นิกร วิจารณ์ร่างกฎหมายควบคุมสื่อ ชี้คุกคามอิสระภาพ-เสนอทางออกไตรรักษ์

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๒ · ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๐

นิกร จำนง หารือร่างกฎหมายการปฏิรูปสื่อสารมวลชน โดยแสดงความกังวลต่อการควบคุมสื่อที่เข้มงวดเกินจำเป็น ซึ่งอาจขัดต่อหลักเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นและสิทธิของสื่อ โดยเฉพาะประเด็นร่างกฎหมายที่เน้นการลงโทษสื่อแต่ไม่มีบทลงโทษผู้คุกคามสื่อ รวมถึงการตั้งคณะกรรมการกำกับดูแลหลายชุดที่อาจทำให้รัฐเข้ามามีอำนาจควบคุมสื่อมากเกินไป จึงเสนอให้ใช้กลไกไตรรักษ์เพื่อถ่วงดุลอำนาจและหาทางออกร่วมที่คุ้มครองสิทธิทุกฝ่ายอย่างเป็นธรรม

นายนิกร จำนง

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จำนง สมาชิก สปท. หมายเลข ๗๙ ท่านประธานครับ เกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูปสื่อสารมวลชนวาระ ที่นำเสนอขึ้นมา สาระสำคัญจะอยู่ที่ร่างพระราชบัญญัติ เป็นการตกผลึกของความพยายาม ที่จะมีการปฏิรูป ผมเรียนท่านประธานว่าผมเองพูดเรื่องนี้จริงจังมาครั้งหนึ่งแล้วในสภาแห่งนี้ ประมาณว่า เมื่อปี ๒๕๓๒ คือการพัฒนาสื่อมวลชน ปฏิรูปสื่อมวลชนจะพัฒนามาตามลำดับ ตามจังหวะ ของความเปลี่ยนไปของสังคม การรับรู้ มีเรื่องราวเกิดขึ้นใหม่ ๆ มากมาย เราก็ต้องยอมรับว่า มีการเปลี่ยนแปลงมาตามลำดับเหมือนกัน ในช่วงนั้นเป็นยุคของรัฐบาล พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ ก็มีการนำเสนอ มีการปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยเรื่องสื่อ ผมยังจำตัวเองว่าได้เคยพูด ในห้องประชุมแห่งนี้นะครับ ผมไปยกเอาคำของโกวเล้งซึ่งเป็นนักเขียนชาวไต้หวัน เขาเป็นสื่อด้วยนะครับ เขาพูดถึงเรื่องราวของตัวเองว่าในช่วงเป็นสื่อเขาบอกว่ากระบี่ เป็นอาวุธที่คม ดาบก็เป็นอาวุธที่คม มีดก็เป็นอาวุธที่คม แต่ว่าสิ่งที่คมกว่าคือปากกา เพราะว่า เวลาบาดเข้าไปแล้ว ส่งไปแล้วเอากลับไม่ได้ เพราะฉะนั้นพึงระมัดระวังในการใช้ปากกา นี่เขาพูด ในฐานะที่เขาเป็นสื่อ ในวันนั้นเรามีการประชุม ปรับปรุง เปลี่ยนแปลงกฎหมายว่าด้วยเรื่องสื่อ แล้วก็มีการดำเนินการ ที่จำได้ผมยังเสนอว่าเห็นด้วยกับหลักการในการปรับปรุง ซึ่งก็มี การปรับปรุงในยุคนั้นนะครับ แต่ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตามถ้าเปรียบสื่อเป็นดาบก็เป็นดาบสองคม คือคมหนึ่งอาจจะมีปัญหาอยู่บ้างกับพี่น้องประชาชน ก็พัฒนาตามไป แต่อีกคมหนึ่ง ช่วยทำให้เกิดสิ่งดีงามขึ้น ทำให้เกิดมีการกำกับดูแลความเป็นรัฐอะไรต่าง ๆ ซึ่งเราก็ทราบว่า เป็นมาตลอด ดังนั้นในการตัดสินใจเรื่องพวกนี้เราพึงระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง ผมมีน้อง ๆ เพื่อน ๆ ทำอาชีพสื่อสารมวลชนอยู่ในยุคนั้นหลายคน