ดุสิต เครืองาม วิพากษ์ร่าง พ.ร.บ. คุ้มครองสิทธิเสรีภาพและกำกับสื่อมวลชนอย่างละเอียด โดยตั้งข้อสังเกตเรื่องความไม่สอดคล้องของนิยาม ถ้อยคำ และโครงสร้างกฎหมาย พร้อมเสนอให้ปรับปรุงบทบัญญัติให้ชัดเจน สอดคล้องกัน และสะท้อนหลักเสรีภาพ เช่น การแยกประเภทผู้ประกอบวิชาชีพสื่อ ข้อเสนอการใช้คำว่า “แห่งประเทศไทย” แทน “แห่งชาติ” และการเปิดช่องให้มีความยืดหยุ่นในการจดแจ้งองค์กรสื่อ รวมถึงเสนอให้ส่งเสริมการเข้าร่วมองค์กรวิชาชีพด้วยสิทธิประโยชน์มากกว่าการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด.
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ดุสิต เครืองาม ลำดับที่ ๕๓ ผมได้ใช้เวลาเตรียมตัวเพื่อที่จะมาอภิปรายในวันนี้ ค่อนข้างจะมาก อ่านร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้กลับไปกลับมาผมว่าไม่ต่ำกว่า ๕ รอบ เรียกว่าจนตาแฉะหมดแล้ว อ่านไปอ่านมายิ่งทำให้เห็นภาพต่าง ๆ ชัดเจนยิ่งขึ้น ผมก็เลย ขออนุญาตใช้เวลาอันน้อยนิดนี้อภิปรายเป็นลำดับไปเลยเพื่อที่จะได้ม้วนเดียวจบ หน้า ๓๓ ในเอกสารที่เราได้รับแจกก็คือเริ่มต้นของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้มีนิยาม ของคำว่า ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน หลาย ๆ ท่านก็ได้อภิปรายไปแล้ว ผมก็เสริม อีกนิดหนึ่ง ผมก็หลับตานึกถึงวงการกีฬา กีฬาเขามีคำว่า นักกีฬาอาชีพ นักมวยอาชีพ นักมวยสมัครเล่น นักฟุตบอลอาชีพ นักฟุตบอลสมัครเล่น ฉันใดก็ฉันนั้น ก็อาจจะเป็นไปได้ ที่เวลาจะให้นิยามของคำว่า ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ซึ่งหลายท่านได้มีความเป็นห่วงว่า นิยามที่ให้อยู่ในร่างฉบับนี้ตีกว้างสุดขอบฟ้ากันเกินไป ท่านก็อาจจะต้องทำใจเปลี่ยนนิยาม ให้แคบลงว่าในที่นี้ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนก็คือวิชาชีพ ก็คือสื่อมวลชนแบบอาชีพ ส่วนสื่อมวลชนที่ทำหน้าที่อะไรบางอย่างในเว็บไซต์ (Web Site) ในไลน์ (Line) ในยูทูบ (YouTube) หรืออะไรนั้นก็เป็นผู้สื่อข่าวหรือนักข่าวแบบสมัครเล่นก็ได้ ถ้าทำแบบนี้ผมเข้าใจว่า ในการกลับไปแก้ไขร่าง พ.ร.บ. นี้อาจจะง่ายยิ่งขึ้น ผมไม่ได้หมายความว่าจะให้เขียนว่า สมัครเล่นหรืออาชีพนะครับ หรืออาจจะแบ่งออกเป็นประเภทอาชีพหรือประเภทสมทบก็ได้ แบ่งเป็นอาชีพก็ได้ สมทบก็ได้ แล้วแต่ชื่อที่จะใช้ แต่อย่างไรก็ตามผมมีความเห็นอย่างนี้ว่า เราอยากจะให้มีสื่อมวลชนหรือนักข่าวเข้ามาร่วมรับรู้รับทราบในร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ให้มากที่สุด ที่เมื่อสักครู่ท่านคำนูณได้อภิปรายว่า เปลี่ยนจากอาสาสมัคร เป็นมีการบังคับด้วย กฎหมาย แต่ผมอยากจะให้เรามองเป็นวิสัยทัศน์แบบนี้นะครับ เปลี่ยนจากคำว่า ต้องทำนั่น ต้องทำนี่ กลายเป็นว่าถ้านักข่าวท่านใดสมัครเข้ามาเป็นสมาชิกเขาควรจะได้รับสิทธิแบบนี้ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ จะเรียกว่าสิทธิพิเศษก็ได้ แต่ว่านักข่าวท่านใดที่ไม่ได้สมัครเข้ามาเป็นสมาชิก ก็อาจจะไม่ได้สิทธิพิเศษต่าง ๆ เหล่านั้น บอกให้รู้ล่วงหน้า แบบนี้แสดงว่าเราก็ไม่ต้อง ไปบังคับว่าทุกคนต้องขึ้นทะเบียน ไม่ต้องไปบังคับว่าทุกคนต้องมีใบรับรอง ไม่ต้องไปบังคับ ยกตัวอย่าง สมมุติประเทศไทยเราจะมีการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก กีฬาเอเชียนเกมส์ ใครที่มี บัตรไอเดนทิฟิเคชัน (Identification) คือใบแสดงตนตัวนี้มีสิทธิเข้าไปทำข่าวถึงสนามกีฬา มีสิทธิเข้าไปทำข่าวถึงริงไซด์ (Ringside) มีสิทธิได้รับเลือกไปเป็นนักข่าวที่จะได้ไปต่างประเทศ อะไรทำนองนี้ แต่ว่าถ้าใครไม่มีอะไรเลย ไม่มีบัตรเหล่านี้เขาก็เสียสิทธิไป ควรจะเป็นวิธีการ ใครได้ใครสมัครเข้ามาเป็นสมาชิกในองค์กรสื่อมวลชน หรือในองค์การสื่อมวลชน หรือไปถึง สภาวิชาชีพเขาก็จะได้ ภาษาอังกฤษใช้คำว่าพริวิเลจ (Privilege) สิทธิพิเศษอะไรบางอย่าง แบบนี้คนก็จะแห่สมัคร เข้ามาสิครับ เพราะว่าไม่ได้อยู่ในสภาพถูกบังคับ ตรงนี้ผมขอให้เปลี่ยน วิธีการคิดใหม่ เหมือนตอนที่ผมยกร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมพลังงานทดแทน ตอนแรกเราบอกว่าใครไม่ผลิตพลังงานทดแทนจะลงโทษ คิดไปคิดมาเอาใหม่ดีกว่า ใครผลิตพลังงานทดแทนจะได้รับสิทธิพิเศษ อะไรต่าง ๆ ตามมาแบบนี้ ผมว่าจะทำให้ ร่างพระราชบัญญัตินี้มีเสน่ห์ขึ้นเยอะ ใช้คำว่า มีเสน่ห์ แล้วคนก็จะรักและอยากจะเข้ามาใช้ พ.ร.บ. นี้
เรื่องที่ ๒ เรื่องร่างพระราชบัญญัตินี้เขียนว่า การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน แต่พออ่านไปแล้วเนื้อหามันตีลังกาหมดเลย กลายเป็นเรื่องกำกับสื่อมวลชนเริ่มต้นเป็นเรื่องแรก อารัมภบทมีคณะกรรมการชุดนั้นชุดนี้ สิ่งที่พี่น้องประชาชนหรือว่านักข่าวเขาอยากจะรู้ ประชาชนที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย เขาอยากจะรู้ว่าเขาได้รับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพอะไรบ้าง หาไม่เจอครับ พ.ร.บ. แรก ๆ เปิดกันแทบตายไปอยู่ในมาตราที่เท่าไรไม่รู้ เปิดไปอยู่หลัง ๆ ท้าย ๆ ไม่เอาแล้วครับ ผมเสนอว่าท่านควรจะหยิบยกเอาเรื่องการคุ้มครอง สิทธิเสรีภาพของประชาชนผู้บริโภคที่จะได้รับผลกระทบจากสื่อขึ้นมาเป็นบทแรก ๆ แล้วขณะเดียวกันสื่อเขาจะได้รับสิทธิพิเศษอะไร ได้รับการคุ้มครองอะไร นายจ้าง รัฐบาล นักการเมืองจะไปรังแกเขาไม่ได้ ยกขึ้นมาอยู่ในบทแรก ๆ แบบนี้จะทำให้ร่าง พ.