วันชัย ชี้ดันสภาวิชาชีพสื่อการันตีจริยธรรม พร้อมเสนอควบคุมสื่อออนไลน์

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๒ · ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๐

วันชัย สอนศิริ หารือถึงความจำเป็นในการจัดตั้งองค์กรวิชาชีพสื่อที่มีสถานะตามกฎหมาย เพื่อให้สื่อสามารถกำกับดูแลตนเอง พัฒนาศักยภาพ และรักษามาตรฐานจริยธรรมได้อย่างมีระบบ พร้อมเสนอให้มีกฎหมายรองรับและมาตรการควบคุมสื่อทั้งแบบดั้งเดิมและสื่อออนไลน์อย่างเป็นระบบ รวมถึงเรียกร้องให้ทบทวนการมีตัวแทนนอกสภาในคณะกรรมการสภาวิชาชีพ โดยเน้นการเปิดใจร่วมกับภาคสื่อเพื่อหาทางออกร่วมกันและลดความขัดแย้ง

นายวันชัย สอนศิริ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม สปท. วันชัย สอนศิริ ท่านประธานคณะกรรมาธิการและกรรมาธิการฟังเรื่องลิงแล้วคงยิ้มสบาย ผมเองยังพลอยยิ้ม ไปด้วย ท่านประธานครับ ประเด็นของเรื่องนี้ ผมอยากให้ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกพิจารณาอ่านกฎหมายนี้โดยละเอียด มีบางเรื่อง บางประเด็นเท่านั้นที่ไม่ตรงกัน แต่โดยรวมผมว่าไม่ค่อยมีอะไร มีประเด็น ๑ หรือประเด็นที่ ๒ เท่านั้น นอกนั้นกลายเป็นเรื่องใหญ่โตไป เบื้องต้นผมอยากจะกราบเรียนต่อท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกว่าถามหัวใจของสื่อมวลชนทุกคน สมัยที่ผมเป็นทนายหนุ่ม ๆ ทำไมผม ปกครองกันเองไม่ได้ ทำไมผมดูแลกันเองไม่ได้ ทำไมไม่มีใครมาดูแลพวกเราเอง แล้ววันหนึ่ง จากสมาคมทนายความเราก็ต่อสู้กันจนกระทั่งมีสภาทนายความเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๘ เพียงแต่ผมเองนั้นมาจากบุคคลในองค์กรวิชาชีพเหมือนกัน ผมเองแม้ไม่ได้อยู่ในอาชีพนี้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ตลอดระยะเวลาประมาณ ๑๕ เกือบ ๒๐ ปี ผมก็ทำงานกับสื่อ มาโดยตลอด เมื่อเช้านี้สื่อก็สัมภาษณ์ผม ผมก็ยังถามสื่อที่สัมภาษณ์แบบตรงไปตรงมา ถามว่าคุณอยากมีองค์กรที่ปกครองตัวเองโดยพวกคุณหรือไม่ ผมเชื่อว่าท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกคงตอบตรงกันว่าเขาอยากมี เพราะทุกวันนี้ที่มีสมาคม มีสมาพันธ์ มีสภาต่าง ๆ ทั้งหมดเป็นเรื่องของการรวมตัวกัน เหมือนสมาคมศิษย์วัดไตรมิตรวิทยาราม ที่ผมเป็น เหมือนองค์กรนั้น เหมือนสภานี้ แต่อำนาจที่รองรับและมีความศักดิ์สิทธิ์ ทางกฎหมายไม่มี เป็นเพียงรวมตัวกัน บางทีจะหาที่ทำการยังลำบาก บางทีจะหาเงิน ในการที่จะมาบริหารจัดการยังยาก โดยพื้นฐานแล้วผมเชื่อว่าคนที่อยู่ในแวดวงวิชาชีพสื่อ เขาอยากมีองค์กรปกครองตนเองของเขา อยากดูแลกันเอง อยากช่วยเหลือเกื้อกูลกันเอง ตั้งแต่เกิดมาเป็นสื่อไม่ว่าจะสื่อด้านใดก็ตาม เขาอยากดูแลกันและเขาอยากช่วยเหลือเกื้อกูลกัน จนกระทั่ง เจ็บ ป่วย ตาย เขาก็น่าจะมีส่วนในการดูแลกัน ถ้ามีองค์กรตามกฎหมายที่รองรับ ผมเชื่อเหลือเกินว่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาดูแลคนเป็นสื่อ โดยสื่อ เพื่อสื่อ ได้อย่างแท้จริง เพราะฉะนั้นการมีองค์กรที่กฎหมายรองรับผมเชื่อว่าไม่มีใครปฏิเสธ แต่เนื้อในจะเป็นอย่างไร เดี๋ยวค่อยว่ากัน เอาหลักก่อน ๑. ทุกคนยอมรับ ๒. ถามว่าคนที่เป็นสื่อรวมทั้งท่านทั้งหลาย ที่เคยเกี่ยวข้องและมีสื่อสัมภาษณ์ เราจะรู้ได้เลยว่าถ้าเรามีการฝึกอบรม มีการพัฒนา ตั้งแต่ก่อนคุณจะเป็น และเวลาเป็นแล้วมีการจัดประชุม มีการสัมมนา มีการพัฒนาความรู้ อยู่บ่อย ๆ ดีไหม ดี พูดง่าย ๆ ว่าเราจะมีองค์กรในการเสริมความรู้ เติมความรู้ และพัฒนา ความรู้ให้กับพวกเรา สมัยก่อนก่อนที่ผมจะมาเป็นทนายไม่ได้มีสภาทนายความ ใครอยาก เป็นทนายความจบปริญญาตรีตีตั๋วเป็นทนายความได้เลยครับ กว่าจะว่าความเก่งประหารไปตั้ง ๑๕ คน ลองผิดลองถูกกันอย่างนั้นละครับ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ได้ เราจะมีการฝึกอบรม มีการพัฒนา มีการตรวจสอบ มีการสัมมนา มีการให้ความรู้ ดูแลซึ่งกันและกัน ผมถามสื่อเขาเมื่อเช้านี้ที่เขาสัมภาษณ์ผม เขาก็อยากได้ อยากมี อยากเป็น เพราะเดี๋ยวนี้น้อง ๆ จะมาเป็นสื่อกระโดดลงไปเลยครับ เราจึงเห็นว่าบางคนสัมภาษณ์ หรือบางคนทำงานทำการจัดรายการไม่ได้มีการฝึกอบรมกันมาก่อน ถามว่าอย่างนี้ดีไหมครับ ดี เป็นประโยชน์กับเขาไหมครับ เป็น

ประการต่อมา ผมถามเขาเมื่อเช้านี้ คนเลว คนชั่ว อ้างเครื่องมือของความเป็นสื่อ คนไม่ดีทำมาหากินรับสินบาทคาดสินบน ปั้นผีลุกปลุกผีนั่ง คนไม่ดีแบบนี้คุณอยากให้อยู่ไหม เขาตอบกันเต็มปากเต็มคำเลยครับ ไม่อยากให้อยู่และไม่อยากให้มีด้วย และใครอ้างว่าเป็นสื่อ ก็เป็นเรื่องน่าเกลียด และคุณอยากจัดการไหมครับ เขาอยากจัดการ แต่ที่แล้วมาไม่มีอำนาจ ไม่มีกฎหมายอะไรโดยตรง แต่ถ้ามีกฎหมายโดยตรงที่ให้ดาบให้อำนาจตามกฎหมาย เหมือนใครเป็นทนายความไปกระทำผิดจรรยาบรรณเราจัดการลบชื่อออกจากทะเบียน ทนายความ เพราะฉะนั้นถ้าท่านอ่านหนังสือพิมพ์สยามรัฐเก่า ๆ ปัจจุบันก็ยังอยู่ ในหัวมุม เขาเขียนไว้ชัดเจนเลยครับ นิคฺคณฺเห นิคฺคหารห ปคฺคณฺเห ปคฺคหารห ข่มหรือกระทืบ คนที่ควรกระทืบ ยกย่องคนที่ควรยกย่อง เพราะฉะนั้นถ้ามีองค์กรโดยสื่อของเขาควบคุม กำกับดูแลกันเองซึ่งเราเรียกว่าคณะกรรมการจริยธรรม