ก็มาขอร้องว่าอยากจะให้ช่วยโหวต ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายที่มีการออกไปตรงนั้น ผมบอกว่าเราเป็นพี่เป็นน้องกัน แต่ผมเป็น สมาชิกรัฐสภาสิ่งที่เราตัดสินใจไปแล้วในสภาครั้งหนึ่งจะผูกต่อเนื่องไปในอนาคตยาวนานมาก ดังนั้นคงไม่สามารถจะทำอย่างนั้นได้ คงจะต้องออกมาเป็นกฎหมายในการเข้ามาดูแล แล้วเราก็ทำกฎหมายกันได้ วันนี้มาอีกผมก็ยืนยันหลักการเดิม วันนั้นก็มีผู้ที่สนิทสนมอยู่ แล้วก็เห็นถึงความตั้งใจดีที่มีแต่ว่าเราต้องพูดกันให้ชัดเจน เพราะสิ่งที่เราจะทำต่อไปนี้ ส่งผลกระทบเป็นอย่างมากต่อไปในอนาคต เราต้องพึงระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง ไม่อย่างนั้น สิ่งที่เป็นประโยชน์อยู่ในลักษณะแบบนี้อาจจะมีคมอยู่บ้างจะกลายเป็นสูญเสียคมไป และจะเกิดสิ่งที่ต่าง ๆ มากมายที่เป็นทางลบเกิดขึ้น ความเห็นส่วนตัวต่อการเสนอครั้งนี้ ผมไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอที่เสนอขึ้นมา ทั้ง ๆ ที่เห็นด้วยว่าถึงเวลาต้องปรับปรุง เหตุผล ที่ไม่เห็นด้วยคือเขาบอกกันว่าในครั้งนั้นปี ๒๕๓๒ ยังไม่มีการขัดแย้งที่รุนแรงแบบนี้ หมายถึงความไม่เห็นด้วยจากสื่อ แต่สังเกตให้ดีว่าคราวนี้การต่อต้านจากสื่อรุนแรงมาก เขาพูดกันว่าจิ้งจกทักเขาต้องหันไปมองกันแล้ว เวลาเราฟังประชาชน ประชาชนเขาทักที่เขามี ส่วนได้ส่วนเสียกับบางเรื่อง เราเป็นลอว์เมกเกอร์ (Lawmaker) เป็นผู้ออกกฎหมาย เป็นคน นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับสังคมเราต้องหันไปมอง หันไปฟัง แต่ขณะนี้เราจะเห็นว่าการต่อต้าน จากสื่อรุนแรงกว่าครั้งไหน เท่าที่ผมเห็นนะครับ ยกเว้นว่าในอดีตที่มีการไปทุบแท่นพิมพ์ เพราะเลยเวลานั้นมาแล้ว ดังนั้นในส่วนนี้คงจะต้องพิจารณาย้อนกลับอีกครั้งหนึ่งว่า ด้วยเหตุผลใด ไม่ใช่เพราะว่าเขาต้องการป้องกันตัวเองหรือต้องการรักษาผลประโยชน์ตัวเอง คงจะมีอะไรอยู่ในนั้น

ประเด็นที่ ๒ เนื้อหาของร่างมีอยู่ประมาณ ๗-๘ ประเด็นที่ผมเห็นว่ามีปัญหา ความสอดคล้องของหลักการและเหตุผล เราจะไปดูในกฎหมายนี้ตอนนำเสนอ เราบอกว่าให้มี กฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน แต่ในเหตุผลไม่มี ในเหตุผลมีเหตุผลเดียวท่านประธาน ซึ่งที่ผ่านมาผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน องค์กรสื่อมวลชน และองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนได้มีการกำหนดมาตรการกลไกในการกำกับ ดูแลกันเองทางจริยธรรม แต่ไม่ประสบความสำเร็จและไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร นี่เรากำลัง อีกมุมหนึ่งแล้ว ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วในสาระสำคัญหลักการกับเหตุผลขัดกันเอง หลักการ ต้องการจะคุ้มครองดูแลสื่อ แต่เหตุผลกำลังชี้ว่ามีปัญหาในอีกมิติหนึ่ง

