เลิศรัตน์ รัตนวานิช หารือร่าง พ.ร.บ. สื่อมวลชน โดยเสนอให้ปรับปรุงมาตราต่างๆ ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงจากการออกใบอนุญาตเป็นการรับรอง ทบทวนบทลงโทษ และเพิ่มบทบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมวิชาชีพ พร้อมชี้ข้อบกพร่องในร่างกฎหมาย โดยเฉพาะการกำหนดคุณสมบัติคณะกรรมการจริยธรรมที่คลุมเครือ จนทำให้ไม่สามารถบังคับใช้ได้จริง และเสนอให้แก้ไขให้ถูกต้องตามกระบวนการคัดเลือก รวมถึงหารือประเด็นการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุน กสทช. สำหรับจัดตั้งสภาวิชาชีพสื่อ โดยขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบความเป็นไปได้และความสอดคล้องของกฎหมายเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อวิชาชีพในระยะยาว
ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ขอขอบพระคุณท่านประธานที่ได้กรุณาให้โอกาสในการอภิปรายเรื่องที่มี ความสำคัญนี้ ก็คงเป็นเรื่องสำคัญที่จะไม่อภิปรายไม่ได้นะครับ แล้วก็มีข้อคิด ความเห็น ที่เกี่ยวกับเนื้อหาของร่าง พ.ร.บ. ที่อยากจะฝากกรรมาธิการไปดูให้ละเอียดขึ้น เพราะยังมี หลายประเด็นที่ผมคิดว่าอาจจะต้องปรับปรุงแก้ไข ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบพระคุณ ท่านกรรมาธิการทุกท่าน และท่านประธานอนุกรรมาธิการที่ได้พยายามยกร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อการพัฒนาในด้านสื่อมวลชนของประเทศ ซึ่งก็คิดว่าเป็นวิชาชีพ ที่มีความสำคัญยิ่ง เราก็เห็นว่าทางกรรมาธิการได้มีการปรับปรุงเนื้อหามาโดยลำดับ เพื่อให้เหมาะสม ที่จริง พ.ร.บ. ลักษณะเช่นนี้ที่เป็น พ.ร.บ. วิชาชีพโดยเฉพาะเกิดขึ้นยากมาก ในบ้านเราจะมีอยู่ประมาณแค่ ๑๖-๑๗ ฉบับเองที่เกิดขึ้นแล้ว แล้วก็เป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ ประกอบวิชาชีพนั้น ๆ เพราะว่าการออก พ.ร.บ. ในภาวะปกตินั้นทำได้ยากมาก นั่นเป็นสาเหตุสำคัญที่ได้มีการจัดตั้งสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพขึ้นมา เพื่อมารับรองมาตรฐานของ วิชาชีพต่าง ๆ อีกนับร้อยนับพันวิชาชีพที่เขาไม่มีโอกาสได้มีกฎหมายโดยเฉพาะ เพราะฉะนั้น การมีกฎหมายจึงคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องที่ดีมากกว่าเรื่องอื่น ๆ ล่าสุดท่านประธานกรรมาธิการ ได้ประชุมด่วนเพื่อปรับปรุงเนื้อหาที่สำคัญ ที่จะทำให้เกิดความรู้สึกว่าเป็นการตีทะเบียนสื่อ ที่มีการออกข่าวกันไปทั่วโลก จนกระทั่งทางกรรมาธิการเองก็คิดว่าน่าจะปรับปรุงได้ ยอมรับได้ จึงปรับปรุงจากใบอนุญาตเป็นใบรับรอง ซึ่งก็เป็นมติของกรรมาธิการ ที่ผมจะเรียนตรงนี้ก็คือว่า ในการแก้ไขเนื่องจากท่านรีบทำมากก็อาจจะยังแก้ไขไม่ครบถ้วน อย่างในมาตรา ๓๐ ท่านได้แก้ไขใน (๑) ว่าออกระเบียบ ประกาศ หรือข้อบังคับให้องค์กรสื่อมวลชน ไปดำเนินการเกี่ยวกับการออกใบรับรองให้แก่ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน แต่มาตรา ๓๐ ยังมีวรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่ ท่านต้องไปแก้ เพราะวรรคสอง วรรคสาม วรรคสี่ ท่านพูดถึงวิธีการออกใบอนุญาต เพราะฉะนั้นท่านต้องไปแก้ตรงนั้นด้วยเพื่อให้สอดคล้องกัน และยังโยงไปถึงมาตรา ๓๐ ด้วย มาตรา ๓๐ ท่านก็บอกว่าให้มีการเก็บค่าสมาชิก ก็ต้องเป็น ข้อสังเกตนิดหนึ่งนะครับ ค่าสมาชิกอาจจะเป็นรายได้ส่วนใหญ่ของสภาแห่งนี้ ถ้าสภานี้ ไม่มีค่าสมาชิกแล้วจะอยู่ได้อย่างไร ก็ฝากเป็นข้อพิจารณาด้วย และยังกระทบไปถึง มาตรา ๘๕ อีก มาตรา ๘๕ ท่านได้กำหนดไว้ว่าการลงโทษมี ๔ ข้อ เมื่อลงโทษเป็น ๔ ข้อแล้ว ในข้อที่สำคัญก็คือข้อ ๔ คือการเพิกถอนสมาชิกภาพ ก็ปรากฏว่าในเมื่อไม่มีการขอใบอนุญาต ก็ไม่มีการเป็นสมาชิก และท่านก็ไม่มีบทลงโทษว่าด้วยการเพิกถอนสมาชิกภาพอีกต่อไป อันนี้ก็ต้องนำไปพิจารณาด้วย เพราะรู้สึกจะเป็นมาตรการการลงโทษที่รุนแรงที่สุด แต่ว่าวันนี้ ไม่มีสมาชิกภาพแล้ว เพราะฉะนั้นก็เป็นประเด็นที่ผมอยากจะฝากเรียนให้ทางกรรมาธิการ ได้นำไปพิจารณาเพิ่มเติม
อีกประเด็นหนึ่ง คือชื่อของร่าง พ.ร.บ. นี้ เรียกว่าการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ส่งเสริมจริยธรรม และมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ที่จริงผมว่าสำคัญที่สุดในนี้นอกจาก การดูแลเรื่องจริยธรรมแล้ว เพื่อประโยชน์ของผู้ที่ได้รับผลกระทบหรือสื่อเอง มาตรฐานวิชาชีพ สื่อมวลชนเป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่งเลย ไม่มีตรงไหนในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ทั้ง ๙๐ กว่ามาตรา ที่ท่านให้คำจำกัดความในเรื่องนี้เลย และท่านก็เพียงแต่เขียนขึ้นมาเป็นครั้งเป็นคราว โดยขาดความเอาใจใส่ว่ามันคือสาระหลักอันหนึ่งของเนื้อหาร่าง พ.ร.บ. ลักษณะเช่นนี้ อย่างเช่นท่านไปเขียนไว้ในส่วนที่ ๖ ตั้งแต่มาตรา ๕๘ เป็นต้นไป ท่านพูดถึงการส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน แต่ไม่มีตรงไหนที่ท่านกำลัง จะอธิบายหรือให้ความหมายของคำว่า มาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน ไว้ในเอกสารของท่านเลย ไว้ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เลย ซึ่งที่จริงแล้วควรจะเป็นบทหนึ่งที่มีความสำคัญ ไม่ว่า จะส่งเสริม ไม่ว่าจะการมีใบรับรองมาตรฐานวิชาชีพ แทนที่จะไปบอกว่าคุณต้องจดทะเบียนเป็นสื่อ แต่ถ้ามีใบรับรองว่าคุณเป็นสื่อประเภทนั้นประเภทนี้คุณก็จะสามารถไปประกอบวิชาชีพ สื่อประเภทโทรทัศน์ได้ วิทยุได้ นั่นละคือความหมายที่สำคัญของคำว่า ใบรับรองมาตรฐาน วิชาชีพที่สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพออกให้อยู่ เราไม่ได้ไปจดทะเบียนกับเขา ถ้าคุณไม่อยากได้ คุณก็ไม่ต้องไปจด คุณก็เป็นสื่อที่อาจจะไม่มีใครจ้างด้วยซ้ำต่างหาก เพราะฉะนั้นร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ถ้ามุ่งเน้นไปในการที่จะกำหนดมาตรฐานวิชาชีพว่าคุณจะเป็นช่างกล้องทีวี (TV) ได้ คุณควรจะต้องมีคุณสมบัติอย่างไร ไปให้สถาบันของผมทำให้ก็ได้ คุณก็ต้องสอบมาตรฐาน คุณก็จะได้ใบของวิชาชีพนั้น ๆ แต่กลับไม่ได้พูดถึงมาตรฐานวิชาชีพเลยในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ยกเว้นมีการกล่าวถึงเป็นครั้งเป็นคราวแต่ไม่มีเนื้อหา ไม่มีความเข้าใจว่าจะพัฒนาวิชาชีพอะไร ในเรื่องเหล่านี้ เขียนไว้หลายมาตราเหมือนกัน ก็ฝากเป็นข้อสังเกตว่าน่าจะให้ความสำคัญ ของมาตรฐานวิชาชีพในด้านสื่อมวลชนให้เพิ่มมากขึ้น และกฎหมายฉบับนี้ก็จะมีคุณค่า ต่อสื่อมวลชนที่เขาจะเข้ามาเป็นสมาชิกในอนาคตด้วย
