ประภา แจงกังวลร่าง พ.ร.บ.สื่อ ห่วงคุมเสรีภาพ-กระทบผู้ใช้โซเชียล

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๒ · ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๐

ประภา เหตระกูล ศรีนวลนัด หารือเกี่ยวกับร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองสิทธิเสรีภาพและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน โดยเห็นว่าการแก้ไขเพิ่มเติมอาจเปลี่ยนเจตนารมณ์จากคุ้มครองสื่อไปสู่การควบคุม ซึ่งส่งผลต่อเสรีภาพสื่อและสิทธิของประชาชน รวมถึงการนิยาม "ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน" ที่อาจจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น โดยเฉพาะผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ พร้อมคัดค้านการมีส่วนร่วมของภาครัฐในสภาวิชาชีพสื่อที่ขัดต่อหลักธรรมาภิบาลและเสรีภาพสื่อ

นางประภา เหตระกูล ศรีนวลนัด กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติ ทุกท่าน ดิฉัน นางประภา เหตระกูล ศรีนวลนัด สปท. เลขที่ ๘๗ ในฐานะกรรมาธิการ เสียงข้างน้อย ซึ่งประกอบด้วย ท่านสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ท่านเมธินี เทพมณี ดิฉันเป็นประธาน อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปด้านสื่อสิ่งพิมพ์ ดิฉันและคณะสนับสนุนการปฏิรูปสื่อ โดยเฉพาะในประเด็นการกำกับดูแลสื่อที่มีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ คณะอนุกรรมาธิการ ได้ดำเนินการพิจารณา ศึกษา ปรับปรุง แก้ไขเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครอง สิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... ซึ่งเป็นร่าง ต่อเนื่องมาจากสภาปฏิรูปแห่งชาติ สปช. เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการกำกับดูแลสื่อดังกล่าว ซึ่งดำเนินการยกร่างเสร็จแล้วตั้งแต่พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๙ และร่างพระราชบัญญัติ การคุ้มครองสื่อได้ผ่านกระบวนการรับฟังความเห็นของสื่อมวลชน นักวิชาการ ภาคส่วนต่าง ๆ ของสังคมมาแล้วทั้งประเทศ อีกทั้งยังได้มีการศึกษานโยบายของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ข้อมูลเอกสารงานวิจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องจนได้รับข้อสรุปเป็นร่างพระราชบัญญัติการคุ้มครอง หลักคือการคุ้มครองมิใช่การควบคุม มีกลไกบังคับ กระบวนการกำกับดูแลกันเองของ ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อเท่าที่จำเป็นและเหมาะสม มีหลักประกันที่จะสร้างให้สื่อมวลชน มีความเชื่อถือ มีการใช้เสรีภาพอย่างมีความรับผิดชอบโดยที่สื่อมวลชนยังคงมีเสรีภาพในการนำเสนอข้อมูล ข่าวสาร การแสดงความคิดเห็นอันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ได้รับการรับรองโดยรัฐธรรมนูญ ฉบับปัจจุบัน ในขณะเดียวกันก็เป็นหลักประกันในการคุ้มครองประชาชนจากการถูกละเมิด โดยสื่อด้วย อย่างไรก็ตามด้วยความเคารพในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการสื่อสารมวลชน เมื่อมีการแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อหาบางประการของร่างพระราชบัญญัติ การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... ปรากฏว่าหลักการและเจตนารมณ์ดังเดิมในการร่างกฎหมายฉบับนี้ได้ถูกเปลี่ยนแปลง ในสาระสำคัญจากหลักคุ้มครองเป็นหลักควบคุม อันจะส่งผลกระทบต่อเสรีภาพของสื่อมวลชน และประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะผลกระทบต่อสิทธิการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน รวมทั้งยังมีเนื้อหาที่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติในหลายมาตรา ดังจะได้กราบเรียนดังต่อไปนี้นะคะ