ประเด็นที่ ๓ คำถามนี้ก็เลยมีว่าเป็นบทบัญญัติที่คุ้มครองสื่อจริงหรือ ถ้าพิจารณาแล้วเราจะเห็นว่าบทบัญญัตินี้คุ้มครองสื่อ ๒ มาตราเท่านั้นเอง ก็คือมาตรา ๗๖ และมาตรา ๗๗ ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับบริษัท เรื่องเกี่ยวกับตรงนี้มีแค่ ๒ มาตราเท่านั้น นอกนั้นเป็นเรื่องที่เข้าไปมีปัญหากับสื่อทั้งสิ้น ในการคุ้มครองมี ๒ มาตรา และที่สำคัญ การทำผิดต่อ ๒ มาตรานี้ ฟังดี ๆ นะครับ มาตรา ๗๖ กับมาตรา ๗๗ ไม่มีโทษ เป็นความผิด ที่ทำแต่ไม่มีโทษ มีโทษอย่างเดียวก็คือกำหนดว่า การกระทำดังกล่าวถ้ามีความผิด ก็จะคุ้มครองให้ ผู้ใดฝ่าฝืนก็ไม่มีความผิดในทางอาญาเลย เพียงแต่บอกว่าให้ถือเป็นการจงใจ ใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ มีกฎหมายคุ้มครอง ๒ ข้อ แต่โทษไม่มี ในขณะที่ในส่วนของสื่อ มีโทษเป็นแผง โทษรุนแรงมาก อันนี้เป็นเจตนารมณ์ที่ผมเห็นว่าขัดกันนะครับ

ประเด็นที่ ๔ ผู้คุกคามสื่อมวลชนไม่ถูกกำหนดเป็นความผิด และไม่มีโทษ จากที่เรียนแล้วเมื่อสักครู่นี้ การกำหนดโทษในมาตรา ๘๗ และมาตรา ๙๒ เป็นการกำหนด โทษลักษณะที่เป็นข้อเสนอชี้เท่านั้นเอง

ประเด็นที่ ๕ กฎหมายนี้มีบทยกเว้นไม่ให้บังคับกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ เพราะมี การกำหนดในมาตรา ๔ ว่า บทบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับแก่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งต้องปฏิบัติตามหน้าที่ สื่อมวลชนตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ เราดูเหมือนกับว่าเป็นกรอบปกติแต่จริง ๆ แล้ว ในหลักการตรงนี้เราจะเห็นว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐถ้าเป็นสื่อด้วยไม่มีความผิดเลย ในการกำหนด จริง ๆ ตามรัฐธรรมนูญที่มีบทบัญญัติกำหนดตรงนี้ไว้ น่าจะกำหนดเพียงแต่ว่าบทบัญญัตินี้ ไม่กระทบถึงการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ปฏิบัติตาม อันนี้หยิบเอามาจาก รัฐธรรมนูญนะครับ ที่ปฏิบัติตามวัตถุประสงค์และภารกิจของหน่วยงานของรัฐที่ตนสังกัด แต่ขณะนี้เรายกทั้งแผงเลย หมายความว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐเองไม่ว่าเกี่ยวกับภารกิจ ของหน่วยงานเองหรือไม่ ไม่ว่ากระทำการใด ๆ ในการทำหน้าที่เป็นสื่อด้วยไม่มีความผิดเลย เรายกหมด แต่สื่อนี่ผิดหมด

ประเด็นที่ ๖ ร่างนี้ก็เลยถือเป็นร่างที่มีการควบคุมสื่อมวลชนเป็นหลัก ไม่ใช่เป็นการคุ้มครอง แต่เป็นร่างแห่งการควบคุม ดังนั้นถ้าจะเดินลักษณะนี้อาจจะต้อง ไปเปลี่ยนชื่อเป็นร่างพระราชบัญญัติควบคุมสื่อ จะได้ชัด

ประเด็นที่ ๗ ที่ผมพูดอย่างนี้ก็คือว่าเราแทบจะหาความคุ้มครองในสื่อไม่ได้ แต่เราไปดูโทษนะครับ โทษที่มีการกำหนดตั้งแต่มาตรา ๘๗ ถึงมาตรา ๙๒ มีการถอดออกไป ๒ มาตรา แต่ยังมีอยู่ว่าโทษที่พิจารณาที่ดำเนินการโดยสื่อ คือเมื่อสักครู่นี้เราไม่ได้คุ้มครอง แต่เรามาดูเรื่องโทษ การพิจารณาโทษที่กำหนดให้เป็นตามร่าง พ.ร.บ. มีกำหนดโทษ ทางปกครองไว้ ๓ ระดับ ระดับที่ ๑ ปรับไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาท ระดับที่ ๒ ปรับไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ระดับที่ ๓ ปรับไม่เกิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท และกรณีความผิดด้านใบอนุญาต ซึ่งตอนนี้ยกออกไปแล้ว จะเป็น ๖๐,๐๐๐ บาท ๑๐,๐๐๐ บาท และเทียบกับร่างของ สปช. ที่ท่านคำนูณได้เสนอไว้ มีการกำหนดโทษไว้ก็คือโทษทางปกครองอย่างเดียว ไม่มีโทษอาญา ก็คือปรับไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท ๒๐,๐๐๐ บาท และ ๓๐,๐๐๐ บาท แต่เราอัป (Up) โทษขึ้นไปทั้ง ๆ ที่ ๒-๓ ปีเท่านั้นเอง ถือว่าเป็นโทษที่หนักครับ

ประเด็นที่ ๘ ในส่วนเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติ การควบคุมคราวนี้ มีการล็อกไว้ ๓ ชั้น หมายความว่าเรากำลังล็อกสื่อไว้ ๓ ชั้น ชั้นที่ ๑ ก็คือเรามีคณะกรรมการ กำกับดูแลสื่อถึง ๓ คณะ มีกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ กรรมการองค์การวิชาชีพ สื่อมวลชนแห่งชาติ และกรรมการจริยธรรม ทั้ง ๓ ชุดนี้เอามาล็อกเอาไว้ ทีนี้สภาวะ จะเป็นอย่างไร สื่อเขาเรียกว่าเป็นเหมือนนกพิราบ แต่ขณะนี้นกอยู่ในกรงที่ถูกล็อก โดยกุญแจ ๓ ดอก ผมเรียกว่าไตรล็อก ผมไปเสนอที่ ป.ย.ป. คราวนั้นใช้คำว่า ไตรรักษ์ แต่เขาเขียนเป็นไตรลักษณ์ ล. ลิง ประเด็นที่ท่านล็อกเอาไว้นี้ผมใช้คำว่าไตร (Tri) ที (T) อาร์ (R) ไอ (I) ไตร แปลว่าสาม ล็อก (Lock) แอล (L) โอ (O) ซี (C) เค (K) ล็อกเป็นภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษาไทยแล้ว คือเราล็อกไว้ ๓ ชั้น เรามีกรรมการ ๓ คณะมาล็อกสื่อเอาไว้ นกพิราบที่ว่านี่อยู่ในกรง แล้วถูกล็อกแน่นอนนะครับ

ประเด็นต่อมา การควบคุมโดยรัฐ ประเด็นที่เป็นประเด็นหนักหนาสาหัส ขณะนี้ก็คือว่าบางเรื่องเราให้ควบคุมกันเอง แต่ขณะนี้เรามีการคุมโดยรัฐ นั่นก็คือการที่เรา เสนอเอาปลัดกระทรวง ตอนนี้เหลือ ๒ คน ก็คือปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีซึ่งมีหน้าที่ อนุญาตเรื่องทีวี (TV) เรื่องอะไรพวกนี้ แล้วปลัดกระทรวงวัฒนธรรมซึ่งมีอำนาจ ในการออกสื่อเหมือนกัน ถามว่าแค่ ๒ คนเท่านั้นโหวตกันขึ้นมาก็คงไม่มีทางชนะได้ แต่ถามว่า เขามีอะไรอยู่ในมือ เขามีอำนาจในการดำเนินการคล้าย ๆ ให้คุณให้โทษได้ ดังนั้นน้ำหนัก ไม่เหมือนกับกรรมการคนอื่นหรอก มีอยู่ ๒ คน แต่อย่างไรก็ตามส่วนนี้เป็นการเข้าไปควบคุมนะครับ

