เสรี เปิดแนวปฏิรูปสื่อ เน้นกำกับเฉพาะผู้ผิด ไม่แทรกอิสระ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๒ · ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๐

เสรี สุวรรณภานนท์ หารือการปฏิรูปสื่อมวลชนโดยย้ำความสำคัญของความไว้วางใจ อิสระภาพของสื่อ และการไม่แทรกแซงจากรัฐ พร้อมเสนอให้ทบทวนองค์ประกอบคณะกรรมการและเน้นการกำกับดูแลเฉพาะสื่อที่กระทำผิด โดยไม่ละเมิดสิทธิของสื่อที่ทำหน้าที่อย่างถูกต้อง เพื่อคุ้มครองเสรีภาพสื่อและรักษาความมั่นคงของรัฐอย่างสมดุล

นายเสรี สุวรรณภานนท์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผมนายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอกราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพยิ่งว่าตามรายงานดังกล่าวนี้ถือว่าเป็นแนวทางของการที่จะให้มีการปฏิรูปสื่อมวลชน ให้เป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง สิ่งที่รายงานได้เสนอไว้ก็ต้องเรียนว่าในเจตนารมณ์ของ คณะกรรมาธิการนั้นอาจจะมีความตั้งใจ อาจจะมีความหวังดีกับการให้มีการปฏิรูปสื่อมวลชน แต่หลักการสำคัญของการจะปฏิรูปสื่อมวลชนดังกล่าวได้ อันดับแรกเลยท่านต้องสร้าง ความไว้วางใจให้กับสื่อมวลชนก่อน เพราะว่าหลายครั้ง หลายยุค หลายเวลาที่ผ่านมา ในส่วนภาครัฐเองมีความพยายามที่จะให้มีการปฏิรูปหรือให้มีแนวทางในการที่จะให้ สื่อมวลชนนั้นเป็นวิชาชีพที่เป็นหลักสำคัญของบ้านเมือง แต่ด้วยความตั้งใจด้วยข้อเสนอ ของยุคที่ผ่านมาเหมือนกับว่าเสนออะไรแล้วสื่อมวลชนจะไม่ค่อยยอมรับ เพราะว่าจะแฝง ไปด้วยสิ่งที่เรียกว่าการแทรกแซงในภาครัฐซึ่งจะทำให้สื่อมวลชนไม่มีความเป็นอิสระ ดังนั้น ถ้าเกิดว่าเราจะปฏิรูปสื่อมวลชนให้เป็นรูปธรรมดังกล่าวเราต้องมีหลักการสำคัญที่จะเป็น แนวทางที่ชัดเจนว่าการจะปฏิรูปสื่อมวลชนนั้นปฏิรูปเพื่ออะไร ข้อสำคัญ สิ่งที่พึงต้อง ดำเนินการในเรื่องของการปฏิรูปสื่อมวลชนก็คือต้องให้สื่อมวลชนนั้นมีความเข้มแข็งมากขึ้น ให้มีความเป็นอิสระในการทำหน้าที่มากขึ้น การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนจะต้องไม่ถูกแทรกแซง จะต้องทำหน้าที่เป็นกระบอกเสียง เป็นผู้นำข้อเท็จจริงมาแสดงให้ปรากฏเพื่อเป็นประโยชน์ กับสาธารณชนทั่วไป ถ้าสื่อมวลชนโดนปิดกั้น ถ้าสื่อมวลชนไม่สามารถทำหน้าที่ได้อิสระ แล้วก็เป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพของสื่อมวลชนและของพี่น้องประชาชน ดังนั้นสิ่งที่พึง จะต้องเกิดก็คือต้องการสร้างความไว้วางใจโดยยึดหลักสำคัญว่าสื่อมวลชนจะต้องมีเสรีภาพ ในการทำหน้าที่อย่างเป็นอิสระและไม่ถูกแทรกแซง ดังนั้นตามรายงานหรือกฎหมาย ที่กรรมาธิการเสนอก็ต้องทำความเข้าใจกันให้ชัดว่าสิ่งที่กรรมาธิการเสนอนั้นไม่ใช่เรื่องของ การแทรกแซงสื่อมวลชน และตามรายงานนี้ต้องฝากท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการช่วยกลับไปตรวจสอบให้มี ความกระจ่างชัดและมีคำตอบได้ว่าส่วนใดของรายงานนี้จะมีส่วนที่ละเมิดสิทธิของสื่อมวลชนไหม หรือแทรกแซงสื่อมวลชนไหม ถ้ามีส่วนใดที่เป็นการแทรกแซง ขอให้กรรมาธิการไปปรับ และไปตัดสิ่งเหล่านั้นออกเสียให้หมด และต้องทำความเข้าใจว่าการปฏิรูปสื่อมวลชนนั้น การทำให้องค์กรสื่อมวลชนนั้นเข้มแข็ง ต้องมีองค์กรตามกฎหมายที่ให้สื่อมวลชนนั้นสามารถ จะบริหารเอง ควบคุมเองเหมือนดังเช่นวิชาชีพอื่น ๆ อย่างเช่นที่ผ่านมาก็คือสภาทนายความ ผมเคยเป็นเลขาธิการสภาทนายความ เคยไปบริหารองค์กรสภาทนายความ ซึ่งในคณะกรรมการ ของสภาทนายความนั้นได้กำหนดจำนวนกรรมการไว้อย่างชัดเจน ได้แบ่งกรรมการส่วนกลาง แบ่งกรรมการส่วนภูมิภาค แต่เราก็มีแนวทางเปิดให้ส่วนอื่นเข้ามาเป็นหูเป็นตา เป็นตัวแทน ในการที่จะทำหน้าที่ได้อย่างโปร่งใส ในส่วนกรรมการของสภาทนายความเองนั้นมีตัวแทน ของกระทรวงยุติธรรม ๑ คน อาจจะมองเป็นภาครัฐ มีตัวแทนของเนติบัณฑิตยสภาอีก ๑ คน ก็คือ ๒ คนเท่านั้น ส่วนสภาวิชาชีพสื่อมวลชนนั้นก็มีการพูดกันเยอะว่าไม่ต้องการให้มี คนของรัฐเลย แต่นั่นหมายความว่าก็ควรที่จะต้องพิจารณาว่าสมควรหรือไม่ อย่างไร แต่ถ้าหากว่า มีความจำเป็นจริง ๆ เพื่อจะให้เกิดความโปร่งใส ให้เห็นว่าเป็นการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน แล้วไม่ใช่เรื่องของการแทรกแซง ผมอยากเสนอท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการว่าแทนที่จะเอา ปลัดกระทรวง ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี บางทีก็ตอบยากว่าเข้ามาทำอะไร ถ้าหากว่า จำเป็นจริง ๆ ให้เป็นอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์อย่างนี้จะเป็นไปได้ไหม เพราะว่า ๑. เป็นหน้าที่ ของสื่อมวลชนโดยตรง เช่นเดียวกัน แต่อาจจะอยู่ภาครัฐก็ให้เป็นโดยตำแหน่งเสีย ส่วนหน่วยงานอื่นก็อย่ามีมากครับ เพราะจะมีอีก ๑ คนหรือ ๒ คนก็ไม่ได้เกิดอะไรเปลี่ยนแปลง ให้คะแนนเสียงได้มากขึ้น ถ้าจำเป็นก็กระทรวงวัฒนธรรม แต่ถ้าให้ตรงจริง ๆ ก็สำนักงาน พระพุทธศาสนาแห่งชาติครับ ถ้าท่านไปดูอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการให้คุณภาพ พัฒนา คุณธรรมจริยธรรม อย่างนี้ก็ยังตอบได้ แต่ถ้าไม่มีเลยก็อาจจะทำให้เกิดความไว้วางใจมากขึ้น แต่จำเป็นก็ต้องตรงในสายงาน ในส่วนงาน ถ้าไปเอาส่วนอื่นมาบางทีก็ตอบยากจริง ๆ ส่วนกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แม้เป็นองค์กรอิสระอยู่แล้วจริง ๆ ก็ไม่จำเป็นต้องมา อยู่ในองค์กรของสื่อ สื่อมวลชน เพราะว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเขาทำหน้าที่ โดยรวมอยู่แล้ว คุ้มครองสิทธิของประชาชนทั้งหมดอยู่แล้ว หรือจะเอาตัวแทนของ สภาทนายความเข้ามาร่วม เพราะว่าที่ผ่านมาในส่วนของสื่อมวลชนเองเขาก็เชิญตัวแทน ของสภาทนายความเข้าไปเป็นที่ปรึกษากฎหมายอยู่ในหลาย ๆ ส่วน ไม่ว่าจะเป็น สภาการหนังสือพิมพ์ สมาคมผู้สื่อข่าว ผมก็เคยไปร่วมในฐานะที่เป็นกรรมการสภาทนายความ อย่างนี้เขารับได้ เพราะว่าไม่ได้อยู่ในภาครัฐ นี่ครับคือสร้างความไว้วางใจของการที่จะให้เขายอมรับ ในการพัฒนาองค์กรในเรื่องเหล่านี้ แล้วก็มีคณะกรรมการที่ให้สื่อมวลชนเขาบริหารจัดการเอง น่าจะมีอิสระแล้วก็ไม่ถูกแทรกแซง

ส่วนที่ ๒ ท่านประธานครับ ก็จะมีประเด็นสำคัญในเรื่องเกี่ยวกับใบอนุญาต ของสภาทนายความเราก็มีใบอนุญาตครับ ใครไปว่าความก็จะต้องผ่านการทดสอบแล้วก็มี การสอบด้วย มีการอบรมด้วย ถ้าผ่านตามขั้นตอนมาตรฐานก็จะออกเป็นใบอนุญาต ทีนี้ใบอนุญาตถึงแม้กรรมาธิการจะเปลี่ยนเป็นใบรับรองผมก็ว่ายังจะเป็นปัญหาหรือไม่ จริง ๆ ของ สปช. ผมดูแล้วเขาก็ให้แต่ละองค์กรของสื่อนั้นออกใบอนุญาตกันเอง เมื่อออกแล้ว ท่านก็สามารถที่จะให้องค์กรนั้นแจ้งมาที่สภาใหญ่ของสื่อมวลชน ก็ไม่ต่างอะไรกันมาก แต่เขาก็จะเป็นคนที่รับผิดชอบเองมันก็จะเดินได้ เพียงแต่แจ้งให้ทราบว่าใบอนุญาตดังกล่าวนั้น ได้ออกให้ใคร ซึ่งดูแล้วก็ต้องมีสภาพบังคับ แล้วถ้าหากว่าไม่มีสภาพบังคับมันก็เหมือนเก่า ออกหนังสือรับรองมาแล้วอย่างไรก็มีคำถามอีก แต่เรื่องโทษ ถ้าหากว่าไม่ได้รับอนุญาต ไปทำหน้าที่เรื่องโทษก็อย่าไปหนักกว่าคนอื่นเขา ของสภาทนายความถ้าว่าความโดยไม่ได้ รับอนุญาตจะมีโทษจำคุกไม่เกิน ๒ ปี แล้วก็มีโทษปรับ เข้าใจว่าปรับไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ บาท หรืออย่างไร แต่โทษปรับผมไม่แน่ใจนะครับ แต่ยังมีโทษจำคุกอยู่ แล้วก็มีโทษปรับด้วย ทีนี้ผมก็ไม่ได้สนับสนุนที่จะให้มีบทลงโทษสื่อมวลชน แต่ผมอยากจะเทียบให้เห็นว่า ถ้าจะทำอะไรก็ต้องมีสภาพบังคับ ถ้าไม่สามารถบังคับได้ก็ไม่สามารถที่จะไปทำอะไร ได้เหมือนกันมันก็เป็นปัญหา ส่วนความหมายของคำว่า ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน หลายท่านอภิปรายแล้ว ก็ฝากว่าท่านกรรมาธิการคงจะต้องมีรายละเอียด