สุจิณ เสนอปฏิรูปจราจร ทั้งระบบ-กองทุน-เทคโนโลยี-วินัย

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๔๖ · ๑๒ กันยายน ๒๕๕๙

สุจิณ มั่งนิมิตร หารือปัญหาการจราจรที่เกิดจากความบกพร่องในการบริหารจัดการ ทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และเทคโนโลยี พร้อมเสนอแนวทางแก้ไขแบบองค์รวม ทั้งการจัดตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจ สร้างศูนย์ควบคุมจราจรที่ทันสมัย การพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะให้มีประสิทธิภาพและปลอดภัยมากขึ้น การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ และการจัดตั้งกองทุนจราจรจากการเก็บค่าธรรมเนียมในช่วงเวลาเร่งด่วนเพื่อนำไปสนับสนุนมาตรการต่าง ๆ อย่างยั่งยืน

นายสุจิณ มั่งนิมิตร ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน แล้วก็ท่านสมาชิกทุกท่านนะครับ ตามที่ท่านเสรีได้กล่าวในเบื้องต้นนะครับ เราจะเห็นได้ว่า ปัญหาการจราจรเป็นปัญหาที่เยอะมากนะครับ แต่ว่าคำถามคือว่าแล้วทำไมมันยังเป็นปัญหา เหล่านี้อยู่ เรื่องแรกที่สำคัญก็คือ อยากจะเรียนให้ท่านสมาชิกทราบก็คือว่า ที่เรามองก็คือ เรื่องของปัญหาแรกก็คือ เรื่องของปัญหาองคแกรและการบริหารจัดการ ผมไม่แน่ใจว่าทุกคนทราบหรือไม่ว่าปัญหาจราจรปัจจุบันนี้ผู้รับผิดชอบคือหน่วยงานไหน แล้วก็มีกำลังอัตราเท่าไร ซึ่งจริง ๆ แล้วปัญหาจราจรจริง ๆ มีคณะกรรมการจัดระบบจราจร ทางบกซึ่งมีท่านนายกรัฐมนตรีหรือท่านรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แต่ว่าในการประชุม ของคณะกรรมการจัดระบบจราจรทางบกนี่อาจจะเป็นลักษณะของการประชุมระดับเชิง นโยบาย ซึ่งก็จะมีการประชุมกันปีละ ๑ ครั้ง ฝุายเลขาของคณะกรรมการจัดระบบจราจร ทางบกก็คือกองจัดระบบจราจรทางบกซึ่งอยู่ในสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร หรือ สนข. ที่เราทราบกันดีอยู่นะครับ กองจัดระบบจราจรทางบกปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่อยู่ ไม่รวมผู้อำนวยการกอง มีวิศวกรอยู่ ๓ คน ซึ่งมีหน้าที่ดูแลการแก้ปัญหาจราจรทั้งประเทศ ไม่ใช่เฉพาะกรุงเทพมหานคร ดังนั้นผู้ปฏิบัติงานของในด้านการแก้ปัญหาจราจรจริง ๆ แล้ว ภาครัฐยังมองไม่เห็นว่ามีความจําเป็นแค่ไหนในการที่จะต้องมีผู้เชี่ยวชาญแล้วก็ต้องมี การปฏิบัติงานแก้ไขปัญหาจราจรในทุกมิตินะครับ อันนี้เป็นเรื่องที่มีสภาพอยู่ปัจจุบัน ดังนั้น ในแผนปฏิรูปเรื่องแรกที่สําคัญของคณะอนุกรรมาธิการก็คือการปฏิรูปในเรื่องขององคแกร ที่ดูแลด้านการแก้ไขปัญหาจราจร