อลงกรณ์ แจงขั้นตอนลงมติร่างกฎหมายสื่อ หลังหารือองค์ประกอบกรรมาธิการ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๑๒ · ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๐

อลงกรณ์ พลบุตร ชี้แจงขั้นตอนการลงมติเกี่ยวกับรายงานการปฏิรูปสื่อสารมวลชน พร้อมเสนอให้ตั้งกรรมการร่วมปรับปรุงร่างกฎหมายสองฉบับที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในประเด็นความเห็นต่างเรื่ององค์ประกอบสภาวิชาชีพสื่อและการออกใบอนุญาตสื่อ หลังการลงมติเพื่อให้กระบวนการเป็นไปอย่างรอบด้านและโปร่งใส

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านสมาชิกครับ ผมจะทำความเข้าใจการลงมติโดยประมวลข้อหารือ ของสมาชิกแล้วจะลำดับขั้นตอนเพื่อเข้าสู่กระบวนการลงมติ ผมลำดับขั้นตอนอย่างนี้นะครับ จากการพิจารณารายงานการปฏิรูปสื่อสารมวลชนซึ่งเป็น ๑ ในวาระเร่งด่วน ๒๑ วาระ ที่จะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี ๒๕๖๐ ตามนโยบายของ ป.ย.ป. ขณะเดียวกัน ก็เป็นภารกิจ ๑ ใน ๑๑ ด้านของ สปท. คณะกรรมาธิการได้นำเสนอรายงานดังกล่าวนั้น นอกจากเนื้อหารายงานแล้วก็ยังมีในส่วนกฎหมาย ๒ ฉบับ คือ ตัวร่าง พ.ร.บ. การคุ้มครอง สิทธิเสรีภาพ และร่าง พ.ร.บ. จดแจ้งการพิมพ์ ผมจะขอมติดังที่เราเคยขอมติในการพิจารณา รายงาน แต่ว่าจะมีข้อหารือหลังจากลงมติ ก็คือว่าโดยปกติเมื่อเรามีการลงมติและเห็นชอบ ก็จะให้กรรมาธิการรับฟังข้อเสนอแนะประมวลความเห็นสมาชิกไปปรับปรุง แต่เนื่องจากว่า ประเด็นของรายงานดังกล่าวที่มีร่างกฎหมายถึง ๒ ฉบับ และเป็นร่างกฎหมายที่ยังไม่เคยมี มาก่อนในประเทศไทยอยู่ ๑ ฉบับ จะขอหารือหลังจากที่ลงมติ หากว่าเห็นชอบก็คือการให้ ท่านประธานได้ใช้อำนาจตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐ (๕) ในการตั้งกรรมการร่วม ซึ่งก่อนหน้านี้ หลังจากที่ท่านสมาชิกได้หารือก็ได้ขอให้ท่านรองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง ได้ปรึกษากับท่านประธานกรรมาธิการและท่านรองประธานกรรมาธิการว่า เนื่องจากมีประเด็นที่มีความเห็นต่างค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่ององค์ประกอบของ คณะกรรมาธิการของสภาวิชาชีพ บางส่วนก็เห็นว่าไม่ควรมีตัวแทนภาครัฐเลย ควรมีเฉพาะ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคหรือว่าเรื่องของกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ บางส่วนก็เห็นว่าน่าจะยังอยู่ เมื่อสักครู่ท่านประธานก็ยังกล่าวว่าอย่างนั้นก็ให้ดำรงคงอยู่ไว้ ๒ ตำแหน่งนี้เป็นเวลา ๕ ปีเสมือนว่าเป็นบทเฉพาะกาล หลังจากนั้นก็คืนตำแหน่งนี้ให้กับ ตัวแทนสื่อมวลชน ซึ่งเดิมมีอยู่ ๙ คนจากทั้งหมด ๑๕ คน ก็จะเป็น ๑๑ คนจาก ๑๕ คน ก็ยังมีตัวอย่างของความแตกต่างตรงนี้ ๒. ก็คือประเด็นเรื่องใบอนุญาตกับใบรับรอง ในส่วนนี้ ผมเข้าใจว่ากรรมาธิการมีความชัดเจนแล้วว่าเรื่องของการประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนนั้น ไม่ต้องมีการขออนุญาตและไม่ต้องมีการถอนใบอนุญาต เพราะไปหมิ่นเหม่ต่อการใช้ อำนาจคุกคามสิทธิเสรีภาพของประชาชน ใบรับรองก็หมายความว่าโรงพิมพ์เดลินิวส์ โรงพิมพ์ไทยรัฐ สำนักข่าวเนชั่น เขาเป็นผู้ออก คำว่า องค์กรสื่อมวลชน ก็คือบริษัทนั่นเองครับ ในมาตรา ๖ องค์กรสื่อมวลชนก็คือ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ หนังสือพิมพ์เนชั่น สำนักข่าวเนชั่น คือสถานประกอบการนั่นเองครับ เพราะฉะนั้นสถานประกอบการ เวลาที่ทำเนียบรัฐบาล หรือแม้แต่รัฐสภาเราถามว่า นักข่าว ช่างภาพจะมาทำข่าวท่านสังกัดที่ไหน ไปเอาใบรับรองจากไทยรัฐ เดลินิวส์ มติชน แนวหน้า ข่าวสด คมชัดลึก แค่นี้ครับ ถือปฏิบัติอยู่แล้ว แต่ประเด็นก็คือมีบางส่วนบอกว่า น่าจะต้องมีใบอนุญาต ก็เป็นความแตกต่าง หรือนิยามของมาตรา ๓ ว่าสื่อมวลชน เพราะคราวนี้ เราไม่ได้แยก ทั้งสื่อสิ่งพิมพ์ สื่ออิเล็กทรอนิกส์ สื่อออนไลน์ (Online) สื่ออิเล็กทรอนิกส์ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ ดาวเทียม อะไรพวกนี้ เพราะฉะนั้นนิยามไม่ง่ายเลย ผมคิดว่าทางกรรมาธิการ ก็พยายามเขียนให้ครอบคลุม แต่ว่าพอคลุมมากไปก็หมิ่นเหม่จะเข้าไปในปริมณฑลของ การไปเกี่ยวข้องกับสิทธิส่วนบุคคล ก็เป็นประเด็นที่มีการตั้งข้อสังเกตและยังไม่มีความชัดเจน หรือประเด็นในเรื่องของการเงิน รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ห้ามรัฐ ให้เงินอุดหนุนสื่อ จะซื้อโฆษณาได้ ประชาสัมพันธ์ได้ แต่ต้องแจ้งให้หน่วยงานที่ตรวจสอบ ด้านการเงินของรัฐ เช่น สตง. แจงรายละเอียดทุกอย่าง มีกรณีเดียวเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น การจะยกว่าสำนักงานตำรวจหรือสำนักงานหน่วยไหนก็ตามขอเงินจาก กสทช. ได้ อันนั้น เป็นอีกด้านหนึ่ง ผมคิดว่านี่คือสิ่งที่อย่างน้อยมีความแตกต่าง หรือสุดท้ายในบทเฉพาะกาล เพราะกฎหมายนี้มี ๑๐๐ มาตรา ๙๒ มาตราเป็นกฎหมายหลัก อีก ๘ มาตรานั้น เป็นบทเฉพาะกาล เฉพาะบทเฉพาะกาลพูดถึงการเตรียมการจัดตั้งสภาวิชาชีพ ตรงนั้น ก็ยังมีปัญหาอีกคือองค์ประกอบ ก็เข้าใจว่ามีปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แล้วก็มี หน่วยงานรัฐเป็นสำนักงานเลขานุการ สื่อมวลชนก็ดูประหนึ่งว่าการเริ่มจัดตั้งอย่างนี้ ก็ถูกครอบงำแล้ว ดังนั้นหลังจากหารือท่านสมาชิก ท่านประธานและทางกรรมาธิการ จะได้เอาอย่างนี้ครับ ก็คือว่าจะมีกรรมการโดยการใช้อำนาจตามข้อบังคับ ข้อ ๑๐ (๕) คือท่านประธานสามารถที่จะตั้งกรรมการได้เพื่อประโยชน์ในกิจการของ สปท. โดยจะมี ตัวแทนกรรมาธิการกึ่งหนึ่ง แล้วก็มีสมาชิกที่ท่านประธานแต่งตั้งอีกกึ่งหนึ่งไปปรับปรุง ให้แล้วเสร็จภายใน ๓๐ วัน จากนั้นส่งท่านประธานและท่านประธานก็ดำเนินการ ตามขั้นตอนต่อไป ถ้าเป็นเช่นนี้ผมคิดว่าเราก็เดินหน้าลงมติ ถ้าเห็นชอบก็จะขอที่ประชุมว่า ถ้าจะหารือเรื่องแนวทางเช่นนี้ดำเนินการอย่างนี้ได้ไหม ถ้าได้ก็เดินหน้าอย่างนี้ไป เว้นแต่ว่า ที่ประชุมไม่เห็นชอบก็จบกัน ก็ทำความเข้าใจเบื้องต้นอย่างนี้ครับ หลังจากนั้นผมก็จะขอมติว่า เห็นชอบกับรายงานนี้ไหม ใครเห็นชอบ ใครไม่เห็นชอบ หรืองดออกเสียง ถ้าเห็นชอบ ที่ประชุมก็ให้ท่านประธานตั้งกรรมการ ทางท่านประธานกรรมาธิการด้านการสื่อสารมวลชน ก็ไม่ขัดข้องที่จะให้มีพวกเราเข้าไปช่วยทำงานเสริม หลายหัวดีกว่าหัวเดียว โดยเฉพาะผู้ที่มี ข้อเสนอแนะดี ๆ ต่อการปรับปรุงตัวรายงานฉบับดังกล่าว มีบางท่านยังยกมือครับ ผมจะเข้าสู่การลงมติตามข้อเสนอของท่านธวัชชัย สมุทรสาคร แล้วนะครับ ท่านสุรินทร์ ๓ รอบ ๔ รอบแล้วนะครับ