วิทยา แก้วภราดัย หารือประเด็นระบบบัญชีรายชื่อในรัฐธรรมนูญ โดยแสดงจุดยืนคัดค้านและเสนอให้ทบทวนการกระจายผู้มีชื่ออย่างเป็นธรรมตามภูมิภาค เพศ และชาติพันธุ์ พร้อมเน้นความสำคัญของประชาธิปไตยภายในพรรคการเมืองที่ต้องสอดคล้องกับสมาชิกผู้เสียค่าบำรุง ย้ำไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นใหม่ด้วยการยุบพรรคเพราะรัฐธรรมนูญรับรองพรรคการเมืองอยู่แล้ว และเสนอแนวทางปฏิรูปพรรคการเมืองโดยเน้นการมีส่วนร่วมของสมาชิกผ่านการจ่ายค่าบำรุงเพื่อสร้างความเป็นเจ้าของพรรค แยกพรรคออกจากมูลนิธิ เร่งผลักดันกฎหมายปฏิรูปพรรคการเมืองทันที รวมทั้งผลักดันให้มีการเปิดเผยค่าใช้จ่ายของพรรคเพื่อความโปร่งใส โดยให้ กกต. เปิดข้อมูลให้ประชาชนตรวจสอบได้ตาม พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสาร เพื่อส่งเสริมพรรคการเมืองที่เข้มแข็งและเป็นของประชาชน ลดอิทธิพลของนายทุนและเสริมสร้างการต่อรองนโยบายอย่างอิสระ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม วิทยา แก้วภราดัย นะครับ ต้องขอขอบพระคุณความเห็นของ ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ท่านสมาชิกท่านถวิลวดีนะครับ แล้วก็ท่าน พลเอก เลิศรัตน์แนะครับ ประเด็นที่ผมต้องยอมรับ กับท่านประธานคือผมลืมไปเลยครับ ก็คือเรื่องระบบบัญชีรายชื่อ ที่ลืมนี่มันลืมไปจาก ความทรงจำผม เพราะว่าผมเป็นคนที่ไม่เห็นด้วยกับระบบบัญชีรายชื่อมาตลอดครับ และรู้ว่า นี่คือแหล่งซ้องสุ่มกำลังทุนของพรรคการเมืองต่าง ๆ การเมืองมันเริ่มเสียหายตั้งแต่มีระบบ บัญชีรายชื่อนี่ครับ ผมในฐานะที่คุยอยู่ในแวดวงการเมืองก็ขอรับสารภาพตรง ๆ เลยครับว่า ผมเสนอให้ยกเลิกบัญชีรายชื่อไปตั้งแต่ยกร่างรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นพอเขาเขียน รัฐธรรมนูญผมก็ลืมนึกไปเลยครับ ไม่อยู่ในสมองผมเลย ก็หันไปหารือท่านสมพงษ์เมื่อสักครู่ นะครับว่า ท่านก็ต้องกลับไปทบทวนที่ท่านเลิศรัตน์เสนอมานะครับ แล้วก็ท่านถวิลวดีเสนอมา ในเรื่องของการคำนึงถึงบุคคลที่จะอยู่บัญชีรายชื่อต้องกระจายไปทุกภูมิภาคอย่างเป็นธรรม ต้องคํานึงถึงเพศ ต้องคํานึงถึงชาติพันธุ์แนี่ผมไม่แน่ใจว่าจะระบุในรัฐธรรมนูญได้ขนาดไหน เพราะเราใช้คําว่า สัญชาติไทย ไปหมดนะครับ แล้วก็ที่สําคัญก็เรื่องความเป็นประชาธิปไตย ในพรรค มันก็จะย้อนกลับมายึดโยงกับสมาชิกพรรคที่จ่ายค่าสมัคร ค่าบำรุงเป็นรายปี มันก็จะ ยึดโยงความเป็นประชาธิปไตยในพรรค เพราะเมื่อสมาชิกจ่ายค่าบำรุงเป็นรายปี