ซึ่งเราได้เสนอให้มีคณะกรรมการปฏิบัติงานขึ้นภายใต้ สำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร ซึ่งจะเป็นการยกระดับและเพิ่มบุคลากร ที่เชี่ยวชาญที่จะได้ดูแลปัญหาจราจรในกรุงเทพมหานครแล้วก็ในทั่วประเทศให้ได้ทันท่วงที นะครับ ซึ่งคณะกรรมการปฏิบัติงานนี้มีหน้าที่ในการประสาน สั่งการหน่วยงานต่าง ๆ และปฏิบัติงานเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาจราจรตลอด ๒๔ ชั่วโมง ซึ่งหน่วยงานนี้ปัจจุบันนี้ไม่มี นะครับ ก็คือจาก คจร. ก็จะลงมาที่ บก.๐๒ บก.๐๒ ก็คือกองบังคับการตํารวจจราจรกลาง ซึ่งอยู่ที่อันเดอร์ (Under) ของตำรวจนครบาลนะครับ ซึ่งปัญหาของ บก.๐๒ ที่เราพบก็ยังมีอยู่ ก็คือจราจรผู้ควบคุมการจราจรบริเวณทางแยกต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานครหรือเมืองใหญ่ จะเป็นตำรวจท้องที่ แต่ บก.๐๒ จะเป็นอีกหน่วยหนึ่ง ซึ่งเราก็พบว่าในการประสานงาน และสั่งการกดสัญญาณไฟจราจรอะไรต่าง ๆ ก็ยังมีปัญหาอยู่ ดังนั้นจึงต้องมีคณะกรรมการ ปฏิบัติงานเพิ่มขึ้น ๑ ชุด เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาจราจรอย่างเป็นระบบ โดยมีอำนาจ ในการสั่งการ บก.๐๒ ด้วย แล้วก็ประสานงานต่าง ๆ นะครับ อีกส่วนหนึ่งที่เรามองดูก็คือว่า ในส่วนของ บก.๐๒ ปัจจุบันนี้จะเป็นลักษณะของการดูแล้วก็สั่งการ ก็คือดูจากกล้อง ซีซีทีวี (CCTV) ที่มีอยู่ในบริเวณกรุงเทพมหานคร แต่เป็นลักษณะของการประสานงานด้านเดียว ก็คือเป็นการสั่งการ แต่ที่เรามองในเมืองใหญ่ต่าง ๆ ในโลกนี้ที่หลาย ๆ ประเทศเขาจะมี ศูนย์แบังคับการควบคุมการจราจร ซึ่งในศูนย์แนี้ก็จะทำหน้าที่ทั้งประสานงาน ทั้งสั่งการ แล้วก็ เมื่อมีอุบัติเหตุหรือเมื่อมีอุบัติภัย เมื่อมีน้ำท่วมหรือมีอะไรต่าง ๆ ศูนย์เหล่านี้จะดำเนินการ แก้ไขปัญหาแล้วก็สั่งการ รวมถึงประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ เราได้เสนอให้มีการยกระดับในส่วนของ บก.๐๒ ซึ่งให้ทำงานได้มากขึ้นแล้วก็มี ความหลากหลายมากขึ้น เป็นศูนย์แที่รับแจ้งประสานงานจากประชาชนผู้ขับขี่ต่าง ๆ ได้ด้วย

อีกส่วนหนึ่งในเรื่องขององค์แกรการจัดการว่าทําไมเราถึงแก้ปัญหาจราจรไม่ได้ ก็คือเรื่องของงบประมาณนะครับ ในเรื่องของงบประมาณเราพบว่าตำรวจได้แจ้งมาว่า เวลาจะจัดซื้องบประมาณต่าง ๆ ในอุปกรณ์แต่รวจจับบังคับใช้กฎหมายต่าง ๆ ค่อนข้างมี ปัญหาในด้านงบประมาณ จริงอยู่เราก็ทราบดีว่าตัวอุปกรณ์แต่าง ๆ เทคโนโลยีสูงต่าง ๆ เหล่านี้งบประมาณค่อนข้างแพงแต่ละตัว เพราะฉะนั้นในเรื่องของงบประมาณนี้ถ้าเราใช้ งบประมาณของประจำปีต่าง ๆ มันจะใช้งบประมาณค่อนข้างสูง ยกตัวอย่างเช่น กล้องตรวจจับความเร็วต่าง ๆ ก็ ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาทขึ้นไปต่อตัว เพราะฉะนั้นถ้าเราจะซื้อให้ครอบคลุมเมืองใหญ่แล้วก็ทางหลวงสายต่าง ๆ มันค่อนข้างใช้ งบประมาณสูงทางเราจึงมองว่าในส่วนนี้เห็นว่าน่าจะมีงบอีกส่วนหนึ่งเข้ามานะครับ ก็คืองบ ที่เราเสนอไปก็คือเรื่องของการจัดตั้งกองทุนจราจรขึ้น ถามว่ากองทุนจราจรนี้จะมาจากไหน ก็คือมาจากส่วนแบ่งอัตราค่าปรับ ก็คือเรามีค่าปรับคดีจราจรต่าง ๆ ปัจจุบันนี้เท่าที่ทราบ ก็คือเฉพาะตำรวจที่ออกใบสั่งด้วยตำรวจเองก็ปีละประมาณ ๑,๖๐๐,๐๐๐ ฉบับต่อปี แต่ว่า ในคณะอนุกรรมาธิการก็มองถึงว่าต่อไปเราคงจะใช้ตำรวจไปไล่จับผู้กระทำความผิด คงจะยาก เพราะว่าผู้กระทําความผิดหรือผู้ที่ขาดวินัยมีจํานวนมาก เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ เรามองถึงว่าเราจะนำเทคโนโลยีมาใช้ เช่น เทคโนโลยีกล้องฝุาไฟแดง หรือการตรวจจับ การเปลี่ยนช่องจราจร หรือการจอดรถในที่ห้ามจอด ซึ่งปัจจุบันเทคโนโลยีเหล่านี้มี แต่มันก็ ต้องใช้งบประมาณในการจัดซื้อ เมื่อเราใช้เทคโนโลยีเข้าช่วยมันก็จะสามารถช่วยให้เรา สามารถควบคุมด้านวินัยแล้วก็การฝุาฝืนกฎหมายการจราจรต่าง ๆ ซึ่งเป็นต้นตอของ การจราจรติดขัด ในส่วนนี้ก็คือกองทุนจราจรที่เรามองไว้อยู่ ซึ่งส่วนแบ่งค่าปรับก็จะต้องมี การแก้กฎหมายข้อบังคับกระทรวงการคลัง ซึ่งปัจจุบันข้อบังคับกระทรวงการคลังยังไม่ สามารถที่จะนำส่วนแบ่งค่าปรับมาใช้ในการจัดซื้ออุปกรณ์โดยให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนไปก่อนได้ คณะอนุกรรมาธิการก็ได้เชิญกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ซึ่งดูแลเกี่ยวกับข้อระเบียบ ตัวนี้ ก็คิดว่าคงไม่มีปัญหาอะไรในเรื่องการแก้ไขข้อบังคับกระทรวงการคลังตัวนี้ เพราะเป็น อํานาจของรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ซึ่งถ้าเราแก้ไขปัญหาตัวนี้ได้ ก็จะทำให้เรามี งบประมาณในการที่จะมาจัดซื้ออุปกรณ์ในการบังคับใช้กฎหมายต่าง ๆ ได้ ในส่วนนี้ก็จะเป็น ส่วนย่อ ๆ ในเรื่องขององค์แกรแล้วก็การบริหารจัดการ