เพราะสื่อมวลชน มีทั้งวิทยุ มีทั้งโทรทัศน์ มีทั้งเคเบิล แล้วก็มีทั้งหนังสือพิมพ์ สิ่งพิมพ์ รายงานนี้ถ้าเป็นไปได้ ช่วยให้มีความชัดเจนได้ไหมครับ เพราะว่ากระบวนการของการที่จะปฏิรูปสื่อมีหลายแขนง ถ้าเราไปใส่คลุมหมดไม่สามารถที่จะทำให้เกิดความชัดเจนได้ อันนี้คือหลักการของการปฏิรูป สื่อมวลชน แต่ปัญหาครับท่านประธาน ปัญหาที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเราถามว่าทำไมเราต้อง ปฏิรูปสื่อมวลชน ถามว่าสื่อมวลชนได้ทำหน้าที่แล้วมีปัญหาอะไรกับบ้านเมืองมีไหม ผมว่า การจะเสนอการแก้ปัญหาต้องอย่าอ้อมค้อม ถ้าจะว่ากันแก้ปัญหาให้ตรงจุดก็ต้องให้มี ความชัดเจน เพราะอาจจะมีสื่อมวลชนบางสื่อ ขอเน้นคำว่าบางสื่อ ทำหน้าที่แล้วไม่สุจริต ทำหน้าที่แล้วเป็นปัญหากับความมั่นคงของรัฐมีการจัดรายการ ถ้าท่านประธานเห็น ผมก็ไม่สบายใจ และผมก็เคยพูดในที่ประชุมสภามาหลายครั้งว่าคงไม่มีประเทศไหน ที่มีสื่อมวลชนใช้ช่องสื่อสารบางสถานีบางรายการ แล้วก็ผู้จัดบางคน ไม่ใช่ทุกคน ที่ออกมา วิพากษ์วิจารณ์ ออกมาพูดนำเสนอข้อมูลไปในแนวทางที่ต่อต้านรัฐบาลทุก ๆ รัฐบาล มาตลอด ไม่ว่าฝ่ายใดจะขึ้นมาเป็นผู้บริหารประเทศ หรือมาเป็นรัฐบาล ก็จะถูกสื่อมวลชนฝ่ายตรงกันข้ามออกมาจัดรายการ แล้วก็วิพากษ์วิจารณ์ ด่ารัฐบาล พูดในเชิงที่ทำให้เสียหาย ควบคุมไม่ได้ บางรายการก็เชิญอาจารย์จากมหาวิทยาลัย มาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง นี่คือปัญหาในเรื่องของความมั่นคง การจะแก้ปัญหา ก็ต้องแก้ให้ตรงจุด เรื่องของความมั่นคงเรื่องสำคัญ เรื่องของสื่อมวลชน บางสื่อ บางคน บางรายการ สร้างความแตกแยกให้กับคนในชาติอย่างนี้มีไหม มีครับ มีสื่อบางรายการ บางคนลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนมีไหม ก็มีอีกครับ นี่คือปัญหาครับ ผมเชื่อว่า สื่อมวลชนทั้งหมดทั้งหลายเขาก็ไม่อยากให้สิ่งเหล่านี้เกิด เขาก็อยากให้สื่อมวลชนนั้น เป็นสื่อมวลชนโดยอาชีพ เป็นสื่อมวลชนที่ทำหน้าที่โดยสุจริต เป็นสื่อมวลชนที่สร้างประโยชน์ ให้กับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศโดยรวม แต่ก็ยังมีสื่อบางคนที่กระทำเรื่องเหล่านี้ จึงเป็นเหตุสำคัญที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์และต้องการที่จะมาแก้ปัญหาในเรื่องเหล่านี้ แต่ผมต้อง กราบเรียนท่านประธานครับ ในการจะแก้ปัญหาเรื่องเหล่านี้ต้องแก้เป็นเรื่อง ต้องแก้เป็นคน คนไหนทำผิด คนไหนทำไม่ถูกต้อง คนไหนที่ทำแล้วกระทบกับความมั่นคงของประเทศ ของรัฐ คนไหนที่ละเมิดสิทธิของประชาชน