พิสิษฐ์ เปาอินทร์ หารือร่างกฎหมายว่าด้วยสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ โดยเสนอเปลี่ยนการออกใบอนุญาตเป็นระบบใบรับรองที่องค์กรวิชาชีพเป็นผู้รับผิดชอบ พร้อมปรับบทบาทสภาวิชาชีพให้เน้นการกำหนดมาตรฐานจริยธรรม การคุ้มครองเสรีภาพผู้สื่อข่าว และการป้องกันผลกระทบจากการนำเสนอข่าว โดยเสนอให้ตัดมาตราที่อาจจำกัดสิทธิออกจากร่างกฎหมาย รวมถึงการกำหนดนิยามผู้ประกอบวิชาชีพให้ครอบคลุมทั้งสื่อดั้งเดิมและสื่อออนไลน์ พร้อมชี้แจงความจำเป็นของการมีตัวแทนภาครัฐในคณะกรรมการภายใต้เหตุผลด้านกฎหมายและจริยธรรม และเสนอแนวทางการจัดตั้งคณะกรรมการเตรียมการอย่างหลากหลาย พร้อมการสนับสนุนงบประมาณผ่าน กสทช. เพื่อความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดยตั้งเป้าจัดตั้งองค์กรให้แล้วเสร็จภายใน 5 ปี เพื่อความมั่นคงและยั่งยืนของสภาวิชาชีพสื่อ
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ท่านสมาชิก กระผม พลตำรวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในฐานะกรรมาธิการ ก่อนที่ผมจะลง ในรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องกฎหมายฉบับนี้ กระผมขออนุญาตนำสิ่งที่ท่านประธาน ได้กราบเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิกกรณีเกี่ยวกับเรื่องใบอนุญาต ตามเอกสารแผ่นขวาง ที่เจ้าหน้าที่ได้แจกจ่ายเพื่อนสมาชิก ประเด็นเรื่องใบอนุญาตตามมาตรา ๓ ในรายงาน หน้า ๓๔ เปลี่ยนจากใบอนุญาต เป็นใบรับรอง ดูตารางขวางขวามือนะครับ ใบรับรอง หมายความว่า ใบรับรองที่องค์กรสื่อมวลชนออกให้แก่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ตามพระราชบัญญัตินี้ องค์กรคืออะไรครับ องค์กรคือเจ้าของกิจการ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นวิทยุโทรทัศน์ ต้องออกใบรับรองในการเป็นผู้ประกอบวิชาชีพในสังกัด ต่อไปครับ ในมาตรา ๘ หน้า ๓๖ พูดถึงเรื่องเจ้าของกิจการ ผู้ประกอบใบอนุญาตจะต้องมี หน้าที่กำกับดูแลให้ผู้ประกอบวิชาชีพองค์กรสื่อมวลชนดำเนินการตามมาตรา ๓๐ (๑) นั่นก็คือจะต้องให้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพจากสภาวิชาชีพ อันนี้เราเปลี่ยนถ้อยคำ ใน (๑) ออก โดยเปลี่ยนเป็นความในมาตรา ๘ เพิ่มเติมในวรรคสองแห่งมาตรา ๘ ให้องค์กร สื่อมวลชนมีหน้าที่ในการออกใบรับรองให้กับผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนที่ปฏิบัติหน้าที่ ในองค์กรของตน ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามระเบียบ หลักเกณฑ์ และวิธีการที่สภาวิชาชีพสื่อมวลชน แห่งชาติกำหนด มาตรา ๓๐ (๑) เดิมที่กำหนดให้สภาวิชาชีพมีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับ เรื่องการขึ้นทะเบียน ออก และเพิกถอนใบอนุญาตให้แก่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการสภาวิชาชีพกำหนด เปลี่ยนเป็น ออกระเบียบ ประกาศ หรือข้อบังคับให้องค์กรสื่อมวลชนไปดำเนินการเกี่ยวกับการออกใบรับรองให้แก่ผู้ประกอบ วิชาชีพสื่อมวลชน ในมาตรา ๙๑ มาตรา ๙๒ และมาตรา ๙๙ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวพันกันก็ขอให้ ตัดออกทั้ง ๓ มาตรา
(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
