คณิต ชี้แจงร่าง พ.ร.บ. สื่อ-เสนอจัดตั้งสภาวิชาชีพคุ้มครองเสรีภาพ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๒ · ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๐

คณิต สุวรรณเนตร ชี้แจงผลการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปสื่อ โดยเสนอเปลี่ยนการออกใบอนุญาตสื่อมวลชนเป็นระบบใบรับรองที่ออกโดยเจ้าของสื่อ พร้อมยกเลิกมาตราที่มีบทลงโทษเพื่อส่งเสริมเสรีภาพภายใต้กรอบความรับผิดชอบ และเสนอให้มีการจัดตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนที่มีตัวแทนจากทุกภาคส่วนเพื่อกำกับดูแลร่วมกัน รวมถึงเสนอให้ตั้งคณะกรรมการเตรียมการเพื่อวางรากฐานก่อนจัดตั้งสภาวิชาชีพอย่างเป็นทางการ พร้อมเน้นการคุ้มครองสิทธิทั้งผู้สื่อข่าวและประชาชน ส่งเสริมมาตรฐานวิชาชีพ และใช้ทรัพยากรจากกองทุน กสทช. สนับสนุนการทำงานและสวัสดิการขององค์กรสื่อ.

พลอากาศเอก คณิต สุวรรณเนตร ประธานกรรมาธิการ

ผลงานชิ้นนี้ ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกครับ เป็นผลงานของคณะอนุกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านสื่อสิ่งพิมพ์ แต่ว่าเหตุที่กระผมและท่านพิสิษฐ์ รองประธานกรรมาธิการ ได้มาดำเนินการในเรื่องนี้ ก็เพราะว่าท่านประภา เหตระกูล ศรีนวลนัด ท่านประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ด้านสื่อสิ่งพิมพ์นั้นท่านแสดงสปิริต (Spirit) เพราะเกรงว่าจะมีเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะท่านเป็นเจ้าของสิ่งพิมพ์และเป็นเจ้าของทีวี (TV) อยู่ด้วย ท่านประธานที่เคารพครับ ไม่มีใครมองเห็นตัวเองได้ดีเท่ากระจก เพราะฉะนั้นในการสำรวจดูสิ่งต่าง ๆ ที่คณะกรรมาธิการ ของกระผมจะกระทำนั้น เราได้ฟังความคิดเห็นรอบด้าน กระผมและท่านพิสิษฐ์ได้ใช้เวลานอก ไปนั่งรับประทานข้าวกับสื่อมวลชนในอดีต เราก็มีการพูดคุยกันถึงประเด็นต่าง ๆ เรารับ เป็นข้อมูลมา แต่มิได้หมายความว่าข้อมูลที่เราพูดคุยกันทั้งหมดนั้นเราจะนำมาใส่ในนี้ทั้งหมด เพราะมันมีอีกหลายขั้นตอนในการพิจารณาและหลายกระบวนการ เมื่อเช้านี้คณะกรรมาธิการ ของกระผมได้มีการประชุมนัดพิเศษ เวลา ๐๘.๓๐-๐๙.๑๕ นาฬิกา เราฟังเสียงประชาชน เราฟังเสียงสื่อมวลชน เราฟังเสียงสะท้อน ดังนั้นปมขัดแย้งในขณะนี้ที่ต่างฝ่ายต่างมีสมมุติฐาน ของตัวเอง กระผมก็มองด้วยความหวังดีในมุมมองของกรรมาธิการ สื่อมวลชนก็มีความหวังดี ในฐานะที่ประกอบวิชาชีพ ๒ ประเด็นที่ขัดแย้งกันและเป็นที่ประจักษ์ก็คือ ข้อ ๑ เรื่องใบอนุญาต ของผู้ประกอบการ เรื่องใบอนุญาตของผู้ประกอบการมีอยู่แล้วครับ ใครจะประกอบการ ด้านวิทยุท่านก็ต้องไปแจ้งที่ กสทช. ใครจะทำด้านทีวี (TV) ท่านก็ต้องไปประมูลถ้าเป็นธุรกิจ แต่ไปขอได้เลยถ้าเป็นสาธารณะที่ กสทช. เพราะฉะนั้นใบอนุญาตมีอยู่แล้วครับ ใครจะเปิด หนังสือพิมพ์ท่านก็ไปที่กระทรวงวัฒนธรรมเพื่อขอจดแจ้งการพิมพ์ เพราะฉะนั้น เรื่องใบอนุญาตการประกอบการมีหน่วยงานที่ดูแลอยู่ ที่คณะกรรมาธิการเราใส่ไว้ในวันนี้ ก็คือใบอนุญาตของผู้ประกอบวิชาชีพ เพราะในอดีตนั้นการประกอบวิชาชีพนี้มีผลกระทบ มีสิ่งซึ่งเคยเกิดมาแล้วกระทบต่อประชาชน กระทบต่อการละเมิดสิทธิคนอื่น เพราะฉะนั้น เราจึงมาดูตรงนี้ เดี๋ยวคงพูดกันเยอะในมาตรา ๓ ต้องกราบเรียนเชิญนะครับ ดังนั้น คณะกรรมาธิการของกระผมจึงได้มีการประชุมกันในตอนเช้า เสนอประเด็นในเรื่องของ ใบอนุญาต แล้วก็มีมติเสียงข้างมากออกมาว่าในเรื่องใบอนุญาตนั้นจะขอปรับเป็นใบรับรองแทน ใบรับรองหรือว่าเป็นบัตรประจำตัวซึ่งออกโดยเจ้าของ ออกโดยบรรณาธิการถ้าเป็นสิ่งพิมพ์ ออกโดยเจ้าของสถานีถ้าเป็นวิทยุ หรือโทรทัศน์ หรือเคเบิลทีวี (Cable TV) จะเปลี่ยน เป็นใบรับรองแทน ดังนั้นในการที่ปรับจากใบอนุญาตเป็นใบรับรองก็จะทำให้มีผลกระทบต่อ ทั้ง ๑๐๐ มาตรา ๒๒๗ หน้าที่อยู่ในมือท่านประธานและเพื่อนสมาชิกนั้นมีการปรับแต่ง จะไม่มีมาตรา ๙๑ และมาตรา ๙๒ ซึ่งเป็นบทลงโทษ เพราะฉะนั้นบทลงโทษจะไม่มี ขออนุญาตให้เจ้าหน้าที่รัฐสภาแจกเลย เราได้จัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้วครับ เป็นใบมีตารางขวาง ๑-๒ หน้าเองครับ เพราะฉะนั้นถ้าท่านดูในปึกใหญ่ เพื่อไม่ให้สับสนนะครับ ผมขออนุญาตใช้ ๑๐๐ มาตราไปก่อน มาตรา ๙๑ และมาตรา ๙๒ ว่าด้วยเรื่องของผู้ที่ไม่มีใบอนุญาตนั้น จะมีโทษปรับแล้วก็โทษทางอาญาด้วย ในมาตรา ๙๒ นั้นคือผู้ประกอบการที่รับบุคคลใด ที่ไม่มีใบอนุญาตเข้าก็จะมีโทษด้วย เพราะฉะนั้นมาตรา ๙๑ มาตรา ๙๒ จะไม่มี ส่วนมาตรา ๙๙ ก็จะไม่มีด้วย เพราะว่ามาตรา ๙๙ นั้นเป็นบทเฉพาะกาลที่คณะกรรมาธิการของกระผม ได้เสนอในช่วงเปลี่ยนผ่านว่าเมื่อร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ประกาศใช้ ผู้ที่ประกอบวิชาชีพ สื่อมวลชนอยู่ ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ โทรทัศน์ เคเบิลทีวี (Cable TV) สื่อสิ่งพิมพ์ ทุกสื่อครับ จะได้รับใบอนุญาตโดยอัตโนมัติ บทเฉพาะกาลเขียนไว้นะครับ ส่วนผู้ที่จะเข้ามาใหม่นั้น ควรผ่านกระบวนการ เพราะว่ามีอนุกรรมาธิการของกระผมท่านหนึ่งซึ่งวันนี้ท่านไม่ได้มา ท่านประกอบอาชีพสื่อมวลชนมา ๓๐ ปี ท่านบอกว่า ท่านคณิตครับ ใบอนุญาตคือสิ่งซึ่งกระผมภาคภูมิใจ ผมอยากได้ใบอนุญาต เพราะฉะนั้นเป็นสิ่งซึ่งผมจะเดินไปทำข่าว เดินไปที่ไหนเขาก็รู้ว่าผมเป็นสื่อมวลชน ผมมีที่มาที่ไปอะไรอย่างนี้นะครับ ก็มีการพูดคุยกัน โดยสรุปก็คือในร่าง พ.ร.