เขาต้องมี สิทธิเลือกกรรมการบริหารพรรค เขาต้องมีสิทธิกำหนดผู้บริหารพรรค มีสิทธิเลือกหัวหน้าพรรค แล้วก็ที่สำคัญก็คือมีสิทธิเริ่มต้นในการที่จะเลือกบุคคลลงสมัครในพื้นที่เขา ผมขออนุญาต เรียนเพื่อนสมาชิกไปนะครับ ว่าก่อนจะตกผลึกว่าเขตเลือกตั้ง ๒๐๐ คน ผมเป็นคนเสนอเอง ในกรรมาธิการครับว่า ต่อไปนะครับเมื่อพ้นระยะผ่านของการเลือกตั้งครั้งนี้ซึ่งเราอาจจะคิด ว่าไม่ทัน คําว่า เซตซีโร (Set Zero) พรรคการเมืองไม่มี เพราะรัฐธรรมนูญเขียนครับว่าให้มี พรรคการเมือง เขียนรับรองบัญชีรายชื่อไว้ด้วย เพราะฉะนั้นทิศทางของรัฐไทยยังประสงค์ ให้มีพรรคการเมือง ไม่มีประโยชน์ในการไปยุบพรรคการเมืองแล้วจดทะเบียนใหม่
ประเด็นที่ ๒ ครับ เซตซีโร (Set Zero) สมาชิกพรรค ไม่ได้พูดครับ พูดเพียง ว่าสมาชิกพรรคต้องจ่ายค่าบำรุงเป็นรายปี เพื่อสร้างภาระผูกพันต่อพรรค แล้วก็มีสร้างสิทธิ ในพรรคความเป็นเจ้าของพรรคเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นผมเคยอยู่ในพรรคการเมืองขนาดมี สมาชิก ๒,๐๐๐,๐๐๐-๓,๐๐๐,๐๐๐ คนนะครับ ผมคงไม่คิดว่าจะให้พรรคเขาไล่คนเก่าออก ให้หมดแล้วก็มาเริ่มต้นกันใหม่ แต่ผมหมายถึงการที่สมาชิกที่มีอยู่แล้วเข้าสามารถแสดง ความจำนงที่จะจ่ายค่าบำรุงตามข้อบังคับพรรค เมื่อจ่ายค่าบำรุงตามข้อบังคับพรรค เขาก็เป็น สมาชิกตามกฎหมายที่จะกำหนดขึ้นมาใหม่นี้อย่างสมบูรณ์ ไม่มีสมาชิกพรรคคนไหนโดน ไล่ออกละครับ แต่ถ้าการดำรงอยู่ของสมาชิกพรรคโดย ๓ ปี ๕ ปี ยังไม่คิดจ่ายค่าสมาชิก พรรคเลยนี่ก็ว่าในรายละเอียดครับว่า จะจัดการอย่างไรกับสมาชิกซึ่งไม่ยอมจ่ายค่าบำรุงเลย ห้อยโหน่อยู่เฉย ๆ อย่างนี้จะเอาอย่างไร อันนี้ว่าต่อไปได้ครับ เพราะฉะนั้นเมื่อจ่ายค่าบำรุง สมาชิกพรรคแล้วนะครับ พรรคการเมืองก็จะเป็นองค์แกรที่ต่างกับมูลนิธิครับ พรรคการเมือง ไม่มีสิทธิรับทุนจากต่างประเทศ ไม่มีสิทธิรับเงินจากคนต่างชาติ รับเมื่อไรยุบพรรคครับ พรรคการเมืองก่อตั้งขึ้นโดยรัฐธรรมนูญ เราประสงค์ให้ระบอบประชาธิปไตยเดินได้ภายใต้ พรรคการเมืองซึ่งเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง เพื่อนสมาชิกลองหลับตานึกสิครับว่า ท่านนึกชื่อพรรคการเมืองออกกี่พรรค บางคนนึกชื่อพรรคไม่ออก นึกชื่อหัวหน้าพรรคออก พรรคของใคร พรรคของคนนั้น พรรคใคร พรรคของคนนั้น พรรคใคร พรรคคนนั้น นึกชื่อ ออกได้หมดครับ มันเป็นสัญลักษณ์แของพรรคไป ก็คือเจ้าของพรรคที่แท้จริง เพราะฉะนั้น มาวันนี้เรากำลังจะสลายความเป็นเจ้าของพรรค ถ่ายทอดเข้าสู่มือประชาชน