สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๔๖ · ๑๒ กันยายน ๒๕๕๙

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๑๘๑ คน
ร้อยเอก ทินพันธุ์แ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

สวัสดีครับ เรียนท่านสมาชิก ขณะนี้มีสมาชิกลงชื่อมาประชุม จำนวน ๑๐๑ ท่าน ครบองค์แประชุมแล้ว ผมขอเปิดการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อดำเนินการ ประชุมตามระเบียบวาระนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ซึ่งไม่ปรากฏใน ระเบียบวาระ จํานวน ๒ เรื่อง คือ

เรื่องแรก รับทราบผลการประชุมคณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝุาย และคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ด้วยในคราวประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภา ครั้งที่ ๓๖ วันพฤหัสบดีที่ ๘ กันยายน ๒๕๕๙ ที่ประชุมมีมติให้นำสรุปผลการประชุมของคณะกรรมการ ประสานงาน รวม ๓ ฝุาย และคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภา แจ้งให้สมาชิกทุกท่าน ได้รับทราบการดำเนินงานของคณะกรรมการและคณะกรรมาธิการดังกล่าว รายละเอียด ปรากฏตามเอกสารที่เจ้าหน้าที่ได้จัดวางไว้ประจำที่นั่งของสมาชิกทุกท่านแล้วนะครับ

เรื่องที่ ๒ รับทราบการส่งสรุปความเห็นและเอกสารข้อมูลในประเด็นเพิ่มเติม ที่เกี่ยวข้องกับการออกเสียงประชามติ

ด้วยประธานศาลรัฐธรรมนูญได้มีหนังสือแจ้งมายังประธานสภา สปท. เพื่อขอความเห็นและข้อมูลที่เกี่ยวข้องในประเด็นเพิ่มเติม กรณีคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญซึ่งส่งร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขในส่วนที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับผลการออกเสียง ประชามติในประเด็นเพิ่มเติมไว้พิจารณานั้น เกี่ยวกับเรื่องนี้ในคราวประชุมคณะกรรมาธิการ วิสามัญกิจการสภา ครั้งที่ ๓๖ วันพฤหัสบดีที่ ๘ กันยายน ๒๕๕๙ ที่ประชุมมีมติเห็นชอบ ให้ส่งสรุปความเห็นและข้อมูลในประเด็นเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับการออกเสียงประชามติ รวมทั้งเอกสารที่เกี่ยวข้องให้กับศาลรัฐธรรมนูญเพื่อประกอบการพิจารณาวินิจฉัยต่อไป จึงขอแจ้งให้ที่ประชุมทราบ

(ที่ประชุมรับทราบ)

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว

๓.๑ รายงานการปฏิรูปของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง จำนวน ๒ เรื่อง คือ

๑. ข้อเสนอประเด็นสำคัญเพื่อการจัดทำร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

๒. ข้อเสนอประเด็นสำคัญเพื่อการจัดทำร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง

ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจำที่

(คณะกรรมาธิการเข้าประจำที่)

เนื่องจากคณะกรรมาธิการได้จัดทำรายงาน จำนวน ๒ เรื่อง ผมจะให้ประธานกรรมาธิการ แถลงรายงานแต่ละเรื่อง และให้สมาชิกอภิปรายรายงานที่ได้เสนอมา เมื่ออภิปรายเสร็จแล้ว ผมจะให้ที่ประชุมลงมติว่าจะเห็นชอบกับรายงานหรือไม่ตามลำดับ โดยเริ่มจากเรื่องข้อเสนอ ประเด็นสำคัญเพื่อจัดทำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรก่อนนะครับ ขอเชิญประธานและกรรมาธิการประจำที่ครับ ลำดับรายชื่อผู้นำเสนอและชี้แจงของรายงานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง เรื่องแรกคือข้อเสนอประเด็นสำคัญเพื่อการจัดทำร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๑. ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง อดีตสมาชิกสภาปฏิรูป แห่งชาติ อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ๒. ท่านวันชัย สอนศิริ ทินายความ ตำแหน่งหัวหน้าสำนักงาน อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิก วุฒิสภา ขอเรียนเชิญท่านเสรี สุวรรณภานนท์

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายเสรี สุวรรณภานนทแ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการเมือง และคณะ ข้อเสนอรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการเมือง เรื่อง ข้อเสนอประเด็นสำคัญเพื่อการจัดทำร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต่อสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศเพื่อพิจารณาดังนี้นะครับ

ตามที่คณะกรรมาธิการด้านการเมือง ได้เสนอแผนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมืองที่ผ่านมาประกอบไปด้วย ๖ ประเด็นหลัก เพื่อให้การปฏิรูปด้านการเมือง เป็นไปโดยระบบที่ทำให้การเมืองดีขึ้นนะครับ ทั้ง ๖ ประเด็นหลักดังกล่าว ได้แก้ ๑. ผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมือง ๒. ระบบพรรคการเมือง ๓. การเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม ๔. การควบคุมและการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ๕. การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตย ๖. การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการสร้างความปรองดอง โดยที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เมื่อวันที่ ๒๑ ธันวาคม ได้มีมติเห็นชอบ แผนการปฏิรูปของกรรมาธิการไปแล้วนั้น ซึ่งคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการเมืองได้เสนอแนวทางการแก้ไขเพื่อให้การปฏิรูปทางการเมืองสําเร็จไว้ใน แผนการปฏิรูปดังกล่าว โดยการจัดทำกฎหมายหรือเสนอประเด็นสำคัญเพื่อจัดทำร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญให้มีการบังคับใช้กฎหมายที่เคร่งครัดและมีประสิทธิภาพ มีผลในเชิงที่ทําให้ การเมืองดีขึ้น ทั้งนี้มีกฎหมายที่จะต้องจัดทำปรับปรุงแก้ไขหลายฉบับ ซึ่งในส่วนที่จัดทำ รายงานในวันนี้ก็จะมี ๒ ฉบับ คือในประเด็นสําคัญเกี่ยวกับพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ดังนั้นข้อเสนอดังกล่าวนี้จากทั้ง ๒ รายงาน ขอรายงาน ในเรื่องแรกก่อนก็คือ ข้อเสนอประเด็นสำคัญเพื่อการจัดทำพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องกราบเรียนที่ประชุมที่เคารพ ครับว่าเจตนารมณ์แของร่างกฎหมายที่จะจัดทำนั้นมีประเด็นสำคัญที่จะต้องนำเสนอเพื่อให้ การปฏิรูปมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นทางด้านการเมือง ดังนั้นข้อเสนอที่จะทําให้ การเลือกตั้งสุจริตและเที่ยงธรรมจึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้เกิดการเมืองเปลี่ยนแปลง สิ่งที่ กรรมาธิการได้นำเสนอมานั้นอาจจะมีหลายข้อหลายประเด็นที่มีการวิพากษ์แวิจารณ์แหรือมี การพูดถึงกัน แต่นั่นก็เป็นข้อเสนอที่กรรมาธิการได้พิจารณาจากผู้มีประสบการณ์ในกรรมาธิการ หลาย ๆ ด้าน แต่ก็อาจจะมีบางประเด็นที่อาจจะทำให้เข้าใจคลาดเคลื่อนไปบ้าง เราก็ต้อง พยายามทำความเข้าใจ อย่างเช่นที่มีปัญหาในกระบวนการของการช่วยงานคณะกรรมการ การเลือกตั้งที่ให้กระทรวงมหาดไทยเข้ามามีส่วนสำคัญในการที่จะช่วยงาน กกต. ซึ่งเจตนา สําคัญอํานาจหน้าที่ของ กกต. ก็ยังคงเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กระทรวงมหาดไทย ก็มาช่วยงาน ซึ่งเดี๋ยวจะมีรายละเอียดรายงานให้สมาชิกให้ท่านประธานได้พิจารณาต่อไป นอกจากนั้นก็ยังมีประเด็นการรักษาความสงบเรียบร้อย ที่พูดถึงมี คสช. เข้ามาช่วย ก็เพื่อที่จะให้มีความชัดเจน ไม่ให้ถูกกล่าวอ้างในภายหลังว่าถ้าเข้าไปแก้ปัญหาในเรื่อง ความสงบเรียบร้อยแล้วไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ที่ควรจะต้องทำ อย่างนี้เป็นต้น ดังนั้นแนวทาง ข้อเสนอดังกล่าวนี้แม้ว่าจะถูกวิพากษ์แวิจารณ์ไปในทางที่จะสร้างความเข้าใจผิดใน สาธารณชนทั่วไป ก็ต้องเรียนว่าเป็นเจตนาอันดี ไม่ได้มีเจตนาที่จะทำให้ในเรื่องของ การเลือกตั้งไปกระทบหรือทำให้พรรคใดพรรคหนึ่งได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย แต่เป็นแนวทางที่จะแก้ปัญหาเดิมที่ผ่านมา ทำอย่างไรที่จะทำให้การเลือกตั้งนั้นเป็นที่ ยอมรับของพี่น้องประชาชน ทำอย่างไรที่ให้การเลือกตั้งนั้นไม่ใช่จ่ายเงินมากเกินไป ทำให้การเลือกตั้งนั้นไม่เป็นเรื่องของการลงทุนหรือธุรกิจการเมืองซึ่งจะมีรายละเอียด ข้อวิพากษ์แวิจารณ์แดังกล่าวเราก็ยอมรับนะครับ แล้วข้อสำคัญก็คือแนวทางข้อเสนอของทาง กรรมาธิการดังกล่าวนั้นก็มาจากสมาชิกที่มีประสบการณ์แดังกล่าว แต่ส่วนที่ถูกวิพากษ์แวิจารณ์แม้าก ก็จะมีผมกับท่านอาจารย์แวันชัยนะครับ เพราะผมเองเป็นส่วนที่รับผิดชอบในฐานะประธาน กรรมาธิการก็จะถูกซักถาม แล้วก็ท่านอาจารย์แวันชัย ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ก็จะอยู่ใน หน้าที่ของการให้ข้อมูลคืออยู่ในฐานะโฆษก ดังนั้นกระสุนเลยตกเยอะหน่อยนะครับ เลยกลายเป็นตำบลกระสุนตก แต่ไม่เป็นไร มันอาจจะเป็นสนามรบกระสุนมันเลยมาเยอะ อย่างไรก็ตามเราก็จะให้ถึงเหตุผลที่มาที่ไปว่า ถ้าหากว่าดำเนินการตามข้อเสนอดังกล่าวนี้ แล้วจะมีผลดีอย่างไรกับการที่จะทําให้การเมืองทําให้การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นดีขึ้นกว่าเดิม ในเบื้องต้นก็ขออนุญาตให้ท่านอาจารย์แวันชัย สอนศิริ ขออนุญาตท่านประธานครับ ให้ข้อมูล รายละเอียดกับข้อเสนอที่จะให้สภาพิจารณาในเรื่องเกี่ยวกับประเด็นการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะเกิดขึ้นนะครับ หรือในอนาคตข้างหน้าต่อไป ขออนุญาตครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์แ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ ขอเรียนเชิญท่านวันชัย สอนศิริ

นายวันชัย สอนศิริ กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ และเพื่อนสมาชิก ทุกท่านครับ ผมอยากจะกราบเรียนต่อท่านประธานและเพื่อนสมาชิกว่าประเด็นหัวข้อ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฉบับวันนี้ที่อยู่ในมือ ท่านทั้งหลายครับ ผมอยากให้เพื่อนสมาชิกได้มีโอกาสช่วยกันพิจารณาตรวจสอบ และที่สำคัญ ที่สุดครับท่านประธานครับ ผมอยากให้เพื่อนสมาชิกทั้งหลายที่มีประสบการณ์ไม่ว่าจะทาง การเมืองด้านใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด อธิบดี ตลอดจนเป็นทหาร เป็นตำรวจ หลายท่านมีประสบการณ์เห็นการเลือกตั้งมาแล้ว อยากให้ท่านพูดและ วิพากษ์แวิจารณ์แวันนี้กันมาก ๆ เพราะเรื่องนี้เป็นประเด็นใหญ่จริง ๆ ถ้าสภาเราอภิปรายเพียง ๔-๕ คน แล้วผ่านไปนี่บรรดานักการเมือง พี่น้องประชาชนทั้งประเทศจะบอกว่าเราเอง ผ่าน ๆ กันไปเท่านั้น ไม่ได้ช่วยกันพิจารณากลั่นกรองกันให้รอบคอบรอบด้าน ผมกราบเรียน ต่อท่านประธานและเพื่อนสมาชิกว่าแม้ว่ากรรมาธิการด้านการเมืองจะได้พิจารณากลั่นกรอง ถกแถลงกันแบบครบถ้วนรอบด้านเอาเป็นเอาตายกันหลายรอบแล้ว แต่ผมยืนยันกับ ท่านทั้งหลายว่าความคิดนี้อยากให้เป็นความคิดของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทั้งสภา เพราะฉะนั้นท่านใดที่ยังมิได้ลงชื่อในการอภิปรายในวันนี้ วันอื่น ๆ ท่านไม่อภิปราย ไม่เป็นไรครับ แต่วันนี้ไม่อภิปรายนี่เสียของจริง ๆ ครับ อยากเชิญชวน อยากเรียกร้อง จะวิพากษ์แวิจารณ์แต่ำหนิติเตียนประธานเสรีอย่างไรเต็มที่เลยครับ เพราะท่านเป็นประธาน เพราะฉะนั้นท่านสมาชิกที่เคารพทั้งหลายครับ ด้วยความเคารพจริง ๆ ครับ เป็นเนื้อหา ที่ผ่านจากสภาขับเคลื่อนไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่ในครั้งกระนั้นรัฐธรรมนูญยังไม่ผ่านการลง ประชามติ แต่คราวนี้รัฐธรรมนูญได้ผ่านการลงประชามติไปแล้ว เราเองในฐานะกรรมาธิการ ก็เลยเอาเรื่องเดิมมาพิจารณากลั่นกรองปรับปรุงให้สอดรับกับรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านไป ดังนั้นเนื้อหาบางส่วนอาจจะผ่านตาท่านไปแล้ว บางส่วนเป็นเนื้อหาใหม่ วันนี้โดยเฉพาะ อย่างยิ่งมี ๒ ประเด็นใหญ่ที่ฝุายการเมืองและภาคอื่น ๆ วิพากษ์แวิจารณ์แกันมาก คือเรื่องที่ว่า จะให้กระทรวงมหาดไทยช่วยดำเนินการจัดการเลือกตั้ง นี่เป็นประเด็นหนึ่ง เดี๋ยวผมจะได้ เรียบเรียงให้กับท่านทั้งหลาย

ประเด็นที่ ๒ เป็นข้อเสนอแนะเป็นประการสุดท้ายอยู่ในหน้าท้าย ๆ เราบอกว่า คสช. ประกาศชัดเจน ต้องการให้การปฏิวัติครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย และเปูาประสงค์แอันสําคัญนั้น ทั้งรัฐธรรมนูญชั่วคราวและกล่าวในหลายครั้งหลายโอกาสว่าต้องการให้การเลือกตั้งนั้น สุจริตเที่ยงธรรม ดังนั้น คสช. จะต้องมีส่วนสำคัญในการสนับสนุน ในการส่งเสริม ในการช่วยเหลือ กกต. อย่างเต็มที่เต็มกำลัง ให้การเลือกตั้งครั้งนี้สุจริตเที่ยงธรรมให้จึงได้ ไม่อย่างนั้นเราเป็นข้อเสนอว่า เสียของต่อการปฏิวัตินะครับ เพราะฉะนั้นผมอยากให้ เพื่อนสมาชิกทั้งหลายได้พิจารณาและวิพากษ์แวิจารณ์แกันดู แล้วมีสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ท่านบอกว่า น่าแก้ไขนะ น่าไปปรับปรุงนะ เพราะหลายท่านผมทราบว่าเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด บางท่าน เป็น กกต. จังหวัด จะเห็นว่ามันครบถ้วนสมบูรณ์แหรือไม่อย่างไร วันนี้ช่วยเอาเรื่องนี้กัน ให้เต็มที่หน่อย เอาละนะครับ

ประเด็นแรก บางเรื่องผมอาจจะอ่านไม่หมดนะครับ แต่เอาเฉพาะประเด็น หลัก ๆ ครับท่านสมาชิก เริ่มตั้งแต่บททั่วไป เราพยายามเขียนล้อเหมือนกับพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญ แต่เราไม่เขียนเป็นตัวบทครับ เราเขียนเฉพาะเป็นประเด็น ๆ ส่วนตัวบทที่จะไปประดิษฐ์แคำเขียนคำอย่างไรนั้นเป็นเรื่องของ กรธ. หรือ สนช. ต่อไป แต่ทั้งหมดนี้เป็นภาษาปกติทั่ว ๆ ไปครับ เป็นข้อเสนอนะครับ

เรื่องแรกเรากำหนดว่า กำหนดให้การเลือกตั้งเป็นวาระแห่งชาติ โดยการมี ส่วนร่วมและการร่วมมือกันของทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และภาคประชาสังคม สิ่งนี้ความจริงมีข้อ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ หัวใจสำคัญครับ ท่านสมาชิก ที่เคารพทั้งหลายครับ เราต้องการให้การเลือกตั้งนั้นเป็นการตื่นตัวเป็นวาระสำคัญ ของประเทศจริง ๆ ให้ประชาชนมีความรู้สึกตื่นเต้นเหมือนวันส่งกรานต์ เหมือนวันปีใหม่ ที่เราจะต้องไปมีส่วนร่วมในการร่วมกิจกรรมครั้งนี้ ดังนั้นควรจะมีทั้งกฎหมาย หรือการกระตุ้นในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชน โรงงาน กระทรวง ทบวง กรม ห่างร้านต่าง ๆ ทั้งหมด ต้องมีส่วนร่วมอย่างสำคัญต่อการรณรงค์และการติดตามตรวจสอบ การเลือกตั้ง รายละเอียดขอให้ท่านได้โปรดพิจารณาดูในตั้งแต่ข้อ ๑ ถึงข้อ ๗ ครับ ผมขอย้อ ๆ อย่างนี้ก็แล้วกันนะครับ

และประเด็นต่อมานั้นก็คือ เรากำหนดว่านอกจากประชาชนจะต้องตื่นตัว ตื่นใจต่อการเลือกตั้ง มีส่วนร่วมแล้ว กำหนดให้ประชาชนนั้นเป็นผู้เสียหายทางคดีสามารถ ฟูองร้องหรือคัดค้านต่อการเลือกตั้งได้ โทรศัพท์แมือถือ เทคโนโลยีต่าง ๆ ทั้งหมดสามารถ เป็นเครื่องมือประกอบในการร้องเรียนหรือฟูองร้องได้ด้วย และที่สำคัญเราบอกว่านวัตกรรมใหม่ ของการเลือกตั้งครั้งนี้ หากปรากฏว่าจะต้องมีการพิพากษาถึงที่สุดว่ามีการกระทำความผิด โดยใครคนใดคนหนึ่งกระทำความผิดต่อการเลือกตั้งจริง ประชาชนผู้นั้นที่เป็นผู้ร้องเรียน ผู้กล่าวหา ผู้คัดค้าน มีสิทธิได้รับเงินตอบแทนไม่น้อยกว่า ๑๐๐,๐๐๐ บาท ตามที่กองทุนของ กกต. จะกำหนดต่อไป อันนี้ก็เป็นเรื่องใหม่ที่เราเสนอขึ้นมานะครับ

ประเด็นต่อมาอยู่ในหน้า ๔ เจ้าพนักงานและผู้ดำเนินการเลือกตั้ง อันนี้เรา กำหนดว่า ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ ข้าราชการส่วนท้องถิ่น พนักงานส่วนท้องถิ่น นิสิตนักศึกษาทุกสถาบันมีส่วนร่วมในการเป็นกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งในการเลือกตั้ง ทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งในระดับชาติหรือระดับท้องถิ่น และที่สําคัญให้มีการกําหนด บทลงโทษข้าราชการ พนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐ และบุคคลอื่นใดที่ได้รับการแต่งตั้งให้ปฏิบัติ หน้าที่ดำเนินการเลือกตั้งที่วางตัวไม่เป็นกลางทางการเมือง ทำให้ผู้สมัครรับเลือกตั้ง เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบโดยถือว่าเป็นความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรงอีกส่วนหนึ่ง อันนี้ เป็นสิ่งที่เราเติมเสริมเข้ามา เพราะเราเห็นว่าข้าราชการมีส่วนอย่างสําคัญมากต่อการเลือกตั้ง นะครับ

ประเด็นต่อมานะครับ ในเรื่องที่ ๔ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งและบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ เลือกตั้ง เรากำหนดว่าเพื่อเป็นการกระตุ้นให้ประชาชนไปใช้สิทธิเลือกตั้งกันมาก ๆ จึงต้องมี มาตรการทางกฎหมายหรือมาตรการอื่นใดเพิ่มเติมที่จะให้ประชาชนไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ให้มากขึ้น เช่น กำหนดให้ประชาชนผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมายเลือกตั้งเป็น ผู้มีหน้าที่ต้องไปใช้สิทธิเลือกตั้งและกำหนดโทษด้วยการตัดสิทธิบางประการ บางประเภท สำหรับประชาชนผู้ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งโดยไม่มีเหตุอันสมควร โดยเฉพาะอย่างยิ่งอันนี้ เติมเข้ามา ผู้ที่เป็นข้าราชการ พนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐหากไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งต้องมี บทลงโทษสูงกว่าประชาชน กล่าวคือต้องรับโทษทางวินัยด้วย อันนี้เราถือว่าเป็นแบบอย่าง นะครับ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่เติมเข้ามานะครับ

และมาดูในหน้า ๕ ครับ ผู้สมัครและการสมัครเลือกตั้ง อันนี้เรากำหนดให้มี ระบบตรวจสอบนักการเมืองโดยภาคประชาชน นั่นหมายความว่าใครจะลงสมัครรับเลือกตั้ง นะครับ จะต้องมีการประกาศตัวหรือจะต้องแสดงความจำนงแนะนำต่อสาธารณชน ก่อนประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งไม่น้อยกว่า ๑ ปี ยกเว้นกรณียุบสภาหรือมีเหตุ อย่างหนึ่งอย่างใดอย่างอื่นนะครับ และที่สำคัญเวลาจะลงสมัครรับเลือกตั้งควรเข้ารับ การอบรมหลักสูตรที่จัดขึ้นโดยเฉพาะของคณะกรรมการการเลือกตั้ง อันนี้เพื่อให้เขาเข้าใจ รู้แนวทางและวิธีการต่าง ๆ ทั้งหมดอันเกี่ยวกับการเลือกตั้ง

ประเด็นต่อมา กำหนดให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องยื่นหลักฐานแสดง การเสียภาษีเงินได้ย้อนหลัง ๓ ปีประกอบการสมัครรับเลือกตั้งนะครับ

ต่อไปในเรื่องที่ ๖ รายละเอียดอันสำคัญนั้นก็คือ เรื่องค่าใช้จ่าย ในการเลือกตั้งและวิธีการหาเสียงเลือกตั้ง เราต้องการให้มีการลดค่าใช้จ่ายของ พรรคการเมืองของผู้สมัครรับเลือกตั้งในการหาเสียงโดยให้รัฐสนับสนุนหรือช่วยเหลือ การหาเสียงของผู้สมัครรับเลือกตั้ง เพื่อเป็นการให้โอกาสผู้สมัครรับเลือกตั้งได้นำเสนอ นโยบายให้กับประชาชนได้อย่างทั่วถึง เช่น การพิมพ์แปู่ายโฆษณาหาเสียงอย่างนี้ก็ควรจะให้ รัฐหรือ กกต. สนับสนุนรูปแบบวิธีการเป็นประการใด ควรจะติดไว้ในจุดใด อันนี้ กกต. จะต้องเป็นคนกำหนด ประวัติ ข้อมูลของผู้สมัครอย่างนี้ก็ควรที่ กกต. จะเป็นคนดำเนินการ การควบคุมค่าใช้จ่ายยานพาหนะในการหาเสียงควรจะมีทั้งหมดกี่คัน จำนวนเท่าใด อย่างไร ต้องกำหนดให้ชัดเจน ไม่อย่างนั้นคนมีเงินมาก คนมีอิทธิพลมากก็ได้เปรียบกว่าคนอื่น และเวทีการปราศรัยเวลาหาเสียงตามสื่อวิทยุโทรทัศน์แต่าง ๆ ทั้งหมด กกต. ควรเป็นเจ้าภาพ และที่สำคัญที่สุดนั้นก็คือระบบการตรวจสอบ ต้องจัดเวทีเสร็จเรียบร้อยแล้วจัดเวลาทั้งวิทยุ สื่อทีวีต่าง ๆ นั้นให้เสมอภาคกัน แล้วก็ที่สำคัญที่สุดนั้นก็คือเรื่องมหรสพ เดิมนั้นในอดีต เราบอกจัดมหรสพนี่อาจจะเป็นเรื่องของการผิดกฎหมาย ครั้งนี้ควรจะกำหนดให้ชัดเจนว่า แค่ใด เพียงใด เอารถแห่กัน หรือตอนลงไปสมัครอย่างไรผิดกฎหมาย อย่างไรไม่ผิดกฎหมาย และคำว่ามหรสพ กกต. ควรจะจัดเองเพื่อรณรงค์ให้คนมาทำได้มากน้อยแค่ไหน เพียงใด เราเขียนไว้ชัดเจน และอันหนึ่งที่เรากําหนดไว้นั้นอยากให้ที่ประชุมได้ช่วยกันอภิปรายกัน อย่างเต็มที่ครับ

ในหน้า ๖ ข้อ ๗ ส่วนที่ ๒ กำหนดให้มีมาตรการบังคับใช้กฎหมายอย่าง จริงจังในการห้ามผู้สมัครรับเลือกตั้งและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบริจาคช่วยงาน ตามประเพณีต่าง ๆ เช่น งานศพ งานอุปสมบท งานมงคลสมรส ภายในเขตเลือกตั้งของตน แต่ไม่ห้ามบุคคลดังกล่าวไปร่วมงานประเพณีต่าง ๆ ทั้งนี้จะต้องมีการประกาศให้ประชาชน ได้รับทราบถึงมาตรการดังกล่าวโดยทั่วถึง อันนี้พอแถลงข่าวออกไปสื่อรับทราบ นักการเมือง วิพากษ์แวิจารณ์แกันแรงมาก หาว่าพวกเรานั้นไม่รู้เรื่อง หาว่าพวกเราไม่เคยลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่ผมกราบเรียนต่อท่านทั้งหลายด้วยความเคารพว่าเราไม่ได้คิดเองนึกเอง ได้เชิญ นักการเมืองจากหลายพรรคหลายฝุายนั้นมาปรึกษาหารือกัน เขาบอกว่าเวลามีงานบุญ งานบวช งานสังคมต่าง ๆ ทั้งมวลเหล่านี้ใช้เงินกันมาก วันหนึ่งไม่ต่ำกว่า ๑๐ งาน ๗ งาน งานละ ๑,๐๐๐ บาท ตกวันหนึ่งไม่ต่ำกว่า ๗,๐๐๐-๑๐,๐๐๐ บาท หรือ ๕,๐๐๐ บาท เงินเดือนก็หมดแล้วครับ แล้วทำอย่างไรครับ ส.ส. ก็เลยต้องเป็นเครื่องมือของพรรคการเมือง พรรคการเมืองก็เลยต้องหาเงินมาให้ ส.ส. ต่างหากเดือนละ ๓๐๐,๐๐๐ บาท ๕๐๐,๐๐๐ บาท รัฐมนตรีก็ต้องหาเงินหาท้องจากประเทศนี้ จากผลประโยชน์ จากการโกงกิน การทุจริต แล้วก็ไปแจก ส.ส. เพื่อเป็นซุ่มเป็นมุ่งกันต่าง ๆ เขาก็เลยบอกว่าถ้ามีมาตรการอย่างหนึ่งอย่างใด ความจริง กกต. เขาก็กำหนดไว้แล้วหลังจากมีพระราชกฤษฎีกาแล้ว ห้าม แต่เขาบอกมันเล่น ตกเขียวกันมาตั้งนาน พอได้เป็นเสร็จ คนมีเงินงานหนึ่ง ๕,๐๐๐ บาท ๓,๐๐๐ บาท ๗,๐๐๐ บาท กับอีกคนหนึ่งช่วย ๕๐๐ บาท เขาบอกเป็นไปได้ไหม ห้ามมันเสียเลยครับ แล้วให้ไป ให้ ส.ส. ท่านไป ผมเองนี่เป็นคนหนึ่งที่ค้านว่าเอาสัก ๑,๐๐๐ บาทดีกว่าไหม แต่ที่ประชุมเสียงส่วนใหญ่ บอกว่าเอาเถอะอย่าไปจ่ายเลย มันเป็นการเสมอภาคดี เพราะการที่ท่าน ส.ส. ส.ว. ไปนี่ เขามีเกียรติแล้ว แต่ถ้าท่านอยากจะทำบุญส่วนตัว งานบุญ งานวันเกิด งานทอดกฐิน ผ่าปุา ส่วนตัวของท่านเชิญ แต่งานอื่น ๆ ให้พึงรู้กันโดยทั่วไปว่า ส.ส. ไม่มีเงินให้นะ อันนี้อยากให้ที่ประชุมได้ช่วยกันวิพากษ์แวิจารณ์ ให้ข้อเสนอแนะ เราพร้อมน้อมรับปรับแก้ และทําตามความต้องการของเสียงส่วนใหญ่ครับ แต่กรรมาธิการมีข้อสรุปมาอย่างนี้ครับ ก็อยากจะกราบเรียนให้ท่านทั้งหลายได้ช่วยกันวิจารณ์แต่รงนี้กันจัดหนักจัดเต็มกันสักหน่อยครับ

และประการต่อมานั้นในข้อ ๓ ข้อ ๔ ข้อ ๕ ผมเชื่อว่าท่านทั้งหลายอ่านแล้ว คงจะเข้าใจได้ ผมขออนุญาตไปถึงเรื่องการลงคะแนนเลือกตั้ง อันนี้เป็นข้อเสนอของเรา มาตั้งแต่ต้นว่าอยากให้มีการขยายเวลาเลือกตั้งไปถึง ๑๘.๐๐ นาฬิกา แต่ที่ประชุมได้มี การถกแถลงกันกว้างขวางครับ ขยับมา ๑๕.๐๐ นาฬิกา ก็บอกว่ามีปัญหาในบางพื้นที่ ในที่สุดก็ขยับกันมา ๑๖.๐๐ นาฬิกา ซึ่งสมัยก่อนเป็น ๑๕.๐๐ นาฬิกา ซึ่งอันนี้ก็เป็นเรื่องที่ น่าจะวิพากษ์แวิจารณ์แกันได้เพราะระบบการสื่อสาร ระบบเทคโนโลยี ระบบไฟฟูาต่าง ๆ ทั้งหมด เราเห็นว่าเวลายิ่งยาวไปมันเป็นส่วนหนึ่งในการเสริมเติมให้คนมาเลือกตั้งกันเยอะ ๆ ก็อยากให้ที่ประชุมได้โปรดพิจารณา และเราก็เสนอว่าควรกำหนดให้มีการพัฒนาและมี การปรับใช้เครื่องลงคะแนนเลือกตั้งโดยระบบอิเล็กทรอนิกส์ แล้วก็ใช้อินเทอร์เน็ต (Internet) ในการตรวจสอบการใช้สิทธิ อันนี้ก็เป็นเรื่องใหม่ที่เสนอมา ทราบว่า กกต. ก็มี มาตรการในเรื่องพวกนี้ในบางเรื่องบางสิ่งครับ

ประเด็นสำคัญอยู่ในเรื่องที่ ๑๐ หน้าที่ ๗ ครับท่านสมาชิกการดำเนินการ กรณีการเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ผมจะไม่ขออนุญาตอ่านทุกมาตรา แต่อยากจะกราบเรียนต่อที่ประชุมว่าเราเห็นว่าการลงโทษนั้นควรรุนแรง เพราะเราเห็นว่า การเลือกตั้งที่ไม่สุจริตเที่ยงธรรมนั้นก่อให้เกิดปัญหาของบ้านเมืองอย่างใหญ่หลวง จนกระทั่ง นำมาซึ่งความแตกแยกแตกความสามัคคีกัน เพราะคนชนะแม่ไม่สุจริตเที่ยงธรรม ก็อหังการ คนแพ้ก็ไม่ยอมเพราะแพ้มาโดยกติกาหรือการเลือกตั้งที่มันไม่เป็นธรรม ดังนั้น เราจึงเห็นว่านอกจากกำหนดมาตรการอื่น ๆ มารอบด้านแล้ว โทษทางการเมือง เรากำหนดว่าตัดสิทธิทางการเมืองคุณตลอดชีวิต ถ้าปรากฏว่าคุณมีส่วนในการกระทำผิด ให้การเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรม ไม่ว่าจะเป็นคนซื้อ คนขาย คนทุจริต คนร่วมทุจริต สิทธิทางการเมืองคุณจบเลิกกันตลอดชีวิต ทางอาญาเราลงโทษหนักครับ ลงโทษคุณจําคุก ตั้งแต่ ๑ ปีถึง ๑๐ ปีโดยไม่มีการรอลงอาญานะครับ และมีโทษปรับถึง ๒๐ ล้านบาท และให้มี อายุความถึง ๒๐ ปี ขอโทษนะครับอันนี้อยู่ในหน้า ๗ หน้า ๘ และ ๙ ผมพูดรวมไปเลยครับ นอกจากนี้ครับท่านทั้งหลาย ผมขออนุญาตเอ่ยชื่อท่านก็ได้ครับ ท่านประธานชัย ชิดชอบ ท่านพูดในที่ประชุมท่านบอกว่าท่านเป็นประธานนั่งอยู่บนบัลลังก์แนี้มีคนแจ้งรายชื่อมาเยอะ ว่า ส.ส. คนไหนบ้าง ส.ว. คนไหนบ้างที่ทําการทุจริตแล้วต้องเลือกตั้งใหม่ กฎหมายกําหนด ไว้ว่าต้องฟูองร้องเรียกค่าเสียหายต่อการเลือกตั้ง ๓๐ ล้านบาท ๕๐ ล้านบาท ท่านทั้งหลาย เชื่อไหมครับ ท่านพูดไว้ว่าอย่างไรนะ ท่านประธานเสรีบอกว่าฟูองไปไม่ถึง ๓ ราย ๕ ราย นอกจากนี้ครับ ๒๐-๓๐ คน ไม่ได้มีการฟูองร้องอะไรกันเลยครับ จนกระทั่งมีการเลือกตั้ง ส.ส. ใหม่ ส.ว. ใหม่ อ้าว ยังไม่เห็นมีการดำเนินการใด ๆ เพราะฉะนั้นมาตรการตรงนี้ ทางอาญารุนแรงแล้ว ทางแพ่งจะต้องมีการฟูองร้องเรียกค่าเสียหายต่อการเลือกตั้งให้ได้ ภายในกำหนดระยะเวลาที่เราต้องกำหนดไว้ เช่น ๓ ปี ๕ ปี ต้องชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยให้คนที่ ทำการทุจริตแล้วบ้านเมืองเสียหายไป ๓๐ ล้านบาท ๕๐ ล้านบาทลอยนวลไป อันนี้กำหนด เป็นทั้งมาตรการของทางแพ่ง ทางอาญาและทางการเมืองชนิดรุนแรง ที่สำคัญท่านประธานครับ เรากำหนดว่ารุนแรงแล้วต้องรวดเร็วด้วย แต่ละขั้นแต่ละตอนนั้นเรากำหนดไว้ในหน้า ๘ ต้องเสร็จภายในระยะเวลาเมื่อไร อย่างไร กำหนดไว้ชัด บางเรื่องนั้น กกต. รับเรื่องแล้วต้อง สอบสวนให้เสร็จภายใน ๑๕ วัน แล้วจะต้องส่งฟูองศาลให้เสร็จภายใน ๑๕ วัน ศาลจะต้อง ตัดสินให้เสร็จภายใน ๓๐ วัน เราเขียนไว้หมดครับ และข้อมูลพยานหลักฐานต่าง ๆ ใด ๆ นั้น จะต้องมีการคุ้มครองพยานอย่างไร จะต้องมีมาตรการใช้เทคโนโลยีในการมาช่วยอย่างไร ทั้งหมดกำหนดไว้เสร็จเรียบร้อย ถ้าท่านอ่านโดยละเอียดก็จะเห็นเป็นประจักษ์แค่รับ

สุดท้ายครับ ที่ประชุมครับ ท่านประธานครับ ผมอยากให้ท่านประธาน และเพื่อนสมาชิกดูในหน้า ๑๐ กันสักเล็กน้อย เพราะเป็นประเด็นที่สื่อมวลชนกล่าวหาโจมตี กันอย่างมาก เราก็เลยได้มีการปรับถ้อยคำเสียใหม่ อันนี้เป็นข้อเสนอแนะมาตรการ เฉพาะหน้า เสนอต่อคณะรัฐมนตรีและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ อย่างที่ผมกราบเรียน ไว้ว่าปฏิวัติรัฐประหาร เพราะเห็นว่าบ้านเมืองไม่สงบและการเลือกตั้งเกิดจากการทุจริต ฉ้อฉล เราจึงบอกไว้ในข้อหนึ่งว่า กำหนดให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะถึง ในครั้งต่อไปเป็นวาระแห่งชาติ โดยเป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วน รวมทั้งคณะรักษาความสงบ แห่งชาติ ขออนุญาตขีดเส้นใต้ตรงนี้ รวมทั้ง คสช. ที่จะต้องให้การสนับสนุนการดำเนินการ ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม เพราะที่ประชุม ได้มีการพิจารณากันรอบด้าน คุย แลกเปลี่ยน ทั้งผู้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ทั้ง กกต. จังหวัด ในหลายที่ มีหลายท่านนั่งอยู่ตรงนี้ก็มี บอกว่ารู้ว่าตรงนั้นทุจริต รู้ว่าตรงนั้นมีการซื้อสิทธิ รู้ว่าตรงนี้มีการเตรียมการ แจ้งตำรวจ แจ้งฝุายปกครอง เงียบ ไม่ทำ แบ฿ะ ๆ ยิ่งเป็นฝุาย ตรงข้ามด้วยไม่ทำเลยครับ แปลว่า กกต. เป็นเสือจริงครับ มีแต่กระดาษ ท่านประธานครับ เป็นเสือกระดาษ แล้วคนด่าใครครับ ด้า กกต. เราก็เลยบอกว่า เอ฿ะ ไหน ๆ ปฏิวัติทั้งที่ทำให้ มันเป็นโมเดล (Model) ของการเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรมได้ไหม ทำอย่างไรครับ ก็ตัว คสช. นั่นละครับต้องเข้ามา มาร่วม มาช่วย มาเสริม มาเติม ทั้งข้าราชการ ทหาร ตำรวจ เตรียมพร้อม

– ๑๐/๑ กอ.รมน. ฝั่งลึกในหมู่บ้าน ในตำบล ในอำเภอ ในจังหวัด ใครจะซื้อสิทธิ์ ขายเสียง ขยับเขยื้อน เคลื่อนกองกำลังให้หมด อ่าว ทุจริตมา แก้มา เอา ตลอดชีวิตนะครับ แต่ไม่ได้ หมายความว่าให้ คสช. ไปควบคุม กกต. อันนี้เอาไปแปลเพี้ยนกันไปหมด นักการเมืองเอาไป พูดจาปราศรัยเสียหายกันหมด ไม่ได้ให้ คสช. ไปคุม กกต. เพียงแต่มาเติม มาเสริม มาช่วย กกต. ก็มีกระบองสิครับ ทีนี้ละครับ ใครอยากทุจริตเชิญ ใครอยากลองเชิญ ผมเชื่อเหลือเกินครับ ท่านประธานที่เคารพ จะทําให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นตัวอย่างว่าปฏิวัติแล้วไม่เสียของ ทำได้จริง ๆ อันนี้เราจึงเป็นข้อเสนอที่จะเสนอไปยังรัฐบาลและ คสช.

ประการต่อมาครับ สุดท้ายเลยครับ เราเห็นว่าองค์แกรปกครองส่วนท้องถิ่น ถูกระงับ ถูกยับยั้งไว้ ยังไม่ให้มีการเลือกตั้งทั้งที่ครบกำหนดวาระกันหลายที่หลายแห่ง เอา จะมีเลือกตั้งปลายปี ๒๕๖๐ ลองดูหน่อยไหมว่า กกต. และภาคส่วนต่าง ๆ จะช่วย การเลือกตั้งสุจริตได้ไหม แบ่งเป็นภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคอีสาน ลองเลือกตั้งดูแล้วช่วยกัน ทั้งหมด ใช้กฎหมายนี่แหละ ถ้ามันสามารถทำได้ มันก็สามารถพูดได้อย่างผงาดเต็มปาก เต็มคำว่าเลือกตั้งปี ๒๕๖๐ ลองดูแล้วทำได้ ทำได้จริง ๆ นี่เป็นข้อเสนอของคณะกรรมาธิการ ด้านการเมือง ท่านประธานครับ ส่วนหนึ่งมาจากท่านอดีต ส.ส. หลายสมัย คุณวิทยา แก้วภราดัย นี่ละครับเป็นคนเสนอว่าควรให้มหาดไทยนี่เข้าไปจัดการเลือกตั้ง แล้ว กกต. ควบคุมกำกับ คสช. ควรเข้ามามีส่วน ไม่ใช่คนอย่างพวกผมเสนอครับ นี่เป็นอดีต ส.ส. เสนอ เพราะฉะนั้นผมอยากให้เติม เสริมประเด็นตรงนี้สักนิดนะครับเพื่อความเข้าใจต่อสาธารณชน และเพื่อนสมาชิกโดยทั่วไปครับ กราบขอบพระคุณครับท่านประธานครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ ร้อยเอก ทินพันธุ์แ นาค่ะตะ ประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นางสาววลัยรัตนแ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เรียนเชิญท่านประธานเสรี แล้วเดี๋ยวเชิญท่านวิทยาค่ะ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ ก่อนที่ท่านวิทยาจะให้ความเห็น นี่นะครับ เมื่อครู่นี้ท่านวันชัยได้ขอให้ท่านสมาชิกช่วยกันอภิปรายเสนอแนะข้อคิดเห็นต่าง ๆ แล้วก็ให้ติเตียน แล้วก็ติเตียนผมได้ จริง ๆ ขอให้ติเตียนอาจารย์แวันชัยด้วยก็ได้นะครับ ไม่จํากัดนะครับ ท่านประธานครับ สิ่งที่พูดถึงข้อเสริมนิดเดียวครับว่า ข้อเสนอจาก กระทรวงมหาดไทยอะไรก็ตามนี่นะครับ แล้วก็หน่วยงานอื่น ๆ เราเสนอตามรัฐธรรมนูญ นะครับ ตามร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๒๔ นะครับ ซึ่งได้บัญญัติในเรื่องของอํานาจหน้าที่ของ คณะกรรมการการเลือกตั้งนะครับ ก็คือ (๑) ให้ กกต. มีอำนาจหน้าที่ในการจัด หรือดําเนินการให้มีการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นและผู้นําท้องถิ่น และการออกเสียงประชามตินะครับ แล้วมาตรา ๒๒๔ วรรคสุดท้ายนะครับ ใน (๖) ยังกำหนดว่า ถ้าจะออกกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญนี่นะครับหรืออํานาจหน้าที่อื่น ๆ ที่ กกต. จะมีขึ้นได้นี่ก็อยู่ใน (๖) ว่า หน้าที่และ อํานาจอื่นตามที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายนี่นะครับจะต้องไปบัญญัติออกมา เพราะฉะนั้น ในข้อเสนอดังกล่าวนี่ครับ ถ้าเราออกเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญและให้อํานาจหน้าที่ กกต. ในการที่จะดําเนินการอย่างไรนั้นนี่นะครับ ก็ไม่ขัดรัฐธรรมนูญแล้วก็เป็นไปตาม รัฐธรรมนูญนะครับ อันนี้ก็กราบเรียนเพื่อจะให้ความเข้าใจว่าสิ่งที่เราเสนอนั้นก็มาจากตัว ร่างรัฐธรรมนูญนี้เองนะครับ ลำดับต่อไปขอเชิญท่านประธานอนุญาตท่านวิทยาให้ข้อมูล ท่านสมาชิกครับ

นางสาววลัยรัตนแ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เรียนเชิญท่านวิทยา แก้วภราดัย ค่ะ

นายวิทยา แก้วภราดัย กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วิทยา แก้วภราดัย ท่านสมาชิกครับ ผมขออนุญาตอย่างนี้นะครับ ผมเป็นนักการเมืองครับ ซึ่งอาจจะแตกต่างจากเพื่อนสมาชิกที่นั่งในสภาทั้งหมด ผมลงสมัคร ส.ส. มา ๑๐ ครั้งครับ แพ้ ๒ ครั้ง ชนะ ๘ ครั้ง ซึ่งผมเข้าใจว่าอย่างผมกับเพื่อนสมาชิกในสภานี้อาจจะไม่ตรงกัน ในสายงานอาชีพทั้งหมด และผมเชื่อว่าสมาชิกบางท่านตลอดชีวิตอาจจะไม่เคย ไม่เฉพาะไม่สมัครนะครับ ผมได้ยินบางท่านประกาศว่าในชีวิตไม่เคยไปลงเลือกตั้งเลย แต่ที่ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานสภากับเพื่อนสมาชิกทั้งหมดนะครับ ที่เรามี สปท. วันนี้ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศวันนี้มันเกิดจากต้นเหตุมูลฐานจากคนที่เป็น นักการเมืองอย่างผมนี่ละครับ สปท. เกิดจากคำสั่งของ คสช. คณะรักษาความสงบแห่งชาติ ถามว่าทำไมถึงต้องมี คสช. ในเมื่อบ้านเมืองเราปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย คนมาจาก การเลือกตั้งแล้วก็เป็นรัฐบาล แล้วก็บริหารบ้านเมือง เป็นเพราะสังคมเขาวิพากษ์แวิจารณ์แค่รับ ว่านักการเมืองมาจากการซื้อเสียง เมื่อนักการเมืองมาจากการซื้อเสียง นักการเมืองก็มาหา สตางค์แจากการเอาตำแหน่งทางการเมือง เมื่อนักการเมืองออกมาหาสตางค์แจากตำแหน่ง ทางการเมือง สุดท้ายครับหนีไม่พ้นครับมันต้องมีคนมาปราบโกง และมีการปราบมาเป็น ระยะ ๆ ทุกครั้งที่มีการเว้นวรรคทางการเมืองเพราะการปฏิวัติด้วยเหตุผลประการหลักครับ มีการทุจริตกันจากนักการเมือง เพราะฉะนั้นผมคิดว่าพวกผมในฐานะกรรมาธิการการเมือง กำลังเสนอเรื่องที่เป็นหัวใจของคณะ คสช. วันนี้ครับ เสียของไม่เสียของถ้าเจอการเลือกตั้ง ครั้งหน้ากลับไปอย่างเดิม บอกได้อย่างเดียวครับในฐานะเป็นนักการเมือง คสช. เสียของครับ คุณปฏิวัติเพื่อปราบโกง ปราบการทุจริตการเลือกตั้ง ปราบการเลือกตั้งที่ไม่เที่ยงธรรม แต่พาการเลือกตั้งกลับไปเจออย่างเดิม มันก็หมายความว่าเสียของ และคนที่ร่วมกันทำให้ เสียของก็คือพวกเราทั้งหมดตรงนี้ครับ เพราะเรามีหน้าที่ในการขับเคลื่อนสภาปฏิรูปประเทศ คราวนี้รายงานของพวกกรรมาธิการการเมืองที่ถูกนําเสนอไปทางสังคมโดนวิพากษแวิจารณแ เยอะครับ ถ้าเพื่อนสมาชิกไม่ช่วยกันระดมติติง ตกแต่ง ทั้งห่อยทั้งโหนให้ดีนะครับ ท่านจะ รับผิดชอบเท่ากันหมด เพราะเป็นของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ วันนี้หลุดออกจากมือ คณะกรรมาธิการการเมืองแล้วกำลังโยนใส่ให้ท่านประธานกับเพื่อนสมาชิกทั้งหมด หลังจากวันนี้คนที่จะถูกวิพากษ์แวิจารณ์ไม่ใช่นายวันชัยกับนายเสรีครับ แต่ทั้งหมด ต้องเข้าใจ ครับว่าทำไมมันถึงเป็นอย่างนี้ ผมยกตัวอย่างที่เขาวิพากษ์แวิจารณ์แกันนะครับ ซึ่งเพื่อนสมาชิก ถ้าไม่เข้าใจต้องซักให้เข้าใจครับ ถ้าไม่เข้าใจจริง ๆ รับไม่ได้จริง ๆ อย่ารับครับรายงานฉบับนี้ อย่าเกรงใจครับ ไม่ใช่เพื่อนสมาชิกเสนอแล้วต้องเกรงใจรับกันหมด เพราะรับแล้วมันคือ ทิศทางทางการเมืองที่จะกำหนดว่าเราแพ้หรือชนะหลังการปฏิวัติครั้งนี้ เขาวิพากษ์แวิจารณ์ กันเรื่องคณะกรรมาธิการชุดนี้ครับว่า คณะกรรมาธิการชุดนี้พาการเมืองถอยหลัง ยกการเลือกตั้งให้กับมาเฟีย (Mafia) คือกระทรวงมหาดไทย พูดได้แค่นี้ก็จบครับ พอพูดแค่นี้จบ คนก็นึกถึงการเลือกตั้งเมื่อ ๑๕ ปี ๒๐ ปีที่แล้วกระทรวงมหาดไทยเป็นคนจัดการเลือกตั้ง พูดแล้วพูดไม่จบไม่หมดครับ คณะกรรมาธิการชุดนี้ได้มีที่มาของเรื่องทั้งหมด ซึ่งผม ขออนุญาตใช้เวลาไม่ยาวครับทำความเข้าใจเพื่อนสมาชิกเพื่อจะได้ซักถามว่าพวกผมที่คิดกัน ทั้งหมดในกรรมาธิการผิดหรือถูก และไม่ต้องไว้หน้าครับ เพราะมันจะเป็นทิศทางของการเลือกตั้งที่จะถึงหลังจากการผ่านรัฐธรรมนูญ เราพูดถึงเรื่อง การเลือกตั้งที่สุจริตเที่ยงธรรมที่คุณวันชัยพูด หน่วยงานที่เราสร้างขึ้นมาตั้งแต่การเลือกตั้ง ปี ๒๕๔๔ ควบคุมการเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรม เรียกว่า กกต. คณะกรรมการการเลือกตั้ง แต่มาถึงการปฏิวัติ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ครับ เราบอกว่าการเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรม ได้นักการเมืองที่ทุจริต ได้การเมืองที่เลวร้ายเข้ามาจำเป็นต้องปฏิวัติ พวกผมก็พยายาม สอบถามกับ กกต. ครับว่า ๑๐ กว่าปีที่ทำหน้าที่ กกต. จับการเลือกตั้งซื้อเสียงได้กี่ราย คำตอบน่าตกใจครับ แทบจับไม่ได้เลย แทบจับไม่ได้เลยครับ พอจับไม่ได้เลยถามว่าทำไม จับไม่ได้ ๑. ไม่ได้รับความร่วมมือ ๒. ไม่มีกำลังคน ๓. ๔. ๕. งานเยอะ งานมาก หัวใจ จริง ๆ ของการตั้ง กกต. ก็คือสร้างการเลือกตั้งที่สุจริตเที่ยงธรรม ให้การเลือกตั้งไม่ซื้อเสียง ได้ด้วยความรักด้วยศรัทธาไม่ใช่ได้ด้วยอามิสสินจ้างเข้ามาเป็นนักการเมือง เข้ามาเป็นรัฐบาล แต่ปรากฏว่า ๑๐ กว่าปีของ กกต. ไม่สามารถได้เพราะงานเยอะ กลับไปดูงาน กกต. เยอะ จริง ๆ ครับ ตั้งแต่ กกต. มีหน้าที่ไปหาที่ที่จะลงคะแนนเลือกตั้ง หาที่ที่จะลงคะแนนเลือกตั้ง เสร็จ หาปูายที่จะไปติดที่หน่วยเลือกตั้ง หาปูายเสร็จหาคนไปประจำหน่วยเลือกตั้ง หาคน ประจําหน่วยเลือกตั้งเสร็จต้องประเมินว่าทั้งประเทศมีคนมีสิทธิเท่าไร ควรจะพิมพ์ บัตรเลือกตั้งเผื่อไว้กี่เปอร์เซ็นต์ ไปหาโรงพิมพ์แพิมพ์แบัตรเลือกตั้ง พิมพ์แบัตรเลือกตั้งเสร็จ ต้องหาหีบเลือกตั้ง หาหีบเลือกตั้งเสร็จส่งหีบเลือกตั้งไปจังหวัด ส่งไปหน่วยเลือกตั้ง ส่งบัตรเลือกตั้งตามไปเฉพาะถึงวันเลือกตั้งครับ กกต. ต้องระดมคนมาช่วยทั้งหมด ๑,๐๐๐,๐๐๐ คนครับ เฉพาะทําเรื่องจัดการเลือกตั้งอย่างเดียวครับไม่มีเวลาไปไล่ซื้อเสียง หมดแล้วครับ เพราะเราให้ภาระงานเข้ามากไป กรรมาธิการก็หารือครับว่าเอาคนอื่นไปแบ่ง ได้ไหม จัดการเลือกตั้งต้องใช้คนเป็นล้านใครแบ่งได้บ้าง ก็คิดว่ามีกระทรวงไหนบ้างที่มี กำลังคนอยู่ในต่างจังหวัดมากที่สุด กระทรวงที่ ๑ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงที่ ๒ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการมีกำลังคนอยู่ในชนบททั้งหมด ๔๐๐,๐๐๐ คน ๕๐๐,๐๐๐ คน กระทรวงสาธารณสุขมีข้าราชการ ลูกจ้าง อยู่ ๒๗๐,๐๐๐ คน มี อสม. อีก ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน แต่ถามว่าหน่วยงานไหนเมื่อซักถามครับจะมีความจัดเจนการเลือกตั้ง ก็มีกระทรวงมหาดไทยครับ พวกผมกำลังเสนอประเด็นให้เพื่อนสมาชิกได้ถกเถียงกันครับว่า จะแบ่งเบาภาระงาน กกต. โดยให้กระทรวงมหาดไทยมาจัดการเลือกตั้งไม่ใช่มาบริหาร การเลือกตั้งทั้งหมดครับ ท่านฟังช้า ๆ นะครับ จัดการเลือกตั้งก็คือไปทำการเลือกตั้ง ให้การกาลงคะแนนจบ คนที่ควบคุมการเลือกตั้งจริง ๆ ก็คือ กกต. เพราะภาระเขาอยู่ตรงนั้น ควบคุมกำกับให้การเลือกตั้งสุจริตเที่ยงธรรม กระทรวงมหาดไทยหรือหน่วยงานที่พวกผมเสนอ ตุ฿กตาเป็นกระทรวงมหาดไทยมาให้กับท่านมีหน้าที่ไปจัดการการเลือกตั้งครับ กาบัตรกัน ให้เสร็จ นับคะแนนให้เสร็จ คนประกาศผลเลือกตั้งยังเป็น กกต. คนกำกับยังเป็น กกต. แต่วันนี้ครับกรรมาธิการโดนกันเละแล้ว พาการเมืองย้อนหลังให้มาเฟีย (Mafia) ผมถามท่าน ที่เป็นผู้ว่าราชการจังหวัดมาหลาย ๆ ท่านนะครับ ที่นั่งอยู่ในสภานี้เยอะครับผู้ว่า ถามว่าผู้ว่า วันนี้กับผู้ว่าเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วต่างกันอย่างไร ผู้ว่าเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วเป็นเจ้าเมืองจริง ๆ ครับ ผู้ว่าวันนี้คือผู้ประสานงานในภูมิภาค ทุกกระทรวงขยายสาขาไปในภูมิภาคหมดแล้ว คุมกระทรวงสาธารณสุขก็ไม่ได้ เพราะเขามีหน่วยงานของเขาดูแล ขึ้นตรงกับสำนักงานปลัด ขึ้นตรงกับกรม ขึ้นตรงหมด จะคุมครู่ก็ไม่ได้ครับ มี ก ต่อหลาย ก จะคุมอะไรก็ไม่ได้ สั่งตำรวจย้ายตำรวจไม่ได้สักอย่าง ผู้ว่าวันนี้ต้องยอมรับความจริงครับ เป็นกระทรวงที่ถือว่า กระทรวงมหาดไทยเป็นกระทรวงที่มีน้ำใจที่สุดในเรื่องการกระจายอำนาจครับ ผมอยู่ใน การเมืองมานานครับ ทะเลาะกับกระทรวงมหาดไทยวันที่ตั้ง อบต. ทะเลาะกับผู้ยิ่งใหญ่ ในกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมการปกครอง ไม่เอ่ยนามครับท่านเสียชีวิตแล้ว ทะเลาะอยู่เป็นปีครับกว่าจะเกิด อบต. ได้ วันนี้กระทรวงมหาดไทยเป็นกระทรวงหลักที่โดน กระจายอํานาจมากที่สุด กรมอัยการไปเป็นสํานักงานอัยการสูงสุด กรมตํารวจไปเป็น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมแรงงานเป็นกระทรวงแรงงาน กรมโยธาธิการวันนี้ไปอยู่ ผังเมืองไปอะไรจนจำไม่ได้หมด งานทั้งหมดจากกระทรวงมหาดไทยถูกถ่ายไป เหลือกำลัง หลักกระทรวงมหาดไทยที่ยังทรงพลังก็คือกำนัน ผู้ใหญ่บ้านครับที่ยังมีราก็อยู่ในชนบท แต่กำนัน ผู้ใหญ่บ้านคานโดยใครครับ กำนัน ผู้ใหญ่บ้านค้านโดย อบต. เป็น ๒ เท่าของ ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ใหญ่บ้านมีหมู่บ้านละ ๑ คน อบต. มีหมู่บ้านละ ๒ คน กำลังเหล่านั้นโดนดึง โดยภาคประชาชน เราเลยคิดว่ากระทรวงมหาดไทยวันนี้ไม่ได้มาเฟีย (Mafia) อย่างเดียว แต่กระทรวงมหาดไทยมีประสบการณ์ในเรื่องของการจัดการเลือกตั้ง ให้เขาดูสิไม่ได้ให้ ทั้งหมดครับ คุณไปจัดคนคุมกับ กกต. เพราะฉะนั้นเพื่อนสมาชิกถ้าจะผ่านของกรรมาธิการ การเมืองนะครับ ท่านต้องตอบสังคมได้ว่าทําไมเราคิดอย่างนั้น ถ้าตอบไม่ได้ท่านต้องซัก ทั้งท่านวันชัย ทั้งท่านเสรีให้จนมุมกลางสภาถึงจะผ่านครับ

ประเด็นที่ ๒ ที่สังคมวิพากษแวิจารณแ กรรมาธิการชุดนี้เอา คสช. มาคุม การเลือกตั้งเป็นการเชลียรแค่รั้งใหญ่ของพวกอยากเป็น ส.ว. อีก อันนี้ผมบอกได้เลยว่า ท่านกลับไปอ่านในหน้า ๑๐ นะครับ เป็นจุดหมายน้อยจากคณะกรรมาธิการชุดนี้ซึ่งจะให้ ท่านรับรองผม รับรองเสร็จแล้วผมจะส่งจดหมายน้อยฉบับนี้ไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้า คสช. ซึ่งเป็นรัฏฐาธิปัตย์แอยู่ ณ วันนี้ จดหมายน้อยมีประเด็นอะไรบ้างครับ ขอให้การเลือกตั้งที่จะถึงในปี ๒๕๖๐ หรือปี ๒๕๖๑ ข้างหน้านี้เป็นวาระแห่งชาติ คือทุกคน จะปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่รู้การเมือง ไม่รู้จักการเมือง เรื่องการเมือง นักการเมือง ทุกคนต้อง รับผิดชอบทั้งหมด ไม่ใช่เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ขึ้นมารับตำแหน่งประธานบอร์แด (Board) ในชีวิตไม่เคย ลงเลือกตั้งปลอดจากการเมืองทั้งหมดและเป็นเกียรติประวัติดีงาม คือไม่ยุ่งกับการเมือง แม้แต่เลือกตั้งไม่เคยไปลงคะแนน แล้วมาขอเป็นองค์แกรอิสระอะไรต่าง ๆ เลิกเสียทีเถอะครับ ที่ไม่รับผิดชอบอะไรแล้วก็อยากได้ตำแหน่งเลิกเสียทีครับ วันนี้ทั้งหมดการเลือกตั้งต้องเป็น วาระแห่งชาติ ถามว่าใครยุ่งบ้างครับ ตั้งแต่นักเรียน นิสิตนักศึกษา ครูบาอาจารย์ สถาบัน ข้าราชการทั้งหมดและหนีไม่พ้น คสช. ต้องลงมาช่วย เพราะถ้าทำไม่ได้คนรับหนักครับ คสช. อย่างท่านวันชัยว่าเสียของครับปฏิวัติ อันนี้ประเด็นที่สังคมถกกันนะครับ ผมไม่ได้ไปเชิญ คสช. มาคุมการเลือกตั้ง แต่ผมไปเชิญ คสช. มาร่วมกับคนอื่นทั้งหมดให้การเลือกตั้ง เป็นวาระแห่งชาติ เพราะฉะนั้นถ้าจะผ่านต้องตอบได้นะครับว่า คสช. เข้ามาเกี่ยวอย่างไร นี่คือที่มาของกรรมาธิการที่เราตั้งใจ

ประเด็นที่ ๓ ที่นักการเมืองจะถกและท่านจะต้องตอบครับ เพราะวันนี้ ท่านอยู่ในสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ถึงแม้จะไม่ใช่อาชีพนักการเมืองแต่ท่านทํา เรื่องใหญ่กว่านักการเมืองพวกผมเยอะครับ เขาจะถามว่าคุณไปห้ามทำไมไม่ให้ ส.ส. ไปร่วมงานแล้วก็ต้องบริจาคเงิน ไปงานแต่งงานแล้วต้องใส่ซอง ไปงานกฐิน งานบวชนาค งานผ้าปุาแล้วต้องใส่ซอง ไม่ใช่เรื่องใหม่ครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ กกต. เคยประกาศมาแล้ว เวลาเลือกตั้งครับ พวกผมเวลาถึงฤดูกาลหาเสียงเลือกตั้งพอประกาศพระราชกฤษฎีกา การเลือกตั้งตั้งแต่นาทีประกาศพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งผมไปงานต้องกินฟรีหมดครับ คือไม่ใส่ซองเลย แล้วไม่ใช่ว่าแอบใส่ซองกันได้นะครับ มีการเลือกตั้งบางแห่งต้องโดนใบเหลือง ใบแดงเพราะใส่ซอง เพราะว่างานบางงานเจ้างานเขาเป็นคนรัดกุมครับ ใครมาเขากรอกหมดครับ คนนี้บริจาค ๒๐๐ บาท คนนี้ ๓๐๐ บาท คนนี้ ๕๐๐ บาท ทําบุญกฐิน งานบวชนาคอะไร เขียนหมด ปังเดียวเลยครับออกใบเหลือง ใบแดง ออกมาแล้วครับ นั่นเฉพาะฤดูกาลหาเสียง เลือกตั้ง แต่คราวนี้กรรมาธิการไปหนักกว่าซึ่งอยากตรวจสอบโดยท่านเหมือนกันครับว่า ไปหนักกว่าคือ ชีวิตตราบใดที่เป็นนักการเมือง เป็น ส.ว. ก็ตาม เป็น ส.ส. ก็ตาม ระหว่าง เลือกตั้งก็ตาม รับตำแหน่งแล้วเป็นรัฐมนตรีก็ตาม ต่อไปถ้ากลับไปในเขตเลือกตั้ง ห้ามเด็ดขาด ไม่ได้ห้ามไปงาน ไปงานได้ห้ามใส่ซองเด็ดขาด ทําไมที่มันอย่างนี้ครับ ผมเจอกับตัวเองครับ ผมเคยสมัครรับเลือกตั้งและมีคู่แข็งที่เขามีสตางค์แมาก ๆ ลงมาแข็ง กับผม เราก็ธรรมเนียมปฏิบัติละครับ ไปงานไหนก็กฐิน ผ่าปุา งานศพ งานอะไรก็ใส่ซอง ทีละ ๕๐๐ บาท แต่ผมใส่ ๕๐๐ บาทครับ คู่แข็งผมตามหลังผมมา ถ้าเจ้างานงานไหน อยากได้สตางค์แค่รับ เมื่อผมไปถึงงานแล้วต้องรีบโทรไปบอกคู่แข็งผมเขาจะตามมาข้างหลัง แล้วเขาจะใส่ซองครั้งละ ๒๐,๐๐๐ บาท อันนั้นเทศกาลเลือกตั้ง เรื่องจริงครับเจอกับผม แต่คราวนี้เวลาไม่ใช่เทศกาลเลือกตั้ง เราก็ฟังจากเพื่อนสมาชิกบางคนว่าภาระของ ส.ส. ครับ เงินเดือนวันนี้ครับ ค่าตอบแทนผลประโยชน์แทางการเมือง นักการเมือง ท่านอาจจะไม่รู้สึก นะครับ เพราะหลายท่านที่นั่งในสภานี้มีเงินเดือน มีบํานาญ มีอะไรต่าง ๆ ท่านอีกมาก เพราะฉะนั้นเงินรายได้จากการเป็นสมาชิก สปท. ไม่ได้เยอะสำหรับท่าน แต่ถ้าไปดูตาราง คนที่ประชุมกันระหว่างนานาชาติที่นายกรัฐมนตรีไปประชุมเมื่ออาทิตย์แที่แล้วครับ นายกรัฐมนตรีประเทศไทยคือนายกรัฐมนตรีที่เงินเดือนต่ําที่สุดครับ นายกรัฐมนตรีเงินเดือน ๑๒๐,๐๐๐ บาทครับประเทศไทย รัฐมนตรีเงินเดือน ๑๑๐,๐๐๐ บาทครับ ส.ส. ๑๐๓,๐๐๐ บาทครับ มันอยู่อย่างนั้นจริง ๆ ครับ แล้วเราก็ไปเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี ซื่อสัตย์แสุจริตอย่างโน้นอย่างนี้มากมายมหาศาลครับ นายกรัฐมนตรีประเทศไทยต่ำกว่า มาเลเซีย ส.ส. ไทยต่ำกว่าเขมร อันนี้คือข้อเท็จจริง และผมก็เรียนกับท่านเลยครับว่าผมนั่ง ในสภานี้ตั้งแต่เงินเดือน เดือนละ ๑๘,๐๐๐ บาท ขึ้นเงินเดือนครั้งแรกโดยสภาเป็นคนออก กฎหมายเอง ปรับเงินเดือน ส.ส. มีสมาชิกแปรญัตติขึ้นจาก ๑๘,๐๐๐ บาท เป็น ๓๔,๐๐๐ บาท ๗ วัน ๗ คืนครับ ด้า ส.ส. กันสนั่น ถามว่า ส.ส. มาแสนหนึ่งได้อย่างไรครับ มาเพราะการปฏิวัติครับ ทุกครั้งที่ปฏิวัติคณะปฏิวัติปรับเงินเดือนทุกที เพราะว่าทั้งอัยการ ศาล แซงหน้า ส.ส. แล้ว วันนี้ ส.ส. เงินเดือนแสนหนึ่งครับ ครูโรงเรียนครับ ผอ. โรงเรียน เดือนละ ๕๐,๐๐๐ บาทนะครับ ผัวครู เมียครู ๒ คน แสนหนึ่งเท่าผู้แทนแล้ว แต่ภาระที่ผู้แทน ต้องไปงานต่าง ๆ มากกว่าทั้งหมด เขาบอกอย่างนั้นอย่าให้จ่ายเลย อย่าให้จ่ายนี่ท่านต้องคิด แทนพวกผมนะครับว่า พวกผมเสนอในการแหวกวงล้อมม่านประเพณีของประเทศไทย ไปหรือเปล่า ไปงานกินก็ฟรีทั้งงานไม่จ่ายสักบาท หรือถ้าให้จ่ายท่านต้องคิดต่อพวกผมนะ ควรจะจ่ายเท่าไรดี ป.ป.ช. เขาออกกฎหมายมาควบคุมนะครับว่า นักการเมืองรับหรือ ให้ได้ครั้งละไม่เกิน ๓,๐๐๐ บาท แต่ถ้าท่านกำหนดครั้งละ ๓,๐๐๐ บาทนะครับ ผมงาน อาทิตย์แหนึ่ง ๗ งาน ๘ งาน เงินเดือนผมก็เกลี้ยงครับ เพราะท่านให้เงินเดือนผมแสนเดียว ผมเจองานก็เฉพาะเงินเดือนไปหมดครับ เพราะฉะนั้นท่านช่วยคิดให้ผมด้วย แต่ถ้าผ่านไป หมดแล้วนะครับ ไม่ใช่ภาระของนายเสรีประธานครับ เป็นภาระของ สปท. ต้องตอบแล้ว ทั้งหมดคือปัญหาที่พวกผมมาหารือกับท่านจริง ๆ ครับ และรู้ว่าหลายท่านไม่คุ้นเคย แต่ไม่คุ้นเคยท่านต้องรับผิดชอบนะครับ รับผิดชอบนอกจากกับตัวเอง กับสภาแห่งนี้ ท่านรับผิดชอบจากท่านนายกรัฐมนตรี เพราะเข้าให้เรามาคิดเรื่องนี้

เรื่องต่อไปครับที่คิดว่าท่านก็ต้องช่วย ๆ กันดูพวกผมด้วยนะครับ คือเรากำลัง จะหาทางให้การเลือกตั้งก้าวไปสู่การเลือกตั้งที่สุจริตเที่ยงธรรมมากที่สุด กลัวที่สุดคือ ซื้อเสียงครับ เพราะเงินเป็นวัตถุอย่างเดียวครับ โยนลงบนใครแล้วมันไม่โกรธครับ ผมโยน สตางค์ ๑ กิโลลงบนตักใครไม่โกรธครับ แต่ผมโยนก่อนหิน ๑ กิโลลงบนตักของใครมันลุกขึ้น ต่อยผม เพราะฉะนั้นเงินเป็นวัตถุที่โน้มน่าวจิตใจมนุษย์ได้มากที่สุด ผมจึงคิดว่าการเลือกตั้ง ถ้าเราเคลียร์ (Clear) ให้ไปสู่จุดนั้นไม่ได้นะครับ เราก็อาจจะมาเจอกับปัญหาที่เจอ เมื่อ ๒ ปีที่แล้ว เจอเมื่อ ๖ ปีที่แล้ว เจอคนมาชุมนุมขับไล่รัฐบาลซึ่งมาจากการเลือกตั้ง ผมในชีวิตเจอมาทั้งหมดครับ เจอมาตั้งแต่เป็นนักศึกษาครับ มาขับไล่รัฐบาลทุจริตคอร์แรัปชัน ที่มาจากการปฏิวัติรัฐประหาร ถูกปราบมาจากการที่ต้องการสืบอํานาจและปฏิวัติรัฐประหาร เกือบเป็นคนพิการในวัยที่อายุเพิ่ง ๒๐ ปี ต้องไปเดินขบวนขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง นอนอยู่กลางถนนกลับบ้านไม่ได้ ๗ เดือน เจอมาแล้วครับ แต่บอกกับเพื่อนสมาชิกได้เลยครับ ยากที่สุดครับท่าน ฟังผมไว้ เลยครับ การไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไล่ยากที่สุดครับ เขามีความชอบธรรม เข้ามาจาก ประชาชน มาแบบไหนไม่เกี่ยวครับ เมื่อชนะแล้วถือว่ามาจากประชาชน ไล่ยากที่สุดครับ แต่รัฐบาลที่มาด้วยความไม่ชอบธรรม ไล้ง่ายครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรากําลังจะร่วมมือกัน ทั้งหมดปูองกันก็คือ ปูองกันให้ต่อไปการเมืองเข้าสู่ทิศทางที่ดีงามครับ เป็นเส้นทางที่คนดี เข้ามา ไม่ใช่การเมือง คนที่อ้างตัวเป็นคนดีได้คือคนที่ไม่ยุ่งการเมือง เป็นคนดีได้รับการเลือก เป็นบอร์แด (Board) โน้นบอร์แด (Board) นี้เพราะไม่ยุ่งการเมือง ไม่เคยไปลงสมัคร ไม่เคย ลงคะแนนให้ใคร กลายเป็นคนดีของสังคม วิถีของโลกทั้งหมดครับเขากำหนดให้วิถี่ ประชาธิปไตยเป็นวิถี่ที่ก้าวหน้าที่สุดในการปกครอง เราหนีไม่พ้นครับ วันนี้เราก็นับเวลา ถอยหลัง เพราะฉะนั้นข้อเสนอของกรรมาธิการที่จะทำจดหมายถึง คสช. เรื่องที่ ๒ ครับ ซึ่งเพื่อนสมาชิกต้องช่วยฟังด้วยนะครับ เรื่องที่ ๑ เราเสนอให้เป็นวาระแห่งชาติสำหรับ การเลือกตั้งครั้งต่อไป เรื่องที่ ๒ เราเสนอให้ทุกท่านในที่นี้เข้าไปดูเวทีการเลือกตั้งที่เป็นจริง เสนอให้ คสช. จัดการเลือกตั้งท้องถิ่น ก่อนการเลือกตั้ง ส.ส. ในท้องถิ่นที่ครบวาระ และจำเป็นต้องนำร้อง ผมเสนอในที่ประชุมเลยครับกะว่าจะเอาเพื่อนสมาชิกทั้งหมดไปดู เลือกตั้งเลย รับผิดชอบคนละหมู่บ้าน คนละตำบลเลย สำหรับการเลือกตั้งนายก อบจ. หรือเทศบาลแล้วไม่ต้องไปไกลครับ พื้นที่กระสุนตกที่รุนแรงที่สุดอยู่รอบกรุงเทพฯ ใกล้ ๆ ตรงนี้ครับ จังหวัดปริมณฑลตรงนี้ละครับจังหวัดที่กระสุนรุนแรงที่สุด เอาเลือกตั้งตรงนี้ครับ ชิมล้างก่อน ถ้าเห็นว่าพอชิมล้างเสร็จแล้วระดมคนไปแล้ว ท่านเกิดปัญญา ท่านเกิดความคิด ในการที่จะเลือกตั้งสุจริตได้มันถึงจะก้าวไปข้างหน้า ถ้าเลือกปริมณฑลเสร็จแล้ว คสช. คุมได้ มวลมหาประชนชนคุมได้ ประชาชนทุกหมู่เหล่าเข้าคุมได้ นิสิตนักศึกษาช่วยกันคุม การเลือกตั้งให้สุจริตเที่ยงธรรมได้ ขยับไปเลือกไกลออกไปอีสาน ขยับไปทางใต้ ขยับไป ทางเหนือ เลือกตั้งท้องถิ่น เตรียมความพร้อมองคาพยพทั้งหมดตามที่เราเตรียมการเสนอ เสร็จแล้วถึงเดินหน้าเข้าสู่การเลือกตั้ง ทั้งหมดครับที่ผมกล่าวมาซึ่งอาจจะกินเวลาเพื่อน สมาชิกมากก็คืออยากให้ท่านนะครับ ช่วยกันขึ้นมาวิพากษ์แวิจารณ์ ถ้าท่านนั่งเฉยครับ กลายเป็นท่านจะรับผิดชอบทั้งหมดแบกแทนพวกผมทั้งหมด เขาจะไม่ว่ากรรมาธิการ การเมืองนะครับ วันนี้จะเป็น สปท. ครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ

นางสาววลัยรัตนแ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ คณะกรรมาธิการจบการนำเสนอนะคะ ต่อไปเป็นการอภิปราย ของสมาชิกท่านละ ๑๐ นาทีนะคะ ท่านแรกท่านปานเทพ กล้าณรงค์แราญ ประธาน กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปูองกันและปราบปรามการทุจริตและ ประพฤติมิชอบ อดีตประธานกรรมการปูองกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรียนเชิญค่ะ

นายปานเทพ กล้าณรงค์แราญ

ขอบพระคุณครับ ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม ปานเทพ กล้าณรงค์แราญ สมาชิก สปท. ที่ ๙๗ นะครับ ผมขออนุญาตอภิปรายรายงาน ของคณะกรรมาธิการทางด้านการเมือง เรื่อง การจัดทำร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ดังนี้นะครับ ผมขอความกรุณาให้ เพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องการคุ้มครองพยานที่ชัดเจนยิ่งขึ้นนะครับ เพราะส่วนนี้ผมคิดว่าจะมีส่วน ที่จะช่วยให้ผู้ที่จะอาสามาเป็นพยานในคดี ซึ่งมักจะเกรงกลัวอิทธิพลและอันตรายที่จะเกิดขึ้น จากการเป็นพยานของคดี ผมจึงขอเสนอให้กรุณาบรรจุเรื่องนี้เรื่องการคุ้มครองพยาน นี่นะครับขึ้นเป็นเรื่องพิเศษเฉพาะ ถึงแม้ว่าจะมีสาระอยู่ในบททั่วไปแล้วนะครับ แต่ยังขาด ความชัดเจน โดยขอให้ระบุให้คณะกรรมการ กกต. นี่นะครับต้องกำหนดแนวทางและ องค์แประกอบขั้นตอนในการคุ้มครองพยานในคดีการเลือกตั้งที่มีประสิทธิภาพนะครับ สามารถปูองกันอิทธิพลและภัยันอันตรายที่จะเกิดขึ้นต่อพยานของคดีได้ ตลอดจนต้องมี การที่จะชดเชยหรือแม้แต่การให้ร่างวัลนะครับ อาจจะเกิดความเสียหายใด ๆ เกิดขึ้นกับ พยานที่เกี่ยวข้อง จะต้องมีการเยียวยาความเสียหายซึ่งอาจจะกำหนดให้ผู้ที่กระทำความผิด นอกจากจะต้องถูกลงโทษตามกฎหมายแล้วยังจะต้องมีส่วนร่วมอย่างมากในการที่จะ รับภาระค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นจากการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายนั้นด้วยนะครับ โดย กกต. ต้องกำหนดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ขึ้นเป็นราคาที่เรียกว่าเป็นมาตรฐานกลางของ การเยียวยาและชดเชย ตลอดจนค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของการคุ้มครองพยานในแต่ละประเภท ให้มีมาตรฐานด้วยนะครับ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความมั่นใจของพยานในการที่จะมาให้ข้อมูล ข้าวสารต่าง ๆ ซึ่งผมคิดว่าส่วนนี้จะมีส่วนเสริมที่จะช่วยให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นี่นะครับมีความบริสุทธิ์โปร่งใสตามที่พวกเราต้องการนะครับ ผมขออนุญาตเพิ่มความเห็น ดังต่อไปนี้นะครับ ขอบคุณมากครับ