เหมือนแพทย์ เหมือนทนายความ เหมือนวิศวกร และเขาจะรู้เองว่าการกระทำอย่างนี้ผิดหรือไม่ผิด การควบคุมตรวจสอบ ต่าง ๆ ทั้งหมดจะเป็นประโยชน์ทั้งสังคมส่วนรวมและกับสื่อด้วยตัวของเขาเอง ท่านประธาน ที่เคารพครับ ถ้าท่านดูในมาตรา ๕๗ เมื่อเช้านี้ผมลองอ่านออกทีวี (TV) และวิทยุ ถามว่าคุณ อยากได้การนำเสนอเนื้อหาและข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง ครบถ้วน รอบด้าน และให้ความเป็นธรรม แก่ทุกฝ่ายหรือไม่ ผมเชื่อว่าทุกคนอยากได้แบบนี้ ๒. การนำเสนอเนื้อหาข้อมูลข่าวสาร จะต้องตระหนักถึงผลกระทบต่อบุคคลอื่น และมีรายละเอียดอีกเยอะที่อยู่ใน (๒) ๓. การนำเสนอเนื้อหาและข้อมูลข่าวสารต้องเป็นไปอย่างอิสระ ไม่ตกอยู่ภายใต้อาณัติ ของบุคคล หน่วยงานของรัฐ เอกชน หรือองค์กรใด ๆ ในทางมิชอบ ๔. การนำเสนอเนื้อหา และข้อมูลข่าวสารต้องเป็นไปโดยหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดประโยชน์ทับซ้อน ไม่เรียก หรือรับผลประโยชน์ใด ๆ และมีรายละเอียดอื่น ๆ อีกพอสมควร ถามว่าคนเป็นสื่อ เขาอยากได้แบบนี้ไหมครับ อยากได้ และเขาไม่ต้องการให้คนอื่นที่มีความประพฤติ นอกเหนือจากเรื่องนี้และเรื่องอื่น ๆ ดังนั้นองค์กรของคนที่ควรจะเข้ามากำกับดูแล ต้องเป็นคนในสภาวิชาชีพของพวกเขาเอง สัดส่วนจะมากจะน้อยเดี๋ยวผมจะอภิปรายต่อไป เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่า ๑. เขาต้องการให้มีองค์กร หรือองค์การของเขา มีการพัฒนา ฝึกอบรมสมาชิกของเขา มีการควบคุมดูแลในเรื่องจริยธรรม สุดท้ายผมไปอ่านดูในบทเฉพาะกาลแล้วอันนี้ใช้ได้ ทำให้ท่านมีที่ทำการเป็นของท่านเอง มีเงินสนับสนุนจาก กสทช. ในการก่อการเบื้องต้น และหลังจากนั้นเมื่อก่อร่างสร้างตัวกัน ได้เรียบร้อยก็จะเริ่มเดินโดยเงินจากมวลสมาชิกของท่าน ก็ถือว่าจะทำให้เป็นองค์กร ทางสภาวิชาชีพที่มีการควบคุม กำกับดูแลกันเอง เพียงแต่ผมมีข้อสังเกต ขออนุญาต ท่านประธานสักเล็กน้อยเพื่อจะได้ผ่านไปยังท่านประธานกรรมาธิการและท่านผู้เกี่ยวข้อง อีกนิดเดียวครับ ประเด็นที่ผมตั้งข้อสังเกตอยู่ในมาตรา ๓ ซึ่งมาตรา ๓ นั้นกำหนดไว้ ค่อนข้างจะเป็นปัญหา เป็นประเด็นที่มีท่านสมาชิกอภิปรายกันมากพอสมควรว่าเราจะมี มาตรการ มีวิธีการอย่างไรที่ให้คนต่าง ๆ เหล่านี้ แน่นอนใครอยู่ตามสื่อ ตามสังกัดพอว่า ใครทำงานในสื่อต่าง ๆ โดยตรงพอลำดับได้ แต่ปัญหาก็คือสื่อโซเชียล (Social) ที่เมื่อเช้านี้ และจนกระทั่งบ่าย ๆ นั้นเพื่อนสมาชิกได้พูดกันพอสมควรว่าทำอย่างไรจะให้เขาเข้ามามีส่วน