บ. ถ้าท่านเจอ คำว่า ใบอนุญาต ก็จะเป็นใบรับรอง มาตรา ๙๑ มาตรา ๙๒ และมาตรา ๙๙ ก็จะยกเลิกไป แล้วเราค่อยมาเรียงกันใหม่หลังจากที่โหวตไปวันนี้ กระผมและเจ้าหน้าที่สภาก็จะไป ปรับเรียงกันใหม่พร้อมทั้งข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะของท่านผู้มีเกียรติทุก ๆ ท่านนะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ หลักการและเหตุผลที่คณะกรรมาธิการ สปท. ได้สานต่อในวาระ ๓๒ วาระ ๓๓ วาระ ๓๔ ต่อจาก สปช. ก็คือโดยที่ปัจจุบันการประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน มีลักษณะเป็นพลวัตรที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วโดยเทคโนโลยีที่ทันสมัย ส่งผลให้ สื่อมวลชนมีบทบาทที่สำคัญอย่างมากในการสร้างสรรค์สังคมและการประกอบวิชาชีพ สื่อมวลชน สามารถส่งผลกระทบต่อสาธารณชนอย่างกว้างขวาง ซึ่งที่ผ่านมาผู้ประกอบ วิชาชีพสื่อมวลชน องค์กรสื่อมวลชน และองค์การสื่อมวลชน ได้มีการกำหนดมาตรการ และกลไกในการกำกับดูแลกันเองทางจริยธรรม แต่ไม่ประสบความสำเร็จและไม่มีประสิทธิภาพ เท่าที่ควร กระบวนการและกลไกในการกำกับดูแลสื่อมวลชนขาดการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน อย่างแท้จริง ฉะนั้น เพื่อให้การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพ ตลอดจนการกำกับดูแลกันเองทางจริยธรรมของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนเป็นไป อย่างมีประสิทธิภาพและมีมาตรฐานที่เป็นธรรมในการคุ้มครองประชาชนจากการประกอบ วิชาชีพสื่อมวลชนอย่างเป็นรูปธรรม จึงสมควรกำหนดให้มีการจัดตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ เพื่อให้เป็นองค์กรกลางในการทำหน้าที่คุ้มครองสิทธิเสรีภาพและความเป็นอิสระของสื่อมวลชน ส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพ ให้ความเป็นธรรมแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการใช้ เสรีภาพของสื่อมวลชนที่ไม่ถูกต้อง เกิดการกำกับดูแล เกิดการส่งเสริม สนับสนุนให้เกิด การกำกับดูแลกันเองของสื่อมวลชนในทุกระดับชั้นอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการกำกับดูแล ตนเองของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน โดยองค์กรสื่อมวลชนในระดับที่ ๑ การกำกับดูแล กันเองโดยองค์การวิชาชีพสื่อมวลชนในลำดับที่ ๒ โดยกำหนดให้สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ เป็นกลไกในการกำกับดูแลร่วม หรือที่เรียกว่าโคเรกูเลต (Co-regulate) ในชั้นที่ ๓ ซึ่งเป็นการกำกับดูแลร่วม ดังนั้นจึงจำเป็นต้องตราพระราชบัญญัติฉบับนี้ ท่านประธานที่เคารพ ในรายงานฉบับนี้มีทั้งหมด ๒๒๗ หน้า กระผมขออนุญาต คือในตัวรายงานเป็นภาษาหนังสือ และเป็นภาษาทางกฎหมาย ผมจะกราบเรียนให้ท่านเห็นภาพ ท่านจะเห็นภาพสั้น ๆ และเข้าใจนะครับ ตัวร่าง พ.ร.