นางสาววลัยรัตนแ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ ท่านที่ ๒ นะคะท่านคำนูณ สิทธิสมาน ค่ะ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูป แห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตสมาชิกวุฒิสภา เชิญท่านคํานูณค่ะ

นายคํานูณ สิทธิสมาน 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ ผมเป็นกรรมาธิการชุดนี้ด้วยนะครับ แต่ว่าจะขออนุญาตอภิปรายในฐานะ สมาชิก แต่อภิปรายตรงนี้คงไม่เป็นกระไรนะครับ ท่านประธานครับ ผมเห็นว่าการประชุม ในวันนี้ในวาระนี้มีความสําคัญอย่างยิ่งยวด เพราะเป็นการเสนอแนะถึงสิ่งที่จะบัญญัติไว้ใน พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญก็จะเป็นตัว ที่จะทําให้หลักการสําคัญในร่างรัฐธรรมนูญที่กําลังจะประกาศใช้ปรากฏเป็นจริง แต่กระผมเห็นว่าบทบาทของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนั้นแม้ว่าจะไม่ได้มีบัญญัติไว้ โดยตรงเกี่ยวกับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญแต่ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดครับ เพราะเรามีหน้าที่ที่จะต้องเสนอแนะเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปฏิรูปทางการเมือง ความเห็นของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศโดยรวมไม่ใช่ของ คณะกรรมาธิการชุดนี้จะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งครับ เพราะไม่เช่นนั้นแล้วในขั้นตอน การพิจารณากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญถ้าท่านสมาชิกมีร่างรัฐธรรมนูญติดมาด้วยมันจะ อยู่ในมาตรา ๒๖๗ โดยเฉพาะมาตรา ๒๖๗ วรรคห้า ที่เขาออกแบบให้การพิจารณา พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเป็นการถ่วงดุลกันระหว่างอย่างน้อยที่สุด ๓ ฝุาย ก็คือ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งจะต้องเป็นผู้ยกร่าง ๒. ก็คือสภานิติบัญญัติแห่งชาติซึ่งจะต้อง เป็นผู้พิจารณาให้เสร็จสิ้นภายใน ๖๐ วัน และ ๓. ก็คือองค์แกรอิสระที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง ศาลรัฐธรรมนูญ เพราะว่าเมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาผ่านจนจบครบ ๓ วาระแล้ว ทั้งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งองค์แก้รอิสระที่เกี่ยวข้องมีอํานาจหน้าที่ที่จะต้องพิจารณาว่า ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นเป็นไปตามเจตนารมณ์แของรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งถ้าพิจารณาเห็นว่าไม่เป็นไปก็กำหนดให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ จำนวน ๑๑ ท่าน ประกอบด้วย ประธานศาลรัฐธรรมนูญหรือประธานองค์แก้รอิสระที่เกี่ยวข้อง และกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญ และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ฝุายละ ๕ คน เมื่อพิจารณาแล้วก็นำ กลับมาสู่ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็บัญญัติไว้เป็นเด็ดขาดว่า ถ้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติไม่เห็นด้วยด้วยคะแนนเสียงไม่ถึงสองในสาม ก็ให้ร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญนั้นมีผลใช้บังคับ จริงอยู่ครับ แม้ว่าจะไม่มีบทบาทของสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศนะครับ แต่เราก็คงเห็นอยู่แล้วจากข่าวสารที่ติดตามอยู่ ผมเชื่อว่า ท่านสมาชิกคงติดตามอย่างใกล้ชิดว่า ในขณะนี้แม้ว่ากรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะมีหน้าที่ตาม รัฐธรรมนูญที่จะเป็นผู้ยกร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งนี่นะครับ แต่ในทางปฏิบัติที่เป็นจริงแล้วนี่นะครับ ผู้ยกร่างเบื้องต้นนี่นะครับ ก็จะมาจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในกรณีนี้เราจะเห็นได้ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งก็ได้โยนความคิดเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งนี่ออกมาสู่สังคมแล้วในระดับหนึ่ง แล้วก็ปรากฏว่ากรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญนั้นก็ไม่เห็นด้วยในหลายประเด็นด้วยกัน ยังไม่รู้ว่าเมื่อไปถึงสภานิติบัญญัติ แห่งชาติจะเป็นประการใด เพราะฉะนั้นกระผมเห็นว่ามติของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศในวันนี้มีความสําคัญอย่างยิ่ง กระผมอยากให้มีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นสำคัญ ๆ นะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นที่ผม อยากจะอภิปรายสนับสนุนอย่างยิ่งก็คือประเด็นข้อเสนอของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมือง อยู่ในรายงานหน้า ๓ ข้อ ๖ ครับ ก็คือให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งจัดหรือดำเนินการให้กระทรวงมหาดไทยจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การเลือกสมาชิกวุฒิสภา การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น และการออกเสียง ประชามติภายใต้การควบคุมกำกับดูแลของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ท่านประธานครับ ท่านวิทยา แก้วภราดัย ขออนุญาตเอ่ยนาม กรรมาธิการได้ต่อสู่ผลักดันเรื่องนี้อย่างเต็มที่ กระผมเองก็เป็นผู้สนับสนุนอย่างเต็มที่ด้วยเช่นกัน ท่านคงจะจำได้นะครับว่าเรื่องนี้ เป็นประเด็นมาตั้งแต่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดก่อนคือชุดท่านอาจารย์แบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ซึ่งกระผมบังเอิญมีส่วนเป็นกรรมาธิการยกร่างชุดนั้นอยู่ด้วยนะครับ เราได้โยน ความคิดออกมาสู่สังคมว่าควรจะต้องมีการปรับกระบวนการเลือกตั้งของประเทศไทย เสียใหม่ ให้แยกระหว่างหน่วยงานที่มีหน้าที่จัดการเลือกตั้งคือหน่วยงานที่ทำหน้าที่ โอเปอเรชัน (Operation) กับหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับควบคุม หรือเรกูเลชัน (Regulation) ออกจากกัน โดยให้หน่วยราชการอาจจะเป็นกระทรวงมหาดไทยหรือ กระทรวงสาธารณสุข หรือกระทรวงอื่น ๆ ทำหน้าที่จัดการเลือกตั้ง งบประมาณ ในการจัดการเลือกตั้งก็จะไปอยู่ที่หน่วยงานเหล่านั้น แล้วให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจากที่ ทำหน้าที่ทั้งโอเปอเรชัน (Operation) และเรกูเลชัน (Regulation) นี่นะครับ กลับมาทำ หน้าที่เป็นเรกูเลเตอร์ (Regulator) แต่เพียงอย่างเดียว ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นนี่นะครับ ก็เขียนไว้ค่อนข้างสมบูรณ์ในมาตรา ๒๕๐ คล้าย ๆ กับมาตรา ๒๔๔ ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ว่าที่มีเขียนไว้ชัดเจนกว่าก็คือในมาตรา ๒๕๑ ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ตกไปนะครับ ก็คือว่าระบุไว้ชัดเจนเลยครับว่าให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมอบหมายให้หน่วยงานของรัฐ หรือแต่งตั้งคณะกรรมการทำหน้าที่ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่น และดําเนินการจัดให้มีการออกเสียง ประชามติเป็นคราว ๆ ไป อันนี้ก็เป็นร่างสุดท้ายของร่างรัฐธรรมนูญชุดท่านอาจารย์แบวรศักดิ์ สาเหตุที่เรามีหลักคิดอย่างนั้น แล้วก็ตรงกับหลักคิดที่กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการเมืองโดยเฉพาะท่านวิทยา แก้วภราดัย นำเสนอนี่นะครับ ก็เพราะว่าเรามีความเห็นว่าตามหลักสากลโดยทั่วไปนี่นะครับ หน่วยงานที่ทำหน้าที่ เรกูเลเตอร์ (Regulator) กับหน่วยงานที่ทำหน้าที่โอเปอเรเตอร์ (Operator) ไม่ควรจะเป็น องค์แกรเดียวกัน ไม่ควรจะเป็นบุคคลคนเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นคนดีวิเศษวิโสมาจากไหน แต่ถ้าเผื่อเรามีอํานาจทั้งดําเนินการ ทั้งกํากับควบคุมอยู่ในตัวเราเองแล้วนี่นะครับ ในที่สุด เราไม่สามารถที่จะชี้ผิดชี้ถูกตัวเราเองได้ การไล่จับการโกงการเลือกตั้ง การไล่จับการทุจริต การเลือกตั้ง สิ่งที่พุ่งเปูาไปก็คือพุ่งเปูาไปที่ผู้สมัคร พุ่งเปูาไปที่นักการเมือง แต่ในทาง ความเป็นจริงในหลายต่อหลายกรณีนั้น ผู้ดำเนินการเลือกตั้งเองนั่นละครับให้ความร่วมมือ ทีนี้ในทางความเป็นจริงก็คือว่า ถามว่าเมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นทั้งโอเปอเรเตอร์ (Operator) เป็นทั้งเรกูเลเตอร์ (Regulator) นี่นะครับ ในฐานะที่ท่านเป็นโอเปอเรเตอร์ (Operator) นี่นะครับ ท่านทำด้วยตัวของท่านเองทั้งหมดหรือเปล่า ไม่ใช่ครับ ท่านก็มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยทำนั่นแหละ ท่านก็มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการ ทํานั่นแหละ แต่ความแตกต่างกันก็คือว่างบประมาณอยู่ที่ท่าน แล้วองค์แกรเหล่านั้นเมื่อเข้ามา ทํานี่เขาทําในนามของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่คนหนึ่ง ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง แล้วถามว่าในฐานะที่ กกต. เป็นเรกูเลเตอร์ (Regulator) นี่นะครับ เคยมีตัวอย่างสักกี่ครั้งครับที่จะทําหน้าที่ไล่จับโอเปอเรเตอร์ (Operator) ซึ่งทํา ในนามของตัวท่านเอง และนี่ก็เป็นประเด็นสำคัญที่ขอกราบเรียนท่านประธานผ่าน เพื่อนสมาชิกไปว่าจะต้องพิจารณาอย่างเข้มงวด กระผมขอใช้เวลาเพิ่มเติมอีกสักตามสมควร นะครับ เพราะเข้าใจว่ายังไม่มีผู้อภิปรายมากนัก ประเด็นนี้มีความสําคัญอย่างยิ่ง และเป็น ประเด็นที่ไม่ได้ขัดกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่กําลังจะประกาศใช้ในเดือนพฤศจิกายนนี้ เพราะว่ามาตรา ๒๒๔ ที่เป็นอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในอนุมาตราที่ ๑ หรือ (๑) นั้นก็เขียนไว้ว่า จัดหรือดำเนินการให้มีการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในที่นี้ถ้าเราจะแยกแยะให้ กกต. เป็นเพียงเรกูเลเตอร์ (Regulator) เราก็ใช้อิงรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๒๔ ในประโยคที่ว่า ดำเนินการให้มีการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอยืนยันว่าไม่ขัดกับร่างรัฐธรรมนูญครับ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมอยากจะเรียนว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับรอการประกาศใช้ในขณะนี้ เป็นร่างรัฐธรรมนูญที่เพิ่มอำนาจให้กับ คณะกรรมการการเลือกตั้งค่อนข้างมาก กระผมเองผมเชื่อว่าท่านประธานร่วมทั้ง เพื่อนสมาชิกยังไม่เห็นร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับต้นร่างที่มาจาก คณะกรรมการการเลือกตั้ง แต่ท่านคงจะได้ยินแล้วว่า นอกจากจะมีใบเหลือง มีใบแดง ซึ่งเรารู้จักกันดีแล้วนี่นะครับ ในร่างกฎหมายเลือกตั้งที่เสนอมาจาก กกต. จะมีอีก ๒ ใบครับ เรียกว่า ใบส่มและใบดำ และกระผมก็อยากจะเรียนว่า อันที่จริงตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถ้าเพื่อนสมาชิกมีร่างรัฐธรรมนูญอยู่ในมือนี่นะครับ ไปดูที่มาตรา ๒๒๔ มาตรา ๒๒๕ โดยเฉพาะมาตรา ๒๒๔ (๔) ก็จะมีอีกใบหนึ่งที่เรียกว่า ใบม่วง เป็นภาษาชาวบ้านนะครับ เรื่องทั้งหมดเป็นมาอย่างนี้ครับ ผมขออนุญาตขยายความตามที่ผมรู้ด้วยภาษาชาวบ้านง่าย ๆ ก็แล้วกัน แต่เดิมอำนาจในการแจกใบเหลือง ใบเหลืองนี้ก็คืออำนาจสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยที่ไม่ได้ไปตัดสิทธิผู้ใดทั้งสิ้นนี่นะครับ และอำนาจแจกใบแดงก็คืออำนาจที่เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้หนึ่งผู้ใดนะครับ แต่เดิมเคย เป็นอำนาจของ กกต. ทั้ง ๒ ประการ แต่ต่อมาก็มีเสียงเรียกร้องกันอย่างหนักหน่วงว่า ไม่ควรที่จะให้อำนาจทั้งสองอยู่กับ กกต. แต่เพียงประการเดียว จึงได้มีการโอนอำนาจ ในการให้ใบแดงไปให้แก่ศาล จะเป็นศาลอุทธรณ์ จะเป็นศาลฎีกาก็แล้วแต่กรณีนะครับ เพราะฉะนั้น กกต. ก็จะมีเพียงอำนาจให้ใบเหลืองเฉพาะเวลาก่อนประกาศผลเลือกตั้ง นะครับ หลังประกาศผลเลือกตั้งไปแล้วจะเป็นใบเหลือง จะเป็นใบแดง เป็นอํานาจของศาล ท่านประธานที่เคารพครับ แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้สิ่งที่กระผมเรียกว่า ใบม่วง ไม่ทราบจะ ถูกหรือเปล่านะครับ กระผมก็ตะขิดตะขวงอยู่เพราะว่ามันสีคล้าย ๆ ธนบัตรนะครับ ในมาตรา ๒๒๔ นั้นกําหนดไว้ว่า อํานาจของ กกต. นั้นให้สั่งระงับการใช้สิทธิสมัคร รับเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือผู้สมัครรับเลือกตั้งไว้เป็นการชั่วคราวเป็นระยะเวลา ไม่เกิน ๑ ปี เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้นั้นกระทำการหรือรู้เห็นกับการกระทำของ บุคคลอื่นที่มีลักษณะเป็นการทุจริตหรือทำให้การเลือกตั้งหรือการเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริต หรือเที่ยงธรรม ขีดเส้นใต้ครับ เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า

ทีนี้ท่านไปดูมาตรา ๒๒๕ นะครับ คือเป็นอำนาจให้ใบเหลืองก่อนประกาศ ผลเลือกตั้งของ กกต. แต่ส่วนที่มีเพิ่มขึ้นมาก็คือแนบอำนาจในการแจกใบม่วงเข้ามาด้วย มาตรา ๒๒๕ เขียนไว้ว่า ก่อนประกาศผลการเลือกตั้งหรือการเลือก ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อ ได้ว่า การเลือกตั้งหรือการเลือกนั้นมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งมีอำนาจสั่งให้มีการเลือกตั้งหรือการเลือกใหม่ในหน่วยเลือกตั้งหรือ เขตเลือกตั้งนั้น อันนี้คือใบเหลืองธรรมด้านะครับ แต่เขามีต่อนะครับว่า ถ้าผู้กระทำการนั้น เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือผู้สมัครรับเลือกแล้วแต่กรณี หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งสั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้นไว้เป็นการชั่วคราว ตามมาตรา ๒๒๔ (๔) และวรรคสองมีสำทับไว้ด้วยว่า คำสั่งตามวรรคหนึ่งให้เป็นที่สุด นี่แปลว่าอะไรครับท่านประธาน ก็แปลว่าตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ตามมาตรา ๒๒๔ (๔) และมาตรา ๒๒๕ นั้น ในการแจกใบเหลืองของคณะกรรมการการเลือกตั้งนั้นอาจมีการแจก ใบม่วงแถมไปด้วย ก็คือระงับใช้สิทธิในการสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้นไว้เป็นระยะเวลาไม่เกิน ๑ ปี จริงอยู่ครับไม่เกิน ๑ ปี แต่ในความเป็นจริงของชีวิตคืออะไรครับ เมื่อไม่เกิน ๑ ปี ก็คือ คนผู้นั้นไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งครั้งนั้นอยู่แล้ว และก็จะไม่มีสิทธิไปตลอด ระยะเวลา ๔ ปี หากสภาผู้แทนราษฎรมีอายุครบเต็มตามวาระคือ ๔ ปี เพราะฉะนั้น กกต. ตามรัฐธรรมนูญนี่ได้อํานาจที่ผมเรียกว่าใบแดงที่มีอายุ ๑ ปีติดมาด้วย นี่ประการที่ ๑ นะครับ

ประการที่ ๒ ตามข้าวที่ออกมาว่า กกต. เสนอให้มีใบส่มและใบดำด้วย ใบส่ม นี่คืออะไรครับ คาดว่าน่าจะเป็นสิ่งเดียวกับที่คณะกรรมการการเลือกตั้งไปเสนอต่อ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดท่านอาจารย์แบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ตอนช่วงท้าย ๆ ท่านไปเสนอถึงที่ประชุมนอกสถานที่ที่พัทยา ใบส้มก็คือ ๒ เหลืองเท่ากับ ๑ ส้ม ๒ เหลือง ก็คือว่า เดิมคณะกรรมการการเลือกตั้งมีอํานาจสั่งการเลือกตั้งใหม่ แต่ไม่มีสิทธิแจกใบแดง ใครนะครับ แต่ว่าถ้ามีการสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ ๒ ครั้งในเขตเลือกตั้งใดนี่นะครับ กกต. ก็สามารถที่จะเพิกถอนสิทธิสมัครเลือกตั้งของบุคคลใดบุคคลหนึ่งในเขตเลือกตั้งที่ได้ ๒ ใบเหลืองนี้ อันนี้คือเขาเรียกใบส้มครับ ๒ เหลืองเป็น ๑ ส่ม ส่วนใบดําจะเป็นอะไรนั้น ก็เข้าใจว่าเป็นใบประหารชีวิตทางการเมืองก็คือเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดไป ซึ่งจะเกิดขึ้นในกรณีใดก็ตามแต่นี่นะครับ แต่แสดงให้เห็นว่าการต่อสู่หรือมุมมองทางข้อกฎหมายในประเด็นที่เกี่ยวกับอำนาจของ กกต. ตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ ปี ๒๕๔๔ มาจนถึงปัจจุบันนี่นะครับ จากพัฒนาการที่ กกต. มีอำนาจ ทั้งใบเหลือง ใบแดง มาเป็นการปรับแก้กฎหมายให้อำนาจใบเหลืองมีแก้ กกต. เฉพาะก่อน ประกาศผลเลือกตั้ง แล้วหลังจากนั้นทั้งใบเหลืองและใบแดงให้เป็นอํานาจของศาลนี่นะครับ ก็ใช้กันมาอย่างนี้โดยตลอด แต่สิ่งที่กำลังจะเปลี่ยนไปถ้าเผื่อว่าพวกเราไม่พิจารณากันให้ดี ๆ ตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้นะครับ กกต. ก็เสมือนจะได้อำนาจบางส่วนคืนกลับไปจากศาลในรูปแบบที่แม้ว่าจะไม่ได้มีอำนาจแจก ใบแดงโดยตรงแต่ก็มีสิ่งที่เรียกว่าอำนาจแจกใบม่วง อำนาจแจกใบส้ม แล้วที่สำคัญไปกว่านั้น ถ้าท่านประธานและเพื่อนสมาชิกจะอ่านรัฐธรรมนูญให้ละเอียดเราก็จะเห็นว่าอํานาจของ กกต. ตามรัฐธรรมนูญใหม่นี้ขยายระยะเวลาการประกาศผลการเลือกตั้งออกไปตาม มาตรา ๘๕ ออกไปเป็นไม่เกิน ๖๐ วันครับ เพราะฉะนั้นคณะกรรมการการเลือกตั้งก็จะมี อำนาจเต็ม ใบเหลือง ใบแดง ใบเหลืองบวกใบม่วง ใบส้ม อยู่ในช่วง ๖๐ วัน อันนี้เป็นสิ่งที่ เราจะต้องพิจารณากันว่าควรหรือไม่ควรประการใด ผมอยากให้เพื่อนสมาชิกช่วยกัน วิพากษ์แวิจารณ์ในประเด็นนี้ให้หนักครับ ปรัชญาของการมีองค์แกรอิสระนั้นเกิดขึ้นมาตาม รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และองคแกรอิสระนั้นเป็นองคแกรประเภทที่มีทั้งอํานาจนิติบัญญัติ คือในการออกกฎ มีทั้งอํานาจบริหารคือในการบริหารจัดการ และในบางกรณีกับบางองคแกร อย่างเช่น ป.ป.ช. นั้นมีอำนาจกึ่งตุลาการด้วยคือมีอำนาจชี้มูล มีอำนาจตัดสินนะครับ ซึ่งก็เป็นอันตรายในหลายประการด้วยเหมือนกัน เวลามีผู้เสนอออกมาว่า ให้กระทรวงมหาดไทยจัดการเลือกตั้ง ให้ กกต. ควบคุมการเลือกตั้ง สิ่งที่สังคมจะชี้หน้า ประณามก็คือว่าไอ้นี่ได้เนาเสาร์เต้าล้านปีจะย้อนกลับไปแบบเดิม แต่สิ่งหนึ่งก็คือไม่ว่าองค์แกรใด ก็ตามแต่ถ้ามีอํานาจหน้าที่เด็ดขาดอยู่ในตัวคนเดียวอยู่ในตัวองค์แกรเดียวแล้วกระผม เชื่อเหลือเกินว่า ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงมหาดไทย ไม่ว่าจะเป็น กกต. มีโอกาสที่จะเสียหาย ด้วยกันทั้งนั้น การจัดการเลือกตั้งของกระทรวงมหาดไทยในยุคก่อนนั้นเป็นการจัดโดย ไม่มีองค์แกรใดมากํากับควบคุม เพราะฉะนั้นอํานาจเด็ดขาดอยู่ที่กระทรวงมหาดไทย เช่นเดียวกันครับ เราโยกย้ายอำนาจนั้นมาอยู่ที่ กกต. ทั้งจัดและทั้งควบคุม ที่สำคัญก็คือ ออกกฎด้วยนะครับ ใช้อำนาจทั้งนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการในการแจกใบเหลือง ใบแดง ใบม่วง ใบส่ม ใบดำ ในองค์แกรเดียวกันโดยที่ศาลแม้จะยังมีอำนาจแจกใบแดงอยู่ แต่บางเหลือเกินครับ อันตรายอย่างยิ่งครับ เพราะฉะนั้นกระผมเห็นว่าการอภิปรายในประเด็นนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ข้อเสนอใหม่นี้ไม่ได้มอบอำนาจสิทธิขาดให้กระทรวงมหาดไทยครับ กระทรวงมหาดไทยก็ทำไปตามเดิม เดิมทำในนาม กกต. แต่จากนี้ไปท่านทำในนามของ กระทรวงมหาดไทย กกต. ก็จะได้เอาเวลาทั้งหมดมาอยู่ที่ความเป็นเรกูเลเตอร์ (Regulator) คือการกำกับควบคุม มันก็จะเป็นการถ่วงดุลกันระหว่างหน่วยที่เป็นโอเปอเรเตอร์ (Operator) คือกระทรวงมหาดไทย หรือจะเป็นกระทรวงอื่นก็สุดแท้นะครับ และเรกูเลเตอร์ (Regulator) ก็คือ กกต. ซึ่งทำหน้าที่การกำกับควบคุม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรกูเลเตอร์ (Regulator) ก็ไม่ควรที่จะมีอํานาจสิทธิขาดเด็ดขาดไปโดยที่ไปเอาอํานาจของศาลมาไว้กับ ตัวเองทั้งหมดครับ แต่ว่าในหลายกรณีนั้นก็จนใจครับ เพราะว่าร่างรัฐธรรมนูญก็ได้บัญญัติไปแล้ว ที่จริงกระผม มีประเด็นอีกค่อนข้างมาก แต่ว่าจะขออนุญาตเน้นแต่เฉพาะประเด็นที่ผมอยากให้เป็น ฉันทามติของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศหลังจากการอภิปรายกันอย่างกว้างขวางว่า เราควรจะต้องกําหนดให้เป็นเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเลยว่าการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญใหม่ ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญใหม่นั้น กกต. จะต้องทําหน้าที่เป็นเพียงเรกู้เลเตอร์ (Regulator) เท่านั้น ส่วนโอเปอเรเตอร์ (Operator) คือผู้จัดการเลือกตั้งนั้นควรจะเป็น หน้าที่ของหน่วยราชการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งท่านก็ทำอยู่เป็นปกติ อยู่แล้ว มันก็จะก่อให้เกิดการถ่วงดุลซึ่งกันและกัน และที่สำคัญที่สุดก็คืออำนาจ ในการพิพากษาตัดสินนั้นควรให้เป็นอำนาจของศาลมากที่สุดครับ

ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นสุดท้ายจริง ๆ นักการเมืองตามร่าง รัฐธรรมนูญใหม่นี้เจอของหนักทั้งนั้นครับ อํานาจในการแจกใบแดงตามมาตรา ถ้าผมจํา ไม่ผิดนะครับ มาตรา ๒๒๖ เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งจากห้าปี ขยายเป็นสิบปี อันนี้ก็หนักแล้วนะครับ แต่ว่าร่างรัฐธรรมนูญในมาตรา ๒๓๕ แม้ว่าจะเขียนไว้ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่กระผมเกรงว่าเมื่อถึงเวลาเข้าจริง ๆ แล้วจะเป็นประเด็นให้โต้เถียงกัน ถึงความหมายได้นะครับ แม้ว่ามาตรา ๒๓๕ นั้นจะเขียนว่าเป็นกรณีของการเพิกถอนสิทธิ เลือกตั้งที่กระทำโดย ป.ป.ช. จากการที่มีการกล่าวหาว่าทุจริต จากการที่กล่าวหาว่ามีการผิด จริยธรรมทางการเมืองอย่างร้ายแรง ซึ่งเป็นหน้าที่ของศาลฎีกา แต่ว่าในมาตรา ๒๓๕ วรรคสี่ หรือวรรคห้า เขาเขียนไว้ว่า ผู้ใดถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งไม่ว่าในกรณีใด ผู้นั้นไม่มี สิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นตลอดไป และไม่มีสิทธิดํารงตําแหน่งทางการเมือง ใด ๆ อ่านอย่างไรผมก็ตีความว่าอยู่ในข่ายเฉพาะมาตรา ๒๓๕ นี้เท่านั้น แต่กระผมอยากจะ กราบเรียนว่าถ้าเผื่อมีนักการเมืองท่านใดถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามมาตรา ๒๒๔ ตามมาตรา ๒๒๕ และมาตรา ๒๒๖ นั้นนี่ และเขาจะมาใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเมื่อโทษสิบปี นั้นหมดไปแล้ว ก็จะมีคนร้องเขาว่ามาตรา ๒๓๕ วรรคสี่หรือวรรคห้าเขียนไว้ว่าอย่างนี้ ถึงจะ ชนะก็ต้องเป็นความในศาลรัฐธรรมนูญอีก เพราะฉะนั้นกระผมเห็นว่าการให้อํานาจที่เพิ่ม มากขึ้นแก่คณะกรรมการการเลือกตั้งนั้นเป็นอันตรายในอีกรูปแบบหนึ่ง ทางที่ดีที่สุดก็คือให้ คณะกรรมการการเลือกตั้งนั้นมีอํานาจเพิ่มขึ้นเฉพาะความเป็นเรกูเลเตอรแ (Regulator) แล้วโอนถ่ายอำนาจในการเป็นโอเปอเรเตอร์ (Operator) ให้กับหน่วยงานอื่น ซึ่งในกรณีนี้พูดกันตรงไปตรงมาก็คือกระทรวงมหาดไทยนั้นมีความพร้อมและมีความชำนาญ ที่สุด กราบขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตนแ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ยังมีอีกหลายท่านนะคะ เหลืออีก ๒ ท่าน

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

ท่านประธานครับ ขออนุญาตนิดหนึ่งครับ ขอหารือครับ

นางสาววลัยรัตนแ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ท่านมีอะไรจะอภิปรายไหมคะ

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

ขอหารือท่านประธานครับ

นางสาววลัยรัตนแ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ท่านจะอภิปรายหรือค่ะ เชิญค่ะ

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

ขออนุญาตท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครื่องาม หมายเลข ๓๑ ท่านประธานครับ ผมได้ฟังท่านคำนูณอภิปรายซึ่งเป็นประโยชน์ อย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นมีประเด็นหนึ่งที่ผมขออนุญาตเรียนหารือท่านประธานทางกรรมาธิการ และถึงสมาชิกทุกท่านด้วย เอกสารประกอบการพิจารณาการประชุมเรื่องที่เรากำลัง พิจารณาอยู่ในวันนี้ ผมเข้าใจว่าสมาชิกทุกท่านเพิ่งได้รับพร้อมผมวันนี้เดี๋ยวนี้เช้านี้เอกสาร ทุกอย่างวางอยู่บนโต฿ะ ผมพยายามที่จะดาวน์โหลด์ (Download) เปิดดูเว็บไซต์ (Web site) ของสภา วันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์แที่ผ่านมาไม่สามารถเปิดได้ ไม่สามารถอ่านได้ ไม่สามารถดาวน์โหลด์ (Download) ได้ เพราะฉะนั้นเรื่องใหญ่และเรื่อง สำคัญมากขณะนี้เป็นเรื่องที่สมาชิกควรจะได้มีการศึกษาพิจารณาดูใคร่ครวญให้รอบคอบ ก่อนที่จะทำการพิจารณาในวันนี้ ผมค่อนข้างจะหนักใจคือกลายเป็นว่าข้อมูลเกือบทั้งหมด ที่ผมได้อ่านจากหนังสือพิมพ์ ศึกษาจากสื่อมวลชนครับว่ามีประเด็นอะไรบ้างที่กรรมาธิการ การเมืองท่านเสนอมามีประเด็น ๑ ๒ ๓ ที่ท่านว่าเป็นหมู่บ้านกระสุนตกนี่แหละครับ แต่จริง ๆ แล้วมันตกที่ สปท. ด้วย ผมในฐานะสมาชิกของ สปท. ผมก็อยากจะเห็นรายงาน โดยละเอียดของกรรมาธิการว่ามีประเด็นใดบ้าง ท่านเสนอมารวมทั้งหมดท่านแยกออกเป็น เรื่องที่ ๑ เรื่องที่ ๒ เรื่องที่ ๓ เรื่องที่ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐ ๑๑ รวมทั้งหมดร้อยกว่า ประเด็นนะครับ ร้อยกว่าประเด็น แต่โอกาสที่สมาชิกจะได้ศึกษาก่อนไม่มี เพราะฉะนั้น ผมขอเรียนหารือท่านประธานอย่างนี้ครับว่า มันมีวิธีการทำได้อย่างหนึ่งก็คือให้สมาชิกได้ไป ศึกษาเรื่องนี้แล้วเราจะได้มีการแสดงความคิดเห็นและอภิปรายกันมากกว่านี้ อีกวิธีหนึ่ง เป็นวิธีลัดเสนอไว้อย่างนี้ครับ พอผมฟังท่านคำนูณแล้วผมนึกขึ้นมาได้ว่า ผมทราบมาก่อน หน้านี้เหมือนกันว่าแม้แต่ในกรรมาธิการของท่านเองท่านก็มีความคิดที่เป็นความเห็นต่างอยู่ ฝุายหนึ่งเป็นเสียงข้างมาก อีกฝุายหนึ่งเป็นเสียงข้างน้อย เนื่องจากท่านได้ศึกษาเรื่องนี้ มาโดยตลอดเป็นเดือน ๆ เป็นปี แต่สมาชิกเพิ่งมาศึกษา ๑ ชั่วโมง ครึ่งชั่วโมงก่อนหน้าที่ จะมาอภิปรายนี่ละครับ เป็นไปได้ไหมครับว่าท่านประธานจะเปิดโอกาสให้สมาชิกที่เป็น กรรมาธิการเองชั่วโมงแรก ๒ ชั่วโมงแรกนี้ให้ท่านช่วยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ให้ท่านได้ สนับสนุนการอภิปรายหรือท่านได้ค้านการอภิปรายในฐานะเสียงข้างมากหรือเสียงข้างน้อย สมาชิกจะได้ก่อเกิดไอเดีย (Idea) ก่อเกิดความคิดขึ้นมาว่าประเด็นนี้ความคิดที่ถูกต้อง เป็นอย่างนี้ ความคิดของเสียงข้างน้อยเป็นอย่างนี้ เหมือนที่ท่านคํานูณอภิปราย เราฟังแล้ว เราก็คิดตามไป เพราะท่านได้ศึกษาท่านเข้าใจเรื่องนี้มาโดยตลอด ผมอยากจะอภิปราย แต่ผมรักพี่เสียดายน้อง ผมมีเวลา ๑๐ นาที ผมมีประเด็นที่ ๓ เรื่องนี้ โอ้โฮท่านเสนอเรื่องนี้ เรื่องใหม่มา เรื่องนี้น่าสนใจมาก พออ่าน ๆ ไป โอ้โฮเรื่องนี้ก็น่าสนใจ ท่านวิทยาอภิปราย เมื่อกี้ผมบอกเรื่องนี้ก็น่าจะพูดด้วย มันน่าจะพูดกันไปทั้งหมดเลย แต่ผมเพิ่งได้เห็นเอกสาร เดี๋ยวนี้เอง หรือสมาชิกในห้องประชุมนี้ใครได้เคยเห็นเอกสารก่อนผมบ้างในวันเสาร์ อาทิตย์ ท่านสามารถดาวน์โหลด์ (Download) เปิดดูได้ไหมครับ เพราะฉะนั้นขอหารือ ท่านประธานว่าทำอย่างไรที่สมาชิกจะได้มีส่วนร่วมมากที่สุดในการพิจารณาเรื่องนี้ ผมทราบว่า เรื่องนี้คนทั้งประเทศสนใจศึกษาติดตามดู วันนี้ผมเข้าใจว่าสื่อมวลชนคงจะมะรุมมะตุ้ม ที่จะดูการอภิปรายของเรา ขอหารือท่านประธานครับ

นางสาววลัยรัตนแ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ถ้าอย่างนั้นนะคะ ดิฉันจะขอให้คณะกรรมาธิการชี้แจงเพิ่มเติมอีกในหลาย ๆ ประเด็น และให้สมาชิกตามที่ท่านประธานกรรมาธิการเห็นควรนี่กรุณาขึ้นมาชี้แจงต่ออีกนะคะ ก่อนท่านสมาชิกที่เข้าชื่ออภิปรายไว้จะเริ่มอภิปราย เรื่องการดาวน์โหลด์ (Download) นั้น เพิ่งได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ค่ะ จริงอย่างท่านเฉลิมชัยว่าวันเสาร์ วันอาทิตย์แก่ารไฟฟูา นครหลวงมาทำไฟบริเวณนี้ เพราะฉะนั้นไฟบริเวณนี้ดับหมดจึงเข้ามาดาวน์โหลด (Download) ไม่ได้นะคะ เพราะฉะนั้นเอกสารสมาชิกเพิ่งจะได้รับ ท่านประธานเสรีจะว่า อย่างไรคะ ดิฉันเสนอว่าให้ท่านนำเสนอในรายละเอียดเพิ่มเติม

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ

นางสาววลัยรัตนแ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านกษิตก่อนได้ไหมคะ ท่านเสรีให้ท่านกษิตก่อนนะคะ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ

ฟังท่านกษิตก่อนครับ

นายกษิต ภิรมย์

ท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. เบอร์ ๗ ที่ท่านเพื่อนสมาชิกได้ยกขึ้นพูดเมื่อกี้นี้ภาษาอังกฤษใช้คำว่า พอยต์ ออฟ โพรซีเยอร์ (Point of procedure) คือว่าโดยวิธีการ กระบวนการว่าเราจะทำงานกันอย่างไร และผมก็ ค่อนข้างจะแปลกใจเพราะว่าแม้ว่าเอกสารจะได้รับช้าบ้างเร็วบ้างช่วงวันเสาร์ อาทิตย์ หรือไม่ได้รับแล้วก็มาวันจันทร์ แต่ว่าส่วนใหญ่เอกสารที่ได้ผ่านสภานี้มาอ่านกันจริง ๆ ก็ ๒๐-๓๐ นาทีเท่านั้นเองครับ แล้วเราก็สามารถที่จะร่วมอภิปรายได้ เพราะพวกเราก็มี ประสบการณ์ในการทำราชการ ทำงานการเมือง เป็นนักวิชาการกันมากมาย แล้วก็นอกจาก ได้อ่านเร็ว ๆ ก็พอจะเข้าใจ แล้วก็บรรดาท่านประธานกรรมาธิการ กรรมาธิการ แล้วก็ ผู้ทรงคุณวุฒิที่ติดตามกรรมาธิการก็มาช่วยชี้แจงด้วย แล้วก็เลยใช้เวลาไปก็เกือบ ๒ ชั่วโมงเช่นในกรณีนี้ ผมเห็นว่าไม่ได้เป็นเรื่องยาก ลำบากอะไร ที่จะไม่เข้าใจสิ่งที่ปรากฏอยู่ในเอกสาร แล้วก็สิ่งที่ทางประธานแล้วก็คณะได้กรุณาชี้แจง แต่ถ้าเผื่อเราจะมาเริ่มกันแบบนี้แล้วเราก็ยังมีเวลาเหลืออยู่ ๕-๖ เดือนที่เป็น สปท. แล้วแต่ละ เรื่องที่ยังเหลือที่จะเข้ามาอีก ๕๐-๖๐ เรื่องก็ต้องว่ากันเป็นอาทิตย์แสิครับ เราจะทำงานกัน แบบนั้น แล้วก็ให้มันช้าลงหรือไม่ ผมอาจจะอะลุ่มอล่วยสักนิดหนึ่งว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง ก็ทั้งอาทิตย์แนี้ไหมครับว่ากันในเรื่องของการปฏิรูปการเมือง แต่ถ้าเผื่อเป็นเรื่องเกี่ยวกับ พลังงานและอื่น ๆ นี่ก็ที่ได้ทำกันมา ๗-๘ เดือน ในระยะเวลาอันจำกัดก็ว่ากันไป แล้วที่มัน สำคัญที่ผมสังเกตมาตลอดเวลาก็คือโดยเฉลี่ยในแต่ละเรื่อง แต่ละรายงานที่เข้ามาก็จะมีผู้ร่วม อภิปรายโดยเฉลี่ยนะครับประมาณ ๑๐ ท่านต่อเรื่อง ผมว่าอะไรที่มันเคยมาแล้ว แล้วมันก็ ค่อนข้างจะราบรื่น อย่ามาสร้างเงื่อนไขหรือประเด็นปัญหาทำให้มันช้าโดยใช้เหตุดีกว่าครับ เราก็โต ๆ กันแล้วครับ ขอขอบคุณมากครับท่านประธาน

นางสาววลัยรัตนแ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านประธานกรรมาธิการก่อนนะคะ แล้วเดี๋ยวท่านวิทยาค่ะ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ที่จริงท่านกษิตก็พูดชัดนะครับ ต้องกราบเรียนทำความเข้าใจว่าในข้อเสนอ รายงานดังกล่าวนี้นะครับ จริง ๆ แล้วข้อที่ ๑ เราได้จัดทำรายงานแผนปฏิรูปเสนอเป็นเรื่อง เกี่ยวกับการเลือกตั้งแล้วก็ผ่านสภาไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามเนื้อหาที่ผ่านสภาไปนั้น ส่วนใหญ่ก็นำมาเขียนเป็นประเด็นอยู่ในร่างฉบับนี้ อันนี้ก็คือของเดิมผ่านสภาไปแล้วนะครับ

ประการที่ ๒ เรื่องที่พิจารณากันเยอะนี่นะครับ พูดอยู่ในสื่อมวลชนทุกวัน นะครับ พูดกันเป็นประเด็นนะครับ แล้วก็วิพากษ์แวิจารณ์แกันก็คือเนื้อหาสาระที่อยู่ในสิ่งที่เรา กําลังพิจารณานี้นะครับ

ประการที่ ๓ นี่นะครับ ถ้าหากว่าจะมีประเด็นสาระเรื่องท่านยังไม่ได้อ่าน หรือยังไม่ทราบ จริง ๆ แล้วนี่นะครับถ้าหากว่าจะเลื่อนไปวันพรุ่งนี้มันก็จะไปติดอีก ๓ เรื่อง ซึ่งได้นัดไว้แล้ว ถ้าหากว่านำเรื่องนี้ไปเสนออาทิตย์แหน้า คนอื่นเขาเสนอไปหมดแล้ว ผมก็ไม่ แน่ใจว่า กรธ. นี่นะครับท่านจะเขียนของท่านเสร็จไปแล้ว แล้วข้อเสนอของเรานั้นนี่ก็อาจจะ ไม่ได้ให้ความสำคัญในการพิจารณาต่อไปนะครับ ผมว่ากระบวนการมันเดินมาอย่างนี้เราก็ สามารถที่จะนำเสนอต่อที่ประชุม แล้วในส่วนกรรมาธิการเองท่านวันชัยก็อ่านเกือบทั้งหมด ให้ฟังหมดแล้วนะครับ คือจะไปเลื่อนไกล ๆ ผมว่าเราเองก็จะไม่ได้นำข้อเสนอที่เราคิดว่า มันเป็นเรื่องปฏิรูปการเมืองของประเทศตกหล่นไปนะครับ ผมคิดว่ามีทางที่จะทําได้ก็คือ หลายท่านเสนอลงชื่อไว้แล้วก็แสดงว่าท่านก็ติดตามเรื่องแล้วก็สนใจเรื่องเหล่านี้นะครับ ผมก็อยากให้พิจารณากันในวันนี้นะครับ แต่ถ้าหากว่าท่านจะบอกว่าให้เอาเรื่องอื่นมาก่อน นะครับ เราก็ไปเตรียมไว้ตอนบ่ายนะครับ เดี๋ยวก็จะมีเรื่องพรรคการเมืองก็แบบนี้นะครับ แล้วก็จะมาไกลยกทั้งการเลือกตั้ง ยกทั้งพรรคการเมืองและไปอีกวันข้างหน้านะครับ มันก็จะ ไม่ได้รับการพิจารณาไปทั้งคู่เลยทีนี้นะครับ คือเข้าใจว่าปัจจัยของการไม่ได้อ่านนี่นะครับ จากเว็บไซต์ (Web site) ที่บอกว่ามันขัดข้อง ผมว่าถ้าท่านช่วยดูตอนนี้นี่นะครับก็เป็น ความกรุณาอย่างยิ่งนะครับ แต่ถ้าบอกว่าจะเอาเรื่องที่ ๓ เอาจราจรขึ้นมาก่อน ก็เตรียมคน เอาไว้ช่วงบ่ายนะครับ แล้วก็เอาเรื่องนี้มาพูดทีหลังมันก็จะเสียเวลาท่านเองนะครับ ผมว่า ถ้าเดินไปตามอย่างนี้ เราก็น่าจะไม่ได้เสียหายอะไรนะครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตนแ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านวิทยาค่ะ

นายวิทยา แก้วภราดัย กรรมาธิการ

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผมต้อง ขอประทานโทษท่านประธานกรรมาธิการด้วยนะครับ คือผมเข้าใจดีครับเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ ค่อนข้างจะมีความสำคัญนะครับ แล้วก็ที่จริงไม่ขัดข้องที่จะให้เพื่อนสมาชิกได้ถกเถียงกัน อย่างกว้างขวางและยืดเวลาไปนะครับ เพียงแต่ผมต้องหารือท่านประธานสภานะครับ เป็นไปได้ไหมครับว่ากรรมาธิการการเมืองที่จริงมันมีวาระที่ทำกฎหมาย ๔ ฉบับนะครับ ๔ ฉบับนี้จบแล้วก็ไม่มีอะไรทำ เพราะฉะนั้นผมก็อยากให้ใช้เวลาในการผ่านแต่ละฉบับด้วยความเต็มที่จริง ๆ เบื้องต้น ขออย่างนี้ได้ไหมครับว่าท่านประธานกรุณายกข้อบังคับที่ท่านเคยหารือว่าอภิปรายท่านละ ๑๐ นาทีขยายเวลาไปนะครับ แล้วก็พวกผมจะนั่งอยู่ข้างบนพร้อมที่จะชี้แจงแต่ละประเด็น ไล่ไปเรื่อย ๆ เพื่อจะหาข้อยุติร่วมกันของกรรมาธิการให้ได้ เพราะฉะนั้นถ้าเพื่อนสมาชิก ประสงค์แจะอภิปรายอย่าไปติดกรอบเวลาเลยครับท่าน เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ แล้วก็วันนี้ อาจจะไม่จบจะต่อพรุ่งนี้ก็ไม่ขัดข้องครับ แต่กลัวอย่างท่านประธานเสรีว่าถ้าผมขยับวันนี้ เป็นพรุ่งนี้ของพรุ่งนี้ก็จะเสียหาย ถ้าขยับอาทิตย์แนี้เป็นอาทิตย์แหน้าวิป (Whip) จะยอม ไม่ยอม แต่ผมยอมครับ ยอมให้ทุกอย่างผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบของที่ประชุมนะครับ เบื้องต้นนี้ถ้าเป็นไปได้ก็ขอความกรุณาประธานว่าให้เพื่อนสมาชิกอภิปรายโดยไม่จำกัดเวลา นะครับ แล้วกรรมาธิการก็จะชี้แจงเป็นระยะ ๆ นะครับ เพื่อให้เกิดการถกเถียงเกิดปัญญา ร่วมกันครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตนแ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

คือในชั้นแรกดิฉันขอเรียนให้ทราบว่ามีสมาชิกเข้าชื่อขออภิปรายทั้งหมด ประมาณ ๘ ท่านนะคะ ก็แสดงว่าทั้ง ๘ ท่านนี้ก็พอจะศึกษามาบ้างแล้ว แล้วพอจะอ่านทัน ในเวลาช่วงเช้านี้ แล้วก็ถ้าหากจะพบกันครึ่งทางคืออยากจะให้เรื่องนี้เข้าในวันนี้ค่ะ อยากจะ พบกันครึ่งทางก็คือหมายความว่าแทนที่เราจะอภิปรายไปทั้งหมด ๘ ท่านแล้วให้กรรมาธิการ ตอบก็อาจจะเป็นสักครึ่งหนึ่ง ช่วงหนึ่ง แล้วให้กรรมาธิการตอบ หรือว่าไม่ใช่ตอบ กรรมาธิการเพิ่มเติมอีกเพื่อเป็นการศึกษาซึ่งกันและกัน และต่อจากนั้นสมาชิกอภิปรายต่อ ท่านจะเห็นควรว่ากระไรคะ ถ้าไม่มีใครเห็นเป็นอย่างอื่นดิฉันจะขอเชิญผู้อภิปรายสัก ๒ ท่าน เชิญค่ะ เดี๋ยวจะดูหาข้อยุติว่าเราจะอภิปรายกันอย่างไรค่ะ

นายประสิทธิ์ ปทุมารักษ์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ประสิทธิ์ ปทุมารักษ์ ลำดับที่ ๐๙๒ ครับ ก็ขออนุญาตเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านประธานกรรมาธิการแล้วก็ทางคณะด้วยนะครับว่าความเห็นที่ท่านเสนอขึ้นมานี้ จริง ๆ แล้วก็ยังมีความเห็นที่แตกต่างกัน แล้วที่ท่านประธานเสรีได้กล่าวสักครู่บอกว่าคงจะมี การศึกษาแล้วก็ลงชื่อได้ บางคนที่ลงชื่อผมเชื่อมั่นเหลือเกินว่าลงชื่อโดยที่ไม่สามารถ ทราบรายละเอียดในตัวเอกสารได้เลยก็ยังมี ผมเองก็ไม่ได้ลงชื่อและผมยังติดใจเพราะว่า ยังมีข้อความอีกเป็นจำนวนมากที่เมื่อฟังไปแล้วคิดว่าเป็นประเด็นที่น่าสนใจแล้วก็เป็น ประเด็นใหญ่ ซึ่งทางการเมืองต้องถือว่ามีผลกระทบกับประชาชนโดยตรงในการที่จะหาคน ที่มีคุณภาพเข้าสู่เวทีการเมือง เพราะบุคคลเหล่านี้จะเข้าไปทำหน้าที่ในการกำหนดชะตาชีวิต ของประเทศชาติ ฉะนั้นในส่วนนี้ขอเสนออย่างนี้ได้ไหมครับว่าตรงนี้เปิดโอกาสให้มีการศึกษา เพราะว่าถ้าถึงเวลานั้นคิดว่าการอภิปรายน่าจะมีคุณภาพมากขึ้น แล้วก็มีข้อมูลที่พร้อม ในทุก ๆ ด้าน ถ้าอภิปรายในวันนี้ผมเชื่อมั่นเหลือเกินว่าหลายท่านที่อยู่ในที่นี้ยังไม่ได้ ศึกษาเลยอย่างที่ท่านเฉลิมชัย ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ท่านได้กล่าวว่าก็ดาวน์โหลด (Download) ไม่ได้ แล้วก็ทางสภาเองก็ยอมรับในส่วนนี้ แล้วไม่ใช่เป็นครั้งแรกที่ยังไม่เคยมี นะครับที่จะให้มีการปรับเวลาหรือให้โอกาสสมาชิกในการที่จะไปศึกษาแล้วค่อยมาแสดง ความคิดเห็นหรืออภิปรายอีกครั้งหนึ่ง เช่นเรื่องของกรณีงบประมาณ อันนั้นก็เป็นเรื่องที่ สามารถทำได้ และจะเป็นประโยชน์แอย่างยิ่งนะครับถ้าหากว่าให้เวลาสมาชิกในการศึกษา แล้วก็เสนอความเห็นอีกครั้งหนึ่งผมว่าจะเป็นประโยชน์แกับสภา แล้วก็ทางสื่อเองก็สามารถ ที่จะนำความหลากหลายไปปรับให้เห็นว่าขณะนี้ทางสมาชิกมีความเห็นเสนอแนวทางอย่างไร ฉะนั้นการลงมติก็จะเป็นไปในทิศทางที่น่าจะมีข้อมูลที่พร้อมทุกด้าน ฉะนั้นคงไม่เสียเวลา หรอกครับเพราะว่าไม่ใช่ครั้งแรกครับ ฉะนั้นผมเห็นด้วยนะครับที่ท่านเฉลิมชัยท่านเสนอ ความเห็นในส่วนนี้ ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตนแ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านเฉลิมชัยค่ะ

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

ขออนุญาตท่านประธาน เฉลิมชัย เครื่องาม ท่านประธานครับ ต้องกราบขออภัยที่ขึ้นมาพูดอีกครั้งหนึ่ง แต่ผมเสียใจนะครับ ที่ท่านสมาชิกอาวุโสท่านหนึ่งได้ใช้ถ้อยคำที่ผม ต้องขออนุญาตใช้คำว่าเสียดสีกระผม ผมเป็นผู้ใหญ่แล้วนะครับ ปีนี้ผมอายุครบ ๖๐ ปีบริบูรณ์ ผมมีสติสัมปชัญญะพอที่ผมจะพูด เสนอแนะอะไร ผมได้เสนอสิ่งที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์แต่อสภา ไม่ได้คิดที่จะถ่วงเวลา หรือเตะถ่วงอะไรทั้งสิ้น ผมไม่มีผลได้ผลเสียอะไรทั้งสิ้น ผมเสนอว่าให้สมาชิกได้มีโอกาสที่จะ ศึกษาข้อมูลต่าง ๆ ต้องเรียนว่าผมเป็นคนที่ทำการบ้านนะครับ ร่างกฎหมายใด ๆ เรื่องอะไร ก็แล้วแต่เข้ามาวันเสาร์ อาทิตย์แผมจะศึกษา ผมจะทำการบ้าน เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่เป็นเรื่องที่ มีความสำคัญมาก ถ้าผมได้ข้อมูลก่อนสิ่งที่ผมจะทำคือผมจะเอากฎหมาย กกต. กฎหมาย พรรคการเมือง กฎหมายเลือก ส.ส. ในอดีตมาศึกษาเปรียบเทียบกันทั้งหมด ผมจะเอา รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาศึกษาเปรียบเทียบกันทั้งหมด แล้วผมจะ กําหนดประเด็นที่จะอภิปราย แล้วเสนอแนะซึ่งจะเป็นประโยชน์แต่อสภา ผมไม่ใช่เป็นคนที่ทํา อะไรลวก็ ๆ เนื้อหาที่ผมอภิปรายทุกครั้งผมจะศึกษาแล้วผมทําการบ้านมาเป็นอย่างดี เพราะฉะนั้นผมเป็นผู้ใหญ่พอที่จะเสนอแนะหรือพิจารณาอะไร แล้วผมมีเอกสิทธิ์ที่จะ เสนอแนะ หากสมาชิกเห็นด้วยหรือทางกรรมาธิการ หรือท่านประธานเห็นด้วยท่านก็ว่า ตามนั้น ถ้าท่านไม่เห็นด้วยท่านก็มีสิทธิ แต่ท่านใดไม่มีสิทธิที่จะมาใช้ถ้อยคำเสียดสีกระผม เพราะฉะนั้นขอให้ท่านประธานได้โปรดพิจารณาตรงนี้ด้วยครับ สิ่งที่ผมเสนอไปผมไม่ได้ เสนอว่าให้ถอนเรื่องนี้นะครับ ผมเสนอว่าถ้าหากว่ามันเป็นปัญหาความผิดพลาดก็ชี้แจงมาว่า ไฟฟูาวันเสาร์ อาทิตย์แมันดับก็บอกมาครับ ผมก็จะได้เข้าใจ และโอเค (Okay) สมาชิก ๖ ท่าน ๗ ท่านเซ็นชื่อไปแล้วที่จะอภิปรายก็ทำไป ใครมีศักยภาพแค่ไหนก็ทำไป ผมมี ศักยภาพที่จะทำแค่ไหนผมก็จะทำในสิ่งที่ผมควรจะทำ ผมเสียใจและผมเสนอว่าที่ผมได้เสนอ ประกอบไปด้วย ผมเสนอว่าในชั้นกรรมาธิการพิจารณาท่านคงมีเสียงข้างมากและท่านคงมี เสียงข้างน้อย เราอยากจะให้ทางกรรมาธิการท่านได้แสดงความคิดเห็นของท่านมาก่อน สมาชิกฟังแล้วเราจะได้เกิดความคิดรอบด้าน ๓๖๐ องศา เสียงข้างน้อยมีไหม ถ้ามีท่านช่วย ลองเสนอมาว่าท่านเสนออะไร เสียงข้างน้อยของท่านว่าอย่างไร สมาชิกเราก็จะพิจารณา ประกอบเทียบเท่านั้นเอง ผมไม่ได้เสนอให้ถอน ไม่มีคำพูดว่าให้ถอนเรื่องนี้ไปเลยแม้แต่ คำเดียว ไม่เป็นการเตะถ่วงใด ๆ ทั้งสิ้น ผมเสนอให้เป็นประโยชน์เต็มที่ให้สมกับเป็นสิ่งที่ สำคัญเรื่องหนึ่งของบ้านเมือง ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตนแ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ เดี๋ยวเชิญท่านอำนวย นิ่มมะโน นะคะ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ

เดี๋ยวท่านประธานครับ ผมชี้แจงจะได้จบเลยครับ

นางสาววลัยรัตนแ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านเสรีค่ะ

นายเสรี สุวรรณภานนทแ ประธานกรรมาธิการ

ขออนุญาตประทานโทษ ท่านอำนวยครับ คืออย่างนี้ครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เสรี ประธาน กรรมาธิการ ฟังท่านสมาชิกก็เห็นใจนะครับว่าพอดีเครื่องมั่นขัดข้องนะครับ คงไม่มีใคร เจตนาที่จะไม่ให้ทราบก่อนนะครับ ส่วนท่านเฉลิมชัยบอกอายุ ๖๐ ปี จริง ๆ ผมนึกว่าท่าน ๕๐ ปีเท่านั้นนะครับ ไม่บอกไม่รู้นะครับ ไม่ได้จะเสียดสีครับท่าน คือกราบเรียนท่านอย่างนี้ เพื่อเป็นทางออกให้กับสมาชิกนะครับท่านประธาน ผมว่าเราก็พิจารณาอภิปรายวันนี้ให้จบ ทั้ง ๒ เรื่อง เรื่องเลือกตั้งกับพรรคการเมืองนะครับ เอาให้จบวันนี้ แล้วขอไปลงมติ ในวันพรุ่งนี้นะครับ แต่ถ้าพรุ่งนี้สมาชิกท่านใดยังติดใจอภิปรายต่อหรือขออภิปรายเพิ่ม ก็ไม่น่าจะตัดสิทธิ วันนี้ก็ทำงานไปได้ทั้ง ๒ เรื่องนะครับ ๒ เรื่องนี้ก็ไปลงพรุ่งนี้ก็สามารถ ทําได้ครับ ทําได้ครับ ข้อบังคับก็ทําได้นะครับ ส่วนที่ท่านเฉลิมชัย ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านอยากจะฟังว่าสมาชิกท่านอื่นเห็นแตกต่างอย่างไร ต้องกราบเรียนว่าเราประชุม วันอังคารที่ผ่านมา แล้วเราทั้งหมดนี้นะครับก็มาร่วมกันทำความเข้าใจด้วยกันจนเป็นที่ ยอมรับตามรายงานฉบับนี้ ในวันนั้นกราบเรียนตามตรงต่อหน้าทุกท่านไม่ได้มีเสียงข้างมาก ข้างน้อยนะครับ มีแต่พูดคุยจนเข้าใจว่าเนื้อหาแบบนี้ด้วยเหตุผลอะไรนะครับ แล้วก็เป็นมติ พร้อมให้ส่งเข้าที่ประชุมแห่งนี้ เพราะฉะนั้นก็ถือได้ว่าสมาชิกทุกท่านหรือกรรมาธิการเอง เห็นอย่างไรก็อภิปรายได้อยู่แล้วนะครับ ก็ขอเป็นบริหารจัดการแบบนี้ท่านประธานครับ มันก็สามารถที่จะได้งานวันนี้ก็เดินนะครับ สมาชิกก็ไม่เสียสิทธิ แล้วก็ไปลงพรุ่งนี้อีกทีหนึ่ง นะครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ

นางสาววลัยรัตนแ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านอำนวยค่ะ

พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน : พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน สมาชิก ลําดับ ๑๙๗ ครับ เมื่อวันจันทร์แที่แล้วผมอภิปรายตรงนี้เรื่องเดียวกันนี้ครับ ผมบอกว่า ผมความดันขึ้น ท้องผูก จากประเด็นที่ออกไปจนกระทั่งสังคมมองว่าออกไปจาก สปท. สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ไม่ว่าในเรื่องของการที่จะให้กระทรวงมหาดไทย จัดการเลือกตั้งก็ดี ไม่ว่าจะเรื่องให้ คสช. มาเกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งก็ดี มีนักการเมือง มีนักวิชาการ มีคนทั่วไป มีผู้หลักผู้ใหญ่ ผมพูดไว้ในสภานี้วันนั้นว่ามีผู้หลักผู้ใหญ่ ไปหาเอาเอง ว่าเป็นใครครับ พูดว่า สปท. เองก็สับสนพออยู่แล้วอย่าสร้างความสับสนเพิ่มขึ้นมาอีก ไปหาเอาเองว่าเป็นคำพูดของใคร หลังไม่ค์แผมจะบอกให้ก็ได้ ผมก็เลยขอบคุณท่านอาจารย์ วันชัย สอนศิริ ที่ท่านบอกว่าเป็นความเห็นส่วนตัวนะ ผมไม่นึกว่าวันนี้เรื่องนี้จะเข้ามาเร็ว เหลือเกิน มาเส้นทางไหนผมไม่ทราบ ๘ หน้าเท่านั้นเองครับ เดี๋ยวอภิปรายผมคนที่ ๖ ๘ คนจบ ก็คงยกมือผ่านแล้วสภานี้ก็จะตกเป็นขี้ปากของประชาชน ขี้ปากของสังคมครับ สภาพเดิม ก่อนอาทิตย์แนี้ที่ผมท้องผูกก็จะกลับมาท้องผูกอย่างถาวรครับ เพราะฉะนั้นเรื่อง พรรคการเมือง เรื่องนักการเมือง เรื่องการได้มาซึ่ง ส.ส. ส.ว. เรื่องการเลือกตั้งพวกนี้เป็นเรื่อง หัวใจของประเทศครับ ต้องให้เวลาครับ ผมให้กำลังใจอาจารย์เฉลิมชัย ต้องให้เวลาครับ แล้วไม่ใช่เพียงวันนี้รวบกันให้เสร็จเลย ถ้าวันนี้ไม่ทันมาลงพรุ่งนี้ มันไม่ใช่เรื่องแค่วันนี้ พรุ่งนี้ ครับ แล้วเราไม่ได้ไปร่างกฎหมายแข็งกับ กรธ. เป็นหน้าที่ กรธ. ครับเรื่องนี้ บางเรื่อง ขัดรัฐธรรมนูญด้วยซ้ำไป คือขัดรัฐธรรมนูญฉบับร่างที่ผ่านซึ่งมันไปไม่ได้อยู่แล้ว ผมเตรียมมา อภิปรายแล้วเท่าที่อ่านได้ ผมมาอ่านเอาหน้าห้องน้ําเมื่อกี้นี้เองครับ อ่านแบบลวก็ ๆ ครับ จําเป็นจะต้องอภิปรายไม่เห็นด้วยใน ๗-๘ ข้อด้วยกัน แต่ก็คงทําได้เท่านั้นคือดีที่สุดนะครับ กลายเป็นเรื่องของการโต้ว่าที่ คือหยิบประเด็นเดี๋ยวนั้นพูดเดี๋ยวนั้น เรื่องพรรคแอย่างนี้มันต้อง ไปศึกษากระทบกันกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านไปแล้ว ต้องไปศึกษากระทบกันกับ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับเก่า ต้องไปศึกษาต่อว่าทำไมกระทรวงมหาดไทย จัดการเลือกตั้งแล้วมีปัญหาอะไรถึงต้องเปลี่ยนมาเป็น กกต. แล้วถ้าเราจะกลับไปเป็น กระทรวงมหาดไทยอีกมันจะแก้ปัญหาได้จริงไหม อีกแยะแยะเลยครับ ถ้ามาตัดสินกันเดี๋ยวนี้ ผมลาการประชุมเลยครับ แล้วผมจะออกไปบอกว่าผมลาการประชุม ผมไม่ฟังเรื่องนี้ ไม่ลงมติ เรื่องนี้เลยครับ ผมจะไม่มีเอี่ยวกับเรื่องนี้เลยครับ ต้องให้เวลาครับ ๓-๔ เรื่องนี้ต้องให้เวลา อย่างมากครับ จะให้เวลาอย่างไรไม่ใช่วันนี้ ไม่ใช่พรุ่งนี้ครับ

เชิญท่านนิกร จำนง ก่อนนะคะ แล้วเดี๋ยวท่านวิทยาค่ะ

นายนิกร จำนง กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นิกร จำนง ครับ สมาชิกลำดับที่ ๗๙ ในฐานะกรรมาธิการ ก็อยากจะเรียนว่าประเด็นนี้พูดกันชัด ๆ ก็คือว่าผมเองเป็นตัวแทนพรรคการเมือง แล้วก็อยากจะเรียนว่าผมเองเป็นผู้อำนวยการพรรค มาหลายสิบปี ก็ศึกษาเรื่องกฎหมายพรรคการเมืองมาตลอดเพราะบริหารอยู่เองนะครับ ทั้งกฎหมายเลือกตั้ง เพราะว่าเป็นผู้อำนวยการการเลือกตั้งด้วยนะครับ อย่างในกรรมาธิการ ของเราเรามีหลายส่วนหลายคณะ แล้วก็มันเป็นช่วงของพรรคการเมืองนี่เป็นจำเลย อยู่มากนะครับ ดังนั้นการเสนออะไรก็ดีผมก็ระวังปากระวังคำ แต่ประเด็นถ้าไม่จำเป็นจริง ๆ เป็นความเห็นขึ้นมาก็ไม่ค้านนะครับ แต่บางเรื่องที่เห็นว่าไม่เหมาะสมอย่างเช่นกรณี เรื่องการช่วยงานผมก็แย้งในที่ประชุมแล้วว่าเรื่องนี้เรื่องการไปช่วยงานศพ งานบวชอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ กกต. เองเขามีข้อกำหนดอยู่ก่อนตั้งนานแล้วนะครับว่าในช่วงนั้นทำไม่ได้ แต่การที่ บอกว่าไม่ให้ทั้งหมดก็คือว่าให้เลิกไปเลยผมไม่เห็นด้วยส่วนตัว ผมถือว่าเป็นประเพณีไทย ในช่วง ก็มีการระบุว่าถ้าจะช่วยก่อนการเลือกตั้งก็ให้ไปรวมเป็นค่าใช้จ่ายเลือกตั้ง เรื่องนี้ มีการแก้มาก็แย้งไว้ในที่ประชุม แต่ว่าไม่ได้สงวนคำแปรญัตติเอาไว้เพื่อจะมาชี้แจงตรงนี้ แต่ว่าก็เห็นนะครับ ในเรื่องของการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเป็นสมาชิกซึ่งจะอยู่ใน พรรคการเมืองต่อจากนี้ผมก็แย้งนะครับ เพราะทราบว่าจริง ๆ แล้วไม่เกิดประโยชน์แอะไร แล้วก็เป็นความเข้าใจผิดที่ว่ามีสมาชิกอยู่เป็นจำนวนมากแล้วทับกัน จริง ๆ แล้วไม่ทับแล้ว เพราะมีการรีเซต์ (Reset) กันไปแล้ว ซึ่งตรงนี้กรรมาธิการเขาก็ถอยไป ก็แล้วไปนะครับ

เรื่องกระทรวงมหาดไทยผมแย้งมาแรง ๆ ก่อนหน้านี้ว่าเป็นการผิด รัฐธรรมนูญนะครับ แต่พอกลับไปคุยกันในที่ประชุมกรรมาธิการ คือประเด็นแรกเป็นให้ กระทรวงมหาดไทยมาใช้อำนาจเลย หมายถึงว่าข้าวที่ออกมา แล้วก็ไปคุยกันในกรรมาธิการ แล้วก็เขียนเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ แต่เขียนจริง ๆ แล้วคํานี่พอรับได้นะครับ ก็คือบอกว่า ให้มากำกับแล้วก็ให้กระทรวงมหาดไทยจัดการ ซึ่งผมเชื่อว่าในความเห็นส่วนตัวผมผมเชื่อ อย่างนี้ว่าถึงจะเขียนไปอย่างนี้ กรธ. ก็ไม่เขียนตามหรอก ผมเชื่ออย่างนั้น เพราะว่า มันกำกวม คือถ้าเขียนเป็นอย่างนั้นมันต้องมีรายละเอียดมากกว่านั้น และมันสามารถ จะขัดรัฐธรรมนูญได้ ผมก็เลยไม่ได้ให้ความเห็นใด ก็คือว่าถ้อยมาอยู่ในที่ตั้ง ก็ไม่ได้สงวน คําแปรญัตติ เพราะผมเชื่อด้วยตัวผมเองว่าถึงเขียนไปอย่างนั้นไม่มีทางจะออกมาเป็นอย่างนั้น แต่ผมก็เชื่อว่ายังคุยกับทาง กกต. บางท่านว่านี่เป็นความเห็นให้อาจารย์เฉลิมชัยได้ทราบ ด้วยนะครับว่า ความบกพร่องในการเลือกตั้งคราวที่แล้วมันเป็นบาปติดตัวมา ดังนั้นในคราวนี้ การจัดการการเลือกตั้งจะต้องถูกดีไซน์ (Design) ออกไปหน่วยอื่นมากขึ้นแน่นอน จะถึงขั้นว่า อาจจะให้กระทรวงมหาดไทย ถ้าเราฟังดูผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเขาพูดบอกว่าไม่ใช่หน่วยงาน หน่วยเดียว อาจจะเป็นการศึกษาอะไรพวกนี้กระจายกันออกไป ชัดเจนตรงนี้นะครับ ดังนั้นตรงนี้ผมก็ไม่สงวนคําแปรญัตติ ก็ยอมตามนั้น

ในประเด็นต่อมานี่นะครับ เรื่องของ คสช. ผมเป็นกังวลมากว่าถ้าเขียนไป แบบนี้ เดิมเขียนไปว่าให้ คสช. เข้ามาหน่วยเดียว ตอนหลังไปเขียนพ่วงกับว่าให้เป็น หน่วยอื่นบ้าง ก็พอรับได้ เพราะว่า คสช. เขามีอำนาจตามมาตรา ๔๔ เยอะ แต่ยังเป็นกังวล อยู่บ้างว่าอาจจะมีใครโจมตี คสช. ผมไม่อยู่ฝุายนั้นอยู่แล้ว แต่ว่าในเมื่อจะเอาอย่างนี้ก็ได้ ไม่เป็นไร ก็ยังมีความเห็นแย้ง ๆ อยู่บ้าง แต่ว่าไม่สงวนคําแปรญัตติ ถือว่าพอรับได้ ผมยังนั่ง ตัดสินใจอยู่ว่าพอเสร็จแล้วมันมีหลายส่วนที่ผมเห็นด้วย หลายส่วนที่ผมไม่เห็นด้วย ผมตัดสินใจด้วยตัวเองว่าผมเองกะว่าจะงดออกเสียง เพราะมีหลายส่วนที่เห็นว่าดี แต่หลายส่วนที่เห็นแย้งนะครับ ดังนั้นก็ออกกลางเสียในส่วนตัว นี่เป็นความเห็น เพราะฉะนั้น ในประเด็นผมอยากจะเรียนด้วยว่าเป็นปัญหาที่ท่านเสรีพูดแล้วก็คือว่า ขณะนี้เร่งรัดมาก เพราะว่า กกต. เสนอร่างมาแล้ว ๒ และกำลังเสนอตามมาอีก เรื่อง พ.ร.บ. กกต. เสนอมาแล้ว และขณะนี้ทราบว่ากําลังพิจารณาเรื่องวุฒิ วุฒิไม่เคยมีอยู่ก่อนเลย ยากมาก เรื่องนี้ เพราะว่าจะต้องไปมโนเอาหมดเลย เพราะว่าเดิมนี่เป็นวุฒิอีกแบบหนึ่งอยู่ในกฎหมาย เดิมมี ๓ ฉบับ นี่เป็น ๔ ฉบับ แล้วกำลังเสนอมา กรธ. ขณะนี้เวลาเร่งรัดมากเขาก็รออยู่ ผมก็เลยมีความเห็นว่าเรื่องนี้เป็นความจำเป็นที่ต้องรีบสรุป แล้วก็ส่งไปให้เร็ว และประเด็นอย่างที่กรรมาธิการพูดแล้วว่าส่วนใหญ่นี่นะครับเป็นเรื่องที่ผ่านสภานี้ไปแล้ว แต่พอตอนนั้นที่ผ่านผมเคยอภิปรายแล้วว่ารัฐธรรมนูญยังไม่ได้ออกมา พอรัฐธรรมนูญ ออกมาหลายส่วนที่มันขัดก็ต้องมานั่งเกล้า

แล้วก็อีกประเด็นหนึ่งอยากจะเรียนท่านประธานว่า เรื่องนี้เป็นกฎหมาย ๔ ฉบับ ที่ท่านคำนูณเสนอเมื่อสักครู่นี้อยู่ในกฎหมายว่าด้วย กกต. ไม่ใช่อยู่ในเรื่อง การเลือกตั้งซึ่งกำลังจะมา ซึ่งทางกรรมาธิการจะเสนอตามมา ดังนั้นก็ขอเพียงแต่ว่า ถ้าเป็นแบบนี้ก็คือว่ามันยังมีกฎหมายตั้ง ๔ ฉบับที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ และเราจะพิจารณา ทีละฉบับตอนนี้เราทำเสร็จมา ๒ ฉบับ ดังนั้นไว้พูดในเรื่อง กกต. ก็ได้ แต่ผมย้ำอีกที ท่านคำนูณเสนออยู่ในร่าง พ.ร.บ. ว่าด้วยเรื่อง กกต. และอำนาจของ กกต. เรื่องการออก ใบต่าง ๆ ไม่ได้อยู่ในฉบับที่เราเสนอนะครับ ก็นำเรียนว่าเป็นความเห็นแย้งซึ่งมีอยู่นะครับ แล้วก็สามารถจะให้ความเห็นได้ ก็นำเรียนเพื่อโปรดทราบ แต่ว่าเป็นภาระที่ว่าถ้าเราเสนอ ช้าไปจะมีปัญหาจริง ๆ ครับ นำเรียนครับ

นางสาววลัยรัตนแ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านวิทยา แก้วภราดัย ค่ะ

นายวิทยา แก้วภราดัย กรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ ผมขออนุญาต หารือท่านประธานแล้วก็หารือกรรมาธิการผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกนะครับ ผมเรียนตั้งแต่ เบื้องต้นครับว่ากฎหมายทั้ง ๒ ฉบับที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้าน การเมืองเสนอมาเป็นเรื่องสำคัญมาก และถ้าดูตามรัฐธรรมนูญครับฝุายการเมืองก็จะทำอีก ๒ เรื่อง ก็คือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา จบ ๔ เรื่องนี้ ก็จบภารกิจครับ เพราะฉะนั้นผมไม่ขัดข้องครับในการที่จะใช้ระยะเวลาในสภาอย่างมีเหตุมีผล เพราะว่าเรื่อง แต่ละเรื่องที่กว่าจะสรุปมาได้ ผมเข้าใจว่ากรรมาธิการทํามาตั้งแต่เสนอแก้รัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นในกรรมาธิการแต่ละคนจมอยู่กับเรื่องนี้อย่างน้อยปีเต็ม ๆ ครับท่าน แล้วก็ ยุ่งยากที่เพื่อนสมาชิกซึ่งไม่เคยได้แตะเรื่องนี้เลยจะเข้าใจ แล้วต้องมาแบกภาระรับผิดชอบ ตามกรรมาธิการเราด้วย ผมคิดว่าถ้าเป็นอย่างนี้ได้ไหมครับท่านประธานหารือ เพื่อนกรรมาธิการและหารือท่านประธาน ให้พวกผมกรรมาธิการการเมืองเสนอรายงานทั้ง ๒ ฉบับต่อสภาในวันนี้ แล้วพวกผมก็จะอภิปรายชี้แจงประกอบกันเพื่อให้เกิดเบื้องต้นกับ เพื่อนสมาชิก เสร็จแล้วก็ค่อยนัดนะครับ เลื่อนการพิจารณาของเพื่อนสมาชิกเป็นวันพรุ่งนี้ เสียจะได้มีโอกาสไปอ่านไปศึกษาสักวัน วันนี้ก็รายงานชุดนี้ให้จบนะครับ แล้วก็พวกผม อภิปรายประกอบ สมาชิกท่านใด เพื่อนท่านใดที่ข้องใจในประเด็นใดซักถามถึงที่ไปที่มา ซักถามเสียวันนี้ ส่วนพรุ่งนี้ท่านอภิปรายเสนอแนะอย่างไร พวกผมก็จะได้ชี้แจงหรือโต้แย้ง เป็นประเด็น ๆ ไปก่อนลงมตินะครับ ผมเสนอว่าวันนี้ขอรายงาน ๒ ฉบับนี้ไปก่อน แล้วก็วันนี้ เพื่อนสมาชิกที่จะมีข้อซักถามประการใด ซักถามได้ในรายงานฉบับนี้นะครับ พวกผม ก็พยายามชี้แจงเป็นระยะ แล้วก็หลังจากนั้นพรุ่งนี้เอาทั้ง ๒ เรื่องเข้ามาสู่การพิจารณา โดยเพื่อนสมาชิกจะได้มีโอกาสอภิปรายกันอย่างเต็มที่ครับ ถ้าไม่ขัดข้องนะครับ ท่านประธานอาจจะใช้ทางออกทางนี้ครับ

