เฉลิมชัย วิจารณ์ร่างกฎหมายสื่อ ชี้ขัดแย้ง พร้อมเสนอปรับคุณสมบัติการรับรอง

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๒ · ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๐

เฉลิมชัย เครืองาม หารือร่างกฎหมายปฏิรูปสื่อที่เป็นประเด็นร้อน โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการจัดระเบียบวิชาชีพสื่อมวลชนอย่างเหมาะสม พร้อมเสนอให้เปลี่ยนตัวแทนในคณะกรรมการสภาวิชาชีพจากข้าราชการเป็นผู้แทนฝ่ายวิชาการเพื่อความเป็นกลาง และเสนอปรับปรุงร่างกฎหมายให้มีความสอดคล้องกัน โดยเฉพาะการกำหนดคุณสมบัติการออกใบรับรองสื่อมวลชนและการพักใช้แทนการเพิกถอนทันทีเพื่อความเป็นธรรม

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

ขอบคุณท่านประธานครับ เดิมทีผมใส่ ชื่อไว้ทราบว่าเป็นคนสุดท้าย แต่ต่อมาท่านฐิติวัจน์ซึ่งเป็นก่อนหน้าผมขอสลับกับผม ผมจึงได้ พูดเป็นคนรองสุดท้าย ก็ไม่เป็นไรครับ เพราะทราบว่าท่านฐิติวัจน์จะเสนออะไร ซึ่งเป็น ความสำคัญต่อการพิจารณาของเราในวันนี้ ท่านประธานครับ วันนี้เชื่อว่ามาถึงวันที่สำคัญ อีกวันหนึ่งที่เราได้มีการพิจารณาวาระการปฏิรูปที่สำคัญยิ่งอีกครั้งหนึ่ง พร้อมด้วย ร่างกฎหมายที่เป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ (Talk of the town) มาเป็นระยะเวลานาน ท่ามกลางความสนใจแล้วก็คับข้องใจ หรืออึดอัดและรอคอย ผมไม่คับข้องใจ ผมไม่อึดอัด แต่ผมรอคอย เพราะเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ถึงเวลาเสียทีที่เราจะต้องเปิดแนวทางปฏิรูป ที่มีความสำคัญยิ่งต่อสังคมไทยอีกครั้งหนึ่งนั่นคือการปฏิรูปสื่อ สื่อในที่นี้หรือสื่อมวลชน ตามร่างกฎหมายที่เขียนเอาไว้ท่านก็เขียนเอาไว้ได้อย่างกว้าง ถ้ามีเวลาผมก็จะพูดต่อไป อย่างไรก็แล้วแต่ เรื่องนี้แม้จะมีความเห็นต่างหรือว่ามีความไปถึงขั้นขัดแย้งระหว่างภาคส่วน ต่าง ๆ แต่ผมเห็นว่านี่คือสังคมประชาธิปไตยที่ทุกคนมีสิทธิที่จะเห็นต่างได้ เห็นต่างกัน แต่ก็ยังพูดกันได้ เห็นต่างกันแต่ก็ยังมีฉันเพื่อน ฉันพี่ ฉันน้องกันได้ต่อไปอย่างไม่เคลือบแคลงใจ ร่างกฎหมายที่ทางกรรมาธิการเสนอมานั้นมีสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปก่อนหน้าผมแล้วว่า ถึงแม้จะได้ร่างมาอย่างดีมาก ๆ ในระดับหนึ่งแล้ว แต่ท่ามกลางความเห็นต่าง และความขัดแย้งนั้นก็ได้มีการแก้ไข บางคนบอกว่าแก้ไขรายวัน ผมว่าคงไม่ถึงขั้นนั้นครับ ท่านก็มีจิตประชาธิปไตยเหมือนกัน ท่านก็มีการแก้ตามเสียง ตามกระแส หรือตามสิ่งที่ ท่านได้รับข้อมูลมาใหม่ ๆ ทุกวัน ประเด็นที่ท่านแก้ไขมาครั้งสุดท้ายเป็นกระดาษหนึ่งหน้า เอ ๔ (A4) ผมอ่านดูแล้วยิ่งสร้างความหนักใจให้ผมเพราะว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือความไม่ลงตัว ของกฎหมายในภาพรวมทั้งหมดที่ผมจะว่าต่อไป ได้พูดกันว่าสื่อคือกระจกเงาสะท้อนสังคม ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ และด้านต่าง ๆ ของประชาชน ของสังคม แต่ท่ามกลาง เงาสะท้อนที่เราเห็นนั้นตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาเราได้เห็นอยู่ว่ากระจกเงาสะท้อนนั้น บางครั้งไม่ได้เป็นกระจกแผ่นเรียบที่เรียบเป็นเส้นตรง บางครั้งมีเงาเว้าแหว่ง บางครั้ง มีความโค้ง โค้งเข้าหรือโค้งออก ภาพที่เห็นจึงไม่ใช่ภาพเสมือนจริงเสียทีเดียวทุกครั้ง ทุกเหตุการณ์ ทุกกรณีไป ผมเปรียบเทียบเช่นนี้เพื่อให้เห็นว่าสื่อนั้นต้องทำงานแข่งกับอะไรหลายอย่าง ทั้งแข่งกันเอง แข่งกับสื่อต่างแขนง สื่อหนังสือพิมพ์แข่งกับวิทยุโทรทัศน์ สื่อวิทยุโทรทัศน์แข่งกับ สื่อหนังสือพิมพ์แล้วก็แข่งกับสื่อออนไลน์ (Online) ดังนั้นปัจจัยที่เกี่ยวข้องจึงเข้ามา โดยทุกคนก็ทราบ นั่นคือปัจจัยแข่งขันทางด้านเวลา การแข่งขันกันทางด้านเวลานี่ละที่ทำให้ เกิดการบิดเบี้ยว เว้าแหว่งของภาพที่เห็นในเงากระจก ภาพนั้นจึงไม่ใช่ภาพเสมือนจริง เสียทีเดียวทุกครั้งไป บางครั้งมีการตกแต่งภาพเสียด้วยซ้ำ ต่อเติมภาพหรืออะไรก็แล้วแต่ ก็เป็นคดีความกันอยู่เรื่อย ๆ เราก็ทราบดี ผมจะไม่พูดถึงรายละเอียดที่มาของกฎหมาย ฉบับนี้เพราะท่านได้ทราบและได้พูดกันถึงปัญหามาโดยตลอดแล้ว แต่สิ่งที่ผมจะพูด ผมจะสะท้อนอะไรบางอย่างให้ท่านสมาชิกได้ทราบก่อนที่เราจะมีการลงมติต่อไป ถ้ามี เมื่อ ๕-๖ ปีที่แล้วผมได้มีส่วนเป็นกรรมาธิการในการพิจารณาร่างกฎหมายสำคัญ ๒ ฉบับ ร่างแรก คือร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ร่างที่ ๒ คือร่างพระราชบัญญัติ วิชาชีพการสาธารณสุขชุมชน ทั้ง ๒ ร่างนั้นเป็นกฎหมายเกี่ยวกับวิชาชีพทั้งสิ้น ฉบับแรกคือ วิชาชีพการแพทย์แผนไทย ทั้ง ๆ ที่เรามีการแพทย์แผนไทยมาแล้วเป็นเวลานับ ๑๐๐ ปี ท่านเชื่อไหมครับ ทันทีที่พิจารณาผ่านวาระที่สองและวาระที่สาม ผมลงมาจากบัลลังก์จำได้ มีผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยมายืนอออยู่หน้าห้อง เขาเข้ามากอด สมาชิก กรรมาธิการหลายท่านมอบช่อดอกไม้ให้ เขาบอกว่าเป็นสิ่งที่เขารอคอยมานานมาก รออะไรครับ รอคอยร่างพระราชบัญญัติวิชาชีพการแพทย์แผนไทยหลังจากที่ปฏิบัติ เวชปฏิบัติแบบแพทย์ถูก ๆ ผิด ๆ ผิดกฎหมายบ้าง ถูกกฎหมายบ้าง อยู่ในกรอบบ้าง อยู่นอกกรอบบ้างมาเป็นเวลานาน จนวันนั้นเขาได้มีกฎหมายมารับรองว่าการแพทย์ แผนไทยนั้นเป็นวิชาชีพสาขาหนึ่งที่หลาย ๆ สาขาให้การรับรอง เขาถือว่าเป็นเกียรติอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นวันนี้เท่าที่ผมได้ฟังสมาชิกหลายท่านอภิปราย ต่างก็เห็นตรงกันว่า วิชาชีพสื่อมวลชนนั้นเราตกผลึกกันแล้วใช่หรือไม่ว่านี่คือวิชาชีพอย่างหนึ่ง คงจะไม่บอกว่า สื่อมวลชนนั้นเป็นแค่เพียงอาชีพ เกียรติ ศักดิ์ศรีของท่านเหนือกว่านั้นเพราะว่าท่านเป็น วิชาชีพสื่อมวลชน คำจำกัดความของอาชีพและวิชาชีพผมคงไม่พูด เสียเวลาอีก แต่เพียงจะบอกว่าวิชาชีพนั้นย่อมจะต้องประกอบด้วยปัจจัยสำคัญ ๔ ประการ เท่าที่ผมคิดนะครับ ท่านอาจจะมีอันที่ ๕ อันที่ ๖ ขึ้นมา ประการแรก คือเป็นวิชาบวกอาชีพ นั่นคือต้องมีวิชาและมีความรู้ ต้องผ่านการศึกษา อบรม ไม่ใช่ใครจากไหนก็ได้ อยู่ดี ๆ ก็เข้า มาสู่วงการสื่อมวลชนแล้วบอกว่าฉันประกอบวิชาชีพสื่อมวลชน นั่นคือประการที่ ๑ เป็นวิชา ที่ใช้เป็นอาชีพ ประการที่ ๒ คือมีคุณวุฒิ ผมก็ไม่ลงรายละเอียด คิดว่าอันนี้ท่านเลิศรัตน์ จะทราบดีว่าคุณวุฒิวิชาชีพนั้นคืออะไรแล้วก็มีความหมายอย่างไร อันนี้มีความสำคัญ ประการที่ ๓ และประการที่ ๔ จะมีความสำคัญมาก ที่เราพูดกันเยอะในวันนี้และอยู่ใน ร่างกฎหมายฉบับนี้ด้วย ประการที่ ๓ คือมาตรฐานวิชาชีพ ประการที่ ๔ คือจริยธรรมวิชาชีพ ทั้งมาตรฐานวิชาชีพและจริยธรรมวิชาชีพนั้น ต้องบอกว่าไม่ว่าวิชาชีพไหน เป็นวิชาชีพ ของใคร เขาคนนั้น กลุ่มบุคคลวิชาชีพนั้นจะเป็นผู้ทำ จะเป็นผู้สร้างขึ้นมา จะเป็น ผู้หล่อหลอมขึ้นมาให้เป็นกรอบในการประพฤติ ในการปฏิบัติ และเป็นมาตรฐานในการใช้ วิชาชีพนั้นประกอบสัมมาอาชีพ ดังนั้นสิ่งที่ทางท่านกรรมาธิการได้ทำมาผมถือว่าอยู่ในระดับ ที่ดีมากระดับหนึ่งในปี ๒๕๖๐ ที่ผมบอกว่าผมรอกฎหมายในลักษณะแบบนี้มานาน เพราะถือว่าวิชาชีพนี้สร้างคุณประโยชน์ มีคุณูปการต่อประเทศชาติและสังคมมาเป็น เวลานานพอสมควร แต่ในขณะเดียวกัน ผมขออนุญาตอัญเชิญพระราชดำรัส เมื่อเช้ามีคนพูด ผมประทับใจมาก และผมก็เป็นแพทย์ ผมก็ใช้วิชาชีพแพทย์ประกอบอาชีพอยู่ แล้วก็มี พระราชบัญญัติประกอบวิชาชีพเวชกรรมใช้บังคับอยู่ ท่านใช้คำว่า เคยมีพระราชดำรัสว่า ฟองอากาศเข้าไปในกระแสเลือดนิดเดียวก็ทำให้เสียชีวิตได้ ขอยืนยันว่าจริงครับ เพราะสิ่งที่ เราเผชิญอยู่ในเวลานี้นั้น บางครั้งมีการบิดเบี้ยวของข้อมูล บางครั้งมีการบิดเบี้ยวของ การนำเสนอ จะโดยตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจก็แล้วแต่ จะโดยการแข่งขันกันเองระหว่างสื่อ แขนงต่าง ๆ หรือเกิดจากการแข่งขันกับเวลาก็แล้วแต่ แต่ก็ได้เกิดขึ้นแล้ว มีคดีฟ้องร้อง ให้เป็นตัวอย่างอยู่มากมาย จึงเป็นที่มาว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องมีกฎหมายที่ดูแลเกี่ยวกับ มาตรฐานและจริยธรรมของการประกอบวิชาชีพ ดังนั้นในความรู้สึกของผม ผมเห็นว่าสิ่งนี้ ควรจะต้องเกิดขึ้นและถึงเวลาแล้ว แต่สิ่งที่เป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ (Talk of the town) และเป็นที่ถกเถียงกันมาก ผมจับใจความได้ตั้งแต่เช้าจนถึงเวลานี้ และตลอด ๑๐ วัน ๒๐ วันที่ผ่านมา มี ๒ ประเด็นใหญ่ ๆ สำคัญ ผมจะพูดทีละเรื่อง ขอเวลาท่านประธาน ถ้าหากเวลาเกิน

ประการแรก คือเรื่องของคณะกรรมการสภาวิชาชีพสื่อมวลชน โดยเฉพาะ อย่างยิ่งบทกำหนดที่ให้มีส่วนราชการเข้ามาเป็นกรรมการ ๒ ท่าน ผมเรียนว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ถ้ามองอย่างเป็นธรรม ถ้ามองอย่างกว้าง ๆ ผมไม่ขัดข้อง แต่ถ้ามองอย่างกฎเกณฑ์ กติกา หรือวิชาการที่หลายท่าน หลายฝ่ายยึดถืออยู่ ต้องบอกว่าวิชาชีพใดก็ให้เป็นวิชาชีพนั้น เป็นคณะกรรมการสภาวิชาชีพ เมื่อเร็ว ๆ นี้มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นในแวดวงของแพทย์ คือการที่มีผู้เสนอให้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติประกอบวิชาชีพเวชกรรม ให้กำหนดบุคคล นอกแวดวงของการแพทย์เข้ามาเป็นกรรมการแพทยสภา เป็นเอ็นจีโอ (NGOs) บ้าง หรือเป็นนักวิชาการอย่างอื่น เกิดการตอบโต้อย่างรุนแรงด้วยบทความและด้วยหลายวิธีการ กรณีอย่างนี้ก็เช่นเดียวกัน ผมจึงขออนุญาตเสนอทางออกอย่างนี้ว่าเป็นไปได้ไหม นอกเหนือ จากที่จะเป็นข้าราชการเข้ามาแล้ว สิ่งที่ผมมองและผมไว้วางใจก็คือฝ่ายวิชาการ ผมจึงขออนุญาต เรียนเสนอทางออกหากท่านกรรมาธิการจะสนใจและรับไปพิจารณา คือการที่ ๒ ที่นั่งนั้น ของภาคราชการ ให้เป็น ๒ ที่นั่งของวิชาการเข้ามา ระบุเลยว่าให้เป็นตัวแทนจาก ที่ประชุมคณบดีคณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน และคณะนิเทศศาสตร์ ทั้งภาครัฐและเอกชนเลือกกันเองให้เหลือจำนวน ๒ คนเข้ามาเป็นกรรมการในส่วนนี้ นี่คือทางสายกลางมัชฌิมาปฏิปทา เพราะไม่ต้องการให้สุดโต่งไปทางใดทางหนึ่ง ทางออก ที่จะเป็นฝ่ายวิชาการนั้นน่าจะเป็นทางออกที่ใคร ๆ ยอมรับได้

ประการที่ ๒ ที่กรรมาธิการยอมถอยแก้กฎหมายฉบับนี้มา โดยการที่ตัดเรื่อง ของใบอนุญาตออกและให้เป็นใบรับรอง แต่มีข้อแม้ว่าใบรับรองนั้นในร่างกฎหมาย ที่ท่านแก้ไขมานี้บอกว่าให้เป็นไปตามระเบียบ หลักเกณฑ์ และวิธีการที่สภาวิชาชีพ สื่อมวลชนแห่งชาติกำหนด ขอเอ่ยนามท่านคำนูณ ท่านได้อภิปรายไว้ตรงนี้ว่าก็ยังเป็น ความอึดอัด ความระแวง ความกังวลใจของสื่ออีกเหมือนกันว่า แล้วกฎเกณฑ์ กติกาที่จะร่าง ต่อไปในอนาคตจะเป็นอย่างไร ผมจึงขออนุญาตเสนอทางออกอย่างนี้ครับ เป็นไปได้หรือไม่ ที่จะเรียกอะไรก็แล้วแต่ จะเป็นบัตรประจำตัวของสื่อ จะเป็นใบรับรองหรืออะไรก็แล้วแต่ อันนี้ไปเลือกกัน ไปคุยกัน ไปตกลงกัน หารือกันได้ครับ แต่ให้เป็นการออกโดยอัตโนมัติ หากมีคุณสมบัติขั้นต่ำที่กำหนดไว้ เพราะฉะนั้นท่านต้องเขียนคุณสมบัติขั้นต่ำของสื่อ ที่ท่านต้องการมีสิทธิที่จะออกเป็นใบรับรองหรืออะไร กำหนดคุณสมบัติขั้นต่ำไว้เลยครับ อายุไม่น้อยกว่า ๑๗ ปี อายุไม่น้อยกว่า ๑๕ ปี จบไม่ต่ำกว่าประถมศึกษาปีที่ ๖ หรืออะไร ผมยังนึกไม่ออกนะครับ ๕ ข้อ ๑๐ ข้อก็แล้วแต่ กำหนดไว้เป็นคุณสมบัติขั้นต่ำให้คนเขาพอใจ และเขาไม่ระแวงเสียก่อน แล้วการออกใบรับรองนั้นก็ให้ออกโดยอัตโนมัติ ภาษากฎหมายคงไม่ใช้คำว่า โดยอัตโนมัติ ท่านจะใช้อะไรก็แล้วแต่ คือเมื่อเขาขอยื่นก็ออกให้เขา ไม่ต้องมีกฎเกณฑ์ กติกาอะไรที่ต้องมาระแวงกัน แล้วระแวงนั่นละก็ทะเลาะกันอีกไม่เลิก พรุ่งนี้ก็พาดหน้า ๑ อีก ยังตีทะเบียนอยู่อีก เพราะใบรับรอง กับใบอนุญาต กับตีทะเบียน ไม่ได้ แตกต่างกัน