บ. การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐาน วิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... มีทั้งหมด ๒๘ หน้า เริ่มตั้งแต่หน้า ๓๓-๖๑ มีทั้งหมด ๑๐๐ มาตรา ในตัวเอกสารขอแก้ไข พ.ร.บ. จดแจ้งการพิมพ์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งต่อกัน อยู่ในหน้า ๖๔-๖๖ มีแค่ ๓ หน้า จำนวน ๙ มาตรา นอกนั้นเป็นผนวก ได้แก่ ผนวก ก คือเราเสนอทั้งหมดเลย เพราะว่าเปเปอร์ (Paper) นี้พอไปถึงส่วนราชการใด หน่วยงานใด ไม่ว่าจะเป็นคณะรัฐมนตรี หรือเป็น สนช. ท่านจะมีหมดท่านไม่ต้องไปค้นใหม่ ในผนวก ก เป็นร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ครับ แต่เป็นเวอร์ชัน (Version) ของ สปช. ในผนวก ข เริ่มจากหน้า ๑๑๓-๑๔๓ จำนวน ๓๐ หน้า เป็นผลการศึกษาของทีดีอาร์ไอ (TDRI) และ บริษัท เบเกอร์ แอนด์ แม็คเคนซี จำกัด ในผนวก ค เป็นประเด็นข้อคิดเห็นต่าง ๆ ของกระผมซึ่งผมเสนอไว้ ๒๗ ข้อ ในหน้า ๑๖๓-๑๖๔ รวม ๒๑ หน้า ผนวก ง ก็คือร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ แต่เป็นเวอร์ชัน (Version) ของ ๖ องค์กรวิชาชีพสื่อ มีจำนวน ๒๑ หน้า ตั้งแต่หน้า ๑๖๔-๑๘๕ ผนวก จ ก็คือ ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายในเรื่องของการส่งเสริม และการกำกับดูแลจริยธรรมสื่อ ของท่านศาสตราจารย์ ดอกเตอร์คณิต ณ นคร ท่านส่งมา ให้เรา และสุดท้ายคือผลการเฮียริง (Hearing) คือผลการไปประชุม สัมมนา ไปรับฟัง ความคิดเห็นของคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านสื่อสิ่งพิมพ์ รวม ๖ หน้า เพราะฉะนั้นเอกสารจะหนาสักนิดหนึ่งแต่ว่าจะมีความสมบูรณ์ ท่านไปอ่านและดู เปรียบเทียบ เราคงอภิปรายกันวันนี้ทั้งวัน หรือถ้าไม่จบก็ไปต่อวันพรุ่งนี้ ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผมขอกราบเรียนในภาพรวมที่จะได้เห็นและเข้าใจง่าย ปัญหาในอดีตที่เคย เกิดนั้น กระผมขอกล่าวถึงปัญหานะครับ ในสิ่งดี ๆ ของสื่อมวลชน ด้วยความเคารพ มีเยอะเลย และผมก็เคารพในสังคมของสื่อมวลชน แต่จะขอพูดเฉพาะในสิ่งซึ่งเป็นปัญหาและเราจะมา แก้กัน ปัญหาในอดีตนั้นก็คือในเรื่องของการลงข้อความที่ไม่ตรงกับความจริง การลงข้อความ ที่ก่อให้เกิดการเข้าใจผิด การลงข้อความโดยใช้คำพูด ใช้คำย่อ ทำให้เข้าใจเป็นอย่างอื่น ก่อให้เกิดการแตกแยก การแตกแยกนี้แตกแยกทั้งทางด้านสังคม ศาสนา การเมือง และทั้ง ๓ แตกแยกนี้กระทบมาถึงเรื่องของความมั่นคง การละเมิดสิทธิเสรีภาพของคนอื่น การโฆษณาที่เกินเลยความจริง และสุดท้ายคือการกระทำที่กระทบกระเทือนต่อสถาบันเบื้องสูง การแก้ไขปัญหาในอดีตก็ได้มีความพยายามครับท่านประธาน การแก้ไขก็คือไปฟ้องศาล ไปร้องเรียนต่อบรรณาธิการบ้างถ้าเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ ไปแจ้งสถานีวิทยุ สถานีโทรทัศน์บ้าง ถ้าเป็นเสียงและภาพ ไปแจ้งต่อผู้จัดการสถานีเคเบิลทีวี (Cable TV) ที่มีอยู่ทั่วประเทศ ๗๖ จังหวัด แล้วก็ได้รับการพิจารณาบ้าง ไม่พิจารณาบ้าง ผลออกมาไม่พอใจบ้าง พอใจบ้าง อีกทางหนึ่งก็คือไปฟ้องศาล ซึ่งการไปฟ้องศาลนั้นก็ไม่เป็นที่ต้องการของคู่กรณี เพราะ ๑. ต้องเสียค่าใช้จ่ายในเรื่องของทนาย จะต้องเสียเวลาในการไปตามที่ศาลนัด ในอดีตนานมาแล้วถึง ๒๐ ปี เป็นที่ประจักษ์ว่าสมาคม สมาพันธ์สื่อด้านต่าง ๆ ได้พยายาม แก้ปัญหานี้เป็นที่ประจักษ์แล้วนะครับ แต่ว่าขาดฐานกฎหมาย ขาดสภาพบังคับ เพราะฉะนั้นจึงทำให้ปัญหาในอดีตนั้นยังไม่ได้ถูกแก้ไข สปช. จึงศึกษาในเรื่องนี้แล้วก็ เสนอแนะว่าควรจะมีสภาวิชาชีพ ปัญหาก็คือผู้ถูกกล่าวหาหรือคู่กรณีลาออกจากต้นสังกัด ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ หรือโทรทัศน์ หรือสื่อสิ่งพิมพ์ ปัญหาดังกล่าวนั้นยังคงวนเวียนอยู่เรื่อยมา สปท. คณะของกระผมก็ได้สานต่อ เรามีนักวิชาการระดับดอกเตอร์ เรามีการไปประชุม เสวนานอกสถานที่ เพราะฉะนั้นจึงเห็นว่าโอกาสนี้น่าจะเป็นโอกาสดีที่เราจะได้มี การปฏิรูปด้านสื่อสารมวลชน ในสิ่งที่เราได้เสนอไว้จะเป็น ๓ ขั้นตอน ท่านฟังตามผม ไปนิดเดียวท่านเข้าใจหมด ขั้นตอนที่ ๑ เลยก็คือองค์กร ในนี้จะเขียนว่าองค์กรจะต้องมาแจ้ง องค์กรที่ว่านี้คือใครครับ ก็คือวิทยุโทรทัศน์ วิทยุธุรกิจ วิทยุชุมชน โทรทัศน์ ธุรกิจ หรือสาธารณะก็แล้วแต่ สิ่งพิมพ์ เคเบิลทีวี (Cable TV) ที่อยู่ต่างจังหวัด ท่านจะต้อง มาจดแจ้ง และในการมาจดแจ้งนั้นท่านจะต้องมีประกาศหรือคำสั่งในการดำเนินการ ด้านจริยธรรมของท่านมาด้วย

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ในขั้นที่ ๑ คือเป็นการกำกับดูแลตัวเอง ขั้นที่ ๒ ก็คือการกำกับดูแลกันเอง ก็หมายถึงว่าองค์กรในข้อที่ ๑ ของกระผมรวมกันอย่างน้อย ๑๐ องค์กร รวมกันอย่างน้อย ๕๐๐ คนขึ้นไป รวมกันนะครับ เพราะว่าหนังสือพิมพ์อาจจะมีทั้งใน กทม. และในต่างจังหวัดท่านก็เป็นองค์กร ท่านต้อง กำกับดูแลตัวเอง ต่อไปท่านมารวมกันตามประเภทหรือท่านข้ามประเภทก็ได้ แล้วแต่ท่าน มารวมกันเป็นองค์การ แต่ต้อง ๑๐ องค์กรขึ้นไป ต้อง ๕๐๐ คนขึ้นไป แล้วท่านก็จัดตั้ง เป็นองค์การ สถานที่จะอยู่ที่ไหน ใช้ชื่ออย่างไรท่านไปกำหนดกัน แล้วก็มีประกาศหรือมีคำสั่ง มาตรฐานจริยธรรมขององค์การของท่านที่มี ๑๐ องค์กรนั้น อันนี้เป็นการกำกับดูแลกันเอง ขั้นสุดท้ายครับ ขั้นสุดท้ายคือการกำกับดูแลร่วมหรือที่เรียกว่าโคเรกูเลต (Co-regulate) ตามข้อเสนอของทีดีอาร์ไอ (TDRI) แล้วก็ บริษัท เบเกอร์ แอนด์ แม็คเคนซี จำกัด ก็คือเสนอ ให้มีการจัดตั้งสภาวิชาชีพ สภาวิชาชีพก็น่าจะอยู่ใน