ร.บ. นี้ มีเสน่ห์ขึ้นมากเลย แค่สลับลำดับหมายเลขแค่นั้นเองไม่ได้มีอะไรยาก ถัดไปในนิยาม ของคำว่า สมาชิก โกลาหลเหลือเกินนะครับ ตกลงว่ามี ๓ ระดับใช่ไหมครับ สมาชิก คือตัวนักข่าวเอง แล้วก็สมาชิกขององค์กร สมาชิกขององค์การ สมาชิกของสภา นิยาม ท่านยังให้ไม่ครบ ยังตกคำว่า สมาชิกขององค์กรสื่อมวลชน ไม่ได้อยู่ในมาตราแรก ๆ ควรจะเติมเข้าไปด้วย
ต่อไปครับ ในมาตรา ๔ บทบัญญัตินี้ไม่ให้ใช้บังคับกับเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งต้องปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ผมอ่านแล้วผมไม่เข้าใจ ไม่รู้แปลว่าอะไร อย่างไรเดี๋ยวฝากสวนดุสิตให้ช่วยตอบคำถามนี้ด้วย ต่อไปมีนิยามของคำว่า สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ตรงนี้ผมขอเสนอให้แก้ไขครับ เปลี่ยนชื่อจากคำว่า สภาสื่อมวลชนแห่งชาติ ให้เป็น สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย เปลี่ยนคำว่า ชาติ ภาษาอังกฤษคือเนชันนัล (National) มาเป็นคำว่า ไทย หรือประเทศไทย มันจะแปลว่า ไทยหรือว่าไทยแลนด์ (Thailand) เหตุผลง่าย ๆ ครับ ไม่มีอะไรลึกซึ้ง ถ้าเป็นเนชันนัล (National) ปกติแล้วจะต้องมีอนุกรรมการ ถ้าเป็นแห่งชาติเหมือนกับจะเป็นองค์กรที่รัฐ เข้ามากำกับดูแล เป็นองค์กรของรัฐ แต่ถ้าเป็นประเทศไทยก็คือบ่งบอกว่านั่นคือสัญชาติ ประเทศนั้น ๆ ยกตัวอย่างครับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เขาไม่ได้เรียกว่า สภาอุตสาหกรรมแห่งชาติ อีกอันหนึ่งนะครับ สภาหอการค้าไทย เขาไม่เรียกสภาหอการค้า แห่งชาติ สมาคมธนาคารไทย เขาไม่เรียกสมาคมธนาคารชาติ ตรงนี้ถ้าเป็นคำว่า ไทย หรือไทยแลนด์ (Thailand) แล้ว ธงชาติไทยปลิวสะบัดไปทั่วโลก จะส่งตัวแทนไปประชุม ระดับโลก ระดับนานาชาติ เพราะเขาจะเป็นตัวแทนของสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย ใช้ธงชาติไทย พอขึ้นโลโก้ไทยแลนด์ (Logo Thailand) ไม่ต้องถามแล้วว่าคุณมาจาก ประเทศอะไร จะเป็นความภาคภูมิใจของ พ.ร.บ. นี้ไปด้วย ขอฝากนะครับ
ต่อไปองค์กรสื่อมวลชน มาตรา ๗ การจดแจ้ง ยื่นแบบการจดแจ้งและหลักฐาน ต้องมีรายการดังต่อไปนี้ ต้องเขียนว่า ต้องมีรายการอย่างน้อยดังต่อไปนี้ ถ้าบอกว่า ดังต่อไปนี้ จะเพิ่มก็ไม่ได้ ตัดก็ไม่ได้แล้ว ท่านรัดคอตัวเองแล้ว หลาย ๆ ดังต่อไปนี้ ควรจะต้องมีคำว่า อย่างน้อยดังต่อไปนี้
