กษิต ภิรมย์ สนับสนุนการจัดตั้งสภาวิชาชีพสื่อที่บริหารโดยผู้แทนจากวงการสื่อทั้งหมด โดยคัดค้านการมีส่วนร่วมของข้าราชการหรือองค์กรอิสระเพื่อรักษาความเป็นอิสระ พร้อมเน้นบทบาทสื่อในการเป็นสื่อกลางที่เป็นธรรมระหว่างรัฐกับประชาชน ย้ำความจำเป็นในการนำเสนอข้อมูลอย่างสมดุล โปร่งใส และชัดเจนทางจุดยืนเพื่อประโยชน์สาธารณะ ขณะเดียวกันเรียกร้องให้สื่อเคารพกฎหมาย ไม่ทำลายศีลธรรมและขนบประเพณี ไม่มอมเมาเยาวชน และเสนอให้มีกลไกกำกับดูแลโดยองค์กรอิสระและกระบวนการยุติธรรม โดยเน้นการกำกับตนเองของสื่อควบคู่กับการป้องกันการแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. ลำดับที่ ๗ ผมเห็นพ้องกับทางกรรมาธิการแล้วก็เพื่อนสมาชิกทุกท่านว่ามีความจำเป็น ที่จะต้องมีสภาวิชาชีพสื่อ อันนี้ไม่มีข้อโต้เถียงอย่างไร แต่ผมเริ่มจากหลักการที่ว่าสภาวิชาชีพ จะต้องดูแลตนเองเป็นสำคัญ เป็นความรับผิดชอบทั้งสิทธิแล้วก็หน้าที่ต่อตนเอง ต่อวิชาชีพ ของตนเอง แล้วก็ต่อสังคมโดยองค์รวม ซึ่งเป็นสังคมประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ เป็นองค์ประมุข อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะฉะนั้นผมก็ไม่เห็นด้วยกับการที่จะมีคณะกรรมการ ที่จะมีบุคคลอื่น ๆ ที่ไม่ได้มีอาชีพเป็นสื่อเข้าไปอยู่ด้วย ยิ่งมาจากระบบข้าราชการประจำ ผมก็มองไม่เห็นว่าปลัดกระทรวงใด ๆ ก็ดีนั้น ไม่ได้มาจากการเมืองเสียด้วยซ้ำจะเข้ามา มีบทบาทควบคุมได้อย่างไร ดูไม่ค่อยเป็นประชาธิปไตย ผิดฝากันไปในแง่นั้นนะครับ กับอันที่ ๒ ก็คือถึงแม้ว่าจะเสนอให้มีผู้แทนจากฝ่ายสิทธิมนุษยชนแล้วก็ฝ่ายบริโภค ผมก็เห็นว่าเขาเป็น องค์กรตรวจสอบมากกว่าการที่จะเข้ามานั่งในคณะกรรมการก็จะมีผลประโยชน์ทับซ้อน เป็นคอนฟลิกต์ ออฟ อินเทอเรสต์ (Conflict of Interest) ถ้าเผื่อสมาคมวิชาชีพสื่อทำไม่ดี คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติก็สามารถเป็นผู้ที่จะเข้ามาตรวจสอบ ดูแล ปกป้องสิทธิ ของประชาชนได้ แต่ถ้าเผื่อมีผู้แทนเขาเข้ามานั่งอยู่ในคณะกรรมการเป็นมติออกมาอาจจะมี ที่เขาเรียกเป็นภาษาอังกฤษใช้คอมโพรไมส์ (Compromise) ทำให้ความมีศักดิ์ศรีของ สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หายไปโดยปริยาย อันนี้ในหลักการทั่ว ๆ ไปเขาบอกว่ามีวลีภาษาอังกฤษเรื่องออฟ อิน ออฟ เอาต์ (Off in off out) พอดึงเข้ามาแล้วก็กลายเป็นพวกโดยปริยาย แทนที่สำนักงาน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ หรือสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองบริโภคนั้น จะเป็นตัวที่ดูแลว่าประชาชนได้รับการคุ้มครองและไม่ถูกคุกคาม หรือว่าถูกบ่อนทำลาย