เพราะฉะนั้น กระบวนการทั้งหมดครับ มันต้องสร้างกระบวนการยึดโยง ซึ่งกรรมาธิการพวกผมก็ไม่ได้ รอบด้านนะครับ เพียงแต่ว่าเริ่มต้นในการเสนอคิดขึ้นมาเมื่อฟังข้อเสนอแนะจากมวลสมาชิก พวกผมก็ต้องใช้เวลาสั้น ๆ ที่มีอยู่ในวันสองวันนี้ปรับ เหตุผลที่ต้องทำในวันสองวันนี้เพื่อปรับครับ กรธ. เขากำลังจะยกร่างครับ กกต. เขาเริ่มเสนอนะครับ หน่วยงานอื่นเขาเริ่มเสนอไป ถ้า สปท. ตกขบวนเรื่องพระราชบัญญัติ ๔ ฉบับ เท่ากับกรรมาธิการการเมืองไม่ทำงาน เพราะฉะนั้นความจําเป็นอย่างยิ่งก็คือต้องดําเนินการในการที่จะเข้าไปสู่กระบวนการผลิต ออกมาเป็นกฎหมายเพื่อการปฏิรูปให้ทัน
อีกประเด็นที่อยากชี้แจงเพื่อนสมาชิกที่มีข้อข้องใจนะครับว่า ค่าใช้จ่าย พรรคการเมืองควรจะเปิดให้ประชาชนตรวจสอบได้ อันนี้เดี๋ยวผมคิดว่าไม่ยากครับ แล้วผมก็ คิดออกครับว่า โดยปกติค่าใช้จ่ายของพรรคการเมืองทั้งหมด เงินเก็บค่าสมาชิกพรรคที่ลงไป ในบัญชีพรรคก็ดี เงินที่รัฐสมทบให้กับพรรคการเมืองก็ดี บัญชีเหล่านี้คนที่คุมอยู่และตรวจสอบ ทุกวันทุกสัปดาห์แก็คือ กกต. เพราะฉะนั้นถ้าเราเปิดช่อง กกต. ครับ ให้ประชาชนทั้งหมด สามารถตรวจสอบข้อมูลของ กกต. ได้ ตาม พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารประชาชนก็จะรู้ทั้งหมด พรรค ก รับสมาชิกมา ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน ได้ค่าสมาชิกมา ๒๐ ล้านบาท รัฐบาลสมทบ ๒๐ ล้านบาท ประชาชนแสดงเจตจำนงหัวละ ๒๐๐ บาทให้อีก ๑,๐๐๐,๐๐๐ บาท รวมเบ็ดเสร็จเท่าไร อย่างนี้เราก็จะตรวจสอบได้ เวลาจ่าย จ่ายไปเท่าไร จ่ายค่าสาขาเท่าไร จ่ายค่าจัดประชุมสัมมน่า จ่ายให้ ส.ส. ไปลงสมัครเท่าไร ผมเข้าใจว่าเพื่อนสมาชิกทุกคน ไม่อยากเห็นพรรคการเมือง นักการเมืองเข้าแถวไปขอสตางค์แนายทุนในพรรค และสุดท้าย นายทุนคนนั้นก็จะเป็นคนกําหนดทิศทางว่ารัฐมนตรีใครจะเป็น รับสตางค์เขาแล้วไม่มีอํานาจ ต่อรองนะครับ เพราะฉะนั้นเราพยายามช่วยคิดค้นว่าทำอย่างไรให้พรรคการเมืองเป็นพรรค ของประชาชน เพราะฉะนั้นทุกข้อเสนอแนะของเพื่อนสมาชิก ผมคิดว่าจะช่วยกันพัฒนา การเมืองไทยให้ดีขึ้น กรรมาธิการเราพร้อมที่จะน้อมรับข้อคิดเห็น เพราะว่าเราจะต่อพรุ่งนี้ ฝากเพื่อนสมาชิกช่วยทำการบ้าน ฟังรายการวิทยุโทรทัศน์เยอะ ๆ นะครับเผื่อเขาวิจารณ์ อย่างไรมาช่วยมาวิจารณ์แต่อ พวกผมก็จะช่วยปรึกษาท่านว่าเราจะปรับกันอย่างไร เพื่อให้ เป็นทิศทาง เพื่อบ้านเมืองของเราทั้งหมดครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