ผมขออนุญาตท่านประธาน นำเสนอในรายละเอียดเกี่ยวกับร่างกฎหมายฉบับนี้ ผมคงไม่ลงในรายละเอียดว่าหลักการ และเหตุผลในองค์ประกอบใหญ่ ๆ มีมาอย่างไร ท่านประธานกรรมาธิการได้กราบเรียน ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกไปแล้ว ผมจะพูดในรายละเอียดว่าโครงสร้างของกฎหมายฉบับนี้ มีรายละเอียดโดยสังเขปอะไรบ้าง ก็คือหมวด ๑ ในเรื่ององค์กรสื่อมวลชน หมวด ๒ จะพูดถึง เรื่ององค์การวิชาชีพสื่อมวลชน หมวด ๓ จะพูดถึงเรื่องสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ซึ่งมีอยู่ทั้งสิ้น ๑๑ ส่วน ส่วนที่ ๑ เป็นเรื่องบททั่วไป ส่วนที่ ๒ สมาชิก ส่วนที่ ๓ คณะกรรมการ วิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ส่วนที่ ๔ การประชุมใหญ่ ส่วนที่ ๕ มาตรฐานจริยธรรม ส่วนที่ ๖ การส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ส่วนที่ ๗ การส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ส่วนที่ ๘ การคุ้มครองเสรีภาพของผู้ประกอบวิชาชีพ สื่อมวลชน ส่วนที่ ๙ มาตรการคุ้มครองเสรีภาพของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ส่วนที่ ๑๐ มาตรการการคุ้มครองประชาชนจากการประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน และส่วนที่ ๑๑ เรื่องบทกำหนดโทษ ผมขออนุญาตเท้าความว่าในอดีตที่ผ่านมาองค์กรสื่อมวลชนมีการรวมตัวกัน ตามสภาพของสื่อนั้น ๆ จะเป็นลักษณะของสมาคม เป็นลักษณะของสภา มีการรวมตัวกัน นี่คือเหตุผลความจำเป็นว่า องค์กรสื่อมวลชนมีการรวมตัวกันอยู่แล้ว มาตรฐานจริยธรรม ก็กำหนดกติกาขึ้นมาเพื่อดูแลกำกับกันเองภายใน การลงโทษทางจริยธรรมโดยยึดถือ มาตรฐานจริยธรรมที่แต่ละองค์การ ผมขออนุญาตใช้คำว่าองค์การสื่อมวลชนในแต่ละองค์การ กำหนดขึ้นมา กฎหมายฉบับนี้มีความชัดเจนในเรื่องจริยธรรม ขอเรียนว่าผู้ประกอบวิชาชีพ สื่อมวลชนยังมีสิทธิเสรีภาพในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารเต็มที่ตามรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ในมาตรา ๓๕ แต่เมื่อเป็นวิชาชีพสื่อมวลชน ผลจากการประกอบวิชาชีพย่อมมีผลกระทบ ต่อประชาชน ในกรณีที่เกิดความเสียหายย่อมมีผลกระทบต่อประชาชน ต่อสังคม ต่อประเทศชาติ ในอดีตที่ผ่านมา การลงโทษทางจริยธรรมที่ทำโดยองค์กรสื่อมวลชนก็ดี องค์การสื่อมวลชนที่ผมได้กล่าวไว้ ข้างต้นก็ดี ไม่มีเงื่อนเวลาที่ชัดเจนว่าจะต้องดำเนินการภายในกี่วัน มีกรอบเวลาชัดเจน การลงโทษชัดเจนหรือไม่ มาตรฐานก็เป็นไปตามที่องค์กรหรือองค์การต่าง ๆ เหล่านั้นกำหนด กฎหมายฉบับนี้จะเป็นตัวกำหนดมาตรฐานกลางสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติจะเป็นหน่วยงาน ที่กำหนดมาตรฐานจริยธรรมกลางที่องค์การสื่อมวลชนและองค์กรสื่อมวลชนนำไปเป็นหลัก ในการร่างมาตรฐานจริยธรรมในองค์กรและองค์การซึ่งจะยึดโยงกับความในมาตราที่เกี่ยวข้อง เช่น มาตรา ๖ (๖) ที่กำหนดให้องค์กรสื่อมวลชนต้องกำหนดมาตรฐานข้อกำหนดแนวทาง การปฏิบัติด้านจริยธรรม สำหรับองค์การสื่อมวลชนมีมาตรา ๑๔ (๖) ซึ่งกำหนดข้อกำหนด และแนวทางด้านจริยธรรม มาตรา ๑๖ ดูแลเรื่องจริยธรรมภายในองค์การ เช่นเดียวกัน ในสภาวิชาชีพก็กำหนดมาตรฐานจริยธรรม มาตรฐานกลาง ฉะนั้นกฎหมายฉบับนี้ จึงมีความชัดเจน ไม่ว่าในเรื่องการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ไม่ว่าประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชน
