พิสิษฐ์ ชี้แจงร่างกฎหมายสื่อ ย้ำคุ้มครองเสรีภาพ-ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๒ · ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๐

พิสิษฐ์ เปาอินทร์ ชี้แจงร่างกฎหมายเกี่ยวกับผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน โดยเน้นให้คุณสมบัติผู้รับใบอนุญาตต้องมีรายได้จากงานสื่ออย่างสม่ำเสมอเพื่อสอดรับกับสื่อออนไลน์และเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป พร้อมย้ำให้ร่างกฎหมายไม่ขัดรัฐธรรมนูญในการจำกัดสิทธิเสรีภาพ และอธิบายกลไกการกำกับจริยธรรมที่โปร่งใส มีการลงโทษหลายชั้นและมีส่วนร่วมจากองค์กรอิสระ โดยยืนยันว่ามาตรา 85 ไม่เกี่ยวข้องกับการมีใบอนุญาตของบุคคล

พลตำรวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลตำรวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในฐานะกรรมาธิการ ขอบพระคุณท่านสมาชิก ที่ได้อภิปรายให้ข้อเสนอแนะกับคณะกรรมาธิการ เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการที่จะ ปรับปรุงเนื้อหาสาระของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ให้มีความสมบูรณ์ตรงกับเจตนารมณ์ ได้ยิ่งขึ้น เราได้มีการอภิปรายกันมาเป็นเวลายาวนานประมาณ ๖ ชั่วโมง บางครั้งผู้อภิปรายก็ได้ตอบประเด็นคำถามของท่านสมาชิกไปแล้ว ในประเด็นเรื่อง ขัดรัฐธรรมนูญผมคงเอากระชับ ๆ เพื่อให้การดำเนินการประชุมเป็นไปอย่างเรียบร้อย มีความสมบูรณ์ชัดเจน ประเด็นที่สมาชิกหลายท่านมีความห่วงใยว่าร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖ มาตรา ๓๔ มาตรา ๓๕ หรือไม่ มาตรา ๓๖ เรื่องการจำกัด สิทธิเสรีภาพ การออกเป็นกฎหมายต้องทำเท่าที่จำเป็น ในร่างกฎหมายฉบับนี้ประเด็นที่ ถกเถียงกันในเรื่องจำกัดสิทธิเสรีภาพคงจะมีประเด็นเดียว ก็คือในเรื่องใบอนุญาต ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ซึ่งท่านประธานกรรมาธิการก็ได้ชี้แจงต่อสภาแห่งนี้ว่า ขอเปลี่ยนเป็นใบรับรองซึ่งออกโดยองค์กรสื่อมวลชน ประเด็นนี้ก็คงไม่มีปัญหา ส่วนมาตรา ๓๔ บุคคลมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น พูด หรือเขียน หรือพิมพ์ ผมว่าประเด็นนี้ ท่านสมาชิกคงมีความกังวลในเรื่องออนไลน์ (Online) ซึ่งผมขออนุญาตตอบชี้แจงรวมกับ ประเด็นในคำนิยามของคำว่า ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนในมาตรา ๓ อย่างที่ผมได้กราบเรียน ตั้งแต่ต้นว่าสื่อปกติไม่มีปัญหา สามารถจับต้องได้ ตรวจสอบได้ แต่สื่อออนไลน์ (Online) จะทำอย่างไร ผมขออนุญาตชี้แจงอย่างนี้ครับ เหตุที่เรามีการเพิ่มถ้อยคำว่า มีรายได้จากงาน ที่กระทำไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมก็คือสื่อออนไลน์ (Online) เป็นคนเดียวที่ทำได้ทุกอย่าง และไม่มีสังกัด รายได้ก็ไม่ใช่มาจากเจ้าของสื่อ ตามคำนิยาม ฉะนั้นในการบัญญัติถ้อยคำ ที่เพิ่มขึ้นมาก็เพื่อที่จะคงเจตนารมณ์ในการที่จะเป็นผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ก็คือรูปแบบ คือต้องมีเจตนารมณ์ในการที่จะนำข้อมูลข่าวสาร เนื้อหาเพื่อประโยชน์สาธารณะ ไปสู่มวลชนอย่างปกติธุระหรือทำอย่างสม่ำเสมอ ทำเพื่ออะไรครับ มีเจตนาพิเศษ นอกจากเจตนาในการกระทำเป็นผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนแล้ว ยังมีเจตนาพิเศษ คือจุดประสงค์ที่จะมีรายได้ ต้องได้รายได้ประจำจากงานที่กระทำไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม ทำไมเราถึงใช้คำว่า ทางตรงหรือทางอ้อม เนื่องจากคุณสมบัติของผู้ประกอบวิชาชีพ สื่อออนไลน์ (Online) จะมีรายได้อยู่ ๒ ลักษณะ หรือบางครั้งอาจจะมีทั้ง ๒ ลักษณะ หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง ฉะนั้นเพื่อให้การกำหนดคำนิยามของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน ซึ่งจะสามารถตอบโจทย์ได้ทันกับความเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีซึ่งมีการพัฒนา ไม่ใช่ เราออกกฎหมายวันนี้ แต่พออีก ๖ เดือนหรืออีก ๑ ปีไม่สามารถบังคับใช้ได้ ตรงนี้จะเป็น การตอบโจทย์ ซึ่งผมเชื่อว่าท่านประธาน ท่านสมาชิกย่อมทราบดีว่าขณะนี้ประโยชน์ ของสื่อออนไลน์ (Online) มีมากมายมหาศาล ขณะเดียวกันโทษก็มีมากมายมหาศาล เช่นเดียวกัน คณะกรรมาธิการจึงบัญญัติเพิ่มเติมมาในร่างกฎหมายฉบับนี้เพื่อให้สอดคล้อง กับเทคโนโลยีนะครับ

ประเด็นต่อไป เรื่องสมาชิก ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ท่านเฉลิมชัย เครืองาม ได้มีความเป็นห่วงว่ามาตรา ๘๕ เมื่อมีการลงโทษแล้วไม่สามารถที่จะดำเนินการได้ เนื่องจากสมาชิกไม่มีใบอนุญาต ขอกราบเรียนอย่างนี้ครับ ผมอยากขออนุญาตพูดรวม ๆ เลยว่าเจตนารมณ์ของกฎหมาย ฉบับนี้มุ่งประสงค์ให้ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนมีสิทธิเสรีภาพในการนำเสนอข้อมูลข่าวสาร บนความรับผิดชอบ รับผิดชอบอย่างไรครับ ก็คือการดูแลตนเอง ผู้ประกอบวิชาชีพจะต้อง ดูแลตนเองให้ประกอบวิชาชีพอยู่ในมาตรฐานกลางที่สภาวิชาชีพกำหนด ผู้ประกอบวิชาชีพ ดูแลตนเอง องค์กรสื่อมวลชนที่ผู้ประกอบวิชาชีพสังกัดต้องดูแลผู้ประกอบวิชาชีพในสังกัด ให้เป็นไปตามมาตรฐานจริยธรรม องค์การสื่อมวลชนก็คือการรวมกลุ่มขององค์กรสื่อมวลชน ตั้งแต่ ๑๐ องค์กรขึ้นไป มีสมาชิกตั้งแต่ ๕๐๐ คนขึ้นไป ก็ดูแลอีกชั้นหนึ่ง เป็นลักษณะของ การดูแลกันเองในลักษณะของการรวมกลุ่ม