และทำอย่างไรจะให้เขาเข้ามามีบทบาทโดยเราหรือสภาวิชาชีพนั้นเอื้อมเข้าไปถึงได้กับเขา แปลว่าเขาอาจจะจัดรายการเฟซไลฟ์ (Facelive) หรือทำรายการโดยสื่อทางอินเทอร์เน็ต (Internet) หรืออะไรก็แล้วแต่ ถามว่าตรงนี้ผมขอคำตอบชัด ๆ ตรง ๆ จะมีมาตรการเอื้อม ไปถึงเขาได้อย่างไร และทำอย่างไรถ้าเขาประพฤติผิดจรรยาบรรณ โจมตีกล่าวหาบุคคล หรือมีประโยชน์ได้เสีย ถามว่าจะมีมาตรการอย่างไรในเมื่อเขาอาจจะไม่มีใบรับรอง หรือหนังสือรับรองจากใครเพราะเขาทำเอง อยู่ ๆ ผมก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแล้วก็เฟซไลฟ์ (Facelive) ทำทุกวัน อันนี้ก็เป็นอันหนึ่งซึ่งเป็นข้อสังเกตว่าเราจะมีมาตรการอย่างไร ที่เอื้อมไปถึงและให้เขามาอยู่ในองค์กรนี้

ประเด็นสุดท้ายในมาตรา ๔๐ คณะกรรมการสภาวิชาชีพ เป็นเรื่อง พูดกันมากและพูดกันทั่วไป ผมเองอยู่ในองค์กรของสภาทนายความ มีบุคคลภายนอก ๒ คน ตัวแทนของกระทรวงยุติธรรมกับเนติบัณฑิตยสภา ก็ไม่มีอะไร ๒ เสียง แต่ประเด็นนี้ สื่อเขารู้สึกไม่สบายใจ ในเมื่อท่านประธานและหลาย ๆ ท่านได้ชี้แจงแล้วบอกว่าอย่างไร ๆ ก็แพ้ เมื่อแพ้แล้วสื่อเขาไม่พอใจจะเอาเข้ามาทำไม เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นเป็นข้อสังเกตว่า ทำไปแล้วก่อให้เกิดความขัดแย้ง ทำไปแล้วมีปัญหา ทำไปแล้วเขาไม่เข้าใจ ผมว่าเป็นไปได้ไหมครับ ท่านประธาน เอาเฉพาะเรื่องนี้ เรื่องนี้ผมเห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่เลย อันอื่น ๆ ผมว่าส่วนใหญ่ดี อื่น ๆ ผมนั่งอ่านมาตั้งแต่เมื่อคืนจนกระทั่งเมื่อเช้าผมว่าดี แต่พอมีตรงนี้โดนตำหนิ โดนกระชาก โดนถาก โดนอย่างรุนแรง เป็นไปได้ไหมครับท่านประธาน คณะกรรมาธิการ นำเรื่องนี้ไปทบทวนปรึกษาหารือกับสื่อ คุยกันแบบเปิดอกตรงไปตรงมา เพราะอย่างไร ๆ เราก็ไม่ได้มีอำนาจสิทธิขาดที่จะชี้ว่าถ้า สปท. เป็นได้อย่างนั้นชนิดว่าชี้แล้วเป๊ะ มันก็น่ากลัวหรอกครับ เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ผมเชื่อว่าส่วนใหญ่แล้วท่านสมาชิกมอง ตัวผมเองก็เห็นว่าเป็นประโยชน์กับสื่อและเป็นประโยชน์กับประชาชน เพียงแต่ตรงนี้ มีรอยด่างดำที่เขาเองขัดข้องผมเองก็เข้าใจเขา ดังนั้นท่านลองไปพิจารณาแล้วทบทวน ประเด็นนี้อย่างแรง ๆ หนัก ๆ ผมเชื่อว่าอันนี้จะเป็นการทำให้เขารู้สึกว่าสบายใจแล้วก็มี ประโยชน์ในการที่จะทำงานร่วมกัน เพราะอย่างไร ๆ ไม่ว่าประชาชน รัฐบาล สื่อทั้งหมด มีส่วนเกี่ยวข้องซึ่งกันและกันทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นด่างดวงเล็กน้อยลองพูดคุยกันแบบเปิดอก บางทีก็จบได้ครับ