๑. นิยามคำว่า ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ นิยามคำว่า ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ให้ความหมายว่า บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพ เป็นสื่อกลางเพื่อนำข่าวสาร สาร และเนื้อหา เพื่อประโยชน์สาธารณะทุกประการไปสู่มวลชน ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใดอย่างเป็นปกติธุระหรือทำอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ได้รับค่าตอบแทน เป็นประจำจากเจ้าของสื่อ หรือมีรายได้จากการงานที่กระทำไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม เมื่อพิจารณานิยามคำว่า ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ตามร่างกฎหมายฉบับนี้ ประกอบกับ ความเห็นสาธารณะของท่านประธานกรรมาธิการ นิยามนี้มุ่งหมายจะครอบคลุมไปถึงผู้ใช้สื่อ ทุกประเภท ทั้งสื่อบุคคลและสื่อวิชาชีพ ความหมายก็คือประชาชนทั่วไปที่ใช้สื่อโดยเฉพาะ สื่อสังคมออนไลน์ (Online) ซึ่งมีกฎหมายเฉพาะกำกับความรับผิดชอบอยู่แล้วจะต้องอยู่ ภายใต้กฎหมาย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสิทธิพื้นฐานในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ตามรัฐธรรมนูญอันมีภาระผูกพันตามกฎหมาย ซึ่งจะต้องมีใบอนุญาต และอาจถูกเพิกถอน ใบอนุญาตดังจะกล่าวต่อไป

๒. การกำหนดให้สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติมีอำนาจหน้าที่รับขึ้นทะเบียน ออก และเพิกถอนใบอนุญาตให้แก่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนตามนิยามที่กล่าวแล้ว เป็นการกำหนดหลักการที่ขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ในหลายมาตรา เช่น มาตรา ๒๖ ว่าด้วยการตรากฎหมายที่มีผลเป็นการจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพ ของบุคคล มาตรา ๓๔ และมาตรา ๓๕ ว่าด้วยสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายโดยวิธีอื่นของประชาชน และสื่อมวลชน มาตรา ๗๗ ว่าด้วยการที่รัฐพึงจัดให้มีกฎหมายเพียงเท่าที่จำเป็น และยกเลิก หรือปรับปรุงกฎหมายที่มีบทความจำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับสถานการณ์หรือที่เป็นอุปสรรค ต่อการดำรงชีวิตหรือการประกอบวิชาชีพ และก็เป็นที่น่ายินดีที่ท่านประธานกรุณาเปลี่ยนหลักการ จากใบประกอบวิชาชีพ เป็นใบรับรอง ซึ่งดิฉันก็ยังไม่เข้าใจว่าหลักการในการใช้ใบรับรอง ที่ท่านประธานเสนอใหม่ ซึ่งหวังว่าที่ประชุมจะได้อภิปรายเพิ่มเติมเพื่อความชัดเจน ในถ้อยคำดังกล่าวต่อไป ในฐานะที่ดิฉันเป็นสื่อมวลชน ก็ได้สัมผัสมากับสื่อแทบทุกประเภท และทั้งเป็นเจ้าของกิจการ ไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะมีการนำใบรับรองหรือใบประกอบวิชาชีพ มาควบคุมการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน เพราะจะขัดกับหลักการว่าด้วยสิทธิเสรีภาพ ของสื่อมวลชน และเสมือนหนึ่งเป็นการลิดรอนสิทธิโดยปริยาย นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่ กรรมาธิการเสียงข้างน้อยซึ่งประกอบด้วยดิฉัน ท่านเมธินี เทพมณี และท่านสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ไม่เห็นด้วยในการมีตัวแทนภาครัฐเข้ามาในการเป็นกรรมาธิการสภาวิชาชีพ สื่อมวลชน ซึ่งร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้กำหนดให้มีตัวแทนของรัฐร่วมเป็นคณะกรรมการ ในตำแหน่ง ๒ ตำแหน่ง คือ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งขัดแย้งกับบทบาทหน้าที่การกระทำของสื่อมวลชนที่ต้องตรวจสอบอำนาจรัฐ ตรวจสอบ การบริหารราชการแผ่นดิน เมื่อผู้ที่ต้องถูกตรวจสอบกลายมาเป็นตรวจสอบเสียเองก็เกิดกรณีที่อาจมีการขัดแย้งในเชิง อำนาจและผลประโยชน์ และอำนาจทับซ้อนที่ไม่ส่งผลดีต่อการบริหารราชการแผ่นดิน ที่ต้องมีธรรมาภิบาลและมีความโปร่งใส นอกจากนั้นเมื่อพิจารณาเปรียบเทียบกับสภาวิชาชีพ อื่น ๆ เช่น แพทยสภา สภาทนายความ ก็ไม่ปรากฏว่าสภาวิชาชีพเหล่านั้นมีบุคคลภายนอก หรือตัวแทนภาครัฐเข้าไปเป็นกรรมการ จึงไม่มีเหตุผลและความจำเป็นอย่างใดที่จะต้องมี ตัวแทนภาครัฐในสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ดิฉันจึงขอเสนอความเห็นในประเด็นที่ได้ กล่าวมาแล้วเพื่อให้ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเป็นข้อมูลเพื่อประกอบ การอภิปรายและตัดสินใจต่อไป กราบขอบพระคุณค่ะ