ต่อไปมาตรา ๙ กับมาตรา ๑๑ ใช้คำพูดไม่เหมือนกัน มาตรา ๙ ใช้สำหรับ ผู้ได้รับความเสียหาย พอมามาตรา ๑๑ ผู้ได้รับความเสียหาย หรือผู้ร้องเรียน ผมงงแล้วนะครับ ผู้ได้รับความเสียหายกับผู้ร้องเรียนต่างกันอย่างไร คนละคนกันหรือเปล่า หรือว่าใคร มอบอำนาจให้ใคร เป็นอย่างไร กรุณาช่วยไปแก้ไขคำพูดให้สอดคล้องกันน่าจะดีกว่า และในมาตรา ๙ อันนี้สำคัญมากนะครับ ผู้ได้รับความเสียหายจากการนำข่าวสาร สาร และเนื้อหาที่ขัดต่อมาตรฐานจริยธรรมขององค์กรสื่อมวลชน มีความประสงค์ ต้องบอกว่า ที่มีความประสงค์นะครับ ที่มีความประสงค์จะได้รับความคุ้มครอง อย่างคำว่า ความคุ้มครอง หรือให้ยุติการกระทำนั้น ผมก็ไม่รู้ว่าคำว่า ขอรับความคุ้มครอง พอหรือยัง อยากจะให้ ยุติการกระทำนั้น สมมุติว่ามีนักข่าวเอาข่าวเท็จ ข่าวไม่ดีอะไรไปลงก็ต้องเติมคำว่า หรือให้ยุติ การกระทำนั้น ผมขออนุญาตท่านประธานขอต่อเวลาอีกนิดหนึ่งครับ แล้วเวลาอ่าน ในแต่ละหมวด หมวด ๑ พูดถึงเรื่ององค์กร พูดถึงเรื่ององค์การ พูดถึงเรื่องสภา ขอให้ท่านใช้คำเต็มเข้าไปในแต่ละหมวด ท่านวรรคเอาไว้ ว่าเป็นสมาชิก ผมอ่านแล้วปวดหัว ไม่รู้ว่าพูดถึงเรื่องสมาชิกอะไรใส่คำเต็มเข้าไปเลยครับ ถ้าอยู่ในหมวดว่าด้วยองค์กรก็สมาชิกขององค์กร ถ้าอยู่ในหมวดว่าด้วยองค์การก็สมาชิกของ องค์การ ถ้าหมวดว่าด้วยสภาก็สมาชิกของสภา ท่านเล่นใช้คำย่อผมอ่านแล้วปวดหัวไข้ขึ้นเลย เพราะเวลาคนเอา พ.ร.บ. ไปใช้งาน เวลาเขาถ่ายสำเนาหน้านั้นมาบอกสมาชิก คนเอาก๊อบปี้นั้น ไปอ่านตีความไม่ออกไม่รู้ว่าสมาชิกประเภทไหน อยู่ในลำดับไหนตีความไม่ออก
ต่อไปมาตรา ๑๖ แปลกประหลาดมาก มาตรา ๑๖ องค์การวิชาชีพสื่อมวลชน มีหน้าที่กำกับดูแล มีแค่นั้นเองหรือครับ มาตรา ๑๖ องค์การวิชาชีพสื่อมวลชนมีหน้าที่ กำกับดูแลให้สมาชิกปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรม แค่นั้นเองหรือครับ ไม่ใช่ ท่านต้องเขียนว่า องค์การวิชาชีพสื่อมวลชนมีหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ตามมาตรา ๑๕ กลับเข้าไปเอามาตรา ๑๕ มาใส่ให้ครบ มิฉะนั้นองค์การวิชาชีพสื่อมวลชนเขาก็ไม่ต้อง ทำอะไรนะครับ กำกับจะได้ทำอย่างเดียวหรือ ไม่ใช่ เพราะว่ามาตรา ๑๕ มีวัตถุประสงค์ ในการดำเนินการตั้ง ๘ ข้อ หน้าที่เขาก็ต้องครอบคลุมวัตถุประสงค์เหล่านั้นทั้งหมด ต่อไปส่วนที่ ๒ สมาชิก ท่านก็ต้องเติมคำว่า สมาชิกองค์การวิชาชีพสื่อมวลชน จึงจะอ่านรู้เรื่อง
