วรวิทย์ ชี้ปฏิรูปสื่อต้องเน้นเนื้อหา ไม่ควบคุมใบอนุญาต

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๒ · ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๐

วรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา หารือประเด็นการปฏิรูปประเทศที่ต้องเริ่มจากฐานความรู้ของประชาชน โดยแสดงจุดยืนสนับสนุนการปฏิรูปสื่อแต่คัดค้านวิธีการที่จำกัดเสรีภาพ ย้ำถึงความสำคัญของเสรีภาพในการสื่อสารภายใต้หลักประชาธิปไตยและทฤษฎีสัญญาประชาคม พร้อมเสนอให้เน้นการแก้ไขเนื้อหาและจริยธรรมสื่อแทนการควบคุมด้วยใบอนุญาต รวมถึงการปรับปรุงกฎหมายอาญาเพื่อลงโทษการเผยแพร่ข้อมูลเท็จที่ทำลายสังคม โดยไม่ให้กระทบต่อการตรวจสอบทุจริตของสื่อ

นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา

กราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิก ที่เคารพครับ ผม วรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมเป็น สื่อมวลชนมา ๓๒ ปี ตอนนี้ยังเป็นอยู่ ผมจบวารสารศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สาขาหนังสือพิมพ์ แล้วที่สำคัญคือผมได้ไปบรรยายถ่ายทอดวิชาวารสารศาสตร์ของผม ในที่ต่าง ๆ ได้เขียนตำราด้วย เหตุที่ผมต้องแนะนำตัวเช่นนี้ผมอยากจะเรียนให้ท่าน ทราบว่าการจะปฏิรูปประเทศต้องปฏิรูปในพื้นฐานของคนที่มีความรู้ ต้องรู้ในเรื่องนั้นจริง ๆ มิเช่นนั้นก็จะเกิดปัญหาเหมือนปี ๒๕๔๐ เกิดเหมือนอย่างนี้ละครับ ผมเป็น ๑ ในผู้ก่อตั้ง สภาการหนังสือพิมพ์ จะเติม แห่งประเทศไทย หรือไม่ก็แล้วแต่ ได้ต่อสู้มาแล้วก็บอกมาว่า เรื่องควรจะเป็นอย่างไร ทีนี้ในปี ๒๕๖๐ เรื่องนี้ก็ย้อนมาอีก ย้อนมาอีกก็ถามว่าเกิดอะไรขึ้น นี่เป็นยุคปฏิรูปประเทศ ถามว่าจะต้องปฏิรูปสื่อไหม ผมเห็นด้วยครับ ต้องปฏิรูป เห็นพ้อง กับท่าน แต่ไม่เห็นด้วยกับวิธีการของท่าน ผมจะบอกว่าทำไมผมถึงไม่เห็นด้วย

ประการที่ ๑ เรามาปฏิรูปประเทศ ปฏิรูปให้บ้านเมืองนี้ปกครองด้วย ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข คำว่า ประชาธิปไตย ถ้าเกิดใคร เรียนรัฐศาสตร์ ผมเองก็ได้เรียนนะครับ แม้ว่าจะเรียนด้านหนังสือพิมพ์เขาก็ให้เรียน รัฐศาสตร์ ท่านทราบเรื่องทฤษฎีสัญญาประชาคมของรุสโซ หรือจอห์น ล็อก หรืออะไร ก็แล้วแต่ เขาอธิบายว่าประชาชนมีอำนาจ ยอมสละอำนาจส่วนหนึ่งไปให้รัฐเพื่อรัฐได้เอา