ประเด็นต่อมา ขอเวลาท่านประธานอีกเล็กน้อยว่าเป็นปัญหาใหญ่ แล้วทีนี้ ปัญหาความสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้เป็นปัญหาใหญ่มาก ซึ่งผมเชื่อว่า ถ้ามีการเสนอไปต้องมีคนไปร้องแล้วก็จะมีปัญหาแน่ ขัดรัฐธรรมนูญใน ๒ ส่วน ส่วนแรก ก็คือในส่วนของมาตรา ๓๔ เกี่ยวกับเรื่องบุคคลย่อมมีเสรีภาพในการแสดง ความคิดเห็น ในการพูด ตรงนี้สมาชิกได้อธิบายละเอียดแล้ว ผมจะไม่พูดลงในรายละเอียด แล้วบุคคลที่มีวิชาชีพสื่อมวลชนย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวสาร แสดงความคิดเห็น หรือจริยธรรม ประเด็นที่เราล็อกเขาไว้สามชั้น ไตรล็อก (Tri Lock) ที่ผมพูดเมื่อสักครู่นี้ แล้ว ก็รวมทั้งโทษที่เรากำหนดไว้รอบ ๆ คือถ้าออกมาคุณต้องเจออันนี้แน่ เป็นการทำให้ ไม่มีเสรีภาพ แล้วส่งผลต่อไปยังประชาชนที่ได้รับข่าวสารจากการนี้ด้วย มันเชื่อมต่อกัน

ประเด็นต่อมาที่เหมือนกับว่าถ้ามองแล้วจะหนักเข้าไปอีก ก็คือมาตรา ๗๗ ผมจะชี้อย่างนี้ครับท่านประธาน ขอเวลาอีกเล็กน้อย ความจำเป็นในการร่างกฎหมาย กฎหมายนี้อาจจะบอกว่ามีความจำเป็น แต่ระบุว่าที่เป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิต การประกอบอาชีพ อันนี้เป็นกฎหมายที่มีความจำเป็นจะต้องมีการปฏิรูปสื่อ แต่ว่าในส่วนนี้ ไปสร้างปัญหาในการประกอบอาชีพมากจนเกินไปสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพสื่อตรงนี้ขัด มาตรา ๗๗ ได้ แต่ที่ขัดแน่ ๆ ก็คือเกี่ยวกับเรื่องของวรรคสอง ก่อนการตรากฎหมายทุกฉบับ รัฐพึงจัดให้มีการรับฟังความเห็นของผู้เกี่ยวข้อง วิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น จากกฎหมายอย่างรอบด้านและเป็นระบบ อันนี้เป็นรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ การสอบถามตรงนี้ ถ้ามีการสอบถามแล้วการไปรับประทานข้าวคงไม่พอ แต่การสอบถามเป็นระบบและมีความเห็น เป็นอย่างไรหลังจากที่รัฐธรรมนูญออกต้องชัดเจนกว่านี้ ไม่อย่างนั้นก็กลายเป็นว่าออกกฎหมาย โดยไม่ฟังความเห็น ทีนี้การที่มีความเห็นค้านแรง ๆ แบบนี้จะให้ตีความว่าอย่างไร ก็คือได้ฟังแล้ว แล้วก็เอามาดำเนินการหรือไม่ อย่างไร เป็นประเด็นนะครับ