นางสาววลัยรัตนแ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เราก็เคยทำอย่างนี้กันมาแล้วเรื่องการคลัง การงบประมาณ คือให้นำเสนอ วันหนึ่ง แต่วันนี้ ๒ เรื่องนี้มีข้อเพิ่มเติมว่าถ้ามีข้อสงสัยให้ถามได้ด้วย แล้วพรุ่งนี้ก็จะอภิปรายต่อ ท่านสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่นไหมคะ ถ้าท่านสมาชิกไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่นก็ขอใช้ วิธีการนี้ค่ะ คือจะให้คณะกรรมาธิการนำเสนอทั้ง ๒ เรื่อง แล้วท่านสมาชิกที่ติดใจสงสัยข้อใด ก็สามารถที่จะสอบถามได้ แล้วพรุ่งนี้วาระแรกก็จะเป็นวาระอภิปรายพิจารณาเรื่อง ๒ เรื่องนี้ ขออนุญาตดําเนินการประชุมตามนั้น ตอนนี้ขอเชิญคณะกรรมาธิการมีอะไรจะเพิ่มเติม ในรายงานฉบับแรกไหมคะ เชิญท่านประธานค่ะ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ ก็ขอหารือนิดเดียวครับว่าแล้วส่วนที่ สมาชิกลงชื่อไว้แล้วขออภิปรายในวันนี้นะครับ ในเมื่อเขาจะขออภิปรายวันนี้ไม่ให้สิทธิเขา วันนี้เสียเลยครับ ใช่ไหมครับมันก็จะได้ตัด ถ้าไปพรุ่งนี้หมดนี่นะครับ พรุ่งนี้มีอีก ๓ เรื่อง ถ้าท่านสมาชิกบอกวันนี้ไม่ประสงค์แจะอภิปรายแล้วก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่นี่เขายังแสดง ความจำนงอยู่ก็ลองถามตรงนี้ให้ชัดเจนครับ ถ้าชัดเจนแล้วเดี๋ยวจะได้เอารายงานเรื่อง พรรคการเมืองรายงานต่อเลยครับท่านประธานครับ

นางสาววลัยรัตนแ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เดี๋ยวขออนุญาตฟังเสียงท่านเลิศรัตน์แนะคะ ท่านเป็นคนหนึ่งที่ลงชื่ออภิปราย ท่านมีความเห็นว่าอย่างไร

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ความเห็นของผมว่า ก็ไม่ขัดข้องที่ท่านประธานได้สรุป แต่คิดว่าเราพอมีเวลาที่จะให้สมาชิกที่ประสงค์แจะอภิปราย ทั้งที่ลงชื่อแล้วและยังไม่ลงชื่อ เพราะการอภิปรายของสมาชิกก็จะเป็นการเปิดประเด็น ให้เพื่อนสมาชิกอื่น ๆ ได้มีข้อคิดเห็น ความเห็นเพิ่มเติมที่จะนําไปอภิปรายเพิ่มเติม ในวันพรุ่งนี้ดีกว่าที่จะฟังเฉพาะทางด้านกรรมาธิการอย่างเดียว อย่างผมอาจจะมีข้อคิดเห็น ที่แตกต่างหรือที่เห็นด้วย ก็จะไปทําให้สมาชิกได้นำไปพิจารณาแล้วก็มาอภิปรายเพิ่มเติม ในวันพรุ่งนี้ครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตนแ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ถ้าอย่างนั้นดิฉันสรุปอีกครั้งหนึ่งนะคะ คือจะให้กรรมาธิการนำเสนอรายงาน ไปทีละฉบับ ๆ ฉบับที่ ๑ กรรมาธิการจะเสนอรายงานอะไรเพิ่มเติมก็เสนอได้ แล้วให้สมาชิก ซักถาม หรือสมาชิกที่ลงชื่ออภิปรายไว้แล้วก็สามารถจะอภิปรายได้ แต่เราจะยังไม่ลงมติ พรุ่งนี้เราจะอภิปรายต่อแล้วลงมติ จากนั้นคณะกรรมาธิการก็จะนำเสนอรายงานฉบับที่ ๒ ต่อไป แล้วดำเนินการเช่นเดียวกันต่อไปนี้นะคะ มีความเห็นเป็นอย่างอื่นไหมคะ คณะกรรมาธิการเห็นด้วยนะคะ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ขออนุญาตเพื่อความชัดเจน ตอนนี้ในส่วนรายงานของการเลือกตั้งที่สุจริตเที่ยงธรรม รายงานแล้วก็อยู่ที่ท่านสมาชิกอภิปรายต่อ เมื่ออภิปรายแล้วเราก็จะให้พรรคการเมือง ได้รายงานต่อ แล้วท่านใดจะติดใจในส่วนนั้นอภิปรายในส่วนพรรคการเมืองก็ว่ากันอีกทีหนึ่ง แต่ลงมติแล้วก็อภิปรายต่อในวันพรุ่งนี้ทั้ง ๒ เรื่องนะครับ ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตนแ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านนิกรค่ะ

นายนิกร จำนง กรรมาธิการ

ต่อเนื่องท่านประธานครับ ผมเป็นกังวลอยู่ นิดเดียวครับว่าข้อบังคับถ้าเป็นของแบบสภาผู้แทนราษฎรเดิมทำไม่ได้ ยกเว้นว่าเรามี ขอยกเว้นข้อบังคับก่อน เพราะว่าเดิมเรื่องงบประมาณมันเป็นวาระเดียว เป็นเรื่องเดียว เป็นญัตติเดียว และมีการพิจารณาแล้วก็ข้ามไปอีกวันหนึ่งเราก็ไปโหวตต่ออีกวันหนึ่ง หมายถึงว่าไม่มีอะไรมาแทรก แต่ตอนนี้ระหว่างที่พิจารณาเรื่องที่ ๑ อยู่ มีเรื่องที่ ๒ เข้ามาแทรก เรื่องที่ ๒ ก็คือข้อเสนอเกี่ยวกับเรื่องพรรคการเมืองมันกลายเป็นญัตติซ้อน พอซ้อนแล้ว ถ้าปกติแล้วมันจะทำให้อันแรกตกไป ทีนี้ตรงนี้ถ้าหากว่าท่านประธานจะเอาอย่างนั้นอาจจะ ต้องขอมติที่ประชุมเพื่อข้อยกเว้นตรงนี้ว่าเราจะซ้อน ๒ ไป หมายความว่าข้อบังคับนั้น ถ้าท่านประธานยืนยันว่าทําได้ดังนั้นเพราะเป็นซ้อน ๆ กันอยู่นะครับ ผมเพียงแต่กังวล

นางสาววลัยรัตนแ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ในของสภา สปท. ไม่มีการตกไป แล้วก็มีข้อบังคับที่เกี่ยวข้องถ้าสภาจะลงมติ ข้อบังคับ ข้อ ๒๗ ในการประชุมสภาให้ที่ประชุมพิจารณาเฉพาะเรื่องที่มีอยู่ในระเบียบวาระ การประชุมและต้องดำเนินการพิจารณาตามลำดับระเบียบวาระการประชุมที่จัดไว้ เว้นแต่ ที่ประชุมสภาจะลงมติเป็นอย่างอื่น อันนี้เป็นข้อบังคับนะครับ เพราะฉะนั้นดิฉันถือว่าดิฉัน ขอใช้วิธีถามความเห็นว่าท่านใดมีความเห็นเป็นอย่างอื่นไหมแทนการลงมตินะคะ ว่าถ้าหาก ตามที่สรุปไปแล้วว่าจะมีการนำเสนอ แล้วมีการซักถาม มีการอภิปราย ในรายงาน ๒ ฉบับ ในวันนี้และมีการอภิปรายต่อพรุ่งนี้และลงมติในวันพรุ่งนี้ ท่านใดจะมีความเห็นเป็นอย่างอื่น ไหมคะ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

เพราะฉะนั้นขอดําเนินการตามนี้นะคะ และเมื่อคณะกรรมาธิการได้บอกว่า การนำเสนอรายงานเรื่องข้อเสนอประเด็นสำคัญเพื่อการจัดทำร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นี่คณะกรรมาธิการเสนอเสร็จ เรียบร้อยแล้วนะคะ ในช่วงนี้ถ้าสมาชิกท่านใดที่ไม่อภิปรายแต่จะตั้งคำถามสามารถยกมือ ได้เลยนะคะ ถ้าช่วงนี้ยังไม่มีดิฉันก็ขอนํารายชื่อผู้ที่ประสงค์แจะอภิปรายต่อไปก่อน ระหว่างทางถ้าสมาชิกท่านใดจะตั้งคำถามสามารถยกมือได้ตลอดทางนะคะ ในช่วงนี้ขอเชิญ ท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน อภิปราย ๑๐ นาทีค่ะ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๗๓ ผมนึกว่าผมจะได้ไปพูดพรุ่งนี้เสียแล้ว ผมกราบเรียนด้วยความเคารพว่าอยากจะนำพุทธภาษิตให้ท่านฟัง สุขา สงฺฆสฺส สามคฺคี ความสามัคคีนำมาซึ่งความผาสุกของหมู่คณะ การเลือกตั้งก็ดีที่ท่านว่าก็ต้องเป็นเรื่องของ ต้องสามัคคีกันนะครับ โดยเฉพาะที่ท่านนําเสนอในหน้า ๓ ว่าการเลือกตั้งจะต้องเป็นไป ด้วยความสุจริตเที่ยงธรรม แต่ทำคนเดียวไม่ได้ ต้องมีภาคประชาชน ภาคการเมือง ผู้สมัครรับเลือกตั้งและคณะกรรมการ กกต. รวมทั้งส่วนราชการอื่น ๆ ความหมายสำคัญ ก็คือว่าทั้ง ๔ ส่วนนี้จะต้องร่วมมือกันทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยความสุจริตและเที่ยงธรรม ผมสนับสนุนว่าการเลือกตั้งทุกครั้งไม่ว่าระดับไหนก็ตามก็จะต้องยึดถือว่าจะต้องสุจริต และเที่ยงธรรม เมื่อวานนี้ถ้าใครไม่ได้ดูทีวีผมคิดว่าท่านขาดสีสันของชีวิตไปที่ท้องสนามหลวง ผมขออนุญาตนำเพาเวอร์แพอยต์ (PowerPoint) มาให้ท่านชมเสียก่อนนะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ภาพแรกเป็นภาพที่เกี่ยวกับการต่อต้านทุจริต คอร์แรัปชัน เรียกว่ากรรมสนองโกง ถามว่าผมนําเรื่องนี้มาทําไมก็เรื่องที่ท่านพูดทั้งหมดนี่ ทั้ง ๔ ส่วนที่กล่าวสักครู่นี้นะครับ ถ้าไม่คิดทุจริตคอร์แรัปชันทั้งทางตรงและทางอ้อม ที่ท่านนายกรัฐมนตรีกล่าวเมื่อวานนี้แล้ว ปัญหาไม่ต้องมาพูดกันวันนี้เลย ทุกอย่างเดินไปที่ คูหาแล้วก็เลือกตั้งอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม

ภาพที่ ๒ ครับ นี่คือนายกรัฐมนตรี ท่านพูดเกือบชั่วโมง แต่ท่านไม่ได้พูดเรื่อง ของวันนี้ แต่ท่านพูดว่าท่านจะต้องจัดการกับคนโกงทั้งทางตรงและทางอ้อมให้หมดไปจาก แผ่นดินไทยนะครับ คนที่โกงแล้วต้องหยุดการโกงและรายที่จะโกงต่อไปก็ไม่ให้โกง ก็ตรงกับ ที่ท่านเสนอเลยนะครับว่าถ้าไม่มีการโกงกันด้วยทางตรงหรือทางอ้อมก็การเลือกตั้งก็ต้อง สุจริตยุติธรรมนะครับ

ภาพต่อไปครับ ภาพนี้เป็นภาพที่ผมนั่งที่สนามหลวงแล้วมีความรู้สึกขนลุก ท่านเห็นไหมด้านหลังคือวัดพระแก้วมรกต ภายในวัดพระแก้วมรกตนี้ก็มีพระแก้วมรกตที่เรา รักเคารพนับถือสุดชีวิต หลังวัดพระแก้วก็คือพระบรมมหาราชวังนะครับ ซึ่งในอดีต ครั้งกระโน้นนะครับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์แต่น ๆ ท่านก็ประทับอยู่ที่นี่

ภาพต่อไปครับ อันนี้ก็บอกว่าวันต่อต้านคอร์แรัปชัน กรรมสนองโกง ผมนี่ ไม่อยากเห็นว่าเป็นวันเดียวที่ต่อต้านทุจริตคอร์แรัปชัน มันต้องทุกวันใน ๓๖๕ วัน การโกง การเลือกตั้งนั่นไม่ได้หมายถึงว่าโกงในวันที่เลือกตั้งนะครับ มันมีการเตรียมการมาก่อน วันเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นผมจึงกราบเรียนว่าผมนี่เห็นด้วยกับท่านเลยนะครับ แล้วผมอยาก เสนอว่าเป็นไปได้ไหมนะครับ การเลือกตั้ง อปท. นี่ต้องใช้ภาษาอังกฤษที่เขาพยายามพูดกัน ในหน้าหนังสือพิมพ์เซตซีโร่ (Set zero) เลยเลือกตั้ง อปท. ใหม่หมดทั้งประเทศเป็น การนำร้องก่อนจะมีการเลือกตั้งใหญ่ในปลายปี ๒๕๖๐ เพื่อให้เห็นว่าการเลือกตั้งในระดับ พื้นที่เล็ก ๆ ไม่ว่าจะ อบต. อปท. อะไรก็ตามใจเถอะมันบริสุทธิ์ยุติธรรมและนำไปสู่ การเลือกตั้งใหญ่ เพราะการเมืองระดับท้องถิ่นก็ดี ระดับกรุงเทพมหานครก็ดี เมืองพัทยาก็ดี มันเป็นฐานเดียวกัน ก็คือประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ผมยังกราบเรียนว่าผมเห็นด้วย ในด้านนี้นะครับ แล้วก็อยากเสนอท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการนะครับ ทีนี้ผมอยากจะ เสนอว่าสิ่งที่เขียนไว้ในทุกครั้งว่าเมื่อมีการเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ยุติธรรมใด ๆ ก็ตาม เมื่อมีการสอบสวนแล้วท่านมักลงโทษนักการเมืองก็ดี พรรคการเมืองก็ดี หรือใคร ๆ ก็ดี ที่เกี่ยวข้องนี่รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของรัฐด้วย อย่างในหน้า ๑๘ ท่านเขียนไว้ในข้อ ๑๐ นะครับ แล้วผมก็เห็นว่าใช้อย่างนี้มาตลอด คือกรณีมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครใดหรือมี ผู้ใดกระทำความผิดต่อกฎหมายเลือกตั้ง พอเชื่อได้ว่าท่านลงเลยนะครับ แล้วยิ่งต่อไป ให้ยาแรงนะครับ ถือว่าที่ท่านรายงานมานี้ให้ยาแรง แล้วก็มีโทษจำคุกร้อยแปดจิปาถะ ผมอยากจะเขียนใหม่ได้ไหมถ้าเป็นผมนะ ท่านประธานครับ ว่ากรณีมีหลักฐาน อันเป็นที่ประจักษ์ ต้องมีหลักฐานอันเป็นที่ประจักษ์ ไม่ใช่เชื่อว่า ผมว่ามันค่อนข้างจะ เขาเรียกอะไร สุ่มเสี่ยงต่อการทำบาปี ไม่ว่า กกต. หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือใครก็ตามนะครับ และการกำหนดโทษไว้ในเรื่องที่ ๑๒ กำหนดโทษนั้นมีทั้งจำคุกตั้งแต่ ๑ ปี ถึง ๑๐ ปี มีโทษปรับถึง ๒๐ ล้านบาท อายุความ ๒๐ ปี เท่ากับฆ่าคนตายเลยนะครับ อันนี้ก็ถือว่า ให้ยาแรง การให้ยาแรงเช่นนี้ต้องชัดเจนว่าเขากระทำความผิดโดยไร่ข้อสงสัยนะครับ ถ้าท่านรองประธานท่านหนึ่งที่เป็นเพื่อน สปท. เราก็จะรู้ว่าการตัดสินนะครับ ตัดสินให้ คนผิดรอดไปนี่ดีกว่าการตัดสินให้คนไม่ผิดเข้าไปอยู่ในคุก เพราะฉะนั้นผมจึงกราบเรียนว่า การให้ยาแรงนี่ต้องยุติธรรมสำหรับคนที่จะตัดสินเขา ผมกราบเรียนต่อไปอีกนิดหนึ่งว่า ถ้าสังคมเราอยู่ด้วยความหวาดระแวงว่าจะต้องคนนั้นเป็นอย่างนี้ คนนี้เป็นอย่างนั้น แล้วก็ เอาเรื่องในอดีตมาเป็นสาระสำคัญที่สุดในชีวิต ชีวิตก็จะไม่ก้าวหน้าไปข้างหน้าละครับ เพราะเราเริ่มต้นก็ขาดความเมตตาเสียแล้ว ในอดีตผมอยากเห็นว่าเราน่าจะลืมกันไปบ้าง แล้วมาเริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่ นับหนึ่งอันสวยหรู่นะครับ โดยการไม่โกง ไม่กิน ไม่ร้อยแปด จิปาถะ ไม่ว่าจะเลือกตั้งก็ดี กรรมการอะไรร้อยแปดจิปาถะก็อยากจะเห็นอย่างนั้นครับ ผมอยากกราบเรียนว่าเมตตาเป็นเครื่องค้ำจุนโลกนะครับ และขณะเดียวกันก็มีภาษิตอีก ท่านประธานครับ ท่านคงได้ยินมา มีเงินนับเป็นน้อง มีทองนับเป็นพี่ ผมยังคิดว่าทั่วโลก ก็ยังเป็นอย่างนี้อยู่ ไม่เห็นมีใครอยากคบคนจนเลยหรือคนไม่มีจะกิน เพราะฉะนั้น ก็ต้องระมัดระวังว่าการใช้อํานาจของกฎหมายที่จะออกมาก็ต้องเป็นธรรม ต้องเป็น ที่ประจักษ์ ไม่ใช่เชื่อได้ว่านะครับ

สุดท้ายผมอยากกราบเรียนว่าอะไร ๆ ก็ตามถ้าเราใช้ เห็นลูกตุ้มนาฬิกา เหวี่ยงไปทางขวามันก็เหวี่ยงมาสุดทางซ้าย แล้วก็เหวี่ยงทางซ้ายแล้วสุดทางขวา เราน่าจะใช้ หลักมัชฌิมาปฏิปทาทางสายกลางว่าอะไรก็ตามที่มันเป็นทางสายกลางแล้ว ผมคิดว่า จะทําให้สังคมไทยอยู่กันอย่างสมานสามัคคีกัน แล้วก็จะทําให้ประเทศชาติของเรา เจริญก้าวหน้าทัดเทียมนานาอารยประเทศ

สุดท้ายผมกราบเรียนท่านอีกอันหนึ่งว่า อันความกรุณาปรานี้ จะมีใครบังคับ ก็หาไม่ หลั่งมาเองเหมือนฝนอันชื่นใจ จากฟากฟูาสุราลัยสู่แดนดิน เป็นสิ่งดีสองชั้น อันปลื้มใจนะครับ ท่านประธานครับ ผมเห็นด้วยว่าการเลือกตั้งในครั้งต่อไปนี้จะต้องบริสุทธิ์ ยุติธรรม จะต้องได้คนดีมีเจตนารักชาติบ้านเมืองอย่างจริงจัง ไม่ใช่รักแต่ปาก แต่ว่าจิตใจ ไม่ได้รัก ถ้าสามารถห้ามาตรการในการคัดกรองได้ ผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์แต่อชาติ บ้านเมือง ก็กราบเรียนมาด้วยความเคารพครับ

นางสาววลัยรัตนแ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ ท่านต่อไปนะคะ เชิญท่านเฉลิมพล ประที่ปะวณิช ค่ะ ท่านเฉลิมพลค่ะขออนุญาตเชิญท่านวิทยา แก้วภราดัย สักครู่ก่อนนะคะ ขอบพระคุณค่ะ

นายวิทยา แก้วภราดัย กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผม วิทยา แก้วภราดัย เพื่อให้การอภิปรายแสดงความคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกจะได้มีการร่วมกันแสดง ความคิดเห็นนะครับ ผมขออนุญาตที่จะเริ่มชี้แจงในประเด็นที่ท่านสมาชิกเมื่อสักครู่ ได้ตั้งข้อสังเกตไว้นะครับ ท่านพูดถึงหลักกฎหมายของพระราชบัญญัติการเลือกตั้งซึ่งจะมี หลักที่แตกต่างจากหลักของกฎหมายอาญา คือการลงโทษในทางอาญาทั้งหมดจะต้องการ ลงโทษได้ก็ต่อเมื่อปรากฏพยานหลักฐานโดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยได้กระทำ ความผิดจริงมันถึงจะลงโทษได้ ถ้ายังมีข้อสงสัยประการใดเขาก็จะยกประโยชน์ให้กับจำเลย แต่เรื่องกฎหมายเลือกตั้งที่เขียนร่างมาทั้งหมดไม่ได้ยึดหลักความผิดทางอาญา มันเลยใช้ คําว่าหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า แค่นั้นนะครับ ก็ให้อํานาจ กกต. ในการวินิจฉัย เรื่องนี้ตั้งแต่ เริ่มต้นที่จริงคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองได้รายงานต่อ ที่ประชุมสภานะครับ ถ้าเพื่อนสมาชิกที่ติดตามน่าจะจำได้ กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการเมืองเคยเสนออํานาจในการวินิจฉัยอย่างนี้ถอดออกจาก กกต. โดยจะส่งให้ กกต. รวบรวมพยานหลักฐาน ถ้าเชื่อหรือควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดยื่นหลักฐาน ทั้งหมดฟูองต่อศาลแล้วศาลจะเป็นคนวินิจฉัย เราเคยเสนออย่างนี้ครับไปยังคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญ ปรากฏว่าท่านยังคงอำนาจ กกต. ไว้เหมือนเดิมและเพิ่มมากกว่าเดิม แถมยังเพิ่ม กกต. จาก ๕ คน เป็น ๗ คน คราวนี้เมื่อเราเสนอแนะไปอย่างนั้นแล้ว มันไม่ปรากฏผลนะครับ มันก็ยากที่จะไปทลายหลักเดิมที่ กกต. เขาวางไว้ มันเหลือช่องว่าง ซึ่งอาจจะต้องตีความนะครับ ที่เพื่อนสมาชิกอย่างท่านนิกรพูดเมื่อสักครู่ว่ามันอาจจะขัดต่อ รัฐธรรมนูญหรือไม่ หรือเพื่อนสมาชิกจากสงขลาด้วยกันเมื่อสักครู่พูดนะครับว่า บางข้อ อาจจะขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ กรรมาธิการก็พยายามคิดอย่างรอบคอบครับ ในการที่เสนอ ให้หน่วยงานอื่นมาจัดการเลือกตั้ง เพราะมันมีถ้อยความเพียงว่า จัดการเลือกตั้งอํานาจ กกต. หรือจัดให้มีการจัดการเลือกตั้ง เราเสียบไปในระหว่างช่องว่างเท่านั้นนะครับ ถึงได้เสนอกระทรวงมหาดไทยมาเป็นคน จัดการเลือกตั้งภายใต้การกำกับของ กกต. เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตชี้แจงเพื่อนสมาชิก ที่อภิปรายเมื่อสักครู่นะครับ จะไปถือหลักกฎหมายเพื่อจะลงโทษความผิดในกฎหมาย เลือกตั้งนะครับว่า ต้องปรากฏหลักฐานอันเป็นที่ประจักษ์แนี่ไม่ได้ครับ หรือโดยปราศจาก ข้อสงสัยไม่ได้ เพราะหลักกฎหมาย กกต. ใช้คำว่า เมื่อควรเชื่อ นะครับ หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า แค่นี้ก็สามารถออกใบเหลือง ใบแดง ได้หมดนะครับ เพราะอำนาจ กกต. ค่อนข้างจะมาก เราพยายามเบรก (Brake) โดยไปศาลก็ไม่ประสบความสำเร็จครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตนแ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่านเฉลิมพล ประที่ปะวณิช อดีตผู้ว่าราชการ จังหวัดลำปาง เชิญค่ะ

นายเฉลิมพล ประที่ปะวณิช

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ เพื่อน สปท. ที่รัก ผมดูภาพกว้าง ๆ แล้วเรายังขาดอยู่ฉบับหนึ่งก็คือร่างของ พ.ร.บ. ประกอบ รัฐธรรมนูญเรื่อง กกต. เรียนกันตรง ๆ ว่าผมสายมหาดไทยเก่า ดําเนินการเลือกตั้งตั้งแต่ ปลัดอำเภอ นายอำเภอโตมาตลอด ๓๐-๔๐ ครั้งเห็นมาเยอะ จุดผกผันมันอยู่ที่ปี ๒๕๔๑ ผมได้รับการเลือกตั้งเป็นประธาน กกต. จังหวัด เพราะฉะนั้นกฎหมาย กกต. ก็ดี กฎหมาย เกี่ยวเนื่องกับเรื่องนี้ก็ดี ควรจะมีมาตรการไม่ใช่ไปรังแก้ไปกำกับเฉพาะผู้สมัครหรือ พรรคการเมือง ควรจะดูแล กกต. ด้วย เหตุผลที่ผมกราบเรียนนี้เพราะว่ามีประสบการณ์ ย้ายมาปี ๒๕๔๗ ผมก็เป็นประธาน กกต. อีกครั้งหนึ่ง เป็นคนเดียวนะครับที่เป็น ๒ รอบ เรื่องนี้สำคัญมาก ๆ ท่านครับ ต้องกราบเรียนให้ถึง กกต. ด้วย มี ๕ คน ผมเป็นประธาน มีกรณีหนึ่ง สมาชิกสภา อบจ. ถูกร้องเราออกไปสอบทั้งทางลับทางแจ้งทางอะไรก็แล้วแต่ ลงมติในห้องลับ เจ้าหน้าที่ยังอยู่ไม่ได้ ๕ ต่อ ๐ แดง ท่านเชื่อหรือไม่ครับ ๒ สัปดาห์ กกต. สมัยนั้นประกาศว่าเขียว ไม่เรียกพวกเราไปสอบสวนไปสืบสวนไม่คุยด้วยสักคำ ไม่มีหนังสือ ข้อสอบถามอะไรหลักฐานสักอย่าง นี่คือมาตรการที่กลัวจะรั่ว พอดีผมพูดสั้นเกินไป เนื่องจากว่าเรายังไม่เห็นร่าง พ.ร.บ. เกี่ยวกับ กกต. ต้องมาตรการเข้มข้นไม่ใช่ไปกด ไปบีบ ไปว่า ไปกล่าวเฉพาะผู้ที่จะเล่นการเมืองว่าเขาจ้องจะทุจริต จ้องจะโกงการเลือกตั้ง มิได้ครับ เจ้าหน้าที่รัฐทุกคนต้องซื่อสัตย์แต่อแผ่นดิน

ประเด็นเรื่องที่ ๒ เห็นด้วยอย่างยิ่งกับคณะกรรมาธิการชุดนี้ครับ ขอบพระคุณที่ยกเรื่องนี้ขึ้นมา ก็คือกระทรวงมหาดไทยเคยทำมาก่อนควรจะเป็นแค่หลัก ในการทำ แต่คนอำนวยการเบื้องบนเป็น กกต. นั้นถูกต้องแล้ว เรายุบไม่ได้ครับ กกต. เขาคน เยอะเป็นพันแล้ว จริง ๆ เดินมาเยอะแล้ว เกิดมาในปี ๒๕๔๑ แต่เห็นด้วยเนื่องจาก กระทรวงมหาดไทยเขาเป็นระเบียบกฎหมายว่าด้วยการบริหารราชการแผ่นดินล็อกอยู่ เพราะฉะนั้นทุกกระทรวง ทบวง กรม ที่ไม่ขึ้นกับส่วนกลางยังอยู่ใต้การพูดคุย การดูแล กำกับราชการของท่านผู้ว่าราชการจังหวัด เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญครับ ผู้ว่าก็คือคนธรรมดา รักแผ่นดินเหมือนกัน กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ ตำรวจ ทหาร เพื่อนข้าราชการของเราทั้งหมดก็เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ น่าจะมีส่วนร่วมด้วยปล่อย กกต. อย่างเดียวไม่ได้ครับท่านครับ กราบเรียนว่านี่คือประสบการณ์ กกต. เราเหมาะแล้วที่จะ อำนวยการเบื้องบน และวรรคท้ายสุดผมชื่นชมอย่างกรรมาธิการนี่กล้านำเสนอให้ คสช. ร่วมสังเกตการณ์ ร่วมอำนวยบริการด้วยเป็นที่เลื่องลือมาก เฉพาะ ๕ ปีแรกจบ ดีมาก ๆ ครับ เพราะหลายหน่วยราชการหันหลังให้ก็มีนะครับ สั่งมาก็ไม่ทำ สั่งมาก็หย่อนยาน สั่งมาก็อู่ ผมเห็นเยอะ ก็เลยกราบเรียนให้กรุณาทราบเป็นการแทรกบรรยากาศสักครู่นี้ว่า ผมขอสนับสนุนเต็มที่ครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นางสาววลัยรัตนแ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปนะคะ เชิญท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธาน กรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์แการมหาชน) อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตสมาชิกวุฒิสภา เรียนเชิญค่ะ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตนแ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณที่ท่านประธานได้กรุณาให้เวลาในการอภิปราย เรื่องประเด็นที่สำคัญต่อการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเสนอโดยกรรมาธิการ ด้านการเมือง ก็คงเห็นด้วยกับทุกท่านที่ว่าเป็นเรื่องสำคัญ เป็นพื้นฐานที่สำคัญยิ่งของ ระบบการปกครองประชาธิปไตยของเรา แล้วเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่ที่ได้มีความพยายาม ในการที่จะยกร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การจัดการเลือกตั้ง ส.ส. นั้นประสบความสำเร็จ ตามเปู้าหมายของรัฐธรรมนูญและของกฎหมายคือที่จะให้ได้คนดีเข้าสู่สภา เพราะฉะนั้น เราก็จะเห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับที่จะมีผลบังคับใช้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ได้ให้ความสําคัญ ต่อการเลือกตั้ง ส.ส. บัญญัติไว้เพิ่มเติมในคุณสมบัติของการสมัครเป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรและข้อห้ามของผู้ที่ไม่ให้เข้ามาเป็น ส.ส. หรือดำรงตําแหน่งทางการเมืองอื่น ๆ ที่เพิ่มขึ้นอย่างเข้มขั้นจนเรียกว่ารัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงได้ตัดสิทธิในเรื่องต่าง ๆ ไว้มากมาย เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็สอดคล้องกับการที่เรานําเสนอเรื่องประเด็นที่เราเห็นว่า สำคัญที่จะเสนอต่อรัฐบาลเพื่อเสนอต่อไปยัง กรธ. เข้าสู่กระบวนการที่จะยกร่าง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ในส่วนที่ผมได้อ่านแล้วก็อยากจะหยิบยกเป็นข้อ อภิปรายประมาณ ๓ เรื่องนั้น

ในเรื่องแรกก็คงเกี่ยวกับเรื่องการที่กรรมาธิการด้านการเมืองได้เสนอไว้ใน บททั่วไป ในข้อ ๖ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจัดหรือดำเนินการให้กระทรวงมหาดไทย จัดการเลือกตั้ง ถามว่าเห็นด้วยหรือไม่ เห็นด้วยส่วนหนึ่ง แต่อยากจะปรับปรุงให้ครอบคลุม มากกว่านี้ เรื่องการที่เราให้ กกต. รับผิดชอบในการทั้งควบคุมและจัดการเลือกตั้งตั้งแต่ได้มี กกต. มาก็เป็นเรื่องที่พูดจากันมากว่า กกต. สามารถจัดการเลือกตั้งได้ดีมากน้อยเพียงใด แล้วถ้าจะปรับปรุงหลังจากที่ได้ทดลองมาแล้วตั้งเกือบ ๒๐ ปี มันจะทำให้การจัดการเลือกตั้ง ดีขึ้นหรือไม่ ทางด้านหนึ่งก็จะมีคนบอกว่าถึงแม้จะเปลี่ยนมาเป็น กกต. จัดการเลือกตั้ง เราก็ยังได้คนที่ไม่ดีเข้าสู่สภา มีการโกงกันทุกรูปแบบที่ กกต. ไม่สามารถจะจับได้ ยิ่ง กกต. ก็ไม่สามารถจะไปตรวจสอบเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ ได้ เพราะว่าเป็นเจ้าหน้าที่ที่ตัวเองเป็นคนตั้งขึ้น อันนั้นก็เป็นแนวคิดของอีกฝั่งหนึ่งที่อยากจะแยกผู้ที่ควบคุมการเลือกตั้ง ผู้ที่ติดตามดู การจัดการเลือกตั้งออกจากผู้ที่จัดการเลือกตั้ง ทฤษฎีที่จะให้กระทรวงมหาดไทยเป็นคน จัดการเลือกตั้งนั้นก็มีการเสนอทั้งในมุมมองของอดีตที่ผ่านมาว่ากระทรวงมหาดไทยจัดการ เลือกตั้งมาตลอดตั้งแต่เรามีรัฐธรรมนูญมาจนกระทั่งมามี กกต. ทําไมเราถึงต้องมี กกต. ก็เพื่อให้มีคนที่เป็นกลางในความรู้สึก คือคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้อง คำว่า เป็นกลาง กับ ไม่เป็นกลาง ตรงนี้ไม่ใช่หมายความว่ากระทรวงมหาดไทยจะไม่มีความเป็นกลางในทางการเมือง แต่มีความหมายในประเด็นที่ว่าเราควรจะได้องค์แก้รอิสระซึ่งเป็นแนวคิดตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ให้มีผู้ที่เราสรรหาและเราเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ เชื่อมั่นในความซื่อสัตย์แสุจริต เข้ามาทำหน้าที่ในด้านต่าง ๆ รวมทั้งทำหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้งด้วย จากนั้นก็พัฒนามา จนกระทั่งมี กกต. จังหวัด ดำเนินการในการจัดการเลือกตั้งต่าง ๆ ถามว่าการจัดการเลือกตั้ง โดย กกต. และโดยกระทรวงมหาดไทยมีความแตกต่างกันหรือไม่ ในส่วนหนึ่งก็มี ความแตกต่าง ถ้าเราไปดูพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการ การเลือกตั้ง พ.ร.บ. กกต. จะเห็นว่า กกต. กลางเขาแต่งตั้ง กกต. จังหวัด จังหวัดละ ๕ คน ดำรงตำแหน่ง ๔ ปี ดำรงตำแหน่งได้วาระเดียว กกต. จังหวัดนี่แหละเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญ ในการจัดการเลือกตั้งในทุกระดับตั้งแต่ระดับชาติจนถึงระดับท้องถิ่น รวมถึงการออกเสียง ประชามติด้วย เพราะ กกต. จังหวัดจะมีอำนาจหน้าที่ทั้งเสนอแนะการแบ่งเขตเลือกตั้ง ซึ่งปัจจุบันนี้ก็จะมี ๓๕๐ เขต บางจังหวัดอาจจะมีเขตเดียว บางจังหวัดมีตั้ง ๘ เขต ๑๐ เขต นอกจากนั้น กกต. จังหวัดจะเป็นผู้เสนอในการแต่งตั้งคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง และคณะกรรมการประจำเขตเลือกตั้ง เขตเลือกตั้งก็มีอยู่ ๓๕๐ เขต บางจังหวัดเขตเดียว อย่างที่ผมเรียนแล้ว บางจังหวัดมีหลายเขต กกต. จังหวัดก็เป็นผู้เสนอแนะ เพราะ กกต. กลางจะไม่รู้จักหรอกครับว่าใครเป็นใคร และในแต่ละจังหวัดภายใต้ กกต. จังหวัดก็มี ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดอยู่ คนเหล่านี้จะเป็นผู้ที่จะเสนอแนะการแต่งตั้ง คณะกรรมการดำเนินการเลือกตั้งประจำเขต จะเป็นเขตเดียวหรือหลายเขตในแต่ละจังหวัด ก็แล้วแต่ และคณะกรรมการดำเนินการเลือกตั้งประจำเขตเขาจะไปแต่งตั้งคณะกรรมการ ประจำหน่วย ท่านทราบไหมครับ คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งมีอยู่กี่คน มีอยู่ ประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน เพราะเรามีหน่วยเลือกตั้งประมาณเกือบ ๑๐๐,๐๐๐ หน่วย เลือกตั้งทั่วประเทศ ใน ๓๕๐ เขตเลือกตั้ง คูณ ๑๐ เข้าไปก็จะเป็นประมาณเกือบ ๑,๐๐๐,๐๐๐ คนที่จะทําหน้าที่ในการดําเนินการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นที่เรามาถกเถียงกันว่า ใครจะเป็นคนจัดเลือกตั้งดีหรือไม่ดี นัยทั้งหมดมันอยู่ที่ว่าใครเป็นคนแต่งตั้งผู้มีส่วน ผู้มีสิทธิ หรือผู้มีอํานาจในการดําเนินการจัดการเลือกตั้ง ตรงนี้ละครับที่เราจะต้องมาดูว่าทําไมเราถึง บอกไม่ให้ กกต. จัด ให้กระทรวงมหาดไทยจัด ทำไมปี ๒๕๔๐ เขาบอกให้ กกต. จัด ความสําคัญมันอยู่ตรงที่ว่าใครเป็นคนแต่งตั้งคณะกรรมการจัดการเลือกตั้งขึ้นมานะครับ ในระดับต่าง ๆ อย่างที่ผมเรียนคณะกรรมการจัดการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้ง ๓๕๐ เขต แต่งตั้งโดยข้อเสนอแนะของคณะกรรมการ กกต. จังหวัด ๕ คนนั้น ทีนี้ กกต. จังหวัดนี้ มาอย่างไร ก็มาจากการคัดเลือก มาจากการสรรหา และ กกต. ก็แต่งตั้ง ส่วนใหญ่ก็จะเป็น ผู้ที่มีชื่อเสียงในจังหวัดนั้น เป็นอดีตข้าราชการบ้าง เป็นข้าราชการบ้าง ซึ่งเราก็ไม่ได้เชื่อว่า เขาจะมีความเป็นกลางมากน้อยเพียงไร ถ้าเผื่อเราคิดจะไม่ให้เขาจัดการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นตรงนี้เมื่อตอนยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับของท่านอาจารย์แบวรศักดิ์ก็จึงเกิดแนวคิด ว่าเราตั้งเป็นคณะกรรมการดำเนินการเลือกตั้งขึ้นมาในแต่ละจังหวัด คณะกรรมการ ดำเนินการเลือกตั้งเรามองไปเฉพาะการเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. ส่วนการเลือกตั้งระดับอื่น ๆ นั้นก็ให้ กกต. จังหวัดซึ่งเราไม่ได้ยกเลิกดำเนินการต่อไปได้ เพราะฉะนั้นคณะกรรมการ การเลือกตั้งก็สามารถตั้งขึ้นมาจากหลายภาคส่วน กกต. อาจจะเป็นส่วนหนึ่ง กกต. จังหวัด แล้วก็อาจจะมีข้าราชการที่ว่ามีตำแหน่งแห่งที่ ซึ่งท่านไม่ได้อยู่ประจำจังหวัดนั้น จังหวะที่ ท่านอยู่ท่านก็เข้ามาเป็นกรรมการ เพราะฉะนั้นท่านก็จะไม่ยึดโยงกับผู้คนในจังหวัดมากมาย แล้วก็มีภาคประชาสังคม ในข้อเสนอของกรรมาธิการการเมืองเสนอให้นักศึกษาเข้ามามีส่วน ซึ่งก็ไม่ขัดข้อง และคณะกรรมการดําเนินการเลือกตั้ง ส.ส. อาจจะมีสัก ๙ คน หรือ ๑๐ คน ประกอบด้วยหลายภาคส่วน พวกนี้จะมีบทบาทที่สำคัญคือ ควบคุมการเลือกตั้งในจังหวัดนั้น ให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมตามที่กฎหมาย พ.ร.บ. ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. กำหนดไว้ และเขาก็มีบทบาทสำคัญในการที่จะตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งต่าง ๆ ซึ่งมี ๓๕๐ เขต จากนั้นกรรมการการเลือกตั้งซึ่งเราเชื่อว่าเป็นกลางก็จะไปตั้งกรรมการ ประจําหน่วยอีกเกือบ ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน เพราะฉะนั้นผมคิดว่านัยทั้งหมดของการที่ว่า ให้ใครเป็นคนจัดการเลือกตั้ง พอเราพูดไปว่ากระทรวงมหาดไทยอย่างเดียวก็มีเสียงที่ ไม่ตอบรับค่อนข้างเยอะ เพราะว่าไปมอบให้หน่วยงานหน่วยเดียว เราก็ต้องยอมรับว่า กระทรวงมหาดไทยก็อยู่ภายใต้การควบคุมของการเมือง เราไม่ได้มองการเมืองเฉพาะ ๕ ปีนี้ เราต้องมองว่ารัฐธรรมนูญนี้จะอยู่ไปยาว ๆ นะครับ หลาย ๆ สิบปี เพราะฉะนั้นกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญนี้ก็จะต้องนําไปบังคับใช้ในอนาคตด้วย เพราะฉะนั้นเราก็ไม่รู้ว่า ใครจะมาคุมกระทรวงมหาดไทย ใครจะเป็นรัฐบาล ก็เป็นที่ยอมรับกันว่าพรรครัฐบาลที่คุม รัฐมนตรีกระทรวงมหาดไทยไปคุมการเลือกตั้ง การจัดการเลือกตั้ง ก็จะได้เปรียบ ในการจัดการเลือกตั้ง มีตัวอย่างเยอะแยะที่คนทั้ง ๑๐ คนในหน่วยเลือกตั้งอาจจะมี ความรู้สึก มีอุดมการณ์แค่วามคิดเดียวกันแล้วก็ไปช่วยเหลือผู้สมัครที่เป็นของฝุายอื่นได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้จึงเป็นที่มาของว่าให้ใครจัดการเลือกตั้งดี ข้อเสนอของผมก็คือว่าผมเห็นด้วย ว่าให้ กกต. เป็นเรกูเลเตอร์ (Regulator) เป็นหลัก แล้วก็ควบคุมออกระเบียบต่าง ๆ รวมถึง ออกประกาศต่าง ๆ แล้วก็รวมถึงสืบสวนสอบสวน ประกาศผลการเลือกตั้งทั้งสิ้นเลย เว้นแต่ การตั้งคณะกรรมการดำเนินการเลือกตั้งของจังหวัดในการเลือกตั้ง ส.ส. นั้นให้เป็น การดำเนินการแต่งตั้งขึ้นมาเป็นคณะกรรมการอีกคณะหนึ่ง ประกอบด้วยองค์แประกอบซึ่งเรา อาจจะเขียนไว้เพิ่มเติมได้ นั่นก็เป็นข้อสังเกตเป็นเรื่องแรกนะครับ

ในเรื่องที่ ๒ ที่อยากจะเรียน ต่อไปก็ประเด็นสั้น ๆ แล้วนะครับ ใช้เวลา นิดเดียวครับท่านประธาน ท่านประธานยังให้เวลาอยู่ใช่ไหมครับ เห็นบอกว่าออดจะไม่กดแล้ว เผอิญได้ยินเสียงออด

นางสาววลัยรัตนแ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ต่อสัก ๕ นาทีนะคะ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช

ในการกําหนดว่าให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องยื่น หลักฐานแสดงการเสียภาษีเงินได้ย้อนหลัง ๓ ปี อันนี้อยู่ในเรื่องที่ ๕ ผู้สมัครและ การรับสมัครเลือกตั้ง เพื่อประกอบการสมัครรับเลือกตั้ง อันนี้ก็สามารถกระทำได้ เพียงแต่ ชี้ให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญได้กําหนดไว้แล้วนะครับ เปิดทางไว้ในมาตรา ๘๕ วรรคสาม ว่า กกต. สามารถกําหนดได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ไม่ขัดข้อง

ประเด็นที่ผมอยากจะเรียนเป็นประเด็นสุดท้ายคือเรื่องเกี่ยวกับ การดําเนินการจัดการเลือกตั้งนะครับ ในข้อ ๑๐ และในข้อ ๑๑ นะครับ ข้อ ๑๐ วรรคสอง กรรมาธิการการเมืองได้เสนอว่า ถ้าการกระทำของบุคคลที่มีความผิดต่อกฎหมายที่ปรากฏ หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าหัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองผู้ใด มีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปละละเลย หรือทราบถึงการกระทำนั้นแล้วไม่ยับยั้ง หรือแก้ไขเพื่อให้ การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและยุติธรรม ให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นกระทำการเพื่อให้ได้มา ซึ่งอํานาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ใน รัฐธรรมนูญ ให้ กกต. ดําเนินการตามกฎหมายต่อไป อันนี้ก็จะกลับมาหลอนเราอีกนะครับ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มาตรา ๒๓๗ ได้บัญญัติมาตรานี้ไว้ แล้วก็เป็นมาตราที่ได้ถูกนําไปใช้ ในการยุบพรรคถึง ๔ พรรคเมื่อวันที่ ๒ ธันวาคม ปี ๒๕๕๑ ได้ยุบพรรคถึง ๔ พรรค โดยเหตุ ของการเลือกตั้งที่มีแต่ละพรรคนั้นสมาชิกโดนใบแดง พอเขียนกว้าง ๆ อย่างนี้พอไปถึง ศาลรัฐธรรมนูญท่านก็ตีความทางกว้างว่าการที่ ส.ส. ไปซื้อเสียงจนโดนใบแดง กรรมการ จะไม่รู้เห็นไม่ได้ ก็เลยทำให้ต้องยุบพรรคไปถึง ๔ พรรค และในข้อ ๑๑ ก็ได้พูดไว้ใน ทำนองเดียวกันว่า ถ้าหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรครู่ถึงเหตุแห่งการที่ ผู้สมัครไปกระทำผิดกฎหมายแล้วเพิกเฉยนี่ให้ถือเป็นความผิด ตัดสิทธิลงสมัคร รับเลือกตั้งตลอดชีวิต ก็ยากต่อการตีความนะครับว่า ถ้านาย ก ไปสมัคร ไปกระทำผิดแล้ว หัวหน้าพรรคหรือกรรมการจะรู้เห็นเป็นใจ ถ้ารู้เห็นแล้วมันแน่นอนอยู่แล้วละครับ แต่ท่าน เขียนกว้าง ๆ อย่างนี้ กกต. ก็จะไปฟูองต่อศาล แล้วศาลเราก็เห็นมาแล้ว ศาลก็ลงไปทั้ง ๔ พรรคเลย ปัจจุบันนี้ก็จะเห็นว่าพรรคการเมืองแต่ละพรรคเขาทำอย่างไร เขาก็ตั้งคนที่ ไม่ต้องการให้ลงสมัครไปเป็นกรรมการบริหารพรรค เพื่อที่จะได้ไม่ต้องมาสุ่มเสี่ยงกับการที่จะ โดนตัดสิทธิในการสมัครรับเลือกตั้ง แล้วตอนนี้ก็เป็นปัญหาที่สําคัญอีกอย่างหนึ่งคือสมาชิก พรรคการเมืองแต่ละพรรคท่านไปเปิดดูสิครับ ในทะเบียนของ กกต. ว่ามีสมาชิกกันอยู่เท่าไร จาก ๗๒-๗๓ พรรค มีสมาชิกพรรคการเมืองอยู่แค่ประมาณ ๖,๐๐๐,๐๐๐ คนเท่านั้นเอง ทั้ง ๆ ที่คนไทยมีสิทธิไปลงคะแนนเสียงถึง ๕๐ กว่าล้านคน อันนี้ก็มาจากการที่เรา ยุบพรรคบ่อย ๆ เพราะฉะนั้นถ้าเราต้องการเห็นพรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมือง มีความต่อเนื่องแล้ว การเขียนเมื่อปี ๒๕๕๐ เขาบอกเขาใช้ยาแรงนี่ก็จะทำให้เกิดปัญหาได้ และรัฐธรรมนูญ ๒ ฉบับที่ยกร่างในครั้งหลังนี้ทั้งฉบับแรกและฉบับที่จะประกาศใช้ก็ได้ตัด ประเด็นเหล่านี้ออกไป จึงเรียนมาเพื่อเป็นข้อสังเกตครับ ขอบพระคุณครับ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายอลงกรณแ พลบุตร รองประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ได้ขึ้นบัลลังก็เพื่อดําเนินการประชุมต่อไป)
นายอลงกรณแ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านวิทยา แก้วภราดัย กรรมาธิการจะขอชี้แจงก่อนนะครับ เชิญครับ

นายวิทยา แก้วภราดัย กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาต ชี้แจงเพื่อนสมาชิกที่เป็นอดีต กกต. จังหวัด ๒ สมัยนะครับ และอดีตผู้ว่านะครับ แล้วก็ เพื่อนสมาชิกอดีตวุฒิสมาชิกนะครับ พูดถึงเรื่อง กกต. แล้วผมคิดว่าสภานี้น่าจะพูดได้ เต็มปากเต็มคําที่สุดครับ เพราะว่านักการเมืองไม่กล้าพูดครับ ไม่กล้าพูด ไม่กล้าเฉียด กกต. เพราะพอประกาศเลือกตั้งสิ่งแรกที่ กกต. ทําได้ กําหนดเขตเลือกตั้ง ขีดเส้นแบ่งเขตเลือกตั้งได้ พอตั้งแต่ขีดเส้นแบ่งเขตเลือกตั้งเสร็จ หลังจากนั้นนักการเมืองอยู่ในอุ่งมือ กกต. ท่านพูดว่า ท่านเป็นประธาน กกต. วินิจฉัยให้แดงไป ๕ ต่อ ๐ ส่งข้างบนหายไปทั้งสำนวน ผมไม่แปลกใจ หรอกครับ เพราะว่าประธาน กกต. กับกรรมการ กกต. เพิ่งติดคุกไปเมื่อ ๔-๕ เดือนที่แล้ว ก็ไม่มีอะไรครับ อยู่ภายใต้อํานาจของนักการเมือง เพราะฉะนั้นผมอยากให้สภานี้เป็นสภา ที่กล้าพูดเรื่อง กกต. มากที่สุด ผมออกความคิดเห็นแบ่งอำนาจจัดการ กกต. ไป นักการเมือง ด้วยกันหลายคนเตือนผมครับว่าคิดจะเลิกเล่นการเมืองหรือ คือกลายเป็นองค์แกรที่ นักการเมืองแตะไม่ได้ แต่ถ้า สปท. ไม่กล้าแตะนี่ผมคิดว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์ เพราะดูหน้าท่าน แต่ละคนเหลือลาออกไปสมัครผู้แทนไม่กี่คนครับ นอกนั้นก็น่าจะมีภารกิจในการเฉพาะตัวกัน ทั้งหมด

ประเด็นที่ ๒ ครับที่ผมอยากจะชี้แจงท่านอดีตวุฒิสมาชิกนะครับ เรื่องของ ประเด็นที่ ๑ นะครับว่า ทําไมถึงให้กระทรวงมหาดไทยเป็นคนจัดการเลือกตั้ง ไม่กลัวหรือว่า กระทรวงมหาดไทยโดนครอบงำโดยนักการเมือง ถ้าเกิดวันนั้นใครเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยแล้ว กระทรวงมหาดไทยจะสามารถเปล่งอานุภาพของความเป็นธรรม ได้จริงหรือไม่ ผมก็ฝากประเด็นให้เพื่อนสมาชิกช่วยคิดนะครับ ช่วยดูบ้างครับว่ามีกระทรวงไหน ที่น่าทำกว่ากระทรวงมหาดไทย และท่านต้องตั้งคำถามด้วยครับว่ามีกระทรวงไหนบ้าง ที่นักการเมืองไม่คุม วันที่การเลือกตั้งเสร็จมีกระทรวงไหนบ้างครับที่นักการเมืองสั่งไม่ได้ เอาว่าแม้แต่ กกต. ติดคุกก็เพราะเรื่องนี้ครับ เพราะพรรคการเมืองสั่ง ไม่ใช่เรื่องอื่นหรอกครับ เพราะฉะนั้นถ้าจะหลุดจากกระทรวงมหาดไทยช่วยคิดต่อครับว่าคิดถึงหน่วยงานไหนว่าจะมา คุมการเลือกตั้งได้ดีกว่ากระทรวงมหาดไทยและปลอดจากการเมืองจริง ๆ

ประเด็นเรื่องการเสียภาษีย้อนหลังนะครับ ผมคิดว่าเป็นประเด็นที่ กรรมาธิการได้ถกกันแล้วต้องการความโปร่งใสแต่ละคนครับ คืออย่างน้อยกระโดดมาเล่น การเมือง รู้ว่ารวยเป็นพันล้านครับ แต่ในชีวิตไม่เคยแจ้งเสียภาษีเลย ลองเปิดมาดูสักหน่อย สิครับว่า ๓ ปีย้อนหลังนี่รวยจริงหรือเปล่า เสียภาษีจริงหรือเปล่า เพราะอย่างที่ท่านว่านะครับ ประเทศนี้คน ๗๐ ล้านคนมีคนเสียภาษีไม่เกิน ๕,๐๐๐,๐๐๐ คน มาเล่นการเมืองที่ไม่เคย เสียภาษีเลยตลอดทั้งชีวิตครับรู้ว่ารวยที่สุด หรือเพิ่งเสียภาษีปีที่แล้วแค่ ๒๐,๐๐๐ ๓๐,๐๐๐ แต่อวดร่ำอวดร้วยจะมาแจกเลือกตั้งนี่ตรวจสอบดูสักนิดหนึ่ง ที่จริงเราเสนอต่อไปด้วย นะครับว่าใครอยากจะสมัคร ส.ส. ไม่ใช่ครั้งนี้นะครับ ครั้งต่อไป เพราะครั้งนี้อาจจะไม่ทัน ถ้าอยากจะสมัคร ส.ส. มาประกาศตัวก่อนสัก ๑ ปี ให้ชาวบ้านเขาเริ่มตรวจสอบเหมือนกับ คนที่เขาเป็นอยู่แล้ว ไปสมัครกับ กกต. แจ้งกับ กกต. เกิดท่านอำนวยอยากเป็น ส.ส. ขึ้นมา ไปเจอ กกต. เสียก่อนครับ บอกก่อนล่วงหน้าว่าสมัยหน้าผมเอาแน่ ก็ได้ติดตามดูครับว่า ในรอบ ๑ ปีทำอะไรกันบ้าง

แล้วส่วนที่ท่านสมาชิกเป็นห่วงนะครับว่า ในข้อ ๑๐ เรื่องยาแรงที่ คณะกรรมาธิการเสนอนะครับ ในเรื่องถ้าการกระทำของบุคคลที่เป็นความผิดต่อกฎหมาย ที่ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าหัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารพรรคการเมือง ผู้ใดมีส่วนรู้เห็น ปล่อยปละละเลย หรือทราบถึงการนั้นแล้วไม่ระงับยับยั้ง อันนี้ไม่ได้เหยียบ ร้อยเดิมนะครับ คือต้องรู้แล้วโดนเตือนแล้วไม่ระงับยับยั้ง ก็เป็นความผิดเฉพาะตัวครับ ความผิดที่จะยุบพรรคเกิดขึ้นได้อย่างกรณีเดียวครับ พรรคการเมืองนั้นต้องเป็นอริกับระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขเท่านั้น เฉพาะหัวหน้าพรรค กรรมการบริหารพรรค ไปกระทำความผิดยุบไม่ได้แบบเดิมนะครับ เพราะฉะนั้นก็เพื่อให้เกิดความสบายใจ เพื่อนสมาชิกครับ อย่างที่ กกต. เขาบอกว่าพรรคการเมืองต่อไป ๓ ย ตั้งยาก อยู่ยาก ยุบยาก คือยุบมีกรณีเดียวนะครับ หัวหน้าพรรคหรือที่เคยเกิดในอดีตกรรมการบริหารพรรค ไปพยักหน้ากับการโกงเลือกตั้ง เดี๋ยวนี้ไม่ต้องยุบพรรคแล้วครับ เอาเฉพาะตัวไปครับ ซึ่งผมคิดว่าก็กระชับเข้ามา ก็อยากฟังความคิดเห็นจากเพื่อนสมาชิกในสภานี้นะครับว่า ใครที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับ กกต. นะครับ ซึ่งหลายท่านก็เป็น กกต. จังหวัดอยู่ในขณะนี้ ก็ลองพูดดูนะครับ เพราะว่าจะให้นักการเมืองข้างนอกถกก็ไม่กล้าหรอกครับ ก็ขออนุญาต ที่จะร่วมแสดงความคิดเห็นกับเพื่อนสมาชิกเป็นระยะครับผม

นายอลงกรณแ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง 🔗

ต่อไปขอเชิญท่าน พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน อดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค ๑ เข้าใจว่าเป็น กกต. กรุงเทพฯ ที่ท่านวิทยาอยากจะฟังความเห็นนะครับ เชิญครับ

พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน : กราบขอบพระคุณครับ กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลตํารวจโท อำนวย นิ่มมะโน สมาชิกลำดับ ๑๙๗ เมื่อสักครู่ผมบอกว่าผมจะลาประชุม เพราะผมไม่อยากจะเกี่ยวข้องกับวาระเรื่องนี้ ผมมาถึง สภาตอนประมาณสักเจ็ดโมงครึ่ง เช็ก (Check) ดูเวลาได้เลยครับ ผมได้รับเอกสารประมาณ ๗ โมง ๔๕ มันเป็นเรื่องใหญ่มาก ส่วนผมไม่สามารถจะแบกรับกับการที่จะให้ศึกษาภายใน ๑ ชั่วโมงแล้วมาอภิปราย แต่อย่างไรก็แล้วแต่ครับผมกําลังขับรถออกไปเพื่อที่จะ ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ผมคิดกลับว่าถ้าทำอย่างนั้นผมเห็นแก่ตัว ผมเอาตัวรอด ผมเลยจอดรถ กลับมาอภิปรายใหม่ เพราะถึงอย่างไรสภานี้ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศก็คงจะต้อง เป็นสภาเดียวกัน ต้องรับผิดชอบร่วมกัน การอภิปรายของผมจะเกิดขึ้นจากใน ๓ มิติครับ ๑. ในฐานะสมาชิก สปท. ๒. ในฐานะอดีตข้าราชการตํารวจ ที่เขาบอกกันว่ามีความรู้ ความสามารถด้านการสืบสวนสอบสวน เขาว่านะครับ น่าจะจริงอย่างเขาว่าแหละ ฐานะที่ ๓ ครับ ในฐานะกรรมการการเลือกตั้งประจํากรุงเทพมหานคร คงไม่ครบทุกประเด็น แต่คงมีหลายประเด็นที่จะฝาก ก็เชื่ออีกแหละครับว่ายกมือก็คงผ่าน พอผ่านสภานี้แล้ว ผมต้องยอมรับครับว่าเป็นมติของสภาแปลว่าเป็นความเห็นของสภา แปลว่าเราพยายามที่จะ ร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญแข็งกับ กรธ.์ แต่หลักหนึ่งที่จะต้องพึงถือปฏิบัติโดย เคร่งครัดก็คือจะเสนออย่างไรก็แล้วแต่จะต้องไม่ขัดหรือแย้งกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่าน ประชามติไปแล้ว จะต้องไม่ขัดครับ ไม่ขัดและไม่หมิ่นเหม่ที่จะขัดครับ ฉะนั้นต้องไปดู รัฐธรรมนูญฉบับร่างที่ผ่านประชามติไปแล้วให้ชัดครับ หลายเรื่องหมิ่นเหม่ที่จะขัด ผมพูดรวม ๆ ไว้อย่างนี้ครับ เป็นหน้าที่คณะกรรมาธิการต้องดูครับ เอาแค่เรื่องแรกเลยครับ บททั่วไปของท่านครับ บททั่วไปของท่านนี่ขึ้นหัวไว้ดีมากเลยครับ ข้อ ๑ เลยครับบอกว่า กำหนดให้การเลือกตั้งเป็นวาระแห่งชาติโดยการมีส่วนร่วมและร่วมมือกันทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมและภาคประชาชน พอต่อไปในเรื่องที่ ๓ เจ้าพนักงานผู้ดำเนินการเลือกตั้ง ข้อ ๑ อีกครับ ท่านบอกว่า ให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ ของรัฐ ข้าราชการส่วนท้องถิ่น พนักงานส่วนท้องถิ่น และนิสิตนักศึกษาทุกสถาบันมีส่วนร่วม เป็นกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง อะไรหายไปครับ ประชาชน ภาคประชาสังคม ไม่ให้ประชาชนมามีส่วนร่วม ผมถามว่าในประเทศนี้ใครเป็นเจ้าของอํานาจอธิปไตยครับ ปวงชนชาวไทย ท่านตัดประชาชนออกไปจากการที่จะมาดูแลการเลือกตั้งซึ่งเป็น องค์แประกอบสำคัญ ท่านตัดไปได้อย่างไร ท่านไปเพิ่มกระบวนการสรรหาประชาชนที่จะมา เป็นกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้งให้มีคุณสมบัติที่บริสุทธิ์ยุติธรรมที่จะทำให้การเลือกตั้ง เป็นไปโดยสุจริต โปร่งใสและเที่ยงธรรมให้ได้สิครับ ไม่ใช่ไปตัดเขาทิ้ง ท่านไม่ไว้ใจประชาชน หรือครับท่านกรรมาธิการ เขาเป็นเจ้าของอำนาจนะครับ

เรื่องต่อไปเรื่องที่ ๖ ครับ เรื่องที่ ๖ ในข้อ ๒ เรื่องค่าใช้จ่ายมีหลายท่าน พูดกันไปแล้วครับ ท่านสนุกสนานมากกับการที่จะเสนออย่างนี้หรือครับ ผมอายครับ ในข้อ ๒ นะครับ ท่านบอกว่า กำหนดให้มีมาตรการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังในการห้าม ผู้สมัครรับเลือกตั้งและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร คือทั้งผู้สมัครด้วยทั้งที่เป็นสมาชิกอยู่แล้วด้วย บริจาคช่วยงานประเพณีต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่น งานศพ งานอุปสมบท งานมงคลสมรส แล้ว ฯลฯ แปลว่าเยอะมาก งานตัดลูกนิมิตด้วย งานเมาลิดด้วย งานอะไรด้วย แปลว่า ต่อไปนี้ผู้สมัครรับเลือกตั้งและผู้ที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่แล้วไปร่วมงาน ห้ามช่วยงาน ผมถามว่าถ้าเกิดว่าใครหลับหูหลับตาออกกฎหมายนี้มาแล้วมันบังคับได้ไหม ถามก่อน มันเป็นจริงได้ไหม กฎหมายใดก็แล้วแต่ถ้าออกมาแล้วใช้ไม่ได้มันเป็นกฎหมาย ที่ยืนตายอยู่ ท่านไปดูกฎหมายฉบับหนึ่งครับ ผมยกตัวอย่าง พ.ร.บ. ผักตบชวา มีอยู่ช่วงหนึ่ง สมัยหนึ่งครับ รัฐบาลไม่มีปัญญาที่จะปราบผักตบชวาในแม่น้ำท่าจีน เลยออกกฎหมาย มาฉบับหนึ่งบอกว่าหน้าบ้านใดมีผักตบชวามีความผิด ผมถามว่ากฎหมายนั้นยังไม่เลิก จนเดี๋ยวนี้มีตำรวจไปกล่าจับบ้านที่ผักตบชวาที่หน้าบ้านบ้างไหมครับ กฎหมายนั้น ตายไหมครับ ขาดความศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่เริ่มคิดแล้วครับ อย่าว่าออกมาเป็นกฎหมายเลยครับ มันเป็นไปไม่ได้ครับ ส.ส. ก็ดี ผู้สมัคร ส.ส. ก็ดีครับ ตกนรกหมดทำบุญไม่ได้เลยครับ ไปทอดกฐิน ทอดผ้าปุา ไปกินข้าวที่วัดแล้วไม่ช่วยงานวัดสักบาทเดียวตกนรกหมดครับ อะไรกัน อย่าเสนอไปให้เขาหัวเราะครับ เสนอในความเป็นจริงให้เป็นไปได้ครับ ท่านอาจจะ ขีดขั้นต่ํา ขั้นต่ําเท่าไรไปคิดมาช่วยได้ไม่เกิน ๓,๐๐๐ บาทให้มันเท่ากับที่ ป.ป.ช. เขากําหนดว่า รับไม่เกิน ๓,๐๐๐ บาท ช่วยได้ไม่เกิน ๓,๐๐๐ บาท ก็แปลว่า ๕๐๐ บาท แบบท่านวิทยาก็ได้ ท่านวิทยาท่านบอกว่าท่านจน ท่านช่วยได้ไม่เกิน ๕๐๐ บาท ท่านก็ช่วยไป ๕๐๐ บาทสิครับ คนที่ช่วยข่มท่านช่วยทีละ ๒๐,๐๐๐ บาทไม่ได้แล้วละครับ ช่วยได้แค่ ๓,๐๐๐ บาท หรืออาจจะกำหนดแค่ ๕๐๐ บาทให้เหมือนท่านวิทยาก็ได้ อย่างนี้เป็นต้น ข้อเสนอที่มันควร เป็นไปได้ครับ ไม่ใช่เอามันครับ นี่สุดโต่งครับ

เรื่องต่อไปครับ อยู่ในข้อ ๗ การลงคะแนนเลือกตั้ง ข้อ ๗ เรื่องการลงคะแนน เลือกตั้งในข้อ ๓ ในข้อ ๓ บอกว่า กำหนดให้มีการตรวจสอบรายชื่อผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ภายหลังที่มีการลงคะแนนเลือกตั้งแล้วทุกครั้งทางอินเทอร์เน็ต (Internet) เพื่อให้ประชาชน ได้มีสิทธิตรวจสอบในกรณีที่อาจจะมีการแอบอ้างใช้สิทธิของบุคคลอื่น ก็แปลว่าให้เจ้าตัว ตรวจสอบทางอินเทอร์เน็ต (Internet) ว่ามีการมาใช้สิทธิแทนกันไหม ทีนี้ตัวอย่างพรรค์ อย่างนี้ครับเราต้องคิดให้รอบคอบครับว่าถ้าใช้วิธีการนี้มันจะเกิดความวุ่นวายภายหลัง เลือกตั้งกับประเทศนี้หรือไม่ ถ้าพอลงไปปั๊บแล้วร้องกันจนประกาศผลไม่ได้ ผมว่าเราต้อง เลือกตั้งล่วงหน้า ๑ ปีเพื่อประกาศผลในปีหน้า แล้วได้สภาในปีโน้นอย่างนั้นหรือเปล่าครับ คิดดูให้ดีครับ คิดดูให้ดีครับ อันนี้ผมติงเฉย ๆ ผมไม่ได้ค้านทีเดียว แต่เรื่องการช่วยงาน ผมค่านเต็มที่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์แครับ

เรื่องที่ ๑๐ ครับ เรื่องที่ ๑๐ ที่ผมต้องเสียเวลาโยงไปโยงมาเพราะเอกสารเพิ่ง ได้มาครับ เรื่องที่ ๑๐ ในข้อที่ ๑ เรื่องนี้สำคัญมากครับ ในคดีความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ให้ประชาชนเป็นผู้เสียหายด้วย เขียนสั้น ๆ อย่างนี้แต่ความหมายยาวครับ คดีเลือกตั้ง เป็นอาญาแผ่นดินครับ คดีเลือกตั้งราษฎรไปกล่าวโทษได้อยู่แล้วครับ แต่ถ้าท่านเขียนอย่างนี้ แปลว่าราษฎรไปฟูองศาลได้ด้วย ฟูองแพ่งด้วย ฟูองอาญาด้วยเพราะเป็นผู้เสียหายโดยตรง ถ้าโดยหลักการมันดูก็ดีนะ แต่ถ้าโดยความเป็นจริงมันจะวุ่นวายมากมายก้ายกองครับ วุ่นวาย อย่างไรครับ ผมลงสมัครผมโกงการเลือกตั้ง ผมทําท่าจะถูกจับได้ผมให้ลูกน้องไปฟูองผม แล้วก็ไปสู่กันที่ศาลเพราะฟูองเองได้เป็นผู้เสียหายนี่ สู่กันไปสู่กันมาแกล้งให้ศาลยก พยานหลักฐานให้อ่อน เอาคำพิพากษานี้มากันตัวผม เอาให้ชัดครับ อย่าคิดชั้นเดียวครับ คิดหลายชั้นหน่อยครับ ทําไมเขาไม่คิดอย่างท่านล่ะครับ มั่นคงมีปัญหาแหละเขาถึงไม่คิด อย่างท่าน เพราะฉะนั้นโดยหลักนี่ราษฎรกล่าวโทษได้อยู่แล้วครับอาญาแผ่นดินครับ ท่านวันชัยจะทราบดีเพราะท่านสอนกฎหมายอยู่เป็นอาญาแผ่นดินไม่ใช่อาญาต่อส่วนตัวครับ ราษฎรกล่าวโทษได้อยู่แล้วครับ เจ้าพนักงานทราบโทษก็ดำเนินการได้อยู่แล้วครับ ฉะนั้น คิดตรงนี้ลึก ๆ หน่อยครับ

ในข้อ ๔ ของข้อ ๑๐ เป็นเรื่องของการเสนอให้นำเทคโนโลยีมาใช้ ผมเสนอ ต่อครับตรงนี้ผมเห็นด้วย เสนอต่อว่าในหน่วยเลือกตั้งทุกหน่วยในวันที่มีการเลือกตั้งติดกล้อง วงจรปิดจบครับ ใครขยับซ้ายขยับขวา ใครมาเซ็นชื่อ ใครมาลงคะแนน ใครมาใช้สิทธิใช้เสียง การนับคะแนนเป็นอย่างไร ผลการนับคะแนนเป็นอย่างไร มันเห็นด้วยการบันทึกภาพโดย วิดีโอไว้ทั้งหมด ผมเป็นประธานคณะวินัยสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยครับ ผมเพิ่งจะ ตัดสิทธิที่มหนึ่งที่มออกจากตารางการแข่งขันไปตลอด ผมกล้า เพราะมีวงจรปิด ผมจะเห็น ภาพตลอดการแข่งขันเพราะมีการถ่ายทอดสด ผมสามารถรีเพลย์ (Replay) มาดูได้ว่า ใครชูนิ้วกลางให้ใคร นักกีฬานะ ใครชูนิ้วชี้ ใครชู้หัวแม้มือ เพราะฉะนั้นในการเลือกตั้ง ในหน่วยเลือกตั้งถ้าติดกล้องวงจรปิดมันจะบอกทั้งหมด ทั้งคนมาใช้สิทธิ ทั้งกรรมการ ประจำหน่วยจะไม่มีใครกล้าทุจริต ยกเว้นกล้องวงจรปิดเสีย ผมไม่ได้ไปกระทบใครนะ เราอย่าให้มันเสียสิ ถ้าเสียเราเอาหัวหน้าหน่วยติดคุกเลย กล้องวงจรปิดเสียคุณมีความผิดนะ เพราะฉะนั้นต้องเฝูากล้องวงจรปิดให้มันดี แค่นี้ครับ

ในข้อต่อมาข้อ ๖ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับผมครับ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ งานสืบสวน ผมบอกแล้วว่าผมมาในหลายมิติ มาในนาม สปท. มาในนามสืบสวนสอบสวน และมาในนาม กกต. ครับ ในนามสืบสวนสอบสวน ในข้อที่ ๖ ข้อที่ ๖ ของข้อ ๑๐ บอกว่า ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งติดตามและตรวจสอบแสวงหาข้อเท็จจริงในพื้นที่ โดยให้มี การส่งเจ้าหน้าที่จากส่วนกลางหรือจากหน่วยงานอื่นเข้าไปในพื้นที่พร้อมชุดเคลื่อนที่เร็ว เพื่อไปทำการสืบสวนในเชิงลึก ผมบอกได้เลยครับ การสืบสวนไม่ได้ทำก่อนการเลือกตั้ง วันสองวัน การสืบสวนไม่ใช่ทำเดี๋ยวนั้นครับ การสืบสวนต้องสืบทั้งปีทั้งชาติรวมไปชาติหน้า ด้วยครับ ต้องเก็บข้อมูลครับ ต้องทำต่อเนื่อง ไม่ใช่ว่าส่งเคลื่อนที่เร็วลงไปวันนี้แล้วสืบสวนได้ ไม่ใช่ครับ นั่นไปปูองกันครับ ปูองกันการซื้อเสียง ส่วนการสืบสวนจะต้องผสมผสานครับ คุณต้องไปสร้างชุดสืบสวน ไม่ใช่ กกต. ครับ ท่านทราบไหมท่านทราบแล้วท่านจะตกใจ ผมจะบอกให้นะ กกต. จังหวัดมีเจ้าหน้าที่สืบสวนกี่คนท่านทราบไหมครับ ๑ นายครับ มาช่วยราชการด้วยตำแหน่งหลักไม่มี กกต. จังหวัดเพชรบุรีมีทั้งหมด ๑๓ คนครับ ของประธานอยู่เองนะจังหวัดเพชรบุรี กรุงเทพมหานครมีมากที่สุดครับ กกต. มี ๒๓ คนครับ มีชุดสืบสวน ๑ คน เพราะฉะนั้นที่บอกว่า กกต. ทําหน้าที่จัดการเลือกตั้ง ผิดหมดครับ กกต. ไม่เคยได้จัดการ เลือกตั้งเลยครับ เพราะกำลังมีเท่านั้น ในความเป็นจริงผู้จัดการเลือกตั้งคือส่วนอื่นทั้งนั้นครับ กกต. ทำหน้าที่แค่ควบคุมจริง ๆ ครับ ผมเป็นถึงได้รู้ครับ กกต. ไม่มีปัญญาที่จะไปทำให้ การเลือกตั้งเป็นอย่างอื่นไปได้ ไม่มีอำนาจขนาดที่ท่านคิดหรอกครับ ๕ เสือ กกต. ก็นั่งเป็น เสือกระดาษอยู่ข้างบนนั่นละครับ ออกนโยบาย ใครจัดการเลือกตั้งใน กทม. ครับ ผอ. เขตครับ ผอ. เขตทุกเขต ในต่างจังหวัดล่ะ ก็ครู ครูประชาบาลบ้าง กำนัน ผู้ใหญ่บ้านบ้าง ประชาชนบ้างที่มาเป็นกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง นายอำเภอ ปลัดอำเภอ ก็คือฝุาย ปกครอง ก็คือกระทรวงมหาดไทยที่ท่านต้องการนั่นแหละครับ กกต. ออกเชิงนโยบายเท่านั้น ละครับ ของผมเป็น กกต. กทม. ผมมีอยู่ ๒๓ คน ผมจะทำอะไรได้กับ ๕๐ เขต และในแต่ละ เขตมีกี่หน่วย อย่าหลง อย่างงสิครับ กฎหมาย กกต. บอกไว้ว่าแม้ฉบับใหม่ก็ต้องเป็นอย่างนั้น อีกครับ ร่างเสร็จแล้วกระมังครับ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมีอำนาจที่จะใช้เจ้าหน้าที่อื่น มาร่วมปฏิบัติหน้าที่สนับสนุนการเลือกตั้ง ถ้าใช้แล้วไม่มาเฉพาะเรื่องการเลือกตั้ง ถ้าใช้แล้ว ไม่มาท่านมีความผิด ท่านก็ใช้กระทรวงมหาดไทยมาช่วยในการเลือกตั้ง มีอยู่แล้วครับ เพราะฉะนั้นในข้อที่ท่านเขียนเพิ่มขึ้นมาหลังจากที่มีกระแสออกมานั่นผมขอบคุณท่านเขียน เกือบถูก ผมใช้คําว่า เกือบถูกนะ มาสนับสนุนการเลือกตั้ง แล้วก็มีผู้หลักผู้ใหญ่ที่มีอํานาจ ในบ้านเมืองก็พูดแล้วว่า กกต. ก็ใช้เขาได้อยู่แล้วนี่ ตรงนั้นมันชัดครับ ปัจจุบันนี้ก็ทำอย่างนั้น ที่ท่านวิทยาบอกว่าเห็นไหม กกต. รับใช้นักการเมืองจนติดคุก นั่นแหละครับ เป็นคำตอบ ที่บอกกับท่านว่า กกต. ไม่ได้ใหญ่จริงครับ ถ้า กกต. ใหญ่จริงทำไมต้องติดคุกล่ะครับ ท่านวิทยาไปไหนฟังด้วย รับประทานอาหารนั่งหน้าทีวี แสดงว่าท่านบอกว่า กกต. ใหญ่มาก จนนักการเมืองกลัว กกต. ถ้าใหญ่จริงทำไมติดคุกล่ะครับ แสดงว่าที่ใหญ่จริงคือความถูกต้อง ชอบธรรม ถ้าไม่ถูกต้องชอบธรรมก็แปลว่าติดคุก ก็ทำให้เห็น ติดให้เห็นนะครับ ท่านประธาน ขึ้นมาทีหลังเขา เขาเปิดเกิน ๑๐ นาทีนะครับ ผมเตือนท่านประธานด้วยครับ แต่ผมจะใช้ เวลาอีกไม่มากแล้วครับ