ต่อไปเป็นสิ่งที่สังคมพี่น้องสื่อมวลชนให้ความสนใจก็คือมาตรา ๓ ในเรื่องคำนิยาม ของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน เราคงต้องยอมรับว่าขณะนี้สถานการณ์ของสังคมมีการเปลี่ยนแปลง ไปตามเทคโนโลยี สื่อในอดีตที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อวิทยุโทรทัศน์ ปัจจุบัน หันไปสู่สื่อออนไลน์ (Online) ขณะเดียวกันประชาชนพลเมืองของประเทศไทยมีสิทธิ ตามรัฐธรรมนูญในการติดต่อสื่อสาร ก็จะมีบุคคลที่ทำตัวเป็นนักข่าวพลเมืองตรงนี้ คณะกรรมาธิการเราได้พิจารณาแล้วเห็นว่าควรจะต้องมีการกำหนดนิยามของคำว่า ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ให้ชัดเจนและครอบคลุม ในสื่อสิ่งพิมพ์ สื่อวิทยุโทรทัศน์ อันนี้ไม่มีปัญหา เป็นสื่อที่จับต้องได้ มีนักข่าวมีบรรณาธิการ มีการกำกับดูแล เห็นโครงสร้าง ในการกำกับดูแลควบคุมกันเองอย่างชัดเจน แต่สื่อออนไลน์ (Online) ครับ ท่านประธานก็ดี ท่านสมาชิกก็ดี ทราบว่าปัญหาของประเทศนี้เกิดจากอะไร สื่อออนไลน์ (Online) โซเชียล มีเดีย (Social Media) ถ้าอยากจะรุมประณามใครก็เอาสิ่งที่ต้องการจะทำใส่เข้าไปในโซเชียล มีเดีย (Social Media) มันก็จะแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว ขาดการควบคุม เราจึงต้องกำหนด คำนิยามของคำว่า ผู้ประกอบอาชีพสื่อมวลชน ให้ครอบคลุม เรากำหนดอย่างไรครับ ในคำนิยามของสื่อปกติ ผมขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษนะครับท่านประธาน แมสมีเดีย (Mass Media) ก็คือบุคคลที่ประกอบวิชาชีพเป็นสื่อกลางเพื่อนำข่าวสาร สาร และเนื้อหา เพื่อประโยชน์สาธารณะทุกประเภทไปสู่มวลชนไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดอย่างเป็นปกติธุระ หรือทำอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ได้รับค่าตอบแทนเป็นประจำจากเจ้าของสื่อ แต่สื่อออนไลน์ (Online) ไม่ใช่อย่างนั้นครับ สื่อออนไลน์ (Online) เจ้าของสื่อออนไลน์ (Online) เจ้าของเพจ (Page) เป็นทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นทั้งนักข่าว เป็นผู้ผลิตข่าว เป็นบรรณาธิการข่าว เป็นผู้เสนอข่าว และสำคัญยิ่งไปกว่านั้น ไม่มีสังกัด คณะกรรมาธิการ จึงกำหนดคำนิยามเพื่อให้ครอบคลุมก็คือบุคคลที่มีเจตนารมณ์เป็นผู้ประกอบวิชาชีพ ซึ่งเข้าข่ายตามองค์ประกอบที่ผมได้กราบเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิกไปแล้ว ที่มีรายได้ประจำ ขยายความจากตรงนั้น รายได้จากงานที่กระทำไม่ว่าทางตรง ทางอ้อม ผมยกตัวอย่าง ผมเปิดเว็บไซต์ (Web Site) หรือเพจ (Page) ขึ้นมาเพจ (Page) หนึ่ง ทำตัวเป็นผู้เสนอข่าว เป็นข่าวที่ดีมีความน่าเชื่อถือก็จะมีสมาชิกเข้ามาสมัครเป็นจำนวนมาก ถ้าท่านทำโดยไม่มีรายได้อันนี้ก็ไม่น่าจะเข้าองค์ประกอบ แต่ถ้าเมื่อใดท่านมีรายได้ จากสมาชิกที่รับข้อมูลข่าวสารในเว็บไซต์ (Web Site) หรือในเว็บเพจ (Web Page) ของท่านก็ดี ก็คือค่าสมาชิก อันนี้เข้า ทีนี้ออนไลน์ (Online) จะมีลักษณะพิเศษอีกประการหนึ่ง ก็คือมีรายได้ทางอ้อม ได้อย่างไรครับ ผมตั้งเว็บเพจ (Web Page) เว็บไซต์ (Web Site) ขึ้นมา เพื่อทำตัวเป็นผู้สื่อข่าวพลเมือง ปรากฏว่ามีแฟนเพจ (Fanpage) ติดตาม เป็น ๑๐๐ คน เป็น ๑๐,๐๐๐ คน เริ่มจาก ๑๐๐ คน เป็น ๑๐,๐๐๐ คน เป็น ๑,๐๐๐ คน เป็น ๑๐๐,๐๐๐ คน เป็น ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน สิ่งที่จะตามมาก็คือรายได้ทางอ้อม เช่นรายได้จากการโฆษณาออนไลน์ (Online) พี่น้องประชาชนที่เข้าไปเยี่ยมชมเว็บเพจ (Web Page) เว็บไซต์ (Web Site) ของท่าน ก็จะได้เห็นโฆษณา ผู้กระทำมีรายได้จากการโฆษณา ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่เป็นรายได้โดยตรง เราจึงต้องบัญญัติให้ครอบคลุม จะมีมาตราที่เกี่ยวข้องก็คือมาตรา ๗๒ ขออนุญาต ท่านประธานนะครับ ในมาตรา ๗๒ แห่งร่างพระราชบัญญัตินี้กำหนดว่า บุคคลที่ได้รับ ความเสียหายจากการนำข้อมูลข่าวสารวิชาชีพที่ขัดต่อมาตรฐานจริยธรรม แต่ไม่สังกัดองค์กรใด สื่อออนไลน์ (Online) ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนออนไลน์ (Online) ไม่มีสังกัด เป็นตัวของตัวเอง จะต้องถูกอยู่ภายใต้มาตรฐานการกำกับทางจริยธรรมตามมาตรา ๗๒ เช่นเดียวกัน นี่คือสิ่งที่ ผมขออนุญาตท่านประธาน ท่านสมาชิกเพื่อทำความเข้าใจว่าคณะกรรมาธิการเรามิได้มีเจตนา ในการควบคุม กำกับดูแลความมีสิทธิเสรีภาพในการติดต่อสื่อสาร เราต้องการที่จะให้ การติดต่อสื่อสารโดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีเจตนารมณ์ในการเป็นผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน จะต้องเข้าอยู่ภายใต้มาตรฐานจริยธรรมที่สภาวิชาชีพตามร่างกฎหมายฉบับนี้กำหนด
อีกประเด็นหนึ่งที่ผมขออนุญาตท่านประธานและเพื่อนสมาชิกกราบเรียน ในเรื่ององค์ประกอบของสภาวิชาชีพ ก็จะมีสังคมหรือพี่น้องสื่อมวลชนมีความกังวล ว่าองค์ประกอบของหน่วยงานรัฐ ก็คือปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ที่เข้ามาอยู่ในคณะกรรมการสภาวิชาชีพจะมีอำนาจในการที่ไปกำกับดูแล กำหนดทิศทาง ในการประกอบอาชีพสื่อมวลชนได้หรือไม่ ก็กราบเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิกว่า ในเนื้อหาฉบับนี้กำหนดให้สภาวิชาชีพดำเนินการในเรื่องจริยธรรม องค์ประกอบของคณะกรรมการ เหตุที่เรานำตัวแทนของรัฐ ๒ ตำแหน่งเข้ามา เนื่องจาก มีความยึดโยงกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ท่านประธานกรรมาธิการได้กราบเรียนไปแล้ว ในเรื่องกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งต้องจดแจ้งการพิมพ์ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก็คือกระทรวงวัฒนธรรม ในเรื่องวิทยุโทรทัศน์ก็ต้องไปดำเนินการกับปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งอาจจะต้อง มีการประสานกับ กสทช. นี่คือความยึดโยง นอกจากนี้ตัวส่วนราชการ ๒ ส่วนนี้ก็ยังมี ส่วนยึดโยงในเรื่องการติดต่อประสานงานกับรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งดูแลมาตรฐานศีลธรรมอันดีงามของสังคม ซึ่งสามารถให้คำแนะนำแก่คณะกรรมการ สภาวิชาชีพในเรื่องการพิจารณาจริยธรรม ในการกำหนดกรอบจริยธรรม ในการพิจารณาว่า การปฏิบัติหน้าที่ของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนเป็นไปตามมาตรฐานจริยธรรมที่กำหนดไว้ หรือไม่ นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราถึงเอาตัวแทนของรัฐใน ๒ ส่วนเข้ามา
อีกประเด็นหนึ่งก็คือ ในองค์ประกอบของคณะกรรมการเตรียมการจัดตั้ง สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติตามบทเฉพาะกาล มาตรา ๙๓ เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้ ในบทเฉพาะกาลกำหนดให้คณะกรรมการเตรียมการจัดตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ มีระยะเวลาการทำงานไม่เกิน ๒ ปี ตามมาตรา ๙๓ ฉะนั้นหลักการคือทำอย่างไร ให้คณะกรรมการชุดนี้สามารถดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายฉบับนี้ได้ทันเวลา