คำนูณ สนับสนุนสภาวิชาชีพสื่อ แต่ยัน 3 เงื่อนไขต้องปรับ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๒ · ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๐

คำนูณ สิทธิสมาน สนับสนุนการจัดตั้งสภาวิชาชีพสื่อมวลชนตามกฎหมายเพื่อยกระดับการกำกับดูแลจากแบบสมัครใจเป็นแบบบังคับ แต่ไม่เห็นด้วยกับการให้มีเจ้าหน้าที่รัฐในคณะกรรมการ ไม่เห็นด้วยกับการกำหนดให้สื่อมวลชนต้องมีใบรับรองประกอบวิชาชีพ และไม่เห็นด้วยกับนิยามผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนที่กว้างเกินไปจนกระทบสิทธิเสรีภาพของประชาชน

นายคำนูณ สิทธิสมาน

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม คำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ อยากจะขอความกรุณาท่านประธาน จะใช้เวลาเกินกว่า ๑๐ นาทีตามเหตุผลที่จะต้องมีการอรรถาธิบายให้เป็นที่กระจ่าง แล้วก็น่าที่จะเป็นข้อมูลต่อเพื่อนสมาชิกได้เป็นประเด็นที่นำไปอภิปรายต่อไปนะครับ ท่านประธานครับ โดยจุดยืนของกระผมเอง บทสรุปของการพิจารณารายงานนี้ขอกล่าวเป็น เบื้องต้นว่ากระผมเห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะให้มีการปฏิรูปสื่อมวลชนโดยยกระดับจากการกำกับ ควบคุมกันเองโดยสมัครใจ ขึ้นมาเป็นการกำกับควบคุมกันเองโดยสภาพบังคับของกฎหมาย กล่าวคือ สนับสนุนอย่างเต็มที่ที่จะให้มีสมาชิก จะให้มีสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ เป็นสภาพบังคับตามกฎหมาย แต่ภายใต้เงื่อนไข ๓ ประการด้วยกันที่ขออนุญาตเห็นต่างจาก กรรมาธิการ ประการที่ ๑ กระผมไม่เห็นด้วยที่จะให้มีเจ้าหน้าที่ของรัฐไม่ว่าจะ ๔ คน ๒ คน หรือแม้แต่ ๑ คนเข้ามาอยู่ในสภาวิชาชีพสื่อมวลชนตามกฎหมาย เงื่อนไขประการที่ ๒ กระผมไม่เห็นด้วยกับการบัญญัติบังคับให้ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนต้องมีใบอนุญาต ประกอบวิชาชีพ และแม้ว่าคณะกรรมาธิการจะได้ปรับแก้แล้วซึ่งก็เป็นเรื่องอันดียิ่ง แต่จากการปรับแก้ของท่าน กระผมเห็นว่าการปรับแก้จากใบอนุญาตเป็นใบรับรอง และบัญญัติไว้ในมาตรา ๘ วรรคสอง ที่บอกว่าเรื่องนี้ให้เป็นไปตามระเบียบหลักเกณฑ์ และวิธีการที่สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติกำหนด กระผมก็เห็นว่ายังจะมีปัญหา เพราะในเมื่อ สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติของท่านนั้นมีเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้ามานั่งด้วย เงื่อนไขประการที่ ๓ กระผมไม่เห็นด้วยกับนิยามศัพท์คำว่า ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ในมาตรา ๓ ที่กว้างเกินไป แต่ก็ต้องกราบขอบพระคุณท่านพิสิษฐ์ เปาอินทร์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ที่ท่านได้อภิปราย เจตนารมณ์อันดียิ่งให้เป็นที่กระจ่างว่าวัตถุประสงค์ของท่านต้องการประการใด แต่กระผม จะขออนุญาตใช้เวลาชี้ให้เห็นว่าถ้าท่านนิยามศัพท์แบบนี้ท่านจะกินความกว้างขวางมาก แล้วก็เกินเลยของผู้ที่มีเจตนาจะประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน แม้ว่าจะไม่สังกัดองค์กรสื่อ แต่จะเกินเลยเข้ามากินในปริมณฑลของสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และการสื่อความหมายด้วยวิธีการใดของพี่น้องประชาชน ตามมาตรา ๓๔ โดยสรุป กระผมเห็นด้วยกับการมีสภาวิชาชีพตามกฎหมาย แต่ไม่เห็นด้วย ๓ ประการ ๑. เห็นด้วย และ ๓. ไม่เห็นด้วย ท่านประธานครับ ที่กระผมเห็นด้วยกับการมี สภาวิชาชีพตามกฎหมาย