อีกส่วนหนึ่งของการบริหารจัดการที่เราพบ ก็คือเรื่องของความรู้ความเข้าใจ ของตำรวจจราจรที่อยู่ในสนามในพื้นที่ จริงอยู่เรายอมรับว่า การแก้ปัญหาจราจรใคร ๆ ก็คงจะมากดตู้สัญญาณไฟได้ แต่จริง ๆ แล้วที่เราออกไปตรวจในสนาม เราพบว่ามีหลายทาง แยกใหญ่ ๆ นะครับ วันนั้นเราไปที่แยกท้องหล่อสิ่งที่เราพบก็คือว่าตำรวจกดสัญญาณ ไฟจราจรในช่วงเร่งด่วนนะครับ รถว่าง แต่ก็ไม่กด แต่ก็กดปล่อยอีกขาหนึ่งซึ่งเป็นขาที่ จะออกมาจากซอยทองหล่อ ซึ่งการปล่อยจังหวะสัญญาณไฟยังไม่ถูกต้องเท่าที่ควรนะครับ อีกส่วนหนึ่งที่เราพบ ยกตัวอย่างเช่นว่า สุขุมวิท ๖๒ ถนนบนสุขุมวิท ๖๒ รถโล่ง คิวรถบน ทางด่วนที่ลงมาจากสุขุมวิท ๖๒ ยาวไปถึงหน้าด้าน ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่น่าเกิดขึ้น ถ้าตํารวจมีความรู้ความเข้าใจนะครับ ผมยอมรับว่าตํารวจสัญญาบัตรต่าง ๆ รู้ แต่ว่าคนที่กด ไม่ใช่ตำรวจสัญญาบัตร คนกดตู้สัญญาณไฟจะเป็นระดับนายสิบเท่านั้น เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ ก็คงจะต้องมีการอบรมให้ความรู้กับตำรวจที่จะมาควบคุมการจราจรบนถนน ตราบใด ที่ตำรวจที่ควบคุมตู้สัญญาณไฟยังไม่มีความรู้ความเข้าใจเท่าที่ควรก็จะมีปัญหาอย่างนี้ต่อไป อันนี้คือเรื่องขององค์แกร ในส่วนรายละเอียดคงมีอีกหลายส่วนผมคงไม่ได้ลงไปทุกจุด เอาเฉพาะที่สําคัญ

ในส่วนอีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของโครงข่ายถนน สิ่งที่เรามองก็คือว่าในตัวของ โครงข่ายถนน ปัญหาของกรุงเทพมหานครมันก็จะเป็นปัญหาของเรื่องการเติบโตอย่าง ก้าวกระโดดของเมือง แล้วก็เมืองกรุงเทพมหานครจะเติบโตไปในแนว ทางวิศวกรรม จะเรียกว่าเติบโตในแนวราบ แนวราบก็หมายความว่าจะพุ่งออกไปจากกรุงเทพมหานคร ไปตามถนนสายหลักต่าง ๆ เช่น พหลโยธิน สุขุมวิท หรือว่าเพชรบุรี จะออกไปต่าง ๆ คลองตันออกไปเรื่อย ๆ พัฒนาการต่าง ๆ แล้วก็สายต่าง ๆ ที่จะวิ่งออกไปนอกเมือง ดังนั้นในช่วงที่เร่งด่วนในช่วงเช้าก็จะเกิดการจราจรที่วิ่งจากนอกเมืองเพื่อเข้าสู่ใจกลางเมือง ทั้งหมด ก็จะเกิดปัญหาของการจราจรติดขัดบนเส้นทางหลักต่าง ๆ เส้นทางสายรองที่เป็น ตัวเชื่อม เช่น เส้นวงแหวน เส้นวงแหวนรัชดาต่าง ๆ นี่ยังมีไม่เพียงพอ เพราะฉะนั้นตัวนี้ก็คง จะต้องควบคุม เร่งรัด วางผังเมืองของกรุงเทพมหานครให้ถูกต้อง แล้วมีการสร้างถนน ในโครงข่ายรองเพื่อระบายรถจากโครงข่ายหลัก ในระบบเรื่องผังเมืองนะครับ

อีกส่วนหนึ่งในเรื่องของโครงข่ายก็คือเรื่องของสภาพภูมิศาสตร์ ซึ่งของเรามี แม่น้ำเจ้าพระยาตัดผ่าน ปัญหาของกรุงเทพมหานครของเราก็คือว่า โครงการระยะ ๑๐ ปี ถึงปี ๒๕๖๔ แผนแม่บทของ สนข. ได้มีการวางแผนแม่บทในการสร้างสะพานไว้ทั้งหมด ๙ แห่ง ในปัจจุบันอยู่ที่ปี ๒๕๕๙ ก็คงเหลืออีกประมาณ ๔ ถึง ๕ ปีก็จะหมด ๑๐ ปี แต่ปัจจุบัน ๕ ปีเราสร้างได้แห่งเดียว ก็คือสะพานมหาเจษฎาบดินทร์ หรือที่ท่าน้ำนนท์แนะครับ ส่วนสะพานอีก ๘ แห่งยังมีปัญหาอยู่ โดยเฉพาะ ๔ สะพาน ซึ่งเดี๋ยวคงจะให้ท่านทวีศักดิ์ ช่วยอธิบายในเรื่องของปัญหาข้อติดขัดข้องสะพาน ๔ แห่ง ที่ยังมีปัญหาเรื่องการก่อสร้าง อะไรต่าง ๆ ซึ่งเรื่องเหล่านี้เราก็ได้เสนอว่า ภาครัฐ รัฐบาลคงจะต้องเร่งตัดสินใจว่า จะดำเนินการอย่างไรในปัญหาของสะพาน ๔ แห่งที่ยังสร้างไม่ได้ จะทำอย่างไร จะเปลี่ยนแนว จะทำอะไรก็คงต้องรีบทำ เพราะว่าเวลามันรอไม่ได้ เพราะปริมาณจราจรมันเพิ่มขึ้นอยู่ทุกวัน อันนี้ก็คือเรื่องของโครงข่ายถนน

ส่วนอีกส่วนหนึ่งก็คือเรื่องของระบบขนส่งสาธารณะ ปัญหาของระบบ ขนส่งสาธารณะ เราต้องการให้ประชาชนพยายามที่จะเปลี่ยนโหมด (Mode) การใช้รถยนต์ ให้ไปเป็นระบบรถขนส่งสาธารณะ แต่แน่นอนว่าเรามีระบบรถไฟฟูา แต่ระบบโครงข่าย รถไฟฟูาก็ยังไม่สมบูรณ์ ก็คงพูดไม่ได้ว่าคนที่ใช้รถปัจจุบันจะเปลี่ยน จะยอมที่จะเปลี่ยนมา เป็นใช้ระบบรถไฟฟูา อย่างไรก็ตามในระบบของรถเมล์ ประชาชนยังขาดความเชื่อมั่น ในระบบรถเมล์ ด้วยสาเหตุอะไรบ้าง ที่เราพบก็คือเรื่องของ ๑. เรื่องความสะดวก ความปลอดภัย ความสะอาด การบริการของผู้ขับขี่และกระเป้ารถ แต่ว่าปัญหาหลัก อีกตัวหนึ่งก็คือเรื่องของการกำหนดระยะเวลาในการเดินทางไม่ได้ เพราะรถโดยสาร ประจำทางที่มาอยู่ปัจจุบันนี้เราใช้ระบบการวิ่งสายยาวนะครับ ก็คือวิ่งจากรังสิตเข้ามาถึง อนุสาวรีย์แชัยสมรภูมิอะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้นลักษณะการเดินรถ ลักษณะของการวิ่งสายยาวนี่ เราจะไม่สามารถควบคุมความเร็วและเวลาที่รถจะมาได้ บางครั้งเราอาจจะรอรถถึงเป็นชั่วโมง เนื่องจากรถยังมาไม่ถึงหรือรถติดอยู่ตรงส่วนใดส่วนหนึ่งของสายทางนั้นต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้ ก็จะต้องเป็นสิ่งที่จะต้องแก้ไข ซึ่งเราก็ได้เสนอให้มีการปฏิรูปเส้นทางเดินรถใหม่ โดยอาจจะ ศึกษาน้ำระบบดูต้นแบบของประเทศที่ประสบผลสำเร็จในการแก้ปัญหา ๒. ก็คือในระบบ รถโดยสารควรจะมีศูนย์แควบคุมการเดินรถ ซึ่งอาจจะต้องใช้ระบบจีพีเอส (GPS) ที่จะควบคุม เวลาต่าง ๆ ให้รถโดยสารสามารถควบคุมเวลาได้ แล้วก็มีการปรับปรุงรถโดยสารให้มี ความสะอาดต่าง ๆ ซึ่งเหล่านี้ก็จะทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นและอาจจะเปลี่ยนมาใช้ รถโดยสารประจำทางได้