เรื่องรางวัลตอบแทนกับผู้ให้ข่าวนี่อันตรายครับ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่ง ที่อันตรายครับ ก็แปลว่าถ้าใครให้ข่าวเรื่องการทุจริตการเลือกตั้งแล้วจะให้ร่างวัล แล้วเขียน ตัวเลขไว้ด้วยว่าไม่น้อยกว่า ๑๐๐,๐๐๐ บาท ถ้าหากว่าในคดีนั้นมีศาลพิพากษาลงโทษ แปลง่าย ๆ ว่าจ้างให้ไปตกเบ็ดมา ตํารวจเคยคิดจะนํามาใช้ แค่คิดแล้วใช้ไประยะหนึ่งไม่เกิน ๓ เดือนครับต้องรีบเลิก ตำรวจใช้เรื่องอะไรครับ เรื่องจับความผิดตาม พ.ร.บ. จราจร ให้ผู้ติดสินบนเจ้าหน้าที่จับคนติดสินบนได้ให้รางวัลตำรวจเจ้าหน้าที่ที่จับคนติดสินบน ๑๐,๐๐๐ บาท ขณะเดียวกันไปว่าจ้างถ้าเจ้าหน้าที่ติดสินบนราษฎรคนไหนชี้จับ แจ้งจับ เจ้าหน้าที่ที่รับสินบนได้ให้ ๑๐,๐๐๐ บาท รีบเลิกเลยครับ ตกเบ็ดกันไปตกเบ็ดกันมา ก็คือ สร้างเรื่องขึ้นมาเพื่อหวังเงินร่างวัล อันตรายครับ คิดให้รอบด้านครับ อันตรายครับ รัฐมนตรี กระทรวงยุติธรรมก็พยายามเลิกเรื่องรางวัลอยู่ด้วยครับ ท่านวันชัยคงเข้าใจแล้วนั่งพยักหน้า หงึก ๆ อยู่อย่างนั้น

ในเรื่องของคณะกรรมการการเลือกตั้งผมฝากนิดหนึ่งครับ เพราะถ้าผม มาเถียงว่าอย่าเลิก กกต. จังหวัด ผมก็จะกลายเป็นคนเห็นแก้ตัว เถียงเพื่อประโยชน์แส่วนตน ผมอธิบายอย่างนี้เลยครับว่าทําไมต้องมี กกต. จังหวัด ท่านบอกว่าไม่ต้องมีก็ได้ เพราะมี ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดอยู่แล้ว ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัด เป็นระบบราชการครับ ส่วน กกต. จังหวัดเป็นระบบอิสระสรรหาเข้ามา ไม่ยึดโยงกับระบบ ราชการ ไม่มีผู้บังคับบัญชา ใครสั่งไม่ได้ เป็นอิสระเหมือนกับ กกต. ๕ เสือนั่นแหละครับ ที่กำลังจะเป็น ๗ เสือ เพราะ ๕ เสือไม่พอ ดังนั้น ๕ คนนี้ใครมาแทรกแซงไม่ได้ ถ้ากระบวนการสรรหามาดี ดังนั้นกระบวนการสรรหา กกต. ตามหลักเกณฑ์ใหม่จะเข้มข้นกว่าเก่า ก็แปลว่า ๒ เสือ กกต. ที่จะเข้ามาใหม่จะต้องถูก สรรหาแบบหัวจรดเท่าละเอียดยิบ ฝักใฝุการเมืองหรือเปล่า เป็นกลางทางการเมืองไหม อะไรต่อมิอะไร ฉะนั้นท่านอย่าเป็นห่วง ท่านอย่าไปยึดติดกับคนคนเดียวว่าเคยติดคุก มีความผิดแล้วคนอื่นจะเป็นอย่างนั้นนะครับ ผมมีอีกเยอะแยะมากมายแต่ว่าคงจะรอฟัง เพราะว่ากรรมาธิการก็จะขึ้นชี้แจงเป็นระยะ ผมฝากอีกนิดเดียวครับ การเลือกตั้งจะต้อง เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม เป็นไปโดยสุจริต โปร่งใสและเที่ยงธรรม มันเป็นความรู้สึก รู้สึกว่ามันสุจริต รู้สึกว่ามันโปร่งใส รู้สึกว่ามันเที่ยงธรรม ดังนั้นสิ่งเหล่านี้เราจะต้องสร้าง ให้เกิดความรู้สึกขึ้นกับประชาชนให้ได้ ประชาชนต้องยอมรับการเลือกตั้งครั้งนี้ว่าสุจริต โปร่งใส เที่ยงธรรม ทําไมล่ะครับ เพราะประชาชนเป็นเจ้าของอํานาจอธิปไตย สิ่งจําเป็น สิ่งสำคัญที่ต้องทำให้ความรู้สึกเกิดขึ้นกับประชาชน จึงจำเป็นจะต้องให้ประชาชนเข้ามามี ร่วมส่วน ซึ่งจะตรงกับร่างรัฐธรรมนูญเปฺะเลยครับ ซึ่งจะตรงกับการที่จะต้องให้ประชาชน เข้ามามีส่วนร่วม ได้เข้ามาร่วม ได้เข้ามารู้ ได้เข้ามาเห็น ด้วยตนเอง แล้วจะเกิดความรู้สึก เหล่านั้นขึ้น กระผมกำลังจะบอกว่าในการจัดการเลือกตั้งในทุกมิติ ในการที่เราจะเสนอ ความเห็นแล้วอย่างไร กรธ. ก็ต้องยอมรับก็คือจะต้องให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม เมื่อเขามีส่วนร่วมเขาได้ดู ได้รู้ ได้เห็น ได้สัมผัส แล้วเกิดความรู้สึกว่าการเลือกตั้งเกิด ความสุจริต โปร่งใส และเที่ยงธรรม และนั่นละครับคือการปฏิรูปการเลือกตั้งให้เป็นไปโดย สุจริตและเที่ยงธรรมอย่างแท้จริง ดังนั้นข้อ ๑ ที่ท่านตัดประชาชนไม่ให้มายุ่งเกี่ยวกับ การเลือกตั้ง ท่านคิดผิดตั้งแต่ข้อ ๑ แล้ว ข้ออื่น ๆ ไม่ต้องพูดครับ กราบขอบพระคุณครับ

ต่อไปขอเชิญท่านชูชาติ อินสว่าง อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และประธาน ชมรมสหกรณ์แภาคเกษตรแห่งประเทศไทย ขอเชิญครับ

นายชูชาติ อินสว่าง

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม ชูชาติ อินสว่าง สปท. ๐๔๑ ท่านประธานครับ ก่อนหน้าที่จะมาถึงวันนี้ ถ้าเรามาถึงวันนี้เสียก่อน เราคงไม่ต้องเป็นขี้ปากของหลายคนว่า สปท. ทำอะไรที่ไม่เข้าท่า ขอบคุณท่านกรรมาธิการ ทุกท่านที่ได้กรุณาชี้แจง ที่ได้กรุณาทำความกระจ่างชัดเจนให้เห็นในหลาย ๆ เรื่องในวันนี้ ผมมีเรื่องที่จะอภิปรายในฐานะที่เป็นคนปฏิบัติอยู่ในท้องที่ด้วยตัวเองหลายครั้งไม่น้อยกว่า ๓ ทศวรรษที่ผ่านมา ท่านประธานครับ จะจัดการเลือกตั้งให้ดีเลอเลิศประเสริฐศรีอย่างไร ก็แล้วแต่ ถ้าไม่มีคนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งการนั้นก็เปล่าประโยชน์ ทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง เรามักจะรณรงค์แกันถึงแม่ขนาดับางจังหวัดให้รางวัลสำหรับหน่วยเลือกตั้งหรือตำบลไหน หรืออำเภอไหนที่มีผู้ใช้สิทธิมากที่สุด แม้แต่กระทั่งคำถามพ่วงคราวที่แล้วเราก็ยังไม่บรรลุ เปู้าหมายในการที่จะนําพาผู้คนออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ไปใช้สิทธิลงประชามติให้ได้มากที่สุด ผมอยากจะกราบเรียนว่าหลายคนบอกว่าเมื่อไรจะเลือกตั้ง เมื่อไรจะเลือกตั้ง แต่พอเวลา เลือกตั้งไม่ไปหรอกครับ นี่คือสิ่งสำคัญ ฉะนั้นผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่าผมไม่ได้มองคนเมืองเป็นหลัก ผมมองคนชนบท มองพี่น้องเกษตรกรผมโดยเฉพาะสมาชิกสหกรณ์แการเกษตรไม่น้อยกว่า ๘,๐๐๐,๐๐๐ ครอบครัวซึ่งจะต้องไปใช้สิทธิในการเลือกตั้ง แต่หลายคนไม่น้อยกว่า ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์แของคนเหล่านั้นมีปัญหาเรื่องพาหนะที่จะพาไปใช้สิทธิในการเลือกตั้ง จะอ้างหรือจะพูดเรื่องจริงก็ไม่ทราบ แต่บอกว่าไม่มีรถไปลำบากเสียเวลา ผมอยากจะ กราบเรียนผ่านท่านกรรมาธิการด้วยความเป็นห่วงว่าปัญหาเรื่องคนรับส่งผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง มันสำคัญที่สุดเลย ดังนั้นเพื่อความสะดวกเพื่อการตรวจสอบคนที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งด้วย ไปรับแล้ว เห็นอยู่แล้ว อยู่กับบ้านแล้วแต่ไม่ไปใช้สิทธิ อันนี้เราก็สามารถตรวจสอบได้ว่า คนไม่ยอมไปใช้สิทธิ ดังนั้นแล้วผมอยากจะกราบเรียนด้วยความเคารพว่าควรจัดอย่างยิ่งให้มี พาหนะรับ-ส่งผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างชัดเจน ให้เห็น ๆ จะจะไปเลยครับ โดยอาจจะ มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยหรือกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นผู้จัดพาหนะ หรือจะมอบให้ ขนส่งจังหวัดซึ่งมีกำลังความสามารถอยู่ หรือจะมอบให้ กกต. เองถ้าคิดว่าสามารถ ดำเนินการได้เป็นผู้จัดพาหนะให้ ส่วนพาหนะที่จะใช้ในการรับ-ส่งผู้ใช้สิทธิในการเลือกตั้ง เราอาจจะต้องเขียนว่ารถพาหนะสำหรับรับ-ส่งผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งเท่านั้น เหมือนรถที่เราเขียน ข้าง ๆ ประตูอยู่เป็นประจำว่าใช้ในราชการเท่านั้น ผมเรียนอย่างนี้ครับว่ารถรับ-ส่งผู้ไปใช้ สิทธิเลือกตั้งเท่านั้นนะครับ ประจำหน่วยที่ตำบล อำเภอ จังหวัด โดยได้รับอนุญาตจาก กกต. แล้ว อันนี้จะเป็นแรงจูงใจอย่างหนึ่งที่สามารถจะนำพาคนไปใช้สิทธิเลือกตั้งให้ได้ มากที่สุด ผมเชื่อว่าถ้าคนไปใช้สิทธิเลือกตั้งให้ได้มากที่สุดและใช้ส่วนหนึ่งของการไปใช้สิทธิ เลือกตั้ง คือมีพาหนะสําหรับพาคนไปใช้สิทธิเลือกตั้งก็จะทําให้ผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งมากกว่า ๗๐ เปอร์เซ็นต์แน่นอน ผมขออนุญาตนำเสนออย่างนั้น

ส่วนอีกเรื่องหนึ่งขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านอำนวย นิ่มมะโน ได้กรุณาพูด ไปแล้วก็คือเรื่องวงจรปิด ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เพราะปัจจุบันนี้แม้แต่ที่ทำงานผมเอง ผมมาอยู่นี่ผมก็ใช้การบริหารจัดการด้วยวงจรปิดอยู่ตลอดเวลาว่าเราจะให้เขาทำอะไร ที่ไหน เมื่อไร อย่างไร ทำเสร็จเรียบร้อยแล้วดูวงจรปิดได้ครบตลอดเวลา อันนี้ผมเห็นด้วย แล้วก็ใช้ งบประมาณไม่มากมายเท่าไร ติดตั้งเสร็จเรียบร้อยก็กลับบ้านได้ หรือว่าบางหน่วยอาจจะมี วงจรปิดอยู่แล้วก็อาจจะเป็นได้ ก็ต้องขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูง แล้วก็ขออนุญาตด้วย ความเคารพสรุปว่าจะแก้ปัญหาเรื่องการไปใช้สิทธิเลือกตั้งโดยอำนวยความสะดวกให้ นอกจากอำนวยความสะดวกให้แล้วเรายังสามารถตรวจสอบผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้อีกด้วย ก็ขออนุญาตฝากตรงนี้ต่อกรรมาธิการด้วย ซึ่งในตัวบทกฎหมายเองผมทราบจากผู้รู้ว่ามันก็มี อยู่แล้วนะครับ แต่เราไม่ได้เปิดช่องให้ตัวนี้ได้สร้างแรงจูงใจอย่างชัดเจนนะครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงครับ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณแ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ต่อไปขอเชิญท่านอภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ อธิบดีกรมที่ดิน และอดีตผู้ว่าราชการ จังหวัดนราธิวาสและจังหวัดนครศรีธรรมราช ขอเชิญครับ

นายอภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ผม อภินันท์ ซื่อธานุวงศ์ สปท. หมายเลข ๑๘๖ ครับ เนื่องจากทางกรรมาธิการพยายามให้ความสำคัญในเรื่องนี้ ก็อดที่จะขึ้นมาอภิปรายและเสนอแนะเรื่องราวบางประการในฐานะที่เคยบริหารจัดการ เลือกตั้งมาในตำแหน่งนายอำเภอก็ดี ผู้ว่าราชการจังหวัดก็ดีนะครับ กราบเรียนใช้เวลาสั้น ๆ สัก ๒-๓ ประเด็น

ประเด็นที่ ๑ การที่จะเสนอให้กระทรวงมหาดไทยมาดำเนินการเลือกตั้งนะครับ ผมกราบเรียนว่าขณะนี้โดยระบบการเลือกตั้งแบบที่ทาง สปท. บางท่านได้พูดครับ กกต. เอง ก็ไม่ได้บริหารจัดการเลือกตั้งเองเป็นเพียงผู้คุมนโยบายเท่านั้นเอง ระบบการเลือกตั้ง เป็นระบบซึ่งเรามีคณะกรรมการประจำจังหวัด แล้วคณะกรรมการประจำจังหวัด ก็ยังไม่ดําเนินการเลือกตั้งเองนะครับท่านครับ ยังมีคณะกรรมการการเลือกตั้งเขตอีก ส.ส. นี่ เขาแบ่งเป็นเขต ๆ แล้วกรรมการการเลือกตั้งเขตมี ผอ. เขต ซึ่งมาจากการสรรหา ตรงนี้ครับ ทุกคนเข้ามาร่วมด้วยช่วยกันอยู่ที่คณะกรรมการเขตเลือกตั้งนี่ครับ ผมเองยังเคยเป็น ผู้อำนวยการเลือกตั้ง อบจ. พัทลุงในสมัยที่เป็นปลัดจังหวัด แต่ไม่ใช่เกิดจาก กระทรวงมหาดไทยมอบหมายนะครับ เกิดจากความสมัครใจที่จะไปช่วยงาน อบจ. นะครับ ดังนั้นท่านลองเปรียบเทียบดูว่าระบบการบริหารจัดการที่มีการเปิดให้ทุกคนมีส่วนร่วมกับ ระบบบริหารจัดการที่ฝากอยู่ที่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งอะไรจะดีกว่ากัน อันนี้เป็นคำถาม นะครับ ในส่วนตัวผมผมก็คิดว่าระบบในปัจจุบันการเปิดให้มีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเข้ามา นี่เป็นระบบที่ดีอยู่แล้วนะครับ การบริหารจัดการในขณะวันเลือกตั้งนี่ครับ กราบเรียนว่า เหนื่อยนะครับ แล้วคนที่บริหารจัดการเลือกตั้งสมาธิจะจดจ้ออยู่กับการเตรียมการเลือกตั้ง ห้ามรุ่งห้ามค่ำนะครับ ดังนั้นโอกาสที่จะไปจับโกงหรือไปจับคนทำผิดนี่โอกาสน้อยมาก ผมกราบเรียนตามข้อเท็จจริงนะครับ คนที่ลงมือดำเนินการเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งจาก เขตเลือกตั้งนะครับ มีกรรมการเขตแล้วเรายังมี ๗ ทหารเสื้อในหน่วยเลือกตั้งอีก ซึ่งประกอบด้วยภาคพี่น้องประชาชนที่เข้ามาเป็นกรรมการหน่วยเลือกตั้ง คนที่ดำเนินการ เลือกตั้งนี่สมาธิจะอยู่ที่การบริหารจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยนะครับ ส่วนคนที่จะไปจับโกงนี่ผมคิดว่าจะต้องมีทีมงานต่างหากนะครับ ดังนั้นข้อเสนอแนะนี่ถ้าหาก มีความคาดหวังว่าจะไปกำจัดโกงหรือไม่ให้มีการโกงนี่จะไปฝากอยู่ที่คณะทำงานดำเนินการ เลือกตั้งนี่ยากครับ เพราะสมาธิเอย ความทุ่มเทเอย มันอยู่ที่การบริหารจัดการเลือกตั้ง อยู่แล้ว ไม่มีเวลา ไม่มีสมาธิจะไปสืบเสาะหาคนโกงหรอกครับ ท่านต้องมีชุดจับโกงต่างหาก ซึ่งอาจจะให้ กกต. ส่วนกลาง พัฒนาบทบาทในเรื่องนี้ หรือจะคิดอ่านอย่างไรก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง นะครับ อาจจะถามว่าให้กระทรวงมหาดไทยไปบริหารจัดการเลือกตั้งและเจ้าหน้าที่ กระทรวงมหาดไทยก็จะต้องมีสมาธิอยู่ในการบริหารจัดการเลือกตั้งในวันเลือกตั้งนี่นะครับ แล้วก็ถามว่ามันจะเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรมไหม ตอบยากเหมือน ๆ กันนะครับ เพราะว่าผู้คนของกระทรวงมหาดไทยก็จะทุ่มเทอยู่กับกระบวนการจัดการเลือกตั้งในวันนั้น แล้วนะครับ เพราะฉะนั้นท่านต้องถามเปูาประสงค์แที่แท้จริงว่าท่านไปคิดอ่านเรื่องแบบนี้ ท่านต้องการอะไรนะครับ แล้วก็ระบบการเลือกตั้งในขณะนี้ ระบบที่เปิดให้ทุกภาคส่วน เข้ามามีส่วนร่วมทั้งภาคราชการและมีมติ ครม. ว่า กกต. สามารถสั่งทุกหน่วยราชการเข้ามา ทำงานในการเลือกตั้ง เพราะการเลือกตั้งเป็นงานของชาติครับ แล้วเปิดโอกาสให้พี่น้อง ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในทุกระดับอะไรจะดีกว่ากัน ก็ต้องชั่งน้ำหนักนี้นะครับ นั่นเรื่องที่ ๑

เรื่องที่ ๒ สิ่งที่ผมอยากจะเสนอแนะและแลกเปลี่ยน คือกระบวนการเลือกตั้ง ที่ผ่านมามีปัญหาประการหนึ่งที่คิดว่าอยากจะให้คิดถึงกลไกแก้ไขปัญหาเหล่านี้ด้วย ก็คือตาม หลักการเลือกตั้งหรือหลักประชาธิปไตย ผมว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือการหมุนเวียนข้อเท็จจริง หรือข้อมูลข่าวสารที่เป็นจริง ในสังคมให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบ และการตัดสินใจอยู่ที่พี่น้องประชาชน แต่การเลือกตั้งที่ผ่านมานะครับ ข้อมูลข้อเท็จจริง หรือข้อมูล หรือข้อมูลข่าวสารที่หมุนเวียนอยู่ในขณะเลือกตั้งหรือก่อนเลือกตั้งมันเป็น ข้อเท็จจริงที่บิดเบือนกันทั้งสิ้น ด้วยปัญหา ด้วยวิธีการที่ผมเห็นอยู่ ๒ อย่าง

อย่างที่ ๑ คือการหลงนิยมอยู่กับภูมิภาคนิยม ท่านจะเห็นนะครับ นักการเมืองซีกหนึ่งจะเข้าไปในพื้นที่อีกซีกหนึ่งเพื่อไปหาเสียง ไม่ให้เข้า ถูกไข้ขว้างบ้าง ถูกอะไรบ้าง ขณะเดียวกันอีกซีกหนึ่งไปอีกภาคหนึ่งไม่ให้เข้า ซ้ำร้ายมีพรรคการเมืองอีก สร้างพื้นที่เป็นหมู่บ้านโน่น หมู่บ้านนี้ ฝุายอื่นเข้าไม่ได้เลย แบบนี้ไม่ได้ละครับ ต้องหากลไก ในการแก้ไขปัญหา ต้องให้ทุกภาคส่วนเข้าไปให้ข้อมูลข่าวสารทางการเมืองที่ตรงไปตรงมา การตัดสินใจอยู่กับพี่น้องประชาชน พี่น้องประชาชนจะรักใครชอบใครห้ามไม่ได้หรอกครับ แต่จะห้ามไม่ให้คนที่คิดต่างเข้าไปให้ข้อมูลข่าวสารทางการเมืองผมว่าสมควรที่จะคิดอ่าน หากลไก เช่น ทำอย่างไรหากคนอีกซีกหนึ่งเข้าไปในพื้นที่ของฐานการเมืองหนึ่งมีการขัดขวาง ขว้างไข้ ขว้างอะไรที่ท่านเห็นอยู่นี่ครับ มันต้องมีบทลงโทษตั้งแต่หัวคะแนนยันถึงผู้สมัคร พรรคการเมืองนั้น นี่อันที่ ๑ ผมไม่เห็็นมีข้อเสนอแนะนี้ที่จะแก้ไขแบบนี้เลย ข้อเสนอแนะ ที่พบปัญหาในเรื่องข้อมูลข่าวสาร ผมเน้นไปที่ข้อมูลข่าวสารนะครับก็คือการควบคุม สื่อมวลชนในการให้ข้อเท็จจริง ซื้อกันเป็นคอลัมน์ (Column) ซื้อกันเป็นฉบับ ท่านจะแก้ไข อย่างไรครับ มันไม่มีข้อมูลข่าวสารที่ผู้บริโภคนะครับ ข้อมูลข่าวสารนี้จะได้รู้ข้อเท็จจริงของ บ้านเมืองแล้วก็ไปกรอง ไปใช้ดุลยพินิจในการเลือกตั้งเลย เพราะว่าข้อมูลข่าวสารนี้ซื้อกันเป็น คอลัมน์ (Column) ซื้อเป็นคอลัมนแนิสต์ (Columnist) ซื้อเป็นหัวเลย แล้วจะทําอย่างไรกับ ปัญหาเหล่านี้ กรรมาธิการช่วยคิดอ่านกันหน่อยได้ไหมครับ ผมก็จะยินดีมากถ้าเห็นบ้านเมือง มีความปรองดอง ทุกภาคส่วนเข้าไปในทุกพื้นที่ ทุกอณู่ ทุกหมู่บ้านได้ ให้ข้อเท็จจริงข่าวสาร ทางการเมืองกับพี่น้องประชาชนได้ สิ่งนี้เป็นสิ่งที่เราเห็นในการเลือกตั้งที่ผ่านมา ผมไม่เห็น กลไกอะไรที่มาแก้ไขปัญหาเหล่านี้เลยในข้อเสนอแนะของกรรมาธิการนะครับ ขออนุญาตให้ ข้อมูลและข้อเสนอแนะใช้เวลาสั้น ๆ เพียงเท่านี้ละครับ กราบขอบคุณมากครับท่านครับ

นายอลงกรณแ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณครับ ขณะนี้เหลื่อสมาชิกที่แสดงความจำนงในการอภิปรายอีก ๒ ท่าน มีท่านชูชัย ศุภวงศ์ และท่าน พลตำรวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ ขอเชิญท่านชูชัย ศุภวงศ์ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขอเชิญครับ

นายชูชัย ศุภวงศ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ท่านกรรมาธิการ เพื่อนสมาชิก ที่เคารพครับ ผม นายแพทย์แชูชัย ศุภวงศ์ สมาชิกหมายเลข ๔๐ ก่อนอื่นต้องกล่าวชื่นชม ท่าน สปท. วิทยา แก้วภราดัย ที่อภิปรายได้มีเนื้อหาสาระ แล้วก็เป็นรูปธรรมที่จับใจนะครับ ผมคิดว่านาน ๆ ครั้งเราจะได้ฟังการอภิปรายที่มีประโยชน์ แล้วก็อย่างที่ท่าน สปท. วันชัย ได้พูดว่าอันที่จริงวาระนี้เป็นวาระที่สำคัญมาก แต่ว่าดูห้องจะโหร่งเหร่งท่านประธานครับ เข้าใจว่าติดภารกิจเรื่องประชุมกรรมาธิการในแต่ละชุด เมื่อเช้าผมเองก็ต้องไปทำหน้าที่นั้น นะครับ

ประเด็นที่ผมอยากจะชี้ก็คือว่าท่าน สปท. วิทยาได้วิเคราะห์ วิเคราะห์แคือ การทําปัญหาให้ชัดเจน ซึ่งใช้สมองคนละส่วนกับการสังเคราะห์ อันนี้พูดจริงนะครับ ผมคิดว่า นักวิชาการไทย โดยเฉพาะนักวิชาการทางตะวันตกและนักวิชาการไทยไปลอกแบบมานี่ เขาจะมีทักษะในการวิเคราะห์ วิพากษ์แวิจารณ์แมาก แล้วก็พัฒนาสมองส่วนนั้นมาก แต่ครั้น พอบอกให้สังเคราะห์เป็นข้อเสนอในบริบทไทยไปนี่ไม่ถูกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นถ้าได้เรียนรู้ จากการอภิปรายของท่านวิทยาเมื่อเช้านี้ก็จะเกิดประโยชน์แด้วยเหตุที่ว่าท่านใช้ประสบการณ์ จริงในชีวิตสังเคราะห์แข้อเสนอออกมาเป็นรูปธรรม รวมทั้งกรรมาธิการทั้งหลายนะครับ แต่ว่า ที่เน้นถึงท่านวิทยาด้วยเหตุที่ว่าท่านเป็นผู้ลงปฏิบัติจริงนะครับ การสังเคราะห์แจากการปฏิบัติ ที่เป็นจริงนำเสนอนี่ผมคิดว่าเกิดประโยชน์แมาก แล้วถ้านักวิชาการไทยได้เรียนรู้ตรงนี้ ก็อาจจะเป็นประโยชน์แกับสังคมไทยเช่นกันนะครับ ในส่วนสาระทั้งวิเคราะห์แทั้งสังเคราะห์ เป็นเรื่องที่มีประโยชน์แนะครับ ในส่วนที่มีความน่าเชื่อถือไม่เพียงเพราะว่าท่านเป็น นักการเมืองน้ําดีนะครับ ไม่เพียงเพราะว่าท่านพูดนําเสนอด้วยท่าที่ที่ไม่โหวกเหวกโวยวาย ซึ่งเป็นประเด็นที่ผมเป็นห่วงสภาแห่งนี้เช่นกันนะครับ ท่านประธานก็คงทราบความรู้สึก อันนี้ดี แต่ว่าท่านพูดจากใจที่ผมอยากจะเรียนว่าพูดจากใจที่จริงใจนะครับ จริงใจที่จะเห็น ระบบการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม ที่ท่านบอกว่าได้สู่มาตลอดชีวิตตั้งแต่เป็นนิสิตนักศึกษา นะครับ ผมขอเสนอในฐานะพลเมืองคนหนึ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะไปลงสมัครรับเลือกตั้ง แต่ว่า ก็ไปใช้สิทธิเลือกตั้งลงคะแนนแทบทุกครั้งนะครับ ยกเว้นแต่ไปต่างประเทศ แล้วผมเห็นว่า ปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่จริง ๆ ปัญหาธนกิจการเมืองเป็นปัญหาไปทั่วโลกละครับ แต่ว่า ประเทศไทยมันหนักมาก หนักมาก็อาจจะเป็นด้วยเพราะว่าวัฒนธรรมอุปถัมภ์แซึ่งเป็น โครงสร้างที่ติดสังคมไทยมาช้านาน มีทั้งข้อดีแล้วก็มีทั้งข้อด้อย แน่นอนครับเป็นข้อด้อย ในระบอบประชาธิปไตย ข้อเสนอนี้หลายข้อที่ต้องการที่จะแก้ปัญหานี้ ผมมีข้อเสนอ อย่างนี้ครับ

ข้อที่ ๑ การปรับเปลี่ยนบทบาทหน้าที่หรือโครงสร้างการจัดการเลือกตั้งนี่ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งที่ กกต. ทำหน้าที่ควบคุม เมื่อกี้หลายท่านก็บอกว่าอันที่จริงควบคุม อยู่แล้วนะครับ แต่ว่าเราทำให้ชัดเจน แล้วคนที่จัดการเลือกตั้งเสนอกระทรวงมหาดไทย ผมก็ไม่ขัดข้องนะครับ แต่ว่าอยากจะเพิ่มองค์แประกอบของกระทรวงอื่น ๆ นะครับ นอกเหนือจากกระทรวงมหาดไทย มีกระทรวงสาธารณสุข ศึกษาธิการ เกษตรและสหกรณแ และอื่น ๆ ลองไปพิจารณาดู แต่จุดสำคัญครับ บางจังหวัดเขาบอกว่าถ้าให้ราชการไปจัด เลือกตั้งนี่ลำบากนะครับ ไม่ว่าสักกี่กระทรวงก็ตาม เพราะว่าคนที่จะย้ายไปอยู่ในจังหวัดนั้น ๆ อาจจะถูกตรวจสอบก่อนว่าจะต้องทำตามคนที่ยิ่งใหญ่ในจังหวัดนั้น อันนี้ก็ถึงแม้จะมีน้อย แต่ว่าก็เป็นได้ แต่ผมอยากจะเรียนครับว่าในฐานะที่เป็นข้าราชการในต่างจังหวัดมานาน นะครับ ข้าราชการไม่อยากจะเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย แล้วถ้าบอกว่าเราคงจะต้องระบุว่าถ้าทําผิด ถือว่าเป็นวินัยร้ายแรง เพราะว่าเราไปใช้โทษที่รุนแรงกับทางการเมือง แต่ทางราชการก็คง ต้องเจอวินัยที่ร้ายแรง ขณะเดียวกันถ้าเขาจะต้องมาทำหน้าที่นี้เขาก็คงจะได้รับรางวัลด้วย นะครับ ถ้าทำอะไรเรียบร้อยการเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรม ประเด็นที่ผมเสนอเพิ่มเติมก็คือว่า เพิ่มองค์แประกอบเข้าไปถ้าเป็นห่วงเรื่องราชการนะครับ องค์แประกอบถ้าเสนอให้แบบ สวิ่ง (Swing) ไปอีกทางหนึ่งก็จัดให้มีผู้แทนของพรรคการเมืองในแต่ละพรรคเข้าไปอยู่ในนั้นด้วย ลองไปพิจารณาดูนะครับข้อดีข้อเสีย หรือจะเข้าไปมีส่วนร่วมแค่ไหน เพราะว่า การปรับเปลี่ยนองค์แประกอบนี้จะทำให้เกิดดุลยภาพและให้การยอมรับมากขึ้น หรือเสนอ ผู้ทรงคุณวุฒิที่ไม่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองใดเลยในพื้นที่เข้าไปอยู่เข้าไปมีส่วนร่วมนั้นด้วย นะครับ องค์แประกอบเช่นนี้คงจะได้รับการยอมรับมากขึ้น

ประเด็นที่ ๒ ผมเห็นด้วยกับท่าน สปท. อำนวย นิ่มมะโน และ สปท. ชูชาติ อินสว่าง ที่เพิ่งนำเสนอไปนะครับ ต้องใช้เทคโนโลยีกล้องวงจรปิดให้เกิดประโยชน์แนะครับ ตอนที่เราพูดถึงเรื่องระบบความปลอดภัยทางถนน เรายังติดกล้องตรวจสอบความเร็ว หรือการวัดแอลกอฮอล์แยังไม่เพียงพอ ราคาก็คงจะไม่มากเท่าไรนะครับ ในมหานครใหญ่ ๆ อย่างลอนดอนนี่ภาคธุรกิจเอกชนร่วมกับรัฐบาลท้องถิ่นสามารถติดกล้องไปทั่วมหานคร ลอนดอน ผลปรากฏว่าลดอาชญากรรมลงมากเพราะว่ามีคนเฝูามองอยู่ตลอดเวลา ถ้าอาชญากรอยากจะทำอะไรก็จะรู้สึกว่าโดนเฝู่ามองตลอดเวลา แล้วนักสิทธิมนุษยชน ก็บอกว่าอันนี้เป็นการละเมิดสิทธิเขาก็จะติดปูายเลยนะครับว่า บริเวณไหนบ้างที่เขาติดกล้อง วงจรปิดที่จะตรวจสอบพฤติกรรม แม้ว่าบางกล้องบางส่วนไม่ทำงานแต่ว่าอาชญากรก็ไม่กล้า นะครับ อันนี้ลองไปพิจารณาดู ถ้าสมมุติว่าราคาแพงมากจะมีวิธีการสุ่มอย่างไรให้กรรมการ ที่มีส่วนร่วมในการดูแลการเลือกตั้งรู้สึกว่าติดอยู่ทุกหน่วยเลือกตั้ง อันนี้ก็สามารถที่จะทำได้ โดยการสุ่มแล้วก็ใช้วิธี ผมเชื่อว่าราคาคงไม่มากครับ อันนั้นลองไปพิจารณาดู

ประเด็นที่ ๓ ต้องขอบคุณกรรมาธิการที่เสนอเรื่องการเสนอภาษีเงินได้ ย้อนหลัง ๓ ปี เรื่องนี้มีความพยายามมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ นะครับ ผมเป็นรองประธาน กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ จะมีส่วนดีบ้าง ไม่ดีบ้างก็ตามนะครับ แต่อยากจะ เรียนว่าเรื่องนี้มีความพยายามจะบัญญัติในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่ไม่สําเร็จครับ ท่านประธาน ไม่สำเร็จจะด้วยเหตุผลประการใดก็ตามแต่ แล้วมาบัญญัติอีกครั้งหนึ่ง ในร่างรัฐธรรมนูญของฉบับอาจารย์แบวรศักดิ์แต่ก็ไม่ผ่าน สปช. นะครับ แล้วก็เป็นเรื่องที่ น่ายินดีที่มีการนำเสนอให้เสนอภาษีเงินได้ย้อนหลัง ๓ ปี อันนี้เป็นหัวใจสำคัญมากนะครับ นักวิชาการของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเขาบอกว่าจะเป็น เครื่องมือที่ชะงัดมาก แล้วคนจำนวนนับแสนคนที่ยื่นสมัครเลือกตั้งระดับท้องถิ่น มีความเชื่อว่า ถ้าสงสัยว่าตัวเองจะมีปัญหาจะสกรีน (Screen) โดยการถอนตัวเองออกไปเอง ผมคิดว่ามีจํานวนไม่น้อยด้วยเหตุที่ว่าจะต้องระบุให้ชัดเจนว่าเมื่อได้รับเลือกตั้งแล้ว ป.ป.ช. ตรวจพบพื้นจากตำแหน่งทันทีและจะมีประวัติติดตัวไปจนชั่วชีวิต อาจจะถูกพ้นจากแวดวง ทางการเมืองไปเลยก็ได้นะครับ เรื่องนี้ภายใน ๑ ปี ผมคิดว่าจะเห็นผล ด้วยเหตุว่าท้องถิ่น ประมาณ ๗,๐๐๐-๘,๐๐๐ แห่งก็เอาระดับนายกกับรองนายกที่ได้รับเลือกแล้ว หรือ ส.ส. มีประมาณ ๔๐๐-๕๐๐ คน ส.ว. ก็ตรวจสอบภายใน ๑ ปี ถ้าไม่สอดคล้องมีปัญหากับ ทรัพย์แสินที่ยื่นอยู่เปิดเผยทรัพย์แสินอย่างเดียวนี่ไม่เกิดประโยชน์แหรอกครับท่านประธาน ท่านประธานทราบดี แต่ว่าต้องตรวจสอบว่าสอดคล้องกับภาษีหรือไม่ ขออนุญาตท่านประธาน มีอีก ๒-๓ ประเด็นครับ เรื่องนี้สําคัญมากและขอบคุณมากนะครับที่พยายามผลักดันเรื่องนี้ ออกมา

ประเด็นถัดไปคือเรื่องของงานแต่ง งานศพ งานอะไรต่าง ๆ ผมมีเพื่อนที่เป็น นักการเมืองอยู่จำนวนหนึ่งนะครับ เขาลำบากมาก นักเลือกตั้งเขาไม่เดือดร้อนเลยครับ แล้วผมอยากจะบอกว่าแม้แต่ทำบุญด้วยเงินส่วนตัวนี่ก็ต้องห้ามครับท่านประธาน คนที่เป็น นักการเมืองจริง ๆ เขาก็จะบอกเลยครับว่าช่วงที่ดำรงตำแหน่งนี้ไม่สามารถทำเรื่องเหล่านี้ได้ จะได้หมดปัญหา เพราะว่าไม่เช่นนั้นแล้วเดี๋ยวพอบอกทำบุญทำได้เป็นเรื่องส่วนตัวมันก็ไป ออกที่ทำบุญครับ แล้วที่สําคัญคือมีมาแล้วนะครับที่ไปอาศัยผ้าเหลืองสร้างภาพให้ตัวเอง นะครับ อันนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ควรกระทําอย่างยิ่งนะครับ แต่ก็เกิดขึ้นแล้ว แล้วการทำบุญ เพื่อให้มีความมั่นใจในการทำบาปต่อไปยิ่งเป็นสิ่งที่เลวร้ายมากยิ่งขึ้น การอาศัยพระพุทธเจ้าเพื่อสร้างภาพให้ตัวเองเป็นบาปอย่างยิ่งครับ เพราะฉะนั้นผมอยากจะ เรียนว่าต้องยกเว้นหมดนะครับ แล้วคนที่เป็นนักการเมืองแท้จริงเขาจะได้ทำหน้าที่เขาอย่าง สมภาคภูมินะครับ คนที่เป็นนักเลือกตั้งที่มีเงินมากก็ไม่สามารถใช้เครื่องมืออันนี้ให้เป็น ประโยชน์ได้

ประเด็นสุดท้ายครับท่านประธาน เรื่องการจัดเวทีหาเสียงบางประเทศ เช่น ประเทศญี่ปุ่นก็จะมีพื้นที่จัดให้ ให้มีกําหนดเวลาอะไรต่าง ๆ ออกมา ตรงนี้ก็จะช่วยลดภาระ ของคนที่ดี ๆ เข้าสู่แวดวงทางการเมืองได้ เพราะฉะนั้นก็ลองไปพิจารณาออกแบบดู เพราะว่าอันนี้ทำให้เป็นการทำลายวัฒนธรรมประเพณีของพรรคการเมืองบางพรรคนะครับ ซึ่งเขามีจุดแข็งในการอภิปรายเปิดเวทีขนาดใหญ่ แต่ว่าการจำกัดให้มีพื้นที่เวลาที่เท่า ๆ กัน ผมคิดว่าน่าจะเป็นการแก้ปัญหาเรื่องธนกิจการเมืองซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ทั่วโลก ท่านประธานครับ ที่เราพูดนี้เป็นประตูทางเข้าไปสู่อํานาจรัฐแค่นั้นเองนะครับ และเรา ออกแบบกันพอสมควร ประตูที่เข้าไปสวมอํานาจรัฐผมจะเรียกว่าห้องอํานาจรัฐ ในห้อง อํานาจรัฐผมอยากจะให้เป็นห้องที่ช่วยกันทําให้โปร่งใสสามารถที่จะมองเข้าไปได้ ด้วยเหตุ ที่ว่ามีภาษิตฝรั่งเขาบอกว่า ไม่มีใครกล้าแสดงความเห็นแก้ตัวต่อหน้าสาธารณะครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ

นายอลงกรณแ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง 🔗

มีเพิ่มเติมอีก ๑ ท่านนะครับ คือท่านเพิ่มพงษ์ เชาวลิต ลำดับถัดไปขอเชิญ ท่าน พลตำรวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยและกระทรวงยุติธรรม ขอเชิญครับ

พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ : กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านกรรมาธิการ ท่านเพื่อน สปท. ที่รักทุกท่าน กระผม พลตำรวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ สปท. ๓๙ วันนี้เราไม่ได้นัดหมายนะครับว่าพวก ช ครับ ชูชาติ ชูชัย และชิดชัยมาพูดในสาย เดียวกัน แต่เป็นความตั้งใจที่อยากจะให้ข้อมูลบางอย่าง ตั้งข้อสังเกตบางอย่างในฐานะที่เห็น เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ แล้วก็ตัวเองก็พอมีประสบการณ์แบ้าง เพราะสมัยหนึ่งผมเคยถูกยืมตัว ไปเป็นที่ปรึกษา กกต. ฝุายการสืบสวนสอบสวน คุมเจ้าหน้าที่ตำรวจทั่วประเทศ ในการจัดการเลือกตั้ง ซึ่งในตอนนั้นผมเป็นห่วงมากที่สุดก็คือตํารวจที่ผมยืมตัวมาจาก สํานักงานตํารวจแห่งชาตินั้นจะกระทําการโดยสุจริตอย่างไร แล้วไม่มีหนึ่งคดีเกิดขึ้นที่จะไป ทำการโดยมิชอบผิดกฎหมายเลือกตั้งตัวนั้น ในสมัย กกต. ชุดท่านนั้นคงจะจำได้ว่าคือท่าน ขออนุญาตเอ่ยนาม คือท่านสวัสดิ์ โชติพานิช เป็นประธาน กกต. ฝุายสืบสวน ท่านยุวรัตน์ กมลเวชช เป็น กกต. ฝุายจัดการเลือกตั้ง ซึ่งผมเองก็ไปทำงานที่นั่นค่อนข้างจะระยะยาว พอสมควร อย่างไรก็ดีเรื่องการเลือกตั้งเป็นเรื่องที่สําคัญ ผมว่าเราเห็นร่วมกันแล้วว่า เราจะต้องปฏิรูป เพื่อจะได้กลั่นกรองให้บุคคลที่จะมาเป็นผู้แทนของเรามาใช้ทรัพยากรของ ประเทศ หรือมาจัดสรรปันส่วนทรัพยากรของประเทศให้ทั่วถึงอย่างเป็นธรรมกับประชาชน ทุกกลุ่ม ถือว่ามีความสำคัญครับ แล้วเราเองเราก็ได้รับบทเรียนในอดีตมาเป็นอย่างมากแล้ว ผมเชื่อว่าทุกท่านรู้นะครับ เพราะฉะนั้นผมก็ต้องขอบคุณกรรมาธิการชุดนี้ที่กล้าที่จะปฏิรูป และกล้าที่จะเห็นแย้งกันเองนะครับ

ในเรื่องแรกที่ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งก็คือให้เป็นวาระแห่งชาติ ที่จะต้อง รณรงค์แกันปลูกจิตสำนึกกัน ที่จริงมันควรจะเริ่มตั้งแต่ตอนนี้เป็นต้นไปว่าการเลือกตั้ง มีความสําคัญอย่างไรต่อประเทศชาตินะครับ ตัวนี้สําคัญมากนะครับ เพราะมันสร้างผลลบ ผลบวก ให้กับประเทศเราเป็นอย่างไร อดีตที่ผ่านมาสอนเราอย่างไร เพราะฉะนั้นอยากให้ประชาชนตระหนักและสำนึกในเรื่องนี้ เป็นอย่างมากเลยนะครับว่าการเลือกตั้งโดยสุจริตยุติธรรมจะเป็นผลดีกับประเทศชาติ อย่างไร แล้วก็ปลุกระดมให้ประชาชนเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงาน เพราะผมเชื่อว่าประชาชน ทุกท่านมีมือถือนะครับ ในมือถือนั้นมีแอปพลิเคชัน (Application) ต่าง ๆ พร้อมที่จะถ่ายรูป เป็นพยานหลักฐานในคดีต่าง ๆ ได้ ต้องปลูกจิตสำนึกตั้งแต่ตอนนี้นะครับ เขาสามารถที่จะ เป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานได้ในทุกโอกาส อย่าไปหวังพึ่งเจ้าหน้าที่ เพราะในอดีตมาเราหวังพึ่ง เจ้าหน้าที่ ก็มีอดีตท่านผู้ว่าบอกว่าถ้าไปหวังพึ่งเจ้าหน้าที่นั้นก็ได้ในระดับหนึ่งเท่านั้นเอง ไม่มากครับ ตัวนี้เราก็มีรั่วไหล เพราะฉะนั้นขอให้เป็นวาระแห่งชาตินะครับสำคัญที่สุดที่เรา จะต้องร่วมมือกันปลุกระดมตัวนี้นะครับ

ประเด็นที่ ๒ ก็มีหลายท่านอภิปรายไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนผม พลเอก เลิศรัตน์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านอำนวย ท่านหมอชูชัย แล้วก็อีกหลาย ๆ ท่านได้ พูดถึงเรื่องการบริหารจัดการเลือกตั้งโดย กกต. ที่จริง กกต. นี่หลาย ๆ ท่านก็พูดไปแล้วทำไม มี กกต. เพราะว่าการจัดการเลือกตั้งในอดีตหน่วยงานเป็นคนจัด ต่อมาเราคิดว่าเราจะมี คณะกรรมการกลางคือ กกต. เป็นหน่วยงานกลางในการจัดการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นตั้งแต่มี กกต. มาถ้าเผื่อเราไปดูโครงสร้างของ กกต. ซึ่งก็มีหลายท่านได้อภิปรายไปแล้ว ก็จะมี กกต. ในแต่ละจังหวัด กกต.กทม. กกต.จังหวัดต่าง ๆ แล้วก็จะมีผู้อำนวยการการเลือกตั้ง ผู้อำนวยการเขตทั้งหมด ถ้าเราเข้าใจโครงสร้างเหล่านี้มันจะชัดเจน เพียงแต่ว่าที่เราพูดกัน ในวันนี้เราจะบริหารจัดการเลือกตั้งอย่างไรภายใต้การกํากับของ กกต. ให้มีประสิทธิภาพ สูงสุด ผมอยากให้มีการสัมมนา อยากให้ กกต. เป็นเจ้าภาพว่าจัดอย่างไรถึงจะมี ประสิทธิภาพสูงสุด หลายท่านก็ได้อภิปรายไปแล้วว่าคําสั่งของ กกต. ในเรื่องต่าง ๆ นี่ ออกมาหมดแล้ว ไม่ว่าเรื่องการสืบสวนสอบสวน เรื่องการเลือกตั้งนี่เขาจะมีระเบียบออกมา หมดแล้ว แม้กระทั่งว่าพอเลือกตั้งล่วงหน้าจะเก็บหีบบัตรไว้ที่ไหน อย่างไร มันมีได้เปรียบ เสียเปรียบกันทั้งนั้นละครับ แม้กระทั่งปัจจุบันนี้จำนวน ส.ส. จะลดลง การแบ่งเขตตอนนี้ ก็ฮือฮากันแล้วว่าจะตัดตำบลไหนไปอยู่ตรงไหนก็มีส่วนที่จะทำให้คนได้เปรียบเสียเปรียบ สำคัญว่าความเป็นกลางในการจัดเขตมีจริงหรือเปล่า อันนี้มันอยู่ในหัวใจ มันอยู่ในคำถาม ของประชาชนต่างหากเล่าครับว่าจัดอย่างนี้เอื้อใคร จัดอย่างนี้เอื้อฝุายไหน เพราะฉะนั้นตัวนี้ สําคัญคนที่เป็นกลางในการจัดการเลือกตั้งมีความสําคัญที่สุดเลยครับ เพราะฉะนั้นในกรณีที่ ท่านไปเขียนในข้อ ๖ ว่า กกต. จัดหรือดำเนินการให้กระทรวงมหาดไทยจัดการ ผมว่า มันนําไปสู่ความเข้าใจผิดกันเป็นอย่างมากนะครับ ทั้ง ๆ ที่ท่านเขียนไปอะไรมันก็ไม่เปลี่ยน เพราะถ้าเปลี่ยนไปมากกว่านี้มันก็ขัดรัฐธรรมนูญ ขัดรัฐธรรมนูญแน่นอน ซึ่งท่านนิกร จำนง ก็ได้พูดไว้ค่อนข้างจะชัดเจนนะครับ อันนี้ท่านเขียนไว้ในข้อ ๑๐ กับข้อ ๖ ในเรื่องการจัดการ เลือกตั้งนี่ ผมว่าถ้อยคํามันค่อนข้างจะขัดกันนิด ๆ นะครับ เพราะในข้อ ๑๐ ท่านบอกว่า ให้ กกต. มีอํานาจสั่งการ เขามีอํานาจอยู่แล้วในการสั่งการ เพียงแต่ว่าจะบริหารจัดการ อย่างไร ถ้าเผื่อในเชิงโครงสร้างของบริหารธุรกิจคล้าย ๆ กกต. ก็เป็นบอร์แด (Board) ใหญ่ เป็นคณะกรรมการชุดใหญ่ คณะกรรมการจัดการเลือกตั้งในระดับต่าง ๆ เป็นเพียงแต่เป็น ซีโอโอ (COO) เป็นผู้อำนวยการปฏิบัติเท่านั้นเอง ซีโอโอ (COO) นี่อาจจะมีเจ้าภาพหลายคนได้ หลาย ๆ ท่านก็ได้อภิปรายไปแล้วว่าเจ้าภาพหลักในพื้นที่อาจจะเป็นกระทรวงมหาดไทย ประกอบด้วยกระทรวงมหาดไทย กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวง เกษตรและสหกรณ์ ในอดีตเราก็ทำกันอย่างนั้นอยู่แล้ว แต่การจัดมันยังไม่ชัดเจน ยังไม่เห็นความชัดเจนเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องการบริหารจัดการเท่านั้น นะครับ ผมถึงบอกว่าอยู่ในวิสัยที่ กกต. จะมาดำเนินการให้มันดูดีว่าใครบ้างอยู่ในระดับควบคุม ในระดับอำนวยการ ในระดับนโยบาย ใครบ้างอยู่ในระดับปฏิบัติ แล้วใครบ้างที่จะไป ตรวจสอบนะครับ อย่างที่ท่านพูดมาชัดเจนว่าในส่วนกลางจะต้องมีที่มสืบสวน ที่มการข่าว ถ้าเผื่อในช่วงที่ผมปฏิบัติการอยู่นั้นนะครับ ตอนช่วย กกต. อยู่นี่เราเอาหน่วยการข่าวของ สำนักงานข้าวกรองแห่งชาติ หน่วยข่าวกรองของตำรวจ หน่วยข่าวกรองของต่าง ๆ มาช่วย ทั้งนั้นละครับ เราก็พยายามดึงเข้ามา เพราะฉะนั้นลึก ๆ เข้าไปแล้วมันอยู่ในเรื่องการบริหาร จัดการนั่นเอง จัดการอย่างไรถึงจะได้รับความเชื่อถือทั้งจากประชาชนภายในและจาก ต่างประเทศ อันนี้เป็นเรื่องหลักเลยนะครับ เพราะฉะนั้นผมถึงอยากให้เราทําความเข้าใจกันใหม่ ประชาชนรวมทั้ง สปท. ด้วย รวมทั้งประชาชนจะได้ไม่เกิดความสับสน มันเป็นเรื่อง การบริหารจัดการเลือกตั้งภายใต้การดูแลของ กกต. เพราะ กกต. มีอํานาจที่จะไปสั่งการให้ใคร ออกคำสั่งอย่างไร เพียงแต่ว่าให้หน่วยนั้นยอมรับกันเอง ทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน ตัวนี้ เป็นสิ่งที่สําคัญที่สุดครับ

อีกประเด็นหนึ่งซึ่งผมสนับสนุนอย่างมากเลยนะครับ หลายท่านอาจจะ อภิปรายไปแล้ว เป็นข้อที่เป็นความเชื่อส่วนตัวว่าเวลาผมไปเลือกตั้งผมไปดูหน้าหน่วย เลือกตั้งนี่หมายเลข ๑ เห็นแต่รูป ประวัติก็มีอยู่นิดเดียว ก่อนจะเข้าไปในคูหา บางทีคนใน ครอบครัวของผมว่าเลือกใครดี ประวัติคนนี้เป็นอย่างไร ไม่มีใครรู้หรอกครับ เพราะฉะนั้น ที่กรรมาธิการเสนอนี้ถูกต้องแล้วที่ว่าจะต้องให้มีประวัติพอสมควรอย่างถ้าผมสมัครนี่ นายชิดชัยเป็นใคร ลูกเต่าเหล่าใคร การศึกษาเป็นอย่างไร เสียภาษีไหม ขออนุญาต ท่านประธานนิดหนึ่งครับอาจจะเกินเวลา เสียภาษีอย่างไร มีรายได้อย่างไร ประกอบสัมมาชีพ สมควรที่จะเป็นตัวแทนของเขาไหมต่างหากล่ะ ตัวนี้มันเป็นสิ่งจำเป็นด้วยนะครับ ตัวนี้เป็น สิ่งจำเป็น ตัวนี้ผมถึงบอกว่าอยากให้ท่านยืนยันว่ามันเป็นสิ่งจำเป็น ไม่อย่างนั้นเป็นเรื่องมืด เป็นเรื่องบอด ไม่รู้จะไปกาให้ใครอย่างไรนะครับ ถ้าให้เขาศึกษาประวัติเบื้องต้น เขาสนใจ คนนี้น่าสนใจนะ มันก็จะช่วยได้นะครับ

ต่อไปอีกเรื่องหนึ่ง ก็มีท่านอภิปรายแล้วคือการใช้ดิจิทัล (Digital) มาช่วย ในการตัดวงจรการทุจริตการเลือกตั้ง ตัวนี้สําคัญที่สุดอย่างที่ผมพูด ภาคประชาชนต้องมี อาสาสมัครใช้มือถือ ใช้แอปพลิเคชัน (Application) ในมือถือในการที่จะเก็บหลักฐานต่าง ๆ ตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง ขณะเลือกตั้งและหลังเลือกตั้ง เหมือนกับมีตาสับปะรด มีตาวิเศษ มีตาทิพย์แช่วยจับผิดขึ้นมาอย่างนี้ แล้วก็มีหน่วย กกต. กลางที่จะต้องรับแอปพลิเคชัน (Application) เหล่านี้เข้ามาเพื่อจะยืนยัน ตัวนี้สิครับมันจะทำให้การเลือกตั้งสุจริตขึ้น นะครับ และขณะเดียวกันในการเลือกตั้งทุกระดับต้องใช้หลักการไว้วางใจกันเพียงครึ่งเดียว เหตุที่ผมว่าไว้วางใจครึ่งเดียวก็คือไม่อยากจะผิดใจกัน เพราะอีกครึ่งหนึ่งนี่ขอไว้ตรวจสอบ นะครับ ผมกับท่านวันชัยอาจจะดีกัน แต่พอมีเรื่องผลประโยชน์เราไว้ใจกันเพียง ครึ่งเดียวนะท่านวันชัย เพราะฉะนั้นเราสามารถที่จะตรวจสอบกันได้ ขออนุญาตครับ ท่านประธานที่พูดเลยไปหน่อยหนึ่งครับ เพราะฉะนั้นเราต้องใช้หลักการไว้วางใจกันเพียง ครึ่งเดียวเท่านั้นเองในเรื่องการงาน อย่าไปใช่แบบหลักใคร ทำไมคุณไม่ไว้ใจผม ไม่ใช่ อย่างนั้นไม่ใช่นะครับ

ส่วนอีกหนึ่งข้อสุดท้ายครับ เรื่องนี้ท่านอำนวยก็คงจะได้อภิปรายไปบ้างแล้ว นะครับ ก็คือในคดีความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้งให้ประชาชนเป็นผู้เสียหายในเรื่องที่ ๑๐ ข้อที่ ๑ กับข้อที่ ๓ ในคดีความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้งให้ กกต. สามารถยื่นฟูองคดีต่อศาล ได้เองไม่ว่าจะเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญา ๒ อันนี้ต้องให้ชัดเจนนะครับ เพราะว่าถ้าข้อ ๑ ให้ประชาชนเป็นผู้เสียหาย ประชาชนต้องมีสิทธิที่จะฟูองคดีนะครับ ท่านจะให้ประชาชน ร่วมฟูองได้ไหมนี่ขอให้พิจารณาให้ดี ถ้าประชาชนฟูองได้ท่านจะมองเห็นว่าคดีมันก็จะเกิดขึ้นเยอะแยะเลย หรืออาจจะเกิด ในกรณีอย่างที่ท่านอำนวยพูด ฟูองเพื่อเอาคำพิพากษามาเป็นประโยชน์แกับตัวเองก็ได้ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมอยากจะฝากให้ท่านดูให้ชัดเจนนะครับ อย่างไรก็ดีผมต้องขอขอบคุณ กรรมาธิการอีกครั้งหนึ่งที่ได้เสนอการปฏิรูปเรื่องนี้นะครับ แล้วผมก็ขอจบการแสดง ความคิดเห็นเพียงแค่นี้ครับ ขอขอบคุณครับ

ขอเชิญท่านเพิ่มพงษ์ เชาวลิต อดีตเลขาธิการคณะกรรมการปูองกันและ ปราบปรามยาเสพติดครับ

นายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพครับ กระผม เพิ่มพงษ์ เชาวลิต สปท. หมายเลข ๑๑๐ เท่าที่ดูการทำงานหรือว่าผลของ คณะกรรมาธิการฝุายการเมืองในเรื่องเกี่ยวกับการเมืองหรือการเลือกตั้ง ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่มี ความสําคัญนะครับ เพราะว่าการปฏิรูปที่เรากําลังพูดถึงนี้สิ่งที่สําคัญมากที่สุดคือการปฏิรูป ทางการเมืองถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญมากนะครับ ถ้าหากปฏิรูปการเมืองหรือ การเลือกตั้งได้มันจะมีผลกับทุกฝุาย ทีนี้ผมมีข้อสังเกตนิดหนึ่งครับว่าการที่เราศึกษาปัญหา เรื่องนี้แล้วก็นำเสนอกับผู้เกี่ยวข้องส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของกฎหมายนะครับ ซึ่งขณะนี้ ก็ทราบว่าทั้ง กกต. ก็ดี ทั้งสภาหรือ กรธ. กําลังจะมีการเสนอกฎหมายลูกอยู่ เราก็คงจะมี การเสนอตรงนี้ด้วยเหมือนกันนะครับ เผื่อว่าประเด็นสำคัญบางอย่างที่ สปท. เสนอไปอาจจะ มีผลต่อการกำหนดในเรื่องของบทบัญญัติของกฎหมายก็เป็นเรื่องที่สำคัญ แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่ การปฏิรูปมีอยู่อันหนึ่งที่สําคัญก็คือเรื่องของพฤติกรรมในเรื่องของการปฏิบัติจริงของ การเลือกตั้งซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้ก็มีความสําคัญเหมือนกัน มันมีอยู่ ๒ คํา ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่อง ที่มีความสำคัญมาก แล้วก็ที่เรามีความพยายามจะหาหลักเกณฑ์แวางข้อกำหนดกฎหมาย ส่วนสำคัญอันหนึ่งเรามาจากว่าระบบการเมืองของเราที่ผ่านมาจริง ๆ ฝรั่งเขาอาจจะเรียกว่า มันนีโพลิติกสแ (Money Politics) ก็คือในเรื่องของการเงินนะครับ การเมืองที่ผูกพันในเรื่อง การเงิน เราพยายามวางกฎเกณฑ์แทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นข้อกำหนดเรื่องภาษี เรื่องการหาเสียง เรื่องวิธีการต่าง ๆ เพราะเราเห็นว่าในระยะที่ผ่านมามีการใช้เงินจำนวนมากในการหาเสียง การเลือกตั้ง และทำให้ผลของการเบี่ยงเบนมันจะเป็นปัญหามาก ปัญหาขณะนี้คือเราจะแก้ ตรงนี้ได้อย่างไรนะครับ มีถ้อยคําอยู่อันหนึ่งซึ่งกรรมาธิการชุดนี้เสนอซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องดี คือการทําให้การเลือกตั้งในครั้งต่อไปหรือว่าทุกครั้งเป็นวาระแห่งชาติ อันนี้ก็เป็นคําหนึ่งที่มี การเสนอตรงนี้ขึ้นมาซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสําคัญ ประเด็นสําคัญอยู่ตรงที่ว่าเราจะเอาคําว่า วาระ แห่งชาติ มาแปลงสู่การปฏิบัติได้อย่างไร ตรงนี้เป็นเรื่องที่มีความสําคัญมาก แล้วก็คิดว่าถ้าเรา สามารถทําตรงนี้ได้ก็ถือว่าเป็นการปฏิรูปที่มีความสําคัญที่มากนะครับนอกจากกฎหมายที่เรา เสนอไปแล้ว ผมมีข้อเสนออยู่ ๓-๔ ข้อในเรื่องของการทำให้การเลือกตั้งเป็นวาระแห่งชาติ จริง ๆ ไม่ใช่ว่าเป็นถ้อยคําที่เราเขียนขึ้นมาสวย ๆ แล้วก็ไม่มีผลทางปฏิบัติ

เรื่องที่ ๑ ผมคิดว่าอยากให้ทางกรรมาธิการฝุายการเมืองหรือ สปท. ก็ได้ ศึกษาหาแนวทางปูองกันในเรื่องของพฤติกรรมของการเลือกตั้งหรือการหาเสียง ซึ่งผมคิดว่า ระยะหลังมีการเปลี่ยนแปลงกันไปมาก ตอนผมเรียนปริญญาโทได้มีการศึกษาเรื่องบทบาท หัวคะแนนกับการเลือกตั้งนะครับ ไปดูการเลือกตั้งในหลาย ๆ ที่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ การทำงานรูปแบบต่าง ๆ การหาเสียง การใช้เงินต่าง ๆ เราไปดูเยอะแยะ สิ่งที่สำคัญขณะนี้ มีความก้าวหน้ากันไปหลายเรื่องที่แตกต่างไปกว่าเดิม สิ่งหนึ่งที่ผมอยากให้ สปท. เราศึกษา จริง ๆ แล้วก็ลงรายละเอียดอีกนิดหนึ่งก็คือบทบาทของหัวคะแนน แล้วก็มีการใช้เงิน การเลือกตั้งในขณะนี้มีการเปลี่ยนแปลงพัฒนาไปอย่างไร และควรจะมีข้อเสนอและ มาตรการในการแก้ไขอย่างไรหลังจากที่กฎหมายเราเสนอไปแล้ว เพราะจริง ๆ เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่มีผลทางปฏิบัติมากกว่านะครับ ถ้าเราสามารถที่จะให้ข้อกําหนดหรือข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะในเชิงปูองกันตรงนี้ได้คำว่ามันนี้โพลิติกส์ (Money Politics) มันจะลด ความสําคัญลง แล้วก็มันสามารถที่จะทําให้เรามองอะไรต่าง ๆ ได้มากขึ้นนะครับ อันนี้ ผมคิดว่าถ้ากรรมาธิการฝุายการเมืองหรือ สปท. รับไปศึกษาเพิ่มเติมและนำเสนอกับรัฐบาล ผมคิดว่ามันจะมีผลในทางปฏิบัติอย่างมากในเรื่องของวิธีการหาเสียงที่มีการประเสริฐ มากขึ้นนะครับ

เรื่องที่ ๒ ผมคิดว่าที่มีความสำคัญมาก ในระยะในข้อกำหนดฉบับนี้ เราอาจจะเขียนบทบาทของหน่วยราชการหลายหน่วยในเรื่องของการให้มีการเลือกตั้ง หรือกํากับดูแลเลือกตั้งหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ผมคิดว่าสิ่งหนึ่งที่ถ้าเราสามารถทําให้เป็น รูปธรรมได้มากจะเกิดประโยชน์แจริง ๆ ก็คือการปลุกให้ประชาชนมีความตื่นตัวและเข้ามามี ส่วนในเรื่องของการเลือกตั้งหรือเข้ามาดูแลต่าง ๆ เรื่องการเลือกตั้ง ตามที่เรียกว่าเป็นวาระ แห่งชาติ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญนะครับ ถ้าเราสามารถทำให้ประชาชนมีส่วนร่วม ตรงนี้สามารถเป็นหูเป็นตาได้ แจ้งข้อมูลข่าวสารได้ สามารถจะทำอะไรต่าง ๆ นี่ รณรงค์ หาเสียงหรืออะไรก็แล้วแต่ ผมคิดว่าตรงนี้อาจจะมีผลมากกว่าทางราชการ ทางราชการเราก็ อาจจะมีส่วนในเรื่องของการกำกับดูแลโดยใช้อำนาจทางกฎหมาย แต่ถ้าประชาชนสามารถ ปลุกให้มีความตื่นตัวเรื่องนี้ได้ แล้วสามารถทำให้การเลือกตั้งมีความบริสุทธิ์ยุติธรรมหรือ แจ้งข้อมูลข่าวสารหลาย ๆ อย่าง ถ้าเราจัดระบบตรงนี้ได้ผมคิดว่าตรงนี้จะเป็นเรื่องที่มี ความสำคัญ เพราะว่าถ้าเราสามารถที่จะทำให้ประชาชนดำเนินการแบบนี้ไปได้ถึงระดับ หมู่บ้าน การกระทำความผิดทั้งหลายแหล่นี่อาจจะสามารถถ่ายทอดขึ้นมา จากที่เมื่อสักครู่นี้ ที่ท่านชิดชัยได้พูดผมว่าตรงนี้มันจะเป็นประโยชน์แอย่างมาก แล้วก็ทำให้หูตาของคนที่จะให้ การเลือกตั้งเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมมีมากกว่าของทางราชการนะครับ ผมว่าตรงนี้เป็น เรื่องที่ ๒ ที่คิดว่าถ้าตั้งกรรมาธิการหรือ สปท. เรานําเสนอตรงนี้ได้ เราอาจจะมีองค์แกรกลาง ภาคประชาชนก็ดี มีศูนย์แลักษณะการทำงาน ศูนย์แปฏิบัติการก็ดี มีการแจ้งข้อมูลข่าวสาร แล้วก็ลำดับข้อมูลช่วยเหลือทาง กกต. ได้ ตรงนี้มันก็จะเป็นประโยชน์แนะครับ

อันที่ ๓ ที่ผมคิดว่าการเลือกตั้งครั้งต่อไปเมื่อสักครู่นี้ที่ท่านอภินันท์ได้พูด ไปแล้ว ขออนุญาตเอ่ยชื่อท่านนะครับ เป็นเรื่องที่มีความสําคัญ ทําอย่างไรที่ให้การเลือกตั้ง การหาเสียงสามารถดำเนินการได้อย่างทุกที่ทุกหนทุกแห่ง อันนี้อาจจะต้องมีบทบัญญัติหรือ การบังคับใช้กฎหมายที่เคร่งครัดแล้วก็ลงโทษอย่างมาก ทุกพื้นที่ในประเทศไทยควรจะต้องมี การไปหาเสียงได้ไม่ว่าจะเป็นพวกไหน ฝุายไหน พรรคการเมืองไหน ไม่ต้องมีข้อจำกัด ถ้าการเลือกตั้งครั้งหน่ายังมีปรากฏการณ์แต่รงนี้เกิดขึ้น แสดงว่าประเทศไทยเราไม่สามารถ ก้าวพื้นในเรื่องของความแตกแยกได้เลย เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญที่ผมอยากให้ เรามีการพูดให้ชัดเจน แล้วก็อาจจะกำหนดออกมาเป็นแนวทางปฏิบัตินอกจากบทลงโทษ ทางกฎหมายแล้วนะครับ เพราะผมคิดว่าการเลือกตั้งในช่วงครั้งล่าสุดเราได้เห็นบรรยากาศ แบบนี้ ผมคิดว่าคงไม่มีที่ไหนในโลกที่มีการหาเสียงขนาดนี้นะครับ แล้วถึงขนาดต้องเลือดตก ยางออกขึ้นมานี่ ตรงนี้ผมคิดว่าถ้าเรามีข้อเสนอแนวทางปฏิบัติได้นี่ ผมคิดว่าตรงนี้มันก็จะมีส่วน ที่มีความสําคัญมากนะครับ

อันที่ ๔ เมื่อสักครู่นี้ท่านสมาชิกได้เสนอไปแล้ว ผมคิดว่าจากนี้ไปอีกประมาณ ปีเศษการรณรงค์ให้การศึกษาประชาชนในเรื่องของใช้สื่อ ใช้รูปแบบต่าง ๆ เป็นเรื่องของ การสร้างจิตสำนึกของประชาชนใน ๑ ปีนี่ผมคิดว่าเป็นทางปฏิบัติที่มีความสำคัญ ให้ประชาชนได้เห็นถึงความสำคัญของการเลือกตั้ง ของการมีผู้แทนที่ดี ของวิธีการหาเสียงที่มี ประสิทธิภาพ หรือนักการเมืองหรือสมาชิกที่เราควรจะเลือก ผมคิดว่าจากนี้ไปการรณรงค์ ประชาสัมพันธ์ในรูปแบบนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ เพื่อให้ประชาชนเขาได้เห็นว่า การเลือกตั้งจริง ๆ มันไม่ใช่เรื่องของการเอาหัวคะแนนมาแค่จ่ายเงินเท่านั้นก็จบ แต่ทําอย่างไรจะเห็นว่าการเมืองเราจะดีขึ้นหรือไม่ดีขึ้น การเลือก ส.ส. หรือการเลือก นักการเมืองต่าง ๆ ล้วนแต่มีประโยชน์แอย่างยิ่ง ถ้าเราสามารถรณรงค์แค่วบคู่ขึ้นไปมันจะสร้าง ความตื่นตัวถ้าเราสามารถจะทำตรงนี้ได้พร้อมการจัดกลุ่ม จัดประชาชนให้มีระบบจัดตั้ง ขึ้นมาชัดเจน ผมคิดว่าการดําเนินงานสนับสนุนภาครัฐมันจะเป็นไปได้ แล้วทําให้การเมือง เป็นของประชาชนหรือเป็นวาระแห่งชาติเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ ผมคิดว่าถ้า สปท. สามารถ เสนอเรื่องนี้ให้กับรัฐบาลได้ ตรงนี้มันก็จะเป็นประโยชน์แอย่างมากครับ

ประเด็นสุดท้ายที่ท่านได้มีการพูดถึงและเป็นข่าวว่าจะมีข้อกําหนด ในการห้ามไหมในการจ่ายการทำบุญต่าง ๆ เหล่านี้ ผมคิดว่าที่จริงถ้ากำหนดตรงนี้ได้ มันก็จะเป็นประโยชน์ แต่ปัญหาคือทางปฏิบัติว่ามันสามารถกำหนดได้จริงหรือไม่ การหลีกเลี่ยงของเรามันสามารถหลีกเลี่ยงได้หรือไม่ ตัวเองจ่ายไม่ได้จริงแต่ให้คนอื่นจ่าย มันจะมีความผิดแค่ไหนอย่างไร ตรงนี้มันจะมีความสําคัญอย่างมาก ผมคิดว่าข้อกําหนดที่ กำหนดออกไปแล้วถ้ามีผลในทางปฏิบัติหรือเห็นว่าจะมีการยักย้ายแบบไหนแล้วเราสามารถ กำหนดแนวทางปฏิบัติไปเพิ่มเติมให้มันเป็นแนวทางปฏิบัติได้จริงผมว่ามันก็จะเป็นประโยชน์ นะครับ

สุดท้ายคือบทบาทของ กกต. ผมคิดว่าครั้งหน้าก็คงจะเป็นสมัยที่ กกต. ชุดนี้ ต้องดำเนินการให้เป็นวาระแห่งชาติจริง ๆ ทำอย่างไรที่บทบาทของ กกต. ในฐานะเจ้าภาพ มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการเลือกตั้งจริง ๆ แล้วสามารถใช้หน่วยราชการต่าง ๆ ได้ ผมคิดว่าการเลือกตั้งต้องเป็นของ กกต. สามารถใช้ส่วนราชการต่าง ๆ ได้ แล้วสามารถที่จะ สนับสนุนบทบาทของประชาชนอย่างจริงจัง มีศูนย์แปฏิบัติการที่ดีในการที่ทำให้การเลือกตั้ง มีความบริสุทธิ์ยุติธรรมและมีความฉับไว้ในการแก้ไขปัญหา ผมคิดว่าบทบาทของ กกต. เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก ถ้าได้มีการปรับปรุงตรงนี้ได้ผมคิดว่ามันจะเป็นข้อเสนอที่ดี ที่ทำให้การเลือกตั้งมีความบริสุทธิ์มากขึ้น ผมมีข้อเสนอแค่นี้ครับ

นายอลงกรณแ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญประธานกรรมาธิการและกรรมาธิการได้ตอบชี้แจงข้อซักถามของ สมาชิกเชิญท่านวิทยา แก้วภราดัย ครับ

นายวิทยา แก้วภราดัย

ท่านประธานที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย นะครับ ต้องขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกนะครับที่ได้แสดงความคิดเห็นและเป็นข้อพิจารณา ที่คณะกรรมาธิการจะได้พยายามตกแต่งนะครับ พรุ่งนี้ถ้ามีการอภิปรายต่อกรรมาธิการ ก็จะมีเวลาในการที่จะเสริมข้อชี้แนะของเพื่อนสมาชิก อย่างไรก็ตามครับ ต้องขอบคุณ ในความเห็นของเพื่อนสมาชิกที่คิดว่าการเลือกตั้งที่จะมีในวันข้างหน้านี้ควรที่จะเป็นวาระ แห่งชาตินะครับ เพราะความเป็นวาระแห่งชาติมันก็จะก่อให้เกิดผลทุกภาคส่วนจะกลายเป็น เจ้าของของการเลือกตั้ง จะเข้ามาร่วมในการรณรงค์แก่ารเลือกตั้งทั้งหมด คณะกรรมาธิการ ก็พยายามอุดช่องว่างของกฎหมายทั้งหมด ถ้าเพื่อนสมาชิกดูในหน้า ๘ ข้อที่ ๑๒ กรรมาธิการเสนอว่าอย่างนี้ครับ ให้มีมาตรการลงโทษที่รุนแรงกับบุคคลที่เรียกรับ ผลประโยชน์และบุคคลที่ให้ผลประโยชน์เพื่อตอบแทนคะแนนเสียงในการเลือกตั้ง ตรงนี้ เมื่อเป็นวาระแห่งชาติขึ้นมาแล้วทั้งคนซื้อและคนขายมีความผิดทั้งคู่ครับ เดิมเราจับคน ซื้อเสียงวันข้างหน้าคนขายเสียงก็มีความผิดแล้วก็มีโทษเหมือนกัน ซึ่งจากการรับแจ้ง ประสานเป็นการภายในจาก กกต. ครับ กกต. รับข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการนะครับ ในเรื่องการรณรงค์แการปูองกันการทุจริตการเลือกตั้ง โดยให้มีการจัดตั้งกองทุนปราบปราม การทุจริตการเลือกตั้ง กองทุนกองนี้จะมีเงินกองกลางประเดิมของ กกต. และถ้าหากใคร สามารถชี้ช่องว่ามีการซื้อเสียงที่ไหน รวมทั้งรวบรวมพยานหลักฐานตามวัตถุพยานซึ่ง กฎหมายเลือกตั้งจะให้รับฟังได้ เช่น วิดีโอเทป เครื่องอัดเสียงต่าง ๆ เป็นพยานหลักฐาน ได้นำไปสู่การจับกุมผู้ซื้อเสียงก็ดี คนที่หาพยานหลักฐานอย่างนั้นมาได้มีสิทธิที่จะรับรางวัล จากกองทุน หรือขณะเดียวกันครับคนที่ขายเสียงถ้าใครมีคนชี้ช่องให้จับกุมมีพยานหลักฐาน เข้ายืนยันและสามารถที่จะเอาผิดได้คนที่ขายเสียงก็จะมีความผิด คนที่ชี้ช่องก็มีสิทธิที่จะ ได้รับรางวัล เพราะฉะนั้นวันต่อไปข้างหน้าระหว่างคนซื้อกับคนขายต้องตั้งหลักว่าใครจะได้รับ ร่างวัลก่อนใคร คือตั้งใจเรียกร้องจะเอาเงินทุกครั้ง เงินไม่มากาไม่เป็น ประเภทอย่างนี้ก็จะ โดนพวกสมัครรับเลือกตั้งดักล้อขายครับ เช่นเดียวกันครับภาคประชาชน ถ้าคนนี้สมัครทุกที แล้วซื้อประชาชนก็สามารถรวบรวมพยานหลักฐานในการที่จะดักพวกล้อซื้อ จับพวกล้อซื้อ มีกระบวนการล้อซื้อ เพราะฉะนั้นทั้งหมดมันเลยไปโยงกับกฎหมายครับท่านว่าต่อไป ประชาชนต้องมีสิทธิเป็นผู้เสียหายในคดีการเลือกตั้ง ถ้าเขาเป็นผู้เสียหายเมื่อไรแล้วยื่น เรื่องทั้งหมดพยานหลักฐานต่อ กกต. แล้ว กกต. ไม่ดำเนินการ ไม่ตัดสิทธิประชาชน ที่จะรวบรวมพยานหลักฐานเองยื่นฟูองต่อศาลเพื่อดำเนินคดีกับคนที่ทุจริตการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นกระบวนการทั้งหมดเพื่อรองรับความเป็นวาระแห่งชาตินะครับ อันนี้ถ้าเพื่อน สมาชิกลองไปอ่านดูต้อนะครับ ถ้ามีเวลานะครับ แล้วก็พรุ่งนี้ผมคิดว่าท่านประธานสภาก็จะ เปิดโอกาสให้เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายติติงข้อเสนอของคณะกรรมาธิการอีกครั้งหนึ่งครับ ขอขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณแ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ความจริงประธานก็อยากอภิปรายเหมือนกันนะครับ ท่านประธานกรรมาธิการ จะยกยอดไปวันพรุ่งนี้ไหมครับ ยกยอดวันพรุ่งนี้นะครับ