ยกระดับจากการควบคุมกันเองโดยสมัครใจ ขึ้นมาเป็นการควบคุมกันเองโดยสภาพบังคับ ตามกฎหมายนั้น คำว่า การควบคุมกันเอง ในที่นี้ไม่ได้หมายความว่าจะมีเพียงให้สื่อมวลชน ควบคุมกันเอง หรือมีแต่เพียงตัวแทนสื่อมวลชนอยู่ในสภาวิชาชีพสื่อมวลชนเท่านั้น แต่จะต้องมีตัวแทนของผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกของภาคประชาสังคม ขององค์กรที่เกี่ยวกับ การคุ้มครองผู้บริโภค องค์กรที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนเข้ามาร่วมนั่งด้วย และกรรมวิธี การได้มาจะต้องมีความมั่นใจในระดับสำคัญว่าผู้ทรงคุณวุฒิเหล่านั้นจะต้องมีความคิดเห็น ที่เป็นอิสระ ที่ไม่จำเป็นจะต้องเหมือนกับผู้แทนของสื่อมวลชนเท่านั้น ที่เห็นด้วยกับการยกระดับ หรือการปฏิรูปเช่นนี้ก็เพื่อให้รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๕ ปรากฏเป็นจริง รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๕ นั้น กำหนดไว้ว่า บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวสาร หรือการแสดงความคิดเห็นตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ คือเสรีภาพของสื่อมวลชนได้รับการรับรอง อย่างกว้างขวาง แต่เงื่อนไขจำกัดก็คือจะต้องเป็นไปตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ตลอดระยะเวลา ๒๐ ปี นับตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมา สื่อมวลชนในประเทศไทยอยู่ในระบบควบคุมกันเอง โดยสมัครใจ ปรากฏผลว่าไม่ได้ผลโดยสิ้นเชิงครับ เพราะฉะนั้นจำเป็นจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง มีการปฏิรูปในด้านนี้ ด้านเสรีภาพต้องรับรอง แต่ด้านจริยธรรมแห่งวิชาชีพจะต้องมีการบังคับใช้จริง ท่านประธานที่เคารพครับ ปี ๒๕๔๐ นั้นเป็นปีที่มีความหมายสำคัญอย่างยิ่ง เป็นปีที่รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ มีผลใช้บังคับ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๔๐ นั้นเป็นผลส่วนสำคัญมาจากเหตุการณ์ในเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๕ ที่มีบทสรุปกันอย่างกว้างขวางว่าเหตุที่เกิดวิกฤตขึ้นในบ้านเมืองนั้นก็เพราะสื่อมวลชน ไม่มีเสรีภาพที่แท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสื่อมวลชนประเภทวิทยุและโทรทัศน์ในขณะนั้น ก็มีการเสนอแนวทางในการปฏิรูปการเมือง ในการปฏิรูปประเทศมาโดยลำดับ แล้วก็ก่อให้เกิด บทบัญญัติที่เกี่ยวกับเสรีภาพของประชาชน และเสรีภาพของสื่อมวลชนเป็นบรรทัดฐานใหม่ ตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นต้นมา ถ้าเราจะไปดูรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น ชุดบทบัญญัติว่าด้วยเสรีภาพของสื่อมวลชนและการปฏิรูปประเทศด้านเสรีภาพ ของสื่อมวลชนนั้นจะมีชุดบทบัญญัติอยู่รวม ๓ มาตรา ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ อยู่ที่มาตรา ๓๙ มาตรา ๔๐ และมาตรา ๔๑ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ อยู่ที่มาตรา ๔๕ มาตรา ๔๖ และมาตรา ๔๗ มีข้อสังเกตสำคัญอย่างยิ่งว่าเสรีภาพของสื่อมวลชนนั้นจะรวมอยู่ในมาตราแรก ที่เกี่ยวกับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา และสื่อความหมาย ไม่ว่าจะโดยรูปแบบใดของประชาชน อยู่ในมาตราเดียวกันครับ ไม่ได้แยกออกมา แสดงให้เห็นหลักคิดสำคัญประการหนึ่งของรัฐธรรมนูญของประเทศไทย ซึ่งสะท้อนหลักการสำคัญพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยสากลว่า เสรีภาพของสื่อมวลชน กับเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนเป็นเรื่องเดียวกัน จะแยกจากกันมิได้ มาตราต่อมานั้นเป็นเรื่องเสรีภาพของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ทั้งที่เป็นพนักงานบริษัท และที่เป็นข้าราชการ และพนักงานของรัฐที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองเสรีภาพให้ในระดับสำคัญ ส่วนมาตราสุดท้ายนั้นเป็นการกำหนดให้คลื่นความถี่เป็นทรัพยากรของชาติเพื่อประโยชน์ สาธารณะ และให้มีการจัดสรรคลื่นความถี่โดยองค์กรที่เป็นอิสระ ทั้งในการปฏิบัติหน้าที่ และการกำหนดนโยบาย อันนี้ก็คือพัฒนาการของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ขออนุญาตพูดถึงรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ในมาตรา ๔๖ วรรคสามสักเล็กน้อย เพื่อเป็นพื้นฐานให้เพื่อนสมาชิกนะครับ รัฐธรรมนูญฉบับนั้นกล่าวว่าการกระทำใด ๆ ไม่ว่า โดยทางตรงหรือทางอ้อมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือเจ้าของ กิจการ อันเป็นการขัดขวาง หรือแทรกแซงการเสนอข่าว หรือการแสดงความคิดเห็น ในประเด็นสาธารณะของบุคคลตามวรรคหนึ่ง หรือวรรคสอง ให้ถือว่าเป็นการจงใจใช้อำนาจ หน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย หรือจริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพ เขียนไว้ เข้มครับ แม้ว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ จะไม่มีไว้ แต่รัฐธรรมนูญแต่ละฉบับก็เป็นการสืบทอด ต่อเนื่องซึ่งกันและกัน และโดยธรรมเนียมปฏิบัติเมื่อรัฐให้เสรีภาพแก่ประชาชนแล้ว โดยปกติก็มิควรจะเอาคืน บทบัญญัติว่าด้วยเสรีภาพ หรือสิทธิของประชาชนในรัฐธรรมนูญ แต่ละฉบับจึงไม่เคยต่ำลงแต่ประการใด รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เป็นฉบับแรกที่เรื่องเสรีภาพ ของสื่อมวลชนลดจาก ๓ มาตรา ลงมาเหลือเพียง ๒ มาตรา คือมาตรา ๓๕ และมาตรา ๖๐ ก็เป็นครั้งแรกในรอบ ๒๐ ปี ที่แยกบทบัญญัติเสรีภาพของสื่อออกจากเสรีภาพในการแสดง ความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน แต่ว่ายังคงต่อเนื่องกัน ก็คือมาตรา ๓๔ กับมาตรา ๓๕ ทีนี้สิ่งที่กระผมจะพูดต่อไปนี้จะขออนุญาตพูดกันถึงเรื่องอาชีพ หรือวิชาชีพสื่อมวลชน ในมุมมองของรัฐธรรมนูญ ในมุมมองของหลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย จริงอยู่ครับ อาชีพส่วนใหญ่ที่ต้องใช้ความรู้ ความเชี่ยวชาญเป็นการเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ ทันตแพทย์ วิศวกร สถาปนิก ทนายความ นักบัญชี หรือแม้แต่ขอประทานโทษครับ หมอนวดแผนโบราณ ล้วนต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทั้งสิ้น ใครประกอบอาชีพ โดยไม่มีใบอนุญาตมีโทษ โดยบัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยองค์กรกำกับควบคุมของแต่ละ อาชีพนั้น ๆ แต่อาชีพสื่อมวลชนแตกต่างออกไปครับ ทุกอาชีพรัฐธรรมนูญทุกฉบับรับรอง เสรีภาพและเงื่อนไขการจำกัดเสรีภาพไว้ชัดเจนโดยภาพรวมในมาตราหนึ่ง เฉพาะใน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ อยู่ในมาตรา ๔๐ แต่อาชีพสื่อมวลชน รัฐธรรมนูญทุกฉบับรับรอง เสรีภาพและเงื่อนไขการจำกัดเสรีภาพไว้โดยแยกออกมาเป็นมาตราเฉพาะต่างหาก ถือเป็น อาชีพเดียวที่มีสถานะพิเศษตามรัฐธรรมนูญ โดยรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ อยู่ในมาตรา ๓๕ ถ้าท่านประธาน ท่านกรรมาธิการ และเพื่อนสมาชิกอ่านดูให้ดีจะพบว่าแทบจะไม่มีการอนุญาต ให้จำกัดเสรีภาพได้เลยโดยเฉพาะจากภาครัฐ ท่านดูครับ ตั้งแต่วรรคสองเป็นต้นไป มาตรา ๓๕ จะอยู่ท้ายหน้า และเปิดขึ้นมาอีกหน้าหนึ่งก็จะเป็นวรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่ วรรคห้า ท่านดูสิครับว่ารัฐทำอะไรไม่ได้เลย ๑. ปิดหนังสือพิมพ์ หรือปิดสื่ออื่น ทำไม่ได้ครับ ๒. ตรวจข่าว ตรวจบทความ หรือจะเซ็นเซอร์ (Censor) ก่อน ทำไม่ได้เช่นกันครับ ๓. รัฐจ่ายเงินให้ ก็ไม่ได้ครับ เพราะเกรงว่าจะเป็นการหาเสียงกับสื่อ ๔. แม้รัฐจะจ้างให้สื่อ ทำประชาสัมพันธ์ก็ต้องเปิดเผยรายละเอียดให้ คตง. ทราบ และประกาศให้พี่น้องประชาชน รับรู้ และสุดท้าย แม้แต่เจ้าหน้าที่ของรัฐเอง หากมาปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนก็ยังได้เสรีภาพ ตามมาตรานี้ด้วยในระดับหนึ่ง นี่สำคัญนะครับ เพราะฉะนั้นการที่ร่างของคณะกรรมาธิการกำหนดให้มีเจ้าหน้าที่ของรัฐอยู่ในสภาวิชาชีพ และแต่เดิมนั้นได้บังคับให้ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนต้องได้รับใบอนุญาต และอาจ ถูกเพิกถอนใบอนุญาตนั้นได้ กระผมเห็นโดยบริสุทธิ์ว่าจะขัดกับหลักการในมาตรา ๓๕ เพราะหากต้องขออนุญาตก่อน หรือเฉพาะคนที่ได้รับอนุญาตเท่านั้นจึงจะประกอบอาชีพนี้ได้ ก็คือการจำกัดเสรีภาพ และเหมือนจะเป็นการย้อนแย้งไปกำกับที่ต้นทางครับท่านประธาน กล่าวคือ ท่านดูมาตรา ๓๕ วรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่ เมื่อเป็นสื่อมวลชนแล้ว ปิดก็ได้ ตรวจข่าวก็ไม่ได้ จ่ายเงินให้ก็ไม่ได้ อะไรก็ไม่ได้ไปหมด แต่เรากำลังเขียนกฎหมาย ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปอยู่ในขั้นตอนการออกใบอนุญาตและการเพิกถอนใบอนุญาต เอาละครับ ท่านเปลี่ยนมาเป็นใบรับรอง แต่หลักเกณฑ์การพิจารณาใบรับรองก็อยู่ที่สภาวิชาชีพ และสภาวิชาชีพก็ยังคงมีเจ้าหน้าที่ของรัฐอยู่ จะ ๒ คนหรือจะ ๑ คนก็ตามทีเถอะ กระผมเห็นว่า ในประเด็นนี้น่าจะเป็นการขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๕ เพราะเป็นการจำกัดเสรีภาพ นอกเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญอนุญาตให้จำกัดเสรีภาพได้เงื่อนไขเดียวก็คือเสรีภาพนั้น จะต้องอยู่ในกรอบจริยธรรมแห่งวิชาชีพ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่เพิ่มขึ้นมาในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ดังที่กระผมอ่านให้ฟังไปเบื้องต้น แล้วก็ได้มีความพยายามของทุกภาคส่วนที่จะมีการเขียน กฎหมายนี้ตั้งแต่ช่วงปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ ร่างแรกนั้นเป็นต้นกำเนิดหรือเป็นบรรพบุรุษ ของร่างที่ สปช. นำมาปรับปรุง ท่านประธานครับ กระผมชี้แจงให้เห็นก็เพื่อมองให้เห็นว่านี่คือ หลักคิดพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตย จริงอยู่หลักการพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยสากล อาจจะไม่เหมาะสมกับบ้านเราไม่ว่าจะในกรณีใดกรณีหนึ่งก็ตามทีเถอะ แต่ ณ วันนี้เราเพิ่งมี รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปี ๒๕๖๐ พูดไว้ชัดครับ เราจะเดินหน้าสู่ประชาธิปไตย คณะ คสช. แม้ว่าจะบริหารประเทศด้วยระบอบพิเศษ แต่ท่านก็ประกาศชัดครับว่าโรดแมป (Roadmap) ก็คือไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์ เพราะฉะนั้นหลักการพื้นฐาน ของระบอบประชาธิปไตยจะละเมิดมิได้ เราถกเถียงกันครับว่าคุณค่าความหมายของ ระบอบประชาธิปไตยคืออะไร ต้องมาจากการเลือกตั้งทุกอย่างเท่านั้นหรือ ไม่มาจาก