คนไหนที่ทำให้ประชาชนแบ่งฝ่าย แตกแยก ต้องว่ากันเป็นรายคนครับ ถ้าเราแก้ปัญหาในเรื่องเหล่านี้แล้วเป็นการแก้ปัญหาโดยรวม มันจะกระทบ ก็จะทำให้ไปลิดรอนสิทธิการทำหน้าที่สื่อมวลชน ทั้ง ๆ ที่สื่อดี ๆ มีเยอะ สื่อเหล่านั้นไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรเลย นี่คือความเป็นจริง ถ้าเราจะพูดในเรื่องการปฏิรูปสื่อ เราก็ต้องพูดในเรื่องเหล่านี้ให้เห็นความเป็นจริง ให้เห็นว่าประเทศไทยเรา บ้านเมืองเรา มีปัญหาในเรื่องเหล่านี้แล้วเราก็ต้องแก้ให้ตรงจุด แก้ปัญหาในเรื่องเหล่านั้นให้สิ้นไป อันนี้ก็กราบเรียนว่าถ้าจะแก้จริง ๆ ก็คงจะต้องให้เป็นเฉพาะเรื่อง เฉพาะคนไป ในส่วนเหล่านี้จริง ๆ แล้วก็มีบทกำกับ บทลงโทษอยู่แล้ว ใครละเมิดสิทธิของประชาชน มีคดีหมิ่นประมาททางอาญา มีโทษจำคุกไม่เกิน ๑ ปี ปรับไม่เกิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท แต่ถ้าหากว่าเป็นเรื่องของการโฆษณาก็มีโทษจำคุกไม่เกิน ๒ ปี และปรับไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท คือโทษนี้เขากำกับสื่อมวลชนไว้อยู่แล้ว แม้กระทั่งตอนจะไปแก้กฎหมายเหล่านี้ก็ยังมี การวิพากษ์วิจารณ์ มีการเสนอความเห็นที่หลากหลายเช่นเดียวกัน แต่ระยะเวลาผ่านมา ก็ทำให้เห็นด้วยว่าประชาชนก็ได้รับการคุ้มครองจากกฎหมายระดับหนึ่ง ดังนั้นต้องกราบเรียน ในสุดท้ายว่า การทำหน้าที่ของสื่อมวลชนดังกล่าวนั้นก็คงจะต้องยึดหลักที่มีการตรวจสอบได้ เช่นเดียวกัน แล้วก็ให้มีหลักประกันในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนด้วย ก็หวังว่า กรรมาธิการจะรับฟังความคิดเห็นแล้วก็นำเรื่องเหล่านี้ไปปรับ ไปแก้ ไปปรับปรุง เพื่อให้ เป็นแนวทางการปฏิรูปสื่อมวลชน ให้เป็นประโยชน์กับสื่อมวลชนอย่างแท้จริง โดยวางหลักการ สำคัญว่าสื่อมวลชนนั้นจะต้องมีเสรีภาพในการเสนอข้อมูลข่าวสาร แล้วก็ต้องมีหลักประกันว่า สื่อมวลชนนั้นจะต้องไม่มีการถูกแทรกแซง ซึ่งถือว่าประเทศที่เจริญแล้วทั้งหลายในโลก เขาก็ยึดหลักนี้เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก ต้องขอบคุณท่านกรรมาธิการที่เสนอรายงาน ถือว่าเป็นบันได เป็นขั้นต้น เป็นช่องทางเริ่มต้น ส่วนจะดีมากน้อยแค่ไหนอยู่ที่กรรมาธิการและพวกเรา เสนอแล้วเราก็ปรับปรุงแนวทางนี้ ให้มีองค์กรสื่ออย่างที่ต้องการ แล้วก็ให้สื่อทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นปากเป็นเสียง แทนพี่น้องประชาชน แล้วข้อสำคัญที่ผมยืนยันก็คือต้องมีเสรีภาพ มีสิทธิในการนำเสนอข่าวสาร โดยไม่ถูกแทรกแซง ขอบคุณครับท่านประธาน