ต่อไปขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการนะครับได้แถลงรายงานในเรื่องที่ ๒ คือเรื่องข้อเสนอประเด็นสำคัญเพื่อการจัดทำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมือง ขอเชิญท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมืองครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นายเสรี สุวรรณภานนทแ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง ขอกราบเรียนท่านประธานว่ารายงานชุดที่ ๒ นี้ เป็นรายงานข้อเสนอประเด็น สำคัญเพื่อให้การจัดทำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งคณะกรรมาธิการได้จัดทำเสร็จแล้ว ขอกราบเรียนที่ประชุมผ่านท่านประธานไปว่า ตามรายงานดังกล่าวนี้ให้ความสำคัญไปที่พรรคการเมือง ซึ่งเป็นระบบกลไกสำคัญที่จะทำให้ การเมืองนั้นดีขึ้น โดยพรรคการเมืองที่ผ่านมานั้นประสบปัญหาอุปสรรคในการที่จะทำให้ การเมืองนั้นเป็นการเมืองที่ไม่ใช่เป็นของประชาชน ดังนั้นข้อเสนอของกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมืองดังกล่าวถึงได้พิจารณาประเด็นสําคัญ ๆ หลายเรื่อง ซึ่งจะทําให้ พรรคการเมืองนั้นเป็นกลไกที่จะกลั่นกรองคนที่จะเข้าสู่เส้นทางทางการเมือง ความสำคัญ ของพรรคการเมืองจึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่งที่จะทำอย่างไรนั้นให้ลดบทบาทของนายทุนหรือ เจ้าของพรรคการเมือง จากการที่มาใช้แนวทางหรือโอกาสของการจัดให้มีพรรคการเมือง เกิดขึ้น แล้วแสวงประโยชน์แจากพรรคการเมืองดังกล่าว ดังนั้นในกรรมาธิการก็ได้เสนอ ประเด็นปัญหาต่าง ๆ เพื่อจะให้ที่ประชุมพิจารณา โดยกรรมาธิการได้ตั้งท่านสมพงษ์ สระกวี เป็นประธานอนุกรรมาธิการได้ศึกษาเรื่องเหล่านี้ เพื่อให้ที่ประชุมได้พิจารณา จึงขออนุญาต ท่านประธานขออนุญาตท่านสมพงษ์ สระกวี รายงานกับที่ประชุมด้วยครับ ขออนุญาตครับ

นายอลงกรณแ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านสมพงษ์ สระกวี อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสงขลา ทําหน้าที่ รายงานต่อที่ประชุมครับ

นายสมพงษ์ สระกวี กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ เพื่อนสมาชิกผู้มีเกียรติ วันนี้ทางคณะกรรมาธิการทางด้านการเมืองมารายงานต่อเพื่อน สมาชิก เพื่อช่วยกันได้ออกความคิดเห็นในเรื่องหัวข้อการปฏิรูปทางด้านการเมือง ในส่วนของคณะทำงานทางด้านปฏิรูปพรรคการเมืองที่ผมจะได้รายงานต่อไปนี้นั้น เพื่อนสมาชิกก็คงจะทั้งรู้สึกอึดอัด ทั้งรู้สึกอยากแสดงความคิดเห็นกันอยู่บ้างไม่น้อยแล้ว เพราะว่าเรื่องของการเลือกตั้งและเรื่องของพรรคการเมืองกำลังอยู่ในความสนใจของพี่น้อง ประชาชนอยู่ตามสื่อต่าง ๆ อยู่พอสมควรแล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้เราจะได้พูดกันเหมือน คนที่อยู่ในครอบครัวเดียวกันที่จะได้รับฟังกันอย่างกว้างขวางเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไข ข้อเสนอ แต่เหนืออื่นใดครับ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าการขับเคลื่อนการปฏิรูป โดยเฉพาะ การขับเคลื่อนการปฏิรูปทางด้านการเมืองนั้นได้เดินทางมาถึงโค่งสําคัญ ถ้าการเสนอ การปฏิรูปทางการเมืองของเราล้มเหลวลง หรือไม่เป็นมรรคเป็นผลอันใดแล้ว หลายท่าน กล่าวได้ว่าก็เท่ากับการยึดอำนาจในเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๗ ก็พลอยล้มเหลวลงไปด้วย เพราะการยึดอํานาจหรือการรัฐประหารโดย คสช. ในครั้งนั้นได้ให้เหตุผลประการสําคัญว่า ประสงค์แจะให้เป็นการยึดอํานาจหรือรัฐประหารครั้งสุดท้าย จึงได้เข้ามาเพื่อจัดสรรหรือ ทําการปฏิรูปกลไกของอํานาจตั้งแต่การเข้าสู่อํานาจรัฐโดยการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม ให้มีการปฏิรูปการใช้อํานาจรัฐและการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ซึ่งหัวใจสําคัญก็อยู่ที่ การปฏิรูปทางด้านการเมืองนั้นเอง ด้วยเจตจํานงร่วมกันของ คสช. และของแม่น้ำทั้ง ๕ สาย และเชื่อว่าเป็นเจตจำนงร่วมกันของพี่น้องประชาชนทั้งแผ่นดินที่ประสงค์แที่จะเห็นระบอบ การปกครองของเรานั้นเป็นระบอบการปกครองที่เป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพ ที่บริสุทธิ์ยุติธรรม ที่เป็นที่วางใจได้และสามารถนำพาชาติบ้านเมืองไปสู่สังคมที่สันติสุขและ มั่งคั่งไพบูลย์ ท่านประธานครับ ปัมความขัดแย้งสําคัญที่นํามาสู่การปฏิรูปหรือปม ความขัดแย้งที่นํามาสู่การรัฐประหารยึดอํานาจที่สําคัญที่สุด ซึ่งได้สรุปไว้โดยสถาบัน พระปกเกล้า ก็คือการที่คนกลุ่มหนึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของอํานาจอธิปไตยที่ได้มาจาก การเลือกตั้งเสียงข้างมาก จึงเป็นความชอบธรรมที่จะดํารงอํานาจรัฐในฐานะที่เป็นผู้ชนะ การเลือกตั้งด้วยเสียงข้างมาก แต่คนอีกกลุ่มหนึ่งอ้างว่าการได้มาซึ่งอํานาจรัฐและการได้รับ ฉันท่านุมัติโดยการเลือกตั้งเสียงข้างมากนั้นเป็นไปโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ครั้นเมื่อมี อํานาจรัฐแล้วก็ใช้อํานาจรัฐนั้นโดยทุจริตและฉ้อฉล ความขัดแย้งของสังคมไทยตลอด ระยะเวลา ๑๐ ปีที่ผ่านมาอยู่ที่ตรงนี้ ภาษาชาวบ้านเราได้ยินจนชินว่าผู้ที่ชนะการเลือกตั้ง ก็บอกว่าเขาชนะเลือกตั้งมา เป็นฉันท่านุมัติของประชาชนเป็นสิทธิอันชอบธรรม แต่พวกที่ แพ้การเลือกตั้งก็มาก่อกวน แพ้ไม่รู้จักแพ้ ทำเอาบ้านเมืองปั่นปุวนออกสู่ท้องถนน ส่วนพวก ที่แพ้การเลือกตั้งก็จะชี้หน้าว่าพวกคุณเป็นเผด็จการรัฐสภา และได้อํานาจมาโดยทุจริตและ ไม่เที่ยงธรรม ท่านประธานครับ เราจึงมาถึงโค้งสำคัญซึ่งเป็นภารกิจของสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปว่าทําอย่างไรที่จะทําให้การเลือกตั้งที่เป็นการเข้าสู่อํานาจรัฐนั้นเป็นไปโดยสุจริต และเที่ยงธรรม ซึ่งช่วงเช้าทั้งช่วงเพื่อนสมาชิกก็ได้ช่วยอภิปรายว่าด้วยการเลือกตั้ง ซึ่งไปพัน กับ กกต. จำนวนมาก และไปพันอยู่กับเรื่องทำอย่างไรให้การเลือกตั้งนั้นสุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งได้ข้อเสนอที่ดี ๆ มากมาย ตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงบ่าย ครั้นมาถึงประเด็นสำคัญอีกอันหนึ่งนั้น ก็คือเรื่องของการทำให้สถาบันพรรคการเมือง ซึ่งสภาพปัญหาก็เป็นที่คุ้นหู และเมื่อช่วงเช้า ก็พูดกันอยู่ ก็คือเนื่องจากว่าการเมืองของเรานั้นเป็นการเมืองที่มีอิทธิพลของเงิน ของทุน ครอบงำ หลายท่านใช้คำว่า ธนกิจการเมือง หรือถ้าพูดภาษาชาวบ้านโดยทั่วไป ก็คือบอกว่า พรรคการเมืองนั้นไม่ได้เป็นของประชาชน พรรคการเมืองนั้นเป็นของนายทุน นายทุนมา ลงทุนทางการเมือง มาซื้อเสียง มาซื้อ ส.ส. มาซื้อพรรค เมื่อชนะเลือกตั้งหรือเข้าสู่อํานาจรัฐแล้วก็ได้ใช้อํานาจอิทธิพลบารมีจากทุนที่ได้ลงทุนไป มีการถอนทุน การเมืองไทยจึงวนเวียนอยู่กับสิ่งนี้ ไม่เคยสามารถพูดได้ว่าอำนาจอธิปไตย ซึ่งเป็นอํานาจสูงสุดนั้นเป็นของประชาชนได้ เพราะสภาพการณ์แที่การเมืองนั้นไม่ได้สะท้อน ความมีอำนาจอันแท้จริงของประชาชน แต่สะท้อนอำนาจของธนกิจการเมืองคืออำนาจ ของทุน พรรคการเมืองเป็นของนายทุน พรรคการเมืองถูกครอบงําโดยนายทุน และนายทุน ก็มาถอนทุน เป็นเรื่องที่พวกเราคุ้นหูชินตากันด้วยเรื่องแบบนี้ ดังนั้นเพื่อนสมาชิกผู้มีเกียรติ ท่านประธานครับ ในการปฏิรูปทางการเมืองเราจึงเริ่มต้นจากข้อเท็จจริงเดิม ๆ แบบนี้ครับ ว่าถ้าการเมืองเป็นธนกิจการเมือง ถ้าพรรคการเมืองถูกครอบงำโดยทุน พรรคการเมืองไม่ได้ เป็นสถาบันทางการเมืองที่แท้จริงแล้ว แล้วเราจะทําอย่างไร ท่านประธานครับ เราจะปฏิรูป จุดไหน จะปฏิรูปกันอย่างไร จะเริ่มต้นกันอย่างไร ดังนั้นทั้งสภาพปัญหาและสิ่งที่จะต้อง เสนอต่อที่ประชุมแห่งนี้นั้นก็คือเริ่มต้นที่จุดนี้ครับ จริงอยู่เราจะนำเข้าสู่รายละเอียดที่เป็น ข้อถกเถียงให้เร็วที่สุดนะครับ ว่าเวลาพูดกันหลายคนก็บอก โอ฿ยไม่เคยทํา โอ฿ยเป็นไปไม่ได้ โอ฿ยมันเป็นเรื่องยาก ท่านประธานครับ การปฏิรูปทางการเมืองเช่นเดียวกับการปฏิรูป ด้านอื่น ๆ ไม่ได้ง่ายเหมือนปูเสื่อลงนั่งหรือปอกกล้วยเข้าปาก ทุกอย่างต้องเริ่มต้นจากฝุาฟัน สภาพความเคยชินเดิม สภาพปัญหาเดิม ไปสู่สิ่งใหม่ไปสิ่งที่ควรจะเป็น ไม่ใช่สิ่งที่เป็นอยู่จริง สิ่งที่เป็นอยู่จริงนายทุนครอบงำพรรค สิ่งที่ควรจะเป็นนั้นทำอย่างไรให้พรรคการเมืองเป็น สถาบันทางการเมืองของประชาชน มันยังไม่เกิด มันจึงต้องใส่คำว่า ความเชื่อ เข้าไปก่อน เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ หลายอย่างในขณะนี้ที่เป็นข้อถกเถียงทางสังคมและ ที่จะนำเสนอต่อเพื่อนสมาชิกในวันนี้ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องที่ว่าเชื่อหรือไม่เชื่อ จะเป็นจริงได้ หรือเป็นจริงไม่ได้ที่จะเอาพรรคการเมืองออกจากเงื้อมมือนายทุนซึ่งเป็นสภาพปัญหาเดิมนั้น จะไม่ได้จมอยู่ในปลักเดิมนั้นกลับมาสู่สิ่งที่ควรจะเป็น คือพรรคการเมืองที่เป็นสถาบันทาง การเมืองของประชาชน ต้องบีลีฟ (Believe) เท่านั้น ต้องเกิดจากความเชื่อก่อนเท่านั้น แต่ผมก็ยังยินดี ทางกรรมาธิการก็ยั่งยินดีที่จะถกเถียงกันในเรื่องเชื่อไม่เชื่อ เป็นไปได้หรือ เป็นไปไม่ได้ ท่านประธานครับ ในส่วนที่ ๑ เรื่องที่ ๑ ว่าด้วยการจัดตั้งพรรคการเมือง ก็เถียง กันง่าย ๆ ที่พูดกันอยู่ว่าก็คือตั้งง่ายหรือตั้งยากก็ยังอยู่ในข้อสรุปท่านประธานครับ ว่ายังคำนึงถึงเสรีภาพของประชาชน ให้พรรคการเมืองนั้นตั้งไม่ยากจนเกินไป ทั้ง ๆ ที่ อยากจะบอกกับเพื่อนสมาชิกทั้งหลายว่า ประเทศนี้ที่ชื่อประเทศไทย กกต. ได้จดทะเบียน พรรคการเมืองไว้เท่าไรทราบไหมครับ ๗๗ พรรค ผมเรียนถามเพื่อนสมาชิกหน่อยเถอะครับ ว่าท่านรู้จักพรรคการเมืองไหนบ้างครับ และพรรคการเมืองนั้นพอจะให้ท่านจำได้บ้างไหม ทำอะไรบ้างไหม เขาขายขนมครกกันหรืออย่างไร หรือว่าตั้งพรรคการเมือง ตั้งกัน ๗๗ พรรค แต่เอาเถอะ การตั้งพรรคการเมืองเป็นเรื่องดี การที่ประชาชนสมัครเป็นสมาชิกพรรคก็เป็น เรื่องดีนี่เป็นเจตจำนงอยู่แล้ว ดังนั้นท่านประธานครับ การตั้งพรรคการเมืองก็ยั่งยึดหลักการ มาตั้งง่ายนะครับ เป็นเสรีภาพของปวงชนชาวไทยที่จะร่วมกันจัดตั้งพรรคการเมือง ในข้อเสนอการปฏิรูปทางการเมืองของเรานั้นไม่มีข้อจํากัดอะไรที่จะทําให้การจัดตั้งพรรค เป็นเรื่องยาก ยังเป็นข้อเสนอที่ให้เสรีภาพปวงชนชาวไทยในการจัดทำกิจกรรมที่เรียกว่า การจัดตั้งพรรคการเมืองที่ง่าย ๆ อยู่ต่อไป แต่เราได้เน้นแต่เพียงว่าพรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้นนั้น

ข้อ ๑ เลยนะครับว่า พรรคการเมืองจะต้องประกาศอุดมการณ์ให้ประชาชน ได้จดจำพรรคการเมืองในแง่ที่มีอุดมการณ์และมีนโยบาย ประสงค์แที่จะให้กิจกรรมของ พรรคการเมืองหรือนักการเมืองได้ดำเนินกิจกรรมในเชิงที่เป็นอุดมการณ์และนโยบายเป็น สำคัญ แต่ถ้าพรรคการเมืองตั้งขึ้นมาเล่น ๆ มาขายขนมครก ตั้งขึ้นมาขายหัว เพราะในอดีต ยุบพรรคกันง่าย ๆ นี่นะครับ หรือว่าตั้งขึ้นมาเพื่อขอเงินสนับสนุนจาก กกต. ถึงได้มีกัน ๗๐-๘๐ พรรค อย่างนี้ก็เรียกว่าผิดเจตจำนงและวัตถุประสงค์แของการจัดตั้งพรรคการเมือง แต่กระนั้นก็ตามยังจำนนว่า เอาเถอะเป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐานในการจัดตั้งพรรคการเมือง ก็ยังง่ายอยู่

ประการที่ ๒ สิ่งที่จะเปลี่ยนไปจริง ๆ นั่นก็คือเราเห็นว่าในการจัดตั้ง พรรคการเมืองนั้นประสงค์แที่จะให้สมาชิกพรรคนั้นได้เป็นสมาชิกพรรคโดยสมัครใจ อย่าได้มี การกะการเกณฑ์แหรืออามิสสินจ้าง มาแล้วแจกเสื้อ หรือพาไปเที่ยว หรือให้เงินให้ท่องเพื่อคน มาเป็นสมาชิกพรรค เพราะฉะนั้นเรื่องเหล่านี้จึงนํามาสู่การแก้ไขอย่างไร นั่นก็คือเป็นเรื่อง สำคัญ ประการต่อมานะครับ ที่ผมจะไม่เรียงหัวข้อ ทั้ง ๆ ที่มีไม่กี่ข้อ เพื่อจะนำไปสู่ปัญหาให้ เพื่อนสมาชิกได้ร่วมอภิปรายเลยก็ได้ ทันทีที่เราประสงค์แที่จะให้สมาชิกพรรคนั้น ไม่ถูกเกณฑ์ไปเป็นสมาชิกพรรคเหมือนดังเก่า จึงได้มีมาตรการประการสำคัญที่เปิดประตูไว้ว่า การเป็นสมาชิกพรรคนั้นให้เสียค่าบำรุงสมาชิกพรรคเป็นรายปี ด้วยเหตุผล ๒ ประการครับ ท่านประธาน ประการหนึ่งก็เพื่อที่จะให้ประชาชนได้ตั้งคำถามกับพรรคการเมืองว่าทำไม ผมจะต้องไปเสียเงินให้พรรคคุณปีละร้อย ร้อยเดียวนี่แหละ แต่ถ้ามีข้อกำหนดว่าสมาชิก พรรคต้องเสียเงิน สมาชิกพรรคต้องตั้งคำถามทันที นี่เป็นสามัญสำนึกว่าให้เพื่อนสมาชิก ๒๐๐ คนในห้องประชุมแห่งนี้ไปสมัครสมาชิกพรรค เสียเงินค้าสมัครปีละร้อยนี่ท่านต้องตั้ง คำถามทันทีว่าทำไมจะต้องไปเป็นสมาชิกพรรค ท่านเสรี ผมยกตัวอย่างนี่นะครับ ทำไม พรรคการเมืองจึงต้องตอบโจทย์แสำคัญจากสมาชิกเป็นเบื้องต้นว่าพรรคเรามีคุณค่าพอที่คุณ จะมาเป็นสมาชิกและเสียค่าสมาชิกปีละ ๑๐๐ บาท เพราะพรรคเรามีอุดมการณ์แอย่างนี้ ๆ พรรคเรามีนโยบายอย่างนี้ ๆ พรรคเรามีบุคลากรชั้นเลิศของประเทศนี้ทางด้านต่างประเทศ ทางด้านเศรษฐกิจ ทางด้านการศึกษา ทางด้านการพัฒนาประเทศ ได้มาขึ้นหน้าปก โฆษณา ต่อพี่น้องประชาชน เห็นไหมครับ กว่าที่จะได้เงิน ๑๐๐ บาทนี่ต้องตอบคำถามท่านสารพัดว่า พรรคนี้มีบุคลากรชั้นเลิศของประเทศมาร่วมกันอยู่ พรรคนี้จะพาชาติบ้านเมืองรอด พรรคนี้ จะเป็นปากเสียง จะเป็นตัวแทนที่ดีของท่านได้ ถามว่าสมัยก่อนต้องตอบคำถามพวกนี้ไหม ไม่ต้อง เพราะสมาชิกไม่ถาม เพราะไม่ต้องเสียสตางค์ และไม่ต้องตอบ เพราะว่าคนจ่าย สตางค์เป็นอีกพวกหนึ่ง เข้ามากำกับพรรคอยู่แล้ว พรรคถึงไม่ได้ไปไหนครับ ความประสงค์แที่จะให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมือง ความประสงค์แที่จะให้ พรรคการเมืองเป็นสถาบันที่รวบรวมบุคลากรชั้นเลิศของประเทศเอาไว้ในฐานะที่จะไปเป็น ตัวแทนอำนาจอธิปไตยของปวงชนในการบริหารราชการแผ่นดิน ไปเป็น ครม. ไปเป็น ส.ส. ไปเป็นอะไรต่อมิอะไร สมัยก่อนไม่มีเจตจำนงเช่นนี้ สมัยก่อนใครมีสตางค์แก็ตั้งพรรค ตั้งพรรค เสร็จชนะเลือกตั้งมา ๑๐ เสียง ก็ให้ลูก ให้น้อง ไปเป็นรัฐมนตรี เป็นอยู่เช่นนี้มา เพราะฉะนั้น จึงเห็นได้ว่าคำว่า เสียค่าสมาชิกพรรค นี่มีนัยมากกว่าตัวเงิน ๑๐๐ บาท หรือ ๑๐ บาท แต่ไม่เกิน ๒๐๐ บาทนั้น ด้วยเจตจำนงประสงค์แว่าให้สมาชิกพรรคได้ตั้งคำถามกับพรรค หรือผู้บริหารพรรค นี่เป็นสำคัญ

ส่วนประการต่อมานั้นนี่นะครับ ก็คือต้องการให้พรรคนั้นได้ให้ความสำคัญ กับสมาชิกว่าพรรคนั้นอยู่ได้ด้วยค่าสมาชิกและด้วยเงินอุดหนุนของรัฐบาลที่มาจากพื้นฐาน ของเจตจำนงสมาชิก ยกตัวอย่างง่าย ๆ ครับที่เป็นข้อถกเถียงกันอยู่ขณะนี้ เราก็บอกว่า ให้สมาชิกพรรคเสียเงินค้าสมาชิกให้กับพรรค สมาชิกเสียไป ๑๐๐ บาท รัฐจะสมทบให้อีก ๑๐๐ บาท เป็น ๒๐๐ บาท ผมยกตัวอย่างว่าถ้ามีพรรคการเมืองที่เอาจริงเอาจัง มีเกียรติภูมิพอ มีคนเป็นสมาชิก เอา ๑,๐๐๐,๐๐๐ คนแล้วกัน ในจำนวนประชากรผู้มีสิทธิ ๕๐ ล้านคน นี่นะครับ พรรคการเมืองนั้นก็จะมีเงินรายปีปีละ ๒๐๐ ล้านบาท พอที่จะบริหารพรรค ได้แล้วปีละ ๒๐๐ ล้านบาท จากสมาชิกคนละ ๑๐๐ บาท ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน ก็ ๑๐๐ ล้านบาท รัฐสมทบอีก ๑๐๐ ล้านบาท ก็ปีละ ๒๐๐ ล้านบาท กว่าจะเลือกตั้ง ๔ ปี ก็สามารถ ทำกิจกรรมทางการเมืองอันเป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชนได้ นี่เป็นข้อที่ ๑ ที่เป็น ข้อถกเถียงเหลือเกินว่าให้เสียค่าสมาชิกไม่มีใครเป็นหรอกครับ ใช้ครับ ถ้าเป็นการเมือง แบบเก่า ถ้าการเมืองแบบเก่านั้นการเป็นสมาชิกพรรคเขาได้เสื้อ เขาได้พาไปเที่ยว เขาได้เงิน แต่พอเป็นการเมืองแบบใหม่จะต้องเสียเงิน แต่เชื่อผมเถอะครับท่านประธาน เพื่อนสมาชิกครับ ว่าถ้าประชาชนเสียเงินเมื่อไร เขาจะเต็มไปด้วยคำถาม เขาจะไม่เสียเงินฟรีแล้วกัน และถ้าประชาชนเสียเงินเมื่อไรเขาจะรู้สึกทันทีว่าพรรคนี้เป็นของข้าพเจ้าด้วย เพราะข้าพเจ้า ก็เสียเงิน และแรงกระเพื่อมทางการเมืองจะเกิดทันที ผู้บริหารไม่ดี สมาชิกที่เสียเงิน แค่ร้อยเดียวแต่เสียงดังน่าดู จะวิพากษ์แวิจารณ์ จะชี้หน้า บริหารพรรคแบบนี้ผมไม่เป็นแล้ว ปีหน้าผมจะไปเป็นอีกพรรคหนึ่งแล้ว ขู่อีกต่างหาก เสียร้อยเดียวครับ แต่นี่ละครับคือจะเป็น วัฒนธรรมทางการเมือง จะเป็นแรงกระเพื่อมทางการเมือง ท่านประธานครับ นี่เป็นข้อที่ ๑ ที่เป็นข้อถกเถียงกันในสังคมว่าทำไมจะต้องให้พรรคมีสมาชิกพรรคที่เสียเงิน

แต่ต่อมาครับ ข้อที่ ๒ ที่เป็นข้อถกเถียงเช่นเดียวกัน แต่ว่าพรรคการเมือง กลับไม่ค่อยพูด ผมรู้สึกเขาเงียบนะครับ นั่นก็คือคำถามที่ว่าถ้าเมื่อก่อนพรรคการเมืองจะทำ กิจกรรมในหมู่ประชาชนนั้นต้องมีทุนนะครับ ผมก็บอกแล้วว่าเราก็ไม่ประสงค์แจะให้ เป็นทุนของนายทุนเพราะจะมาครอบงำพรรค ถ้าเช่นนั้นทุนมาจากไหน คิดเอาง่าย ๆ เป็นพรรคการเมืองไม่มีนายทุนได้อย่างไร ท่านประธานครับ เราเลยมีเงื่อนไขในการปฏิรูป ในครั้งนี้ว่าด้วยทุนของพรรคการเมืองนั้นให้เกิดจากการบริจาค นี่เป็นเรื่องที่ ๒ นะครับ เรื่องที่ ๑ เกิดจากสมาชิก

เรื่องที่ ๒ เกิดจากการบริจาค ท่านประธานครับ อันนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย แต่มาเล่ากับเพื่อนสมาชิก สปท. ให้ฟังอีกครั้งหนึ่ง เงินบริจาคประการแรกนี่ละครับ ก็ถือเสีย ว่าประชาชนผู้เสียภาษีในประเทศนี้ตัวเลขยืนยันจากกรมสรรพากรนี่นะครับ ผู้เสียภาษี รายได้ส่วนบุคคลปีละ ๕,๐๐๐,๐๐๐ คน ที่จริงก็ ๔,๐๐๐,๐๐๐ กว่า ๆ ๕,๐๐๐,๐๐๐ ต้น ๆ เอาตัวเลขกลม ๆ ผู้เสียภาษีประจำปี ปีละ ๕,๐๐๐,๐๐๐ คนของประชากร ๗๐ ล้านคน นี่นะครับท่านประธานครับ ก็บอกว่าให้โอกาสกับผู้เสียภาษีแค่กรอกบอกเจตจำนงของ ผู้เสียภาษีว่าข้าพเจ้าจะบริจาคเงินให้กับพรรคการเมืองได้พรรคใดพรรคหนึ่งได้ ๑ พรรค รัฐโดยกรมสรรพากรก็จะเอาเงินภาษีของรัฐของประชาชนนี่แหละไปจัดสรรจัดให้กับ พรรคการเมืองที่ผู้เสียภาษี ๕,๐๐๐,๐๐๐ คนนี้ได้แสดงเจตจำนงว่าจะบริจาคเพื่อสนับสนุน พรรคการเมืองนี้ ไม่เกินปีละ ๒๐๐ บาท ท่านประธานครับ ผู้เสียภาษี ๕,๐๐๐,๐๐๐ คน คนละ ๒๐๐ บาท เป็นเงินเท่าไรครับ ๑,๐๐๐ ล้านบาท ๕,๐๐๐,๐๐๐ คูณ ๒๐๐ นะครับ ปีละ ๑,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินซึ่งพรรคการเมืองมีสิทธิได้ ไม่ได้จำกัดไว้กับใครแต่ต้องได้ จากเจตจำนงของผู้เสียภาษี ปรากฏว่าเรื่องนี้ที่ผมบอกไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่นะครับ เคยมีใน ประมวลรัษฎากรแล้วเป็นอย่างไรครับ ปรากฏว่าผู้เสียภาษี ๕,๐๐๐,๐๐๐ คนนี่นะครับ แสดงเจตจำนงจะบริจาคแค่ ๖๐๐,๐๐๐ คน ๑๐ กว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ๑๒ เปอร์เซ็นต์ ถามว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ที่จริงแล้วแทบจะไม่ต้องถาม ไม่อยากให้เลย เว้นว่างเลย มันมีแต่พรรคโหลยีโท้ย มันมีแต่พรรคซึ่งเป็นของนายทุน มันเรื่องอะไรที่เราจะเที่ยวกรอก ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เงินกระเป้านะ เป็นเงินที่รัฐจ่ายให้นะ ไม่มีใครอยากบริจาคเงินให้กับ พรรคการเมือง ดังนั้นท่านประธานครับ เงินปีละ ๑,๐๐๐ ล้านบาท เลือกตั้ง ๔ ปีหน เงิน ๔,๐๐๐ ล้านบาท ที่รัฐพร้อมจะจ่ายให้กับพรรคการเมืองแต่ขอให้จ่ายตามเจตจำนงของ ผู้เสียภาษีเท่านั้น พรรคการเมืองยังไม่ทำเลยครับ เพราะฉะนั้นถ้าพรรคการเมืองปฏิรูปตัวเอง ไม่คิดแต่จะอาศัยแต่นายทุนนี่มีเงินอยู่ปีละ ๑,๐๐๐ ล้านบาท ที่ประชาชนนี่รัฐพร้อมจะให้ ถ้าพรรคการเมืองได้ตระหนักว่าโอเค (Okay) เราจะต้องสร้างพรรคที่มีอุดมการณ์ เราจะต้อง สร้างพรรคที่มีนโยบายที่ดีและผู้บริหารพรรคเราเป็นพลเมืองชั้นเลิศที่ประชาชนไว้วางใจได้ ที่ประชาชนศรัทธาได้เขาก็จะกรอกให้ ๒๐๐ บาทนี่เพราะเขาไม่ต้องควัก นี่เป็นอีกหัวข้อหนึ่ง ที่เราได้ใส่ไว้ว่าด้วยทุนของพรรคการเมือง

ประการที่ ๓ ครับท่านประธาน ว่าด้วยเงินบริจาคให้กับพรรคการเมือง เอาอีก เพื่อเปิดประตูเปิดหนทางให้พรรคการเมืองได้มีการปฏิรูปตัวเอง เอาเป็นว่าแต่ไหน แต่ไรมาการบริจาคเงินให้พรรคการเมืองไม่มีอะไรเลย บริจาคก็ได้ ไม่บริจาคก็ได้ บริจาค ก็ไม่มีผลอะไร คณะกรรมาธิการปฏิรูปทางด้านการเมืองเราได้จัดความสําคัญและคุณค่า ของพรรคการเมืองให้เทียบเท่ากับสถาบันการศึกษาและมูลนิธิเพื่อการกุศล ตามประมวลรัษฎากรนั้นผู้ที่บริจาคเงินให้กับสถานศึกษาหรือวัดโรงเรียนหรือมูลนิธิ เพื่อการกุศลสามารถนำเงินที่บริจาคนี้ไปลดหย่อนภาษีไปคำนวณลดหย่อนปลายปีได้ แต่ไม่เคยให้กับพรรคการเมือง เราจึงได้เสนอต่อ กรธ. ว่าให้คุณค่ากับสถาบันพรรคการเมือง ให้เป็นเหมือนสถาบันหนึ่งที่เคียงคู่กับระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นใครบริจาคเงินให้ พรรคการเมืองก็ให้เหมือนกับบริจาคเงินให้กับสถานศึกษา บริจาคเงินให้สถานศึกษาดูเหมือนถ้าผมจำไม่ผิด ๓๐,๐๐๐ บาท สามารถไปลดหย่อนได้ ๒ เท่า คือ ๖๐,๐๐๐ บาทต่อปี ของเราก็หมายความว่าบริจาคให้พรรคการเมือง กกต. เข้าไปปรับว่า ประมาณ ๕๐,๐๐๐ บาท ก็ไปลดหย่อนภาษีปลายปีได้ โดยรวมความครับท่านประธาน ก็หมายถึงว่าการบริจาคเงินให้พรรคการเมืองจะเกิดขึ้นได้เมื่อไรอีก เกิดขึ้นได้ทันที ถ้าประชาชนเห็นว่ารัฐสร้างแรงจูงใจ สามารถนำเงินไปหักลดหย่อนภาษีได้ นั่นเป็น ประการที่ ๑

กับประการที่ ๒ เขาตระหนักว่าพรรคการเมืองนั้นเป็นสถาบันทางการเมือง ของประชาชนจริง ๆ ไม่ใช่เป็นพรรคของนายทุน หรือไม่ใช่เป็นพรรคที่แบมือขอแต่นายทุน ยกย่องแต่นายทุน แต่เป็นพรรคที่ปรับตัวเองเข้าสู่สถาบันทางการเมืองของประชาชน เงินบริจาคจากนิติบุคคล เงินบริจาคจากบุคคลธรรมดา สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ นี่คือ สิ่งที่เราเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งและเสนอต่อ กรธ. เพราะฉะนั้นท่านประธาน ที่เคารพครับ เพื่อตอบปัญหานี้ เพราะเข้าใจผิดกันเหลือเกิน สนใจแต่เรื่องเซตซีโร (Set Zero) เซต์ซีโร (Set Zero) ซึ่งคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองของ สปท. ที่ท่านเป็นสมาชิก อยู่พูดดัง ๆ อีกครั้งหนึ่งครับ เราไม่เคยเสนอให้มีการเซตซีโร (Set Zero) หรือยกเลิก พรรคการเมืองแล้วมาตั้งกันขึ้นใหม่ เรื่องเซตซีโร (Set Zero) นั้นเป็นมโนเป็นแนวความคิด ของนักการเมืองที่คิดว่า คสช. จะตั้งพรรค เพราะฉะนั้น คสช. คงจะยกเลิกพรรคการเมืองอื่น ให้หมดเพื่อให้นักการเมืองจะได้วิ่งเข้ามาที่พรรคของ คสช. ผมไม่อาจรู้หัวใจ คสช. ได้ครับ พูดแทนไม่ได้ครับ แต่ข้อเสนอของกรรมาธิการการเมืองเรานั้นมีแต่ให้พรรคการเมืองอยู่ต่อไป มีเสรีภาพในการจัดตั้งพรรค มีแต่จะเปิดช่อง เปิดประตูให้มีการหาเงิน บริจาคเงิน สนับสนุน ทางการเงิน ทั้งรัฐทั้งเอกชนให้กับพรรคการเมือง ข้อเสนอของเราล้วนแต่อยู่บนพื้นฐาน ที่อยากเห็นพรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชนที่แท้จริง อยากเห็น การขับเคลื่อนทางการเมืองนั้นเป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม ให้ระบอบประชาธิปไตยของเรา นั้นดำรงอยู่ด้วยสถาบันทางการเมืองที่เป็นของประชาชน ต้องการให้ระบอบประชาธิปไตย ของเราได้ลงหลักปักฐาน มีเกียรติยศ มีเกียรติภูมิ สง่างาม เคียงบ้าเคียงไหล่กับชาติอารยะ ประชาธิปไตยทั้งหลายบนโลกใบนี้ ไม่ได้คิดทําลายพรรคการเมือง ไม่ได้คิดทำลายระบอบ ประชาธิปไตย และเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจอีกว่าการยึดอํานาจรัฐประหารครั้งที่ผ่านมาจะเป็น ครั้งสุดท้าย เชื่อเหมือนที่ พลเอก ประยุทธ์เชื่อ แต่ถ้าเราไม่ช่วยกันสร้างสถาบัน พรรคการเมืองให้เป็นสถาบันพรรคการเมืองที่มีเกียรติ ระดมบุคลากรชั้นเลิศมาไว้ในพรรค ทำให้พรรคเป็นสถาบันที่เป็นที่พึ่งที่หวังและเป็นผู้นำในระบอบประชาธิปไตยได้แล้ว ปล่อยให้พรรคการเมืองจะเป็นอยู่แบบเดิม ปล่อยให้พรรคการเมืองยังถูกกล่าวหาว่า เป็นธนกิจการเมือง ถูกครอบงำด้วยเงิน ถูกครอบงำด้วยทุน และมาแสวงหาผลประโยชน์ แสวงหาอำนาจเพื่อถอนทุนคืน และระบอบประชาธิปไตยเราจะไปถึงไหนล่ะครับ ในที่สุด วัฏจักรเลวร้ายก็จะกลับมาอีก สิ้นหวังครับ เพื่อน ๆ สมาชิกที่เคารพครับ ข้อเสนอของ คณะกรรมาธิการการเมืองที่เรียนต่อท่านไม่ได้ลงในรายละเอียดนับ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ นะครับ เพราะถือว่าเอกสารอยู่ที่ท่านแล้วนั้น ด้วยบริสุทธิ์ใจจริง ๆ ครับ ไม่ได้มุ่งหวังจะทำลายพรรคการเมืองหรือนักการเมือง เราปรารถนาที่จะเดินเคียงบ้าเคียงไหล่ไปกับนักการเมืองและพรรคการเมืองในฐานะสถาบัน ทางการเมืองที่เคียงคู่ไปกับระบอบประชาธิปไตย ผมก็หวังว่าเพื่อนสมาชิกจะได้ทำ การอภิปรายให้ความคิดความเห็นตามตัวอักษร ซึ่งก็มีอยู่แค่ ๘-๙ หน้า ไม่ได้มากมายเลย นะครับ ซึ่งทั้งหมดนี้หวังว่าท่านก็คงจะได้ลงรายละเอียด รวมทั้งที่เป็นข้อวิพากษ์แวิจารณ์แด้วย ว่าทำไม่ได้ หรือมีความมุ่งหมายจะไปทำลายพรรคการเมืองที่มีอยู่ในปัจจุบัน ก็อยากจะเรียน เพื่อนสมาชิกว่ามิได้เป็นเช่นนั้น การปฏิรูปสถาบันทางการเมืองหรือพรรคการเมืองนั้น เรามุ่งหวังให้เป็นสถาบันทางการเมืองที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริงเท่านั้น ขอขอบคุณครับ ท่านประธาน

นายอลงกรณแ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านประธานมีอะไรจะชี้แจงเพิ่มเติมไหมครับ ถ้าไม่มี ผมจะให้สมาชิกซึ่งตอนนี้ ได้แสดงความจำนงอภิปราย ๒ ท่านด้วยกัน แต่เนื่องจากว่าการหารือในช่วงพิจารณา ในระเบียบวาระที่ ๓ ๓.๑ ท่านรองประธานคนที่สองทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมได้หารือ ที่ประชุมและไม่มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่นในการที่จะให้มีการอภิปรายและลงมติในระเบียบ วาระที่ ๓ ซึ่งประกอบไปด้วย ๒ เรื่อง ซึ่งได้มีการนำเสนอแล้ว และมีการอภิปรายพอสมควร จะเลื่อนการพิจารณาไปเป็นวันพรุ่งนี้ แล้วก็ลงมติวันพรุ่งนี้หรือไม่ แล้วก็จะได้ใช้เวลา ที่เหลืออยู่ในการพิจารณาวาระต่อไปในรายงานเรื่องเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาจราจร ในเมืองใหญ่ ขอหารือที่ประชุมนะครับ ท่านประธานกรรมาธิการไม่มีอะไรขัดข้องใช่ไหมครับ รวมทั้งผู้ที่ประสงค์แจะอภิปราย ตอนนี้แสดงความจำนงมา ๒ ท่าน ก็เลยคิดว่าถ้าเป็นอย่างนั้น ยกยอดไปวันพรุ่งนี้ ขอเชิญท่านเลิศรัตน์แกับท่านถวิลวดีที่ได้แสดงความจำนงมา เชิญครับ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช

กราบเรียนท่านประธานครับ พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เราได้ตกลงกันไว้ก่อนที่ท่านประธาน จะมานั่งบนบัลลังก์แว่าถ้าให้มีการอภิปรายบ้างก็จะเป็นการเพิ่มประเด็นให้กับเพื่อนสมาชิกได้ ไปพิจารณาและศึกษาเพิ่มเติมในการอภิปรายวันพรุ่งนี้ วันนี้มีเสนออยู่ ๒ คนก็ใช้เวลาไม่เกิน ครึ่งชั่วโมงก็ไม่น่าจะกระทบกับการอภิปราย เพราะนี่เท่ากับเราฟังความข้างเดียว สมาชิก ก็จะไม่ได้เข้าใจในร่าง พ.ร.บ. นี้เพิ่มเติมครับ ผมพร้อมจะอภิปรายครับ

นายอลงกรณแ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ถ้าเช่นนั้นผมจะขอสัก ๒ ท่านที่ได้แสดงความจำนงนะครับ จากนั้นเราจะเลื่อน การพิจารณาไปวันพรุ่งนี้ ท่านนิกร จำนง เชิญครับ

นายนิกร จำนง กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นิกร จำนง สมาชิก สปท. ลำดับที่ ๗๙ อยากจะเรียนท่านสมาชิกนะครับว่า คือมันเป็นปัญหา อย่างนี้ว่า ขณะนี้ กกต. เท่าที่ผมทราบคือส่งร่างเกี่ยวกับเรื่อง พ.ร.บ. พรรคการเมืองมาที่ กรธ. แล้ว ทีนี้ในส่วนนี้เองยังหาที่มีการเปิดเผยมาไม่ได้ แต่ว่าในสื่อนี่นะครับ ในสื่อ หนังสือพิมพ์แอะไรพวกนี้ ก็จะมีรายละเอียดอยู่เยอะพอสมควรแล้ว ดังนั้นถ้าเราอภิปรายวันนี้ ก็อีก ๒ ท่าน ทีนี้หลังจากนี้ก็ท่านสมาชิกกรุณา คือมันมีข้อมูลว่าเขายกร่างอะไรไว้จะได้ ประกอบการพิจารณาในวันพรุ่งนี้ก็จะเป็นเรื่องดี ผมแค่อยากจะนำเรียนว่าร่างที่ปรากฏ ในสื่อขณะนี้เป็นข้อเท็จจริงว่าจะต้องมี ๑๕ คนดําเนินการอย่างไรเกี่ยวกับเรื่อง พรรคการเมือง แต่ว่าเรื่องกฎหมายเลือกตั้งยังไม่เห็นชัดนัก แต่ว่ากฎหมายพรรคการเมือง มีมาตามสมควรแล้ว ก็จะได้ประกอบว่า คือขณะนี้ กกต. เป็นคนยกร่างแล้วก็ส่งให้ กรธ. ตรงนั้นจะเป็นประโยชน์แกับท่านสมาชิกถ้าจะได้ดูเพื่อมาประกอบการอภิปรายกับข้อเสนอ ของกรรมาธิการด้วยนะครับ ก็นำเรียนเป็นข้อมูล ขอบคุณครับ

นายอลงกรณแ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านถวิลวดีไม่มีอะไรขัดข้องตามข้อเสนอท่านเลิศรัตน์แนะครับ เพราะฉะนั้น ก็ขอเชิญท่านเลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานกรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์แก่าร มหาชน) อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และอดีต สมาชิกวุฒิสภา ขอเชิญครับ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตนแ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณ ท่านประธานที่ให้โอกาสอภิปรายในเรื่องเกี่ยวกับประเด็นที่จะนำเสนอ กรธ. เพื่อพิจารณา ใน พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งก็ถือว่าเป็นพระราชบัญญัติที่มี ความสำคัญยิ่ง เพราะว่ารัฐธรรมนูญเป็นพื้นฐานที่สำคัญของระบบการปกครองระบอบ ประชาธิปไตย อย่างที่ท่านกรรมาธิการได้กรุณารายงานแล้วว่าทั้งหมดนี้มุ่งไปสู่การที่จะทำให้ พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมืองที่แท้จริง เป็นสถาบันของประชาชน เป็นสถาบันของ ระบอบการปกครองประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นถ้าเรามีพรรคการเมืองที่ให้สมาชิกมีส่วนร่วม ให้สมาชิกมีส่วนในการตัดสินใจในเรื่องที่สําคัญ ๆ ก็จะทําให้เราได้นักการเมืองที่ดี ที่จะเข้าสู่สภา แล้วก็จะได้สภาที่ดีที่มีพรรคการเมืองที่เป็นสถาบันที่แท้จริง กระผมมีประเด็นอยู่ ๔-๕ ประเด็นที่อยากจะเรียนเสนอแนะแล้วก็เรียนเป็นข้อสังเกตให้กับกรรมาธิการ ในการยกร่างหรือในการพิจารณาประเด็นเพิ่มเติม

ประเด็นแรก เรื่องการจัดตั้งพรรคการเมือง อย่างที่ท่านกรรมาธิการที่ได้ รายงาน มันก็มี ๒ ทฤษฎีว่าเราจะให้จัดตั้งง่าย ๆ เราเคยคิดว่าให้สมาคมเป็นพรรคการเมือง ได้เลย หรือเป็นพรรคการเมืองของพื้นที่ของผลประโยชน์แร่วมกัน เช่น ชาวไร่ชาวนาต่าง ๆ หรือเป็นพรรคการเมืองที่เป็นของประเทศ ก็คิดว่าการเดินสายกลางแล้วก็ข้อกำหนดที่อยู่ใน พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ปี ๒๕๕๐ ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ ใช้ได้ คือจะไปจดแจ้งก็ต้องมีอย่างน้อย ๑๕ คน แล้วก็ต้องมีหลักการ มีวัตถุประสงค์ ความมุ่งหมายต่าง ๆ เสร็จแล้วภายใน ๑ ปีพรรคการเมืองก็ต้องมีสมาชิกไม่น้อยกว่า ๕,๐๐๐ คน และมีสาขาหนึ่งสาขาในทุกภาคของประเทศตามที่ กกต. กําหนด เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าในข้อกำหนดเหล่านี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากนัก สมาชิก ๕,๐๐๐ คน ก็ไม่ใช่เรื่องที่มากมาย ถ้าเราต้องการพรรคการเมืองที่เป็นพรรคของประเทศจริง ๆ ก็จึงคิดว่าน่าจะคงไว้ใน ข้อกำหนดเหล่านั้น

ประเด็นที่ ๒ คือการส่งผู้สมัคร ส.ส. การส่งผู้สมัคร ส.ส. นั้นมีอยู่ ๒ แบบ คือแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อ ในแบบแบ่งเขตเลือกตั้งนั้นเราได้เสนอให้ เลือกตั้งขั้นต้นในแต่ละเขตที่ส่ง และมีสมาชิกไม่น้อยกว่า ๒๐๐ คนขึ้นไป นี่เป็นข้อเสนอ ซึ่งผมคิดว่าเป็นข้อเสนอที่มีความก้าวหน้า ก็เป็นกึ่งไพรมารี (Primary) ว่าสมาชิกจะต้องให้ ความเห็นชอบมีการซาวเสียงก่อน อันนี้ก็จะเป็นการลดอิทธิพลหรือว่าความรับผิดชอบ ของกรรมการพรรคลงให้ได้ผู้สมัครที่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในมาตรา ๔๕ เขียนไว้ว่ากำหนดให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมในการส่งผู้สมัคร อยู่ในมาตรา ๔๕ ให้สมาชิกมีส่วนร่วมในการส่งผู้สมัคร เพราะฉะนั้นการกำหนดเป็นหลักเกณฑ์ไว้ผมคิดว่า ก็น่าจะรับได้ ส่วนประเภทบัญชีรายชื่อนั้นรัฐธรรมนูญกำหนดในมาตรา ๙๐ วรรคสามไว้ว่า ต้องคำนึงถึงผู้สมัครรับเลือกตั้งจากภูมิภาคต่าง ๆ และความเท่าเทียมกันระหว่างชาย และหญิง อันนี้เราควรจะต้องบัญญัติบางอย่างไว้อย่างไรให้เห็นชัดเจนว่าปฏิบัติตาม วรรคสามของมาตรา ๙๐ ในรัฐธรรมนูญ เช่น อาจจะกำหนดว่าถ้าพรรคนั้นมีการส่งสมาชิก ในพื้นที่ใด พื้นที่นั้นก็มีสิทธิที่จะส่งสมาชิกเข้ามาเป็นบัญชีรายชื่อ อันนี้เพื่อให้สอดคล้องกับ วัตถุประสงค์ในรัฐธรรมนูญ เพราะถ้าไม่เขียนไว้เลยพรรคก็อาจจะเลือกเฉพาะคนในกรุงเทพฯ หรือคนที่อยู่ใกล้ตัว เพราะการส่งสมาชิกประเภทบัญชีรายชื่อนั้นคงไม่มีการทำไพรมารี (Primary) เหมือนกับแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง

ประเด็นที่ ๓ คือการดําเนินกิจกรรมทางการเมืองในสภาของสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแต่ละพรรค ในมาตรา ๑๑๔ ของร่างรัฐธรรมนูญบัญญัติว่าสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ไม่อยู่ในความผูกมัดและ อาณัติมอบหมายหรือครอบงำใด ๆ ปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อสัตย์แสุจริตเพื่อประโยชน์แข่อง ส่วนร่วม อันนี้ก็ยังเป็นคำปฏิญาณตนของสมาชิกทั้ง ๒ ประเภทเมื่อเข้ารับหน้าที่ในสภา แห่งนี้ตามมาตรา ๑๑๕ เมื่อเราอ่านดูบทบัญญัติในข้อนี้แล้วเราก็น่าจะตีความได้ว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรควรจะมีเอกสิทธิ์ในการใช้สิทธิในการดำเนินกิจกรรมในสภา แต่ที่ผ่านมาเราจะเห็นว่าหากสมาชิกไม่โหวตไม่ลงคะแนนเสียงในสภา ไม่ว่าจะเป็นญัตติ หรือต่อร่างกฎหมายก็อาจจะโดนถอดถอนจากพรรคได้ ถือว่าฝุาฝื่นมติของพรรค ถ้าเรามาดู รัฐธรรมนูญฉบับนี้ในมาตรา ๒๕๖ มาตรา ๒๕๖ กำหนดไว้ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวาระที่ ๓ เมื่อมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งแล้วจากรัฐสภายังจะต้องให้เสียงที่เกินกึ่งนั้นร้อยละยี่สิบ เป็นเสียงของพรรคฝุ่ายค้าน นี่ผมพูดโดยสรุปนะครับ เขาจะเขียนว่า พรรคที่ไม่มีรัฐมนตรี พรรคที่ไม่ใช่เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ความหมายเขาคือต้องมีร้อยละยี่สิบของพรรค ที่เป็นฝุายค้านในรัฐสภา สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าเผื่อ ส.ส. ต้องโหวตตามมติพรรค เพราะฉะนั้นผมจึงอยากจะเสนอว่าเราจะบัญญัติไว้อย่างไรที่จะให้ ส.ส. นี่เป็น ส.ส. เหมือนใน สภาของประเทศที่เขาเป็นประชาธิปไตยมาช้านาน ที่เขาสามารถจะโหวตตามความต้องการของ ประชาชนในพื้นที่ที่เขาเป็นตัวแทน โหวตตามความรู้สึกอันชอบธรรมของเขาว่าอันนี้คือสิ่งที่ เขาควรลงคะแนนโดยที่ไม่ต้องถูกถอดถอนจากพรรค ซึ่งอาจจะกำหนดเป็นกรรมวิธีว่า เขาสามารถแจ้งต่อพรรคให้ทราบก่อนว่าในเรื่องนี้เขาจะโหวตอย่างไร มิฉะนั้นการแก้ไข รัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๕๖ ก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้

ประเด็นที่ ๔ เรื่องของการเซตซีโร (Set Zero) พรรคซึ่งพูดกันหน้าหู ได้ยินกัน บ่อยครั้งแล้วก็มีหลายรูปแบบ ทั้งยุบพรรคไปเลย ให้จดพรรคใหม่ หลัง ๆ นี่ก็เสนอบอกให้ แค่ยุบ ให้ยกเลิกสมาชิกพรรค ให้สมาชิกพรรคมาแสดงความจำนงเป็นสมาชิกใหม่ เรื่องของ การเซต์ซีโร (Set Zero) พรรคการเมืองก็ฝากเป็นข้อสังเกตว่า ถ้าจะดำเนินการจะติดขัดด้วย กรอบเวลา เพราะในรัฐธรรมนูญในมาตรา ๒๖๘ ได้บัญญัติไว้ว่า ให้ดําเนินการเลือกตั้ง ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญนี้ให้แล้วเสร็จภายในร้อยห้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญ ๔ ฉบับได้มีผลบังคับใช้แล้ว ก็แปลว่าเมื่อ พ.ร.บ. พรรคการเมืองมีผลบังคับใช้ ก็จะเป็นเวลาที่ใกล้เคียงกับที่จะต้องเริ่มนับ ๑ ในการจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่การที่จะไปจดทะเบียนพรรคการเมืองหรือการที่จะให้สมาชิกคือประชาชนมาสมัครเป็น สมาชิกพรรคการเมืองใหม่มันมีกรรมวิธี มีขั้นตอน มีเวลา มีแบบฟอร์แม (Form) ที่จะต้อง นำไปกรอก มีการลงทะเบียนแล้วยังต้องแจ้งให้ กกต. ทราบต่าง ๆ หรือการจดทะเบียน พรรคก็ต้องไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่าง ๆ เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าด้วยกรอบเวลา ที่มีอยู่ในบทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้ว การที่จะให้จดทะเบียนพรรคใหม่หรือ การที่จะให้สมาชิกมาจดทะเบียนใหม่นั้นเป็นสิ่งที่อาจจะทำให้การจัดการเลือกตั้งประสบ ปัญหาได้ ไม่สามารถดำเนินการตามรัฐธรรมนูญนี้ได้

เรื่องที่ ๕ คือเรื่องของการสนับสนุนจากภาครัฐต่อพรรคการเมือง เรื่องนี้ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองได้มีพัฒนาการมาโดยลำดับ ถ้าไปอ่าน พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ปี ๒๕๕๐ ผมคิดว่าก็มีความทันสมัย ในหลาย ๆ เรื่อง เช่น การที่ กกต. หรือการจะใช้เงินของกองทุนสนับสนุนพรรคการเมือง มาให้กับพรรคการเมืองนั้นก็ยังคำนึงถึงสัดส่วนของผู้สมัคร สัดส่วนของ ส.ส. ที่ได้รับ แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง สัดส่วนของ ส.ส. ที่ได้รับแบบบัญชีรายชื่อต่าง ๆ และคำนวณเป็น ตัวเงินออกมา รวมถึงการส่งผู้สมัคร ซึ่งผมเคยไปดูงานที่สหพันธรัฐเยอรมัน เขาเป็นประเทศหนึ่งที่สนับสนุน เงินหรืองบประมาณให้กับพรรคการเมืองอย่างค่อนข้างมาก เรียกว่า แม้ชชิงฟันด์ (Matching Fund) เลยนะครับ ถ้าพรรคสามารถหาเงินบริจาคมาได้ ๑๐๐ ล้านบาทอย่างที่ ท่านสมพงษ์แว่า ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน กกต. ก็จะให้เงินอีก ๑๐๐ ล้านบาทเป็นต้น เพราะฉะนั้นก็จะเป็นการส่งเสริมให้พรรคจะต้องทำกิจกรรมทางการเมืองเพื่อให้ได้รับ การสนับสนุนงบประมาณในส่วนที่จะนำมาใช้จ่ายในการดำเนินกิจกรรมของพรรค

ประเด็นที่ ๒ ในเรื่องการสนับสนุนของพรรคที่ผมคิดว่าทางเยอรมันทําได้ดี คือการสนับสนุนการเผยแพร่ทางสื่อของรัฐ อันนี้เรายังทำน้อยมาก ถึงแม้กรมประชาสัมพันธ์ จะให้เวลากับพรรคต่าง ๆ แต่ก็ดูแล้วค่อนข้างที่จะน้อยแล้วก็ไม่ทั่วถึงแล้วก็เป็นทางการ จนเกินไป เพราะว่าการใช้สื่อของรัฐรวมทั้งทีวี (TV) ต่าง ๆ ใช้เงินค่อนข้างสูง พรรคเล็ก ก็จะเสียเปรียบ พรรคที่มีเงินน้อยจะเสียเปรียบ เพราะฉะนั้นเราควรจะดำเนินการอย่างไร ที่จะให้ภาครัฐสนับสนุนการประชาสัมพันธ์ในเรื่องของการลงเลือกตั้ง ทั้งในสื่อวิทยุ ทีวี (TV) และโซเชียลมีเดีย (Social Media) รวมทั้งอินเทอร์เน็ต (Internet) ต่าง ๆ ที่ภาครัฐถืออยู่นะครับ

ประเด็นสุดท้าย ในมาตรา ๖๑ ของ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ ได้บัญญัติไว้ว่า ผู้บริจาคเงินให้กับพรรคการเมืองนั้นสามารถ นำไปลดหย่อนภาษีได้ อันนี้ พ.ร.บ. ปี ๒๕๕๐ ผมถึงบอกว่าเป็น พ.ร.บ. ที่ค่อนข้างทันสมัย อยู่ในมาตรา ๖๑ โดยการหักค่าลดหย่อนนั้นให้เป็นไปตามที่กำหนดในประมวลรัษฎากร โดยให้ลดหย่อนในกรณีบุคคลธรรมดาไม่เกินปีละ ๕,๐๐๐ บาท และนิติบุคคลไม่เกินปีละ ๒๐,๐๐๐ บาท แต่ความจริงเขากำหนดใน พ.ร.บ. พรรคการเมืองให้บริจาคได้รายละไม่เกิน ๑๐ ล้านบาท อันนี้ก็เพื่อเป็นการแคป (Cap) เอาไว้ มิฉะนั้นก็จะมีการบริจาคให้กับพรรคใด พรรคหนึ่งมากจนทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ แต่เวลาไปหักลดหย่อนเขาจะให้ตัวเลข ไว้ที่ ๕,๐๐๐ บาทสำหรับบุคคลและนิติบุคคลเป็น ๒๐,๐๐๐ บาทก็มีอยู่แล้วนะครับ ส่วนจะปรับเปลี่ยนตัวเลขนี้อย่างไรก็แล้วแต่กรรมาธิการจะพิจารณาความเหมาะสม ผมก็สนับสนุนในประเด็นต่าง ๆ ที่ทางกรรมาธิการได้ให้ข้อสังเกตมาเกี่ยวกับการที่จะให้ พรรคการเมืองมีความเข้มแข็งขึ้นเพื่อที่จะส่งไปให้ กรธ. ได้พิจารณาประกอบผ่าน ครม. นะครับกับการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ของ กกต. ที่ดำเนินการยกร่างแล้ว ขอบพระคุณครับ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายอลงกรณแ พลบุตร รองประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นางสาววลัยรัตนแ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ประเดี๋ยวจะขอท่านถวิลวดีเป็นท่านสุดท้ายนะคะ ส่วนท่านอื่น ที่จะอภิปรายขอเป็นวันพรุ่งนี้ เพราะว่าเรามีวาระเรื่องระบบจราจรในเมืองใหญ่อีกวาระหนึ่ง เป็นวาระใหญ่มากค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่านถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เชิญค่ะ

นางถวิลวดี บุรีกุล 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล สมาชิก หมายเลข ๖๑ นะคะ ดิฉันมีประเด็นไม่เยอะนะคะ แต่ว่าเป็นประเด็นที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับ การปฏิรูปพรรคการเมืองซึ่งเป็นเครื่องมือที่สําคัญในการเสริมสร้างการมีส่วนร่วม ในการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ดิฉันเน้นว่าพรรคการเมืองจะต้องเป็นกลไกที่จรรโลง ระบอบประชาธิปไตยและทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นและศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย แต่ที่ผ่านมาดิฉันได้ทำการศึกษาเรื่องของทัศนคติของประชาชน ความคิดเห็นของประชาชน ที่มีต่อสถาบันการเมืองต่าง ๆ ในประเทศไทย พรรคการเมืองกลับกลายเป็นสถาบันที่มี ความเชื่อมั่นต่ำเกือบที่สุดนะคะ ได้รับความเชื่อมั่นเพียงร้อยละ ๓๙.๗ เมื่อปลายเดือน กรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมานี้ อาจจะเพราะว่าช่วงนี้พรรคการเมืองยังขับเคลื่อน กิจกรรมอะไรไม่ได้ แต่ว่าที่ผ่านมาพรรคการเมืองก็อยู่ในระดับที่ได้รับความเชื่อมั่นไม่สูงไป เท่าไรเลยนะคะ แล้วควรจะทำอย่างไร ครั้งนี้ดิฉันเห็นว่ากรรมาธิการชุดนี้ได้มีความพยายาม ที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับพรรคการเมือง ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะว่า พรรคการเมืองนั้นเป็นเครื่องมือที่สำคัญ เป็นการรวมตัวอย่างอิสระของผู้คนที่มีเปูาหมาย เพื่อการมีส่วนร่วมในการจัดการกิจกรรมสาธารณะ รวมทั้งนำเสนอผู้สมัครเข้าสู่วงการ การเลือกตั้งอย่างสุจริตและเที่ยงธรรม เพราะฉะนั้นแนวทางในการดำเนินการพรรคการเมือง จะต้องมีกติกาที่สำคัญแล้วก็ต้องเป็นไปตามกฎระเบียบที่กำหนดไว้นะคะ และที่สำคัญต้องให้ ความสำคัญกับสิทธิขั้นพื้นฐานที่สำคัญของประชาชนที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการร่วมตัวกัน เป็นพรรคการเมืองด้วย หลักการขั้นพื้นฐานนั้นควรจะเป็นอย่างไร --------------------- -๖๔/๑ สิทธิสำคัญที่ควรจะระบุไว้ใน พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองน่าจะเป็นเรื่อง สิทธิของประชาชนในการรวมตัวกันเป็นพรรคการเมือง ซึ่งเรื่องนี้เป็นการปกปูองสิทธิเสรีภาพ ของมนุษย์ เป็นการไม่เลือกปฏิบัติ เพราะฉะนั้นเรื่องของการไม่เลือกปฏิบัตินี้ดิฉันถือว่า มีความสําคัญมาก ประเด็นที่สําคัญที่เขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญที่เราผ่านประชามติกันไป เมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ซึ่งสอดคล้องกับที่ท่าน สปท. ท่านเลิศรัตน์ได้พูดไปแล้วก็คือมาตรา ๙๐ วรรคสาม ซึ่งถ้าดิฉันไม่พูดถือว่าดิฉันก็จะรู้สึกละอายมากที่มาเป็น สปท. นะคะ เพราะว่า ในมาตรา ๙๐ นั้นให้ความสําคัญกับการไม่เลือกปฏิบัติ โดยเฉพาะในเรื่องของการจัดทําบัญชี รายชื่อตามวรรคสอง ต้องให้สมาชิกของพรรคการเมืองมีส่วนร่วมในการพิจารณา โดยต้อง คำนึงถึงผู้สมัครรับเลือกตั้งจากภูมิภาคต่าง ๆ และความเท่าเทียมกันระหว่างชายและหญิง สิ่งนี้ดิฉันยังไม่เห็นในเอกสารของกรรมาธิการนะคะ ทําไมถึงสําคัญ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ อยู่แล้วดิฉันก็เข้าใจว่าท่านก็คงให้ความสําคัญเช่นเดียวกัน แต่ว่าอาจจะลืมไปที่จะใส่เข้าไปให้ สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญที่ได้ผ่านประชามติไป เพราะอะไร เพราะว่าประเทศไทยเป็น สมาชิกขององค์แก่ารสหประชาชาติ แล้วเราก็ไปตกปากรับคำนะคะ แล้วก็ให้การยอมรับการมี อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ ซึ่งประเทศไทยได้เข้าเป็น ภาคีโดยภาคยานุวัติเมื่อวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๒๘ และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๒๘ แต่จนปัจจุบันนี้เราก็ยังไม่สามารถที่จะบรรลุเปู่าหมายที่สำคัญในเรื่องของการสร้าง ความเท่าเทียมกันตรงนี้ได้ แล้วเราก็สอบตกในเรื่องของการพัฒนาแห่งสหัสวรรษในเรื่องของ เจนเดอร์แอิควอลิตี (Gender Equality) แล้วคราวนี้มาถึงเรื่องของซัสเทเนเบิล ดีเวลอปเมนต์ โกลส์ (Sustainable Development Goals) หรือว่าเปู่าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ ๕ ในเรื่องของการเสริมสร้างความเสมอภาค ดิฉันก็เลยคิดว่าคราวนี้ก็เป็นนิมิตหมายที่ดีที่ร่าง รัฐธรรมนูญก็กําหนดไว้ชัดเจนนะคะ เพราะฉะนั้นน่าจะไปเขียนไว้ในกฎหมายพรรคการเมือง ที่ให้มีรูปธรรมที่ชัดเจนในเรื่องนี้ด้วย แล้วก็ที่สําคัญในอนุสัญญานี้ข้อที่ ๔ เขาบอกว่าการมี มาตรการพิเศษก็ไม่ถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ มาตรการพิเศษเพื่อให้เกิดการเท่าเทียมกันในเชิง ผลลัพธ์แด้วยนะคะ คราวนี้นอกจากนี้ในการไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นเพศ หรือผู้คนที่นับถือ ศาสนาต่างกัน หรือภาษาพูดต่างกัน หรือว่าด้วยสรีระต่างกัน เพราะฉะนั้นควรจะต้องให้มี การคำนึงถึงความแตกต่างกันว่าด้วยเรื่องของความพิการหรือเรื่องของชาติพันธุ์แ ศาสนานั้นด้วย ทำอย่างไรถึงจะให้พรรคการเมืองนั้นมีความสนใจแล้วก็มีการพิจารณาผู้สมัครที่มาจาก ความหลากหลายตรงนี้ อาจจะให้ความสำคัญแต่ว่าในระดับของการเรียงลำดับในบัญชี้ รายชื่อก็อาจจะอยู่ลำดับท้าย ๆ ซึ่งไม่มีโอกาสที่จะเข้าไปได้เป็นผู้แทนของคนกลุ่มต่าง ๆ เลย นะคะ นอกจากนี้พหุ้นิยมทางการเมืองทำอย่างไรถึงจะให้เกิดความเป็นจริงในเรื่องของ พหุนิยมในทางการเมืองแล้วก็การสร้างบรรยากาศการเมืองแบบพหุนิยมเพื่อแก้ปัญหา ความขัดแย้งในทางการเมืองได้ อันนี้ดิฉันถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก พรรคการเมืองจะเป็นตัว กลไกสำคัญที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้ง มิใช่ให้พรรคการเมืองมาเป็นผู้สร้างปัญหา ความขัดแย้งเสียเอง ตรงนี้ก็เป็นที่น่าสนใจว่าจะทําอย่างไรที่จะให้มีพรรคการเมือง บนความหลากหลาย นอกจากนี้เรื่องที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของกู้ดกัฟเวอร์แนนซ์ (Good Governance) หรือธรรมาภิบาลของพรรคการเมืองดิฉันยังไม่ค่อยเห็นเรื่องนี้นะคะ ในเรื่องของการบริหารพรรค ประชาธิปไตยในพรรคในเรื่องของมารยาททางการเมืองของ สมาชิกพรรคและมารยาทในทางการเมืองของสมาชิกที่ได้เข้ามานั่งอยู่ในสภาแห่งนี้ จะดำเนินการอย่างไร และพรรคการเมืองนั้นจะจัดการกับสมาชิกของพรรคที่เข้ามาเป็น ผู้แทนของประชาชนอย่างไร และเมื่อสมาชิกของพรรคได้เข้ามาเป็นฝุายบริหารทำหน้าที่ ที่ไม่ชอบธรรมหรือว่าไม่ซื่อสัตย์แสุจริตพรรคการเมืองมีการดําเนินการอย่างไร ตรงนี้ยังไม่เห็น เพราะฉะนั้นจริยธรรมของพรรคการเมืองแล้วมีการติดตามตรวจสอบ แล้วก็มีการเอาออก จากตำแหน่งนี้โดยพรรคการเมืองเองจะทำอย่างไร นอกจากนี้ในเรื่องของพันธกรณีหรือว่า การจัดทำข้อผูกมัดที่พรรคการเมืองนั้นจะไม่นิยมความรุนแรง หรือจะไม่ยอมให้เกิด ความรุนแรงในสภา หรือว่าความรุนแรงนอกสภา หรือว่าสมาชิกของพรรคการเมืองนำไปสู่ การสร้างความรุนแรงนั้นจะทำอย่างไร ดิฉันคิดว่าตรงนี้พรรคการเมืองจะต้องมีกติกา ที่ชัดเจนด้วย นอกจากนี้การกำกับการดำเนินงานของพรรคการเมืองในเรื่องของการใช้เงิน การดําเนินการของสาขาพรรค การรับสมัครสมาชิกพรรค ซึ่งตรงนี้จะทำอย่างไรในเรื่องของการให้ประชาชนได้สามารถที่จะตรวจสอบการใช้เงินของ พรรคการเมืองได้แทนที่จะเป็นหน้าที่ของ กกต. โดยตรง และนอกจากนี้สิทธิในการได้รับ การเยียวยาจากการละเมิดสิทธิของสมาชิกพรรคหรือการดําเนินการของพรรค หรือการที่ พรรคมีนโยบายแล้วไปละเมิดสิทธิของประชาชน สิทธิขั้นพื้นฐานนั้นพรรคจะมีมาตรการ ในการแก้ไขหรือเยียวยาอย่างไร ตรงนี้เป็นเรื่องของการสร้างความเป็นธรรมและการรับฟัง ความคิดเห็นของประชาชนในกรณีที่พรรคการเมืองมีนโยบาย แล้วเมื่อพรรคการเมืองนั้น ไปเป็นฝุายบริหาร และทำให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนและประเทศชาติในวงกว้างนั้น พรรคจะรับผิดชอบอย่างไร ดิฉันคิดว่าตรงนี้เป็นเรื่องที่สําคัญมากนะคะ

นอกจากนี้ธรรมาภิบาลข้อที่สำคัญอีกข้อหนึ่งคือเรื่องของสำนึกรับผิดชอบ พรรคการเมืองนี้เป็นพรรคการเมืองที่มีอภิสิทธิ์ในการดําเนินการมากเมื่อเปรียบเทียบกับ รูปแบบการรวมตัวกันของสมาคมอื่น ๆ นะคะ เพราะสมาคมอื่น ๆ ไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ จากรัฐ แต่พรรคการเมืองเป็นการรวมตัวที่ได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐและประชาชนก็สมทบ ทุนได้อีกด้วย สามารถที่จะเข้าถึงทรัพยากร เข้าถึงสื่อต่าง ๆ ได้มากกว่าสมาคมอื่น ๆ หรือชมรมอื่น ๆ ที่เขาร่วมตัวกัน เพราะว่าอภิสิทธิ์ในการเป็นพรรคการเมือง ซึ่งสิทธิเหล่านี้ สมาคมอื่น ๆ ไม่มี แต่พวกที่อยู่ในพรรคการเมืองสามารถที่จะใช้สิทธิในการเข้าถึงสื่อและ ทรัพยากรในช่วงหาเสียงเลือกตั้งก็ได้ ในการดำเนินการรณรงค์แต่าง ๆ ก็ได้ แล้วก็มีเงินเข้ามา เยอะแยะนะคะ เพราะฉะนั้นตรงนี้คําว่า สํานึกรับผิดชอบ ในเรื่องนี้จะดําเนินการอย่างไร จะมีความมั่นใจได้อย่างไรว่าจะมีการรายงานผลถึงความโปร่งใสในการดำเนินการ แล้วก็มี กฎระเบียบในเรื่องของการให้ข้อมูลรายละเอียดในการดำเนินการของพรรคการเมือง ต่อสาธารณชนแทนที่จะต่อ กกต. เท่านั้น แล้วดิฉันก็คิดว่า กกต. ก็คงจะไม่ค่อยได้ทำอะไร กับพรรคการเมืองได้มากเท่าไร เนื่องจากว่ามีหลักสูตรที่สมาชิกพรรคการเมืองก็เข้าไปเรียน ใน กกต. ด้วยนะคะ เรกูเลเตอร์ (Regulator) กับเรกูเลเตด (Regulated) อยู่ในที่เดียวกัน ก็คงจะลำบากในการที่จะตรวจสอบกันเองนะคะ ตรงนั้นก็เป็นที่น่าจะลองเอามาพิจารณากัน อีกครั้งหนึ่งด้วยนะคะ

สุดท้ายดิฉันก็อยากจะย้ำอีกครั้งหนึ่งในประเด็นแรกที่ดิฉันพูดก็คือเรื่องของ พหุนิยมและเรื่องของสัดส่วนและการคำนึงถึงความแตกต่างด้วยเรื่องของเพศ เรื่องของสรีระ เรื่องของชาติพันธุ์แ เรื่องของศาสนาต่าง ๆ ที่พรรคการเมืองต้องคำนึงถึง และพรรคการเมืองใด ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ดิฉันถือว่าเป็นพรรคการเมืองที่มีความก้าวหน้าและจะนำพา ประเทศไปสู่สังคมที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงและนำประเทศไปสู่สันติสุขสถาพรค่ะ ขอบพระคุณ

นางสาววลัยรัตนแ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ เป็นอันว่าที่ประชุมถ้าไม่มีความเห็นเป็นอย่างอื่นที่ประชุมเมื่อเช้า ก็ได้ตกลงกันว่าเรามีมติที่จะให้เลื่อน ท่านวิทยาก่อน หรือท่านเสรีก่อนค่ะ เชิญค่ะ

นายเสรี สุวรรณภานนทแ ประธานกรรมาธิการ

นิดเดียวครับ พอดี มันต่อเนื่องกับท่านเลิศรัตน์แพูดนะครับ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาต สั้น ๆ นิดเดียวเพราะว่าจะได้ต่อเนื่องกันนะครับ จากความเห็นของท่านอาจารย์แถวิลวดีก็ถือว่า เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์แอย่างยิ่งนะครับ แล้วก็เป็นข้อเสนอที่ทรงคุณค่าที่กรรมาธิการ คงจะต้องรับมาดำเนินการปรับปรุงหรือว่าเพิ่มเติมนะครับ

ส่วนประเด็นของท่าน พลเอก เลิศรัตน์ ต้องตอบวันนี้ครับ เพราะเดี๋ยวไป พรุ่งนี้แล้วคนละเวลากันนะครับ ทางผู้ฟังอาจจะเข้าใจคลาดเคลื่อนหรือไม่ อย่างไรนี่นะครับ คือในส่วนของการเซตซีโร่ (Set Zero) สมาชิกพรรคก็เป็นเรื่องที่กรรมาธิการประชุมครั้งหลังสุด เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาเราก็เห็นว่าความเป็นสมาชิกพรรคนั้นเป็นองค์แประกอบสำคัญของ พรรคการเมือง แต่ถ้าเกิดว่าไปให้สมัครใหม่ทั้งหมดก็อาจจะทำให้กระทบกับพรรคการเมือง ที่มีอยู่ ดังนั้นเราจึงเสนอเป็นทางเลือกว่าถ้าเกิดสมาชิก ถ้าหากว่าพรรคการเมืองใดสามารถ ที่จะยืนยัน หรือสามารถจะเสนอว่าสมาชิกที่ตนเองมีอยู่นั้นยังเป็นสมาชิกอยู่ก็ทำหนังสือ ยืนยันกับ กกต. นะครับ แต่ถ้าหากว่าไม่ยืนยันก็ใช้ระบบของการสมัครสมาชิกที่จะต้องมาลง ข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์แนะครับ แล้วก็ลงข้อมูลเรื่องการชำระเงินจะได้เงินสมทบ แต่ถ้าหากว่า พรรคการเมืองเดิมไม่ชำระเงินก็ถือว่าไม่ได้เงินสมทบตรงนั้น อันนี้ก็เป็นข้อมูลที่เพิ่มเติมไม่ได้ ว่าจะเซต์ (Set) สมาชิกพรรคทั้งหมด แต่ถ้ามติของพรรคนั้นยืนยันความเป็นสมาชิกเดิมก็ถือว่า ยังคงเป็นสมาชิกเดิมอยู่ได้นะครับ อันนี้ก็เพื่อความยืดหยุ่นนะครับ ให้พรรคแต่ละพรรคนั้น สามารถเลือกได้ ส่วนข้อสรุปที่จะฟังพรุ่งนี้ต่อไปของกรรมาธิการก็จะสรุปในวันพรุ่งนี้ครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตนแ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านวิทยาค่ะ

