กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ ตั้งคำถามถึงความสอดคล้องของร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองสิทธิเสรีภาพสื่อมวลชนกับรัฐธรรมนูญมาตรา 35 และตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการรับฟังความคิดเห็นตามมาตรา 77 วรรคสอง ว่าควรชัดเจนว่าเป็นหน้าที่ของใคร พร้อมเสนอให้ยึดมติคณะรัฐมนตรีเพื่อให้การรับฟังความเห็นจากผู้เกี่ยวข้องเป็นไปอย่างมีระบบ โปร่งใส และสมบูรณ์ก่อนพิจารณาลงคะแนนร่างกฎหมาย
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ กระผม พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ขออภิปรายเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติที่คณะกรรมาธิการได้นำเสนอต่อที่ประชุม ในวันนี้ ซึ่งเป็นการปฏิรูปการสื่อสารมวลชน โดยกระผมเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ต่อประเทศชาติเป็นอย่างยิ่ง ตามที่ท่านก่อนหน้านี้ได้กล่าวมาแล้วทำให้เป็นที่สนใจและตื่นตัว ส่วนจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยนั้นก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง กระผมมีเพียง ๒ ประเด็น ประเด็นแรก เป็นคำถาม แล้วประเด็นที่ ๒ เป็นคำถามเชิงข้อสังเกต
ประเด็นแรก อันนี้เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาของท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในการพิจารณาลงคะแนนในวันนี้ ซึ่งในเรื่องนี้ขออนุญาต เอ่ยนาม ท่านคำนูณ สิทธิสมาน ก็ได้อภิปรายไปแล้ว คือมีประเด็นปรากฏในทำนอง ยังเป็นเรื่องที่กังขา หรือข้อสงสัยว่าหลักการของร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... นั้นขัดหรือไม่สอดคล้องกับ มาตรา ๓๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ ๖ เมษายน ที่ผ่านมา ซึ่งในมาตรา ๓๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เป็นบทบัญญัติเกี่ยวกับ เสรีภาพของวิชาชีพสื่อมวลชน คณะกรรมาธิการก็ได้ชี้แจงไปเบื้องต้นเท่าที่ผมรับฟังนะครับ กรณีถ้ารัฐสนับสนุนเงินให้สื่อมวลชนในบางกรณี อาจหมิ่นเหม่เป็นการแทรกแซงหรือขัดต่อ มาตรา ๓๕ ของรัฐธรรมนูญ ผมก็จะเรียนถามเพื่อให้เกิดความชัดเจน ขอเรียนถามคณะกรรมาธิการ เพื่อกรุณาชี้แจงและอธิบายว่าหลักการของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ขัดหรือไม่ขัด สอดคล้อง หรือไม่สอดคล้องกับมาตรา ๓๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยหรือไม่
ประเด็นที่ ๒ เป็นคำถามเชิงข้อสังเกต ซึ่งขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านนิกร จำนง ก็ได้กรุณาอภิปรายไปแล้ว เกี่ยวกับการรับฟังความคิดเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง ตามที่บัญญัติ ในมาตรา ๗๗ วรรคสองของรัฐธรรมนูญ เท่าที่อ่านในเอกสารก็ได้มีการรับฟังความคิดเห็น ของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องไปบ้างแล้ว แต่ผมไม่ทราบว่าจริง ๆ แล้วเป็นหน้าที่ของคณะกรรมาธิการที่จะต้องดำเนินการตามมาตรา ๗๗ วรรคสอง หรือต่อไปเป็นเรื่องหน่วยงานเจ้าของเรื่องที่เกี่ยวข้องเท่าที่เอกสารในรายงานระบุไว้ ก็จะมีสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงวัฒนธรรม และ กสทช. ไปดำเนินการ ผมมองว่าประเด็นนี้สำคัญในเรื่องการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ในข้อบังคับ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๘ ได้กำหนดไว้แต่เพียงจะต้องมีบันทึกหลักการ เหตุผล และบันทึกวิเคราะห์สรุปสาระสำคัญเท่านั้น ไม่ได้กำหนดให้จัดทำการรับฟังความเห็น จากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เนื่องจากมาตรา ๗๗ วรรคสอง มีผลใช้บังคับหลังจากข้อบังคับ ปี ๒๕๕๘ ในมาตรา ๗๗ วรรคสอง สรุปสาระสำคัญมี ๓ ขั้นตอน ๑. รับฟังความคิดเห็น ของผู้เกี่ยวข้อง ๒. วิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากกฎหมายอย่างรอบด้านและเป็นระบบ ๓. เปิดเผยผลการรับฟังความคิดเห็นและการวิเคราะห์นั้นต่อประชาชน ที่ผมได้เรียนไปแล้วว่า ในข้อบังคับของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ปี ๒๕๕๘ ไม่ได้มีข้อกำหนดเกี่ยวกับ เรื่องการรับฟัง ทีนี้ในกรณีที่รัฐธรรมนูญบอกว่า รัฐพึงจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็น ทีนี้ที่เรียนถามว่าเป็นหน้าที่ของคณะกรรมาธิการ หรือจะเป็นของหน่วยงานที่ต้องไปรับฟัง ความคิดเห็นต่อไป ในกรณีที่คณะกรรมาธิการจำเป็นต้องดำเนินการรับฟังความคิดเห็น สมควรจะยึดถือมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๔ เมษายน ๒๕๖๐ เรื่องแนวทางการจัดทำ และการเสนอร่างกฎหมายตามบทบัญญัติมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หรือไม่ เพียงใด ซึ่งมติคณะรัฐมนตรีกำหนดให้หน่วยงานของรัฐถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด แต่ทั้งนี้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศหรือคณะกรรมาธิการไม่ได้เป็นหน่วยงานของรัฐ แต่สมควรดำเนินการโดยอนุโลมหรือไม่ ซึ่งสามารถสรุปแนวทางตามมติคณะรัฐมนตรีข้างต้น ขออนุญาตเรียนในรายละเอียดเล็กน้อย ก็บอกว่าให้หน่วยงานของรัฐจัดให้มีการรับฟัง ความคิดเห็นเพื่อประกอบการจัดทำร่างกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติ โดยในการรับฟัง ความคิดเห็นอย่างน้อยต้องรับฟังผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของหน่วยงานของรัฐนั้น หรือผ่านเว็บไซต์ (Web Site) เวิลด์ไวด์เว็บ ดอต ลอว์อะเมนด์เมนต์ ดอต จีโอ ดอต ทีเอช (www.lawamendment.go.th) หรือจะใช้วิธีอื่นใดด้วยก็ได้ ทั้งนี้ระยะเวลาในการรับฟัง ความคิดเห็นต้องไม่น้อยกว่า ๑๕ วัน ในการรับฟังความคิดเห็นให้หน่วยงานของรัฐประกาศ วิธีการรับฟังความคิดเห็น ระยะเวลาเริ่มต้นและสิ้นสุดในการรับฟังความคิดเห็น รวมทั้ง เปิดเผยข้อมูลประกอบการรับฟังความคิดเห็น ซึ่งอย่างน้อยประกอบด้วย ๑. สภาพปัญหา และสาเหตุของปัญหา ๒. ความจำเป็นที่ต้องตรากฎหมายขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหานั้น ๓. หลักการอันเป็นสาระสำคัญของกฎหมายที่จะตราขึ้น และ ๔. ประเด็นที่จะรับฟัง ความคิดเห็นหรือร่างพระราชบัญญัติที่จะรับฟังความคิดเห็น เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการรับฟัง ความคิดเห็น ให้หน่วยงานของรัฐจัดทำรายงานสรุปผลการรับฟังความคิดเห็น โดยในรายงานสรุปผลการรับฟังความคิดเห็น อย่างน้อยต้องประกอบด้วย ๑. วิธีการ ในการรับฟังความคิดเห็น ๒. จำนวนครั้งและระยะเวลาในการรับฟังความคิดเห็นแต่ละครั้ง ๓. พื้นที่และกลุ่มเป้าหมายในการรับฟังความคิดเห็น ๔. ประเด็นที่มีการแสดงความคิดเห็น ๕. ข้อคัดค้านหรือความเห็นของหน่วยงานและผู้เกี่ยวข้องในแต่ละประเด็น ๖. คำชี้แจง เหตุผลรายประเด็น และ ๗. การนำผลการรับฟังความคิดเห็นมาประกอบการพิจารณาจัดทำ ร่างกฎหมาย ที่ผมได้นำเสนอในประเด็นที่ ๒ นี้ก็เพื่อว่าหากเป็นเรื่องที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ โดยคณะกรรมาธิการจำเป็นต้องดำเนินการจะได้ดำเนินการให้ครบถ้วนสมบูรณ์ เพื่อจะได้ ไม่ถูกส่งเรื่องกลับมา แล้วต้องมาดำเนินการซึ่งเป็นการเสียเวลา เหตุผลประการสำคัญในเรื่องนี้ คืออะไร ในการรับฟังความคิดเห็นที่สมบูรณ์ครบถ้วนนี้ผมพิจารณาเห็นว่าจะเป็น ข้อมูลสำคัญให้แม่น้ำอีก ๔ สายจะได้สะดวกในการพิจารณาตัดสินใจในการดำเนินการต่อไป เกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ขอขอบคุณครับ