กทม. อยู่ที่ไหนยังไม่ทราบ ให้มีสภาวิชาชีพขึ้น มีคณะกรรมการ ๑๕ ท่าน ประกอบด้วยส่วนต่าง ๆ ในหลักคิดตอนแรกเราใช้วิธีให้สภาวิชาชีพ มาจาก ๓ แกนด้วยกันเท่า ๆ กัน คือ ๔ สื่อมวลชน ๔ ภาครัฐ และ ๔ นักวิชาการอิสระ รวมกันเป็น ๑๒ ประธานอีก ๑ เป็น ๑๓ ในนี้บ่งเลยนะครับว่าประธานต้องเป็นผู้ที่มาจาก สื่อมวลชนเท่านั้น พอดำเนินการในเรื่องนี้ก็มีเสียงเสนอมาว่าภาครัฐมี ๔ ปลัดกระทรวง คือ ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงดีอี (DE) ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และปลัดกระทรวงวัฒนธรรม เราก็มีการพูดคุยกันให้ท่านสื่อมวลชนได้สบายใจ ท่านเกรงในเรื่องของ การครอบงำเพราะฉะนั้นเราปรับ เราถอย ถอยครั้งที่ ๑ คือเราปรับ ๒ ปลัดกระทรวงออก คือปลัดกระทรวงการคลัง และปลัดกระทรวงดีอี (DE) แล้วใครมาแทนครับ คนที่แทน ปลัดกระทรวงการคลังคือผู้แทนของคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เราปรับปลัดกระทรวงดีอี (DE) ออก ใครมาแทนครับ คือผู้แทนจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมาแทน ของสื่อมวลชนยังคงมี ๕ ที่และเป็นประธานด้วย เราเพิ่มให้อีก ๒ เป็น ๗ เพราะฉะนั้น สูตรจึงเป็นที่มาจากของ ๗ ๒ ๒ ๔ ๗ ๒ ๒ เป็น ๑๑ ๔ ยังไม่ทราบเป็นใคร ท่านก็ไปเลือกกัน ตรงนี้สื่อมวลชนได้ประโยชน์แล้วครับ สื่อมวลชนมี ๗ ๒ ปลัดกระทรวง กับผู้แทนจาก คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ท่านไปเลือก ๔ ๔ เป็นใครไม่รู้ท่านไปเลือกมาให้ได้ ๑๕ นี่คือเป็นที่มาของคณะกรรมการสภาวิชาชีพ ซึ่งเป็นการถอย ครั้งที่ ๑ ของคณะกรรมาธิการของกระผม

ประโยชน์ก็คือแทนที่เวลาเกิดกรณีขึ้นท่านต้องไปฟ้องที่เจ้าของสื่อคือเจ้าของ วิทยุโทรทัศน์ หรือสื่อสิ่งพิมพ์ หรือท่านไปฟ้องศาล ท่านไม่ต้องครับ ท่านแจ้งในองค์กร ของท่านได้เลย เพราะว่าเขามีประกาศคำสั่งเรื่องจริยธรรมอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นถ้ากระทำผิด ประชาชนหรือผู้ประกอบวิชาชีพสื่อไปแจ้งที่องค์กรเลย องค์กรนี้อาจจะอยู่ที่จังหวัดพัทลุง อาจจะอยู่ที่จังหวัดนครราชสีมา ก็แล้วแต่จัดตั้ง องค์กรจะต้องพิจารณาเรื่องร้องเรียนให้เสร็จ ภายใน ๑๕ วันแล้วตอบกลับ เจ้าตัวยังไม่พอใจในคำตัดสินขององค์กรแจ้งมาที่องค์การครับ องค์การจะดู ๑๐ องค์กร องค์การจะดูอีกทีหนึ่ง ยังไม่พอใจอีกท่านแจ้งสภาวิชาชีพ ใน ๓ ขั้นตอนที่ประชาชนอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ หรือผู้ประกอบวิชาชีพสื่อเสียประโยชน์ แจ้งแล้วไม่ตัดสิทธิที่จะไปฟ้องศาล คือท่านก็แจ้งองค์กรของท่านด้วย ยังไม่เวิร์ก (Work) ท่านก็ฟ้องศาลคู่ขนานไปด้วยเลย นี่คือประโยชน์ ประโยชน์ขององค์กร ประโยชน์ขององค์การ ประโยชน์ของสภาวิชาชีพ องค์กรนั้นคือกำกับดูแลตัวเอง องค์การก็คือกำกับดูแลกันเอง และสภาวิชาชีพกำกับดูแลร่วม ก็จะได้ไม่ต้องไปฟ้องศาล ทีนี้ภายใต้สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติจะมีคณะกรรมการจริยธรรม ผมมาถึงสภาวิชาชีพ สภาวิชาชีพมีวาระการดำรงตำแหน่ง ๓ ปี และเป็นได้ ๒ เทอม มาคณะกรรมการจริยธรรม อันนี้ตั้งโดยกรรมการสภาวิชาชีพ ๑๕ คน จำนวนกี่คนยังไม่ได้กำหนด เป็นแต่เพียงบอกว่าให้คณะกรรมการจริยธรรมตั้งขึ้นมาอยู่อันเดอร์ (Under) สภาวิชาชีพ จำนวนกี่คนไปกำหนดกัน แต่จะต้องมีผู้แทนจากภาคประชาชนอย่างน้อย ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นท่านก็จัดสัดส่วน สมมุตินะครับ คณะกรรมการจริยธรรมมี ๒๐ คน ๘ คน จะต้องมาจากภาคประชาชน คณะกรรมการจริยธรรมนั้นก็มีวาระ ๒ ปี อยู่ได้ ๒ เทอม ท่านก็ทำ ๔-๕ อย่าง เดี๋ยวท่านพิสิษฐ์จะว่าในรายละเอียด ผมดูในภาพกว้าง คณะกรรมการ จริยธรรมก็จะดูในเรื่องของการส่งเสริม สนับสนุน ให้มีการอบรม สัมมนา ให้มีการดูงาน แล้วก็ออกมาตรฐานวิชาชีพกลาง หน้าที่ข้อ ๒ ก็คือรับเรื่องร้องเรียน แล้วสภาวิชาชีพมีอำนาจ ในการอุทธรณ์การพิจารณาขององค์กรและองค์การ ผมแตะนิดหนึ่งครับ เรื่องของการคุ้มครอง สิทธิเสรีภาพของผู้ประกอบการอยู่ในมาตรา ๗๖ มาตรา ๗๗ หน้า ๕๕ แล้วก็มาตรการ คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ และมีมาตรการคุ้มครองประชาชน คือจะมี มาตรการคุ้มครองหมด ทั้งผู้ประกอบวิชาชีพสื่อคือเจอร์นัลลิสต์ (Journalist) และประชาชน ซึ่งไม่ได้เกี่ยวด้วยแต่ถูกผลกระทบต่อการลงข่าวแพร่ภาพของสื่อ

บทเฉพาะกาล มาตรา ๙๓ กำหนดให้มีคณะกรรมการเตรียมการจัดตั้ง สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ๑๓ คน เราใส่ตรงนี้ไว้เพื่ออะไรครับ คือกฎหมายฉบับนี้ เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว ตัวสภาวิชาชีพ ๑๕ ท่านจะยังไม่เกิด เพราะฉะนั้น คณะกรรมการเตรียมการจะทำหน้าที่นี้ไปก่อนโดยเรากำหนดให้มีอายุไม่เกิน ๒ ปี ถ้าท่านจัดตั้งเร็ว จัดตั้งสภาวิชาชีพเสร็จเร็วท่านก็เลิกเร็ว แล้วก็มีตัวแทน ๑๓ ท่าน

เกือบจะสุดท้ายครับ ในการดำเนินการทุกอย่างจะขาดเสียไม่ได้เลยคือเรื่องเงิน ในเจตนาเริ่มแรกของกระผม เราอยากให้สถาบันนี้เป็นสถาบันที่มีเกียรติ คือสถาบันสื่อ มีเกียรติได้รับการยอมรับ มีเรื่องของสวัสดิการ มีสวัสดิภาพ มีการอบรม เมื่อสื่อมวลชน ตัวเล็ก ๆ ผมเคยเป็นเด็กวัด ผมเคยลำบากมา กระผมรู้ถึงความลำบากของระดับล่าง ผมอยู่ในกระทรวงกลาโหม ผมรู้ถึงความลำบากของลูกน้องในระดับพลทหาร นายสิบ และชั้นประทวน ทำนองเดียวกันครับ สื่อมวลชนที่ไปเกาะติดอยู่ตามโรงพัก ไปเกาะติดอยู่ ตามสถานที่ซึ่งกำลังจะมีการล่อซื้อยาบ้า ไปเกาะติดอยู่ตามสถานที่ที่มีเรื่องของน้ำท่วม