นายวิทยา แก้วภราดัย กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิทยา แก้วภราดัย นะครับ ต้องขอขอบพระคุณความเห็นของ ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ท่านสมาชิกท่านถวิลวดีนะครับ แล้วก็ท่าน พลเอก เลิศรัตน์แนะครับ ประเด็นที่ผมต้องยอมรับ กับท่านประธานคือผมลืมไปเลยครับ ก็คือเรื่องระบบบัญชีรายชื่อ ที่ลืมนี่มันลืมไปจาก ความทรงจำผม เพราะว่าผมเป็นคนที่ไม่เห็นด้วยกับระบบบัญชีรายชื่อมาตลอดครับ และรู้ว่า นี่คือแหล่งซ้องสุ่มกำลังทุนของพรรคการเมืองต่าง ๆ การเมืองมันเริ่มเสียหายตั้งแต่มีระบบ บัญชีรายชื่อนี่ครับ ผมในฐานะที่คุยอยู่ในแวดวงการเมืองก็ขอรับสารภาพตรง ๆ เลยครับว่า ผมเสนอให้ยกเลิกบัญชีรายชื่อไปตั้งแต่ยกร่างรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นพอเขาเขียน รัฐธรรมนูญผมก็ลืมนึกไปเลยครับ ไม่อยู่ในสมองผมเลย ก็หันไปหารือท่านสมพงษ์เมื่อสักครู่ นะครับว่า ท่านก็ต้องกลับไปทบทวนที่ท่านเลิศรัตน์เสนอมานะครับ แล้วก็ท่านถวิลวดีเสนอมา ในเรื่องของการคำนึงถึงบุคคลที่จะอยู่บัญชีรายชื่อต้องกระจายไปทุกภูมิภาคอย่างเป็นธรรม ต้องคํานึงถึงเพศ ต้องคํานึงถึงชาติพันธุ์แนี่ผมไม่แน่ใจว่าจะระบุในรัฐธรรมนูญได้ขนาดไหน เพราะเราใช้คําว่า สัญชาติไทย ไปหมดนะครับ แล้วก็ที่สําคัญก็เรื่องความเป็นประชาธิปไตย ในพรรค มันก็จะย้อนกลับมายึดโยงกับสมาชิกพรรคที่จ่ายค่าสมัคร ค่าบำรุงเป็นรายปี มันก็จะ ยึดโยงความเป็นประชาธิปไตยในพรรค เพราะเมื่อสมาชิกจ่ายค่าบำรุงเป็นรายปี เขาต้องมี สิทธิเลือกกรรมการบริหารพรรค เขาต้องมีสิทธิกำหนดผู้บริหารพรรค มีสิทธิเลือกหัวหน้าพรรค แล้วก็ที่สำคัญก็คือมีสิทธิเริ่มต้นในการที่จะเลือกบุคคลลงสมัครในพื้นที่เขา ผมขออนุญาต เรียนเพื่อนสมาชิกไปนะครับ ว่าก่อนจะตกผลึกว่าเขตเลือกตั้ง ๒๐๐ คน ผมเป็นคนเสนอเอง ในกรรมาธิการครับว่า ต่อไปนะครับเมื่อพ้นระยะผ่านของการเลือกตั้งครั้งนี้ซึ่งเราอาจจะคิด ว่าไม่ทัน คําว่า เซตซีโร (Set Zero) พรรคการเมืองไม่มี เพราะรัฐธรรมนูญเขียนครับว่าให้มี พรรคการเมือง เขียนรับรองบัญชีรายชื่อไว้ด้วย เพราะฉะนั้นทิศทางของรัฐไทยยังประสงค์ ให้มีพรรคการเมือง ไม่มีประโยชน์ในการไปยุบพรรคการเมืองแล้วจดทะเบียนใหม่

ประเด็นที่ ๒ ครับ เซตซีโร (Set Zero) สมาชิกพรรค ไม่ได้พูดครับ พูดเพียง ว่าสมาชิกพรรคต้องจ่ายค่าบำรุงเป็นรายปี เพื่อสร้างภาระผูกพันต่อพรรค แล้วก็มีสร้างสิทธิ ในพรรคความเป็นเจ้าของพรรคเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นผมเคยอยู่ในพรรคการเมืองขนาดมี สมาชิก ๒,๐๐๐,๐๐๐-๓,๐๐๐,๐๐๐ คนนะครับ ผมคงไม่คิดว่าจะให้พรรคเขาไล่คนเก่าออก ให้หมดแล้วก็มาเริ่มต้นกันใหม่ แต่ผมหมายถึงการที่สมาชิกที่มีอยู่แล้วเข้าสามารถแสดง ความจำนงที่จะจ่ายค่าบำรุงตามข้อบังคับพรรค เมื่อจ่ายค่าบำรุงตามข้อบังคับพรรค เขาก็เป็น สมาชิกตามกฎหมายที่จะกำหนดขึ้นมาใหม่นี้อย่างสมบูรณ์ ไม่มีสมาชิกพรรคคนไหนโดน ไล่ออกละครับ แต่ถ้าการดำรงอยู่ของสมาชิกพรรคโดย ๓ ปี ๕ ปี ยังไม่คิดจ่ายค่าสมาชิก พรรคเลยนี่ก็ว่าในรายละเอียดครับว่า จะจัดการอย่างไรกับสมาชิกซึ่งไม่ยอมจ่ายค่าบำรุงเลย ห้อยโหน่อยู่เฉย ๆ อย่างนี้จะเอาอย่างไร อันนี้ว่าต่อไปได้ครับ เพราะฉะนั้นเมื่อจ่ายค่าบำรุง สมาชิกพรรคแล้วนะครับ พรรคการเมืองก็จะเป็นองค์แกรที่ต่างกับมูลนิธิครับ พรรคการเมือง ไม่มีสิทธิรับทุนจากต่างประเทศ ไม่มีสิทธิรับเงินจากคนต่างชาติ รับเมื่อไรยุบพรรคครับ พรรคการเมืองก่อตั้งขึ้นโดยรัฐธรรมนูญ เราประสงค์ให้ระบอบประชาธิปไตยเดินได้ภายใต้ พรรคการเมืองซึ่งเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง เพื่อนสมาชิกลองหลับตานึกสิครับว่า ท่านนึกชื่อพรรคการเมืองออกกี่พรรค บางคนนึกชื่อพรรคไม่ออก นึกชื่อหัวหน้าพรรคออก พรรคของใคร พรรคของคนนั้น พรรคใคร พรรคของคนนั้น พรรคใคร พรรคคนนั้น นึกชื่อ ออกได้หมดครับ มันเป็นสัญลักษณ์แของพรรคไป ก็คือเจ้าของพรรคที่แท้จริง เพราะฉะนั้น มาวันนี้เรากำลังจะสลายความเป็นเจ้าของพรรค ถ่ายทอดเข้าสู่มือประชาชน เพราะฉะนั้น กระบวนการทั้งหมดครับ มันต้องสร้างกระบวนการยึดโยง ซึ่งกรรมาธิการพวกผมก็ไม่ได้ รอบด้านนะครับ เพียงแต่ว่าเริ่มต้นในการเสนอคิดขึ้นมาเมื่อฟังข้อเสนอแนะจากมวลสมาชิก พวกผมก็ต้องใช้เวลาสั้น ๆ ที่มีอยู่ในวันสองวันนี้ปรับ เหตุผลที่ต้องทำในวันสองวันนี้เพื่อปรับครับ กรธ. เขากำลังจะยกร่างครับ กกต. เขาเริ่มเสนอนะครับ หน่วยงานอื่นเขาเริ่มเสนอไป ถ้า สปท. ตกขบวนเรื่องพระราชบัญญัติ ๔ ฉบับ เท่ากับกรรมาธิการการเมืองไม่ทำงาน เพราะฉะนั้นความจําเป็นอย่างยิ่งก็คือต้องดําเนินการในการที่จะเข้าไปสู่กระบวนการผลิต ออกมาเป็นกฎหมายเพื่อการปฏิรูปให้ทัน

อีกประเด็นที่อยากชี้แจงเพื่อนสมาชิกที่มีข้อข้องใจนะครับว่า ค่าใช้จ่าย พรรคการเมืองควรจะเปิดให้ประชาชนตรวจสอบได้ อันนี้เดี๋ยวผมคิดว่าไม่ยากครับ แล้วผมก็ คิดออกครับว่า โดยปกติค่าใช้จ่ายของพรรคการเมืองทั้งหมด เงินเก็บค่าสมาชิกพรรคที่ลงไป ในบัญชีพรรคก็ดี เงินที่รัฐสมทบให้กับพรรคการเมืองก็ดี บัญชีเหล่านี้คนที่คุมอยู่และตรวจสอบ ทุกวันทุกสัปดาห์แก็คือ กกต. เพราะฉะนั้นถ้าเราเปิดช่อง กกต. ครับ ให้ประชาชนทั้งหมด สามารถตรวจสอบข้อมูลของ กกต. ได้ ตาม พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารประชาชนก็จะรู้ทั้งหมด พรรค ก รับสมาชิกมา ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน ได้ค่าสมาชิกมา ๒๐ ล้านบาท รัฐบาลสมทบ ๒๐ ล้านบาท ประชาชนแสดงเจตจำนงหัวละ ๒๐๐ บาทให้อีก ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท รวมเบ็ดเสร็จเท่าไร อย่างนี้เราก็จะตรวจสอบได้ เวลาจ่าย จ่ายไปเท่าไร จ่ายค่าสาขาเท่าไร จ่ายค่าจัดประชุมสัมมน่า จ่ายให้ ส.ส. ไปลงสมัครเท่าไร ผมเข้าใจว่าเพื่อนสมาชิกทุกคน ไม่อยากเห็นพรรคการเมือง นักการเมืองเข้าแถวไปขอสตางค์แนายทุนในพรรค และสุดท้าย นายทุนคนนั้นก็จะเป็นคนกําหนดทิศทางว่ารัฐมนตรีใครจะเป็น รับสตางค์เขาแล้วไม่มีอํานาจ ต่อรองนะครับ เพราะฉะนั้นเราพยายามช่วยคิดค้นว่าทำอย่างไรให้พรรคการเมืองเป็นพรรค ของประชาชน เพราะฉะนั้นทุกข้อเสนอแนะของเพื่อนสมาชิก ผมคิดว่าจะช่วยกันพัฒนา การเมืองไทยให้ดีขึ้น กรรมาธิการเราพร้อมที่จะน้อมรับข้อคิดเห็น เพราะว่าเราจะต่อพรุ่งนี้ ฝากเพื่อนสมาชิกช่วยทำการบ้าน ฟังรายการวิทยุโทรทัศน์เยอะ ๆ นะครับเผื่อเขาวิจารณ์ อย่างไรมาช่วยมาวิจารณ์แต่อ พวกผมก็จะช่วยปรึกษาท่านว่าเราจะปรับกันอย่างไร เพื่อให้ เป็นทิศทาง เพื่อบ้านเมืองของเราทั้งหมดครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ

นางสาววลัยรัตนแ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เรียนเชิญท่านนิกร จำนง ค่ะ

นายนิกร จำนง กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานครับ ผมที่จริงก็ ชี้แจงกับท่านสมาชิกสักเล็กน้อยในฐานะกรรมาธิการนะครับ ประเด็นนะครับ ประเด็นหลัก ที่สำคัญที่ตกไปไม่ได้เขียนไว้จริง ๆ ของกรรมาธิการก็คือเรื่องประเด็นชาย หญิง ผมเรียนว่า กรรมาธิการคงจะต้องไปเขียนให้ชัด แต่จริง ๆ แล้วในข้อเท็จจริงรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็มี อยู่แล้ว แล้วก็ใน พ.ร.บ. พรรคการเมือง ปี ๒๕๕๐ ก็มี ของปีใหม่ร่างจะอยู่ในมาตรา ๓๔ ก็เรียนอาจารย์แถวิลวดีกับท่านเลิศรัตน์ไว้ให้สบายใจว่า เขากำหนดว่าอย่างนี้ครับว่า องค์แประชุมของการประชุมใหญ่เป็นไปตามข้อกําหนด นี่หมายถึงร่างใหม่แล้วนะครับ แล้วก็ เขียนชัด ๆ ตรงนี้ว่า การได้มาซึ่งตัวแทนสมาชิกตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และ วิธีการที่กำหนดในข้อบังคับพรรคการเมือง ซึ่งจะต้องคำนึงถึงสัดส่วนของสมาชิกที่มีอยู่ตาม สาขาในแต่ละภาค และสัดส่วนของจำนวนสมาชิกชายและหญิง ทั้งนี้เพื่อสะท้อน ความหลากหลายของสมาชิกทุกระดับ หมายความว่าในร่างเดิมของปี ๒๕๕๐ ของ พ.ร.บ. พรรคการเมืองมีอยู่ ตรงนี้ระบุชัดลึกลงไปนี่คือร่างใหม่ที่ผมเรียนแล้วเมื่อกี้ว่าในสื่อมวลชน มีอยู่แล้วเพราะฉะนั้นข้อนี้มี ถึงกรรมาธิการไม่เขียนก็มี แต่ผมเห็นว่าควรจะเขียนไปอาจารย์ ถวิลวดีจะได้ไม่ทักเราอีก คือเราก็ไม่ควรจะตกไปนะครับ

ประเด็นเรื่องการบริจาคในร่างฉบับใหม่ ของเดิมปี ๒๕๕๐ มี แต่ฉบับใหม่ ระบุลงอย่างนี้ครับว่า ให้ไปหักค่าใช้จ่ายได้ ๕๐,๐๐๐ บาท บุคคลธรรมดานะครับ แล้วใน กรณีที่เป็นนิติบุคคล ร่างที่ กกต. ยกขึ้นมาครั้งนี้ได้ไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท ก็แสดงว่ามี กรณี ของสมาชิกที่ท่านเสรีได้พูดเมื่อกี้ผมก็สบายใจ เพราะเรื่องนี้ผมแย้ง เพราะผมดูแลสมาชิกมา คือถ้าหากว่ามีการยืนยันก็เรียนว่าในระบบตอนนี้ไม่มีการซ้ำซ้อนกันเลย สมาชิกมีประมาณ ๔,๘๐๐,๐๐๐ กว่าคนตอนนี้ เพราะว่าถูกรีเซต์ (Reset) ไปหมดแล้วเดิม ทีนี้ทุกวันที่ ๗ ของ ทุกเดือน ผมดูแลเรื่องนี้อยู่ด้วยพรรคการเมืองจะต้องลงนามโดยผู้มีอำนาจเต็มแจ้งไป กกต. ว่าสมาชิก ณ วันที่ ๗ ของทุกเดือนมีอยู่เท่าไร แล้วก็ลงนามไป ซึ่งคนลงนามนี้เป็น นายทะเบียนของพรรคจะต้องรับผิดชอบกับสิ่งนี้ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าให้มีการยืนยัน มันเป็นเรื่องที่ยืนยันเป็นปกติอยู่แล้ว ดังนั้นสมาชิกจะไม่มีเคลื่อน ก็เท่ากับไม่ต้องทำอะไร นะครับ

ประเด็นต่อไปก็คือว่า อีกนิดเดียวครับเรื่องค่าใช้จ่าย ค่าใช้จ่ายจริง ๆ แล้ว ถ้าเป็นการบริจาคจะต้องติดว่ามีคนบริจาควันนี้ ตามกำหนดจะต้องไปติดไว้ที่ที่ทำการพรรค เป็นที่เปิดเผย ๗ วัน และจะต้องชี้แจงไปที่ กกต. โดยด่วน แล้วก็ในส่วนนี้เองรายงาน ประจำปีลงละเอียดหมดว่าต้องจ่ายค่าอะไร ค่าสำนักงานเท่าไร อันนี้หมายถึงว่าประจำปี แต่ถ้ามีการเลือกตั้งจะเป็นค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งอีก เพราะฉะนั้นรายละเอียดตรงนี้เป็นที่ เปิดเผยอยู่แล้วนะครับ ก็คิดว่าในวันพรุ่งนี้จะได้มา แต่ผมเรียนว่าอยากจะฝากท่านสมาชิก ช่วยดูจะได้หลากหลาย คือในร่างที่มีปรากฏในสื่อมวลชนขณะนี้มีของพรรคการเมือง แล้วก็ จะได้มาคุยกันในรายละเอียดครับ กราบเรียนด้วยความเคารพครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตนแ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ เป็นอันว่าที่ประชุมเห็นควรให้เลื่อนการพิจารณารายงาน เรื่อง ข้อเสนอประเด็นสำคัญเพื่อการจัดทำร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมืองและการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไปในวันพรุ่งนี้นะคะ และการลงมติ ก็จะมีวันพรุ่งนี้ค่ะ ก็ขอขอบคุณท่านประธานกรรมาธิการและคณะเป็นอย่างยิ่งนะคะสำหรับ วันพรุ่งนี้

ต่อไปเป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๓.๒ เรื่อง รายงานของ คณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูประบบความปลอดภัยทางถนน เรื่อง การแก้ปัญหาจราจรในเมืองใหญ่

ตามที่ท่านประธานได้กล่าวแล้วว่าได้มีคำสั่งแต่งตั้งกรรมาธิการวิสามัญที่ได้ เสนอเรื่อง รายงานการปฏิรูประบบความปลอดภัยทางถนน และร่างพระราชบัญญัติวิธีพิจารณา คดีจราจร พ.ศ. .... ในวันที่ ๒ สิงหาคมที่ผ่านมาเรียบร้อยแล้วนี่นะครับ ในคราวนั้นกระผม ได้เรียนท่านสมาชิก ท่านประธานว่าเนื่องจากว่าเกี่ยวกับเรื่องระบบการจราจรเมืองใหญ่ การแก้ปัญหาตรงนี้ทําให้เป็นระบบที่สมบูรณ์แม้ากขึ้น พัฒนาตรงนี้ ปฏิรูปตรงนี้ จะทําให้ การสูญเสียในเรื่องอุบัติเหตุทางถนนจะลดลงนะครับ และในคราวนั้นเราได้เสนอประเด็น มาแล้วว่ามีหัวข้อไหนบ้าง แต่ว่ารายละเอียดในการจะเสนอทางแก้ปัญหาการจราจร ในเมืองใหญ่นี่นะครับ ยังมีประเด็นอยู่ ซึ่งในเรื่องนี้ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ประธาน อนุกรรมาธิการได้มีการพิจารณาเรื่องนี้อย่างละเอียดรอบคอบก็ได้มีหนังสือนะครับ เดิมเรา ขอไว้จากสภาแห่งนี้ ๑๒๐ วันว่ามีความจำเป็นจะต้องรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมนะครับ ก็ขอขยายเวลาไปอีก ๑๕ วัน ซึ่งในที่ประชุมแห่งนี้ได้เห็นชอบแล้วก็ขยายเวลาไปแล้วนะครับ ดังนั้นในวันนี้ทางกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูประบบความปลอดภัยทางถนน ได้เสนอให้พิจารณารายงาน เรื่อง การแก้ปัญหาการจราจรเมืองใหญ่ ได้ทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว ข้อเสนอรายงานดังกล่าวต่อที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เพื่อพิจารณา เห็นชอบในข้อเสนอแนะต่าง ๆ ไว้ดำเนินการตามแผนการขับเคลื่อนต่อไป ก็อยากจะเรียน ท่านสมาชิกว่าชื่อของการแก้ปัญหาการจราจรเมืองใหญ่ การดำเนินการของอนุกรรมาธิการ ได้เชิญผู้เกี่ยวข้องมาจากหลายจังหวัดอยู่นะครับ แต่ชื่อที่เราใช้จราจรเมืองใหญ่แล้ว เราจะ เน้นไปที่ กทม. นี่นะครับ เพราะว่าโครงสร้างปัญหานี่จะคล้ายกัน พอเมืองมันเติบโตขึ้นก็จะมี ปัญหาเรื่องการจราจรใกล้เคียงกัน ก็จะขอนำเอาการแก้ปัญหาจราจรเมืองใหญ่เป็นต้นแบบ แต่ว่าจะเน้นอยู่ที่ กทม. นะครับ แล้วก็ขออนุญาตท่านประธานว่าจะมีผู้ชี้แจงนะครับ ซึ่งเป็น อนุกรรมาธิการอยู่ ก็มีท่านโสภณ โพธิสป ท่านสุจิณ มั่งนิมิตร แล้วก็คุณทวีศักดิ์ เลิศประพันธุ์แ วันนี้ก็ขอกราบอนุญาตขอท่านประธานได้อนุญาตให้ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ประธาน อนุกรรมาธิการได้นำเสนอรายงาน เรื่อง การแก้ไขปัญหาการจราจรเมืองใหญ่นะครับ เพื่อเสนอต่อที่ประชุมต่อไป กราบเรียนขออนุญาตท่านประธานครับ

เชิญท่านประธานอนุกรรมาธิการ ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ค่ะ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ ในฐานะสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และทำหน้าที่ เป็นประธานอนุกรรมาธิการในการพิจารณาเรื่อง การแก้ปัญหาจราจรในเมืองใหญ่นะครับ เอกสารได้แจกท่านสมาชิกไปแล้วนะครับ จริง ๆ ในคณะกรรมาธิการคณะผมก็มีท่าน พลเอก ฐิติวัจน์ กำลังเอก เป็นรองประธานด้วยนะครับ นอกจากนั้นในรายงานดังกล่าวนี้ เป็นรายงานที่รวบรวมข้อมูลถึงสภาพปัญหาและวิธีการแนวทางการแก้ปัญหา เนื่องจาก ปัญหาจราจรที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองใหญ่ ๆ และกรุงเทพมหานครนั้นเป็นปัญหา ที่เกิดขึ้นแล้วพยายามแก้ไขกันมาอย่างยาวนานนะครับ ดังนั้นในการพิจารณาศึกษา วิเคราะห์แปัญหาและสาเหตุปัญหาจราจรในเมืองใหญ่ ตลอดจนวิเคราะห์แนวทางและแผน ในการแก้ปัญหาจราจรในเมืองใหญ่ที่เกี่ยวข้องตลอดจนปฏิบัติหน้าที่อื่น ๆ ตามที่ คณะกรรมาธิการมอบหมายนี้ได้ศึกษาจากปัญหาจราจรในกรุงเทพมหานครเป็นสำคัญ ซึ่งอนุกรรมาธิการได้มีการศึกษาก็กราบเรียนท่านประธานผ่านไปที่ประชุมครับ ว่าผลกระทบ จากปัญหาการจราจรในกรุงเทพมหานครนั้น ถือว่าเป็นตัวอย่างสําคัญยิ่งที่จะนํามาแก้ไข ปัญหา เพราะวิถีชีวิตของพี่น้องประชาชนในกรุงเทพมหานครและเมืองใหญ่ ๆ นั้น ได้มีผลกระทบอย่างใหญ่หลวงในหลาย ๆ มิติ หลาย ๆ ด้านนะครับ ซึ่งที่ผ่านมาก็พยายาม แก้แล้ว แต่ก็ไม่สามารถแก้ได้ โดยหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารายงานฉบับนี้จะเป็นจุดประเด็น ในการที่จะเสนอให้เห็นปัญหา แล้วเชื่อได้ว่าสมาชิกแต่ละท่านนั้นเป็นผู้มีประสบการณ์แล้วก็ ได้ผลกระทบจากการจราจรที่ติดขัดเช่นเดียวกัน ความคิดเห็นของสมาชิกจึงเป็นส่วนสำคัญยิ่ง ที่จะทำให้รายงานนี้สมบูรณ์แมากยิ่งขึ้น ซึ่งขอกราบเรียนว่าความเสียหายที่เกิดอย่าง ใหญ่หลวงดังกล่าวนี้ ขออนุญาตเสนอ เช่นมีผลกระทบกับการดำเนินชีวิตและการใช้ชีวิตของ พี่น้องประชาชนที่ต้องสูญเสียเวลาที่มีค่าในการเดินทางวันละหลาย ๆ ชั่วโมง โดยเฉพาะเด็ก และเยาวชนที่เดินทางไปกลับโรงเรียนทั้งในช่วงเช้าและช่วงเวลาเย็นอีกวันละหลาย ๆ ชั่วโมง จนกลายเป็นความเคยชินต้องเจริญเติบโตบนท้องถนน อันรวมถึงการกินอาหาร การใช้เวลา ส่วนใหญ่อยู่ในถนนระหว่างการเดินทางทำให้เสียสุขภาพกายและสุขภาพจิตของประชาชน ที่ไม่อาจประเมินราคาเป็นมูลค่าได้ ผลเสียทางสุขภาพ ชีวิตและทรัพย์แสินจากรายงานของ กระทรวงสาธารณสุขมีหลายพื้นที่ที่มีอากาศเสียในระดับสูงถึง ๓,๓๐๐ ส่วน ซึ่งจัดว่าอยู่ใน ระดับที่เป็นอันตราย เพราะตามปกติไอเสียรถยนต์แจะมีคารแบอนได้ออกไซด์ ประมาณร้อยละ ๓๓ ของไอเสียที่ปล่อยออกมา มีปริมาณตั้งแต่ ๒๐๐ พีพีเอ็ม (PPM) ขึ้นไป และอาจจะทำให้เกิดอาการอ่อนเพลีย ปวดศีรษะมึนงงอยู่ใน ๒-๓ ชั่วโมง ซึ่งปริมาณดังกล่าวนี้ ก่อให้เกิดผลต่อสุขภาพกายและสุขภาพจิตเป็นอย่างยิ่งนะครับ นอกจากนั้นผลของ คารแบอนมอนอกไซด์แดังกล่าวก็จะเกิดผลอื่น ๆ ที่ทำให้สุขภาพร่างกายนั้นสูญเสียตามมา นะครับ ควันพิษที่ออกมาจากเครื่องยนต์แทำให้น้ำมันดีเซลนี้ทำงานเกินกำลังแล้วก็จะมีผลเสีย ทำให้เกิดความหงุดหงิด ความเครียด ความวุ่นวายทางจิต นี่คือระบบที่ทำให้สุขภาพร่างกาย เสียนะครับ แต่ผลความสูญเสียทางเศรษฐกิจตอนนี้โดยสรุปก็คือว่า ทำให้สูญเสีย การเผาผลาญน้ํามันเชื้อเพลิง จากการประเมินทางวิชาการนี่นะครับ จากปัญหารถติดใน กรุงเทพมหานครมีไม่ต่ำกว่าวันละ ๗๙ ล้านบาทต่อวัน อันนี้คือโดนเผาผลาญในช่วงเวลา รถติดนี่นะครับ หรือประมาณปีละ ๓๓,๕๐๐ ล้านบาทต่อปี อันนี้ก็ถือว่าเป็นมูลค่ามหาศาล และนอกจากนั้นก็ยังมีผลกระทบเสียหายกับสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นต่าง ๆ อีกมากมาย อันนี้ ก็อยู่ในเอกสารหน้า ๖ หน้า ๗ นะครับ นอกจากนั้นในการศึกษารายงานดังกล่าวนี้ เราได้พูด ถึงสภาพปัญหาจราจรในกรุงเทพมหานคร โดยเราจะแบ่งส่วนที่จะพิจารณาจากสภาพปัญหา โดยเริ่มตั้งแต่

๑. ด้านองค์แกรและการบริหารจัดการ เราจะแบ่งออกเป็นส่วน ๆ ถึงปัญหา ที่เกิดขึ้น โดยเริ่มตั้งแต่ภาครัฐยังขาดนโยบายที่ชัดเจนในการแก้ปัญหาจราจร

๒. การขาดเจ้าภาพผู้รับผิดชอบในการปฏิบัติงานและประสานงาน

๓. ปัญหาการจราจรที่เกิดจากหน่วยงานและเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานก็เป็น ปัญหาสำคัญ โดยแยกออกเป็นงานจราจร มีหน่วยงานรับผิดชอบหลายหน่วยงาน ตรงนี้ครับ ทำให้เกิดความซ้ำซ้อนในความรับผิดชอบนะครับ และปัญหาจราจรที่เกิดขึ้นก็เกิดจาก เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน

๔. ปัญหาของการกำหนดข้อบังคับจราจรและการติดตั้งปูายหรือสัญญาณ จราจรที่แยกหน่วยกันทำงาน อันนี้ก็จะก่อให้เกิดปัญหานะครับ เหตุที่ทำให้จราจรติดขัดเกิด จากอุบัติเหตุรถเฉี่ยวชนนะครับ งบประมาณการแก้ไขปัญหาจราจรของแต่ละหน่วยงาน ไม่สอดคล้องกัน การบริหารงานจัดการเมื่อฝนตก น้ำท่วมขัง อันนี้จะเห็นกันเป็นประจำ ในช่วงนี้

ปัญหาเกิดจากการจราจรติดขัดต่อเนื่อง เกิดภัยพิบัติธรรมชาติ อันนี้ก็เป็น ปัญหาอีกส่วนหนึ่ง

ปัญหาเกิดจากการบริหารการจัดการบริเวณหน้าโรงเรียนหรือหน้า ห่างสรรพสินค่าใหญ่ เป็นสิ่งที่สภาพปัญหาที่เกิดขึ้น สภาพปัญหาจากด้านองค์แกรและ การบริหารจัดการที่ทางกรรมาธิการได้ตรวจพบนะครับ นอกจากนั้นจะเกิดด้านระบบ โครงข่าย ด้านระบบโครงข่ายที่ก่อให้เกิดปัญหาจราจรก็คือการเจริญเติบโตแบบการเมือง แบบก้าวกระโดดคือ เจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว อันนี้ข้อที่ ๑ ปัญหาปริมาณรถยนต์แมากกว่า พื้นที่ถนนที่มีจำนวนจำกัด ปัญหาผังเมืองและโครงข่ายถนนที่ไม่สมบูรณ์ ปัญหา การเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์แที่ดิน ปัญหาด้านวิศวกรรมจราจรอันเนื่องมาจากสภาพ กายภาพและถนนและภูมิศาสตร์ ปัญหาความล่าช้าของแผนแม่บทการสร้างสะพานข้าม แม่น้ำเจ้าพระยา ปัญหาการจราจรเกิดจากรถไฟวิ่งผ่านเมืองนะครับ ท่านจะเห็นนะครับว่า สิ่งที่อนุกรรมาธิการได้ตรวจปัญหาดังกล่าวนี้มีหลายลักษณะ

๘. สภาพปัญหาการบริหารจัดการจราจรบนทางด่วน ก็คือทางพิเศษนี่นะครับ ที่ท่านจะเห็นได้นะครับว่า แม้กระทั่งปัจจุบันนี้การจราจรติดขัดไม่ได้ติดแค่ถนนล้างเท่านั้น มันกลายเป็นไปติดขัดบนทางด่วนด้วย สิ่งที่เราพบนี่ก็จะพบว่า จะติดขัดบนทางด่วนก็บริเวณ หน้าด้านเก็บค่าผ่านทางด่วน นี่คือส่วนที่ ๑

ส่วนที่ ๒ บริเวณบนทางด่วนเองจะเกิดสภาพปัญหาติดขัดที่มีรถจำนวนมาก นะครับ ปัญหาคอขวดบนถนนทางด่วน บริเวณทางลงทางด่วน แล้วก็ส่วนเส้นทางด่วนที่มี การเชื่อมต่อเส้นทางที่ยังไม่สมบูรณ์ อันนี้ก็จะเห็นนะครับ อนุกรรมาธิการได้ไปตรวจสภาพจากข้อมูลของเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรด้วยนี่นะครับ จะพบว่าถนนที่มีปัญหาจราจรติดขัดมากทั้งหมดตอนนี้ ๑๕ สาย และในจำนวนดังกล่าวนี้ ปัจจุบันฟังดูว่าจะเพิ่มเป็น ๒๑ สายแล้ว

ข้อที่ ๑๐ ปัญหาคอขวดที่เกิดจากงานก่อสร้างที่ล่าช้าและการขาด การประสานงาน นอกจากนั้นด้านระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ อนุกรรมาธิการได้พบกับ ปัญหาระบบขนส่งสาธารณะที่ยังไม่เพียงพอและขาดความเชื่อมั่นจากประชาชน เรามีข้อ ศึกษาจากรถแท็กซี่โดยสารสาธารณะ ระบบขนส่งทางราง แล้วก็เรือโดยสารนะครับ เดี๋ยววิธีการแก้จะได้นำเสนอต่อไปนะครับ นอกจากนั้นปัญหาทางด้านกฎหมายและการใช้ บังคับกฎหมายนะครับ อนุกรรมาธิการก็ได้ตรวจแล้วก็ได้พบว่าสิ่งที่เกิดขึ้นปัญหาปัจจุบัน ก็คือกฎหมายที่ไม่ทันสมัย ไม่สอดคล้องกับปัญหาจราจรในปัจจุบัน การติดตามเรียกค่าปรับนี้ ทำได้ยาก การบังคับใช้กฎหมายทำได้ยากเนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ การนำเทคโนโลยี มาช่วยก็ติดขัดด้วยงบประมาณ แล้วงานด้านวินัยจราจรผู้ใช้ถนน อันนี้ก็เป็นเรื่องสำคัญ นะครับ เพราะว่าในการขับรถยนต์แของบ้านเมืองเรานี่นะครับ คนขับยังขาดวินัยจราจรยังใช้ ความรู้สึกการตัดสินแก้ปัญหาจราจรด้วยความเห็นแก่ตัวนะครับ วิ่งไปเส้นทางก็แย้งกันเข้า เส้นทางที่เป็นทางหลัก อย่างนี้เป็นต้น การขาดวินัยจราจรจึงเป็นปัญหาสำคัญที่จะต้องมี การแก้ไขนะครับ ปัญหาการไม่ดูแลสภาพรถและอุปกรณ์ อันนี้ก็เป็นปัญหาจราจร ด้านการให้ข้อมูลและสื่อสารข้อมูล ปัจจุบันมีหน่วยงานที่ใช้บริการข้อมูลข่าวสารอยู่หลาย หน่วยงาน แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้ประชาชนนั้นได้ข้อมูลข่าวสารอย่างแพร่หลาย ทางด่วน ยังขาดการให้ข้อมูลในเรื่องรถติดบนทางด่วน ข่าวสารที่ส่งอยู่ในปัจจุบันส่วนใหญ่ก็ยังไม่เป็น การรายงานในสภาพปัจจุบันนะครับ ในการรายงานดังกล่าวของอนุกรรมาธิการก็ได้นำเสนอ เราได้แก้ไขปัญหาจราจรโดยว่างแผนการปฏิรูปงานจราจรออกเป็น ๒ ระยะ

ระยะที่ ๑ ก็คือ แผนการปฏิรูปจราจรในระยะสั้นหรือระยะเร่งด่วนนะครับ ที่เกิดสภาพปัญหาอยู่ในปัจจุบัน

ระยะที่ ๒ คือแผนการปฏิรูปการจราจรอย่างเป็นระบบ และการแก้ปัญหา จราจรแบบยั่งยืน อันนี้จะเป็นหลักการสำคัญในรายงานฉบับนี้เพื่อที่จะให้มีการแก้ปัญหา จราจรที่เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ต้องกราบเรียนท่านประธานไปยังท่านสมาชิกครับว่า ข้อเสนอ ของทางอนุกรรมาธิการดังกล่าวนั้นได้พยายามรวบรวมปัญหาที่เกิดจากในหลาย ๆ ด้าน เกิดจากหน่วยงานต่าง ๆ แล้วก็เกิดจากปัญหาอุปสรรคการปฏิบัติงานการทำหน้าที่ของแต่ละ หน่วยงานที่ยังไม่สอดคล้องต้องกัน รายงานต่าง ๆ ที่อนุกรรมาธิการได้ไปตรวจสอบดูนั้น มาจากหลายหน่วยงานที่มีรายงานของตัวเองในการแก้ปัญหาจราจรมาหลายรูปแบบ แต่ก็ไม่ สามารถที่จะนำรายงานแต่ละหน่วยงานนั้นมาผสมผสานแก้ไขปัญหาจราจรได้ ดังนั้น ในรายงานฉบับนี้จึงเป็นรายงานที่รวบรวมจากแง่มุมปัญหาต่าง ๆ ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้ามาอยู่ในรายงานฉบับเดียวกัน เพื่อที่จะให้ที่ประชุมได้พิจารณา ดังนั้น ในรายละเอียด แนวทางการแก้ปัญหา ขออนุญาตที่จะเพิ่มเติมให้ท่านสุจิณ มั่งนิมิตร ได้กรุณาให้ข้อมูลกับ ที่ประชุมด้วยครับ ขออนุญาตท่านประธานครับ

นางสาววลัยรัตนแ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ท่านสุจิณ มั่งนิมิตร รองผู้อำนวยการสำนักงานอำนวยความปลอดภัย กรมทางหลวง และอนุกรรมาธิการ เรียนเชิญค่ะ

นายสุจิณ มั่งนิมิตร ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน แล้วก็ท่านสมาชิกทุกท่านนะครับ ตามที่ท่านเสรีได้กล่าวในเบื้องต้นนะครับ เราจะเห็นได้ว่า ปัญหาการจราจรเป็นปัญหาที่เยอะมากนะครับ แต่ว่าคำถามคือว่าแล้วทำไมมันยังเป็นปัญหา เหล่านี้อยู่ เรื่องแรกที่สำคัญก็คือ อยากจะเรียนให้ท่านสมาชิกทราบก็คือว่า ที่เรามองก็คือ เรื่องของปัญหาแรกก็คือ เรื่องของปัญหาองคแกรและการบริหารจัดการ ผมไม่แน่ใจว่าทุกคนทราบหรือไม่ว่าปัญหาจราจรปัจจุบันนี้ผู้รับผิดชอบคือหน่วยงานไหน แล้วก็มีกำลังอัตราเท่าไร ซึ่งจริง ๆ แล้วปัญหาจราจรจริง ๆ มีคณะกรรมการจัดระบบจราจร ทางบกซึ่งมีท่านนายกรัฐมนตรีหรือท่านรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แต่ว่าในการประชุม ของคณะกรรมการจัดระบบจราจรทางบกนี่อาจจะเป็นลักษณะของการประชุมระดับเชิง นโยบาย ซึ่งก็จะมีการประชุมกันปีละ ๑ ครั้ง ฝุายเลขาของคณะกรรมการจัดระบบจราจร ทางบกก็คือกองจัดระบบจราจรทางบกซึ่งอยู่ในสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร หรือ สนข. ที่เราทราบกันดีอยู่นะครับ กองจัดระบบจราจรทางบกปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่อยู่ ไม่รวมผู้อำนวยการกอง มีวิศวกรอยู่ ๓ คน ซึ่งมีหน้าที่ดูแลการแก้ปัญหาจราจรทั้งประเทศ ไม่ใช่เฉพาะกรุงเทพมหานคร ดังนั้นผู้ปฏิบัติงานของในด้านการแก้ปัญหาจราจรจริง ๆ แล้ว ภาครัฐยังมองไม่เห็นว่ามีความจําเป็นแค่ไหนในการที่จะต้องมีผู้เชี่ยวชาญแล้วก็ต้องมี การปฏิบัติงานแก้ไขปัญหาจราจรในทุกมิตินะครับ อันนี้เป็นเรื่องที่มีสภาพอยู่ปัจจุบัน ดังนั้น ในแผนปฏิรูปเรื่องแรกที่สําคัญของคณะอนุกรรมาธิการก็คือการปฏิรูปในเรื่องขององคแกร ที่ดูแลด้านการแก้ไขปัญหาจราจร ซึ่งเราได้เสนอให้มีคณะกรรมการปฏิบัติงานขึ้นภายใต้ สำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร ซึ่งจะเป็นการยกระดับและเพิ่มบุคลากร ที่เชี่ยวชาญที่จะได้ดูแลปัญหาจราจรในกรุงเทพมหานครแล้วก็ในทั่วประเทศให้ได้ทันท่วงที นะครับ ซึ่งคณะกรรมการปฏิบัติงานนี้มีหน้าที่ในการประสาน สั่งการหน่วยงานต่าง ๆ และปฏิบัติงานเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาจราจรตลอด ๒๔ ชั่วโมง ซึ่งหน่วยงานนี้ปัจจุบันนี้ไม่มี นะครับ ก็คือจาก คจร. ก็จะลงมาที่ บก.๐๒ บก.๐๒ ก็คือกองบังคับการตํารวจจราจรกลาง ซึ่งอยู่ที่อันเดอร์ (Under) ของตำรวจนครบาลนะครับ ซึ่งปัญหาของ บก.๐๒ ที่เราพบก็ยังมีอยู่ ก็คือจราจรผู้ควบคุมการจราจรบริเวณทางแยกต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานครหรือเมืองใหญ่ จะเป็นตำรวจท้องที่ แต่ บก.๐๒ จะเป็นอีกหน่วยหนึ่ง ซึ่งเราก็พบว่าในการประสานงาน และสั่งการกดสัญญาณไฟจราจรอะไรต่าง ๆ ก็ยังมีปัญหาอยู่ ดังนั้นจึงต้องมีคณะกรรมการ ปฏิบัติงานเพิ่มขึ้น ๑ ชุด เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาจราจรอย่างเป็นระบบ โดยมีอำนาจ ในการสั่งการ บก.๐๒ ด้วย แล้วก็ประสานงานต่าง ๆ นะครับ อีกส่วนหนึ่งที่เรามองดูก็คือว่า ในส่วนของ บก.๐๒ ปัจจุบันนี้จะเป็นลักษณะของการดูแล้วก็สั่งการ ก็คือดูจากกล้อง ซีซีทีวี (CCTV) ที่มีอยู่ในบริเวณกรุงเทพมหานคร แต่เป็นลักษณะของการประสานงานด้านเดียว ก็คือเป็นการสั่งการ แต่ที่เรามองในเมืองใหญ่ต่าง ๆ ในโลกนี้ที่หลาย ๆ ประเทศเขาจะมี ศูนย์แบังคับการควบคุมการจราจร ซึ่งในศูนย์แนี้ก็จะทำหน้าที่ทั้งประสานงาน ทั้งสั่งการ แล้วก็ เมื่อมีอุบัติเหตุหรือเมื่อมีอุบัติภัย เมื่อมีน้ำท่วมหรือมีอะไรต่าง ๆ ศูนย์เหล่านี้จะดำเนินการ แก้ไขปัญหาแล้วก็สั่งการ รวมถึงประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ เราได้เสนอให้มีการยกระดับในส่วนของ บก.๐๒ ซึ่งให้ทำงานได้มากขึ้นแล้วก็มี ความหลากหลายมากขึ้น เป็นศูนย์แที่รับแจ้งประสานงานจากประชาชนผู้ขับขี่ต่าง ๆ ได้ด้วย

อีกส่วนหนึ่งในเรื่องขององค์แกรการจัดการว่าทําไมเราถึงแก้ปัญหาจราจรไม่ได้ ก็คือเรื่องของงบประมาณนะครับ ในเรื่องของงบประมาณเราพบว่าตำรวจได้แจ้งมาว่า เวลาจะจัดซื้องบประมาณต่าง ๆ ในอุปกรณ์แต่รวจจับบังคับใช้กฎหมายต่าง ๆ ค่อนข้างมี ปัญหาในด้านงบประมาณ จริงอยู่เราก็ทราบดีว่าตัวอุปกรณ์แต่าง ๆ เทคโนโลยีสูงต่าง ๆ เหล่านี้งบประมาณค่อนข้างแพงแต่ละตัว เพราะฉะนั้นในเรื่องของงบประมาณนี้ถ้าเราใช้ งบประมาณของประจำปีต่าง ๆ มันจะใช้งบประมาณค่อนข้างสูง ยกตัวอย่างเช่น กล้องตรวจจับความเร็วต่าง ๆ ก็ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาทขึ้นไปต่อตัว เพราะฉะนั้นถ้าเราจะซื้อให้ครอบคลุมเมืองใหญ่แล้วก็ทางหลวงสายต่าง ๆ มันค่อนข้างใช้ งบประมาณสูงทางเราจึงมองว่าในส่วนนี้เห็นว่าน่าจะมีงบอีกส่วนหนึ่งเข้ามานะครับ ก็คืองบ ที่เราเสนอไปก็คือเรื่องของการจัดตั้งกองทุนจราจรขึ้น ถามว่ากองทุนจราจรนี้จะมาจากไหน ก็คือมาจากส่วนแบ่งอัตราค่าปรับ ก็คือเรามีค่าปรับคดีจราจรต่าง ๆ ปัจจุบันนี้เท่าที่ทราบ ก็คือเฉพาะตำรวจที่ออกใบสั่งด้วยตำรวจเองก็ปีละประมาณ ๑,๖๐๐,๐๐๐ ฉบับต่อปี แต่ว่า ในคณะอนุกรรมาธิการก็มองถึงว่าต่อไปเราคงจะใช้ตำรวจไปไล่จับผู้กระทำความผิด คงจะยาก เพราะว่าผู้กระทําความผิดหรือผู้ที่ขาดวินัยมีจํานวนมาก เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ เรามองถึงว่าเราจะนำเทคโนโลยีมาใช้ เช่น เทคโนโลยีกล้องฝุาไฟแดง หรือการตรวจจับ การเปลี่ยนช่องจราจร หรือการจอดรถในที่ห้ามจอด ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีเหล่านี้มี แต่มันก็ ต้องใช้งบประมาณในการจัดซื้อ เมื่อเราใช้เทคโนโลยีเข้าช่วยมันก็จะสามารถช่วยให้เรา สามารถควบคุมด้านวินัยแล้วก็การฝุาฝืนกฎหมายการจราจรต่าง ๆ ซึ่งเป็นต้นตอของ การจราจรติดขัด ในส่วนนี้ก็คือกองทุนจราจรที่เรามองไว้อยู่ ซึ่งส่วนแบ่งค่าปรับก็จะต้องมี การแก้กฎหมายข้อบังคับกระทรวงการคลัง ซึ่งปัจจุบันข้อบังคับกระทรวงการคลังยังไม่ สามารถที่จะนำส่วนแบ่งค่าปรับมาใช้ในการจัดซื้ออุปกรณ์โดยให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนไปก่อนได้ คณะอนุกรรมาธิการก็ได้เชิญกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ซึ่งดูแลเกี่ยวกับข้อระเบียบ ตัวนี้ ก็คิดว่าคงไม่มีปัญหาอะไรในเรื่องการแก้ไขข้อบังคับกระทรวงการคลังตัวนี้ เพราะเป็น อํานาจของรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ซึ่งถ้าเราแก้ไขปัญหาตัวนี้ได้ ก็จะทำให้เรามี งบประมาณในการที่จะมาจัดซื้ออุปกรณ์ในการบังคับใช้กฎหมายต่าง ๆ ได้ ในส่วนนี้ก็จะเป็น ส่วนย่อ ๆ ในเรื่องขององค์แกรแล้วก็การบริหารจัดการ

อีกส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการที่เราพบ ก็คือเรื่องของความรู้ความเข้าใจ ของตำรวจจราจรที่อยู่ในสนามในพื้นที่ จริงอยู่เรายอมรับว่า การแก้ปัญหาจราจรใคร ๆ ก็คงจะมากดตู้สัญญาณไฟได้ แต่จริง ๆ แล้วที่เราออกไปตรวจในสนาม เราพบว่ามีหลายทาง แยกใหญ่ ๆ นะครับ วันนั้นเราไปที่แยกท้องหล่อสิ่งที่เราพบก็คือว่าตำรวจกดสัญญาณ ไฟจราจรในช่วงเร่งด่วนนะครับ รถว่าง แต่ก็ไม่กด แต่ก็กดปล่อยอีกขาหนึ่งซึ่งเป็นขาที่ จะออกมาจากซอยทองหล่อ ซึ่งการปล่อยจังหวะสัญญาณไฟยังไม่ถูกต้องเท่าที่ควรนะครับ อีกส่วนหนึ่งที่เราพบ ยกตัวอย่างเช่นว่า สุขุมวิท ๖๒ ถนนบนสุขุมวิท ๖๒ รถโล่ง คิวรถบน ทางด่วนที่ลงมาจากสุขุมวิท ๖๒ ยาวไปถึงหน้าด้าน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่น่าเกิดขึ้น ถ้าตํารวจมีความรู้ความเข้าใจนะครับ ผมยอมรับว่าตํารวจสัญญาบัตรต่าง ๆ รู้ แต่ว่าคนที่กด ไม่ใช่ตำรวจสัญญาบัตร คนกดตู้สัญญาณไฟจะเป็นระดับนายสิบเท่านั้น เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ ก็คงจะต้องมีการอบรมให้ความรู้กับตำรวจที่จะมาควบคุมการจราจรบนถนน ตราบใด ที่ตำรวจที่ควบคุมตู้สัญญาณไฟยังไม่มีความรู้ความเข้าใจเท่าที่ควรก็จะมีปัญหาอย่างนี้ต่อไป อันนี้คือเรื่องขององค์แกร ในส่วนรายละเอียดคงมีอีกหลายส่วนผมคงไม่ได้ลงไปทุกจุด เอาเฉพาะที่สําคัญ

ในส่วนอีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของโครงข่ายถนน สิ่งที่เรามองก็คือว่าในตัวของ โครงข่ายถนน ปัญหาของกรุงเทพมหานครมันก็จะเป็นปัญหาของเรื่องการเติบโตอย่าง ก้าวกระโดดของเมือง แล้วก็เมืองกรุงเทพมหานครจะเติบโตไปในแนว ทางวิศวกรรม จะเรียกว่าเติบโตในแนวราบ แนวราบก็หมายความว่าจะพุ่งออกไปจากกรุงเทพมหานคร ไปตามถนนสายหลักต่าง ๆ เช่น พหลโยธิน สุขุมวิท หรือว่าเพชรบุรี จะออกไปต่าง ๆ คลองตันออกไปเรื่อย ๆ พัฒนาการต่าง ๆ แล้วก็สายต่าง ๆ ที่จะวิ่งออกไปนอกเมือง ดังนั้นในช่วงที่เร่งด่วนในช่วงเช้าก็จะเกิดการจราจรที่วิ่งจากนอกเมืองเพื่อเข้าสู่ใจกลางเมือง ทั้งหมด ก็จะเกิดปัญหาของการจราจรติดขัดบนเส้นทางหลักต่าง ๆ เส้นทางสายรองที่เป็น ตัวเชื่อม เช่น เส้นวงแหวน เส้นวงแหวนรัชดาต่าง ๆ นี่ยังมีไม่เพียงพอ เพราะฉะนั้นตัวนี้ก็คง จะต้องควบคุม เร่งรัด วางผังเมืองของกรุงเทพมหานครให้ถูกต้อง แล้วมีการสร้างถนน ในโครงข่ายรองเพื่อระบายรถจากโครงข่ายหลัก ในระบบเรื่องผังเมืองนะครับ

อีกส่วนหนึ่งในเรื่องของโครงข่ายก็คือเรื่องของสภาพภูมิศาสตร์ ซึ่งของเรามี แม่น้ำเจ้าพระยาตัดผ่าน ปัญหาของกรุงเทพมหานครของเราก็คือว่า โครงการระยะ ๑๐ ปี ถึงปี ๒๕๖๔ แผนแม่บทของ สนข. ได้มีการวางแผนแม่บทในการสร้างสะพานไว้ทั้งหมด ๙ แห่ง ในปัจจุบันอยู่ที่ปี ๒๕๕๙ ก็คงเหลืออีกประมาณ ๔ ถึง ๕ ปีก็จะหมด ๑๐ ปี แต่ปัจจุบัน ๕ ปีเราสร้างได้แห่งเดียว ก็คือสะพานมหาเจษฎาบดินทร์ หรือที่ท่าน้ำนนท์แนะครับ ส่วนสะพานอีก ๘ แห่งยังมีปัญหาอยู่ โดยเฉพาะ ๔ สะพาน ซึ่งเดี๋ยวคงจะให้ท่านทวีศักดิ์ ช่วยอธิบายในเรื่องของปัญหาข้อติดขัดข้องสะพาน ๔ แห่ง ที่ยังมีปัญหาเรื่องการก่อสร้าง อะไรต่าง ๆ ซึ่งเรื่องเหล่านี้เราก็ได้เสนอว่า ภาครัฐ รัฐบาลคงจะต้องเร่งตัดสินใจว่า จะดำเนินการอย่างไรในปัญหาของสะพาน ๔ แห่งที่ยังสร้างไม่ได้ จะทำอย่างไร จะเปลี่ยนแนว จะทำอะไรก็คงต้องรีบทำ เพราะว่าเวลามันรอไม่ได้ เพราะปริมาณจราจรมันเพิ่มขึ้นอยู่ทุกวัน อันนี้ก็คือเรื่องของโครงข่ายถนน

ส่วนอีกส่วนหนึ่งก็คือเรื่องของระบบขนส่งสาธารณะ ปัญหาของระบบ ขนส่งสาธารณะ เราต้องการให้ประชาชนพยายามที่จะเปลี่ยนโหมด (Mode) การใช้รถยนต์ ให้ไปเป็นระบบรถขนส่งสาธารณะ แต่แน่นอนว่าเรามีระบบรถไฟฟูา แต่ระบบโครงข่าย รถไฟฟูาก็ยังไม่สมบูรณ์ ก็คงพูดไม่ได้ว่าคนที่ใช้รถปัจจุบันจะเปลี่ยน จะยอมที่จะเปลี่ยนมา เป็นใช้ระบบรถไฟฟูา อย่างไรก็ตามในระบบของรถเมล์ ประชาชนยังขาดความเชื่อมั่น ในระบบรถเมล์ ด้วยสาเหตุอะไรบ้าง ที่เราพบก็คือเรื่องของ ๑. เรื่องความสะดวก ความปลอดภัย ความสะอาด การบริการของผู้ขับขี่และกระเป้ารถ แต่ว่าปัญหาหลัก อีกตัวหนึ่งก็คือเรื่องของการกำหนดระยะเวลาในการเดินทางไม่ได้ เพราะรถโดยสาร ประจำทางที่มาอยู่ปัจจุบันนี้เราใช้ระบบการวิ่งสายยาวนะครับ ก็คือวิ่งจากรังสิตเข้ามาถึง อนุสาวรีย์แชัยสมรภูมิอะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้นลักษณะการเดินรถ ลักษณะของการวิ่งสายยาวนี่ เราจะไม่สามารถควบคุมความเร็วและเวลาที่รถจะมาได้ บางครั้งเราอาจจะรอรถถึงเป็นชั่วโมง เนื่องจากรถยังมาไม่ถึงหรือรถติดอยู่ตรงส่วนใดส่วนหนึ่งของสายทางนั้นต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้ ก็จะต้องเป็นสิ่งที่จะต้องแก้ไข ซึ่งเราก็ได้เสนอให้มีการปฏิรูปเส้นทางเดินรถใหม่ โดยอาจจะ ศึกษาน้ำระบบดูต้นแบบของประเทศที่ประสบผลสำเร็จในการแก้ปัญหา ๒. ก็คือในระบบ รถโดยสารควรจะมีศูนย์แควบคุมการเดินรถ ซึ่งอาจจะต้องใช้ระบบจีพีเอส (GPS) ที่จะควบคุม เวลาต่าง ๆ ให้รถโดยสารสามารถควบคุมเวลาได้ แล้วก็มีการปรับปรุงรถโดยสารให้มี ความสะอาดต่าง ๆ ซึ่งเหล่านี้ก็จะทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นและอาจจะเปลี่ยนมาใช้ รถโดยสารประจำทางได้

อีกส่วนหนึ่งก็คือที่เราเสนอในเรื่องของระบบขนส่งมวลชน ก็คือเรื่องของ การทำฟีดเดอร์ (Feeder) รถเมล์แจากตัวสถานีรถไฟฟูาต่าง ๆ ปัญหาตัวหนึ่งที่ผู้ใช้รถยนต์ ส่วนตัวไม่อยากใช้รถไฟฟูาก็คือ ๑. ถ้าจะไป ถ้าไม่ขึ้นแท็กซี่นะครับ จะขึ้นรถเมล์แก็สกปรก เชื่อเวลาไม่ได้อะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้นปัญหาก็เลยเกิดขึ้น เราก็มองถึงว่าทําอย่างไรที่จะให้ ทางรถไฟฟูาอาจจะต้องเดินรถเอง เป็นการเดินรถจากสถานีของเขาต่าง ๆ เป็นฟีดเดอร์ (Feeder) ออกกิ่งไปที่หมู่บ้านที่สำคัญ ไปที่สถานที่ราชการต่าง ๆ อะไรต่าง ๆ ในระยะ ไม่ไกลนัก เพื่อเป็นฟีดเดอร์ (Feeder) ที่จะรับคนมาส่งสถานี เมื่อไปถึงปลายสถานีก็จะมี ฟีดเดอร์ (Feeder) ส่งคนออกจากสถานีไปในจุดที่สำคัญ ถ้าสามารถทำได้ลักษณะนี้โดยที่รถเมล์แกับรถไฟฟูาเป็นระบบเดียวกัน ความเชื่อมั่นในเรื่อง ของความปลอดภัย ความสะอาดมันจะเกิดขึ้นนะครับ ในอีกส่วนหนึ่งก็คือสิ่งที่ กรุงเทพมหานครโชคดีก็คือ เรามีแม่น้ำเจ้าพระยานะครับ ซึ่งถ้าเราสังเกตดูในแม่น้ำ เจ้าพระยาจะผ่านศูนย์แกลางของธุรกิจต่าง ๆ นะครับ ไม่ว่าเกาะรัตนโกสินทร์ ออกไปราช่วงศ์ ไปสีลม ไปบางรัก ไปอะไรต่าง ๆ ไปถึงนนทบุรีต่าง ๆ เพราะฉะนั้นตัวนี้ถ้าเราพัฒนาระบบ โดยสารทางเรือให้มีความปลอดภัย ด้วยท่าเรือที่มีความปลอดภัย ตัวเรือที่มีความปลอดภัย ซึ่งตัวเหล่านี้มันก็จะสามารถทำให้ผู้คนเปลี่ยนมาใช้เรือได้ เพราะแน่นอนว่าเรือโดยสาร จะสามารถควบคุมเวลาได้ แล้วก็จะใช้เวลาน้อยกว่า เพราะไม่จำเป็นต้องมามีการจราจร ติดขัดบนแม่น้ำ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่รัฐคงจะต้องมอง

ส่วนถัดไป ก็คือเรื่องที่เราเสนอที่สำคัญอีกตัวหนึ่งก็คือ เรื่องของการจำกัด ปริมาณรถ เนื่องจากเราทราบอยู่ดีว่ารถมากกว่าถนน เพราะฉะนั้นเราจะทำอย่างไรเมื่อมันมี ความต้องการในการเดินทางในถนนที่มากเกินกว่าที่ถนนมันจะรับได้ เมื่อถนนมันรับได้เท่านี้ เมื่อรถมันอยากจะเดินเข้าไปในเส้นทางนั้น มันอยากเข้าไปมาก มากกว่าปริมาณที่มันจะรับได้ มันก็จะเกิดคิวล้นออกมา ก็คือภาพที่เราเห็นก็คือการจราจรติดขัด ทำอย่างไรที่เราจะลด ปริมาณรถตัวนั้นได้นะครับ ในต่างประเทศมีหลายวิธีนะครับ ทั้งใช้วันคู่ วันคี่หรืออะไรต่าง ๆ แต่ว่าแต่ละวิธีมันก็มีข้อดีข้อเสียแล้วก็อาจจะเกิดผลกระทบอะไรได้ แต่สิ่งที่คณะอนุ กรรมาธิการพบและคิดว่าน่าจะเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ในระดับหนึ่งก็คือ การห้ามรถเข้าในพื้นที่ เป็นบางเวลานะครับ ในลอนดอนจะใช้ตั้งแต่ ๖ โมงเช้าถึง ๖ โมงเย็น ในสิงคโปร์แก็เหมือนกัน ก็จะใช้เกือบทั้งวัน แต่ว่าถ้าเราจะใช้แบบนั้นคงจะลำบากในเบื้องต้น คงอาจจะเกิด การต่อต้านมาก ดังนั้นเราจึงมองว่าเวลาใดที่มีความต้องการสูงกว่าความสามารถของถนน ที่จะรับได้ ก็คือช่วงเวลาเร่งด่วนตอนเช้ากับช่วงเวลาเร่งด่วนตอนเย็น ซึ่งรถจะติดมากในถนน สายต่าง ๆ นะครับ ถ้าเรามีการเก็บค่าผ่านทาง โดยว่าในช่วง ๖ โมงเช้าถึง ๘ โมงเช้ารถที่จะ เข้าพื้นที่จะต้องเสียสตางค์ ต้องเสียเงิน อันนั้นจะเป็นตัวหนึ่งที่จะให้ผู้ใช้รถต้องตัดสินใจแล้ว ว่าเขาจะตื่นเช่ากว่า ๖ โมงเช่าเพื่อไปผ่านจุดนั้นโดยที่ไม่ต้องเสียสตางค์ หรือเขาจะยอมไป ทำงานสายหน่อยนะครับ ก็จะไม่เสียสตางค์ หรือกลับบ้านให้มันเลยเวลาที่เราห้ามสัก ๒ ชั่วโมงก็คือจากช่วง ๔ โมงเย็นถึง ๖ โมงเย็นก็แล้วแต่นะครับ ในเบื้องต้นเรามองว่าอันนี้ มันก็ยังพอที่จะคุยกันได้ว่าเราไม่ได้ห้ามแต่เราให้คุณเปลี่ยนพฤติกรรม เพราะว่าถึงคุณจะเข้า มาตอน ๖ โมงเช้าถึง ๘ โมงเช้า มันก็เข้าไม่ได้เพราะถนนมันรับไม่ได้ ปริมาณรถมันสูงกว่า ประสิทธิภาพของถนนที่จะรับได้ เราจึงต้องกระจายรถคนที่สามารถเปลี่ยนแปลงเวลาได้ ออกไปจากเวลานี้นะครับ อันนี้เป็นวิธีที่ในหลายประเทศใช้นะครับ โดยเฉพาะทางด่วน ในหลายประเทศก็มีการใช้อัตราค่าทางด่วนปรับตามเวลา ถ้าคุณเข้าทางด่วนในเวลาช่วง เร่งด่วนคุณต้องเสียอัตราหนึ่ง ถ้าคุณเข้าหลังเร่งด่วนคุณต้องเสียอีกอัตราหนึ่ง ถามว่าตัวนี้ เราเรียกว่าค่อนเจสชันฟี (Congestion Fee) นะครับ ก็คือค่าธรรมเนียมรถติด ส่วนนี้จะไปไหน ก็คงไปที่กองทุนจราจรที่คณะอนุกรรมาธิการได้เสนอไว้ว่า เราควรจะมีกองทุนจราจรเพื่อนำ เงินเหล่านั้นมาใช้ในการแก้ปัญหาจราจรเร่งด่วน ซึ่งบางครั้งการตั้งงบประมาณอาจจะต้องใช้ เวลาปีหรือ ๒ ปีก็แล้วแต่ แต่ถ้าเรามีกองทุนจราจรตัวนี้มันก็สามารถช่วยได้ในระดับหนึ่ง

อีกส่วนหนึ่งก็คือเป็นเรื่องของวินัยจราจรนะครับ ในส่วนเรื่องของวินัยจราจร ทางเราก็มองถึงว่าเราคงจะต้องมีการปฏิรูปในการสร้างวินัยจราจรให้กับผู้ขับรถกับใช้รถ ใช้ถนนต่าง ๆ นะครับ การขับรถผิดวินัยจราจรต่าง ๆ สังคมจะต้องให้การประณามหรือ อาจจะต้องมีการรณรงค์แผ่านสื่อต่าง ๆ ว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องต่าง ๆ นะครับ

อีกส่วนหนึ่งของวินัยจราจรที่ผมมองว่ามันเป็นเรื่องของวินัยจราจรก็คือ การไม่ดูแลรถ ไม่ดูแลสภาพรถ เราพบว่าวัน ๆ หนึ่งเราได้รับรายงานจากแท็กซี่ที่เราเชิญมา ให้ข้อมูล เขารายงานว่าวัน ๆ หนึ่งที่เขาขับ วันหนึ่งมีรถจอดเสียเป็นสิบครั้ง และแต่ละครั้ง เมื่อมีรถเสียอยู่คันเดียวเท่านั้นอาจจะทำให้ถนนรถติดไปทั้งโครงข่าย เพราะฉะนั้นในเรื่อง ของผู้ขับขี่ที่ไม่ดูแลสภาพรถต่าง ๆ อาจจะต้องมีมาตรการในการปรับ ไม่ว่ารถน้ำมันหมด หรือว่ารถเสีย หรือว่าแบตเตอรี่หมดมันไม่ใช่ความบังเอิญ แต่ว่ามันเป็นที่คุณขาดวินัย ในการดูแลรถเพราะฉะนั้นคุณต้องจ่ายค่าปรับ ก็คงต้องเข้มงวด ซึ่งตัวนี้กฎหมายมีอยู่แล้ว จอดรถกีดขวางการจราจรมันต้องมีค่าปรับ แต่เรายังไม่ได้ดำเนินการในเรื่องนี้อย่างจริงจัง

ส่วนสุดท้ายก็คือเรื่องของการให้ข้อมูลข่าวสารต่อผู้ขับขี่ต่าง ๆ เราได้มองว่า ปัจจุบันมีสถานีวิทยุจราจรต่าง ๆ ก็ได้มีการให้ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ต่อผู้ขับขี่ แต่ว่าสิ่งที่ ให้ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ยอมรับว่าเป็นเรียลไทม์ (Real time) จริง แต่ว่ากว่าจะถึงในจุดที่เรา กำลังขับขี่อยู่มันไม่เรียล (Real) แล้ว เพราะบางครั้งถนนที่เรากำลังอยากจะรู้ข่าว เข้าประกาศไปเมื่อ ๕ นาทีที่แล้ว เราเข้ามาแล้ว เพราะฉะนั้นตัวนี้ยังเป็นปัญหาอยู่ว่าผู้ขับขี่ ที่ขับรถยังไม่สามารถทราบได้เลยว่าขึ้นทางด่วนไปแล้วรถติดอยู่บนทางด่วน ก็หลงขึ้นไปแล้ว รถก็ติดขัดอยู่บนนั้นจะลงก็ลงไม่ได้ หรือว่าเราวิ่งมาในถนนแล้วมันมีรถชนกันหรืออุบัติเหตุ เกิดอยู่ข้างหน้าเราก็ไม่ทราบ ไม่มีทางทราบได้เลย กว่าจะทราบมาเปิดวิทยุ จส.๑๐๐ หรืออะไรต่าง ๆ กว่าจะทราบนี่เข้ามาติดแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ก็คงเป็นสิ่งที่จะต้องมี การปฏิรูป ก็คือจะต้องนำระบบไอทีเอส (ITS) เข้ามาในการติดตั้งปูายจราจรเปลี่ยนข้อความ ต่าง ๆ ในบริเวณทางแยกต่าง ๆ ทางแยกที่สำคัญก่อนขึ้นทางด่วนหรืออะไรต่าง ๆ ตัวนี้ ในระบบไอทีเอส (ITS) นี่กรุงเทพฯ เรายังไม่มี ผมบอกได้เลยว่ายังไม่มี เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ มันต้องเกิดได้แล้ว ผมก็หวังว่าในข้อเสนอในการปฏิรูปครั้งนี้ก็คงจะนําไปสู่การแก้ไขปัญหา จราจรในอนาคต

สุดท้ายแล้วสิ่งที่เรามองก็คือว่าข้อเสนอต่าง ๆ ที่มีการเสนอในการแก้ปัญหา จราจร แก้ปัญหาอุบัติเหตุต่าง ๆ สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ข้อเสนอ สิ่งที่สำคัญที่สุดต้องมี ผู้ติดตามข้อเสนอ เราจึงเสนอว่าแผนปฏิรูปตัวนี้ต้องหาคนรับผิดชอบ ก็คือเราได้มองที่ สนข. สำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจรต้องเป็นผู้ติดตามว่าแผนปฏิรูปนี้เนื่องจากมันมี หลายหน่วยงานมาก ไม่ใช่เป็นหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง เพราะฉะนั้นต้องมีคนรับผิดชอบ เพราะฉะนั้นก็จึงได้เสนอในแผนปฏิรูปนี้ว่าให้มีผู้ติดตามผลและประเมินผลและแก้ไขปัญหา ต่อไป ก็คือ สนข. จะต้องเป็นผู้ติดตามและรับผิดชอบในการดำเนินการแผนปฏิรูปต่อไป ผมคงมีเรียนสั้น ๆ แค่นี้ก่อนนะครับ

นางสาววลัยรัตนแ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ต่อไปจะเป็นท่านใดค่ะ ท่านทวีศักดิ์หรือเปล่าค่ะ เชิญค่ะท่านเสรี

นายเสรี สุวรรณภานนท์ กรรมาธิการ 🔗

ขออนุญาตเพิ่มให้ชัดเจนนะครับ กราบเรียนท่านประธานครับ เดี๋ยวท่านทวีศักดิ์มีอะไรก็บอกนะครับ กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ คือในการแก้ปัญหาจราจรผมเชื่อว่าสมาชิกทุกท่านคงมีความรู้สึกเดียวกันว่า สภาพปัญหาจราจรที่ในปัจจุบันนี้จะแก้อย่างไรให้มันเป็นรูปธรรม จะเดินทางอย่างไรให้มัน สะดวก จะเดินทางอย่างไรไม่ให้มันติดขัดอย่างที่เป็นอยู่ ดังนั้นรายงานดังกล่าวนี้ต้อง กราบเรียนว่าจริง ๆ แล้วมันมีหลายมิติ มันมีหลายเรื่องแล้วมันก็ละเอียดอ่อน การแก้ปัญหา นี่นะครับมันจะต้องแก้ปัญหาจราจรในเชิงลึกเข้าไปถึงแนวนโยบายของการแก้ปัญหาว่า ในส่วนภาครัฐเองกําหนดแนวนโยบายของรัฐในการแก้ปัญหาจราจรนี้อย่างไร เช่นเดียวกันครับ ตามรายงานนี่นะครับก็ให้ความสำคัญไปที่การแก้ปัญหาจราจรเป็นระดับชาติเช่นเดียวกัน ไป ๆ มา ๆ จะระดับชาติเยอะนะครับ เพราะว่ามันเป็นปัญหาที่เรื้อรังนะครับ ปัญหา ที่เกิดขึ้นเราขาด สิ่งที่เราขาดคือเราขาดแผนการปฏิบัติงานที่ชัดเจนอย่างเป็นรูปธรรม อันที่ ๑

อันที่ ๒ เราขาดผู้ปฏิบัติงาน ผู้รับผิดชอบในการแก้ปัญหาจราจรโดยรวม ในเชิงผู้ปฏิบัติที่รับผิดชอบหลายหน่วยงาน ที่มีอยู่ ทำอย่างไรให้บูรณาการอยู่ในหน่วยงาน เดียวกัน ผู้ปฏิบัติเองถือว่าเป็นเรื่องสําคัญยิ่งกับการที่จะทำอย่างไรให้จราจรมันคล้ายตัว เพราะสิ่งที่พูดกันเยอะตอนนี้คือรถมาก มีสถิติจำนวนรถนี่นะครับทั้งหมดจดทะเบียนอยู่ ประมาณ ๙,๐๐๐,๐๐๐ คันใช่ไหมครับ ทะเบียนล่าสุดรวมมาแล้วสะสมมา ๙,๐๐๐,๐๐๐ คัน แต่พื้นถนนมีรถสามารถไปวิ่งได้พร้อม ๆ กัน ๑,๕๐๐,๐๐๐ คัน อย่างนี้เราเลี่ยงไม่ได้ครับ เรื่องว่าทำอย่างไรที่จะให้รถน้อยลง ทำอย่างไรที่จะให้วิ่งโดยสะดวกโดยจำนวนรถเป็นปัจจัย สำคัญเราแก้ยาก แต่เราถามว่าจราจรแก้ได้ไหม ผมเชื่อว่าจากการที่เราได้ศึกษา จราจร ที่ติดขัดมาก ๆ เราสามารถแก้ได้ ถ้าหากว่าท่านสมาชิกจะสังเกตจราจรที่วิ่งอยู่ท้องถนน ปัจจุบันนี้มันไม่ได้ติดขัดทุกเวลา มันไม่ได้ติดขัดที่ถนนทุกเส้น แต่สิ่งที่ติดขัดก็คือรถออกมา ในช่วงเวลามาก ๆ อย่างเช่นช่วงเช้าหรือช่วงเย็นที่เป็นเวลาเดินทางที่จะออกไปทำกิจวัตร ประจำวันหรือไปทำงาน นี่คือปัญหาครับ ส่วนสิ่งที่เป็นปัญหาเราขาดอะไร เราขาด ผู้ปฏิบัติงานที่มีความรู้ความสามารถเชี่ยวชาญแล้วทำงานแก้ปัญหาจราจรด้วยจิตวิญญาณ นะครับ เราขาดคนที่จะทำหน้าที่ในการที่จะสามารถสั่งการได้ในแต่ละพื้นที่ แต่ละพื้นที่ มีความเชื่อมต่อเชื่อมโยงกันในแต่ละโรงพัก เราจะเห็นได้ว่าแต่ละพื้นที่เราก็เห็นใจเจ้าหน้าที่ พอเวลารถติดขัดมาก ๆ ก็ต้องพยายามดันรถให้ออกจากพื้นที่ตัวเองไป แล้วมันก็กระจัด กระจายแยกไปอยู่พื้นที่ทำให้เกิดปัญหาโดยรวม นี่คือสิ่งที่มันปรากฏนะครับ ดังนั้นข้อเสนอ ถ้าหากว่าท่านดูในรายงาน เราจะแยกอยู่หลายเรื่องนะครับ แต่เวลาเราจำกัด เราไม่สามารถ จะสาธยาย หรือว่าทำให้ทุกท่านได้เห็นภาพโดยรวมทั้งหมดได้ แต่เราจะยกตัวอย่างให้เห็นว่า การแก้ปัญหานี่นะครับ สามารถแก้ได้ในหลาย ๆ มิติดังกล่าว อย่างเช่นเราทำอย่างไรจะให้ เจ้าพนักงานท้องถิ่น หรือกรุงเทพมหานครเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาจราจรด้วย นอกจากจะให้เจ้าหน้าที่ตํารวจแล้ว แต่ในขณะที่เราพูดถึงเจ้าหน้าที่ตํารวจเราก็เห็นใจ เพราะว่าในการทํางานจะสังเกตได้ว่าจากข้อมูลจํานวนเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอแก๊งานนะครับ งบประมาณไม่พอ อุปกรณ์แที่ใช่มีปัญหาอุปสรรค์ อย่างเช่นกรุงเทพมหานครจะมอบอุปกรณ์ ให้เจ้าหน้าที่จราจรก็ติดขัดด้วยข้อวินิจฉัยว่าเงินที่จะไปซื้ออุปกรณ์แของท้องถิ่น หรือของ กรุงเทพมหานครให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจกลายเป็นว่าซื้อไม่ได้ เพราะว่างานจราจรนั้นไม่ใช่ ความรับผิดชอบโดยตรงของท้องถิ่น อย่างนี้เป็นต้น ก็ทำให้ขาดงบประมาณสนับสนุน เกิดเป็นปัญหาอุปสรรค์นี้ก็คือส่วนหนึ่ง

ส่วนที่เป็นรูปธรรมของเจ้าหน้าที่จราจรเราเสนออย่างไรครับ เราก็ไปมอง ภาพว่าถ้าหากเจ้าหน้าที่จราจรทำงานเต็มที่เราจะมีข้อเสนออะไร อย่างเช่นเราก็เสนอว่า การแก้ปัญหาจราจรที่เป็นรูปธรรมของตำรวจจราจร ให้รับผิดชอบดำเนินการการแก้ปัญหา จราจรดังนี้

๑. จัดเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรให้รับผิดชอบพื้นที่ที่มีปัญหาไว้อย่างชัดเจน ทั้งระดับปฏิบัติและการควบคุม กำกับดูแลระดับปฏิบัติแต่ละจุดที่มีปัญหา มีรายชื่อ ผู้รับผิดชอบชัดเจนและจัดเตรียมรถยกชุดเคลื่อนที่เร็วในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า โดยให้ศูนย์แประสานงานตามข้อ ๓ เป็นฝุายรับผิดชอบกับการแก้ไขปัญหาจราจรเป็นหลัก และให้มีความพร้อมตลอดเวลาเพื่อการแก้ปัญหาจราจรเมื่อเกิดอุบัติเหตุหรือเกิดการจราจร ติดขัดก่อนชั่วโมงเร่งด่วน ก็คือให้มีการเตรียมงานก่อน

อันที่ ๒ เราเสนอว่าให้มีการอบรมให้ความรู้และสร้างความชำนาญให้กับ เจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมและการกำกับการจราจรและสัญญาณจราจร ให้มีความเข้าใจแนวคิด และวิธีการแก้ปัญหาจราจรที่ถูกต้องโดยผู้เชี่ยวชาญ อันนี้คือหลักนะครับ กับพนักงาน ผู้รับผิดชอบ ในชั้นโรงพักทำอย่างไร ในสถานีตำรวจเราก็มีข้อเสนอครับ

ข้อ ๑ ผู้บังคับบัญชาผู้รับผิดชอบหน่วยงานต้องติดตามการปฏิบัติงานของ ผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างใกล้ชิด และต้องรับทราบปัญหาจราจรในพื้นที่ที่รับผิดชอบ อย่างต่อเนื่องนะครับ ผมเคยสุ้มนะครับเรียนตามตรง เคยโทรสุ่มไปยังสารวัตรจราจร ไปยังรองผู้กำกับผู้รับผิดชอบ ปรากฏว่าในขณะรถติดเจ้าตัวยังไม่รู้เลยครับพื้นที่ของตัวเอง เป็นอย่างไร อันนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นผู้บังคับบัญชาจึงมีส่วนสำคัญยิ่งที่จะต้องติดตามสภาพ ปัญหาจราจรได้อย่างต่อเนื่อง

ข้อ ๒ ต้องมีการอบรมและให้ความรู้ สร้างจิตสำนึกและความรับผิดชอบ ให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานต้องานในหน้าที่ที่รับผิดชอบ ให้ทำหน้าที่ดูแล้งานจราจรได้อย่างมี ประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล

ข้อ ๓ การแก้ปัญหาจราจรไม่ใช่แก้ไขหรือให้ความสำคัญในช่วงเวลาเร่งด่วน เท่านั้น แต่ต้องให้ความสำคัญในช่วงเวลาอื่นด้วย

ข้อ ๔ เมื่อเกิดการจราจรติดขัดทำอย่างไร เมื่อเกิดการจราจรติดขัด ให้ผู้ปฏิบัติงานรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบทันที่ด้วยการส่งข้อมูลทางไลน์ (Line) เราใส่รายละเอียดเลยนะครับ ท่านต้องรายงานครับ เดี๋ยวนี้ยุคนี้ต้องใช้ไลน์ (Line) นะครับ เพื่อส่งให้เจ้าหน้าที่ไปตรวจ สำรวจถึงต้นตอของปัญหาจราจรติดขัดในพื้นที่นั้น ๆ และพื้นที่ข้างเคียง คือต้องไปดูต้นต่อเลยนะครับ ไม่ใช่ดูแค่พื้นที่ของตัวเอง ต้องดูในต้นตอ ของความติดขัดเกิดจากอะไรนะครับ ให้แจ้งศูนย์แประสานงานนะครับ เราจะมี ศูนย์แประสานงานเกิดขึ้นโดยทันที่เพื่อจะได้แจ้งข้อมูลประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบ และหลีกเลี่ยงเส้นทางก่อนที่จะเกิดปัญหาสะสมเนื่องจากข้อมูลล่าช้านะครับ