อำนาจนั้นไปดูแลความสงบโดยรวม นอกจากนี้ไม่พอ รัฐยังเอาเงินประชาชนไปด้วย ในรูปของภาษี เมื่อรัฐเอาเงินและอำนาจของประชาชนไปบริหาร ดีบ้างไม่ดีบ้าง ย่อมจะต้อง เปิดให้ประชาชนนั้นมีเสรีภาพในการพูด แสดงความคิดเห็น สื่อสารซึ่งกันและกัน แลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน เพื่อให้เขาได้ล่วงรู้ว่ารัฐบาลทำอะไรไปบ้าง และรัฐบาลจะแสดงความคิดเห็น สื่อสารซึ่งกันและกัน แลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน เพื่อให้เขา ได้ล่วงรู้ว่ารัฐบาลทำอะไรไปบ้าง และรัฐบาลจะได้รู้ว่าเขาต้องการอะไรบ้าง ฉะนั้นเสรีภาพ ในการสื่อสาร ในรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ผ่านมาส่วนใหญ่หลายฉบับจะรับรองเสรีภาพ การแสดงความคิดเห็นของประชาชน เสรีภาพของประชาชนนี้ไม่ใช่เสรีภาพของสื่อนะครับ และเสรีภาพสื่อก็ไม่ใช่เสรีภาพของประชาชน ที่จริงสื่อไม่ได้มีเสรีภาพอะไรเกินกว่าประชาชน เพราะว่าด้วยหลักการของทฤษฎีสัญญาประชาคม ประชาชนสามารถเป็นสื่อได้ตลอดเวลา แม้กระทั่งท่านสมาชิกหรือท่านประธานเองเดินออกจากห้องไปเขียนได้เลยอยากจะเขียนอะไร เพราะเป็นเสรีภาพของท่าน เพียงแต่เสรีภาพนั้นจะต้องไม่ไปละเมิดคนอื่น หลักการมีอยู่แค่นี้ ฉะนั้นอยู่ ๆ ท่านจะไปคุมไม่ให้คนนั้นพูด คนนี้พูด ต้องมีใบอนุญาตเหมือนมีใบขับขี่ ท่านต้องไปดูนะครับ ท่านขัดหลักประชาธิปไตยไม่พอ ท่านจะไปขัดรัฐธรรมนูญ แล้วสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทำเรื่องที่ขัดรัฐธรรมนูญไม่ได้ แล้วถ้าท่านสงสัย ท่านต้องไปถามคนที่เขาร่างรัฐธรรมนูญ ทีนี้ท่านครับ เมื่อสักครู่ผมได้เรียนไปแล้วว่า สื่อมวลชนไม่ได้มีความแตกต่างจากสื่อ ผมไม่ได้ทำอาชีพสื่อ ผมเป็นประชาชน ผมไม่เป็นประชาชนผมก็เป็นสื่อ ทุกคนเป็นสื่อได้หมด แล้วสื่อมวลชนที่บอกว่า เป็นฐานันดร ๔ ผมเคยเป็นกรรมการวิทยานิพนธ์ ผมให้ตกครับ เพราะคนที่เขียน วิทยานิพนธ์นี้ไม่เข้าใจความเป็นสื่อเลย สื่อไม่ใช่ฐานันดร ๔ เพราะไม่มีกฎหมายฉบับไหน ให้อภิสิทธิ์สื่อมวลชนเหนือประชาชน ฉะนั้นพอเราเข้าใจตรงนี้แล้วก็จะไปอ้างไม่ได้ว่าต้องไป ควบคุมการสื่อสาร เพราะว่าสื่อทำโน่นทำนี่ ที่จริงการสื่อสารที่สร้างความเสื่อมเสียให้กับ สังคมไม่ได้เกิดเฉพาะสื่อ เกิดกับหลายคน หรือแม้กระทั่งพวกเรา ทีนี้อย่างนี้ครับ ตั้งแต่ตอนผมเรียนหนังสือเมื่อ ๓๒ ปีก่อน ย้อนหลังไป ๓๖ ปี ตอนนั้นระบบการสื่อสาร ของโลกมีสื่อมวลชนอย่างเดียว จนกระทั่งระยะหลังมีสื่องอกขึ้นมาอีก ๒ ประเภท ไม่ทราบว่าท่านทราบหรือเปล่า ถ้าไม่ทราบ ผมจะอธิบายให้ทราบ ภาษาอังกฤษเขาเรียน แมสมีเดีย (Mass Media) สื่อมวลชนคือผมนี่ครับ กลุ่มที่ ๒ ทำตัวคล้าย ๆ สื่อมวลชน ตอนบ้านเมืองเราแตกแยก เขาเรียกว่าพาร์ทิซานมีเดีย (Partisan Media) หรือสื่อ เฉพาะกลุ่ม พวกนี้มีเป้าหมายเฉพาะ คนที่รับสารหรือคนฟังมีเป้าหมายเฉพาะ ถ้าเรื่อง ไม่ตรงกับจริตตัวเองปิดเลยครับ ก็จะเลือกไปฟังที่ตรงกับจริตตัวเอง แล้วก็ทำให้เกิด ความแตกแยก กลุ่มที่ ๓ คือโซเชียลมีเดีย (Social Media) ไม่เป็นองค์กรแล้วครับ พอโซเชียลมีเดีย (Social Media) เกิดขึ้น คนที่เป็นปัจเจกสามารถจะบรอดแคสต์ (Broadcast) ตัวเองได้ สื่อสารได้กับคนเยอะ ๆ กลุ่มนี้เราไม่เรียกว่าสื่อมวลชน ทีนี้ทั้ง ๓ สื่อ ผมจะให้ข้อสังเกตนิดหนึ่งในฐานะที่ผมเป็น ๑ ในผู้ก่อตั้งสภาการหนังสือพิมพ์ ท่านบอกว่า สื่อทำอะไรแล้วก็ควบคุมกันไม่ได้ ไม่จริงครับ นั่นคือท่านไม่รู้ สภาการหนังสือพิมพ์ทำให้คน พ้นจากอาชีพนักข่าว ๒ คน คนที่ ๑ กรณีไปรับรถจากรัฐมนตรี คนที่ ๒ กรณีกรือเซะ ไปเปลี่ยนมีดของผู้เสียชีวิต กระทำผิดจริยธรรม เราอัปเปหิออกจากวิชาชีพนี้ไปเลย ตลอดชีวิตนะครับ ไม่ได้กลับมาเลย แล้วก็บอกว่าสภาการหนังสือพิมพ์เป็นสภามะเขือเผา หรือเปล่า ไม่มีน้ำยา ไม่จริงครับ ผมเองก็ถูกร้องเรียน ผมเคยได้รับเรื่องจากข้าราชการ ในกรมหนึ่ง กระทรวงอุตสาหกรรม มีการสร้างศาลพระภูมิเจ้าที่ แล้วก็ไปบังคับเก็บเงิน จากข้าราชการ ๒๐๐ คน เฉลี่ยแล้วหัวละ ๑,๐๐๐ บาท ใช้อำนาจอะไรไปบังคับเขา เขามาร้องเรียนบอกว่าผมเขียนครับ เขาร้องผมว่าผิดจริยธรรม เรื่องนี้ไม่จริง ผมก็ไปเอา คนที่กล่าวหามานำสืบเลยครับ สภาการหนังสือพิมพ์เห็นว่าเป็นเรื่องจริงยกคำร้องครับ คนอย่างผมไม่ใช่ไม่เคยโดนร้อง โดน แต่ผมไม่เคยถูกดำเนินคดีหมิ่นประมาท ผมทำคนเข้าคุก มา ๓ คดีแล้ว การทำข่าวของผมคนก็รู้อยู่ เพราะอะไรครับ ผมเดินเรื่องด้วยความจริง ทีนี้สื่อมวลชนอย่างผม ผมไม่อยากให้เอาไปปะปนกับสื่อเฉพาะกลุ่มหรือพาร์ทิซานมีเดีย (Partisan Media) แล้วก็โซเชียลมีเดีย (Social Media) สื่ออย่างผมควบคุมได้เพราะอะไร ทีวี (TV) แต่ละช่องจัดตั้งขึ้นมารู้ไหมครับ ค่าโอเปอเรชันคอสต์ (Operation Cost) ที่ให้เขาไปซื้อตั๋ววันละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท ต่ำสุดวันละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท เขาทำไม่ดีก็เจ๊ง คนไม่ดูเจ๊ง จริง ๆ หนังสือพิมพ์เหมือนกันครับ ทำได้เหมือนพิมพ์แบงก์ใช้เอง ถ้าพิมพ์แล้วขายไม่ได้เหมือนเอาแบงก์ไปเผาไฟมีเท่าไรก็หมด ทีวี (TV) ยิ่งแล้วใหญ่ ทำไม่ดีนะครับ เอาแบงก์เผาไฟไม่พอมีลมเป่าด้วยแป๊บเดียวหมด ฉะนั้นสื่อมวลชน ที่เขาลงทุนกันเป็นพันล้านบาทเขาไม่กล้าไปทำอย่างที่เขาทำกัน มีแต่สื่อทางอินเทอร์เน็ต (Internet) หรือสื่อโซเชียลมีเดีย (Social Media) ตัวนี้เป็นปัญหามาก อันนี้ผมยอมรับ แล้วก็ควบคุมยาก

ทีนี้ท่านประธานครับ ท่านไปเขียนคำนิยาม ผมว่าตรงนี้มีรูรั่วครับ มาตรา ๓ ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนที่ท่านอธิบายแถมมาชุดนี้ เดี๋ยวผมยกให้ดู บอกว่ามี ๒ หลักการ ก็คือคนที่สื่อสารเป็นปกติธุระ แล้วก็มีรายได้ค่าตอบแทน ถ้าเกิดท่านกำหนดอย่างนี้ จะไม่ครอบคลุมพาร์ทิซานมีเดีย (Partisan Media) เพราะว่าเขาเป็นสื่อเฉพาะกลุ่ม เขารับงาน จากนายเขามา เขาด่าคนได้ทั้งวัน ยุให้คนฆ่ากันได้ทั้งวัน เขาไม่ต้องรับโฆษณาหรอก แต่สื่ออย่างผมไปยุ่งอย่างนั้นไม่ได้ ถ้าผมเป็นสื่อที่มีความก้าวร้าวไปเลือกข้างมาก ๆ โฆษณาเขาไม่กล้ามาลงหรอกเพราะเขาไม่อยากมีเรื่อง ฉะนั้นทั้งตัวธุรกิจ ทั้งตัวทางกายภาพ ควบคุมผมอยู่แล้ว ทีนี้ท่านก็จะถามอีกว่าแล้วจะทำอย่างไรในเมื่อมีสื่อ ๓ ประเภท จะคุมกันอย่างไร ถ้าเกิดท่านคุมบอกว่าต้องมีใบอนุญาต คนไม่มีใบอนุญาตก็สื่อสารได้ครับ ยุให้คนฆ่ากันได้ จาบจ้วงได้ ทุกอย่างทำได้หมด ถามว่าท่านจะปฏิรูปอย่างไรในเมื่อมีรูรั่วอยู่ เอาวิธีของผมไหมครับ ท่านแยกอย่างนี้นะครับ ท่านต้องแยกระหว่างสื่อกับคอนเทนต์ (Content) สื่อคือมีเดีย (Media) คอนเทนต์ (Content) คือเนื้อหา แยกออกจากกันเสียก่อน ตัวสื่อเหมือนรถสิบล้อ ตัวคอนเทนต์ (Content) คือตัวสินค้าที่รถสิบล้อบรรทุกไป ตัวที่ทำให้ เกิดผล สร้างความแตกแยกเสียหายคือตัวเนื้อหา ทำไมท่านไม่คุมที่เนื้อหาครับ ท่านไม่ต้อง ไปเขียนกฎหมายเยอะหรอกครับ ท่านแก้แค่ ๕ มาตราในประมวลกฎหมายอาญา มีหมวด หมิ่นประมาทตั้งแต่มาตรา ๓๒๖ ถึงมาตรา ๓๓๐ กฎหมายคุ้มครองการละเมิดบุคคล