อีกส่วนหนึ่งก็คือที่เราเสนอในเรื่องของระบบขนส่งมวลชน ก็คือเรื่องของ การทำฟีดเดอร์ (Feeder) รถเมล์แจากตัวสถานีรถไฟฟูาต่าง ๆ ปัญหาตัวหนึ่งที่ผู้ใช้รถยนต์ ส่วนตัวไม่อยากใช้รถไฟฟูาก็คือ ๑. ถ้าจะไป ถ้าไม่ขึ้นแท็กซี่นะครับ จะขึ้นรถเมล์แก็สกปรก เชื่อเวลาไม่ได้อะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้นปัญหาก็เลยเกิดขึ้น เราก็มองถึงว่าทําอย่างไรที่จะให้ ทางรถไฟฟูาอาจจะต้องเดินรถเอง เป็นการเดินรถจากสถานีของเขาต่าง ๆ เป็นฟีดเดอร์ (Feeder) ออกกิ่งไปที่หมู่บ้านที่สำคัญ ไปที่สถานที่ราชการต่าง ๆ อะไรต่าง ๆ ในระยะ ไม่ไกลนัก เพื่อเป็นฟีดเดอร์ (Feeder) ที่จะรับคนมาส่งสถานี เมื่อไปถึงปลายสถานีก็จะมี ฟีดเดอร์ (Feeder) ส่งคนออกจากสถานีไปในจุดที่สำคัญ ถ้าสามารถทำได้ลักษณะนี้โดยที่รถเมล์แกับรถไฟฟูาเป็นระบบเดียวกัน ความเชื่อมั่นในเรื่อง ของความปลอดภัย ความสะอาดมันจะเกิดขึ้นนะครับ ในอีกส่วนหนึ่งก็คือสิ่งที่ กรุงเทพมหานครโชคดีก็คือ เรามีแม่น้ำเจ้าพระยานะครับ ซึ่งถ้าเราสังเกตดูในแม่น้ำ เจ้าพระยาจะผ่านศูนย์แกลางของธุรกิจต่าง ๆ นะครับ ไม่ว่าเกาะรัตนโกสินทร์ ออกไปราช่วงศ์ ไปสีลม ไปบางรัก ไปอะไรต่าง ๆ ไปถึงนนทบุรีต่าง ๆ เพราะฉะนั้นตัวนี้ถ้าเราพัฒนาระบบ โดยสารทางเรือให้มีความปลอดภัย ด้วยท่าเรือที่มีความปลอดภัย ตัวเรือที่มีความปลอดภัย ซึ่งตัวเหล่านี้มันก็จะสามารถทำให้ผู้คนเปลี่ยนมาใช้เรือได้ เพราะแน่นอนว่าเรือโดยสาร จะสามารถควบคุมเวลาได้ แล้วก็จะใช้เวลาน้อยกว่า เพราะไม่จำเป็นต้องมามีการจราจร ติดขัดบนแม่น้ำ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญที่รัฐคงจะต้องมอง

ส่วนถัดไป ก็คือเรื่องที่เราเสนอที่สำคัญอีกตัวหนึ่งก็คือ เรื่องของการจำกัด ปริมาณรถ เนื่องจากเราทราบอยู่ดีว่ารถมากกว่าถนน เพราะฉะนั้นเราจะทำอย่างไรเมื่อมันมี ความต้องการในการเดินทางในถนนที่มากเกินกว่าที่ถนนมันจะรับได้ เมื่อถนนมันรับได้เท่านี้ เมื่อรถมันอยากจะเดินเข้าไปในเส้นทางนั้น มันอยากเข้าไปมาก มากกว่าปริมาณที่มันจะรับได้ มันก็จะเกิดคิวล้นออกมา ก็คือภาพที่เราเห็นก็คือการจราจรติดขัด ทำอย่างไรที่เราจะลด ปริมาณรถตัวนั้นได้นะครับ ในต่างประเทศมีหลายวิธีนะครับ ทั้งใช้วันคู่ วันคี่หรืออะไรต่าง ๆ แต่ว่าแต่ละวิธีมันก็มีข้อดีข้อเสียแล้วก็อาจจะเกิดผลกระทบอะไรได้ แต่สิ่งที่คณะอนุ กรรมาธิการพบและคิดว่าน่าจะเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ในระดับหนึ่งก็คือ การห้ามรถเข้าในพื้นที่ เป็นบางเวลานะครับ ในลอนดอนจะใช้ตั้งแต่ ๖ โมงเช้าถึง ๖ โมงเย็น ในสิงคโปร์แก็เหมือนกัน ก็จะใช้เกือบทั้งวัน แต่ว่าถ้าเราจะใช้แบบนั้นคงจะลำบากในเบื้องต้น คงอาจจะเกิด การต่อต้านมาก ดังนั้นเราจึงมองว่าเวลาใดที่มีความต้องการสูงกว่าความสามารถของถนน ที่จะรับได้ ก็คือช่วงเวลาเร่งด่วนตอนเช้ากับช่วงเวลาเร่งด่วนตอนเย็น ซึ่งรถจะติดมากในถนน สายต่าง ๆ นะครับ ถ้าเรามีการเก็บค่าผ่านทาง โดยว่าในช่วง ๖ โมงเช้าถึง ๘ โมงเช้ารถที่จะ เข้าพื้นที่จะต้องเสียสตางค์ ต้องเสียเงิน อันนั้นจะเป็นตัวหนึ่งที่จะให้ผู้ใช้รถต้องตัดสินใจแล้ว ว่าเขาจะตื่นเช่ากว่า ๖ โมงเช่าเพื่อไปผ่านจุดนั้นโดยที่ไม่ต้องเสียสตางค์ หรือเขาจะยอมไป ทำงานสายหน่อยนะครับ ก็จะไม่เสียสตางค์ หรือกลับบ้านให้มันเลยเวลาที่เราห้ามสัก ๒ ชั่วโมงก็คือจากช่วง ๔ โมงเย็นถึง ๖ โมงเย็นก็แล้วแต่นะครับ ในเบื้องต้นเรามองว่าอันนี้ มันก็ยังพอที่จะคุยกันได้ว่าเราไม่ได้ห้ามแต่เราให้คุณเปลี่ยนพฤติกรรม เพราะว่าถึงคุณจะเข้า มาตอน ๖ โมงเช้าถึง ๘ โมงเช้า มันก็เข้าไม่ได้เพราะถนนมันรับไม่ได้ ปริมาณรถมันสูงกว่า ประสิทธิภาพของถนนที่จะรับได้ เราจึงต้องกระจายรถคนที่สามารถเปลี่ยนแปลงเวลาได้ ออกไปจากเวลานี้นะครับ อันนี้เป็นวิธีที่ในหลายประเทศใช้นะครับ โดยเฉพาะทางด่วน ในหลายประเทศก็มีการใช้อัตราค่าทางด่วนปรับตามเวลา ถ้าคุณเข้าทางด่วนในเวลาช่วง เร่งด่วนคุณต้องเสียอัตราหนึ่ง ถ้าคุณเข้าหลังเร่งด่วนคุณต้องเสียอีกอัตราหนึ่ง ถามว่าตัวนี้ เราเรียกว่าค่อนเจสชันฟี (Congestion Fee) นะครับ ก็คือค่าธรรมเนียมรถติด ส่วนนี้จะไปไหน ก็คงไปที่กองทุนจราจรที่คณะอนุกรรมาธิการได้เสนอไว้ว่า เราควรจะมีกองทุนจราจรเพื่อนำ เงินเหล่านั้นมาใช้ในการแก้ปัญหาจราจรเร่งด่วน ซึ่งบางครั้งการตั้งงบประมาณอาจจะต้องใช้ เวลาปีหรือ ๒ ปีก็แล้วแต่ แต่ถ้าเรามีกองทุนจราจรตัวนี้มันก็สามารถช่วยได้ในระดับหนึ่ง

อีกส่วนหนึ่งก็คือเป็นเรื่องของวินัยจราจรนะครับ ในส่วนเรื่องของวินัยจราจร ทางเราก็มองถึงว่าเราคงจะต้องมีการปฏิรูปในการสร้างวินัยจราจรให้กับผู้ขับรถกับใช้รถ ใช้ถนนต่าง ๆ นะครับ การขับรถผิดวินัยจราจรต่าง ๆ สังคมจะต้องให้การประณามหรือ อาจจะต้องมีการรณรงค์แผ่านสื่อต่าง ๆ ว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องต่าง ๆ นะครับ

อีกส่วนหนึ่งของวินัยจราจรที่ผมมองว่ามันเป็นเรื่องของวินัยจราจรก็คือ การไม่ดูแลรถ ไม่ดูแลสภาพรถ เราพบว่าวัน ๆ หนึ่งเราได้รับรายงานจากแท็กซี่ที่เราเชิญมา ให้ข้อมูล เขารายงานว่าวัน ๆ หนึ่งที่เขาขับ วันหนึ่งมีรถจอดเสียเป็นสิบครั้ง และแต่ละครั้ง เมื่อมีรถเสียอยู่คันเดียวเท่านั้นอาจจะทำให้ถนนรถติดไปทั้งโครงข่าย เพราะฉะนั้นในเรื่อง ของผู้ขับขี่ที่ไม่ดูแลสภาพรถต่าง ๆ อาจจะต้องมีมาตรการในการปรับ ไม่ว่ารถน้ำมันหมด หรือว่ารถเสีย หรือว่าแบตเตอรี่หมดมันไม่ใช่ความบังเอิญ แต่ว่ามันเป็นที่คุณขาดวินัย ในการดูแลรถเพราะฉะนั้นคุณต้องจ่ายค่าปรับ ก็คงต้องเข้มงวด ซึ่งตัวนี้กฎหมายมีอยู่แล้ว จอดรถกีดขวางการจราจรมันต้องมีค่าปรับ แต่เรายังไม่ได้ดำเนินการในเรื่องนี้อย่างจริงจัง

