ถวิลวดี หารือปฏิรูปพรรคการเมือง เสริมความเสมอภาค-โปร่งใส-หลากหลาย

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๔๖ · ๑๒ กันยายน ๒๕๕๙

ถวิลวดี บุรีกุล หารือการปฏิรูปพรรคการเมืองเพื่อเสริมสร้างประชาธิปไตย โดยเน้นความเสมอภาคในการมีส่วนร่วมของทุกกลุ่ม ทั้งสตรี ผู้พิการ และกลุ่มหลากหลายทางเพศ ชาติพันธุ์ ศาสนา พร้อมเรียกร้องให้กฎหมายพรรคการเมืองสะท้อนหลักการไม่เลือกปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม และเรียกร้องความโปร่งใส ความรับผิดชอบต่อสาธารณะของพรรคการเมืองที่ได้รับทรัพยากรจากรัฐ เพื่อส่งเสริมธรรมาภิบาลและสันติสุขในสังคม

นางถวิลวดี บุรีกุล

กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล สมาชิก หมายเลข ๖๑ นะคะ ดิฉันมีประเด็นไม่เยอะนะคะ แต่ว่าเป็นประเด็นที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับ การปฏิรูปพรรคการเมืองซึ่งเป็นเครื่องมือที่สําคัญในการเสริมสร้างการมีส่วนร่วม ในการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ดิฉันเน้นว่าพรรคการเมืองจะต้องเป็นกลไกที่จรรโลง ระบอบประชาธิปไตยและทำให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นและศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย แต่ที่ผ่านมาดิฉันได้ทำการศึกษาเรื่องของทัศนคติของประชาชน ความคิดเห็นของประชาชน ที่มีต่อสถาบันการเมืองต่าง ๆ ในประเทศไทย พรรคการเมืองกลับกลายเป็นสถาบันที่มี ความเชื่อมั่นต่ำเกือบที่สุดนะคะ ได้รับความเชื่อมั่นเพียงร้อยละ ๓๙.๗ เมื่อปลายเดือน กรกฎาคมถึงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมานี้ อาจจะเพราะว่าช่วงนี้พรรคการเมืองยังขับเคลื่อน กิจกรรมอะไรไม่ได้ แต่ว่าที่ผ่านมาพรรคการเมืองก็อยู่ในระดับที่ได้รับความเชื่อมั่นไม่สูงไป เท่าไรเลยนะคะ แล้วควรจะทำอย่างไร ครั้งนี้ดิฉันเห็นว่ากรรมาธิการชุดนี้ได้มีความพยายาม ที่จะสร้างความเข้มแข็งให้กับพรรคการเมือง ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะว่า พรรคการเมืองนั้นเป็นเครื่องมือที่สำคัญ เป็นการรวมตัวอย่างอิสระของผู้คนที่มีเปูาหมาย เพื่อการมีส่วนร่วมในการจัดการกิจกรรมสาธารณะ รวมทั้งนำเสนอผู้สมัครเข้าสู่วงการ การเลือกตั้งอย่างสุจริตและเที่ยงธรรม เพราะฉะนั้นแนวทางในการดำเนินการพรรคการเมือง จะต้องมีกติกาที่สำคัญแล้วก็ต้องเป็นไปตามกฎระเบียบที่กำหนดไว้นะคะ และที่สำคัญต้องให้ ความสำคัญกับสิทธิขั้นพื้นฐานที่สำคัญของประชาชนที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในการร่วมตัวกัน เป็นพรรคการเมืองด้วย หลักการขั้นพื้นฐานนั้นควรจะเป็นอย่างไร --------------------- -๖๔/๑ สิทธิสำคัญที่ควรจะระบุไว้ใน พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองน่าจะเป็นเรื่อง สิทธิของประชาชนในการรวมตัวกันเป็นพรรคการเมือง ซึ่งเรื่องนี้เป็นการปกปูองสิทธิเสรีภาพ ของมนุษย์ เป็นการไม่เลือกปฏิบัติ เพราะฉะนั้นเรื่องของการไม่เลือกปฏิบัตินี้ดิฉันถือว่า มีความสําคัญมาก ประเด็นที่สําคัญที่เขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญที่เราผ่านประชามติกันไป เมื่อวันที่ ๗ สิงหาคม ซึ่งสอดคล้องกับที่ท่าน สปท. ท่านเลิศรัตน์ได้พูดไปแล้วก็คือมาตรา ๙๐ วรรคสาม ซึ่งถ้าดิฉันไม่พูดถือว่าดิฉันก็จะรู้สึกละอายมากที่มาเป็น สปท. นะคะ เพราะว่า ในมาตรา ๙๐ นั้นให้ความสําคัญกับการไม่เลือกปฏิบัติ โดยเฉพาะในเรื่องของการจัดทําบัญชี รายชื่อตามวรรคสอง ต้องให้สมาชิกของพรรคการเมืองมีส่วนร่วมในการพิจารณา โดยต้อง คำนึงถึงผู้สมัครรับเลือกตั้งจากภูมิภาคต่าง ๆ และความเท่าเทียมกันระหว่างชายและหญิง สิ่งนี้ดิฉันยังไม่เห็นในเอกสารของกรรมาธิการนะคะ ทําไมถึงสําคัญ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ อยู่แล้วดิฉันก็เข้าใจว่าท่านก็คงให้ความสําคัญเช่นเดียวกัน แต่ว่าอาจจะลืมไปที่จะใส่เข้าไปให้ สอดคล้องกับร่างรัฐธรรมนูญที่ได้ผ่านประชามติไป เพราะอะไร เพราะว่าประเทศไทยเป็น สมาชิกขององค์แก่ารสหประชาชาติ แล้วเราก็ไปตกปากรับคำนะคะ แล้วก็ให้การยอมรับการมี อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีในทุกรูปแบบ ซึ่งประเทศไทยได้เข้าเป็น ภาคีโดยภาคยานุวัติเมื่อวันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๒๘ และมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๒๘ แต่จนปัจจุบันนี้เราก็ยังไม่สามารถที่จะบรรลุเปู่าหมายที่สำคัญในเรื่องของการสร้าง ความเท่าเทียมกันตรงนี้ได้ แล้วเราก็สอบตกในเรื่องของการพัฒนาแห่งสหัสวรรษในเรื่องของ เจนเดอร์แอิควอลิตี (Gender Equality) แล้วคราวนี้มาถึงเรื่องของซัสเทเนเบิล ดีเวลอปเมนต์ โกลส์ (Sustainable Development Goals) หรือว่าเปู่าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ ๕ ในเรื่องของการเสริมสร้างความเสมอภาค ดิฉันก็เลยคิดว่าคราวนี้ก็เป็นนิมิตหมายที่ดีที่ร่าง รัฐธรรมนูญก็กําหนดไว้ชัดเจนนะคะ เพราะฉะนั้นน่าจะไปเขียนไว้ในกฎหมายพรรคการเมือง ที่ให้มีรูปธรรมที่ชัดเจนในเรื่องนี้ด้วย แล้วก็ที่สําคัญในอนุสัญญานี้ข้อที่ ๔ เขาบอกว่าการมี มาตรการพิเศษก็ไม่ถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ มาตรการพิเศษเพื่อให้เกิดการเท่าเทียมกันในเชิง ผลลัพธ์แด้วยนะคะ คราวนี้นอกจากนี้ในการไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นเพศ หรือผู้คนที่นับถือ ศาสนาต่างกัน หรือภาษาพูดต่างกัน หรือว่าด้วยสรีระต่างกัน เพราะฉะนั้นควรจะต้องให้มี การคำนึงถึงความแตกต่างกันว่าด้วยเรื่องของความพิการหรือเรื่องของชาติพันธุ์แ ศาสนานั้นด้วย ทำอย่างไรถึงจะให้พรรคการเมืองนั้นมีความสนใจแล้วก็มีการพิจารณาผู้สมัครที่มาจาก ความหลากหลายตรงนี้ อาจจะให้ความสำคัญแต่ว่าในระดับของการเรียงลำดับในบัญชี้ รายชื่อก็อาจจะอยู่ลำดับท้าย ๆ ซึ่งไม่มีโอกาสที่จะเข้าไปได้เป็นผู้แทนของคนกลุ่มต่าง ๆ เลย นะคะ นอกจากนี้พหุ้นิยมทางการเมืองทำอย่างไรถึงจะให้เกิดความเป็นจริงในเรื่องของ พหุนิยมในทางการเมืองแล้วก็การสร้างบรรยากาศการเมืองแบบพหุนิยมเพื่อแก้ปัญหา ความขัดแย้งในทางการเมืองได้ อันนี้ดิฉันถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก พรรคการเมืองจะเป็นตัว กลไกสำคัญที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้ง มิใช่ให้พรรคการเมืองมาเป็นผู้สร้างปัญหา ความขัดแย้งเสียเอง ตรงนี้ก็เป็นที่น่าสนใจว่าจะทําอย่างไรที่จะให้มีพรรคการเมือง บนความหลากหลาย นอกจากนี้เรื่องที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของกู้ดกัฟเวอร์แนนซ์ (Good Governance) หรือธรรมาภิบาลของพรรคการเมืองดิฉันยังไม่ค่อยเห็นเรื่องนี้นะคะ ในเรื่องของการบริหารพรรค ประชาธิปไตยในพรรคในเรื่องของมารยาททางการเมืองของ สมาชิกพรรคและมารยาทในทางการเมืองของสมาชิกที่ได้เข้ามานั่งอยู่ในสภาแห่งนี้ จะดำเนินการอย่างไร และพรรคการเมืองนั้นจะจัดการกับสมาชิกของพรรคที่เข้ามาเป็น ผู้แทนของประชาชนอย่างไร และเมื่อสมาชิกของพรรคได้เข้ามาเป็นฝุายบริหารทำหน้าที่ ที่ไม่ชอบธรรมหรือว่าไม่ซื่อสัตย์แสุจริตพรรคการเมืองมีการดําเนินการอย่างไร ตรงนี้ยังไม่เห็น เพราะฉะนั้นจริยธรรมของพรรคการเมืองแล้วมีการติดตามตรวจสอบ แล้วก็มีการเอาออก จากตำแหน่งนี้โดยพรรคการเมืองเองจะทำอย่างไร นอกจากนี้ในเรื่องของพันธกรณีหรือว่า การจัดทำข้อผูกมัดที่พรรคการเมืองนั้นจะไม่นิยมความรุนแรง หรือจะไม่ยอมให้เกิด ความรุนแรงในสภา หรือว่าความรุนแรงนอกสภา หรือว่าสมาชิกของพรรคการเมืองนำไปสู่ การสร้างความรุนแรงนั้นจะทำอย่างไร ดิฉันคิดว่าตรงนี้พรรคการเมืองจะต้องมีกติกา ที่ชัดเจนด้วย นอกจากนี้การกำกับการดำเนินงานของพรรคการเมืองในเรื่องของการใช้เงิน การดําเนินการของสาขาพรรค การรับสมัครสมาชิกพรรค ซึ่งตรงนี้จะทำอย่างไรในเรื่องของการให้ประชาชนได้สามารถที่จะตรวจสอบการใช้เงินของ พรรคการเมืองได้แทนที่จะเป็นหน้าที่ของ กกต. โดยตรง และนอกจากนี้สิทธิในการได้รับ การเยียวยาจากการละเมิดสิทธิของสมาชิกพรรคหรือการดําเนินการของพรรค หรือการที่ พรรคมีนโยบายแล้วไปละเมิดสิทธิของประชาชน สิทธิขั้นพื้นฐานนั้นพรรคจะมีมาตรการ ในการแก้ไขหรือเยียวยาอย่างไร ตรงนี้เป็นเรื่องของการสร้างความเป็นธรรมและการรับฟัง ความคิดเห็นของประชาชนในกรณีที่พรรคการเมืองมีนโยบาย แล้วเมื่อพรรคการเมืองนั้น ไปเป็นฝุายบริหาร และทำให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนและประเทศชาติในวงกว้างนั้น พรรคจะรับผิดชอบอย่างไร ดิฉันคิดว่าตรงนี้เป็นเรื่องที่สําคัญมากนะคะ

นอกจากนี้ธรรมาภิบาลข้อที่สำคัญอีกข้อหนึ่งคือเรื่องของสำนึกรับผิดชอบ พรรคการเมืองนี้เป็นพรรคการเมืองที่มีอภิสิทธิ์ในการดําเนินการมากเมื่อเปรียบเทียบกับ รูปแบบการรวมตัวกันของสมาคมอื่น ๆ นะคะ เพราะสมาคมอื่น ๆ ไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ จากรัฐ แต่พรรคการเมืองเป็นการรวมตัวที่ได้รับเงินช่วยเหลือจากรัฐและประชาชนก็สมทบ ทุนได้อีกด้วย สามารถที่จะเข้าถึงทรัพยากร เข้าถึงสื่อต่าง ๆ ได้มากกว่าสมาคมอื่น ๆ หรือชมรมอื่น ๆ ที่เขาร่วมตัวกัน เพราะว่าอภิสิทธิ์ในการเป็นพรรคการเมือง ซึ่งสิทธิเหล่านี้ สมาคมอื่น ๆ ไม่มี แต่พวกที่อยู่ในพรรคการเมืองสามารถที่จะใช้สิทธิในการเข้าถึงสื่อและ ทรัพยากรในช่วงหาเสียงเลือกตั้งก็ได้ ในการดำเนินการรณรงค์แต่าง ๆ ก็ได้ แล้วก็มีเงินเข้ามา เยอะแยะนะคะ เพราะฉะนั้นตรงนี้คําว่า สํานึกรับผิดชอบ ในเรื่องนี้จะดําเนินการอย่างไร จะมีความมั่นใจได้อย่างไรว่าจะมีการรายงานผลถึงความโปร่งใสในการดำเนินการ แล้วก็มี กฎระเบียบในเรื่องของการให้ข้อมูลรายละเอียดในการดำเนินการของพรรคการเมือง ต่อสาธารณชนแทนที่จะต่อ กกต. เท่านั้น แล้วดิฉันก็คิดว่า กกต. ก็คงจะไม่ค่อยได้ทำอะไร กับพรรคการเมืองได้มากเท่าไร เนื่องจากว่ามีหลักสูตรที่สมาชิกพรรคการเมืองก็เข้าไปเรียน ใน กกต. ด้วยนะคะ เรกูเลเตอร์ (Regulator) กับเรกูเลเตด (Regulated) อยู่ในที่เดียวกัน ก็คงจะลำบากในการที่จะตรวจสอบกันเองนะคะ ตรงนั้นก็เป็นที่น่าจะลองเอามาพิจารณากัน อีกครั้งหนึ่งด้วยนะคะ

สุดท้ายดิฉันก็อยากจะย้ำอีกครั้งหนึ่งในประเด็นแรกที่ดิฉันพูดก็คือเรื่องของ พหุนิยมและเรื่องของสัดส่วนและการคำนึงถึงความแตกต่างด้วยเรื่องของเพศ เรื่องของสรีระ เรื่องของชาติพันธุ์แ เรื่องของศาสนาต่าง ๆ ที่พรรคการเมืองต้องคำนึงถึง และพรรคการเมืองใด ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ดิฉันถือว่าเป็นพรรคการเมืองที่มีความก้าวหน้าและจะนำพา ประเทศไปสู่สังคมที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงและนำประเทศไปสู่สันติสุขสถาพรค่ะ ขอบพระคุณ