แต่ไม่ได้เขียนป้องกันเรื่องการละเมิดสาธารณะ ท่านก็สงสัยว่าสาธารณะคืออะไร คือวัฒนธรรม ศีลธรรมอันดี คุณสื่อสารอะไรที่เป็นเท็จนะครับ คำนิยามที่ผมจะให้ท่าน ใครก็ตามที่สื่อสาร พูดเป็นเท็จโดยเจตนาต่อสาธารณะแล้วทำให้สาธารณะเสียหายคนนั้นมีความผิด ท่านไม่ได้คุม เฉพาะสื่อมวลชนอย่างเดียวครับ พาร์ทิซานมีเดีย (Partisan Media) สื่อเฉพาะกลุ่มโดนด้วย โซเชียลมีเดีย (Social Media) โดนด้วย นักการเมืองโดนด้วย เอ็นจีโอ (NGOs) โดนด้วย ใครไปพูดต่อที่สาธารณะเพื่อเจตนาให้เกิดความเสียหายทั้งศีลธรรม อยู่ ๆ ไปด่ารัฐบาล ไปด่าสถาบันโน่น นี่ นั่น ไม่ได้ครับ เป็นความผิด แต่ว่าที่ผ่านมาผู้เสียหายไม่มีตัวตน มันเป็นสาธารณะเลยเอาผิดไม่ได้ ถ้าท่านแก้ตรงนี้จะคลุมทั้งหมด วิธีนี้ผมต่อนิดหนึ่งครับ จะคุมด้วยโฆษณาเกินจริงก็คุมได้ แล้ววิธีนี้จะเร็วกว่าโครงสร้างที่ท่านบอก ถ้าเกิดสื่อทำผิด ต้องไปร้ององค์กร องค์กรไปองค์การ องค์การไปจริยธรรม ผมว่า ๓ ปีไม่จบ ท่านผิด แจ้งความดำเนินคดีได้เลยแล้วพวกนี้เขาจะขยาด ทีนี้ในโซเชียลมีเดีย (Social Media) เป็นปัญหามาก ท่านทราบใช่ไหมครับ กลุ่มที่ไต่อยู่แม่น้ำโขงที่จาบจ้วงอยู่ท่านก็ปราบเขาไม่ได้ หลายปีแล้วด้วย ไม่ใช่เพิ่งทำ ผมก็เจ็บใจ จะไปทำอะไรเขาก็ไม่ได้ ไม่ได้อยู่ในประเทศไทย ทีนี้ถ้าเกิดท่านกำหนดเนื้อหาว่าถ้าเป็นเนื้อหาที่ผิดกฎหมายไปละเมิดคนอื่นเขา นอกจากจะ ดำเนินคดีกับเขาแล้ว ถ้าไม่ได้นะครับ ท่านเขียนให้ปิดสื่อเลย เหมือนตุรกี วิกิพีเดีย (Wikipedia) พูดไม่รู้เรื่องปิดเลยคุณไม่ต้องเข้ามา พวกนี้เขากลัวที่สุดเพราะเขาค้าขาย ทำกำไร พวกโซเชียลมีเดีย (Social Media) พวกนี้ถ้าเกิดเขาไม่เชื่อไม่ฟังเราปิดสิครับ แต่ท่านไม่กล้า ท่านก็มาเอากับสื่ออย่างพวกผมวนอยู่แถวนี้ ทีนี้นอกจากทำให้การคุม ที่เนื้อหาแล้วไม่ไปคุมที่สื่อจะทำให้สื่อมีเสรีภาพ ประชาชนทุกคนมีเสรีภาพ สามารถจะ วิจารณ์ได้แต่ต้องอยู่บนข้อเท็จจริง ตรวจสอบรัฐบาลได้ ท่านคิดสิครับ ท่านลองคิดนะครับ พ้นจากรัฐบาลนี้ไปเป็นรัฐบาลหน้า ผมไปขุดไส้คนที่ทุจริตอีก ผมชอบเป็นรสนิยมส่วนตัว ผมไปขุดอีก พอขุดรัฐมนตรีคนนี้ รัฐมนตรีคนนี้ทำอย่างไร ไปจ้างนาย ก มาร้องผม ร้องกรรมการจริยธรรมแล้วไปซื้อกรรมการ ท่านอย่าบอกนะครับว่าซื้อไม่ได้ สั่งไม่ได้ องค์กรอิสระยังเคยเลยครับ ท่านปฏิเสธผมไม่ได้ องค์กรอิสระอย่าไปเอ่ยชื่อ โดนการเมือง ครอบงำ เป็นเหตุหนึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในบ้านเมืองมาแล้ว เพราะฉะนั้นกรรมการ อย่าคิดว่าซื้อไม่ได้ เขาก็ร้องผมแล้วก็ถอนใบอนุญาตผม ถามหน่อยครับ การตรวจสอบทุจริต ผมทำได้ไหมครับ การปฏิรูปที่ท่านจะทำอยู่นี้ช่วยให้บ้านเมืองดีขึ้นหรือแย่ลง ท่านต้องกลับไปคิดนะครับ

ในช่วงท้ายผมก็อยากสรุปนิดหนึ่ง ถ้าเผื่อท่านอยากจะปฏิรูปสื่อจริง ๆ อยากให้ท่านไปเน้นที่เนื้อหา ส่วนสื่ออย่างพวกผมมีสภาวิชาชีพอยู่แล้ว ขออำนาจนิดเดียวครับ ท่านแก้กฎหมายนิดเดียว สภาวิชาชีพไม่ต้องมีอำนาจอะไรหรอก ตอนผมออกแบบ สภาการหนังสือพิมพ์คือไม่ให้มีอำนาจ เราเลียนแบบอังกฤษไม่ใช่สิงคโปร์ที่คิดจะทำอยู่ แต่ว่าอำนาจที่ว่านี้คืออำนาจการประณาม ถ้าพิสูจน์ได้ว่าสื่อนั้นไม่ว่าคุณจะเป็นสมาชิก หรือไม่เป็นสมาชิก แต่คุณอยู่แพลตฟอร์ม (Platform) ของหนังสือพิมพ์ คุณทำผิด สภาการหนังสือพิมพ์ตัดสินแล้วว่าคุณผิด สภาการหนังสือพิมพ์ประณามได้โดยไม่หมิ่นประมาท แล้วสื่ออื่นจะได้ช่วยกันประณาม จะได้เจ๊งไป แต่ถ้าเกิดท่านไปคุมที่ใบอนุญาตผมจะโดนมัดคอ ผมจะสู้กับทุจริตในอนาคตไม่ได้ ผมว่าท่านทำวิธีนี้จะดีกว่านะครับ ท่านประธานครับ ผมมีนิทานเล่าให้ฟัง จะจบแล้วครับ ตอน ป. ๑ นะครับ อันนี้เป็นความรู้ฟังแก้เครียด เมื่อสักครู่ฟังมาเยอะแล้ว มีลุงคนหนึ่งเป็นคนใจดีมาก เป็นคนดี ในหมู่บ้านนับถือ แต่เขาไม่มีลูก เขาก็ไปเอาลิงตัวหนึ่งมาเลี้ยง รักมาก ป้อนข้าวป้อนน้ำ ลิงก็กตัญญูรักลุงคนนี้มาก วันหนึ่ง ลุงป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ ลิงมันไม่เข้าใจหรอกครับ แต่ความรักของมันก็คอยดูว่าใครทำให้ลุงคนนี้ ไม่สบาย จนกระทั่งคนเป็นหวัดก็นอนซม แมลงวันก็บินตอมหัวอยู่ ลิงก็บอกว่าแมลงวันแน่ ๆ ที่ทำให้ลุงไม่สบาย เป็นตัวเหตุ ฉะนั้นต้องจัดการช่วยลุง ก็คือไปคว้าไม้มา พอแมลงวัน เกาะหน้าผากก็ฟาดเป้งเข้าที่หน้าผาก ปรากฏแมลงวันบินหนีได้ทันแต่หน้าผากลุงหนีไม่ทัน หัวแตกเลือดอาบเลยครับ นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่าความไม่รู้เป็นอันตรายอย่างยิ่ง สิ่งที่ทำกันอยู่ ผมเห็นลุงคนนี้หน้าคล้าย ๆ คนอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาล ส่วนลิงตัวนี้อยู่ที่ไหนผมขออุบไว้ก่อน ขอบพระคุณครับ