ข้อ ๕ เมื่อเกิดการจราจรติดขัด ให้พนักงานจราจรที่รับผิดชอบในแต่ละพื้นที่ ที่จราจรติดขัดเสนอปัญหา จัดทำแผนแก้ไขปัญหาจราจรทันที พร้อมรายงาน ศูนย์แประสานงานให้ทราบเพื่อการแก้ปัญหาจราจรโดยรวม เพื่อสั่งการให้แก้ปัญหาที่ต้นตอ ของการจราจรที่ติดขัดในพื้นที่สายนั้น และให้มีหน่วยเคลื่อนที่เร็วเพื่อแก้ปัญหาจราจรติดขัด โดยทันที เห็นไหมครับ เราพยายามแก้ในทางปฏิบัติให้เป็นรูปธรรมนะครับ

ข้อ ๖ การแก้ปัญหาการจราจรในชั่วโมงเร่งด่วนครับ ก็คือช่วงเวลา ๖ โมงเช้า ถึงประมาณ ๑๐ โมง หรือ ๓ โมงเย็นถึง ๒ ทุ่มนี่นะครับ ตั้งแต่ช่วงเช้าและช่วงเย็น ให้จัดเจ้าพนักงานจราจรออกมาร่วมกันแก้ปัญหาจราจรโดยพร้อมเพรียงกันนะครับ ไม่ใช่ ให้แต่ผู้ใต้บังคับบัญชามาทำหน้าที่อย่างเดียว เมื่อพบปัญหาจราจรที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานอื่น เมื่อไปพบแล้ว ปกติแล้วพอหน่วยงานอื่นไปสร้างปัญหาจราจรประสานกันไม่ได้แก้กันไม่ได้ ถ้าพบปัญหาจราจรเกี่ยวกับหน่วยงานอื่น ให้เจ้าหน้าที่แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นนะครับ

ข้อ ๗ ให้สำรวจการแก้ปัญหาจราจรพื้นฐานครับ เช่น เจ้าหน้าที่ผู้ควบคุม และกำกับการจราจรจะต้องสัมผัสและทำความเข้าใจกับปัญหาจราจรในพื้นที่ของตนเอง โดยต้องกำหนดให้เจ้าหน้าที่จราจรผู้ปฏิบัติงานขับรถเลยครับ เสนอให้ผู้ปฏิบัติงานคุณจะไป ดูแลจราจร คุณต้องขับรถเข้าไปในพื้นที่ที่รับผิดชอบในช่วงระยะเวลาการจราจรติดขัด เพื่อให้พบกับปัญหาจราจรเช่นเดียวกับที่ประชาชนหรือชาวบ้านเขาพบนะครับ คุณเป็น ตำรวจจะไปแก้ปัญหาชาวบ้าน คุณต้องไปฝุาฟันอุปสรรคจราจรเช่นเดียวกันนะครับ เจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมสัญญาณไฟจราจรต้องมีประสบการณ์ มีความรู้ในการจัดการจราจร และกล้าตัดสินใจในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า การกำหนดเวลาปล่อยสัญญาณไฟในทางแยกต่าง ๆ จะต้องสัมพันธ์แกับจำนวนรถยนต์ ในเส้นทางการเดินรถตามแยกต่าง ๆ นะครับ นอกจากนั้นผู้ปล่อยสัญญาณไฟจราจรต้อง พิจารณาจากสภาพจำนวนรถวิ่งในแต่ละเส้นทางของทางแยกดังกล่าวด้วย และปล่อย สัญญาณไฟให้กับจำนวนรถยนต์แต่ละช่องโดยไม่กำหนดเวลาการปล่อยรถแต่ละช่องทาง ให้น้านเกินไปนะครับ

ข้อต่อมาให้สำรวจเพื่อทบทวนการกำหนดเส้นทางจราจรที่เป็นปัญหากับ การจราจร ให้สำรวจสัญญาณปูายจราจรที่สร้างปัญหาและสร้างความเดือดร้อนให้กับ ประชาชน เพราะปูายสัญญาณจราจรนี่นะครับสร้างความเดือดร้อนมาก เพราะไม่มี การทบทวน บางปูายนี่ครับเป็นกับดักเลยนะครับ กับดักเพื่อให้คนผิดจราจร ผิดกฎหมาย นะครับ ให้มีมาตรการตั้งด้านที่ไม่สร้างปัญหาการจราจร ให้บังคับใช้กฎหมายต่อผู้กระทำ ความผิดในการจอดรถ หรือวางสิ่งของกีดขวางจราจรบนถนนอย่างเคร่งครัดนะครับ

ข้อที่ ๘ ให้ผู้บังคับบัญชาเมื่อรับทราบปัญหาจราจรดังกล่าว หากเป็นปัญหา จราจรที่เกิดขึ้นประจำ ให้มีการประชุมเพื่อแก้ปัญหาจราจรดังกล่าวเพื่อวิเคราะห์แปัญหาและ เพื่อจัดทำแผนงานการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

ข้อ ๙ หากเป็นปัญหาจราจรติดขัดเนื่องจากหลายพื้นที่ ให้แจ้งคณะกรรมการ ผู้ปฏิบัติงานเพื่อการประชุมวิเคราะห์และแก้ปัญหาจราจรร่วมกันในพื้นที่ต่อเนื่องดังกล่าว

ข้อ ๑๐ ให้รายงานเป็นเอกสารการแก้ปัญหาจราจรให้กับ คจร. และกรรมการ ผู้ปฏิบัติงานเพื่อทราบทุกสัปดาห์เป็นอย่างน้อย

ข้อ ๑๑ ให้มีศูนย์แรับแจ้งปัญหาจราจรในแต่ละสถานีตำรวจพร้อม ประชาสัมพันธ์ให้กับประชาชนทราบ นี่คือข้อเสนอตัวอย่างหนึ่งนะครับที่แสดงให้เห็นว่า การแก้ปัญหาจราจรนั้นเราเสนออย่างเป็นรูปธรรม ถ้าพูดถึงน้ำท่วม ตอนนี้เวลาฝนตก น้ำท่วมครับ เรามีข้อเสนอไหม ท่านกรรมาธิการ ท่านสมาชิกได้พิจารณา อนุกรรมาธิการ ได้เสนอนะครับว่าปัญหาน้ำท่วมมันเป็นสาเหตุให้จราจรติดขัด จะมีพื้นที่ที่เกิดน้ำท่วมขังครับ ๗๐ จุด อยู่ในบริเวณ ๓๓ เขตของกรุงเทพมหานคร ตามเอกสารแนบอยู่ใน ๑ นะครับ สามารถแก้ไขได้โดย ๑. จัดทำแผนปูองกันภัยพิบัติให้เป็นแผนงานประจำ มีการเตรียมการ และซักซ่อมเป็นระยะกับผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด และก่อนฤดูฝนควรมีการขุดลอกท่อ ให้แล้วเสร็จโดยเป็นแผนประจำทุกปี ข้อที่ ๑

ข้อที่ ๒ ก่อนฤดูฝนให้จัดเตรียมเครื่องสูบน้ำให้เพียงพอในบริเวณจุดเสี่ยง ที่มีปัญหาน้ำท่วม และมีการซักซ่อมกับตำรวจจราจรในการบริการจัดการหากเกิดน้ำท่วม

ข้อ ๓ จัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจการแก้ปัญหาในกรณีเร่งด่วน เมื่อเกิดภัยพิบัติ กำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบและสายบังคับบัญชาและสั่งการให้ชัดเจน โดยจัดเตรียม เจ้าหน้าที่เทศกิจ และเจ้าหน้าที่ปูองกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อเตรียมรับมือกับ ภัยพิบัติธรรมชาติและเหตุสุดวิสัย

ข้อ ๔ สร้าง ปรับปรุง และขยายท่อระบายน้ำทั้งระบบทั่วกรุงเทพมหานคร โดยเสนอให้รัฐบาลดำเนินการสนับสนุนและให้กรุงเทพมหานครและเจ้าหน้าที่ เจ้าพนักงาน ท้องถิ่นรับผิดชอบดำเนินการตั้งงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาทั้งระบบในพื้นที่ซึ่งมักจะเกิด น้ำท่วมขัง ๗๐ จุดในบริเวณพื้นที่ ๓๓ เขตของกรุงเทพมหานครนะครับ มีเอกสารแนบ ๑ อยู่นะครับ เพื่อไม่ให้เกิดภาวะน้ำท่วมขังและเป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

ข้อ ๕ ปรับปรุงการระบายน้ำเพื่อเป็นทางผ่านของน้ำ จำนวน ๕ เส้นทาง เป็นข้อเสนอนะครับ คือถนนนิมิตใหม่ ถนนประชาร่วมใจ ถนนประชาอุทิศ ถนนสุวินทวงศ์ และถนนร่วมพัฒนา อันนี้เป็นตัวอย่างครับ เพื่อระบายน้ำออกสู่ทะเลให้มากที่สุด โดยวิธีการ ดังกล่าวสามารถระบายน้ำออกสู่ทะเลได้วันละ ๖๐ ล้านลูกบาศก์เมตร อันนี้เป็นส่วนที่ อนุกรรมาธิการได้ศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาเมื่อเกิดน้ำท่วม ท่วมขังนะครับ และถ้าเกิด อุบัติเหตุรถชนกันทำอย่างไร อันนี้ก็เสนอให้แยกได้ทันทีนะครับเป็นระบบที่ประกันภัยต้อง รับผิดชอบก็คือระบบน็อค ฟอร์ น็อค (Nock for Nock) นะครับอยู่ในหน้า ๕๔ อย่างนี้เป็นต้น นอกจากนั้นต้องกราบเรียนว่าในรายงานดังกล่าวนี่นะครับ จริง ๆ อยากให้สมาชิกเห็น ภาพรวมทั้งหมดของการแก้ปัญหาจราจรนะครับ แต่ด้วยระยะเวลาจำกัดนี่นะครับ ผมขออนุญาตเสนอให้เห็นภาพว่าข้อเสนอที่จะแก้ปัญหาจราจรให้ได้นั้น เพราะเชื่อว่าทุกคน อยากเห็นการแก้จราจรที่สัมฤทธิ์ผลนะครับ เพื่อให้มีการแก้ปัญหาจราจร ขอเวลานิดหนึ่งครับ ก็เกรงใจอยู่นะครับ แต่ถ้าไม่พูดให้ชัดเจนมันก็จะขาดเนื้อหาสาระของการจะแก้ปัญหา นะครับ เพื่อให้มีการแก้ปัญหาจราจรในเมืองใหญ่ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครตามที่รายงาน มาให้เป็นรูปธรรมและเกิดผลสัมฤทธิ์ได้กําหนดแผนการปฏิรูปไว้ ๒ ระยะ คือระยะที่แก้ ปัจจุบันนี้กับระยะอนาคตที่ยั่งยืนก็คือระบบรางอะไรทั้งหลาย แต่สิ่งหนึ่งที่จะเสนอที่มี รายละเอียดก็คือในปัจจุบันที่ประชาชนและทุกท่านเดือดร้อนอยู่ในปัจจุบันว่า เอ฿ะปัญหา จราจรที่พูด ๆ กันอยู่นี่ครับ เสนอมาในรายงานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปทั้งที่มันมีอะไรที่จะ พิเศษ มีอะไรที่จะแก้ปัญหาการจราจรได้อย่างเป็นรูปธรรมได้จริง ได้มากน้อยแค่ไหน เพียงไร เพราะฉะนั้นข้อเสนอดังกล่าวผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนก็รับฟังว่าสภาขับเคลื่อน จะเสนอแก้อย่างไรที่มันรถติดปัจจุบันติดโกลาหลนี่นะครับ ดังนั้นการเสนอการแก้ปัญหา จราจรที่ติดขัดให้มีสัมฤทธิ์ผลและเป็นรูปธรรมโดยเร็วก็คือ

๑. การแก้ปัญหาจราจรวิกฤตอย่างเร่งด่วน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาทั้งในทาง นโยบายและให้มีผลในทางกฎหมายที่ลดขั้นตอนจึงมีความจำเป็นต้องมีมาตรการ การแก้ปัญหาโดยเร็ว จึงขอเสนอให้พิจารณานะครับ ออกเป็นคำสั่งของคณะรักษาความสงบ แห่งชาติ หรือ คสช. ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว มาตรา ๔๔ เพื่อกำหนดมาตรการที่เด็ดขาด ในการแก้ปัญหาจราจรและเป็นรูปธรรมให้สัมฤทธิ์ผล ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้

๑. ให้จัดตั้งคณะกรรมการผู้ปฏิบัติงานการแก้ปัญหาจราจรมีพนักงาน เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงาน ๒๔ ชั่วโมง อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของคณะกรรมการจัดระบบ จราจรทางบก คือ คจร. ที่มีนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่รับมอบหมายเป็น ประธาน ซึ่งคณะกรรมการผู้ปฏิบัติงานนี้มีหน้าที่ปฏิบัติงานและแก้ไขปัญหาจราจร ในกรุงเทพมหานครและเมืองใหญ่ มีอำนาจประสานงานและสั่งการหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาจราจร รวมทั้งอนุกรรมการแก้ไขปัญหาจราจรประจำจังหวัด เพื่อการบูรณาการ การแก้ปัญหาจราจร โดยข้อสั่งการต่าง ๆ ให้หน่วยงานที่รับคำสั่งถือเป็นภารกิจเร่งด่วนและ ต้องรีบดำเนินการและปฏิบัติในทันที โดยการทำงานของคณะกรรมการผู้ปฏิบัติงานจะต้องมี การประชุมและติดตามอย่างต่อเนื่อง และเมื่อถนนสายใดเกิดการจราจรติดขัดหรือมีปัญหา เกี่ยวกับจราจร ให้คณะกรรมการปฏิบัติงานประชุมร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อตรวจสอบว่างแผนงาน วิเคราะห์แปัญหา กำหนดนโยบายและสั่งการเพื่อการแก้ปัญหา จราจรในถนนสายต่าง ๆ โดยให้มีอำนาจสั่งการเจ้าหน้าที่จราจรในพื้นที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ปัญหาจราจรร่วมกันให้สำเร็จผลในทันทีเมื่อเกิดปัญหาจราจร ไม่ใช่แก้ปัญหาในชั่วโมง เร่งด่วนเท่านั้น

๒. ให้จัดตั้งศูนย์แประสานงานกลางเพื่อแก้ปัญหาจราจรโดยมีหัวหน้าหน่วย ผู้ปฏิบัติงานการแก้ปัญหาจราจรในกรุงเทพมหานครและในเมืองใหญ่ เพื่อการแก้ปัญหา จราจรให้เป็นศูนย์แกลางการแก้ปัญหาจราจรตลอดต่อเนื่อง ๒๔ ชั่วโมง และเพื่อให้ ผู้รับผิดชอบปฏิบัติงานแก้ปัญหาจราจรอย่างจริงจัง โดยให้มีอำนาจสั่งการไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง เพื่อการแก้ปัญหาจราจรในพื้นที่ที่กำหนดไว้ดังกล่าว และเพื่อประสานงาน เจ้าหน้าที่จราจรในแต่ละท้องที่ และยังเป็นหน่วยงานที่สามารถรับแจ้งเหตุปัญหาจราจรจาก ประชาชน ประชาสัมพันธ์แข้อมูลข่าวสารการจราจรต่อประชาชน

๓. ยกระดับกองจัดการระบบจราจรทางบก โดยจัดบุคลากรให้เพียงพอ สอดคล้องกับภาระหน้าที่ ส่งเสริมให้การพัฒนาบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญในด้านจราจร เช่น การให้ทุนการศึกษา เนื่องจากปัญหาจราจรและความปลอดภัยเป็นปัญหาในหลาย ๆ ด้าน ซึ่งต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและกำลังอัตราในการแก้ไขปัญหา

๔. ให้หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบข้างต้นนำแผนปฏิรูประยะเร่งด่วน ไปดำเนินการทันทีตามอำนาจหน้าที่ โดยให้รายงานความคืบหน้าและข้อขัดข้องต่อ คณะกรรมการจัดระบบจราจรทางบกทราบทุก ๓ เดือน เพื่อให้แก้ปัญหาให้สามารถ ดำเนินการให้เป็นไปตามแผน และหากปัญหาเร่งด่วนให้เสนอรายงานได้ทันที

๕. ให้มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับจราจร ให้มีการบังคับใช้ กฎหมายที่เข้มขั้นโดยเร็ว เพื่อให้สอดคล้องกับรายงานฉบับนี้

๖. เพื่อให้แผนปฏิรูปการแก้ปัญหาจราจรสัมฤทธิ์ผลเป็นรูปธรรม ให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร หรือ สนข. เป็นผู้ติดตามแผนปฏิรูป แก้ปัญหาจราจรทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องรายงานผล ความก้าวหน้าและปัญหาอุปสรรค์ พร้อมแนวทางแก้ไขเสนอต่อ สนข. ทุกเดือนในปีแรก และทุก ๓ เดือนในปีถัดไป เพื่อให้ สนข. นำสรุปรายงานต่อคณะกรรมการจัดระบบจราจร ทางบก หรือ คจร. ทราบ

๒. ให้จัดตั้งกองทุนจราจร เพื่อนำเงินจากกองทุนใช้ในการสนับสนุนกิจกรรม และการจัดหาอุปกรณ์แจราจรในกรณีที่เป็นปัญหาเร่งด่วนที่จะต้องรีบเข้าแก้ไขโดยรายได้จาก กองทุนอาจมาจากเงินค้าปรับคดีจราจร ภาษีน้ำมัน หรือค่าธรรมเนียมรถติดซึ่งอาจเกิดขึ้น ในอนาคต

๓. เพื่อรองรับการเจริญเติบโตของเมืองในอนาคต รัฐจะต้องมีการวางแผน ล่วงหน้าที่ชัดเจนในทิศทางการเจริญเติบโตของเมือง การสร้างเมืองบริวารและผลกระทบ บริเวณร้อยต่อของเมืองที่อาจมีข้อจำกัดของโครงสร้างพื้นฐาน

๔. จัดทำแผนงานการแก้ปัญหาจราจร เมื่อเกิดปัญหาจราจร ให้สถานีตำรวจ ทุกพื้นที่จัดทำแผนงานการแก้ไขปัญหาจราจรในแต่ละพื้นที่ให้มีความชัดเจนต่อการแก้ปัญหา จราจรที่เกิดขึ้น พร้อมรายงานแจ้งคณะกรรมการผู้ปฏิบัติงานการแก้ปัญหาจราจรและ บก.จร. เพื่อทราบปัญหาและข้อเสนอการแก้ปัญหาในพื้นที่ต่าง ๆ

๕. การร่วมมือกันในการแก้ปัญหาจราจรในทุกกรณีที่มีปัญหาการจราจร โดยรวมหรือเป็นปัญหาสำคัญ ให้คณะกรรมการผู้ปฏิบัติงานและ บก.จร. ประชุมร่วมกัน เพื่อกำหนดมาตรการและแนวทางการแก้ปัญหา พร้อมทั้งแจ้งให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน จราจรให้ดำเนินการแก้ปัญหาจราจรอย่างจริงจังและต่อเนื่องกับการแก้ไขปัญหาจราจร ดังกล่าวให้บรรลุความสำเร็จ พร้อมทั้งให้อำนาจ เสนอให้มีมาตรการลงโทษทางวินัย กับเจ้าหน้าที่ที่หย่อนยานและละเลยการปฏิบัติหน้าที่อย่างจริงจัง

๖. เพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่แก้ปัญหาจราจรของพนักงานจราจรได้อย่างมี ประสิทธิภาพและสัมฤทธิ์ผล ให้เจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมการจราจรจะต้อง ๑. ให้มีการอบรม ให้ความรู้เจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมและกำกับการจราจรให้มีความเข้าใจแนวคิดและวิธีการ แก้ปัญหาจราจรที่ถูกต้องโดยผู้เชี่ยวชาญ ๒. เจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมและกำกับการจราจรจะต้อง สัมผัสและทำความเข้าใจกับปัญหาจราจรในพื้นที่ของตนเอง โดยกำหนดให้เจ้าหน้าที่จราจร ผู้ปฏิบัติงานขับรถในพื้นที่รับผิดชอบในช่วงเวลาการจราจรติดขัด เพื่อให้พบปัญหาจราจร เช่นเดียวกับที่ประชาชนได้พบตามที่ได้เรียนมาข้างต้นนะครับ ๓. เจ้าหน้าที่ผู้ควบคุม สัญญาณจราจรจะต้องมีประสบการณ์แค่วามรู้ในการจัดจราจรและกล้าตัดสินใจ ในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า อันนี้คือข้อย่อยนะครับ

๗. การรายงานการปฏิบัติหน้าที่เพื่อการแก้ปัญหาจราจร โดยในการปฏิบัติ หน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องและในหน่วยงานต่าง ๆ ให้รายงานการปฏิบัติหน้าที่ ปัญหาอุปสรรคในการแก้ปัญหา หรือหากไม่สามารถแก้ปัญหาจราจรได้ในขั้นตอนใด ให้ หัวหน้าหน่วยงานนั้นรับผิดชอบในการแจ้งรายงานให้คณะกรรมการผู้ปฏิบัติงานและ บก.จร. ได้ทราบถึงปัญหาและอุปสรรคในการแก้ปัญหาดังกล่าวทุกสัปดาห์ แต่หากเป็นเรื่องเร่งด่วน ให้รายงานได้ทันที

๘. ผลของการปฏิบัติหน้าที่ที่ไม่มีประสิทธิภาพ หากพนักงานเจ้าหน้าที่หรือ หัวหน้าหน่วยงานใดปล่อยปละละเลยไม่ใส่ใจหรือไม่รับผิดชอบในการแก้ปัญหาจราจร หรือไม่มีความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ผู้บังคับบัญชาหรือหัวหน้าหน่วยงานที่สูงกว่า รายงานให้คณะกรรมการผู้ปฏิบัติงานและ บก.จร. ได้ทราบตามความเป็นจริง โดยไม่มีอคติ หรือกลั่นแกล้งผู้ใด

๙. การสร้างผลสำเร็จของการปฏิบัติหน้าที่ในการแก้ปัญหาจราจร ให้คณะกรรมการผู้ปฏิบัติงานและ บก.จร. รายงานให้คณะกรรมการจัดระบบการจราจร ทางบก หรือ คจร. และรัฐบาลทราบ เพื่อพิจารณาปรับเปลี่ยน โยกย้ายเจ้าหน้าที่บุคคลอื่น ที่มีความสามารถมากกว่ามาดำเนินการแก้ปัญหาจราจรให้สำเร็จต่อไป

๑๐. การแก้ปัญหาจราจรในเมืองใหญ่อื่น ๆ นอกจากกรุงเทพมหานคร ก็จะมี ได้แก่ จังหวัดในเขตปริมณฑล และเมืองใหญ่อื่น ๆ เช่น นนทบุรี สมุทรปราการ สมุทรสาคร พัทยา เชียงใหม่ ขอนแก่น นครราชสีมา ภูเก็ตและเมืองอื่น ๆ ให้สำนักงานนโยบายและ แผนการขนส่งและจราจร หรือ สนข. เร่งแก้ไขปัญหาจราจรในเมืองใหญ่อื่น ๆ โดยใช้ แนวทางการแก้ไขปัญหาจราจรในกรุงเทพมหานครตามรายงานนี้เป็นต้นแบบ ในการแก้ปัญหาโดยเร็ว โดย ๑. ศึกษาสภาพปัญหาจราจรในแต่ละพื้นที่อย่างชัดเจน ถึงสาเหตุที่ทำให้จราจรติดขัด ๒. น้ำแนวทางที่ได้ศึกษาจากรายงานนี้ไปปรับใช้ให้สอดคล้อง กับบริบทของพื้นที่ของแต่ละจังหวัดและแต่ละเมือง ๓. จัดแผนการแก้ไขปัญหาทั้งระยะ เร่งด่วนและระยะยาวที่ยั่งยืน นำเสนอคณะกรรมการจัดระบบงานจราจร หรือ คจร. เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไปนะครับ อันนี้ก็คือเป็นส่วนที่อนุกรรมาธิการได้ศึกษาพร้อม แนวทางการแก้ปัญหาจราจรที่ติดขัดในปัจจุบันอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเชื่อได้ว่าหากได้มี การดำเนินการนี่นะครับ เอาแนวทางข้อเสนอตามรายงานนี้พร้อมรวมถึงความเห็นของท่าน สมาชิกที่เป็นประโยชน์แนำไปปฏิบัตินี่นะครับ ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาจราจรได้ไม่มากก็น้อย แต่เชื่อได้ว่าถ้าสามารถปฏิบัติได้ตามรายงานนี้แล้วทำหน้าที่อย่างเต็มที่เต็มกำลังนะครับ การจราจรในกรุงเทพมหานครและเมืองใหญ่อื่น ๆ ก็จะบรรเท่าเบาบางลงได้มากครับ ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตนแ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ท่านประธานอนุกรรมาธิการกรุณาอ่านข้อเสนอแนะทั้งหมดให้เรารับทราบแล้ว นะคะ ดิฉันมีรายชื่อผู้ขออภิปรายอยู่ ๒ ท่าน เดี๋ยวท่านจะขออภิปรายหรือท่านจะหารือคะ อภิปรายใช่ไหมคะ อภิปรายกรุณาส่งรายชื่อ เพราะดิฉันมีอยู่ ๒ ชื่อแล้วนะคะ คือท่านปานเทพ กล้าณรงค์แราญ และ พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน ท่านกรุณาส่งชื่อต่อ เป็นท่านที่ ๓ แล้วก็ท่านไหนที่จะอภิปรายต่อกรุณาส่งชื่อนะคะ วันนี้เรามีอาหารเย็นเลี้ยงค่ะ ขอเชิญท่านแรกนะคะ ท่านปานเทพ กล้าณรงค์แราญ ท่านประธานกรรมาธิการวิสามัญ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปูองกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ อดีตประธานกรรมการปูองกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติค่ะ เชิญค่ะ

นายปานเทพ กล้าณรงค์แราญ 🔗

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม นายปานเทพ กล้าณรงค์แราญ สปท. ๙๗ นะครับ ผมขออนุญาตอภิปรายรายงานเกี่ยวกับ เรื่องการแก้ไขปัญหาการจราจรในเมืองใหญ่นะครับ ของคณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อน การปฏิรูประบบความปลอดภัยทางถนนของ สปท. นะครับ ผมเห็นว่ารายงานฉบับนี้ มีความครอบคลุมมากเลยนะครับ ทั้งทางด้านของเทคนิค แผนงาน ตลอดจนข้อเสนอแนะ ต่าง ๆ ครบถ้วนหมดแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราสามารถทําได้อย่างที่ท่านประธานเสรีว่า นะครับ ถ้าทำได้ตามนั้นผมคิดว่าการจราจรของเราก็จะลดบรรเทาความติดขัดไปได้ อย่างมากทีเดียว ขณะนี้เรื่องการจราจรของเราเราก็ทราบดีว่าเราเรตติง (Rating) ไม่ทราบที่ ๑ แล้วใช่ไหมครับ ของในทั้งหมดนี้นะครับ เมื่อก่อนเข้าใจว่าจะเป็นเม็กซิโกใช่ไหมครับ เดี๋ยวนี้ ก็เป็นของเราแล้วนี่นะครับ เพราะฉะนั้นเราก็จะมีปัญหาต่าง ๆ มากมาย รายงานฉบับนี้ ได้พูดถึงเรื่องของระบบส่วนใหญ่นะครับ ระบบทั้งด้านของสตรักเจอร์ (Structure) ทั้งด้าน อะไรต่าง ๆ ครบถ้วนหมดแล้ว ผมคิดว่าอย่างนั้นนะครับ ผมลงมาถึงเรื่องเล็ก ๆ อีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องเกี่ยวกับเรื่องประชาชน ผมคิดว่าประชาชนต้องเข้ามามีส่วนร่วมด้วยช่วยกันที่เขา พูดกัน อย่างมากทีเดียว ร่วมตั้งแต่เรื่องวินัยจราจร ถ้าไม่มีวินัยจราจรมันแก้ไม่ได้หรอกครับ นี่เราออกไปเราขับรถมันก็เห็นว่าขับกันแซงซ้ายปุายขวาอะไรต่าง ๆ นะครับ เพราะฉะนั้น เรื่องวินัยจราจรต้องอยู่ในจิตสํานึก ประเทศที่เขาแก้ไขได้แล้วนี่เขามีเรื่องนี้นะครับ ถ้าไม่มี มันแก้ไม่ได้ ไม่ว่าจะพูดอย่างไรก็แล้วแต่ มันไม่ได้หรอกครับ

แล้วก็อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องจิตสำนึกในการที่จะแก้ไขปัญหาร่วมกันต่าง ๆ ผมเห็นว่ารายงานฉบับนี้ได้พูดถึงเรื่องของหน่วยงาน องค์แกรอะไรต่าง ๆ ครบถ้วนหมด ทุกอย่าง ดีหมดนะครับ ทีนี้อยู่ในประชาชนนี่ละ โดยตัวของตัวเองอินดิวิดวล (Individual) จะต้องเข้ามาร่วมกัน ร่วมด้วยช่วยกันอย่างที่ว่านะครับ อย่างประการแรก ๆ ที่ผมคิดว่า ควรจะเป็นหน้าที่เลยของประชาชนทุกคน คือหน้าที่ในการแจ้งเหตุเวลามีเหตุจราจร อะไรต่าง ๆ ให้ทันต่อเหตุการณ์และมีความชัดเจนในการระบุสถานที่นะครับ สถานที่เกิดเหตุ ต่าง ๆ อันนี้ผมคิดว่าสำคัญ แล้วก็สิ่งที่จะแก้ไขได้มากที่สุดก็คือเครื่องไม่เครื่องมือที่เรามีอยู่ โทรศัพท์แมือถืออะไรต่ออะไรนี่เราก็แจ้งไปนะครับ ถึงแม้ว่าท่านกรรมาธิการจะบอกว่า อาจจะไม่เรียลไทม์ (Real time) มันก็ยังดีนะครับ เราแจ้งไปมันก็จะมีศูนย์แมีอะไรก็แล้วแต่ นะครับ มีระบบที่ท่านเรียกว่า ไอทีเอส (ITS) อะไรนี่เข้าไปช่วยและเขาก็จะแจ้งศูนย์ไป และผมคิดว่าสิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า ต้องมีโมบายยูนิต (Mobile Unit) โมบายยูนิต (Mobile Unit) ของจราจรต้องเข้าไปเลย โดยใช้จักรยานนะครับไม่ได้ใช้รถยนต์ รถยนต์ ก็ไม่ได้นะครับ เข้าไปช่วยคลี่คลายปัญหาต่าง ๆ ผมก็คิดว่าเหล่านี้จะช่วยได้มากทีเดียว หน่วยงานต่าง ๆ จะต้องมีข้อมูลที่จะเข้ามาช่วยเหลือ แล้วก็หน่วยสาธารณะต่าง ๆ ซึ่งขณะนี้ เราจะเห็นว่าที่เราติดใจกันตลอดเวลาก็คือ จส.๑๐๐ จส.๑๐๐ นี่จะให้ข้อมูลปัญหาเรื่อง การจราจรอย่างดีมาก ผมคิดว่านอกจากนั้นยังมีสถานีที่เกี่ยวกับการจราจรต่าง ๆ เอฟเอ็ม ๙๑.๕ (FM.91.5) อะไรต่ออะไรพวกนี้นะครับ โดยให้ข้อมูลในลักษณะที่เป็น เขาเรียกเป็น อินฟอร์เมชัน แอนด์ อินเตอร์แอ็กชัน (Information and interaction) นะครับ ข้อมูลต่าง ๆ เพิ่มระบบการ เมื่อสักครู่ผมพูดแล้วนะครับ ว่าระบบการแจ้งโดยประชาชนต่าง ๆ โดยใช้ระบบ ที่ตัวเองมีอยู่ แล้วก็เป็นการแจ้งแบบเรียลไทม์ (Real time) ไปเลยนะครับ โดยที่หน่วยงาน ต่าง ๆ ต้องช่วยกันออก เขาเรียกว่าเป็นแอปพลิเคชันโปรแกรม (Application Program) ที่จะช่วยให้สามารถจะส่งข้อมูลสัญญาณต่าง ๆ ข้อความรูปการเคลื่อนไหวในระยะสั้น ๆ ต่าง ๆ ส่งให้กับหน่วยงานที่ปฏิบัติต่าง ๆ ในการที่จะช่วยแก้ไขปัญหาจราจร ตลอดจนปัญหา เราก็จะไปเชื่อมโยงกับที่เราได้เสนอไปแล้ว คือเรื่องอุบัติเหตุ แพทย์แฉุกเฉินอะไรพวกนั้น นะครับ มันจะเกี่ยวข้องเป็นลูกโซ่กันหมด ผมคิดว่าตรงนี้สําคัญนะครับ แล้วก็ตํารวจจราจร น่าเห็นใจมาก เพราะฉะนั้นต้องให้เครื่องมือเครื่องไม่ท่านนะครับ อุปกรณ์ในการแก้เกี่ยวกับ เรื่องระบบความปลอดภัย ระบบอะไรก็ไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องสุขภาพอนามัยจะต้องให้เขา ไม่ใช่ ว่าจะใช้เขาอย่างเดียว แล้วก็เครื่องไม่เครื่องมือต่าง ๆ เป็นลักษณะโมบายยูนิต (Mobile Unit) ให้เขาเข้าไปเลย เราเห็นมีโครงการจราจรตามพระราชดำริใช่ไหมครับ เข้าไปช่วย ต่าง ๆ ช่วยคนที่ประสบอุบัติเหตุ ช่วยคุณแม้เวลาจะคลอดได้อย่างดีมากนะครับ เพราะฉะนั้นเราใช้พวกอันนี้ครับ ผมเน้นก็คือเรื่องของประชาชน ประชาชนจะต้องมีจิตสำนึก ประชาชนต้องเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของทุกคนจะต้องช่วยกัน เรื่องวินัย เรื่องจิตสำนึกต่าง ๆ นะครับ ผมคิดว่าต่าง ๆ คลี่คล้ายได้ ส่วนรายงานนี้ผมเห็นว่าดีมาก ครอบคลุมหมดทุกอย่าง เสริมพวกนี้เข้าไปในตัวของอินดิวิดวล (Individual) ก็จบแล้วนะครับ ขอบคุณมากครับ ท่านประธาน

นางสาววลัยรัตนแ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง 🔗

ขอบคุณค่ะ ท่านต่อไปเชิญท่าน พลตำรวจโท อำนวย นิ่มมะโน อดีตผู้บัญชาการ ตำรวจภูธรภาค ๑ ค่ะ

พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน : กราบขอบพระคุณครับ ผม พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน สมาชิกลําดับ ๑๙๗ ไม่ใช่ว่าผมอยากจะพูดและอยากจะอภิปรายทุกเรื่อง แต่บังเอิญมันเป็นเรื่องที่ผมต้องอภิปรายครับ ทั้ง ๆ ที่ผมเองเป็นกรรมาธิการชุดนี้อยู่ด้วย แล้วก็ได้ฝากไปแล้ว แต่ในเอกสารยังไม่มีเลยต้องลุกมาอภิปราย คจร. บก.๐๒ เราเอา กรุงเทพฯ เป็นหลักแล้วกันนะครับ การจราจรในเมืองหลวง ถ้ากรุงเทพฯ แก้ปัญหาได้ เราจะแก้ปัญหาการจราจรได้ทั่วทั้ง ประเทศ ทั่วโลกเลยอย่างนั้นครับ เพราะปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ สลับซับซ้อน ที่ผม กล้าลุกขึ้นมาอภิปรายเรื่องจราจรเพราะผมได้รับการคัดเลือกเป็นสารวัตรจราจรดีเด็น ของกรมตำรวจ เดี๋ยวเลิกจากสภานี้ไปนะครับ ท่านออกไปข้างนอกสภาเลี้ยวซ้ายขึ้น สะพานกรุงธน ท่านจะพบว่าบนสะพานกรุงธนเข้าปรับให้ออกนอกเมืองไป ๓ ช่อง เข้ามา เพียงช่องทางเดียว นั่นคือผลงานของผมเมื่อปี ๒๕๓๕ ต่อมาได้ขยายไปสะพานสมเด็จ พระปิ่นเกล้า ต่อมาได้ขยายไปบนสะพานลอยฟูา ผมกำลังพูดว่าแก้ปัญหาการจราจร เหมือนกับการเทน้ำครับ ถ้าเทน้ำไปแล้วไปเจอคอขวดไปเจอปากขวดมันก็ออกพร้อมกันไม่ได้ แปลว่าต้องทยอยออก ผมกำลังอธิบายว่าจะต้องนำรีเวิร์แสซิเบิลเลน (Reversible Lane) มาใช้ แล้วต้องใช้ให้ครอบคลุมทั้งกรุงเทพมหานครครับ ตอนเช้ารถเข้ามาก ช่องทางมี ๔ ช่องทาง เข้า ๒ ออก ๒ แต่รถเข้ามากกว่ารถออก ก็ปรับให้เข้า ๓ ออก ๑ ครับ ข้างใน ก็ต้องรับอย่างนั้นครับ ตอนเย็นออกมากเข้าน้อย ก็ปรับให้ออก ๓ เข้า ๑ ผมทำตรงนี้ครับ ผมได้เป็นจราจรดีเด็น รีเวิร์แสซิเบิลเลน (Reversible Lane) เป็นหนึ่งในการแก้ปัญหา การจราจรที่รถมากกว่าท้องถนน แต่ต้องทำให้ครอบคลุมทั้งพื้นที่ นั่นอันที่ ๑ นะครับ

เมื่อครอบคลุมทั้งพื้นที่แล้วอีกอันหนึ่งครับ ที่ท่านยังไม่มีก็คือการจราจร ตะเข็บร้อยต่อครับ บก.๐๒ ฟังเฉพาะปัญหาใน กทม. พอหลุดออกไปนนทบุรี สมุทรปราการ ปทุมธานี ชลบุรี มีปัญหาการติดต่อแล้วครับ ผมให้ดูตัวอย่างนิดเดียวครับ ข้ามสะพานกรุงธน ของผมเมื่อกี้ออกไป ๓ เลน (Lane) วิ่งปรืดเลยครับ พอไปถึงกลับรถท่านจะไปบางกรวย ปัจจุบันคือไปขึ้นทางด่วนศรีรัชตรงรถไฟฟูาบางบำหรุ ท่านจะตกใจเลยครับ ท่านไป ๓ เลน (Lane) ตรงนั้นบีบเหลือเลน (Lane) เดียวเพราะเป็นนนทบุรี เขาไม่ฟัง บก.๐๒ การประสานงานไม่มี ทางด่วนศรีรัชที่ขึ้นที่สถานีรถไฟฟูาบางบำหรุขาดทุนแน่นอนครับ ผมไปยืนนับอยู่ ครึ่งชั่วโมงขึ้น ๗ คันไม่เจ฿งหรือครับ เพราะรถมันติดครับ เพราะรถมันติดครับ จะไปขึ้นทางด่วนขึ้นไม่ได้ การประสานงานการจราจรในตะเข็บร้อยต่อเป็นเรื่องสำคัญครับ ต้องทำเลยครับ ในนี้ก็ยังไม่ชัดเจนนะครับ

เรื่องต่อไปครับ เรื่องที่ ๓ ผมมีอยู่ ๓-๔ เรื่อง ๕ เรื่องเท่านั้นเองครับ การขอ คืนพื้นที่ครับ ไม่ใช่การกระชับพื้นที่นะครับ เราต้องยอมรับว่าเส้นทางหลัก เส้นทางหลวง เส้นทางใหญ่ในกรุงเทพฯ มีการก่อสร้างเกือบทุกเส้นทาง ฝั่งธน จรัญสนิทวงศ์แสร้างหมดเกือบ ทั้งหมด พหลโยธินยาวเหยียดเลยครับกำลังก่อสร้าง สิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาก็คือระหว่าง การก่อสร้างรถติดใช้ยอมรับ รับได้ แต่ขณะนี้มีอยู่หลายเส้นทางครับ หมดความจำเป็นที่จะ ใช่พื้นผิวการจราจรแต่ไม่คืนครับ ท่านไปกับผมอีกครับ ท่านไปถึงแยกบางพลัดท่านเลี้ยวขวา จะไปพระราม ๖ ครับ ถนนจรัญสนิทวงศ์เส้นนั้นครับ สร้างรถไฟฟูาอยู่ครับ คนงานจีบกัน ตั้งแต่เริ่มสร้างรถไฟฟูาแล้วเอาตู้คอนเทนเนอร์ (Container) แทนที่จะไปเช้าที่ให้คนงานอยู่ ก็มาอยู่ในถนนตรงเกาะกลางครับ หมดความจำเป็นแล้วตู้คอนเทนเนอร์ (Container) ยังเรียงเป็นบ้านพักคนงานครับ ตั้งแต่จีบกันจนเดี๋ยวนี้ลูกเข้าโรงเรียนแล้วครับ ยังอยู่ครับ ท่านไปยกตู้ค่อนเทนเนอร์ (Container) ออกได้อีก ๒ ช่องทางครับ ตอนนี้ท่านขับรถไป เส้นนั้นนะครับ รถเมล์แจอดท่านต้องจอดตามครับ เพราะไม่มีเลน (Lane) เดิมทีเดินทาง ๑๕ นาที ตอนนี้ชั่วโมงครึ่งครับ จากบางอ้อมาบางพลัดเอาตู้คอนเทนเนอร์ (Container) ออกแล้วออกให้ทั่วทั้ง กทม. ออกให้ทั่วทั้งประเทศที่มีการก่อสร้าง คืนพื้นผิวการจราจรให้ ประชาชนครับ ทันทีเลยครับ แล้วเอามาทำรีเวิร์แสซิเบิลเลน (Reversible Lane) ที่ผมว่าครับ ๒ อย่างประกอบกัน ต้องเด็ดขาดครับ ถ้าไม่เด็ดขาดไปไม่รอดครับ ผมบอกความจริงให้ก็ได้ ว่าทำไมที่บางกรวยบีบจาก ๓ เหลือ ๑ ความจริงคือมีหมู่บ้านจัดสรรอยู่หมู่บ้านหนึ่งครับ เขาบอกว่าเขาเคยออกมาแล้วเขาข้ามมา ได้เลยก็คือข้ามทางรถไฟแต่ต่อไปนี้เขาต้องวิ่งวันเวย์ (One-way) ไปอีก ๒ ชั่วโมงกลับรถ เขาไปฟูองศาลปกครองครับ แล้วไปฟูองให้การรถไฟสร้างเกือกม้าให้เขาก่อนครับ แล้วอย่ารอเกือกม้าเลยครับ เพราะกฎหมายการรถไฟเขาจะไม่ลงทุนอะไรที่ไม่เกี่ยวกับเขา ก็คือสถานีรถไฟ ร่างรถไฟ และตัวรถไฟครับ ที่รถไฟเขายังไม่สร้างโรงแรมเลยครับให้ไปเช่า ทำโรงแรมครับ ฉะนั้นชาตินี้ทั้งชาติครับถ้ากลัวตรงนี้อยู่นะครับ ผมให้ดูตัวอย่างความเด็ดขาด ในการแก้ปัญหาการจราจรครับ เพิ่งออกทีวี (TV) เร็ว ๆ นี้เองครับ ถนนเส้นหนึ่งใน กรุงปารีสครับ ริมแม่น้ำแซน ถ้าผมจำไม่ผิด นายกรัฐมนตรีของกรุงปารีสหรือผู้ว่าบอกว่า ถนนเส้นนี้รถติดมาก เมื่อรถติดมากเขาบอกอย่าวิ่งกันเลยเอาทรายมาลงดีกว่า ปิดถนน เส้นนั้นเอาทรายมาลงทำเป็นสถานที่ตากอากาศริมแม่น้ำแซน เขาบอกว่าได้ประโยชน์ มากกว่านั่นคือประโยชน์แสาธารณชนครับ เพราะฉะนั้นวันเวย์ (One-way) ทูเวย์ (Two-way) แล้วถ้าเกิดประโยชน์แกับสาธารณชน หมู่บ้านจัดสรรแห่งเดียวที่เดียว หรือห่างสรรพสินค้าแห่งเดียวที่เดียวถ้ามัวเกรงใจกันอยู่ทุกวันนี้รถติดเพราะเกรงใจก็มีครับ ไปยอมในสิ่งที่ไม่ควรยอมต้องเด็ดขาดครับ

อีกเรื่องหนึ่งครับ การให้ประชาชนมีส่วนร่วม ในกรรมาธิการในเรื่องของ อุบัติเหตุ อุบัติภัยในท้องถนน เราบอกแล้วว่าเราจะต้องขอความร่วมมือไฟต์ (Fight) ต่อไป คือบังคับให้รถทุกคันติดกล้องเอากล้องนั้นมาใช้ประโยชน์แกับการแก้ปัญหาการจราจรด้วย ให้ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาการจราจรติดขัดด้วยการใช้กล้องที่ติดที่รถ นั่นละครับ ใครจอดข่าวแดง ใครจอดในที่ห้ามจอด ตำรวจคนแรกของโลกก็คือประชาชน นี่ละครับ ให้ประชาชนมีส่วนร่วมครับ โดยใช้ภาคสื่อ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนประโคมข่าว เลยครับ ทุกคนจ้องจับผิดกับคนที่ฝุาฝืนกฎจราจรและทำให้การจราจรติดขัดหรือ เกิดอุบัติเหตุจราจรมันจะได้พร้อมกันครับ

สุดท้ายเลยครับ ได้ข้าวว่ามีกเวยเตี๋ยวหลอดนะครับ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ได้ลงมาเห็นปัญหาการจราจรเพราะข้าวออกมาว่าประเทศไทยเป็นแชมป์ (Champ) ระดับ ท็อปไฟวแ (Top five) ของโลกที่รถติดโดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ก็เลยคิดจะระบายคนทางน้ำเริ่มแล้วที่คลองผดุงกรุงเกษม เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการ ชุดนี้ควรจะยื่นมือไปถึงทางน้ำด้วยครับ ทีนี้พอไปถึงทางน้ำนี่ผมขออนุญาตเลยครับ ต้องพึงระมัดระวังทั้ง ๒ อย่าง ก็คือในเรื่องความปลอดภัย ผมเองทำคดีโปฺะล้มที่ท่าพร้านนก เล่าให้ฟังสั้น ๆ นิดหนึ่งครับ แล้วจะเห็นภาพแบบไม่อยากจะเห็นและคิดไม่ถึงทีเดียวครับ โปฺะที่ล้มวันนั้นที่ท่าพรานนกรับน้ำหนักได้ ๓๐๐ คน แต่คนลงไปเพียง ๑๐๐ คน โปฺะล้ม ผมสั่งฟูองครับ ศาลฎีกาลงครับ รับน้ำหนักได้ ๓๐๐ คน ลงไป ๑๐๐ คน โปฺะล่มไม่น่าจะเป็น ประมาท ปรากฏว่า ๑๐๐ คน เดินเทกันไปที่ขอบโปฺะเพื่อลงเรือ ๓๐๐ น้ำหนักที่รับได้ บนโปฺะจะต้องเป็นการกระจายยืนบนโปฺะครับ ไม่ใช่อยู่จุดเดียว ยืนทั่วโปฺะ ๓๐๐ คน แต่นี่ ๑๐๐ คน เทเพื่อแย้งกันลงเรือ ในขณะเดียวกันคนในเรือก็เหยียบแคมโปฺะขึ้นมาเพื่อขึ้นเรือ ๑๐๐ คนลง ๑๐๐ คนขึ้น ๒๐๐ คนเหยียบแคมโปฺะ โปฺะพลิกคว่ําอันตรายมากครับ ผมไป ลงโปฺะที่ท่าพร้านนกผมต้องดูโซ้ ดูเชือกครับ ผมกำลังพูดถึงความมั่นคงแข็งแรงสมบูรณ์ ของโปฺ๊ะ ของท่าเรือ ของเรือ เมื่อเร็ว ๆ นี้คลองแสนแสบเรือใช้แก๊฿สระเบิดเสียชีวิต บาดเจ็บ เพราะฉะนั้นกรรมาธิการชุดนี้ช่วยต่อยอดไปถึงการจราจรทางน้ำด้วยครับ จริง ๆ แล้ว การจราจรทางน้ำมีมานานแล้วครับ วิ่งตั้งแต่นนทบุรี ตั้งแต่ปทุมธานีมาครับ มาเรื่อยเลยครับ มีหลายบริษัทด้วยครับ ดูไปให้พร้อมกัน ที่จริงเรื่องนี้ผมพูดไว้ตั้งแต่เริ่มที่จะมีเรื่องการจราจร ผมบอกให้โยงไปการจราจรทางน้ำด้วย วันนี้ผมต้องกลับมาพูดเรื่องนี้อีกครับ เพราะ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีกําลังดําริให้ทำเรื่องนี้ อย่างจริงจังมันช่วยได้เยอะจริง ๆ ครับ ลูกชายผมเรียนโรงเรียนส่วนกุหลาบ บ้านผมอยู่ บางกรวย ลงเรือจากบางกรวยไปส่วนกุหลาบไปขึ้นที่ปากคลองตลาดใช้เวลา ๑๕ นาทีครับ ไปรถยนต์แชั่วโมงครึ่ง ชั่วโมงสี่สิบครับ อันนั้นเร็วสุดนะครับ เพราะฉะนั้นผมว่าการจราจร ทางน้ำกับกรุงเทพมหานครเป็นสิ่งที่เอื้อกันแน่นอนครับ และช่วยการจราจรทางบกด้วยครับ เพราะเราจะไปสร้างถนน เราจะไปสร้างลอยฟูาขึ้นมาอีกเราจะอะไรคงลำบากแล้วละครับ ดังนั้นก็ควรจะทำไปให้ครบวงจรครับ ด้วยความเคารพครับ ขอบคุณครับ

ขอบคุณค่ะ มีรายชื่อเพิ่มมาเพียงท่านเดียวนะคะ คือท่านจินดา วงศ์แสวัสดิ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลำปาง เรียนเชิญค่ะ

นายจินดา วงศ์แสวัสดิ์ 🔗

ขอบคุณท่านประธานครับ ผม จินดา วงศ์แสวัสดิ์ สปท. หมายเลข ๒๖ มีเรื่องสั้น ๆ อยากเรียนท่านประธานไปถึงคณะกรรมาธิการ คือก่อนอื่น ต้องขอขอบคุณกรรมาธิการที่ได้ทำเรื่องเกี่ยวกับแก้ปัญหาจราจร โดยเฉพาะที่เสนอมานี่ ส่วนใหญ่เป็นของกรุงเทพฯ แต่ว่าเชื่อว่ากฎเกณฑ์แที่ท่านเสนอมานี้ถ้าออกตามนี้จะมีผลไปทั้ง ประเทศด้วยนะครับ ผมขอพูด ๒ ประเด็นสั้น ๆ ไม่นานมาก ไม่รบกวนเวลา

ประเด็นเรื่องวินัยที่ท่านกรรมาธิการได้เรียนให้ทราบ อันนี้ก็เป็นเรื่องจริง เพราะว่าวินัยเป็นเรื่องสำคัญเป็นกติกาของสังคมทุก ๆ เรื่องวินัย แต่บ้านเรามักจะทำอะไร ที่มันฝุาฝืนวินัย ยกตัวอย่างอย่างที่ขออนุญาตเอ่ยชื่อ ท่านอำนวย นิ่มมะโน พูดเมื่อกี้ กรณีปล่อยรถ ๓ เลน (Lane) และเป็น ๔ เลน (Lane) และขาเข้าเหลือเลน (Lane) เดียว อย่างนี้ ท่านจะสังเกตเห็นนะครับว่าปกติธรรมดาเราจะวิ่ง ๓ เลน (Lane) กลับ ๓ เลน (Lane) ๓ เลน (Lane) ไป ๓ เลน (Lane) กลับ แต่ถึงเวลาช่วงหนึ่งท่านปล่อย ๔-๕ เลน (Lane) และกลับมาเลน (Lane) เดียว โอเค (Okay) ครับ ระบายรถได้ แต่ท่านเชื่อไหมครับ ว่าบางจุดที่ทำแบบนี้ก็เกิดปัญหาด้วยความเคยชิน เพราะกติกาเราปกติเราใช้ ๓ เลน (Lane) ไป ๓ เลน (Lane) กลับ พอเย็นปฺุบท่านให้วิ่ง ๕ เลน (Lane) ยังไม่พอ เหลือเลน (Lane) เดียวให้วิ่งส่วน พอเวลาปี๊ดสัญญาณไฟเขียวออกปฺุบตำรวจปล่อยปฺุบไปหมดเลยครับ ข้างหลัง แซงไปหมดเลยครับ เต็ม ๖ เลน (Lane) หมดเลย เพราะอะไรถึงเป็นอย่างนั้นรู้ไหมครับ เพราะในทางปฏิบัติผู้ปฏิบัติไม่เข้าใจ เพราะท่านทำอย่างนี้ปฺุบพอถึงเวลากลางวันปฺุบ เวลารถ ติดยาวหน่อย ผมก็มันไปเลน (Lane) ขวาได้ผมก็ไปสิ ผลสุดท้ายมันก็กลายเป็นนิสัย นี่คือ วินัยครับ มันก็เป็นผลกระทบทางอ้อมอีกด้านหนึ่ง ถ้าเราไม่ทำอะไรที่มันเป็นมาตรฐาน ไปตลอดนะครับ ถึงเวลาท่านมือใครยาวสาวได้สาวเอา ใครแซงได้ก็แซง ใครไปเลน (Lane) ขวาได้ไป ถึงเวลาไฟเขียวแล้วนี่ครับ มันไม่มีกติกา กติกามันถูกเปลี่ยน เปลี่ยนโดยไม่รู้ตัว ถึงเวลาพอรถติดปฺุบผมเปลี่ยนกติกาแล้ว ไปได้นี่ทุกทีก็ไป ขึ้นไปเลน (Lane) ขวาหน่อย เลน (Lane) ส่องเลน (Lane) เบียดไปเลยได้ ทุกวันเป็นอย่างนี้ครับ อันนี้คือการสร้างวินัย นะครับ การสร้างวินัยเราต้องสร้างให้เป็นกติกาที่มันไม่มีเปลี่ยนครับ ช่องไหนช่องนั้นถ้าท่าน บอกว่าวิ่ง ๔ เลน (Lane) ท่านก็ต้องวิ่งเวลานี้เท่านั้นเวลาอื่นวิ่งไม่ได้ อันนี้พอตํารวจไม่อยู่ พอรถติดกลางวันกลายเป็นนิสัย ไม่ใช้วินัยครับ ผมไปเลน (Lane) ๔ เลน (Lane) ๕ ผมไปได้ ผมไปเลยไฟเขียวปฺุบ โอเค (Okay) ไฟเขียวปฺุบแทนที่ผมจะไป ๓ เลน (Lane) ปกติ ผมอยู่ ข้างหลัง อย่างนั้นไม่ทันแน่ ผมไปเลน (Lane) ที่ ๔ เลน (Lane) ที่ ๕ ไปเลย ใช่ไหมครับ มันสับสนไปหมดแล้วเพราะมันไม่มีกติกาแน่นอนแล้ว เพราะกติกามันเปลี่ยนเมื่อไรไม่รู้ อันนี้ คือวินัยเรื่องแรกที่ผมอยากจะฝากกรรมาธิการนะครับว่า ทำอย่างไรถ้าท่านจะเปลี่ยน ช่องทาง ท่านต้องกำหนดเวลาว่าเวลานี้ถึงเวลานี้เท่านั้นวิ่งได้ ๔ เลน (Lane) นะ นอกนั้น ไม่ได้ ถ้าเกินมาปฺุบต้องมีเจ้าหน้าที่พนักงานจับทันที อันนี้เราก็ไม่มีครับ ถึงเวลากลางวัน ก็แซงกันไปไม่มีใครจับ เพราะตํารวจไม่อยู่นี่นะครับ มันก็กลายเป็นเรียกว่าสับสนอลหม้าน หมดเลยทุกวันท่านไปดูได้ทุกเลน (Lane) ท่านออกสภาท่านเลี้ยวขวาก็ได้ครับ ไม่ต้องเลี้ยวซ้ายขึ้นสะพาน เลี้ยวขวาไปหน้าพระรูป ท่านก็จะเห็น ขึ้นพระราม ๘ ขึ้น ๒ เลน (Lane) วิ่ง ๔ เลน (Lane) ตำรวจกำหนด ๔ เลน (Lane) ครับ แต่ไฟเขียวปฺุบ ๖ เลน (Lane) ครับ ท่านไปดูได้ แล้วมันจะไปได้อย่างไร ไปไม่ได้ครับ ผลสุดท้ายมันไปไม่ได้มันก็ไปอัด อัดทําอย่างไรครับ ตํารวจก็ต้องระบายไปให้ได้ หมดก่อน อีก ๒-๓ เลน (Lane) มาไม่ได้ เพราะว่าฝั่งนี้เต็มหมดแล้ว ก็ติดฝั่งโน้นครับ อันนี้ คือเรื่องของวินัย มันต้องมีมาตรฐาน อันนี้ฝากอีกข้อหนึ่ง

ข้อที่ ๒ นะครับ ที่ทางกรรมาธิการไม่ได้พูดเลยในนี้ ก็คือการเพิ่มเบี้ยปรับ จราจร ผมเห็นด้วยที่ท่านจะเพิ่มค่าปรับจราจรจาก ๕,๐๐๐ บาท ๒,๐๐๐ บาท ๑,๐๐๐ บาท เป็น ๑๐,๐๐๐ บาท ๒๐,๐๐๐ บาทอยู่ในนี้ เป็น ๕,๐๐๐ บาท เป็น ๘,๐๐๐ บาท เป็น ๑๐,๐๐๐ บาท กรรมาธิการไม่ได้รายงาน ผมเห็นด้วยครับ เพิ่มให้มากผมก็ชอบครับ ไม่มีปัญหา แต่มันมีประเด็นปัญหาตามมาอีกประเด็นหนึ่งครับ ที่ผมอยากจะฝากทาง กรรมาธิการก็คือค่าปรับจราจรสินบนนำจับ ท่านทราบไหมว่าสินบนนำจับจราจรเท่าไร ถ้าผมจำไม่ผิดนะครับ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ค่าชี้เบาะแส้อีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์เป็น ๗๐ เปอร์เซ็นต์ เข้าหลวง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าผมจำไม่ผิดนะครับ อันนี้ถ้าผิดก็ขออภัยครับ ก็คิดดูสิครับ เหตุการณ์แบบนี้มันเกิดมานานนะครับ กรุงเทพฯ ท่านอาจจะไม่เห็นแต่ต่างจังหวัดเขามี เปูาเลยว่าวันนี้จราจรคนหนึ่งต้องจับได้กี่ราย เพราะว่าสินบนน้ำจับมันล์อใจจนชาวบ้าน เขาพูดกันบอกว่าปล้นแบบถูกกฎหมายครับ ถ้าท่านจะเพิ่มเบี้ยปรับแบบนี้ขึ้นมาอีก ผมขออนุญาตท่านประธานนะครับ ขอท่านกรรมาธิการขอให้เสนอว่าให้ยกเลิกค่าสินบน นำจับจราจรครับ เพราะเงินเดือนมี ค่าเบี้ยมี เพราะว่าไม่ได้เข้าหลวง ชาวบ้านบางทีไม่รู้ นะครับ ปรับ ๑๐,๐๐๐-๒๐,๐๐๐ บาท เข้าหลวงไม่ใช่ครับ ถ้าปรับ ๒๐,๐๐๐ บาท ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ๖ ๒ ๑๒ ๑๒,๐๐๐ บาท เข้ากระเป้าครับ คนนำจับคนชี้นี่ต่างหากนะครับ ได้อีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์แก็ ๒,๐๐๐ บาท ก็คิดดูกันแล้วกันเดือนหนึ่งจะได้กี่แสนครับ ต่อคน นะครับ แล้วอันนี้แบ่งตั้งแต่พูดตรง ๆ นะครับ ผมก็ทราบแบ่งตั้งแต่บนสุดลงมาถึงล่างสุดเลยครับ คนจับอาจจะได้แค่ ๔-๕ เปอร์เซ็นต์ แต่นอกนั้นเจ้านายก็ได้ครับ มันกลายเป็นชอบด้วย กฎหมาย ซึ่งผมคิดว่ามันก็ไม่ยุติธรรม ความจริงตอนนี้ผมอยากจะเสนอให้ยกเลิกถ่ายกเลิกได้ นะครับ เพราะว่ามันจะได้เงินเข้าหลวง ถ้าบอกว่าข้าราชการตํารวจเงินเดือนน้อย ก็เอาไปตั้ง จ่ายเป็นเงินเดือนครับ เขียนกฎหมายให้ไปตั้งจ่ายเป็นเงินเดือนก็ได้ มันจะได้เหมือนกันทุกคน ไม่อย่างนั้นถ้าขึ้นอย่างนี้ค่าปรับจาก ๒,๐๐๐ บาท เป็น ๒๐,๐๐๐ บาทต่ำรวจสายสืบขอย้าย เป็นจราจรหมดเลยครับ อันนี้เป็นปัญหาที่มีผลกระทบอีกด้านหนึ่งต่อประชาชน เพราะต่างจังหวัดมีมากเลย ถ้าผมจำไม่ผิดเมื่อประมาณสักสิบกว่าปีก่อนที่นครศรีธรรมราช เผาโรงพักก็เกิดจากสาเหตุนี้นะครับ คือเรียกรถมาแล้วต้องจับให้ได้ ๑ คดี ไม่รู้ละ ดูคนขับ หัวจรดเท่า ดูมอเตอร์ไซค์แต่ั้งแต่ยางหน้าถึงยางหลังนะครับ มันต้องมีจุดใดจุดหนึ่งที่ต้องโดน ค่าปรับ อันนี้ก็อยากจะเรียนท่านประธานผ่านถึงกรรมาธิการว่าค่าปรับจราจรผมเห็นด้วย ที่จะเพิ่ม แต่ผลอีกด้านหนึ่งต้องยกเลิกค่าสินบนนำจับการจราจร ขอบคุณท่านประธานครับ

นางสาววลัยรัตนแ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ มีท่านสุดท้ายอีกท่านหนึ่งนะคะ ท่านกิตติ กิตติโชควัฒนา อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา เรียนเชิญค่ะ

นายกิตติ กิตติโชควัฒนา 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ เห็นว่ามีอาหาร รอบค่ำก็เลยขออนุญาตขึ้นมา ท่านประธานครับ ผมนี่เด็กบ้านนอก ความจริงปัญหาจราจร ถ้าไม่ใช่เพราะวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๕๘ ที่ผมต้องมารายงานที่นี่ ผมก็คงไม่เดือดร้อนหรอก เพราะว่าไม่จำเป็นต้องมาใช้การจราจรในกรุงเทพฯ ก็อยู่ที่อำเภอยะลามันก็สบายดี ที่ติดกัน เป็นเวลา ๒-๓ ชั่วโมง ไม่มีครับท่านครับ แต่หลังจากวันที่ ๕ ตุลาคมแล้วต้องมาใช้ชีวิต อย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ก็เป็นอย่างที่ท่านกรรมาธิการที่พูดถึงเรื่องการจราจรในกรุงเทพฯ ปัญหามันเยอะแยะครับท่านครับ มีตั้งแต่เรื่องของภาพลักษณ์แของกรุงเทพฯ ที่เมื่อกี้ ท่านผู้มีเกียรติบอกว่าเป็นที่ ๑ ของโลก นอกจากนั้นแล้วยังเรื่องปัญหาสูญเสียงบประมาณ ปัญหาเรื่องเวลา ปัญหาเรื่องสุขภาพ สรุปแล้วคือว่าเรื่องการจราจรมันเป็นปัญหาร้อยแปด พันประการตามมาเยอะแยะมากมาย กรุงเทพฯ มันมีอยู่ ๒ ห่วงเท่าที่ผมสังเกต เหตุที่สังเกต พบก็คือว่าผมนั่งรถเมล์แค่อนข้างบ่อยครับท่านครับ จากถนนลาดพร้าว ๑๐๑ มาที่ลาดพร้าว ๑๗ มาขึ้นรถใต้ดินไปโผล่ที่บางซื่อแล้วก็นั่งรถเมล์แต่ออีกครับมาลงที่หน้าทำเนียบ ก็คือ สาย ๗๐ เพราะฉะนั้นการนั่งรถเมล์เป็นประจำ แท็กซี่เป็นประจำนี่ผมคิดว่าการใกล้ชิดกับ ปัญหาในกรุงเทพฯ ด้านการจราจรค่อนข้างชัดเจน โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนมันก็มีปัญหา เกี่ยวข้องกับเรื่องของการจราจรอยู่เหมือนกัน อย่างเช่น สายลาดพร้าวที่ผมกราบเรียนต่อ ท่านประธานก็คือว่า พอฝนตกน้ำรอระบายมันก็เป็นปัญหาจราจรอีกเหมือนกัน ชั่วโมง เร่งด่วนมันก็เป็นปัญหาเรื่องของจราจรอีกเช่นกัน เพราะฉะนั้นทั้ง ๒-๓ ส่วนนี้ร่วมไป ตลอดจนถึงปัญหาอื่น ๆ ตามที่กรรมาธิการได้รายงานนั้นมันเป็นภาพที่ดูแล้วอีรุงตุงนั่ง มันยากแก้การแก้ปัญหา เพราะฉะนั้นสิ่งที่คณะกรรมาธิการชุดนี้ได้นำเสนอในสิ่งเหล่านี้ ถึงแม้ว่าหลังจากนี้อีก ๕ เดือน ๖ เดือนผมไม่จำเป็นต้องมาประสบปัญหาอย่างนี้ ผมก็ดีใจ ภูมิใจว่าจะได้แก่ภาพลักษณ์แที่บอกว่ากรุงเทพมหานครหรือประเทศไทยนั้นเป็นปัญหาจราจร อันดับ ๑ ของโลกจะได้สูญหายไปสักที ท่านประธานครับ ผมคิดว่าปัญหาการจราจรนั้น ผมอยากจะให้ดูของง่าย ๆ ก่อน เอาปัญหาเฉพาะหน้าที่ลึกมากมายที่เราพูดกันมันเป็น ระยะกลาง ระยะยาว อันนั้นไว้อีกส่วนหนึ่ง อยากจะเห็นปัญหาเฉพาะหน้าที่เห็นกันตำตา ทุกวันให้แก้ด้วยความรีบด่วน เร่งด่วนครับท่านประธาน ก็คือเรื่องวินัยอย่างที่เมื่อกี้ หลายท่านหยิบยกขึ้นมาพูด ๑. ก็คือวินัยเรื่องคนขับ จะเป็นรถเมล์แก็ตาม รถส่วนบุคคล ก็แล้วแต่ ตัวนี้ถ้าหากว่าเราไม่เอาจริงเอาจังมันก็เป็นอย่างที่หลายท่านที่นำเสนอขึ้นมา อภิปรายว่า ๔ เลน (Lane) มันเหลือเลน (Lane) เดียว อีก ๓ เลน (Lane) ไว้เป็นของรถเมล์ เที่ยวซิ่งซ้ายขวา ไม่รู้ว่าเป็นของใครต่อของใคร ผมนั่งรถเมล์แประจำก็ย่อมรู้ดีว่าบางทีรถเมล์ นะครับท่านประธานครับ น่าจะวิ่ง ๑ ไม่เกิน ๒ เลน (Lane) ผ่าเข้าไปถึงเลน (Lane) ที่ ๓ รถใหญ่ ๆ นี่เลี้ยวซ้ายที่ขวาที่มันเป็นปัญหารถอื่น ๆ ครับอีกเยอะหลายคันที่ตามมาข้างหลัง ถ้าเลี้ยวไม่พื้นนี่รถต้องหยุด พอรถหยุดคันหลังมันก็หยุดตามไปเรื่อย ๆ เป็นระยะทางยาวครับ มีอยู่วันหนึ่งเมื่อเดือนที่แล้วครับท่านประธานครับ ปรากฏว่าฝืนมันตกน้ำรอระบายไม่ทัน ก็ปรากฏว่าลูกสาวผมมาส่งผมที่ปากทางเพื่อขึ้นรถเมล์แที่ ๑๐๑ รถติด ๓ ชั่วโมง ผมต้องนั่ง รถมอเตอร์ไซค์แค่รับ นี่ครับตัวอย่างง่าย ๆ ที่เห็นได้ชัด เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากจะกราบเรียน ท่านประธานฝากไปยังคณะกรรมาธิการก็คือเรื่องของการเอาจริงเอาจังกับคนขับรถประเภท ต่าง ๆ ว่าเราจะกวดขันเรื่องวินัยอย่างไรให้เกิดความเอาจริงเอาจัง โดยเฉพาะก็คือการบังคับ ใช้กฎหมาย นั่นประการที่ ๑

ประการที่ ๒ เมื่อกี้เราพูดถึงเรื่องว่ารถเมล์แที่ติดบนท้องถนนเยอะแยะ มากมายอย่างนี้มันไปเกี่ยวข้องกับสุขภาพ เพราะฉะนั้นทำอย่างไรรถที่ท่อมันปล่อยควันดำนี่ ต้องเอาจริงเอาจังครับ เพราะรถอย่างนี้มันเป็นรถที่เสื่อมสภาพ ไม่ควรจะปล่อยให้ขับมา บนท้องถนนนอกจากว่ามันจะเกิดติดขัดเรื่องรถเสียบ้าง สิ่งที่ตามมาก็คือว่าสุขภาพร่างกาย ของผู้คนที่ไปดมควันดำ อันนี้ผมคิดว่าน่าจะเอาจริงเอาจังเช่นกัน

อีกประการหนึ่งก็คือว่ารถที่จอดข้างทาง อันนั้นผมคิดว่าพวกเราได้พูดกัน เยอะแยะมากมาย ก็คงจะต้องเข้มงวดกวดขั้นต่อไป แต่สิ่งที่อยากจะเห็นมาก ๆ ก็คือ การควบคุม การสั่งการ การอำนวยการที่ฉับไวรวดเร็ว ผมอยู่บ้านนอก เราเข้าปุาเข้าดัง เราจะเห็นใยแมงมุมที่ชักใยแล้วมันเป็นรูปวงกลม แล้วก็เป็นวง ๆ ตัวแมงมุมก็อยู่ตรงกลาง อยู่ซ้ายหรืออยู่ขวาก็แล้วแต่ พอมีแมลงบินไปตกอยู่ตรงไหนปั๊บเจ้าตัวแมงมุมจะรู้ทันทีว่า เหยื่อของมันอยู่ตรงไหน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าอันนี้เป็นบทเรียนการจราจรเหมือนกัน เมื่อกี้ ที่หลายท่านบอกว่าเจ้าหน้าที่จราจร ชาวบ้านหรืออะไรต่ออะไรให้มีการส่งข่าวโดยเร่งด่วน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเราจับเอาเรื่องของใยแมงมุมกับตัวแมงมุมมาทําเป็นเครือข่ายในเรื่อง ของการเชื่อมโยงการส่งสัญญาณ ผมคิดว่าน่าจะช่วยได้ส่วนหนึ่ง

เพราะฉะนั้นประการสุดท้ายที่อยากจะฝากก็คือว่าการควบคุมอำนวยการ การจราจรที่ฉับไว้ ที่รวดเร็วในเรื่องของการส่งข่าว รวมไปตลอดจนถึงการส่งเจ้าหน้าที่ที่ไป ถึงที่หมายที่มีเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหานั้น อันนั้นผมคิดว่าน่าจะมีส่วนสำคัญในการแก้ปัญหา เฉพาะหน้าที่เร่งด่วนฉับไว้ ก็จะเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในขณะนี้ด้วย ก็ขออนุญาตนำเสนอในส่วนที่เป็นประโยชน์แสั้น ๆ เฉพาะหน้าไว้ในโอกาสนี้ด้วยครับ ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตนแ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านวันชัย สอนศิริ ค่ะ

นายวันชัย สอนศิริ 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม สปท. วันชัย สอนศิริ มีเรื่องที่จะกราบเรียนต่อท่านประธานและท่านสมาชิกเล็กน้อยครับ ไม่รบกวนเวลาท่านมาก เพียงแต่มีข้อสังเกตบางประการว่าสิ่งที่ท่านเสนอมานั้นในหลายข้อหลายประเด็นตั้งแต่ หน้า ๗๙ เป็นต้นไป แล้วก็ท่านประธานอนุกรรมาธิการท่านเสรีนั้นได้กล่าวรายงานไปแล้ว ผมกำลังนั่งพิจารณาแล้วก็ประเมินไปว่าทำแบบนี้ทั้งหมดแล้ว มันแก้ปัญหาจราจร ในกรุงเทพมหานครได้จริงหรือเปล่า ผมไม่แน่ใจนะครับท่านประธาน ว่าสิ่งที่ท่านประธาน เสรีพูดมาทั้งหมดระหว่างข้อเสนอของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และพรรคการเมืองกับการแก้ปัญหาจราจรในกรุงเทพฯ อะไรยากกว่ากันครับ ผมเข้าใจว่า การแก้ปัญหาจราจรในกรุงเทพมหานครนั้นน่าจะยากกว่ากฎหมายลูกเกี่ยวกับการเลือกตั้ง อีกนะครับ และถ้าท่านทําได้สําเร็จผมอยากจะเสนอให้เป็นผู้ว่า กทม. ซึ่งโดน ม. ๔๔ อยู่ขณะนี้เลยทีเดียว เพราะอะไรครับท่านประธาน ผมเห็นว่าปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ ยังไม่เห็นว่ามีใครที่จะรับผิดชอบจริงจังและทำได้จริง สักแต่ว่ามาพูดมาเสนอเป็นแนวทาง ในการหาเสียงของพรรคการเมืองแต่ละพรรคขึ้นมา แล้ว ๆ ก็แล้วกันไป ครั้งนี้ไม่ใช่เป็นเรื่อง ของการหาเสียงก็ตาม แต่ผมยังไม่รู้ว่ามันจะสัมฤทธิ์ผลได้ประการใดอย่างไร ท่านประธาน ที่เคารพครับ เอาละผมลองเอาเรื่องง่าย ๆ สักเล็กน้อย ผมไม่แน่ใจว่าท่านประธานนิกร ท่านประธานเสรี และท่านอนุกรรมาธิการ ๒-๓ ท่าน ได้ขึ้นทางด่วนเหมือนที่ผมขึ้นทุกวัน หรือเปล่า บ้านผมอยู่ใกล้กับท่าน พลเอก วิชิต ยาทิพย์ ท่านประธานเสรีอยู่ฝั่งธนอาจจะไม่รู้ ถ้าท่านสมาชิกลองขึ้นทางด่วนจากแจ้งวัฒนะมาแล้วเสียสตางค์แช่องทางด่วน ๑๐ บาท แล้วก็ วิ่งมาเรื่อย ๆ บนทางด่วน มันก็จะผ่านขวามือนั้นก็คือหมอชิต ๒ ก็แล้วกัน แล้วก็มาเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาถึงยมราช แล้วมาที่สภา นึกภาพออกนะครับตามผมมานิดหนึ่ง นี่ผมกำลังดูว่า การแก้ปัญหาจราจรประเทศไทยมันเกิดอะไรขึ้น ผมนี่อึดอัดตั้งแต่เส้นทางนี้มันเปิดขึ้นมา ท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ประยุทธ์ ไปเปิดมานี่นะครับ ท่านมีเจตนาดีแก้ปัญหาจราจร ระบายคนจากบางแค่ผ่านมาแถวบางบัวทอง ราชพฤกษ์ วนปื๊ดขึ้นมาแล้วก็มาลงที่ทางด่วน นี่แหละครับ ลงเลาะ ๆ ใกล้ ๆ เพื่อจะเบียดเข้าทางด่วนตรงใกล้ ๆ กับหมอชิต ๒ ท่านนิกร นึกภาพออกนะครับ ท่านลองนึกภาพดูนะครับ ลำพังบนทางด่วนปกติก็ติดมโหฬารมหาศาล อยู่แล้วครับท่านประธาน พอมีทางด่วนจากเส้นที่ว่ามานี่ปื๊ดลงมาครับ แล้วก็พยายามจะ เบียดขวานะครับ ท่านนิกรนึกภาพออกนะครับ เบียด ๆ เพื่อจะเข้าทางด่วน รถที่มาตรงครับ ท่านพลเอก วิชิต มาตรงครับ ท่านมาตรงครับ รถมาตรงก็ต้องชะลอ รถจะเข้าขวาก็ต้อง ชะลอเพราะมาจากทางด่วนครับ เพื่อจะมาเชื่อมทางด่วนนี่ละครับ ผมไม่แน่ใจว่า ท่านประธานมีบ้านอยู่แถวแจ้งวัฒนะหรือเปล่า ผมก็เลยอยากให้ท่านประธานและเพื่อน สมาชิกรวมทั้งท่านกรรมาธิการลองพิจารณาผมยกเป็นตัวอย่าง ปกติมันก็ติดอยู่แล้วในตรงนั้น พอมีทางด่วนอย่างที่ว่านี้มาครับ อะไรเกิดขึ้นครับท่านประธานนิกร พอขึ้น ๑๐ บาทปึ้ง ติดยาวตั้งแต่นั้นไปเรื่อย ๆ อยากจะถามท่านประธานผ่านไปยังท่านประธานนิกรและ ท่านประธานเสรีว่าคุณแก้ปัญหาจราจรภาษาอะไรกัน นี่ผมยังนั่งคิด ขออภัยเอ่ยนามท่าน พลเอก วิชิต ว่าเวลาเราสร้างถนนต่าง ๆ เราใช้สมองซีกไหนคิดกัน เคยคิดไหมว่า ถ้ามันเป็น อย่างนี้ขนาดวันเสาร์ วันอาทิตย์แค่รับ ท่านประธานนิกรครับ พกผ่ายันต์เจ้าคุณธงชัยมายังติด ผ่ายันต์แยังติดเลยครับ ปกติวันเสาร์ วันอาทิตย์แถามท่าน พลเอก วิชิต ท่านนั่งอยู่เพราะบ้าน มาทางนั้นบอกพอไปได้ เดี๋ยวนี้วันเสาร์ วันอาทิตย์แก็ติด นี่ผมยกตัวอย่างให้เห็นเป็นรูปธรรม นั่นแปลว่าระบบการแก้ปัญหาจราจรของพวกเรามันไม่เป็นไปในลักษณะบูรณาการ ผมไม่ได้ ค่อยมีความรู้เรื่องนี้เท่าไรหรอกครับ แต่ผมเอาสิ่งที่เห็นเป็นประจักษ์แล้วมากราบเรียนต่อ ท่านประธานและที่ประชุมว่านี่มันคือประเทศไทย ผมไม่แน่ใจว่าทางด่วนคิดอย่างหนึ่ง ทางหลวงคิดอย่างหนึ่ง จราจรมองอีกอย่างหนึ่งหรืออย่างไร หรือเปล่า ผมไม่รู้ ว่าประเทศนี้ บ้านนี้เมืองนี้มันมีการบูรณาการอะไรอย่างไร วิธีคิดกันหรือเปล่า พูดมาแบบคนไม่ค่อยรู้เรื่อง บ้านนี้เมืองนี้มันมีการบูรณาการอะไรอย่างไร วิธีคิดกันหรือเปล่า พูดมาแบบคนไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่พูดมาเหมือนจะบอกกับท่านทั้งหลายว่านี่นะหรือคือการแก้ปัญหาจราจร นั่นเรื่องหนึ่ง ที่ผมอยากจะกราบเรียนว่ามันเกิดอะไรขึ้นนะครับ