ประเด็นต่อมา ในเรื่องมาตรา ๗๗ การใช้ระบบอนุญาต มาตรา ๗๗ วรรคสาม กำหนดว่ารัฐพึงใช้ระบบอนุญาตหรือระบบคณะกรรมการในกฎหมายเฉพาะกรณีที่จำเป็น เมื่อสักครู่นี้จำเป็นในการมีกฎหมาย ในความจำเป็นนั้นมีได้ แต่ความจำเป็นในการใช้ คณะกรรมการในการออก วรรคสามกำหนดว่าต้องใช้เฉพาะที่จำเป็น เรามีตั้ง ๓ คณะ เกินความจำเป็นหรือไม่ อย่างไร ในข้อนี้ผมมองว่าขัดมาตรา ๗๗ อย่างแน่นอน เพราะว่า เราออกเป็น ๓ ล็อกตรงนี้มีคณะกรรมการ ๓ คณะ แล้วก็มีการอนุญาต ไม่ว่าจะเป็น ออกใบอนุญาตหรือใบรับรองก็คือการออกอนุญาตอยู่ดี นอกจากนั้นการใช้ระบบคณะกรรมการ ในกรณีที่ผมได้กล่าวแล้วว่าเป็นระบบคณะกรรมการเฉพาะในกฎหมายที่จำเป็น วรรคสาม นี่นะครับ

สุดท้ายอยากจะเรียนท่านประธานว่าท่าทีของรัฐบาล ผมมีโอกาสได้ฟัง และผมก็มีความเห็นว่าถ้ารัฐบาลเองรับเรื่องนี้ไปจะมีความสุ่มเสี่ยงต่อแรงกดดันค่อนข้างมาก ในสถานการณ์แบบนี้ แล้วมีโอกาสได้ฟัง ๒-๓ ท่าน กรธ. ท่านหนึ่งก็ชี้ว่าเหมือนจะขัด แล้วมีระดับรองนายกรัฐมนตรีได้บอกว่าเราจะรอดูก่อนแต่ไม่ใช่เรื่องง่ายในการจะผ่าน มาตรา ๗๗ เพราะเป็นเรื่องใหม่ที่ออกมาซึ่งทุกคนต้องระมัดระวังในขณะนี้ ดังนั้น ข้อเสนอแนะสุดท้ายก็คือว่าผมเสนอยืนยันกลับไปที่ ป.ย.ป. ในคราวนั้นเขาพูดกันเรื่องนี้ เมื่อไม่กี่วันมานี้ที่เขาฟังความเห็นโดยทั่วไป ผมเสนอว่าให้ใช้ไตรรักษ์ เข้ามานั่งคุยกันใหม่แล้วใช้ไตรรักษ์ รักษ์ แปลว่ารักษา คำนี้ไม่มี ในพจนานุกรม หมายความว่า ๓ ส่วนนี้ช่วยดูแลกันเอง ก็คือสื่อช่วยดูแลรัฐอย่าให้ทำอะไร ผิดพลาดหรือไปกดดันประชาชน ประชาชนเองต้องช่วยกันดูแลสื่อไม่ให้รัฐใช้อำนาจไปกดดัน รัฐเองก็ต้องช่วยดูแลประชาชนไม่ให้สื่อมีการกระทำใด ๆ ที่เป็นการกระทบกระเทือนต่อสื่อ หมายความว่า ๓ ส่วนนี้เชื่อมโยงถึงกันและกันแล้วรวมกันเป็นช่วยกันรักษา ช่วยกันดูแล ถ้าหากคุยกันลักษณะแบบนี้ผมเห็นว่าสามารถจะมีทางออกได้ แล้วสื่อเองที่บอกว่าจะดูแล กันเอง ผมว่าถึงเวลาแล้วฝากสื่อทั้งหลายไปด้วยนะครับ ที่บอกว่าจะดูแลกันเองท่านก็ต้อง เสนอมาว่าดูแลกันอย่างไร วิธีใด ไม่อย่างนั้นสิ่งนี้จะกลับมาหาเราอีก ผมก็เลยเสนอว่า ผมเองคงจะไม่สามารถเห็นชอบได้ แล้วเห็นว่าเรื่องนี้อยากจะให้มานั่งคุยกันแบบไตรรักษ์ อย่างที่ว่านี่ครับ คล้าย ๆ ไตรภาคี แต่นี่ไม่ใช่ นี่เป็นการรักษาซึ่งกันและกันไปสู่สิ่งที่ดีกว่า กราบเรียนด้วยความเคารพท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