มาตรา ๒๒ สิทธิและหน้าที่ของสมาชิก มีอยู่ ๔ ข้อเองหรือครับ รู้สึกว้าเหว่จังเลย มาตรา ๒๒ สิทธิและหน้าที่ของสมาชิก เมื่อสักครู่ผมบอกแล้ว ฝากให้ช่วยเติม สิทธิและหน้าที่ของสมาชิกองค์การวิชาชีพสื่อมวลชน มันจะต้องออกมา เป็นสิบ ๆ ข้อนะครับ สิทธิและหน้าที่ของสมาชิกองค์การวิชาชีพสื่อมวลชนมีอยู่ ๓ ข้อ สิทธิที่ ๑ คือแสดงความเห็น สิทธิที่ ๒ คือซักถาม สิทธิที่ ๓ คือเลือกหรือรับเลือกเป็นประธาน และกรรมการ มีแค่นั้นเองหรือครับ ไม่ใช่นะครับ ต้องมีมากกว่านี้เป็นสิบ ๆ ข้อ ส่วนคำว่า ผดุงไว้ซึ่งเกียรติและศักดิ์ศรีนั้นไม่ใช่สิทธิ เป็นหน้าที่ เพราะฉะนั้นมาตรา ๒๒ ท่านควร จะต้องแยกออกเป็น ๒ มาตรา หรือว่าจะเป็นคนละวรรคแล้วแต่สิทธิก็ว่าไป ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ หน้าที่ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ สิทธิที่ผมอยากจะให้เติมก็คือว่า สมาชิกมีสิทธิที่จะได้รับการส่งเสริม ในการส่งไปอบรมเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ขององค์การ ต้องให้เขาเห็นว่าสมัครเข้าไปแล้ว เขาได้สิทธิอะไร เขาจะได้มีความกระตือรือร้นในการเข้าไปในนั้น ส่วนเรื่องหน้าที่ก็ต้องบอกว่า ให้ปฏิบัติไปตามข้อบังคับขององค์การใช่ไหมครับ ทำไมไม่พูดเรื่องนี้มาเลย ปฏิบัติหน้าที่ ตามข้อบังคับขององค์การ ผดุงไว้ซึ่งอะไรก็ว่ากันไป
หมวด ๓ สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ผมเรียนไปแล้วนะครับ ให้แก้เป็น สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย เปลี่ยนคำว่า ชาติ เป็น ประเทศไทย ให้หมด สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ แห่งประเทศไทยนี้นะครับ มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้ ท่านยกร่างเอาไว้ ๑๑ ข้อ ผมฝากให้เติมอีกสัก ๑ ข้อ ดำรงคงไว้ซึ่งปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ขออนุญาตใส่เข้าไปสักข้อหนึ่งได้ไหมครับ สภาของเรากำลังจะหมดภารกิจหน้าที่นี้แล้ว เรื่องศาสตร์พระราชาเป็นเรื่องสำคัญ สภาวิชาชีพสื่อมวลชนควรจะต้องดำเนินการ ให้สอดคล้องกับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงใช่หรือไม่ฝากไปพิจารณา ถ้าใช่ก็ช่วยใส่เข้าไป ในวัตถุประสงค์ด้วย พอเพียง พอประมาณ มีเหตุมีผล ไม่เบียดเบียน จริยธรรมก็คือ ไม่เบียดเบียน มีเหตุมีผล
ต่อไปครับ จะจบแล้วครับท่านประธาน มาตรา ๔๐ ให้มีคณะกรรมการ คณะหนึ่งเรียกว่า คณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ ซึ่งขอแก้เป็น แห่งประเทศไทย ประกอบด้วยสมาชิกวิชาชีพจำนวน ๗ คน ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ผู้แทนคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ถ้าเป็นเรื่องคุ้มครองผู้บริโภคก็ต้องเขียนว่า ตามกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองผู้บริโภค