โดยฝ่ายสื่อ อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ ทีนี้ถ้าเผื่อไม่เอาข้าราชการประจำระดับปลัดกระทรวง ไม่เอาผู้แทนจากองค์กรอิสระหรือองค์กรมหาชน และผมมีข้อเสนออย่างไรที่จะเกี่ยวกับ องค์ประกอบของคณะกรรมการ ในเมื่อมีสมาคมเล็ก ๆ หนังสือพิมพ์ ผู้สื่อข่าว ทีวี (TV) อะไรพวกนี้ ก็ให้เขาเลือกผู้แทนเข้ามาอยู่ในคณะกรรมการส่วนกลางอันนี้โดยตำแหน่งก็ได้ อีกส่วนหนึ่งก็ให้มีการเลือกตั้งโดยตรง โดยผู้ที่มีบัตรประจำตัว ไม่ใช่ใบอนุญาตหรือใบคุ้มครองอะไรพวกนี้ บัตรประจำตัวที่เรียกว่า ไอเดนทิตีการ์ด (Identity Card) ของการเป็นผู้สื่อข่าว ในกรณีของประเทศไทยนั้น ผู้สื่อข่าวต่างประเทศทุกคนต้องมีบัตรประจำตัวว่าเป็นไอเดนทิตีการ์ด (Identity Card) หรือว่าเป็นบัตรของผู้สื่อข่าวก็เท่านั้น ก็บอกมาเลยว่าเป็น ผมเองตอนนี้เขียนบทความสัปดาห์ละ ๒ ครั้งให้กับหนังสือพิมพ์แนวหน้า เขียนภาษาอังกฤษเป็นระยะ ๆ ให้สัมภาษณ์เยอะแยะ ผมก็เป็นห่วงว่าในอนาคตถ้าเผื่อมีคณะกรรมการออกกฎเกณฑ์มาอย่างหนึ่งแล้วผมก็จะเขียน ต่อไปไม่ได้ ตรงนี้น่ากลัวนะครับ เพราะจะไปพัวพันว่าผมเป็นอดีตนักการเมืองหรือไม่ใช่เป็น อดีตนักการเมือง แต่เมื่อผมสวมหมวกหลายใบ ผมทำหน้าที่นี้ในฐานะผู้สื่อข่าวหรือว่า คอลัมนิสต์ ผมก็ควรมีสิทธิที่จะมีบัตรประจำตัวที่บ่งบอกว่าผมทำหน้าที่เกี่ยวกับสื่อ ทุกสัปดาห์ แต่ว่าจะเอากฎเกณฑ์อื่น ๆ ของการเป็นนักการเมืองและอันนี้เข้ามาลบล้างไม่ได้ เป็นสิทธิอันชอบธรรม นี่เป็นข้อพึงระวัง แล้วยิ่งถ้าเผื่อจะมีฝ่ายราชการหรือใครเข้ามา แทรกแซง มีอำนาจการเมืองเข้ามาทีหลังก็ยุ่ง แต่ถ้าพูดในฐานะสื่อด้วยกัน มีคณะกรรมการ ที่มาจากสื่อด้วยกัน ความเข้าอกเข้าใจ ความเห็นอกเห็นใจและความโปร่งใสน่าที่จะเกิดขึ้นได้ เพราะฉะนั้นจะมีสภา จะมีคณะกรรมการ ขอให้ทั้ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นผู้แทนของสื่อ ส่วนจะกี่ชนิด จะซอยไปอย่างไรอันนี้ว่ากันในรายละเอียดได้ นั่นเป็นประเด็นหนึ่ง
ส่วนอีกประเด็นหนึ่งก็คือว่าสื่อมีหน้าที่ทำอะไร อาจจะใส่อยู่ในร่างพระราชบัญญัติ ถ้าเผื่อจะมีการแก้ไข ก็มีหน้าที่ที่จะเป็นตัวกลางระหว่างผู้ที่ใช้อำนาจรัฐกับประชาชน โดยทั่ว ๆ ไปว่าเขาต้องไปหาข่าว ไปค้นคว้าข่าวอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ เอาความถูกต้องเป็นตัวตั้ง เอาความไม่ดีมาเผยแผ่ให้ประชาชนทราบเพื่อความไม่ดีอันนั้นจะได้ไม่กระจายไปทั่วสังคม เป็นตัวกลางการให้ข้อมูลด้วยความเท็จจริงเป็นเรื่องที่สำคัญ นั่นเป็นประเด็นหนึ่ง กับอันที่ ๒ ก็คือว่าจะเป็นสื่อฝ่ายซ้าย ฝ่ายขวา หรือว่าจะถือหางอุดมคติทางการเมืองอย่างไรไม่ได้เป็น ปัญหาครับ เราก็ทราบกันดีว่าถ้าเผื่อเป็นของสหรัฐอเมริกา ถ้าเผื่อเป็นฟอกซ์นิวส์ (Fox News) ก็จะเป็นฝ่ายขวา เป็นนิวยอร์กไทมส์ (New York Times) หรือว่าอินเตอร์เนชันนัล เฮรัลด์ ทริบูน (International Herald Tribune) ก็จะมาทางปีกซ้ายหน่อย แต่เขามีความเป็น มืออาชีพในแง่ที่ว่าเขาให้ข้อมูลที่เกี่ยวกับท่าทีของฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายที่เสนอ กับฝ่ายที่คัดค้าน ส่วนเขาจะให้น้ำหนักมากน้อยแค่ไหนเป็นสิทธิของเขา แต่เขาจะทำตัวไม่เป็นกลาง หรือไม่เอนเอียงว่าเชียร์ฝ่ายเดียว ไม่ใช่ ต้องให้ที่ภาษาอังกฤษใช้คำว่าโพรส์ แอนด์ คอนส์ (Pros and Cons) ในทุก ๆ เรื่องที่ได้เกิดขึ้น และเป็นผลประโยชน์ต่อสาธารณชนหรือว่า ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย อันนี้น่าที่จะกำหนดให้แน่ชัด และผมก็เคยอภิปรายในสภานี้ว่าแต่ละ เจ้าของสื่อ หรือบริษัทสื่อ ก็น่าจะประกาศจุดยืนว่าไปทางซ้าย ทางขวา อยู่ตรงกลาง ชาตินิยม ประชานิยมก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ว่าในการขึ้นทะเบียนก็ต้องบอกเสียก่อน หรือบอกว่าไม่มี อุดมการณ์ทางการเมืองก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่ว่าเมื่อได้ทำกิจการแล้วจะต้องให้ข้อมูลอย่างชัดเจน แล้วก็ต้องเสนอข้อมูลที่ให้ฝ่ายเสนอกับฝ่ายคัดค้านได้มีพื้นที่บนสื่อนั้นด้วย อันนี้น่าจะเป็น หลักการที่สำคัญ
ส่วนอีกประเด็นหนึ่งก็คือว่าเรามีกฎหมายรัฐธรรมนูญที่บ่งบอกสังคม ประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์เป็นองค์ประมุข เพราะฉะนั้นสื่อก็มีหน้าที่ที่จะต้องรักษา กฎหมายรัฐธรรมนูญแล้วก็เคารพกฎหมายรัฐธรรมนูญ และที่สำคัญก็คือจะต้องส่งเสริม สังคมประชาธิปไตยด้วย อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ แล้วก็ต้องสร้างความดีงามให้กับสังคมไทย ก็หมายความว่าสื่อจะต้องทำที่หลาย ๆ ประเทศเขาทำ แล้วก็ปรากฏอยู่ในเอกสารว่าจะต้อง ไม่ไปมอมเมาเยาวชน เดี๋ยวนี้ผมก็เคยพูด เปิดทีวี (TV) มาละครต่าง ๆ กลายเป็นซอฟต์เซ็กซ์ (Soft Sex) ไปหมด อันนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร ควรจะยุติตรงนี้ อันนี้ไม่ใช่สื่อ แต่เป็นละคร แต่พูดให้เห็น หรือว่าการ์ตูนก็ดี หรือการเสนอข่าวก็ดี ต่าง ๆ เหล่านี้จะต้องไม่ไปมอมเมา แล้วก็ทำลายความบริสุทธิ์ผุดผ่องของเยาวชนเป็นสำคัญ อันนี้เป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด กับอันที่ ๒ ต้องไม่ไปทำลายขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม จะต้องไม่ไปละเมิดสังคมแห่งความหลากหลายและความแตกต่าง โดยเฉพาะเรื่องความเชื่อถือ เป็นสำคัญ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ที่เป็นหลักปฏิบัติสากลน่าจะระบุอยู่ในพระราชบัญญัติได้ว่า ฝ่ายสื่อต้องทำอะไร และฝ่ายสื่อต้องไม่ทำอะไร ถ้าเมื่อทำไปแล้วตัวสภาหรือคณะกรรมการ ก็ต้องควบคุมกันเอง แต่ว่าบทลงโทษต้องไม่มีเพราะไม่ใช่ศาล ถ้าเผื่อมีประเด็นปัญหา ทุกคนก็ต้องส่งเรื่องไปที่ศาลยุติธรรม จะมีศาลเฉพาะการเรื่องสื่อได้ไหมนั่นก็เป็นอีกข้อคิด ในเมื่อเราจะมีศาลปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน เรามีศาลเด็ก มีศาลเยาวชน มีศาลแรงงานต่าง ๆ ซึ่งกระบวนการยุติธรรมก็สามารถที่จะตั้งศาลเฉพาะโดยที่ไม่ต้อง ไปตั้งเป็นศาลต่างหาก แต่ให้มีบุคลากรกลุ่มหนึ่งในกระบวนการยุติธรรมที่สามารถ จะมารวมตัวกันแล้วก็ทำหน้าที่เป็นศาลที่จะพิพาทคดีเรื่องสื่อเป็นเฉพาะกรณี ๆ ไป นั่นก็เป็นวิถีทางหนึ่ง กับอีกอันหนึ่งที่เราต้องไม่ลืมเพราะเราอยู่ในสังคมประชาธิปไตย เราจะกลับไปมีการเลือกตั้ง เราจะมีรัฐสภา การที่จะติดตามความเคลื่อนไหวเรียกมาสอบถาม ผู้เป็นเจ้าของสื่อก็ดี คนที่อยู่ในคณะกรรมการในสภาของสื่อก็ดี ก็สามารถที่จะมาชี้แจง ที่รัฐสภา ที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชน หรือจะเรื่องของสื่อมวลชนหรืออะไรต่าง ๆ เหล่านี้ได้ แล้วถ้าเผื่อมีอะไรรัฐสภาก็เป็นผู้ที่จะปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน ประชาชน ก็สามารถที่จะวิพากษ์วิจารณ์ได้ เหมือนกับเป็นการลงโทษหรือเป็นการที่จะกันไม่ให้สื่อ ดำเนินการอะไรที่ละเมิดสิทธิแล้วก็ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของสังคม ก็เหมือนกับ ที่เขาเรียกว่าเป็นโซเชียลแซงก์ชัน (Social Sanction) เป็นมาตรการคว่ำบาตรผ่านทางรัฐสภา ทางด้านสังคม อันนี้ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ โดยสรุปแล้วให้สื่อ ดูแลตนเองเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง อย่าให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาแทรกแซงผ่านข้าราชการประจำ อย่าให้ข้าราชการประจำเข้ามา แล้วงานของใครก็งานของมัน พวกองค์กรอิสระ องค์การ มหาชนเป็นผู้ตรวจสอบ เป็นผู้ที่จะปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนก็ให้เขาทำไป สื่อต้องโตแล้ว แล้วผมก็คิดว่ามีความสามารถมีความเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ มีมิวชัวลิตี (Mutuality) ในการที่จะดูแลตนเองได้ ผมคิดว่าเราต้องร่างกฎหมายมาเพื่อให้เขาดูแลตนเองได้ แล้วองค์กรตรวจสอบดังที่ผมได้เรียนไว้ก็มีโดยประชาชน โดยฝ่ายบริโภค สิทธิมนุษยชน มีรัฐสภา แล้วถ้าเผื่อเป็นปัญหาจริง ๆ ก็ไปที่กระบวนการศาลยุติธรรมได้ ผมก็ขอเสนอ แค่นี้ครับท่านประธาน ขอบคุณมากครับ