ประการต่อมาอีกนิดหนึ่งครับท่านประธานครับ ฟุตปาธ (Footpath) ก็ดีครับ ท่านประธานผ่านไปยังท่านนิกร ท่านเสรี ๒. ถนนหลวงต่าง ๆ ผมอยากจะกราบเรียนต่อ ท่านประธานว่าเขาเอาไว้จอดรถกันหรืออย่างไรครับท่านประธานเสรี ถนนนี่ถนนหลวง ตรอกซอกซอยก็เป็นของหลวง เอาทั้งเก๊าอี้ เอาทั้งท่อ เอาทั้งแปฺบ ไม่รู้ว่าบิดามารดาของท่านใด เป็นเจ้าของตั้งแต่เมื่อไร ขออภัยนะครับท่านประธานผมนี่หงุดหงิดมาก แล้วก็ยึดเสมือนหนึ่ง ว่าเป็นถนนของตัวเองท่านประธานนิกรจะแก้อย่างไร ท่านเสรีจะว่าอย่างไร ลองดูสินี่ใหม่ ๆ ผมเห็นกรุงเทพมหานครอ่าว จะนึกถึงท่านอัศวินสักหน่อย ฟิกซ์ (Fix) บนฟุตปาธ (Footpath) จัดการตามถนนหนทางเอาจริงเอาจังเพราะเขาเพิ่งปฏิวัติกันมา พอปฏิวัติ นาน ๆ กลับไปเหมือนเดิมแล้วครับ นี่นะครับผมอยากจะเรียนต่อท่านประธานและเพื่อน สมาชิกว่า ช่วยทวงคืนพื้นถนนให้แก่ผมได้ไหมครับท่านประธาน เหมือนกับที่ คสช. เขาทวงคืน ผืนปุาให้กับประเทศให้กับประชาชน ท่านนิกร ท่านเสรี ท่านประธานที่เคารพครับ ทวงคืน พื้นถนนให้กับประชาชนเช่นคนอย่างผมได้เห็นเป็นขวัญตาในยุคนี้สมัยนี้สักหน่อยครับ มันเรื่องอะไรกันคนพวกนี้เอาเปรียบกันเหลือเกินครับ บางทีถนนตรอกซอกซอยพวกเล่นขาย ก็เวยเตี๋ยว ขายข่าวแก๊ง ขายข่าวขายของยึดเป็นที่ทำมาหากินกันไปเลยครับ แค่สัก ๒ เรื่องนี่ ผมว่าก็เป็นเรื่องใหญ่แล้ว ความจริงผมอยากจะกราบเรียนอีกหลาย ๆ เรื่อง แต่ผมยก ๒ ประเด็นเหล่านี้ตามข้อเสนอแนะที่ผมได้อ่านของท่านแล้ว ผมเรียนกับท่านตรง ๆ ครับว่า ผมยังไม่มั่นใจข้อเสนอของท่าน จะแก้ในสิ่งที่ผมกราบเรียนเห็นเป็นรูปธรรม ช่วยตอบชัด ๆ จะ ๆ หน่อยว่าจะเอาพื้นถนนคืนให้กับประชาชนได้หรือไม่นะครับ ผมแม้ว่าจะพูดยาวไปนิด ท่านประธานเพราะทราบว่าอาหารเราเหลือเยอะ แล้วก็ถ้าเป็นไปได้คราวหน้าท่านประธานครับ เอาข้าวต้มร้อน ๆ สักถ้วยเดียวก็พอครับ ไม่ต้องจัดเต็มแบบนี้ครับ เพราะจราจรก็ติด เหลือเกินท่านประธานเพราะจะมามัวนั่งกินอยู่ที่บ้านรถก็ติด เพราะฉะนั้นเอาข้าวต้ม ถ้วยเดียวก็พอ กราบขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตนแ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ มีสมาชิกขออภิปรายเพิ่มอีก ๒ ท่านนะคะ คือศาสตราจารย์แดุสิต เครืองาม และพลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม ค่ะ เชิญท่านศาสตราจารย์แดุสิต เครืองาม นะคะ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตที่ปรึกษานโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายกสมาคมอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทย เชิญค่ะ

ศาสตราจารย์แดุสิต เครืองาม

ขอบคุณครับท่านประธานครับ กระผม ดุสิต เครื่องาม ความจริงผมเองก็เป็นกรรมาธิการอยู่ในคณะนี้นะครับ แต่ว่าสิ่งที่ผมอยากจะ กราบเรียนก็คือว่าเพื่อที่จะได้ให้สาธารณะได้รับฟังด้วยในสิ่งที่ผมอยากจะขอเสนอเติมเข้าไป นะครับ ความจริงพรุ่งนี้เช้าก็มีนัดประชุมกันอยู่แล้วนะครับ ประเด็นที่ผมอยากจะขอเพิ่มเติม ก็คือว่าเวลาเราพูดถึงเรื่องการจราจรในเมืองใหญ่ นักเรียน นักศึกษาทุกคนทราบดีถือว่า เป็นปัจจัยสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการทำให้การจราจรในเมืองใหญ่นั้นจะต้องมีปัญหาเรื่อง การจราจรหรือว่ารถติดเพิ่มมากขึ้นนะครับ ทุกคนทราบดีอยู่แล้วว่าช่วงเวลาปิดเทอมถนน ในกรุงเทพมหานครนั้นจะสบาย แต่เปิดเทอมเมื่อไรก็จะติดหนัก แล้วก็จะติดหนักมาก ๆ ตอนเวลาเปิดเทอมใหม่ ๆ นะครับ เพราะว่าผู้ปกครองต้องมีการขับรถไปส่งลูกหลาน ทั้งตอนเช้าไปส่งแล้วก็ตอนเย็นก็ไปรับกลับ นะครับ เพราะฉะนั้นผมถือว่าการแก้ปัญหาการจราจรในเมืองใหญ่อยากจะให้มีข้อเสนอแนะ ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการกับนักเรียน นักศึกษา ในการที่จะให้เขาได้เดินทางไป เรียนหนังสือได้สะดวกสบายโดยที่ผู้ปกครองไม่ต้องไปส่งจะทำได้หรือไม่ อย่างไร จะทำได้ กี่วิธีนะครับ วิธีหนึ่งที่กระผมกําลังมองอยู่ก็คือเรื่องการส่งเสริมสนับสนุนให้นักเรียน นักศึกษาได้มีโอกาสนั่งรถไฟฟูา ไม่ว่าบนดินหรือว่าใต้ดินให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ แล้วก็ให้ เขาสามารถซื้อตั๋วได้ในราคาถูกเป็นพิเศษ ต้องบอกว่าถูกเป็นพิเศษโดยสุด ๆ เลยนะครับ ผมได้สอบถามลูกสาวผมตอนที่เขานั่งรถใต้ดินจากบางซื่อไป มสธ. เห็นเขาบอกซื้อตั๋วเป็น ตั๋วเดือน แต่ลดราคาได้นิดเดียวเองนะครับ ๕ เปอร์เซ็นต์ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ครับ แบบนั้น ไม่ใช่ เมื่อ ๕๐ ปีที่แล้ว ๔๐ ปีที่แล้ว ตอนผมไปเรียนที่ประเทศญี่ปุ่น คิดว่าตอนนี้ก็ยังคง เป็นอยู่ ผมได้ซื้อตั๋วบัตรพาส (Pass) เป็นประจำเดือนนี่นะครับ จำได้ว่าบัตรของนักเรียน นักศึกษาจ่ายเงินแค่ประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์แของบัตรของผู้ใหญ่ แล้วก็นั่งแบบฟรีพาส (Pass) ได้ เรียกว่านั่งแบบไม่อั้น ผมจึงอยากจะขอฝากไปทางคณะกรรมาธิการด้วยนะครับว่า อยากจะให้ท่านเจรจาหรือออกมาตรการให้กับรถยนต์ รถไฟฟูาขนส่งมวลชนได้มีตั๋วที่ให้ นักเรียน นักศึกษาเขาได้ใช้ในราคาถูกเป็นพิเศษ ผมยังนึกไม่ออกนะครับว่าตอนนี้รถไฟฟูา ในอนาคตสีม่วง สีแดง สีเขียว สีอะไรที่จะวิ่งไปถึงบางใหญ่ ไปถึงบางบัวท่อง จะต่อไปถึง ธรรมศาสตร์ บางปะอิน อะไรแบบนี้นะครับ นักเรียนถ้าจะเดินทางนั่งรถไฟฟูาแบบนั้นเข้ามา ในเมืองถ้าเขาต้องเสียค่าตั๋วรถไฟเที่ยวละร้อยบาทเขาจะเอาเงินที่ไหนมาจ่าย ไป ๑๐๐ บาท กลับ ๑๐๐ บาท ๒๐๐ บาทต่อวัน เป็นไปไม่ได้ครับ แล้วจะให้เขาไปห้อยโหนรถเมล์แอีกก็ยิ่ง ทําให้รถติดมากขึ้น จะทําอย่างไรให้นักศึกษาเขาได้ นักเรียนด้วยนะครับ มีสิทธิที่จะได้ใช้ บริการรถขนส่งมวลชนนั้นได้ในราคาพิเศษจริง ๆ นะครับ แล้วก็จะเป็นสวัสดิการด้วย แล้วก็ ทำให้เขาได้รับความปลอดภัยในการเดินทางด้วยนะครับ ขอฝากไว้ครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตนแ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ มีต่อจากท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย อีกท่าน ท่านสมพงษ์ สระกวี ขอให้ใช้เวลาท่านละไม่เกิน ๑๐ นาทีนะคะ ต่อไปเรียนเชิญท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม อดีตสมาชิกวุฒิสภาค่ะ

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม

ขอบคุณท่านประธานครับ เฉลิมชัย เครื่องาม หมายเลข ๓๑ ท่านประธานครับผมใช้เวลาไม่นาน จริง ๆ แล้วเป็นการกึ่งอภิปราย กึ่งหารือมากกว่า ประเด็นของผมเป็นอย่างนี้ครับท่านประธาน ก่อนหน้านี้ทางกรรมาธิการ ของท่านนิกรได้นำเสนอรายงานชุดหนึ่งผ่านที่ประชุมแห่งนี้ไปเรียบร้อยแล้ว หัวข้อชื่อเรื่อง ของรายงานชิ้นนั้นคือเป็นรายงานเรื่อง การปฏิรูประบบความปลอดภัยทางถนนของ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผมเข้าใจว่าเจตนาในการตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษา เรื่องนี้ในครั้งนั้นเป็นการศึกษาตามชื่อเรื่องเลยครับ ตามชื่อรายงานเลย เรื่องระบบ ความปลอดภัย ผมจำได้ดีว่าเราได้พูดถึงเรื่องสถิติของผู้เจ็บ ผู้ปุ่วย ผู้ตาย เยอะแยะมากมาย ทั้งประจำปี ประจำวัน ประจำเดือน แล้วก็ประจำเทศกาลต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่เป็นหลักร้อย หลักพัน ทีนี้รายงานชิ้นนี้วันนี้เท่าที่ผมอ่านดูนะครับ ชื่อเรื่องคือ การแก้ปัญหาการจราจร ในเมืองใหญ่ ๙๙.๙๙ เปอร์เซ็นต์ แทบจะร้อยเปอร์เซ็นต์แก็ว่าได้ เป็นเรื่องของการแก้ปัญหา รถติดในเมืองใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านมุ่งเน้นในเรื่องการแก้ปัญหารถติดใน กรุงเทพมหานคร มาตรการต่าง ๆ ที่อยู่ในเอกสารหน้า ๘๗ ถึงหน้า ๑๐๕ ซึ่งมีอยู่กว่า ๑๐๐ มาตรการเกือบ ๒๐๐ มาตรการ เกือบทั้งหมดเป็นมาตรการแก้ปัญหาเรื่องการจราจร ตามชื่อเรื่องเลย คือเรื่องปัญหารถติด แล้วก็ข้อเสนอแนะต่าง ๆ ในหน้า ๗๙ ถึงหน้า ๘๑ ของเอกสารก็เป็นเรื่องของการแก้ปัญหาการจราจร คือการแก้ปัญหารถติดในเมืองใหญ่ และโดยเฉพาะคือกรุงเทพมหานคร ผมเรียนหารือและเสนอว่าอย่างนี้ดีไหมท่านประธานครับ ถ้าจะกรุณาว่าเอกสารชิ้นนี้ ผมขอบพระคุณและสดุดีทางกรรมาธิการ และอนุกรรมาธิการและคณะของท่านนิกร และท่านเสรีเป็นอย่างยิ่ง อย่างสูงเลย ท่านได้ศึกษามาได้อย่างสมบูรณ์ ได้อย่างเรียบร้อย ได้อย่างมีมาตรฐานเป็นอย่างมากครอบคลุมเกือบทุกเรื่องของการแก้ปัญหาจราจร การแก้ปัญหารถติดทางบก ทางเรือ ทางคลอง ทางแม่น้ำเกือบทุกทาง ทางขนส่งมวลชน กรุงเทพมหานคร ขสมก. ทุกอย่างแก้ปัญหาน้ำท่วม แก้ปัญหารถติดเกือบทุกซอกทุกมุมของ กรุงเทพฯ ก็ว่าได้ มาตรการต่าง ๆ มีกว่า ๑๐๐ มาตรการ มันไม่ควรจะเป็นแค่รายงานของ อนุประกอบอยู่ในเอกสารชุดใหญ่ของเรื่องการปฏิรูประบบความปลอดภัยทางถนน มันควร จะเป็นรายงานอีกชิ้นหนึ่งของคณะกรรมาธิการคณะนี้เลยของท่านนิกร ในนามของท่านนิกร เป็นประธานกรรมาธิการเสนอรายงานอีกชิ้นหนึ่งเรื่อง การแก้ปัญหาการจราจรในเมืองใหญ่ หรือท่านจะกรุณาไปปรับปรุงเอกสารอีกนิดเดียวจะเป็นคํานํา เป็นบทนําเป็นอะไรก็แล้วแต่ เอกสารเนื้อในของเอกสารเป็นเช่นนี้เกือบทุกประการ ท่านจะมีการประชุมอีกสักครั้งหนึ่ง ผมเพียงเสนอแล้วก็หารือไปว่าเพื่อให้ ๒ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ด้วยกันทั้งคู่ที่รัฐบาลหรือว่า ส่วนราชการที่รับไปศึกษา ไปพิจารณาในอนาคตแล้วเขาจะให้ความสำคัญทั้ง ๒ เรื่อง ทั้ง ๒ เรื่องที่ท่านเคยเสนอรายงานมาเป็นเรื่องที่ต้องใช้งบประมาณ ต้องใช้ทรัพยากร เป็นอย่างมาก เรื่องนี้ก็ต้องใช้ทั้งทรัพยากรและบุคลากรเจ้าหน้าที่และการจัดองค์แกรต่าง ๆ เป็นอย่างมาก มันมีความสำคัญเทียบเท่ากันเลยไม่มีอะไรยิ่งหย่อนไปกว่ากัน จึงขอเสนอว่า ถ้าจะกรุณาผม อาจจะเป็นมติของ ๒ สภาแห่งนี้มอบหมายให้กรรมาธิการคณะของท่านนิกร นี่ละครับ ศึกษาอีกเรื่องหนึ่งนอกเหนือจากเรื่องการปฏิรูประบบความปลอดภัยทางถนน ท่านศึกษาอีกเรื่องหนึ่งคู่กันเลย ไม่ใช่เป็นเรื่องย่อยอยู่ในเรื่องใหญ่อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่อง ปัญหาการจราจรในเมืองใหญ่ ผมว่ามันจะเป็นประโยชน์แต่อการปฏิรูปของเราเป็นอย่างยิ่ง ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตนแ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเชิญท่านสมพงษ์ สระกวี ผู้อำนวยการบริหารบริษัท สื่อปัญญาไทย จำกัด อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสงขลา เรียนเชิญค่ะ

นายสมพงษ์ สระกวี 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สมพงษ์ สระกวี สปท. ๑๖๑ นะครับ ที่จริงเรื่องการแก้ปัญหาจราจรในเมืองใหญ่นั้นรายงานของกรรมาธิการก็มี ความละเอียดอยู่ค่อนข้างสมบูรณ์ แต่อย่างไรก็ตามเพื่อเสนอความเห็นไว้ให้เป็นที่ประจักษ์ ว่ามันมีบางปัญหา ซึ่งมันเป็นปัญหาเชิงนโยบายและเชิงประวัติศาสตร์แอยู่นิดหน่อยนะครับ ท่านประธานครับ นั่นก็คือว่าสำนักงานนโยบายและแผนซึ่งเป็นคนคิดแก้ปัญหาเรื่อง การจราจรในการทำเรื่องโครงสร้างการจราจรเป็นสำคัญนั้น เมื่อส่งทอดต่อมาถึงผู้ปฏิบัติ ก็ปรากฏว่าใช้เงินใช้ท้องจำนวนมหาศาล แต่ในที่สุดแล้วก็แก้ปัญหาไม่ได้ เมื่อแก้ปัญหาไม่ได้ ก็หาผู้รับผิดชอบไม่ได้ด้วยสิ คือถ้าคนคิดแล้วให้รัฐบาลมาสนับสนุน รัฐบาลก็สนับสนุน แต่พอคิดแล้วไม่เป็นไปตามที่คิด ไม่มีคนรับผิดชอบ หน่วยงานของรัฐก็ลอยหน้าลอยตา หาผู้รับผิดชอบไม่ได้ อันนี้ครับ ถามว่ามาเกี่ยวอะไรกับการแก้ปัญหาเมืองใหญ่ ผมก็ ยกตัวอย่างได้เหมือนอย่างที่เพื่อนสมาชิกบางคนได้ยกตัวอย่าง เอาจะ ๆ ๒-๓ เรื่อง เท่านั้นเองเพื่อจะเป็นอุทาหรณ์ไว้ ท่านประธานก็ได้ยินข้าวเรื่องรถไฟฟูาสายสีม่วง ใช้เวลา ก่อสร้างนาน เลื่อนแล้วเลื่อนอีก คิดว่า ๓ ปีจะเสร็จ กลายเป็น ๕ ปี กลายเป็น ๖ ปี และตลอดระยะเวลาเหล่านั้นรู้อยู่แล้วว่าสายสีม่วงนี่มันขาดอยู่อีก ๑ กิโลเมตร ขาดการต่อเชื่อม และตลอดระยะเวลาเหล่านั้นเพราะรัฐลงทุนไปก็มหาศาล เงินภาษีอากร ประชาชนทั้งนั้น เวลาพูดก็พูดหลักการว่ารถไฟฟูาสายนี้ก็จะแก้ปัญหาการจราจรของ เมืองใหญ่อย่างที่กรรมาธิการได้ศึกษา เสียเงินไปหลายหมื่นล้านนะครับ ผมจำตัวเลขไม่ชัดนัก เรียกว่ารถไฟฟูาสายนี้ ๓๐,๐๐๐-๔๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะเป็นสายที่ยาว ประมาณการ ผู้โดยสารไว้วันละ ๘๐,๐๐๐ คน แล้วเป็นอย่างไรครับ พอเปิดเข้าจริง ๆ การต่อเชื่อม ก็ไม่เสร็จ กิโลเมตรเดียวนี่ไม่เสร็จ ทั้ง ๆ ที่รถไฟฟูาสายนี้ใช้เวลาอยู่ตั้ง ๔-๕ ปีกว่าจะ แล้วเสร็จ กิโลเมตรเดียว ปีเดียวก็เสร็จ แต่ก็ไม่เสร็จ เรื่องแบบนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไรครับ ท่านประธาน ท่านกรรมาธิการพิจารณาเรื่องแบบนี้อย่างไร ๑. เสร็จช้า ๒. ไม่ต่อเชื่อม ๓. ประมาณการว่าจะมีผู้โดยสาร ๘๐,๐๐๐ คน เสร็จแล้วลงทุนไปแล้วหลายหมื่นล้าน เสร็จแล้วมีผู้โดยสารแค่ ๒๐,๐๐๐ คน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ไม่รู้เมื่อไรจะขึ้นเป็น ๕๐,๐๐๐ คน และไม่รู้เมื่อไรจะขึ้นเป็น ๘๐,๐๐๐ คน ใครรับผิดชอบครับ ขาดทุน ลงทุนไปแล้วขาดทุน ใช้เงินของแผ่นดินไปแล้วไม่เป็นไปตามประมาณการ ใครรับผิดชอบครับ หาผู้รับผิดชอบไม่ได้ และประหนึ่งว่าไม่ต้องรับผิดชอบ เห็นไปเที่ยวถามหาความรับผิดชอบอยู่แต่เฉพาะเรื่อง จำนำข่าว แต่นโยบายและลงมือปฏิบัติใช้เงินแผ่นดินไปแล้วนี่ไม่เป็นไปตามผลการศึกษา หรือไม่เข้าใกล้ รักษาเวลาไม่ได้ รักษาผลการศึกษาให้เป็นไปตามที่ก่อนจะลงทุน ตัดสินใจ ลงทุน มหาวิทยาลัยไหนครับรับวิจัย รับศึกษาเรื่องนี้ หน่วยงานไหนครับรับวิจัย รับศึกษา เรื่องนี้ว่าถ้าเปิดแล้วจะมีผู้โดยสาร ๘๐,๐๐๐ คนต่อวัน รัฐที่ลงทุนไปจะได้ทุนคืนเมื่อนั้นเมื่อนี้ พอไม่ได้อย่างนั้นนี่เป็นอย่างไรครับ เหมือนกัน ทางด่วนศรีรัช สาย ๒ นี่ผมจำได้ ตัวเลขคือ ๒๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท มาขึ้นต้นที่ส่วนจตุจักรไปลงท้ายที่กาญจนาภิเษกตะวันตก ผมนี่ จะมาสภาอยากใช้บริการ ทดลองขึ้น ขึ้นเสีย ๕๐ บาท พอมาต่อเชื่อมกับทางด่วนที่คุณวันชัย พูดอธิบายไปแล้ว คิดได้อย่างไร เอาทางด่วนสาย ๑ มาชนกับสายด่วนที่ติดอยู่แล้วนี่ ตอนข้าขึ้นเสีย ๕๐ บาท ก็ฉลุยอยู่ ๑๕ นาทีถึงเลย ปรากฏว่ามาติดอยู่บนนี้เป็นชั่วโมง บนทางด่วนสายเก่า เพราะมันมาชนกันพอดี ชนนี่ไม่ว่า ผมต้องเสียสตางค์แอีก ๕๐ บาทอีก เพราะต้องมาใช้ทางด่วน ปรากฏว่าเสียร้อยหนึ่งเลยแล้วก็มาติดเป็นที่จอดรถอยู่บนทางด่วน สายเก่านั่นแหละ เพราะฉะนั้นทำสายใหม่ขึ้นมาเพื่อจะมาชนติดกับสายเก่า คิดได้อย่างไรนี่ พอไม่เป็นไปตามที่คิดว่าจะแก้ปัญหาจราจรได้ แล้วอย่างไรครับ ใครรับผิดชอบครับ นี่ว่าด้วย รถติด ท่านประธานครับผมอยู่นนทบุรี ดีใจเหลือเกิน การแก้ปัญหาการจราจรของเมืองใหญ่ โดยการสร้างสะพาน ปรากฏว่าทางหลวงชนบทก็ได้สร้างสะพานนนทบุรี ๑ ที่ประชุมแห่งนี้ ต่อให้อยู่เมืองนนท์ ผมว่าน้อยท่านจะได้เคยใช้สะพานอันโอ้อ้าแห่งนี้ ลงทุนไป ๔,๐๐๐ ล้านบาท ครับท่านประธาน ต่อมาได้นามว่า สะพานมหาเจษฎาบดินทรานุสรณ์ ขึ้นที่ไหนครับ ถ้ามา จากนนทบุรีก็ขึ้นถนนราชพฤกษ์ ไปลงที่ไหนครับ ไปลงถนนเลี่ยงเมือง ปรากฏว่าการเชื่อมต่อ ระหว่างขึ้น-ลงกับปลายนี่นะครับ ไม่ได้ประโยชน์เลย ปรากฏเป็นสะพานร่าง หมดไป ๔,๐๐๐ ล้านบาท ก็คือการแก้ปัญหาการจราจรในสะพานพระราม ๔ ไม่ได้เลย แก้ปัญหา ช่วยการจราจรที่ติดขัดบนถนนรัตนาธิเบศร์ไม่ได้เลย เพราะว่าคิดจะทำก็ทำ เป็นสะพาน สร้างใหม่นะครับท่านประธาน ชื่อสะพานนนทบุรี ๑ ต่อมาได้ชื่อว่า สะพานมหาเจษฎาบดินทรานุสรณ์ เป็นสะพานเชื่อมระหว่างพระราม ๕ กับพระราม ๔ สร้างขึ้นตรงกลางสวยงามเลย คือเป็นการสร้างสะพานที่ไปดูตอนทางขึ้นว่า จะแก้ปัญหาอย่างไร แล้วไม่ดูว่าตอนทางลง คิดจะสร้างสะพานก็สร้างสะพาน หมดไปอีก ๔,๐๐๐ ล้านบาท ทางหลวงชนบทก็รับงานมีผลงานไป นี่ครับท่านประธานครับ เพราะฉะนั้น ในขณะที่ท่านพูดเรื่องโน้นเรื่องนี้สารพัด ความหน้าของการแก้ปัญหาจราจรเมืองใหญ่นี่ แต่ที่ทำกันแบบนี้ ใช้งบประมาณแผ่นดินกันขนาดนี้ ท่านว่ากันทีละสะพาน เอาละ สะพาน มหาเจษฎาบดินทรานุสรณ์ ๔,๐๐๐ ล้านบาทของทางหลวงชนบท ได้กลายเป็นสะพานร่าง ในขณะที่การจราจรติดขัดเพราะสร้างทางด่วนมาชนทางด่วน แต่นี่เหมือนสะพานนนทบุรี ๑ เป็นสะพานร่าง ไม่มีผู้ใช้เพราะทางขึ้นทางลงมันไม่เอื้ออำนวย อันนี้เป็นเคส (Case) เดียวกับ รถไฟฟูาสายสีม่วงนะครับ รถไฟฟูาสายสีม่วงนี่ก็คือลงทุนไปปรากฏว่าถึงเวลาใช้ไม่มีคนใช้ แล้วก็ไม่มีคนรับผิดชอบ สะพานของทางหลวงชนบทชื่อสะพานมหาเจษฎาบดินทรานุสรณ์ สร้างขึ้นมาว่าจะแก้ปัญหาจราจร ก็ไม่มีคนใช้เพราะทางขึ้นทางลงมันไม่เอื้ออำนวย ไม่ได้ สนใจ ท่านประธานครับ นี่เรื่องที่ผ่านไป แต่ผมถามหน่อยว่า ถ้าท่านคิดจะแก้ปัญหาจราจร เมืองใหญ่นั้น ยังมีอีก ๑๐ สะพานจะเกิดขึ้น ผมอ่านไม่ทัน จดไม่ทัน เพราะไม่นึกว่าจะมี การอภิปรายมาถึงเร็วนะครับ ยังจะมีสะพานที่ท่านคงได้ยินอีก ๑๐ สะพาน ที่จะเชื่อม ระหว่างกรุงเทพฯ เอาข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาละก็คือเชื่อมฝั่งธนกับกรุงเทพฯ เชื่อมเมืองนนท์ กับกรุงเทพฯ ต่อไปจะมีสะพานจันทนแกับเจริญนคร จะมีสะพานเกียกกาย ซึ่งอันนี้เราพอ คุ้นหน่อย เพราะได้ข้าวว่าจะไปลงตรงที่จะสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ ผมไม่เสียเวลาอ่าน แต่อยาก ฝากกรรมาธิการไปว่า ยังมีอีก ๑๐ สะพาน ๑๐ สะพานนี่คือพวกคิดสร้างสะพานก็สร้าง แต่สะพาน แต่พอลงหัวสะพานแล้วนี่จราจรจะติดขนาดไหนข้าพเจ้าไม่เกี่ยว ข้าพเจ้าคิดเป็น แต่เรื่องสร้างสะพาน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจึงเชื่อว่าท่านยังจะต้องทำงานกับ หน่วยงานราชการ จะต้องทำงานกับทางหลวงชนบท ต้องทำงานอยู่กับกรมทางหลวง ต้องทำงานอยู่กับ สนข. ต้องทำงานอยู่กับการทางพิเศษ ไฟฟู้า นี่ผมจะยังไม่พูดอีกนะครับ เดี๋ยวเวลาจะเกินมาก ขอเกินสัก ๑ นาที ว่าอีก ๑๐ สะพานที่จะเกิดขึ้นนี้ ท่านได้หยิบมา คุยไหม ได้มาถามไหมว่าวิเคราะห์แวิจัยว่าจะแก้ปัญหาจราจรเมืองหลวงได้อย่างไร และถ้า ไม่ได้ใครรับผิดชอบ เงินแผ่นดินทั้งนั้น ไม่ได้ก็ลอยหน้าลอยตา ไม่ได้ก็ไม่ต้องรับผิดชอบ บ้านนี้เมืองนี้อยู่กันแบบนี้ใช่ไหม กี่ชาติท่านก็แก้ปัญหาจราจรเมืองใหญ่ที่ท่านศึกษาไว้ ไม่ได้ดอก เพราะว่าอะไรก็ตามถ้าขาดความรับผิดชอบเสียแล้วไม่จบละครับ ใครเคยผ่าน ถนนเกษตร-นวมินทร์แบ้าง ท่านเห็นไหมครับต่อม่อที่ตั้งอยู่ นั่นมันทำเสร็จตั้งแต่ปี ๒๕๓๔ ปี ๒๕๔๔ ปี ๒๕๕๔ เกือบ ๒๐ ปีแล้วครับท่านประธาน ต่อม่อที่เกษตร-นวมินทร์แนั่นน่ะ เว้นคืนก็แล้ว ลงไปแล้วเป็นพันล้านก็ไม่สร้าง ก็ไม่สร้างแล้วทําไม ทําไมต้องรับผิดชอบ เงินแผ่นดินนะครับนั่น โฮปเวลล์ (Hopewell) ว่าเป็นเรื่องของจีนเข้ามาลงทุน จีน ฮ่องกง มาลงทุนไว้ว่าทะเลาะว่าโกง แต่ต่อม่อที่โผล้อยู่เป็น ๑๐ ปี ๑๐ กว่าปีนี่ บนถนนเกษตร- นวมินทร์แนั่นน่ะ การทางพิเศษเอาอย่างไร จะมาโทษการทางพิเศษในวันนี้ก็ไม่ได้ เพราะว่า ต้องโทษคนที่คิดที่บอกให้รัฐลงทุน แล้วอย่างไร ทําไมต่อม่อยังเป็นต่อม่ออยู่เช่นนั้น

ท่านประธานที่เคารพครับ ดังนั้นผมจึงอยากฝากท่านประธานกรรมาธิการไว้ ในฐานะที่ท่านคิดแก้ปัญหาจราจรเมืองใหญ่นั้น มันตั้งหลายร้อยแผน แต่เหนืออื่นใดนะครับ ขอความรับผิดชอบหน่อยเถอะ เวลาคิด เวลาศึกษา เวลาลงทุน เป็นเวลาของราชการทั้งสิ้น ข้าราชการคิด ข้าราชการวิจัย ข้าราชการศึกษา แต่พอตัดสินใจเอาเงินของแผ่นดินไปลงแล้ว ไม่เป็นไปอย่างที่ว่า หรือทำค้าง ๆ ค่า ๆ หรือประเมินว่าจะมีผู้โดยสารเท่านั้นเท่านี้และ ไม่เป็นไปอย่างนั้นอย่างนี้ ขอความรับผิดชอบหน่อยได้ไหมครับ ขอท้วงความรับผิดชอบ หน่อยได้ไหมครับ แต่นี่ไม่ครับ ลอยหน้าลอยตาไม่มีคนรับผิดชอบ ผู้ว่าคนเก่ามา ผู้ว่าคนใหม่ไป ผู้ว่าคนต่อไป รัฐมนตรีคนเก่า รัฐมนตรีคนใหม่ รัฐมนตรีคนต่อไป กรรมาธิการชุดนี้ก็ไม่ใช่ ชุดแรกที่ศึกษาเรื่องนี้ ศึกษาทิ้งแล้ว ใครทำไปแล้ว ขาดความรับผิดชอบ หัวใจคือขาด ความละอายที่จะแสดงความรับผิดชอบต่อเงินของแผ่นดิน ต่อเงินของประเทศชาติ ที่สูญเสียไป เราถึงไม่ไปไหนครับ จะศึกษาจะขนาดไหน ศึกษาแล้วทำไปขนาดไหน แต่ถ้าปราศจากความรับผิดชอบก็จะเป็นอย่างตัวอย่างที่ยกมาเห็นกันชัด ๆ นี่แหละครับ ขอขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตนแ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณท่านสมพงษ์แค่ะ เชิญท่านประธานกรรมาธิการตอบค่ะ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ กรรมาธิการ 🔗

ผมขออนุญาตตอบก่อนนะครับ ผม เสรี ประธานอนุกรรมาธิการนะครับ ต้องขอบคุณสมาชิกครับ อยู่กันอย่างอุ่นหน้า ฝ่าคั่ง ถือว่าเป็นการช่วยงานจราจรที่ไม่ออกไปพร้อมกันและมันจะไปติดอยู่ข้างนอก นะครับ ถือว่าทุกท่านช่วยงานจราจรได้เป็นอย่างดี ต้องกราบเรียนครับ ขอย้อนนะครับ จากท่านสมาชิกที่อภิปราย ขออนุญาตเพิ่งนั่งสักครู่ เป็นพี่ชายผมเองนะครับ พี่สมพงษ์ สระกวี เป็นสมาชิกวุฒิสภารุ่นเดียวกัน จบโรงเรียนวัดนวลนรดิศด้วยกันด้วยนะครับ โรงเรียน เดียวกันไม่คิดว่าจะล็อกันเองเสียแล้ว ไม่ละครับ คือเรื่องต่อม่อนี่นะครับ เป็นต่อม่อของ การทางพิเศษ แล้วที่ติดนี่นะครับ ไม่ได้สร้างมานี่เขาขึ้นต่อม่อไว้ ต้องพูดตรง ๆ ครับ ติดที่ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตอนนั้นก็ออกมาคัดค้านกันเยอะนะครับ แต่ตอนนี้ก็เบาแล้ว ในยุคปัจจุบันนี่ครับ ถ้าจะใช้นโยบายของรัฐในการที่จะสร้างนี่ผมว่าน่าจะง่ายขึ้นกว่ายุคก่อน และทางด่วนตรงนั้นเขาเรียกว่าทางด่วนสายที่ ๓ นะครับ และนโยบายรัฐบาลตอนนี้เท่าที่ฟัง ดูนะครับ ท่านก็กําลังจะทำเส้นนี้ให้สามารถใช้การได้นะครับ

เรื่องที่ ๒ เรื่องของการออกแบบ ไม่ว่าทางรถไฟสายเส้นนั้นสร้างไม่เสร็จ ไม่เชื่อมต่อกับเส้นนี้ สร้างเส้นนี้ไม่เชื่อมต่อกับเส้นนั้น หรือดูอย่างทางด่วนที่เปิดใหม่นี่ครับ จากกาญจนาภิเษกวิ่งมาชนตรงทางด่วนสายเก่า มีปูายขึ้นว่าไปแจ้งวัฒนะได้ แต่ปรากฏว่า ไม่มีช่องทางไป ถ้าขึ้นเหนือขึ้นไม่ได้ ก็ถามทางท่านผู้ว่ามาเป็นอนุอยู่ด้วยกันจริงท่านก็บอกว่า มันก็มีโครงการจะทำอยู่ แต่ตอนนั้นเป็นผู้ว่าคนก่อนนะครับ ไม่ใช่ผู้ว่าการทางคนปัจจุบัน นะครับ ก็ไป ๆ มา ๆ ก็หมายความว่ามาจากกาญจนาภิเษกพอมาถึงทางด่วนเก่าที่จะไป แจ้งวัฒนะได้ ไปไม่ได้ ต้องหาทางลงไปติดข้างล่าง ซึ่งมันก็เป็นเรื่องที่แปลกนะครับ เพราะถ้าสร้างทําไมไม่สร้างให้ต่อไปเลยนะครับ แต่ผู้ว่าปัจจุบันกําลังจะหาทางเชื่อมต่อแล้วก็ เชื่อมต่อไปทางโทลล์เวย์ (Tollway) ด้วยนะครับ อันนี้ก็คือข้อชี้แจง

ส่วนการออกแบบที่พี่สมพงษ์และหลายท่านพูดถึงครับ มันเป็นปัญหาจริง นะครับ ผมว่าต้องมีการปฏิรูปอย่างใหญ่หลวงสำหรับคนที่ออกแบบทางถนนด่านต่าง ๆ มีถนนหลายเส้นที่เวลาสร้างนี่นะครับ ถนนเส้นเก่าไปนี่พอขยายถนนสูงกว่ากันเมตรหนึ่ง ท่านไปดูแถวราชพฤกษ์แค่รับ ก็เคยสอบถามนะครับว่าทำไมสร้างสูงต่างกันขนาดนี้ ก็มีปัญหา ว่าที่สร้างอย่างนี้เพราะคนออกแบบออกแบบนี้ บอก อ่าวแล้วไม่ได้เห็นเลยหรือว่าเส้นทาง ๒ เส้นทางนี่ครับ พอวิ่งเส้นเก่ามามันจะไปเข้าทางที่ขยาย ต้องวิ่งตะแคงเอียงขึ้น มีที่ไหนในโลกครับ แต่มีที่ ถนนราชพฤกษ์แนะครับ ท่านลองไปดูนี่คืออะไรครับ นี่คือปัญหาของคนออกแบบ และข้อสำคัญตอนนี้ท่านประธานครับ การสร้างถนนต่อไปในอนาคต กรรมาธิการเราเสนอ นะครับว่าจะสร้างถนน มีการประมูลจะสร้างถนนหรือขยายถนนต้องประมูลกำหนด เรื่องเวลาด้วย ท่านต้องแข็งเวลาด้วยว่าจะเสร็จเมื่อไร แต่ไม่ใช่เอาระยะยาวครับ ๒ ปี ๓ ปี แล้วก็ขยายได้อีก ไป ๆ มา ๆ ๔-๕ ปี ถนนเส้นหนึ่งสร้างไม่เสร็จนะครับ ถ้าหากว่าในยุคนี้ เครื่องไม่เครื่องมือ เครื่องจักร คนงานมันมีความพร้อมก็สามารถแข็งเรื่องกำหนดเวลาได้ว่า จะเสร็จภายใน ๖ เดือน ๑ ปีแล้วต้องเสร็จนะครับ ถ้าหากว่าทำอย่างนี้ได้ถนนต่าง ๆ ที่ขยาย มันเสร็จเร็ว จราจรก็ดีขึ้น แต่สิ่งที่เป็นปัญหาปัจจุบันท่านเชื่อไหมครับ ว่าถนนบางเส้นที่กำลัง สร้างนี่นะครับ สร้างจนรถวิ่งได้แล้วแต่ไปติดที่อะไรครับ ไปติดที่ตู้ค่อนเทนเนอร์ (Container) ไปติดที่แท่งปูน ไปติดที่อุปกรณ์แวางเกะกะริมถนนไปหมด ขาดคนที่เข้ามา จัดการรับผิดชอบ นี่มันเห็นเป็นเรื่องที่แปลกนะครับ ทั้ง ๆ ที่ถนนตอนนี้เราใช้ได้เพิ่มอีก ตั้งเยอะ แต่เราไปติดขัดเรื่องพวกนี้ เรื่องหยุม ๆ หยิม ๆ ดูแล้วเป็นเรื่องที่ไม่ใหญ่ แต่เป็น เรื่องใหญ่เพราะไม่มีใครทํา ไม่มีใครรับผิดชอบ อันนี้คือปัญหา ส่วนที่จะแก่ทางนี้ได้ที่ ท่านสมพงษ์แก่รุณาพูดถึงหรือหลายท่านพูดถึงนี่นะครับ คือในการก่อสร้างเรามีข้อเสนออยู่ใน หน้า ๕๕ ถ้าเป็นโครงการใหญ่ต้องมีระบบตรวจสอบด้วยครับ ต้องมีคนกลางบุคคลที่ ๓ เข้ามาตรวจสอบงานโครงการเหล่านี้ด้วยนะครับ มันจะเสร็จสมบูรณ์แอะไรมากน้อยแค่ไหน อันนี้เราก็จะต้องมีเรื่องของการวางแผนงานตั้งแต่แรกและมีคนตรวจสอบ แต่การรับงานนี่ ก็สำคัญนะท่าน นี่ต้องฝากพี่สุจิณครับ เวลาจะตรวจรับงาน งานไม่เรียบร้อยครับ ปุ ๆ ปะ ๆ นะครับ มีท่อกลางถนนก็สูงกว่าระดับถนน ที่ผมยกตัวอย่างที่เห็น ผ่านบ่อย ราชพฤกษ์แนี่เห็น เลยครับ ก่อนจะขึ้นทางด่วนทางสายใหม่ถนนราชพฤกษ์แต่รงตลิ่งชัน กลางถนนมีท่อฝั่งเป็น ฝ่าท่อแต่สูงกว่าระดับ มันเป็นไปได้อย่างไรครับ ถ้าตรวจรับงานผ่านนี่ผมว่าแย่เลยนะครับ แล้วก็มีอย่างนี้อีกหลายสาย ที่งานไม่เรียบร้อยแต่แปลกที่ตรวจรับงานกันได้ ผมต้องเรียน นะครับ การบังคับใช้กฎหมายต้องจริงจังนะครับ เจ้าหน้าที่พูดตรงนี้ ถ้าสื่อสารไปนี่นะครับ มิฉะนั้นจะมีปัญหาในทางคดีความกันหมด ก็ฝากไว้นะครับว่า การตรวจรับงานนี้เป็นเรื่อง สำคัญ ถ้าไม่ดีจริงต้องอย่ารับครับ มิเช่นนั้นแล้วมันปุ ๆ ปะ ๆ รถวิ่งไปชะลอ ๆ รถก็ติดอีก มันก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งนะครับ

ส่วนรายงานที่ท่านเฉลิมชัยได้กรุณาเสนอว่า เดี๋ยวจะทำเป็นรายงานใหญ่ รายงานฉบับนี้ก็คือฉบับของกรรมาธิการแล้ว ผ่านอนุมาที่มาอธิบายเยอะว่าเป็นเจ้าภาพ รู้เรื่องเหล่านี้เยอะก็เลยต้องพูดอธิบายเยอะ เดี๋ยวก็จะปรึกษาท่านประธานนิกรว่าจะทำ อย่างไรให้มันชัดเจนขึ้นนะครับ

ส่วนที่ท่านอาจารย์แดุสิตพูดถึงโรงเรียน ที่ให้ความสำคัญไปที่โรงเรียนนะครับ ว่าการจราจรอะไรติดขัดครับ อยู่ที่หน้า ๕๗ ข้อ ๑.๑๒ แล้วก็เรื่องของการให้ตั๋วนักเรียน นักศึกษา เราเสนอให้ฟรีนะครับ ขึ้นรถฟรีเลย แล้วก็จัดรถบริการให้รับส่งนักเรียนที่มี คุณภาพ อยู่ที่หน้า ๗๖ ข้อ ๑.๔ นะครับ และบริการนักเรียนที่มีคุณภาพอยู่หน้า ๗๗ ข้อ ๒.๖ คือเรามีเรื่องพวกนี้นะครับ แต่ถ้าส่วนใดที่ท่านอภิปรายเพิ่มกว่านี้เดี๋ยวเราจะไป เพิ่มให้นะครับ

นอกจากนั้นท่านอาจารย์แวันชัย สอนศิริ ได้เสนอว่า สิ่งที่เราเสนอท่านจะให้ สัมฤทธิ์ผลได้อย่างไร ปัญหาบนทางด่วนเรามีรายละเอียดเลยนะครับ ว่าแก้ปัญหา จราจรทางด่วนมีอยู่ในหน้า ๕๗ ถึงหน้า ๕๙ มีทั้งหมดครับ เราไปสำรวจหมดนะครับ ว่าทางด่วนมันเกิดอะไรขึ้น มันเกิดวิ่งมา ๓ เลน (Lane) และมาบวกอีก ๒ เลน (Lane) ทางขึ้น วิ่งไปอีกหน่อยเป็น ๓ เลน (Lane) รถติดยาวนะครับ นี่เราก็มีข้อเสนออยู่ในหน้า ๕๗ แล้วก็หน้า ๕๙ แต่ท่านถามว่าแล้วที่ฟุตปาธ (Footpath) เอาไว้จอดรถเต็มไปหมดจะแก้ให้เป็นรูปธรรมได้อย่างไร ท่านดูหน้า ๖๘ นะครับ หน้า ๖๘ เสนอเลยนะครับ หน้า ๖๘ เป็นมาตรการการบังคับใช่กฎหมายครับ นอกจากไม่ใช่แค่วางของ ไม่ใช่แค่วางของอย่างเดียวละครับ หรือจอดรถกีดขวางอย่างเดียวนี่นะครับ หน้า ๖๘ บัญญัติ เป็นกฎหมายเลย ถ้าท่านต้องการที่จะไม่ให้จอดถนนแบบนี้มีข้อเสนอครับ ข้อ ๕.๑.๒ กำหนดอัตราโทษความผิดจากเดิมที่มีอัตราโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท ให้แก้ไขเพิ่มโทษเป็น ปรับตั้งแต่สองพันบาทถึงสองหมื่นบาทนะครับ สองพันถึงสองหมื่น อาจารย์แวันชัยจะไปจอด ก็ลองดูนะครับ โดยมีข้อหา อย่างเช่น ขับรถแข่งบนถนนสาธารณะ ขับรถเร็วน่าหวาดเสียว อันนี้โทษต้องหนัก เพราะมันทำให้ชาวบ้านเดือดร้อน อันที่ ๒ จอดรถในที่ห้ามจอด หรือจอด เกินเวลาที่กำหนดให้จอด อันที่ ๓ ขับแซง ขับแทรก หรือแซงไม่เป็นลำดับ อันทำให้เห็นว่า เป็นคนเห็นแก่ตัวเป็นความผิดนะครับ ต่อไปขับรถผ่านคนข้ามถนนโดยไม่ให้คนข้ามถนน ไปก่อน โทษปรับ ๒,๐๐๐-๒๐,๐๐๐ บาท นะครับ อันนี้ยกตัวอย่างเป็นต้น ดังนั้นการแก้ไข ปัญหาที่เป็นรูปธรรมได้อยู่ที่สภาพการบังคับใช้กฎหมาย

ส่วนท่านจินด้านะครับ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านได้พูดถึงวินัยจราจร เรื่องเส้นทางและมีการกำหนดระยะเวลาการปล่อยรถอะไรต่าง ๆ อันนี้เราเสนอไว้แล้ว นะครับเรื่องวินัยจราจรมีแล้ว แต่ส่วนที่ท่านไปพูดถึงว่าต้องเบี้ยปรับจราจรมันจะมี ๒ ตัวครับ ตัวหนึ่งคือเงินร่างวัลนำจับ อีกตัวหนึ่งคือร่างวัล เราเสนอไปแล้วครับ เสนอไปแล้ว ว่าให้ยกเว้นไม่ต้องจ่ายเงินรางวัลกับตำรวจ แต่ตำรวจก็มาชี้แจงให้ข้อมูลครับว่า ๑. มันเป็น ขวัญกำลังใจ ไม่มีเงินนำจับนะครับ เงินนำจับนี่ให้เฉพาะตัว แต่เงินร่างวัลนี่ขอให้มี เพราะว่า เงินร่างวัลเป็นแรงจูงใจให้หน่วยงานนะครับ ไม่ได้ให้คนจับนะครับ แม้ว่าจะมีโทษปรับ แต่ตอนนี้ท่านทราบไหมครับว่าเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานเขาได้มีลิมิต (Limit) เขาจะจับมาก เท่าไรไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท ถ้าจะได้นะครับ ถ้าเฉลี่ย เพราะฉะนั้นเราก็เห็นใจครับ เดี๋ยวจะ กลายเป็นว่าเราจะให้เขาแก้ปัญหาจราจรร่วมมือกับเรา แต่เราก็ไปตัดเงินส่วนที่พอจะให้กัน ได้แล้วก็ไม่ได้ผิดกฎหมายมันก็จะทำให้ขาดความร่วมมือไปอีก ตอนนี้ขวัญกำลังใจอย่าไปแตะ นะครับ แล้วก็ให้ไปตามเกณฑ์แที่เขาเคยได้รับซึ่งไม่ได้มากนะครับ ส่วนสินบนนั้นให้กับ คนชี้ช่อง เราก็เสนอครับ ใครชี้ช่องว่าใครทำผิดจราจรถ่ายรูปมาเลย พอถ่ายรูปเสร็จเป็น หลักฐานปั๊บนี่นะครับ ดำเนินคดีถ้ามีเงินค่าปรับให้คนชี้ช่องนั้นได้สินบน อย่างนี้เป็นต้น

ส่วนพี่กิตติก็พูดถึงการบังคับใช้กฎหมายก็อยู่ในเกณฑ์แที่อธิบายไปแล้วนะครับ

นอกจากนั้นท่านอำนวย นิ่มมะโน พูดหลายประเด็นครับ จริง ๆ แล้วเส้นทาง การเดินรถทั้งหมดที่บอกว่าต้องทบทวนระบบอยู่ในหน้า ๕๕ เราเสนอไว้แล้วครับว่าระบบ การปล่อยสัญญาณอะไรต่าง ๆ มันควรต้องทบทวนต้องรีเซต์ (Reset) เส้นทางเดินรถตอนนี้ ก็กำหนดกันไว้นานแล้วต้องมาตรวจสอบกันใหม่ เพราะมีบางช่องทาง ยกตัวอย่างลงจากสะพานตรงโรงพยาบาลหัวเฉียว วิ่งจะไปทางสยาม มีปูายเขียนเวลาว่า ๑๐ โมงห้ามเข้าอย่างนี้นะครับ แต่ปรากฏว่าปูายอันนี้มันตัวเล็ก ถ้าคนเคยผ่านไปแถวนั้น บ่อย ๆ ก็ไม่เกิดปัญหา แต่ปรากฏว่าคนไม่เห็นก็วิ่งเข้าไป และไปเจอตำรวจอยู่ตรงกลางทาง กับปลายทาง เราก็ถาม วันนั้นผมก็เข้าไปผมก็ถามแล้วทำไมตำรวจไม่มายืนต้นทาง แล้วก็ บอกเขาห้ามเข้านะครับ อันนี้ไป ๆ มา ๆ คือเหมือนกับกับดักนะครับ กับดักให้คนเข้ามา คนก็ถูกจับเป็นทิวแถวไปหมด สัญญาณจราจรแบบนี้ต้องเลิก อย่างนี้เป็นต้น หรือที่ซังฮี้ที่มี ปัญหามากนะครับ วิ่งมาจากโรงเรียนเซ็นต์แคาเบรียลเส้นทางนี่เป็นเส้นทางรถเมล์แครับ แต่ปรากฏว่ามันสะดวกกับการขึ้นซังฮี้ พอใครมาเส้นทางช่วงเวลาที่ห้ามนี่ครับ ทั้งที่มัน สะดวกรถไม่ติด โดนจับเป็นแถวอีก ก็เชิญโรงพักสามเสนมานะครับ ท่านรองผู้บัญชาการ ท่านเดชณรงค์แก็อยู่ในกรรมาธิการเรา ก็บอกเจ้าหน้าที่ว่าอย่างนี้สัญญาณอย่างนี้จะแก้ไหม นะครับ ท่านก็เห็นปัญหา ท่านเชื่อไหมครับ ตั้งแต่วันนั้นจนวันนี้ตำรวจรับปาก ๓ วันจะแก้ ตอนนี้ยังดักจับชาวบ้านเขาอย่างเก่าอยู่เลย อย่างนี้เป็นต้น ปัญหามันอยู่ที่ผู้ปฏิบัติเยอะ นโยบายไม่ยอมแก้ไขเปลี่ยนแปลงโดยเร็ว ส่วนคอขวดขึ้นจากสะพานซังฮี้มา มันก็จะมี ช่องทางที่ขึ้นแต่เส้นทางที่ขึ้นสะพานเป็นคอขวดมันทำให้รถติดแน่นอน แต่วิธีการเสนอของ กรรมาธิการ ถ้าลงจากซังฮี้ต้องหาทางระบายเร็วครับ ตำรวจต้องเข้าใจคำว่าระบายรถเร็ว ทำอย่างไร ถ้าหากว่าสามารถข้ามสะพานมาได้และขึ้นสะพานมาระบายเร็วทางที่ก่อนจะขึ้น สะพานมันก็จะสามารถจะระบายรถได้เร็วด้วยเห็นไหมครับ เพราะฉะนั้นปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้เราเสนอเพื่อที่จะหาทางออกแก้ปัญหาได้หมดนะครับ ส่วนคอขวดที่ท่านอำนวยพูดถึง มีรีเวิร์แสซิเบิลเลน (Reversible Lane) เสนอแก้แล้วครับ ท่านเปิดดูอยู่ที่หน้า ๖๐ ส่วนตะเข็บร้อยต่อระหว่างพื้นที่ระหว่างเขตจังหวัด อยู่ที่หน้า ๘๐ (๓) และส่วนการติดกล้อง ทุกคันเราเสนอไว้ให้รถทุกคัน ตอนนี้เอกชนบังคับไม่ได้อยู่ในหน้า ๗๐ (๑๒) แต่เราบังคับว่า เอกชนขอให้ความร่วมมือในการติดกล้อง เพราะว่าสามารถช่วยงานอื่น ๆ ได้ด้วย แต่รถราชการต้องบังคับให้ติด อย่างนี้เป็นต้น ส่วนทางน้ำ ทางเรือ เราเสนออย่างเป็นระบบ เลยนะครับ มากกว่าที่ท่านอำนวยอธิบายด้วย อยู่ในหน้า ๖๓ ปรับปรุงพัฒนาเรือโดยสาร มีรายละเอียด ๓-๔ หน้า อันนี้ก็กราบเรียนนะครับ ทำความเข้าใจว่าในรายงานฉบับนี้มอง ทุกมิติ แต่ส่วนท่านอภิปรายอะไรเพิ่ม เดี๋ยวเราจะไปเพิ่มได้เราจะทําให้สมบูรณ์แขึ้น

ส่วนของท่านปานเทพ กราบขอบพระคุณมาก ท่านให้ความสำคัญไปที่ การมีส่วนร่วมของประชาชน เรื่องการแจ้งเหตุเรื่องอะไรต่าง ๆ นะครับ ของท่านปานเทพ อยู่ในหน้า ๖๖ ท่านกรุณาช่วยดูนิดหนึ่งสมบูรณ์ไหม ถ้าไม่สมบูรณ์แช่วยบอกเพิ่มมาด้วย นะครับว่าจะให้สมบูรณ์แอย่างไร ท่านอนุผมมีท่านใดจะเพิ่มไหม ท่านทวีศักดิ์มีอะไร จะเพิ่มไหม ท่านสุจิณมีอะไรจะเพิ่มไหม ครบถ้วนหรือยัง ที่กราบเรียนเพื่อให้เห็นถึงปัญหาว่า สิ่งที่กรรมาธิการ อนุกรรมาธิการเสนอ พยายามมองในมิติต่าง ๆ ส่วนรายละเอียดของปัญหานั้น ไม่ใช่ว่าเราเสนอแต่นโยบายภาพรวม ๆ เราเสนอถึงปัญหาตัวจริงว่าถ้าเกิดปัญหาจราจรแล้ว จะแก้อย่างไร เดี๋ยวนี้เรากลายเป็นโรคชนิดหนึ่งว่าเราขับรถไปไหน เมื่อก่อนหงุดหงิดกับ จราจรที่ติดขัด เดี๋ยวนี้พอเราขับรถกันไปไหนเราไม่หงุดหงิด แต่เราอยากรู้ว่ามันติดตรงไหน เราจะไปดูที่ติดสักหน่อยนะครับ มันกลายเป็นอย่างนี้ไป เพื่อให้เห็นสภาพความเป็นจริงครับ ว่าการที่จราจรมันติดในขณะนี้เราก็ห่วง อย่างที่ท่านอาจารย์แวันชัยห่วง เราทำรายงานฉบับนี้มา เรานึกตลอดเวลาครับ ที่เราทำมานี่มันจะแก้ไขปัญหาได้ไหม และเราเขียนมาอย่างนี้ระบบ แบบนี้เราเขียนแล้วมันจะแก้ปัญหาได้จริงไหม เพราะฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่สำคัญนี่นะครับ คือคนที่ รับผิดชอบต้องมีใจในการจะแก้ปัญหา คนที่รับผิดชอบต้องติดตามปัญหา คนที่รับผิดชอบต้องรับรู้ปัญหา คนที่รับผิดชอบเมื่อรับรู้ ปัญหาแล้วต้องมาวิเคราะห์แปัญหา แล้วเสนอทางออกประชุมร่วมกันหลาย ๆ ฝุาย เพื่อแก้ปัญหา ถ้าแก้ไม่ได้กำหนดเป็นนโยบายแจ้งผู้บังคับบัญชาเหนือกว่าเพื่อจะหาทางออก ทางแก้ ดังนั้นผมเชื่อว่ารายงานฉบับนี้นะครับ ต้องขอบคุณท่านประธานนิกรผมเป็นอย่างยิ่ง ที่ให้ความสําคัญ แล้วก็สนับสนุนการทํางานของอนุกรรมาธิการอย่างเต็มที่นะครับ ทําให้ รายงานนี้เป็นรายงานอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งผมก็กราบเรียนว่าถ้าหากว่าได้ความคิดเห็นของท่าน สมาชิกที่เสนอมาทั้งหมดแล้วฟังจากฝุายนอกด้วย เสียดายครับที่เวลาเราจำกัด ถ้าเราฟัง วิชาการเพิ่มมากขึ้น ฟังแนวทางต่าง ๆ เพิ่มมากขึ้นเราก็อาจจะได้ข้อมูลที่มากกว่านี้ แต่อย่างไรก็ตามถ้านํารายงานนี้สู่รัฐบาล ถ้ารัฐบาลเห็นความสําคัญของการแก้ปัญหาจราจร อย่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญอยู่นะครับ กรุณาเอารายงานฉบับนี้ไปปฏิบัติในเชิง ความเป็นจริง ให้มีคำสั่งออกมาที่มีผลบังคับได้ มีนโยบายแล้วก็ปรับปรุงกฎหมายทันที ถ้าไป ผ่านกระบวนการ ผ่านนิติบัญญัติ ผ่าน สนช. กฎหมายก็ออกช้านโยบายที่ออกมาก็ปฏิบัติ ไม่ได้ ถ้าเอาอย่างนี้ทั้งระบบไปปฏิบัติผมเชื่อได้ครับ ผมเชื่อมั่นว่านโยบายที่จะกำหนดก็ดี กฎหมายหรือคำสั่งที่สามารถออกมาได้อย่างรวดเร็วก็ดี จะแก้ปัญหาจราจรอย่างที่เรากังวล อยู่ในปัจจุบันนี้ได้ ส่วนการบังคับใช้กฎหมายนั้นเป็นเรื่องสำคัญ เจ้าหน้าที่เองก็จะต้อง ออกมาแบบไม่เลือกปฏิบัติ ไม่หาผลประโยชน์ ไม่กลั่นแกล้ง ทำหน้าที่ด้วยความสุจริต ทำงาน ๒๔ ชั่วโมงนะครับ ๒๔ ชั่วโมงหมายความว่าผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันในการจะเข้า แก้ปัญหาร่วมกัน แล้วอย่าแก้ปัญหาเฉพาะชั่วโมงเร่งด่วน เมื่อเวลาใดก็ตามเกิดการจราจร ติดขัดปั๊บออกมาทันที แก้ทันที สั่งทันที กำกับทันทีนะครับ ผมว่าแนวทางตรงนี้น่าจะเป็น ทางหนึ่งที่จะแก้ปัญหาจราจรในกรุงเทพมหานครแล้วก็รวมถึงในจังหวัดอื่น ๆ ที่เราเสนอไว้ ตามรายงานนี้ด้วยครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตนแ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านนิกร จำนง ค่ะ

นายนิกร จำนง ประธานกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จำนง ในฐานะประธานกรรมาธิการนะครับ ด้วยความเกรงใจก็จะสรุปประเด็น สําคัญสั้น ๆ นะครับ

ประเด็นแรก ท่านเฉลิมชัยได้กรุณามากเมื่อกี้มาหาผมที่ข้างหลังว่า มันเหมือนมันจะงอกไปหรือเรื่องการจราจร ผมก็อยากจะเรียนว่าอยากจะทวนท่านสมาชิกว่า กรรมาธิการชุดนี้มีอำนาจแค่ไหน เพียงไร ถ้าท่านจำได้ว่าตอนที่เราเสนอเรื่องตั้งกรรมาธิการ ขึ้นมาในครั้งแรกในวันนั้นท่านเสรีได้ยกประเด็นเรื่องการจราจรที่มีปัญหา แล้วที่ประชุมก็เลย มีความเห็นว่าให้ตั้งศึกษาเรื่องความปลอดภัยทางถนน แล้วก็ให้พิจารณาควบ ๆ กันไปเรื่อง ประเด็นของท่านด้วยนะครับ พอเราประชุมกรรมาธิการกันเสร็จก็ศึกษาเรื่องนี้แล้วท่านเสรี ก็ขอตั้งอนุกรรมาธิการศึกษาเรื่องนี้ เราก็เรียงประเด็นไปแล้วก็ยืนยันกันชัดเจนว่าเรื่อง ของท่านจะอยู่ในส่วนไหนนะครับ เรามีถ้าท่านจําได้ผมเสนอต่อที่ประชุมนี้เป็นเรคคอร์แด (Record) อยู่เรียบร้อย และที่ประชุมนี้ผ่านเป็นมติไปแล้วก็คือว่า ๑. แผนระยะสั้นช่วงปีใหม่ ที่จะถึง ๒. แผนระยะกลาง ก็คือให้มีแผนยุทธศาสตร์ แผนแม่บท ๕ ปี แล้วก็แผนระยะยาว แผนระยะยาวตรงนั้นในข้อ ๖ เสนอไปชัดว่า ๖.๓.๖ การแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุถนน โดยส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะที่มีความเพียงพอและเหมาะสม รวมทั้ง การแก้ปัญหาจราจรที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน นี่เป็นเรื่องของจราจรเมืองใหญ่ ซึ่งตรงนี้เป็นมติ ชัดเจนไปและมีการยอมรับ และในรายละเอียดที่มีการนำมาเสนอต่อที่ประชุมไปแล้วก็คือว่า จะมีการพูดถึงการแก้ปัญหาอุบัติเหตุทางถนนด้วยระบบขนส่งสาธารณะที่เป็นประเด็นย่อย นะครับ ก็คือผมเสนอไปว่าให้ใช้ระบบรางซึ่งในนี้มีระบบรางมีการนำเสนอชัดเจนนะครับ ระบบขนส่งมวลชนระดับเมือง เป็นขนส่งมวลชนให้เกิดมีการบริการแล้วประชาชนจะได้ใช้ได้ ระบบขนส่งทางรางระดับภูมิภาคเชื่อมไปด้วยนะครับ ด้วยรถโดยสารก็คือใช้ลักษณะ บัสทรานสิต (Bus Transit) ซึ่งในนี้ก็มีเรื่องรถเมล์แรถอะไรอยู่แล้ว ตลอดจนรถรับจ้างในนี้ก็มี รายงานเรื่องรถแท็กซี่อยู่ครบ ประเด็นที่สำคัญที่มีการสรุปไปก็คือว่าถ้าระบบเมืองของ เมืองหลวงหรือว่าเมืองใหญ่ มีระบบการจราจรสาธารณะที่ดี มันก็จะทำให้เกิดคนมาใช้เยอะ พอใช้เยอะหลักการที่สำคัญมาก ๆ ก็คือว่าการใช้รถส่วนตัวน้อยลง เช่น ที่เขาเสนอว่าให้ใช้ ระบบบัสทรานสิต (Bus Transit) ที่ว่าให้คนไปขึ้นระบบรางก็คือฟีดเดอร์ (Feeder) ส่วนนั้น จะทำให้คนใช้มอเตอร์ไซค์แน่อยลง และมอเตอร์ไซค์แคือตัวที่ทำให้ตายเยอะนะครับ ที่นั่งรถ มอเตอร์ไซค์แรับจ้างก็จะคลี่คลายไปก็เท่ากับเป็นไปตามกรอบ ผมได้นำเรียนท่านประธาน แล้วว่าโดยอำนาจแล้วเรามีเขียนไว้แล้วชัดเจนนะครับ ตรงนี้เป็นการขยาย

ทีนี้อยากจะกราบเรียนสมาชิกนะครับว่าในฐานะที่ผมเป็นประธานนี่นะครับ มองเห็นเรื่องนี้เป็นอย่างไรว่าจะมีความเป็นไปได้แค่ไหน เพียงใดที่ท่านสมาชิกเสนอมา ผมเรียนว่าผมเองตอนช่วงที่เป็นรัฐมนตรีช่วยคมนาคม ได้เป็นตัวแทนท่านรัฐมนตรีว่าการ ไปประชุม คจร. อยู่หลายครั้ง แล้วตั้งแต่สมัยนั้นจนกระทั่งถึงสมัยนี้ ปัญหาที่มีคือ คจร. ที่เขา เสนออัปเกรด (Upgrade) ขึ้นมาดูแลเรื่องนี้ด้วยมีปัญหาจริง ๆ หมายความว่าจะมี การพิจารณาว่าจะมีการจัดการอะไร แต่ไม่ได้ดูเรื่องจราจร หรือว่าปัญหาการจราจร หรือรถติดเลยตลอดมานะครับ ดังนั้นที่เสนอขึ้นมาว่าให้อัปเกรด (Upgrade) องค์แกรขึ้น มาใหม่ มาดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ ถือว่าเป็นความเห็นที่ชอบและเหมาะสม

ประเด็นที่ผมอยากจะกราบเรียนก็คือว่าอย่างนี้ครับ ขณะนี้เราจะสังเกตว่า ของเรานี่รถติดอันดับ ๑ หรือ ๒ ของโลกเหมือนกับปัญหาอุบัติเหตุแล้วที่เสียชีวิต มันเป็น ภาวะที่ว่าทางกรรมาธิการเขาเสนอมาถูกที่ถูกเวลา เพราะว่าในขณะนี้เดี๋ยวท่านออกไปก็เจอ รถติดแบบเป็นอย่างมากนะครับ ติดเป็นมาก ๆ เลยจนกระทั่งท่านนายกเองขณะนี้ถ้าเรา สั่งเกตว่าเมื่อการประชุม ครม. คราวที่แล้วนี่นะครับ ๒ สัปดาห์แที่แล้วได้มีคำสั่งไปใน ครม. เสียด้วยซ้ำว่าให้ดำเนินการแก้ปัญหาเรื่องรถติดที่กรุงเทพฯ เพราฉะนั้นผมเรียนว่าถูกที่ ถูกเวลาและกรรมาธิการเข้าสรุปขึ้นมานี่นะครับ มีความซับซ้อนมาก ผมนี่ลงนามเชิญบุคคล มาประชุมจนกระทั่งท่านเสรีขอขยายเวลาตาม เวลาที่ให้เดือนกว่า ๆ ไม่พอขยายไป ท่านจะเห็นว่ารายละเอียดในนี้มีละเอียดมาก แม้แต่ถนนซอยที่ลาดพร้าวก็มี แล้วถ้าท่าน เสนอประเด็นอะไรขึ้นมามีอยู่หมดในนี้ ก็เป็นรายงานที่ละเอียดมาก ประเด็นปัญหาคือว่า การดำเนินการจะเป็นอย่างไร ผมเรียนว่ารายละเอียดที่มีอยู่ครบถ้วนหมดแล้ว ประเด็น ปัญหาเรื่องจราจรไม่มีใครเคยอินทิเกรต (Integrate) มัน จราจรก็คือว่าตำรวจก็ไปทางหนึ่ง นะครับ คจร. นี่คุมแต่นโยบายอย่างเดียวที่ผมเรียนเมื่อกี้ ครั้งนี้เป็นครั้งที่สำคัญก็คือว่า ทางท่านกรรมาธิการ อนุกรรมาธิการได้รวมรายละเอียดมาไว้ที่เดียวกันหมดแล้ว ประเด็น ปัญหาก็คือว่า หรือประเด็นทางออกก็คือว่าการจัดการจะทำอย่างไร ผมก็กราบเรียนต่อเนื่อง ไปว่าเรื่องนี้ที่เราพูดถึงศีลธรรม จรรยา วินัยต่าง ๆ นี่ผมเองพรุ่งนี้จะมีการประชุมกับ ท่านอลงกรณ์เกี่ยวกับเรื่องรายงานเก่า แล้วก็วันที่ ๒๑ จะไปประชุม ๓ ฝุาย เพราะฉะนั้น ประเด็นที่เราเสนอไปเรื่องความปลอดภัยทางถนนจะเข้าไปสู่ที่ประชุม ๓ ฝุาย วันที่ ๒๑ แล้วต่อจากนั้นผมเองก็กราบเรียนว่าผมได้เอารายงานตรงนี้ไปคุยกับท่านรองวิษณุ เครืองาม แล้ว หมายถึงรายงานความปลอดภัยทางถนน แล้วก็ชุดนี้ผมก็เรียนท่านรองวิษณุไว้แล้วว่า เรากำลังจะเสนอชุดนี้ขึ้นมาตามหลังขึ้นมา ท่านวิษณุก็บอกว่าดีมาก จะได้ดูแลเรื่อง การจราจรด้วย ผมเรียนท่านไว้ก่อนแล้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมนี่เราเอาผลสรุป ของคราวที่แล้วส่งไปแล้ว มหาดไทยก็ส่งไปแล้ว รัฐมนตรีศึกษาส่งไปแล้ว ดังนั้นวันที่ ๒๑ จะมีการคุยกันแล้วก็ในนั้นบทสรุปก็คือว่าที่หลาย ๆ ท่านเสนอเรื่องวินัย ผมก็เรียนว่า ผมเสนอรายละเอียดนี้ไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการแล้ว จะมีหลักสูตรที่ไป สอนในโรงเรียน ท่านกอบกุลเป็นคนดูแลเรื่องนี้ ปัญหาก็คือว่าเราจะไปเริ่มนะครับตั้งแต่ ตรงนั้นเลยก็คือว่า นี่เป็นไม่นวมก็คือเริ่มตั้งแต่เด็กเรื่องวินัยที่ทุกคนต้องการมันจะไปเริ่ม ตรงนั้น ส่วนอีกด้านหนึ่งการบังคับใช้กฎหมายนี่นะครับ วันที่ ๒๑ จะมีการประชุมแล้ว ผมเรียนไปเลยว่าท่านรองนายกวิษณุซึ่งเป็นคนดูแลเรื่องกฎหมายท่านเคยทักผม เพราะว่า เชิญผมไปประชุมครั้งหนึ่ง ท่านก็บอกว่าดี ผมจะได้แยกเอาส่วนกฎหมายแยกนี่แยกมาเป็น อีกคณะหนึ่งเพื่อจะได้ดำเนินการเรื่องกฎหมายก็คือศาลจราจร ดังนั้นการให้ความรู้เรื่องวินัย ตั้งแต่ระดับเด็กมาเป็นการเปลี่ยนดีเอ็นเอ (DNA) ประเทศเรากําลังจะทําในวันที่ ๒๑ ที่จะถึง ซึ่งจะมาแก้ปัญหาเรื่องจราจรตรงนี้ด้วย ส่วนในเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย ศาลจราจรจ์ออยู่แล้วที่ท่านอนุมัติไปก็จะเสนอวันที่ ๒๑ แล้วมันจะมาแก้ปัญหาตรงนี้เสียในคราวเดียวเลยนะครับ ก็นำเรียนว่าทั้งหลายทั้งปวง ผมอยากจะให้ท่านทั้งหลายช่วยกันสนับสนุนนะครับ แล้วก็ผมยืนยันว่ารายงานลักษณะรวม แบบนี้ อินทิเกรต (Integrate) แบบนี้ไม่เคยมี ผมอยู่กระทรวงคมนาคมมาก่อนก็รู้ว่ามันจะ เป็นคนละส่วน ขณะนี้กรรมาธิการได้เอามาร่วมกันแล้ว ดังนั้นเชื่อว่าจะเป็นประโยชน์แม้าก แล้วก็สามารถจะนำไปใช้ได้จริง ๆ เป็นรูปธรรมได้ ก็กราบเรียนท่านทั้งหลายว่าช่วยกรุณา สนับสนุนรายงานฉบับนี้ แล้วก็ผมรับปากว่าพวกเราจะนำไปเข้าสู่ ๓ ฝุาย แล้วก็ผมเชื่อว่า ขณะนี้รัฐบาลเองไม่มีแผนที่ดีกว่านี้ ดังนั้นอันนี้จะเอาไปใช้ได้เลยจะเป็นประโยชน์แม้ากครับ กราบเรียนขอการสนับสนุนด้วย กราบขอบพระคุณมากครับท่านประธานครับ

นางสาววลัยรัตนแ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงาน เรื่อง การแก้ปัญหา จราจรในเมืองใหญ่แล้วนะคะ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุมดิฉันขอตรวจสอบองค์แประชุม ก่อนค่ะ

(นางสาววลัยรัตนแ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์แประชุม)

เชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตนนะคะ โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนค่ะ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุมแสดงตน)

ยังมีสมาชิกทยอยเข้ามานะคะ จะรอสักครู่ เดี๋ยวเสร็จแล้วท่านที่ยังไม่ได้ รับประทานอาหารเย็นข้อเรียนเชิญนะคะ มิฉะนั้นอาหารที่จัดไว้จะเหลื่อมากเลย ท่านวิวัฒน์ ท่านเรียบร้อยแล้วนะคะ ยังนะคะ รอบัตร รอสักครู่นะคะ บางท่านยังไม่เรียบร้อยค่ะ มีท่านไหนยังไม่เรียบร้อยกรุณายกมือด้วยนะคะ เจ้าหน้าที่จะได้ดูแล เรียบร้อยแล้วนะคะ เจ้าหน้าที่ค่ะ ขอผลการตรวจสอบองค์แประชุมค่ะ มีสมาชิกเข้าร่วมประชุม ๑๒๕ ท่าน ครบองคแประชุมนะคะ

ต่อไปดิฉันจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง การแก้ปัญหาการจราจรในเมืองใหญ่หรือไม่นะคะ

(นางสาววลัยรัตนแ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียงค่ะ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุมลงคะแนน)

มีสมาชิกท่านใดยังไม่ใช่สิทธิไหมคะ เห็นบางท่านยังเดินอยู่ เรียบร้อยแล้วนะคะ เจ้าหน้าที่คะ ขอแสดงผลด้วยค่ะ ผลการลงคะแนนนะคะ จำนวนผู้เข้าประชุม ๑๒๖ ท่าน เห็นด้วย ๑๑๖ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๑๐ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีนะคะ

ก็เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ขับเคลื่อนการปฏิรูประบบความปลอดภัยทางถนน เรื่อง การแก้ปัญหาจราจรในเมืองใหญ่แล้ว ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นำความเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่ง รายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการต่อไปนะคะ จบการพิจารณารายงานของ คณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูประบบความปลอดภัยทางถนนแล้ว ขอขอบพระคุณท่านประธานกรรมาธิการ ประธานอนุกรรมาธิการ และอนุกรรมาธิการ ทุกท่าน ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปดิฉันขอดำเนินการตามระเบียบวาระที่เหลืออยู่

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ ไม่มี

วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุมแล้วค่ะ ขอขอบพระคุณสมาชิกทุกท่าน ที่มาประชุมและขอปิดประชุมค่ะ

เลิกประชุมเวลา ๑๘.๐๙ นาฬิกา