การเลือกตั้งเป็นประชาธิปไตยได้หรือเปล่า กระผมเห็นว่าการเลือกตั้งเป็นเงื่อนไขสำคัญ ของระบอบประชาธิปไตยก็จริง แต่การเลือกตั้งไม่ใช่ทุกอย่างของระบอบประชาธิปไตย ผู้ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งก็สามารถจะสร้างประชาธิปไตยได้ แต่บนเงื่อนไขว่าหลักการ พื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยก็คือสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นจะต้องได้รับการรับรอง รัฐธรรมนูญคืออะไรครับ รัฐธรรมนูญอาจจะมีคนนิยามไปหลายอย่าง แต่อย่างหนึ่งที่ได้รับการรับรองมากที่สุดก็คือ เอกสารรับรองสิทธิเสรีภาพของประชาชน เพราะฉะนั้นการใดที่สุ่มเสี่ยงว่าจะขัดต่อ รัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลักการพื้นฐานกระผมไม่เห็นด้วยครับ และไม่ใช่จะขัดกับ หลักการพื้นฐานเรื่องผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนในมาตรา ๓๕ ประการเดียวเท่านั้นนะครับ ยังอาจก้าวล่วงไปถึงมาตรา ๓๔ ด้วย เพราะดูเหมือนในขณะนี้ทางกรรมาธิการท่านมีเจตนาดี เจตนาดีของท่านก็คือต้องการกำกับควบคุมทางจริยธรรมกับสื่อมวลชน สื่อมวลชนแบบที่เรา รู้จักกันนี่นะครับ ผมจะขออนุญาตเรียกว่า สื่อเก่า กับสื่อมวลชนอีกประเภทหนึ่งในโลก ออนไลน์ (Online) ขออนุญาตเรียกว่า สื่อใหม่ เพราะฉะนั้นการพยายามเอา ๒ เรื่องมาอยู่ ในเรื่องเดียวกัน กระผมเข้าใจในเจตนาดีของท่านอย่างยิ่งและท่านเขียนนิยามได้ครอบคลุม มากครับ แต่ก็เป็นนิยามที่อันตรายแล้วก็เป็นจุดอ่อนของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ต้องขออนุญาตอ่านสักเล็กน้อยนะครับ ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนหมายความว่า บุคคล ซึ่งประกอบวิชาชีพเป็นสื่อกลางเพื่อนำข่าวสาร อันนี้โอเค (Okay) สาร คำว่า สาร นี่กว้าง เป็นทะเลเลยครับ และเนื้อหาเพื่อประโยชน์สาธารณะทุกประเภท เนื้อหาสาระเพื่อประโยชน์สาธารณะ ทุกประเภทกว้างมากครับ ไปสู่มวลชน ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบใด ก็กว้างมากอีกเช่นกันครับ อย่างเป็นปกติธุระหรือทำอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้ได้รับค่าตอบแทน เป็นประจำจากเจ้าของสื่อ ถ้าปิดด้วยวรรคนี้กระผมยังพอที่จะรับได้ในระดับหนึ่ง อันนี้เป็น ร่างแรก ๆ ของท่าน แต่ในร่างสุดท้ายท่านเติมวรรคสุดท้ายเข้ามา ข้อความสุดท้าย เพื่อนสมาชิกครับ อยู่ในเอกสารหน้า ๓๔ หรือมีรายได้จากการงานที่กระทำไปนั้นไม่ว่า ทั้งทางตรงและทางอ้อม กล่าวคือการมีรายได้นั้นไม่จำเป็นต้องเป็นรายได้ประจำครับ เพราะท่านเขียนไว้ว่าหรือมีรายได้จากการงานที่กระทำนั้น และการใช้คำว่าทางอ้อมเข้ามา มันกว้างขวางมาก ท่านประธานครับ กระผมเป็นคนที่อภิปรายค่อนข้างเรียบร้อย และพยายามที่จะไม่ซักถาม แต่ว่าพอมีร่างนี้เผยแพร่ออกไปก็มีคนถามกระผมผ่านมา หลายประการซึ่งกระผมตอบเขาไม่ได้นะครับ ท่านประธานครับ พระนักเทศน์ถือเป็น ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนหรือไม่ครับ โดยทั่วไปพระก็คือพระ จะเป็นสื่อมวลชนได้อย่างไร แต่ดูตามนิยามนี้ใช่หรือไม่ครับ ดารานักแสดงท่านโพสต์ ไอจี อินสตาแกรม (Post IG Instagram) แล้วได้สตางค์หรือมีการขายของด้วย เป็นสื่อมวลชนหรือไม่ครับ ตามนิยามนี้ นักวิชาการรับเชิญไปบรรยายชัวร์ (Sure) ท่านอาจารย์วันชัย สอนศิริ ขออนุญาตเอ่ยนาม แสดงความคิดเห็นทางวิทยุทุกเช้า ใช่ครับ แล้วที่สำคัญก็คือบรรดาอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) ต่าง