่นตัวของเรื่องการควบคุมสื่อมวลชนประสบผลสำเร็จเป็นอย่างมาก อย่างน้อยที่สุด สิ่งที่ท่านทำในการควบคุมสื่อมวลชน ตอนนี้สิ่งเหล่านี้ลงไปถึงประชาชน ชาวบ้าน ซึ่งสมัยก่อนนี้ ก็จะรับฟังอย่างเดียว เชื่ออย่างเดียว ตอนนี้เกิดความตื่นตัว ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณอีกครั้งหนึ่งครับ