คุรุจิต สนับสนุนปฏิรูปสื่อ ยันส่งเสริมจริยธรรม-เสรีภาพวิชาชีพ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๒ · ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๐

คุรุจิต นาครทรรพ สนับสนุนร่างกฎหมายปฏิรูปสื่อมวลชนเพื่อส่งเสริมความเป็นอิสระ จริยธรรม และการกำกับดูแลตนเองของสื่ออย่างมีมาตรฐาน พร้อมเรียกร้องให้มีกลไกตรวจสอบข้อร้องเรียนของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ

นายคุรุจิต นาครทรรพ

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นต้องขอบพระคุณ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชนที่ได้นำเสนอรายงาน เรื่อง การปฏิรูปการสื่อสารมวลชน ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติจดแจ้งการพิมพ์ (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งกระผมขอขอบคุณและแสดงความชื่นชม แล้วก็เห็นใจคณะกรรมาธิการ เรื่องนี้ได้เข้ามาสู่วิป (Whip) ของ สปท. ๒ ครั้งแล้ว ท่านประธานกรรมาธิการ ท่านรองประธาน กรรมาธิการก็รับฟังข้อสังเกต ข้อทักท้วงติชมต่าง ๆ นำไปปรับปรุงแก้ไข แล้วก็นำมาเสนอ อีกครั้งในวันนี้ เมื่อเช้าที่ผมนั่งรถมาก็ได้รับฟังว่าท่านประธานกรรมาธิการ พลอากาศเอก คณิต ท่านก็ได้ขอแก้ไขเพิ่มเติมจากการประชุมเมื่อเช้าว่าจะขอตัดมาตรา ๙๑ มาตรา ๙๒ และมาตรา ๙๙ ออกไปที่เป็นเรื่องของบทกำหนดโทษ แล้วก็จะเปลี่ยนระบบของ การออกใบอนุญาตเป็นออกใบรับรองแทน ซึ่งคิดว่าท่านก็ได้มีความยืดหยุ่นแล้วก็รับฟังมาก โดยส่วนตัวผมเองก็เห็นด้วยกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการสื่อสารมวลชนฉบับนี้ เห็นด้วยในหลักการที่สื่อสารมวลชนจะต้องมีความเป็นอิสระ และส่งเสริมให้สื่อควบคุม ดูแล กำกับกันเองในด้านจริยธรรม ผมพร้อมจะยกมือให้กับ รายงานฉบับนี้ แต่ท่านประธานครับ ผมอยากจะขออนุญาตอภิปรายลงลึกไปสักนิดหนึ่งว่า เวลาเราพูดถึงสื่อมวลชนเราก็จะนึกถึงนักข่าวเพราะมาสัมผัสกับเรา โดยผมเป็นอดีตข้าราชการ ก็จะเจอกับนักข่าวเยอะ แต่จริง ๆ สื่อมวลชนมีหลายระดับ ก็คือนักข่าวสื่อมวลชนที่มาหาข่าว อันที่ ๒ คือผู้ประกอบการสื่อ บรรณาธิการ โต๊ะข่าวที่เป็นคนรับข่าวมาแล้วก็เลือกว่า ข่าวไหนจะลง เลือกข่าวไหนจะเขียนอย่างไร ทิศทางของข่าว แล้วอีกระดับหนึ่งก็คือองค์กร วิชาชีพสื่อ ซึ่งองค์กรวิชาชีพสื่อที่ผ่านมาหลายสิบปีก็มีหลายสิบองค์กรมากเลย เช่น สมาพันธ์ นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคม นักข่าววิทยุโทรทัศน์ สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ เยอะแยะไปหมด ทีนี้ประเด็นที่เป็นเรื่องของ การที่คณะกรรมาธิการนำเสนอรายงานนี้ก็คือว่าเท่าที่ผ่านมาสื่อสารมวลชนได้มีการควบคุม กำกับดูแลจริยธรรม และมีมาตรฐาน มีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่ คำตอบก็คือไม่นะครับ คุมกันไม่ได้เลย ไม่สามารถจะคุมกันได้ จะลงโทษอะไรก็ไม่ได้ ลาออกจากสมาคมนี้ ไปอยู่ สมาคมโน้น เพราะฉะนั้นก็เลยไม่มีมาตรฐาน ผมเองสมัยเด็ก ๆ เรียนประถมครูสอนมาว่า สื่อมวลชนเป็นฐานันดรที่ ๔ เพราะเขาเป็นกระจกส่องสังคม แล้วเขาก็ควรจะมีสิทธิเสรีภาพ แต่ถามว่าสิทธิเสรีภาพ ที่ท่านเรียกร้องหรือที่เป็นข่าวกดดันกรรมาธิการอยู่ ๓-๔ วันมานี้มีคุณภาพหรือเปล่า มีคุณภาพเป็นที่คาดหวังที่จะเป็นกระจกใสส่องเงาให้สังคมอย่างแท้จริงหรือเปล่า สื่อมวลชน นอกจากทำหน้าที่เสนอข่าวต้องไม่ลืมว่าเป็นธุรกิจด้วย ก็มีเรื่องของธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง และบางครั้งก็ใช้ความเป็นสื่อมวลชนทำบทบาทที่อาจจะไม่ใช่บทบาทของสื่อมวลชน เพราะฉะนั้นการปฏิรูปสื่อสารมวลชนตามรายงานวันนี้ ผมถือว่าเป็นก้าวแรกและก้าวสำคัญ ที่จะนำไปสู่การมีมาตรฐาน มีจริยธรรม และมีการกำกับดูแลกันเอง เท่าที่ผมศึกษามา การออกแบบในร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๒ ที่นำเสนอมาเขาก็จะมีองค์กรของสื่อมวลชนเอง ซึ่งองค์กรนี้ไม่ได้มีรัฐเข้าไปเกี่ยวข้อง เขาจดตั้งขึ้นมาเอง กำกับดูแลตนเอง แล้วก็มีองค์กร วิชาชีพสื่อที่มารวมตัวกันอีก แล้วก็มีสภาวิชาชีพสื่อสารมวลชน มี ๓ ระดับ ที่ผ่านมาเวลา มีเรื่องที่ผู้บริโภค หรือคนทั่วไป หน่วยงาน บริษัท ห้างร้าน เอกชนไม่ได้รับความเป็นธรรมจากสื่อ ลงข่าวให้เขาเสีย ๆ หาย ๆ ลงข่าวที่ทำให้เขาไม่มีความสุขแล้วก็ไม่จริง ไปร้องเรียน ข้อร้องเรียนหายไปไม่ได้รับการเยียวยาแก้ไข เพราะสอบแล้วไม่มีอำนาจลงโทษ ไม่กล้าลงโทษ กันเอง มีคำอุปมาอุปไมยในอดีตเล่าให้ฟังนะครับ เขาบอกว่าแมลงวันย่อมไม่ตอมแมลงวัน ด้วยกันเอง เราจึงไม่เคยเห็นสื่อสารมวลชนลงโทษกันเองได้เลย เพราะฉะนั้นถ้าท่านรักจะมี เสรีภาพท่านก็ต้องมีเสรีภาพอย่างมีคุณภาพด้วย อันนี้ก็เป็นเรื่องแรกที่ผมคิดว่าเป็นเจ้าแรก ที่รายงานนี้จะนำไปสู่เรื่องเหล่านั้น สื่อสารมวลชนเปรียบเสมือนผู้คัดกรองข่าวสาร ข้อมูล ความรู้ ความบันเทิงสู่ประชาชนในวงกว้างภายในเวลาอันรวดเร็ว เป็นเหมือนกับผู้คุมประตูข่าวสาร ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่าเกตคีปเปอร์ (Gatekeeper) จึงเป็นสถาบันที่มีบทบาทอย่างสูงต่อสังคม ทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ จึงควรที่จะต้องมีการสนับสนุนให้เขามีคุณภาพ มีจริยธรรมที่สูงขึ้น แล้วก็มีการกำกับดูแลกันเองให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศ แล้วก็วัฒนธรรมอันดี งามของสังคม การกำกับดูแลสื่อมวลชนให้ทำหน้าที่ได้สมบูรณ์สมเป็นสถาบันที่มีบทบาทสูง ในสังคม ต้องอยู่บนหลักการของการมีสิทธิเสรีภาพ อิสรภาพ เพื่อให้สื่อสารมวลชนเขาได้ เลือกสรรกำหนดบทบาทหน้าที่อย่างสร้างสรรค์ในการนำเสนอเนื้อหาสาระความรู้ โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลหรือความหวั่นเกรงใด ๆ โดยใช้กฎหมายหรือคำสั่งใด ๆ ไปชี้นำ ซึ่งเป็นการขัดต่อหลักสิทธิเสรีภาพ อันนี้เรายอมรับกัน แต่อย่างที่ว่า สิทธิและเสรีภาพ ก็ต้องมาควบคู่คุณภาพและความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย เพราะสื่อสารมวลชน เป็นผู้ที่เขามาให้ใช้ช่องทางสร้างผลกระทบต่อสังคมได้อย่างรวดเร็วและกว้างขวาง ดังนั้น ผู้หนึ่งผู้ใดหรือสถาบันใดที่เข้ามาใช้ช่องทางอย่างวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ หรือสื่อออนไลน์ (Online) ควรจะต้องเป็นผู้มีความเป็นมืออาชีพสูง มีจิตสำนึกสาธารณะ และมีหลักประกัน ให้กับผู้คนในสังคมว่าจะไม่ทำตัวเป็นภัยคุกคามต่อสังคมเสียเอง ที่ผ่านมาสื่อสารมวลชนไทย ได้ผ่านการกำกับดูแลทั้งภายใต้ระบบกฎหมาย คำสั่งคณะปฏิวัติหลายต่อหลายฉบับที่ทำให้ ลิดรอนเสรีภาพ แต่ก็ได้พยายามต่อสู้มาใช้หลักกำกับดูแลตัวเอง แต่ที่ผ่านมา ๒๐ กว่าปี ก็พิสูจน์ให้เห็นว่าการกำกับดูแลตนเองไม่มีประสิทธิภาพเลย เพราะฉะนั้นการมีระบบ การให้การรับรองออกใบประกอบวิชาชีพก็อาจจะเป็นทางหนึ่ง ก็เหมือนกับวิชาชีพอื่น ๆ ครูในสมัยนี้เขายังต้องมีใบประกอบวิชาชีพครูเลยนะครับ ทนายความ หมอ วิศวกร เพราะฉะนั้น การให้ใบรับรองเป็นวิชาชีพก็เป็นทางหนึ่งที่จะยกระดับมาตรฐานคุณภาพและจริยธรรม วิชาชีพสื่อมวลชนได้ ทีนี้ผมอยากจะขออนุญาตลงลึกไปในบางมาตราที่อยากจะฝาก เป็นข้อสังเกตไปยังท่านกรรมาธิการสักนิดหนึ่งว่า ในบทคำนิยามของผู้ประกอบวิชาชีพ สื่อมวลชนนี้จำเป็นจะต้องระบุให้ชัดเจนถึงความแตกต่างและการมีอยู่ของนักข่าว หรือผู้ปฏิบัติงานสื่อภาคสนาม ทีมงานผลิต ช่างกล้องอะไรต่าง ๆ แล้วก็กองบรรณาธิการ หัวหน้าโต๊ะ หรือหัวหน้าข่าว