ถ้าเป็นเรื่องสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ก็น่าจะเขียนว่า ตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อะไรทำนองนั้น จะได้เชื่อมต่อถึงกัน ไม่รู้อยู่ดี ๆ จะไปจินตนาการ คณะกรรมการนั้นอยู่ที่ไหนหาไม่เจอ ส่วนประเด็นคำถามที่ฮอต (Hot) ที่สุดในวันนี้ก็คือว่า ควรจะมีปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี หรือปลัดกระทรวงวัฒนธรรมอยู่ในคณะกรรมการ สภาวิชาชีพหรือไม่ ก็ขอฝากเป็นคำถาม แล้วจะรอคำตอบว่าท่านกรรมาธิการมองเห็นว่า ปลัดกระทรวงทั้ง ๒ ท่านมีความสำคัญ มีบทบาทอย่างไรในการเข้ามานั่งเป็นบอร์ด (Board) อยู่ในสภาวิชาชีพ เท่าที่ผมไปศึกษามาเวลามีหน่วยงานที่เป็นอิสระ ไม่ใช่เป็นหน่วยงานของรัฐ ถ้าเป็นหน่วยงานของรัฐเขาจะต้องส่งคนเข้าไปนั่งเป็นบอร์ด (Board) ในนั้นอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่ได้เป็นหน่วยงานของรัฐ ๑. จะส่งตัวแทนของหน่วยงานราชการไปนี้เกี่ยวข้องกับ การบริหารราชการแผ่นดินไหม ๒. เกี่ยวข้องกับการปกป้องดูแลรักษาทรัพย์สินหรืองบประมาณ ที่รัฐบาลอุตส่าห์สนับสนุนไปไหม ๓. เกี่ยวข้องกับบุคลากรว่าหน่วยงานนั้นเขาเอาบุคลากร ของรัฐไปใช้งานไหม ๔. เกี่ยวข้องกับการบริหารหรือการประสานงานอื่น ๆ ไหม ถ้าท่านตอบว่า อยู่ใน ๔ ข้อนี้ได้ หรือจะเป็นข้อที่ ๕ ก็แล้วแต่ก็จะสามารถอธิบายสังคมได้ ผมมีข้อสังเกตแบบนี้ คณะกรรมการสภาวิชาชีพคงจะต้องประชุมกันบ่อยมาก พอไปอ่านเรื่องจริยธรรมแล้ว เขาเขียนว่า คณะกรรมการสภาวิชาชีพต้องตัดสินเรื่องร้องเรียนต่าง ๆ ให้จบภายใน ๑๕ วัน ไม่ว่าเรื่องนั้นจะมาจากปัจเจกบุคคล ไม่ว่าเรื่องนั้นจะมาจากองค์กร ไม่ว่าเรื่องนั้นจะมาจาก องค์การ ไม่ว่าผู้บริโภคร้องเรียน ๑๕ วัน แล้วถามว่าถ้ามีคนมาร้องเรียนสัก ๑๐๐ เรื่อง ๑,๐๐๐ เรื่องต่อปี ปลัดกระทรวงทั้ง ๒ กระทรวงนั้นเขาจะเข้ามานั่งประชุมกับเราไหม จะเข้ามานั่งประชุมกับท่านไหม ผมว่าเขาไม่มาหรอกครับ มาให้ปวดหัวเปล่า ๆ เพราะฉะนั้น ท่านต้องตอบออกมาให้ได้ว่าทำไมจึงชอบนักชอบหนาที่จะต้องมีปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ทั้ง ๒ คนเข้ามาอยู่ในบอร์ด (Board)
ไปถึงมาตรา ๔๓ บุคคลซึ่งเป็นตัวแทนสมาชิกสภาวิชาชีพที่สมัครเข้ามา เป็นกรรมการ ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้ ผมก็สงสัยนิดหนึ่งว่า ลักษณะต้องห้ามนี้เราจะเอาไหม เพิ่มเข้าไปอีกข้อหนึ่งคือข้าราชการ คนที่จะเข้ามานั่ง เป็นตัวแทนมาอยู่ในกรรมการสภาวิชาชีพเอาไหมว่าไม่ต้องเป็นข้าราชการอะไรทำนองนี้ ฝากช่วยไปคิดด้วยนะครับ