ส่วนสุดท้ายก็คือเรื่องของการให้ข้อมูลข่าวสารต่อผู้ขับขี่ต่าง ๆ เราได้มองว่า ปัจจุบันมีสถานีวิทยุจราจรต่าง ๆ ก็ได้มีการให้ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ต่อผู้ขับขี่ แต่ว่าสิ่งที่ ให้ข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ยอมรับว่าเป็นเรียลไทม์ (Real time) จริง แต่ว่ากว่าจะถึงในจุดที่เรา กำลังขับขี่อยู่มันไม่เรียล (Real) แล้ว เพราะบางครั้งถนนที่เรากำลังอยากจะรู้ข่าว เข้าประกาศไปเมื่อ ๕ นาทีที่แล้ว เราเข้ามาแล้ว เพราะฉะนั้นตัวนี้ยังเป็นปัญหาอยู่ว่าผู้ขับขี่ ที่ขับรถยังไม่สามารถทราบได้เลยว่าขึ้นทางด่วนไปแล้วรถติดอยู่บนทางด่วน ก็หลงขึ้นไปแล้ว รถก็ติดขัดอยู่บนนั้นจะลงก็ลงไม่ได้ หรือว่าเราวิ่งมาในถนนแล้วมันมีรถชนกันหรืออุบัติเหตุ เกิดอยู่ข้างหน้าเราก็ไม่ทราบ ไม่มีทางทราบได้เลย กว่าจะทราบมาเปิดวิทยุ จส.๑๐๐ หรืออะไรต่าง ๆ กว่าจะทราบนี่เข้ามาติดแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ก็คงเป็นสิ่งที่จะต้องมี การปฏิรูป ก็คือจะต้องนำระบบไอทีเอส (ITS) เข้ามาในการติดตั้งปูายจราจรเปลี่ยนข้อความ ต่าง ๆ ในบริเวณทางแยกต่าง ๆ ทางแยกที่สำคัญก่อนขึ้นทางด่วนหรืออะไรต่าง ๆ ตัวนี้ ในระบบไอทีเอส (ITS) นี่กรุงเทพฯ เรายังไม่มี ผมบอกได้เลยว่ายังไม่มี เพราะฉะนั้นสิ่งนี้ มันต้องเกิดได้แล้ว ผมก็หวังว่าในข้อเสนอในการปฏิรูปครั้งนี้ก็คงจะนําไปสู่การแก้ไขปัญหา จราจรในอนาคต

สุดท้ายแล้วสิ่งที่เรามองก็คือว่าข้อเสนอต่าง ๆ ที่มีการเสนอในการแก้ปัญหา จราจร แก้ปัญหาอุบัติเหตุต่าง ๆ สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่ข้อเสนอ สิ่งที่สำคัญที่สุดต้องมี ผู้ติดตามข้อเสนอ เราจึงเสนอว่าแผนปฏิรูปตัวนี้ต้องหาคนรับผิดชอบ ก็คือเราได้มองที่ สนข. สำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจรต้องเป็นผู้ติดตามว่าแผนปฏิรูปนี้เนื่องจากมันมี หลายหน่วยงานมาก ไม่ใช่เป็นหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง เพราะฉะนั้นต้องมีคนรับผิดชอบ เพราะฉะนั้นก็จึงได้เสนอในแผนปฏิรูปนี้ว่าให้มีผู้ติดตามผลและประเมินผลและแก้ไขปัญหา ต่อไป ก็คือ สนข. จะต้องเป็นผู้ติดตามและรับผิดชอบในการดำเนินการแผนปฏิรูปต่อไป ผมคงมีเรียนสั้น ๆ แค่นี้ก่อนนะครับ