การไปใช้วิธีการคัดเลือกตัวแทนสื่อมวลชนก็ดี ตัวแทนภาคประชาชนก็ดี จากการศึกษา เราพบว่าถ้าใช้วิธีการเช่นนั้นจะทำให้เมื่อมีการจัดตั้งคณะกรรมการสภาวิชาชีพแล้วจะเหลือเวลา ให้ทำงานได้ไม่ทัน เราจึงกำหนดตัวผู้ที่เกี่ยวข้องก็คือในการพิจารณาเลือกองค์กรที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องการสื่อสารมวลชน เช่น ประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ ประธานสภาวิชาชีพ ข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ประธานสมาคมวิชาชีพวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ นายกสมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ (Online) ผู้จัดการกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ประธานมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย เป็นต้น ก็คือให้มีความหลากหลายเพื่อเป็นคณะกรรมการเตรียมการจัดตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ให้ดำเนินการตามวัตถุประสงค์
เรื่องเงินครับ ในร่างเดิมที่เสนอไปยังคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ในขณะนั้นเราออกแบบให้ใช้เงินภาษีบาปที่เหลือ จากการดำเนินการของไทยพีบีเอส (Thai PBS) ที่จะต้องส่งคืนคลังจำนวน ๕ เปอร์เซ็นต์ มาเป็นค่าใช้จ่ายของสภาวิชาชีพ มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ มีข้อติติงว่าการที่รัฐนำเงินไปอุดหนุน สื่อมวลชนของเอกชนจะขัดรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๓๕ หรือไม่ อันนี้คณะกรรมาธิการเรา พิจารณาแล้วมีความหมิ่นเหม่ครับ เราจึงตัดตรงนี้ออก เมื่อตัดออกไปแล้วเราก็ยังเป็นห่วงว่า ถ้าปราศจากเงินทุน คณะกรรมการเพื่อเตรียมการจัดตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติก็ดี สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติก็ดี ที่จะเกิดขึ้นไม่สามารถดำเนินการได้หากปราศจาก เงินทุนดำเนินการ เราได้มีการพูดคุยประสานงานกับกองทุนสื่อสร้างสรรค์ของ กสทช. ว่าสามารถสนับสนุนเงินตรงนี้ได้หรือไม่ ซึ่งก็ยินดีนะครับ เราจึงกำหนดไว้ในมาตรา ๙๖ มาตรา ๙๗ ว่าให้ กสทช. จัดสรรเงินเพื่อสนับสนุนการดำเนินงาน ของคณะกรรมการเตรียมการจัดตั้งสภาวิชาชีพ เพื่อให้สภาวิชาชีพใช้จ่าย โดยจัดทำ เป็นคำของบประมาณประจำปี ซึ่งก็ไม่แน่ว่าสิ่งที่จัดทำเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี สมมุติขอไป ๑,๐๐๐ ล้านบาท หรือ ๑๐๐ ล้านบาท ท่านต้องให้เต็ม อันนี้อยู่ที่เหตุผล ความจำเป็น เมื่อคณะกรรมการเตรียมการจัดตั้ง ๒ ปี สภาวิชาชีพเราให้ ๕ ปีเลย ทีแรกเราก็มีข้อถกเถียงกันว่า ๕ ปีจะยาวเกินไปไหม ก็มีข้อถกเถียงมากมาย เพื่อให้สภา สามารถตั้งตัวและดำเนินกิจการไปได้ตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายจึงให้ ๕ ปี พอ ๕ ปี แล้วรายได้ของสภาก็จะมาจากรายได้ที่กำหนดไว้ เช่น รายได้จากสมาชิก รายได้จากผู้ที่ บริจาค เงินทุน ดอกเบี้ย เป็นต้น ซึ่งเราเชื่อว่าเมื่อผ่านพ้น ๗ ปีไปแล้วสภาวิชาชีพที่เกิดขึ้น ก็จะสามารถยืนอยู่และบริหารจัดการเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ในกฎหมายได้ กระผมมีรายละเอียดที่ขยายต่อท่านประธานกรรมาธิการเท่านี้ ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ ถ้าท่านสมาชิกอภิปรายก็ค่อยขออนุญาตตอบ ขอบพระคุณท่านประธานครับ