มาตรา ๔๕ คณะกรรมการสภาวิชาชีพ มีอำนาจหน้าที่ (๑) บริหาร (๒) กำหนดมาตรฐาน (๓) พิจารณากำหนดโทษตามมาตรา ๘๕ อย่างใดอย่างหนึ่ง ผมว่าน่าจะตกคำว่า หรือหลายอย่าง ถ้าไม่อย่างนั้นการกำหนดโทษตามมาตรา ๘๕ ซึ่งมีด้วยกัน ๔ วรรค คณะกรรมการลงโทษได้แค่ข้อเดียว ไม่ใช่ใช่ไหมครับอาจจะต้อง ใช้หลายข้อประกอบกัน เพราะฉะนั้น (๓) ก็ควรจะเติมว่าอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง
มาตรา ๕๖ ว่าด้วยเรื่องมาตรฐานจริยธรรม มีศัพท์คำว่า เวลากำกับดูแลอะไร จะต้องให้สื่อมวลชนประพฤติตนไม่ต่ำกว่ามาตรฐาน มีคำว่า ไม่ต่ำกว่ามาตรฐาน อยู่หลายครั้ง ผมก็สงสัยคำว่า ไม่ต่ำกว่ามาตรฐาน แปลว่าอะไร ต่างจากคำว่า ให้สอดคล้องกับ มาตรฐาน หรือไม่ อย่างไร คิดเป็นตัวเลขได้หรือ คำว่าไม่ต่ำกว่ามาตรฐาน คิดเป็นเวลาได้หรือ คิดเป็นชั่วโมงได้หรือ เป็นนามธรรมใช่ไหมครับ แล้วไม่ต่ำกว่ามาตรฐานนี้แปลว่าอะไร
แล้วที่งงมากที่สุด มาตรา ๕๖ ผู้ประกอบวิชาชีพใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเสมือนหนึ่งว่าองค์กรสื่อมวลชนนั้น โอเค (Okay) อ่านซ้ำนะครับ ผู้ประกอบวิชาชีพใด ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตาม ให้ถือเสมือนหนึ่งว่าองค์กรสื่อมวลชนนั้น หรือสมาชิกสภาวิชาชีพนั้น เป็นผู้ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานต้องได้รับโทษ แบบนี้หมายความว่าอย่างไรครับ นาย ก เป็นนักข่าวของหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง แล้วนาย ก ไปทำอะไรสักอย่างหนึ่งในตัวบุคคลของเขา แล้วผิดจริยธรรม ถ้าอ่านตามมาตรานี้แล้วให้ถือเสมือนหนึ่งว่าองค์กรสื่อมวลชนนั้น ผิดจริยธรรม ลูกจ้างไปทำผิดและนายจ้างไม่รู้เรื่องด้วย และกลายเป็นว่าหนังสือพิมพ์ฉบับนั้น ผิดทั้งฉบับอย่างนั้นหรือ ก็ฝากช่วยอธิบายแล้วก็ตีความให้หน่อยเพื่อจะได้สบายใจ เกือบจบแล้วครับท่านประธาน ผมขอสละสิทธิ์ไม่อภิปรายต่อ ขอสรุปเลยนะครับว่า ผมเห็นด้วยครึ่งหนึ่งของร่าง พ.ร.บ. นี้ อีกครึ่งหนึ่งก็ยังงง ๆ อยู่ก็อยากจะฝากให้ท่าน ไปปรับปรุง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าสู่การเป็นสมาชิกให้เป็นในรูปแบบของการเชิญชวน ใครสมัครได้สิทธิพิเศษได้ขนมกิน ใครไม่สมัครก็ไม่มีสิทธิ ที่ผมยกตัวอย่างแล้วว่าถ้าใครสมัคร เป็นสมาชิกมีสิทธิได้ไปอยู่โอลิมปิก ไปทำข่าวโอลิมปิกอยู่ริงไซด์ (Ringside) หรือว่ามีสิทธิ ได้รับการจับสลากถ้าไปอยู่โอลิมปิก ไปทำข่าวโอลิมปิก แต่ถ้าไม่ได้เป็นสมาชิกคุณไม่ต้องมา จับสลาก คุณไม่ได้จับสลาก อะไรแบบนี้นะครับ ผมว่าสนุกกว่าเยอะเลย ขอขอบพระคุณครับ