ๆ หรือสิ่งที่รัฐบาลกำลังจะพาประเทศไทยไปสู่ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ซึ่งล้วนจะต้องพึ่งช่องทางทางอินเทอร์เน็ต (Internet) และเครือข่ายโซเชียลมีเดีย (Social Media) หลายกิจกรรมล่อแหลมที่จะเข้าข่ายนิยามของคำว่าผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ท่านประธานครับ ทุกท่านมีสมาร์ตโฟน (Smartphone) มีบุคคลที่ใกล้ชิดกับกระผมท่านหนึ่ง เขาทำงานทางด้านเด็ก ก็มีพ่อแม่ของเด็กถามเขาเข้ามาให้ช่วยถามผมด้วยว่าเดี๋ยวนี้ ในการโพสต์ (Post) ลงยูทูบ (YouTube) นี่พ่อแม่เขาจะมีการโพสต์ (Post) กิจกรรม ของลูกของเขาหรือของเด็กลงไป แล้วในยูทูบ (YouTube) ก็จะมีคนติดตาม มีคนคลิก (Click) มีคนเปิดดู เด็กไทยนะครับ เป็นพัน เป็นหมื่น เป็นแสน หรือเป็นล้าน แล้วก็ได้สตางค์ จากยูทูบ (YouTube) ตามเรต (Rate) ที่ยูทูบ (YouTube) เขากำหนด เขาเป็นผู้ประกอบ วิชาชีพสื่อมวลชนหรือเปล่าครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นถูกต้องแล้วละครับที่ท่าน ถอนเรื่องการบังคับให้ไปจดทะเบียนวิชาชีพสื่อมวลชนกับสภาวิชาชีพ แต่ว่ายังไม่จบแค่นั้น เพราะว่าเรื่องใบรับรองอย่างที่กระผมกล่าว และที่สำคัญกว่านั้นก็คือว่าเวลาท่านพูดถึง มาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชนท่านกำหนดให้มีมาตรฐานกลางของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ที่สภาวิชาชีพจะต้องกำหนดขึ้นอย่างน้อยจะต้องมี ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ท่านประธานเปิดดู ที่มาตรา ๕๗ ครับ ถ้ามาตรฐานกลางนี้ใช้กับผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน นักข่าวที่อยู่ข้างบน ที่อยู่ข้างล่าง กระผมเห็นด้วยเต็มที่ครับ หรือจะไปใช้กับผู้ที่มีเจตนาประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ทางออนไลน์ (Online) ไม่สังกัดองค์กรสื่อใดก็ยังพอรับได้ครับ แต่ถ้าไปใช้บังคับเหวี่ยงแห กับผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนนอกองค์กรซึ่งถูกกวาดโดยนิยามของ คำว่า ผู้ประกอบวิชาชีพ สื่อมวลชน กระผมว่าเป็นมาตรฐานที่น่าจะเป็นคนละมาตรฐาน และจะเกิดความยากลำบาก ในการปฏิบัติ จะเกิดข้อร้องเรียนขึ้นเป็นจำนวนมากครับ ผมไม่อ่านนะครับ มาตรา ๕๗ แต่มาตรา ๘๗ ของท่านก็โยงไปให้ใช้กับบุคคลอื่นด้วย โดยมาตรา ๘๗ ใช้คำว่า ผู้ถูกร้องเรียนไม่ได้เป็นสมาชิก ก็คือผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกตามนิยามของท่าน มาตรา ๗๒ ก็โยงไปครับ ผู้ประกอบวิชาชีพที่ไม่สังกัด องค์กรสื่อใด นอกจากจะเกิดความโกลาหลแล้ว กระผมยังมองว่าหมิ่นเหม่ที่จะขัด รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๔ เพราะว่านิยามเช่นนี้กำลังจะกินปริมณฑลเข้าไปในสิทธิเสรีภาพ ในการแสดงความคิดเห็น ในการพูด การเขียน การโฆษณา การสื่อความหมายด้วยวิธีใด ของประชาชนโดยทั่วไปซึ่งรัฐธรรมนูญรับรองไว้ แต่เมื่อมีนวัตกรรมทางด้านสื่อเพิ่มขึ้นมา ช่องทางในการสื่อของพี่น้องประชาชนก็จะมีมากขึ้น ท่านประธานกดสีแดงแล้วอย่าเพิ่งพูด เลยครับ กระผมขออนุญาตต่อตามสมควรแก่เหตุ ถ้าเห็นกระผมอภิปรายไม่มีสาระเมื่อใด ก็สั่งให้หยุดได้ครับ เพราะฉะนั้นนี่คือประเด็นสำคัญที่สุดที่อยากจะกราบเรียน ทีนี้กระผม จะบอกว่าเรากำลังจะสื่อความหมายอะไรกับพี่น้องประชาชน หรือสื่อความหมายอะไรกับ นานาชาติ ชุดบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญว่าด้วยเสรีภาพของสื่อมวลชนที่มีมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๖๐ เหลือ ๒ มาตรา ไม่เป็นไรครับ ก็ยังต่อเนื่องกับมาตราทั่วไป คือมาตรา ๓๔ แต่ ๑ มาตรานั้นเสียหายไปแล้วครับ ด้วยเหตุความจำเป็นทางประวัติศาสตร์ ของการบริหารบ้านเมืองในยุคนี้ กล่าวคือ องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ไม่เป็นอิสระอีกต่อไป แล้วครับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๐ เขียนไว้เช่นนั้น ในทางนโยบายขึ้นกับคณะกรรมการดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ก็อาจจะเป็นเรื่องเหมาะสม กับยุคสมัย อันนี้ก็เท่ากับว่าระดับเสรีภาพของสื่อมวลชน ระดับของการปฏิรูปสื่อที่ยืนมา ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ในขณะนี้ลดลงไปแล้ว ๑ และมีมาตรการทางการบริหารอีก ๑ ประการที่เปลี่ยนแปลงไป นั่นก็คือการเรียกคืนคลื่นความถี่ตามแผนแม่บทที่จัดทำโดย องค์กรอิสระ กสทช. ที่ควรจะเกิดขึ้นในปี ๒๕๖๐ นี้ถูกเลื่อนออกไป ๕ ปี โดยคำสั่ง หัวหน้า คสช. ที่ ๗๖/๒๕๕๙ ลงวันที่ ๒๐ ธันวาคม ๒๕๕๙ ข้อ ๗ เฉพาะ ๒ ประการนี้ กระผมก็เชื่อว่าเอาละครับ เป็นความจำเป็นของยุคสมัย แต่มาเป็นมาตรการทางรัฐธรรมนูญ และทางการบริหารที่เพียงพอแล้วหรือไม่กับการจัดระเบียบสังคมภายในระยะเวลา เปลี่ยนผ่านนี้ แต่ถ้าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ผ่านการเสนอจากเราไปโดยไม่มีการปรับแก้ จะทำให้ชุดบทบัญญัติเกี่ยวกับเสรีภาพของสื่อมวลชนนั้นหายไปอีก ๑ มาตราในทางปฏิบัติ ซึ่งไม่น่าจะเป็นการส่งสัญญาณที่ดีนัก และกระผมจำเป็นที่จะต้องพูดว่าการส่งสัญญาณใด ๆ ทั้งต่อพี่น้องประชาชนในประเทศ ทั้งต่อประชาคมโลก มีความสำคัญอย่างยิ่ง ด้านหนึ่งครับ ท่านประธาน เราต้องพิจารณาถึงหลักการประชาธิปไตยและหลักการในรัฐธรรมนูญที่เป็น เอกสารรับรองสิทธิเสรีภาพ แต่อีกด้านหนึ่งในทางปฏิบัตินั้นเราต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่า เราเขียนกฎหมายเพื่อผลในระยะยาว รัฐบาลในระยะยาวในระยะต่อไปอีก ๕ ปี ๗ ปี ๑๐ ปี ๒๐ ปีข้างหน้าคงไม่ใช่รัฐบาล คสช. คงไม่ใช่รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล อาจจะไม่ใช่รัฐบาลที่ดี เพราะฉะนั้นการเขียนกฎหมายที่เปิดโอกาสให้รัฐบาล หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้ามามีส่วนกำหนดในเรื่องสิทธิเสรีภาพของสื่อ เหมือนการเขียนเช็คเปล่า ไว้ให้กับรัฐบาลในอนาคตซึ่งไม่รู้ว่าจะเป็นรัฐบาลใด ถ้าเป็นรัฐบาลทรราชล่ะครับ ในประเทศไทย สื่อมวลชนคือกำแพงสุดท้าย เป็นฝ่ายค้านที่เข้มแข็งที่สุดเมื่อถึงเวลาที่จะต้องต่อสู้กับ ความไม่ชอบธรรมของรัฐบาล จริงอยู่ครับ การจับตา การท้วงติงของสื่อมวลชนนั้นอาจจะทำให้ การบริหารราชการแผ่นดินช้าไปบ้าง แต่หลายครั้งในประวัติศาสตร์ของประเทศไทยนี่เองทำ ให้รัฐบาลหลายรัฐบาลที่ไม่ระมัดระวังในเรื่องการบริหารราชการแผ่นดินนั้นต้องมีอันเป็นไป ผมคงไม่มีเวลาที่จะยกตัวอย่างครับ เหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ เกิดขึ้นจากอะไรล่ะครับ เกิดขึ้นจากสื่อมวลชนเขาติดตามข่าวที่ทางราชการใช้เฮลิคอปเตอร์ของทางราชการบอกว่า ไปปฏิบัติราชการ แต่ปรากฏว่ามีการไปล่าสัตว์ป่าในทุ่งใหญ่นเรศวร แล้วปรากฏว่ามีดารา นักแสดงอยู่ในเฮลิคอปเตอร์นั้นด้วย ข่าวแดงขึ้นมาเพราะเฮลิคอปเตอร์ตกครับ นี่เป็นเพียง ตัวอย่างเล็ก ๆ น้อย ๆ ยังมีตัวอย่างอีกมากมายครับ ด้วยความเคารพครับท่านประธาน เหตุการณ์วิกฤตทางการเมืองที่เกิดขึ้นในระยะเวลา ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมาถ้าย้อนไปดู เอาละครับ เราอาจจะบอกว่าสื่อไม่เป็นกลาง เราอาจจะบอกว่าสื่อเลือกข้าง แต่ว่าภายใต้สภาวะที่ ระบอบการเมืองเป็นสิ่งที่นักวิชาการเขาเรียกว่าเผด็จการรัฐสภา ฝ่ายค้านในสภาทำอะไรไม่ได้ มีวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งก็ทำอะไรไม่ได้ ก็มีสื่อมวลชนเหลืออยู่เท่านั้นที่เขาจะลุกขึ้นมา ต่อสู้ การลุกขึ้นมาของเขานั้นก็ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง มี คมช. มีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มี คสช. ขอประทานโทษ มีพวกเรานั่งอยู่ที่นี้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เราจำเป็น ที่จะต้องมองภาพรวมให้กว้าง เพราะฉะนั้นสุดท้ายแล้วข้อเสนอของกระผมภายใต้หลักการ ที่สนับสนุนวิชาชีพสื่อมวลชน สภาวิชาชีพสื่อมวลชนตามกฎหมายแต่ไม่เห็นด้วยกับ ๓ เงื่อนไขนี้ กระผมเห็นว่ากระผมอยากจะใช้ร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่เป็นต้นร่างเดิม ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งที่ประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติมีมติรับเมื่อวันที่ ๒๐ กรกฎาคม ๒๕๕๘ ๓ วาระปฏิรูป และทางคณะรัฐมนตรีนั้นมีมติรับทราบเป็นหลัก ซึ่งก็จะเป็นร่างเดียวกันกับ ที่ทางคณะอนุกรรมาธิการชุดของท่านนั้นได้ถือเป็นหลักในการพิจารณา แล้วก็มีความเห็น ต่างกับกรรมาธิการเสียงข้างมาก ร่างพระราชบัญญัติฉบับนั้นน่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด และกระผมเชื่อว่าการปฏิรูปโดยให้มีสภาวิชาชีพสื่อมวลชนตามกฎหมายยกระดับจาก การควบคุมกันเองโดยสมัครใจเป็นการควบคุมโดยมีสภาพกฎหมายบังคับนั้นก็ถือเป็น การปฏิรูปที่ใหญ่มากแล้วครับ เราควรจะต้องทำให้สำเร็จ สุดท้ายนี้ในช่วงปี ๒๕๕๘ ที่ทาง สปช. เขามีมติผ่าน ๓ วาระปฏิรูป และผ่านร่างพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวซึ่งมีหลักการ แตกต่างกับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ หลักการโดยรวมในขณะนั้นก็ได้มีการประสานงานกับ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดท่านอาจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อย่างใกล้ชิด แล้วก็ได้เคยมีการเขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ตกไปนั้นดังนี้ครับ สนับสนุนให้มีกฎหมาย ว่าด้วยสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ซึ่งประกอบด้วยบุคคลในวิชาชีพสื่อมวลชนและผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งมิใช่เจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมทั้งผู้แทนองค์กรภาคประชาสังคมและผู้บริโภค เพื่อปกป้องเสรีภาพ และความเป็นอิสระของสื่อมวลชน ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานแห่งวิชาชีพ พิจารณาคำร้องขอความเป็นธรรมของผู้ซึ่งได้รับ ผลกระทบจากการใช้เสรีภาพของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน และคุ้มครองสวัสดิภาพ ของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน นี่คือจุดยืนของกระผมครับ ส่วนสุดท้ายจะต้องมีข้อเสนอแนะ อย่างไร ก็ขอให้ฟังจากเพื่อนสมาชิกไปก่อน แล้วทางคณะกรรมาธิการจะปรับแก้รายงานนี้ อย่างไร จะรับไปปรับแก้หรือจะให้ท่านประธานตั้งคณะกรรมการพิเศษขึ้นมาเพื่อปรับแก้ ให้ตรงตามความเห็นโดยรวมของเพื่อนสมาชิกอีกทีหนึ่ง กระผมจะเสนอในโอกาสต่อไป กราบขอบพระคุณครับ