เขาเพียงแต่บอกว่าถ้าเขามีคุณสมบัติเช่นนี้ดังนี้แล้ว ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐ ยื่นใบไป องค์กรสื่อออกใบอะไรจุด จุด จุดให้เขาเลย ถ้าท่านไม่ต้องการจะเขียนคุณสมบัติ ไปนอกเหนือจากนี้ก็เพียงเท่านี้ ถ้ามีคุณสมบัติอื่นสภาวิชาชีพก็เป็นผู้ออกให้ แต่สิ่งที่ผมกังวล ต่อมา ท่านพลิกไปดูกฎหมายหน้า ๘๕ ซึ่งยังไม่มีใครพูดถึง เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก กฎหมายฉบับนี้พูดถึงมากคือเรื่องมาตรฐานและจริยธรรม มีการกำหนดว่าถ้ามีการร้องเรียนว่า ผิดมาตรฐาน ผิดจริยธรรมอย่างไรให้ร้องเรียนไปที่องค์กรสื่อมวลชน ความหมายของผม ในที่นี้ถ้าผมตีความไม่ผิดนะครับ องค์กรสื่อมวลชนนี้ก็คือผู้ประกอบการหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ต่าง ๆ ก็คือผู้ประกอบการ ร้องเรียนไปแล้วให้เขาตั้งกรรมการซึ่งคงมีอยู่แล้ว กรรมการจริยธรรม ก็ตรวจสอบให้เสร็จภายในกี่วันจุด จุด จุดแล้วก็วินิจฉัยออกมา ถ้าไม่พอใจ คำวินิจฉัยนี้ผู้ร้องเรียนก็ไปร้องเรียนที่สภาวิชาชีพสื่อมวลชน ผมเข้าใจอย่างนั้นถูกต้องไหม ปัญหาคือถ้าท่านไปตัดเรื่องของมาตรา ๙๐ และมาตรา ๙๑ ออก คือการตัดเรื่องของ ใบอนุญาตออก ผมก็ยังงง ๆ ว่าแล้วมาตรา ๘๕ ท่านจะใช้บังคับอย่างไร คือมาตรา ๘๕ ให้คณะกรรมการสภาวิชาชีพมีอำนาจดังต่อไปนี้ ข้อ ๑ ตักเตือน หรือดำริเป็นลายลักษณ์ อักษร ข้อ ๒ มีคำสั่งให้เยียวยาผู้ได้รับความเสียหายและผู้ได้รับผลกระทบ ข้อ ๓ เผยแพร่ คำวินิจฉัยต่อสาธารณะผ่านช่องทางของสื่อมวลชน ข้อ ๔ เพิกถอนสมาชิกภาพ ตรงนี้ มีความสำคัญครับ เพราะว่าสิ่งที่กระทบต่อสิทธิของเขาคือการถูกเพิกถอนสมาชิกภาพ นั่นคือที่เขาขออนุญาตไว้ตอนแรกตอนที่เขาประกอบอาชีพออกใบอนุญาตให้เขา แล้วสภาวิชาชีพ หรือองค์กรสื่อมวลชนก็ออกใบอนุญาตให้เขา แต่พอต่อมาเขาทำ ผิดจริยธรรม มีคำวินิจฉัยออกมาว่าให้เพิกถอนสมาชิกภาพ แต่ท่านไปตัดในเรื่องของมาตรา ๙๑ และมาตรา ๙๐ ว่าด้วยการลงโทษ คือไม่มีใบอนุญาตแล้ว แล้วจะมีความหมายอะไรครับ ทำผิดแล้วในที่สุดก็เพิกถอนก็ไม่มีความหมายอะไร เขาก็จะอยู่อย่างผู้ไม่มีใบอนุญาต ถามว่า ท่านไปยกเลิกว่าถ้าไม่มีใบอนุญาตแล้วมีความผิด ถ้าย้ายค่ายไปอยู่ค่ายอื่นไม่มีใบอนุญาต โดยกฎหมายที่ท่านแก้ไขใหม่ก็ไม่มีความผิด แล้วบทลงโทษ (๔) ของมาตรา ๘๕ จะมีผล อย่างไร