หรือว่าเจ้าของหนังสือพิมพ์ แล้วรวมทั้งองค์กรวิชาชีพนั้นด้วย คอลัมนิสต์ด้วย อันนี้ท่านต้องแยกชัดเจน เพราะว่าบางทีสิ่งที่ไปกระตุ้นให้คนตื่นกลัวทุกวันนี้ เพราะว่านักข่าวมีจำนวนมาก แต่โต๊ะข่าวมีจำนวนน้อย แล้วโต๊ะข่าวจริง ๆ เป็นผู้ที่ กำหนดทิศทางของข่าว อันที่ ๒ ซึ่งท่านก็ได้แก้ไขไปแล้วก็คือมาตรา ๓๐ (๑) ที่ว่าด้วย การขึ้นทะเบียน ท่านก็เปลี่ยนแล้ว บอกว่าท่านไม่ขึ้นทะเบียนแล้ว ท่านเป็นการออกใบรับรอง วิชาชีพซึ่งคนก็ยังสับสนว่าจะมีตัวแทนของรัฐมาออกใบวิชาชีพ แต่ถ้าอ่านดูดี ๆ เป็นองค์กรสื่อ ออกใบรับรองวิชาชีพกันเอง ตัวแทนของรัฐซึ่งเมื่อเดิมมี ๔ คน อันนี้ท่านลดเหลือ ๒ คน แล้วคนหนึ่งก็กำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ เขาก็เป็นนักข่าวเป็นสื่อเหมือนกัน เป็นเรื่องของ จริยธรรมมาตรฐาน เวลาไปร้องเรียน ๒ องค์กรแรกแล้วไม่ทำหน้าที่ถึงต้องร้องเรียนไป องค์กรสุดท้าย เพราะฉะนั้นอยากให้เราเข้าใจให้ชัด ๆ แล้วจริง ๆ การกำกับดูแลจะมีผล มันต้องมีเขี้ยวเล็บบ้าง ต้องมีสภาพบังคับทางปกครอง ต้องมีอย่างที่ภาษาอังกฤษเขาเรียก แซงก์ชัน (Sanction) บ้าง คงไม่ต้องถึงกับไปติดคุกติดตารางอะไร แต่ค่าปรับหรือการถอน ใบวิชาชีพ เหมือนคนขับรถยนต์ครับ ท่านได้ใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ยังต้องไปสอบใหม่ ทุก ๕ ปี รุ่นผมนี่ได้ตลอด แต่ถ้าทำผิดก็ต้องถูกยึดใบขับขี่ก็ต้องไปสอบใหม่ ก็เช่นเดียวกันครับ คงไม่ใช่ใบรับรองวิชาชีพตลอดชีพเพราะว่าก็ต้องมีการวัดมาตรฐาน อันนี้ก็ฝากว่าต้องมี ความแตกต่างระหว่างผู้ประกอบการสื่อมวลชนทั้งระดับภาคสนาม ภาคหัวหน้า องค์กรสื่อ ส่วนเรื่องของคณะกรรมการจริยธรรมผมคิดว่าหนทางยังอีกยาวไกลครับ ขั้นตอน ของท่านประธานกรรมาธิการคณิตเสนอมาไม่หยุดแค่นี้หรอก จะมี ๒ คน จะมี ๓ คน หรือจะไม่มีสักคน ตัวแทนหรือจะเป็นองค์กรไหนก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลหรือผู้ที่จะรับไป ทำหน้าที่ออกกฎหมายเขาจะรับไปทำต่อไป แต่ให้เห็นหลักการว่าเราอยากให้เห็นการควบคุม มาตรฐานจริยธรรมของสื่อสารมวลชนอย่างมีคุณภาพและมีประสิทธิภาพไม่ใช่ล้มเหลว อย่างที่ผ่าน ๆ มาในอดีต เสรีภาพต้องคู่กับคุณภาพและก็ความรับผิดชอบด้วย เพราะฉะนั้น โดยรวมก็เห็นด้วยกับสิ่งที่คณะกรรมาธิการได้นำเสนอ คิดว่าเป็นก้าวแรกและก้าวที่กล้าหาญ ในการเสนอปฏิรูปผ่านกระแสต่าง ๆ ที่ถูกวิจารณ์ ก็ต้องให้ความเห็นใจท่านประธานกรรมาธิการ เป็นอย่างยิ่ง ขอบพระคุณครับ