ที่สำคัญอีกประเด็นหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าจะไปดูร่างให้ดีก่อนที่จะส่งไป หรือจะ ให้กฤษฎีกามาช่วยดูก็ได้คือส่วนที่ ๗ คณะกรรมการจริยธรรมสื่อมวลชน ในมาตรา ๖๓ เป็นต้นไป เป็นการบัญญัติไว้แบบยังใช้ไม่ได้ ผมขออนุญาตใช้คำพูดว่ายังใช้ไม่ได้ ที่ใช้ไม่ได้ เพราะเขียนไว้แบบให้จบ ๆ หรือให้มีขึ้นมาเท่านั้น ยกตัวอย่างมาตรา ๖๔ อย่างนี้ ท่านบอกว่าให้คณะกรรมการสภาวิชาชีพแต่งตั้งกรรมการจริยธรรมจากผู้ประกอบวิชาชีพ สื่อมวลชน ซึ่งมีคุณสมบัติดังต่อไปนี้ ท่านมี ๒ ข้อเอง ข้อ ๑ ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนมาแล้ว ไม่น้อยกว่า ๑๐ ปี ข้อ ๒ ไม่เคยถูกลงโทษฐานประพฤติผิดจริยธรรมในการประกอบวิชาชีพ สื่อมวลชน ท่านเขียนแค่นี้จบแล้ว ปรากฏว่าท่านไปดูในมาตรา ๖๖ สิครับ มาตรา ๖๖ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ กรรมการจริยธรรมสื่อมวลชนพ้นจากตำแหน่งเมื่อ ทีนี้เยอะเลย มี ๘ ข้อ เอาข้อ ๔ แล้วกัน (๔) ของท่านเขียนว่า ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา ๔๓ และมาตรา ๔๓ ก็คือคุณสมบัติต้องห้ามหรือคุณลักษณะของผู้ที่จะเป็น กรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชน เป็นคุณสมบัติกับเป็นลักษณะต้องห้าม ถ้าไม่มีอยู่แล้ว จะเข้ามาเป็นได้อย่างไร อันนี้ต้องไปเขียนไว้ที่ไหนรู้ไหมครับ ต้องไปเขียนไว้ในมาตรา ๖๔ ว่าเป็นคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตอนที่คุณจะคัดเขาเข้ามา ถ้าคุณคัดเขาเข้ามา และคุณไม่พูดถึงอันนี้ พอเขาเป็นแล้วคุณบอกว่าเขาขาดคุณสมบัติอันนี้ต้องพ้นจากตำแหน่ง เข้าใจหรือยังครับว่าจะต้องไปอยู่ตรงกลางตั้งแต่การคัดเลือกเข้ามา ไม่ใช่ไปอยู่ตรงที่ว่า พ้นจากตำแหน่งตามวาระ หรือขาดคุณสมบัติ หรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๔๓ อยู่ผิดที่ ต้องไปอยู่ตรงนั้น ถ้าอยู่ตรงนั้นเขาก็เข้ามาไม่ได้ แล้วก็มาเขียนตรงนี้ด้วยก็ได้ว่า ถ้าวันใดที่คุณขาดคุณสมบัติเหล่านี้คุณก็ต้องพ้น เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ควรจะต้องเอาไปไว้ให้ ถูกที่ถูกทาง ในข้อของคุณสมบัติต้องไปเขียนเพิ่มเติมให้ดี
ประเด็นสุดท้าย คือในส่วนที่เกี่ยวกับเรื่องการสนับสนุนเงิน เราไปเขียนไว้ ในบทเฉพาะกาล อันนี้ก็เป็น พ.ร.บ. อีก ๑ ฉบับ เราก็ไปสั่งว่า กสทช. คุณต้องทำดังต่อไปนี้ ๑. คุณต้องเอากองทุนคนมาสนับสนุนกรรมการเฉพาะกิจที่จะจัดตั้งสภาวิชาชีพนี้ขึ้น ให้เสร็จสิ้นใน ๒ ปีนี้ แล้วหลังจากนั้นคุณจะต้องสนับสนุนงบประมาณในการที่จะให้ จัดตั้งสภาแห่งนี้สมบูรณ์แล้วเสร็จใน ๕ ปีแรก ที่ผมตั้งเป็นประเด็นข้อสังเกตหรือข้อสงสัย ก็คือว่า ถ้าเกิด พ.ร.บ. กสทช. ในส่วนของกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมไม่มีข้อกำหนดว่าให้สามารถนำมาสนับสนุนอันนี้ได้ ก็จะทำให้ พ.ร.บ. เขียนตรงนี้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นเราต้องไปแก้ พ.ร.บ. ของ กสทช. ด้วยอีกต่างหาก อยากให้ เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลัง แล้วก็เจ้าหน้าที่กฤษฎีกาดูประเด็นนี้ด้วยว่าเราเขียนกฎหมาย แล้วไปสั่งกองทุนซึ่งอยู่กฎหมายอีกฉบับหนึ่งให้เอาเงินมาสนับสนุนตรงนี้ได้หรือไม่ ก็ฝาก เป็นข้อสังเกต ในภาพรวมผมก็คิดว่าทางกรรมาธิการได้ดำเนินการมาที่จะให้กฎหมายฉบับนี้ เกิดประโยชน์ในการดูแลสื่อมวลชน ในการดูแลให้เกิดความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง แล้วก็ได้ปรับปรุงเนื้อหามาพอสมควร ก็คิดว่าน่าจะเป็นกฎหมายที่ยอมรับได้ ขอบคุณครับ