อย่างไรก็แล้วแต่แสดงให้เห็นว่ากฎหมายฉบับนี้ก็ยังมีความอีหลักอีเหลื่อ แล้วยังมี ความคลุมเครืออยู่ในบางบทบัญญัติ ผมยกตัวอย่างอันนี้ง่าย ๆ มาตรา ๘๕ ท่านเห็นแล้วนะครับ และขอโอกาสนี้เพิ่มไปว่าที่ท่านใส่บทลงโทษไว้ ๔ ประการนั้น ผมขอให้เป็น ๕ ประการ เพิกถอนใบอนุญาตท่านจะทำหรือไม่ โอเค (Okay) ท่านไปว่ากันนะครับ ท่านควรจะย้าย ลงมาอยู่ (๕) (๔) ที่กรรมาธิการควรจะเพิ่มคือการพักใช้ใบอนุญาต สมมุติเรื่องใบอนุญาต หรือพักใช้ใบรับรองก็แล้วแต่ พัก ๓ เดือน พัก ๖ เดือน พัก ๑ ปี อะไรเป็นต้น ไม่ใช่บทลงโทษคือว่ากล่าวตักเตือน เผยแพร่คำวินิจฉัยเสร็จ แล้วอันสุดท้ายบอกว่า ให้เพิกถอนใบอนุญาตเลย ผมว่ามันรุนแรงเกินไป ท่านต้องไปแก้ไขให้เพิ่มเรื่องของ การพักใช้ใบอนุญาต ๑ เดือน ๓ เดือนตามความรุนแรง เหมือนใบประกอบวิชาชีพแพทย์ครับ ทำความผิดอย่างนี้พักใช้ใบ ๓ เดือน ทำอย่างนี้พักใช้ ๖ เดือน ทำอย่างนี้รุนแรงมาก เพิกถอนไปเลย อันนั้นก็ว่ากันไป สิ่งที่สำคัญคือทางออกของกฎหมายฉบับนี้เป็นสิ่งที่ผมว่า ตอนนี้ทุกฝ่ายก็จับจ้องและมองอยู่ด้วยความห่วงใยและความกังวล ท่ามกลางกระแส บางคน พูดไปถึงขั้นว่าเรื่องนี้กระทบต่อเก้าอี้หรือความแข็งแรงของรัฐบาล ผมไม่มองไปถึงขนาดนั้น ผมว่าคงไม่ได้ไปถึงขนาดนั้น แล้วผมก็ไม่ห่วง ไม่กังวลในจุดนั้น เพียงแต่มองว่าในสถานการณ์ ที่เรายังพูดกันได้รู้เรื่องนั้น กฎหมายฉบับนี้คงจะต้องมีการปรับแก้ เพราะท่านได้แจกเอกสาร เอ ๔ (A4) ๒ หน้านี้ แต่การแก้ไขนี้เยอะมาก ๆ เยอะจนกระทั่งมองว่าถ้าเรามีการลงมติ ในวันนี้แล้วให้กรรมาธิการไปแก้ไขมา ผมก็ยังนึกไม่ออกว่าแก้ไขมาแล้วจะเป็นไปอย่างที่ทางสมาชิกได้อภิปรายแล้วก็ยื่นข้อเสนอ ไว้หรือไม่ อย่างไร เพราะฉะนั้นแล้วแต่จะมีผู้เสนอต่อไป แต่ส่วนตัวของผม ผมก็คงมีการหารือ ที่จะเสนออะไรได้ต่อไป ท้ายที่สุดนี้ผมฝากท่านประธานกรรมาธิการผ่านทางท่านประธาน ไว้อย่างนี้ครับว่า คือกฎหมายฉบับนี้เนื่องจากมีความสำคัญ แล้วสมาชิกส่วนมากก็ได้รับ เอกสารกันเมื่อเช้า ที่อยู่ในเว็บไซต์ (Web Site) นั้นก็เป็นจำนวนเยอะมากไม่มีปัญญาที่จะเปิด สไลด์ (Slide) ดูจนทั่วถึง เราก็อภิปรายกันด้วยเวลาพอสมควรแล้ว แล้วก็ใช้ข้อมูล มาประกอบการพิจารณามาก แล้วท่านฐิติวัจน์อาจจะมีข้อเสนออะไรขึ้นมาก็ยินดีที่จะ ปฏิบัติตาม ขอบคุณท่านประธานครับ