ซึ่งจะมีข้อกำหนดมาตรฐานจริยธรรมขององค์การ เช่นเดียวกันสภาวิชาชีพก็จะเป็นลักษณะของการกำกับร่วม ทำไมเราต้องมี ทำไมเราไม่ใช้ ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนอยู่ในสภาอย่างเดียว ขอเรียนว่าการสอบสวนดำเนินการผู้ฝ่าฝืน จริยธรรมอยู่บนหลักการกำกับดูแลกันเอง มีการพิจารณาลงโทษ สอบสวนลงโทษในองค์กรก่อน เมื่อผู้ได้รับผลกระทบหรือผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนได้รับผลกระทบจากการลงโทษ ไม่พอใจการลงโทษขององค์กรก็จะทำอุทธรณ์ไปยังองค์การ ถ้าไม่พอใจผลการพิจารณา ขององค์กรก็จะขึ้นไปสู่สภาวิชาชีพ ๒ ชั้นแรกเป็นการพิจารณาดำเนินการกันเองในกลุ่ม ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนเท่านั้น เมื่อผ่านการพิจารณาลงโทษทางจริยธรรม ๒ ชั้นไม่เป็น ที่พอใจของผู้ได้รับผลกระทบ ก็จะไปสู่กระบวนการพิจารณาของสภาวิชาชีพสื่อมวลชน โดยคณะกรรมการจริยธรรมของสภาวิชาชีพเป็นผู้ดำเนินการ ทำไม ๒ ชั้น ซึ่งพิจารณา ลงโทษกำหนดโทษโดยสื่อมวลชนไม่เป็นที่พอใจของผู้ได้รับผลกระทบ ชั้นที่ ๓ ในหลักการ ก็คือคงจะต้องให้คนอื่นมาเป็นผู้ร่วมในการพิจารณา ในมุมมองของประชาชน ในมุมมอง ของภาครัฐที่เกี่ยวข้องในกฎหมายนั้น ๆ ในมุมมองขององค์กรอิสระที่เรากำหนดให้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อให้การพิจารณา ดำเนินการตามจริยธรรมมีความสมบูรณ์ มีความชัดเจนอย่างแท้จริง นี่คือเหตุผลว่าทำไมถึง ต้องมีส่วนอื่นเข้ามาอยู่ในคณะกรรมการสภาวิชาชีพ บทลงโทษอย่างที่ผมได้กราบเรียน ไปแล้วว่า คำว่า สมาชิก ในกฎหมายฉบับนี้หมายความถึงองค์การสื่อมวลชน องค์กรสื่อมวลชน ดูแลผู้ประกอบวิชาชีพในสังกัด องค์กรรวมเป็นองค์การ องค์การกฎหมายบัญญัติต้องเป็น สมาชิกของสภาวิชาชีพ ฉะนั้นคำว่า สมาชิก ในกฎหมายฉบับนี้คือองค์การสื่อมวลชน ซึ่งมาตรการในการลงโทษตามมาตรา ๘๕ ตรงนี้ ไม่ได้มีความผูกพันเกี่ยวเนื่องกับบทบัญญัติการลงโทษเกี่ยวกับเรื่องใบอนุญาต ที่คณะกรรมาธิการได้ขอตัดออกไปในเรื่องประเด็นเกี่ยวกับสมาชิกภาพ ผมขออนุญาตนำเรียน เพื่อความเข้าใจ ขอบพระคุณโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านเลิศรัตน์ รัตนวานิช ท่านให้ข้อสังเกตมากมายซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อคณะกรรมาธิการ สิ่งต่าง ๆ ที่ท่านสมาชิก ได้อภิปราย ได้เสนอแนะ คณะกรรมาธิการก็พร้อมที่จะรับไปพิจารณาปรับปรุงดังเจตนารมณ์ ของท่าน ก่อนจะปิด ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน พอดีระหว่างนั่งฟังอภิปราย มีนิทานเรื่องลุงกับลิง ผมก็เลยมามองว่าถ้าเกิดตรงนั้นเป็นคน ไม่ใช่ลิง คนคงต้องไปตีคน ที่มาตีบ้านลุง ขอบพระคุณท่านประธานครับ