ไฟป่าอะไรต่ออะไร น้อง ๆ พวกนี้ลำบากครับ น้อง ๆ พวกนี้ควรที่จะได้รับการดูแล ท่านจะเห็น ผมมีข้อสงวน ๒๗ ข้อ ผมจะเขียนไว้ตรงนั้น เช่น เมื่อน้อง ๆ สื่อมวลชนเจ็บป่วย ควรจะมีกระเช้าไปเยี่ยม ถ้าท่านเป็นผู้ป่วยในควรจะมีค่ารักษาพยาบาล เมื่อท่านมีคดีความ ควรจะมีสมาคม สมาพันธ์หรืออะไร เราจึงเสนอสภาวิชาชีพที่จะช่วยเหลือในเรื่องของ ค่าทนาย ในอีกด้านหนึ่งของเหรียญก็คือในกรณีที่น้อง ๆ กระทำความดี ทำอย่างไรที่จะให้ เขารักองค์กรนี้ มีความทุ่มเทและซื่อสัตย์สุจริตในวิชาชีพนี้ การส่งเสริมครับ การส่งเสริมโดยให้มีบุคคลดีเด่น จะเป็นรายไตรมาส ปีละ ๔ ครั้ง หรือ ๖ เดือน ๑ ครั้ง หรือปีละ ๑ ครั้ง มีการประกาศเกียรติคุณ ให้เป็นบุคคลดีเด่น ให้มีการสรรเสริญชื่นชมเอาเป็นตัวอย่างกันข้ามองค์กร ข้ามองค์การ ข้ามสื่อ และสุดท้ายผมก็ได้เสนอด้วยว่าถ้าหากจะจัดอาคารสถานที่ให้ดูเหมาะสมสง่างาม จัดตั้งฮอล ออฟ เฟรม (Hall of Frame) เลยครับ ใครเป็นบุคคลดีเด่นซึ่งกระทำความดี เราส่งเสริม เหมือนที่จังหวัดอุทัยธานีก็มีอนุสาวรีย์ของท่านที่ทุ่มเทให้กับกิจการเรื่องสัตว์ป่า ดังนั้นในชั้นต้นเราก็เลยเสนอให้มีปลัดกระทรวงการคลัง ซึ่งคงจะดูในเรื่องของที่ดินราชพัสดุ ดูในเรื่องของงบประมาณในการออกแบบก่อสร้างอาคารให้ดูเหมาะสม โอ่โถง สง่างาม กระผมเองเกษียณอายุราชการในกระทรวงกลาโหม กระผมเป็นเด็กวัด กระผมรักองค์กรนี้ กระผมทำสิ่งดี ๆ ไม่ทำให้กระทรวงกลาโหมเสียหาย เพราะอะไรครับ เพราะท่านดูแลผม ปรัชญาตรงนี้ผมจึงอยากจะมาปรับใช้กับตรงนี้ อยากให้องค์กรสื่อเป็นองค์กรที่น่ารัก น่าเคารพ ใครเห็นก็อยากเข้าไปสัมผัสด้วย เรื่องเงิน เรามีทั้งอินเวสต์เมนต์คอสต์ (Investment Cost) มีทั้งโอเปอเรติงคอสต์ (Operating Cost) เพราะฉะนั้นไม่เป็นไรครับ ขณะนี้ตัด ๒ ปลัดออกไปแล้ว แต่ยังคงต้องใช้เงินนะครับ เราจึงเสนอให้ใช้เงินจากกองทุนวิจัยและพัฒนา กสทช. ซึ่งมีคุณนิพนธ์นั่งสุดท้ายผมอยู่ ผมมี พ.ร.บ. กสทช. มาตรา ๕๒ ผมมีเอกสาร ของกองทุนที่จะมีแบบฟอร์ม (Form) แนะนำกองทุนแล้วก็มีแบบฟอร์ม (Form) ในการขอ ปีหนึ่งก็น่าจะประมาณ ๓๐-๕๐ ล้านบาท เราเสนอให้คณะกรรมการเตรียมการ ๒ ปี แล้วสิ้นสภาพ แล้วเกิดสภาวิชาชีพ สภาวิชาชีพเทอมหนึ่ง ๓ ปี เราก็เลยเสนอให้มี ๕ ปี เป็นเทอมแรก แล้วเทอมที่ ๒ ก็ ๒ ปี เพื่อให้งานเดินต่อไปได้ หลังจากนั้นแล้วสภาวิชาชีพ น่าจะเดินไปได้ด้วยตัวของท่านเอง เพราะท่านจะมีรายได้เข้ามาจากตรงนั้นตรงนี้ ทั้งหมดนั้นเป็นภาพกว้างที่ผมได้กราบเรียน และท่าน พลตำรวจตรี พิสิษฐ์และคณะ ของกระผมจะได้เรียงในรายมาตรา ซึ่งบางมาตราก็สั้น ๆ ได้ บางมาตราคงจะนาน กราบขอบพระคุณในช่วงแรกด้วยความเคารพ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