เลิศรัตน์ เสนอแนวการเมืองใหม่ เสริมสิทธิ์ ส.ส.-พรรคเข้มแข็ง

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๔๖ · ๑๒ กันยายน ๒๕๕๙

เลิศรัตน์ รัตนวานิช หารือร่าง พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง โดยเสนอให้คงกรอบการจัดตั้งพรรคตามเดิมเพื่อเสริมสร้างพรรคให้เป็นสถาบันทางการเมืองที่เข้มแข็งและเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง พร้อมเน้นการมีส่วนร่วมของสมาชิกในการเลือกผู้สมัคร ส.ส. ทั้งแบบแบ่งเขตและบัญชีรายชื่อผ่านการเลือกตั้งขั้นต้น เพื่อลดอิทธิพลของกรรมการพรรคและส่งเสริมความเท่าเทียมของตัวแทนทุกภูมิภาค นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้ ส.ส. มีอิสระในการลงคะแนนเสียงตามเจตจำนงของประชาชนโดยไม่ผูกพันกับมติพรรค เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๒๕๖ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย ขณะที่ประเด็นการเซตซีโรพรรคการเมือง มองว่าการกำหนดกรอบเวลาจำกัดอาจขัดรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๖๘ และกระทบต่อการจัดการเลือกตั้งอย่างทันท่วงที จึงเสนอให้รัฐสนับสนุนพรรคการเมืองอย่างเสมอภาคทั้งในด้านงบประมาณ สื่อ และกลไกแมทชิงฟันด์ รวมถึงการปรับเพดานการลดหย่อนภาษีสำหรับผู้บริจาคพรรคการเมืองให้สอดคล้องกับขีดจำกัดการบริจาค เพื่อส่งเสริมความมั่นคงของพรรคตามข้อเสนอของกรรมาธิการและ กกต.

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตนแ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณ ท่านประธานที่ให้โอกาสอภิปรายในเรื่องเกี่ยวกับประเด็นที่จะนำเสนอ กรธ. เพื่อพิจารณา ใน พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ซึ่งก็ถือว่าเป็นพระราชบัญญัติที่มี ความสำคัญยิ่ง เพราะว่ารัฐธรรมนูญเป็นพื้นฐานที่สำคัญของระบบการปกครองระบอบ ประชาธิปไตย อย่างที่ท่านกรรมาธิการได้กรุณารายงานแล้วว่าทั้งหมดนี้มุ่งไปสู่การที่จะทำให้ พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมืองที่แท้จริง เป็นสถาบันของประชาชน เป็นสถาบันของ ระบอบการปกครองประชาธิปไตย เพราะฉะนั้นถ้าเรามีพรรคการเมืองที่ให้สมาชิกมีส่วนร่วม ให้สมาชิกมีส่วนในการตัดสินใจในเรื่องที่สําคัญ ๆ ก็จะทําให้เราได้นักการเมืองที่ดี ที่จะเข้าสู่สภา แล้วก็จะได้สภาที่ดีที่มีพรรคการเมืองที่เป็นสถาบันที่แท้จริง กระผมมีประเด็นอยู่ ๔-๕ ประเด็นที่อยากจะเรียนเสนอแนะแล้วก็เรียนเป็นข้อสังเกตให้กับกรรมาธิการ ในการยกร่างหรือในการพิจารณาประเด็นเพิ่มเติม

ประเด็นแรก เรื่องการจัดตั้งพรรคการเมือง อย่างที่ท่านกรรมาธิการที่ได้ รายงาน มันก็มี ๒ ทฤษฎีว่าเราจะให้จัดตั้งง่าย ๆ เราเคยคิดว่าให้สมาคมเป็นพรรคการเมือง ได้เลย หรือเป็นพรรคการเมืองของพื้นที่ของผลประโยชน์แร่วมกัน เช่น ชาวไร่ชาวนาต่าง ๆ หรือเป็นพรรคการเมืองที่เป็นของประเทศ ก็คิดว่าการเดินสายกลางแล้วก็ข้อกำหนดที่อยู่ใน พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ปี ๒๕๕๐ ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ ใช้ได้ คือจะไปจดแจ้งก็ต้องมีอย่างน้อย ๑๕ คน แล้วก็ต้องมีหลักการ มีวัตถุประสงค์ ความมุ่งหมายต่าง ๆ เสร็จแล้วภายใน ๑ ปีพรรคการเมืองก็ต้องมีสมาชิกไม่น้อยกว่า ๕,๐๐๐ คน และมีสาขาหนึ่งสาขาในทุกภาคของประเทศตามที่ กกต. กําหนด เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าในข้อกำหนดเหล่านี้ก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากนัก สมาชิก ๕,๐๐๐ คน ก็ไม่ใช่เรื่องที่มากมาย ถ้าเราต้องการพรรคการเมืองที่เป็นพรรคของประเทศจริง ๆ ก็จึงคิดว่าน่าจะคงไว้ใน ข้อกำหนดเหล่านั้น

ประเด็นที่ ๒ คือการส่งผู้สมัคร ส.ส. การส่งผู้สมัคร ส.ส. นั้นมีอยู่ ๒ แบบ คือแบบแบ่งเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อ ในแบบแบ่งเขตเลือกตั้งนั้นเราได้เสนอให้ เลือกตั้งขั้นต้นในแต่ละเขตที่ส่ง และมีสมาชิกไม่น้อยกว่า ๒๐๐ คนขึ้นไป นี่เป็นข้อเสนอ ซึ่งผมคิดว่าเป็นข้อเสนอที่มีความก้าวหน้า ก็เป็นกึ่งไพรมารี (Primary) ว่าสมาชิกจะต้องให้ ความเห็นชอบมีการซาวเสียงก่อน อันนี้ก็จะเป็นการลดอิทธิพลหรือว่าความรับผิดชอบ ของกรรมการพรรคลงให้ได้ผู้สมัครที่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในมาตรา ๔๕ เขียนไว้ว่ากำหนดให้สมาชิกพรรคมีส่วนร่วมในการส่งผู้สมัคร อยู่ในมาตรา ๔๕ ให้สมาชิกมีส่วนร่วมในการส่งผู้สมัคร เพราะฉะนั้นการกำหนดเป็นหลักเกณฑ์ไว้ผมคิดว่า ก็น่าจะรับได้ ส่วนประเภทบัญชีรายชื่อนั้นรัฐธรรมนูญกำหนดในมาตรา ๙๐ วรรคสามไว้ว่า ต้องคำนึงถึงผู้สมัครรับเลือกตั้งจากภูมิภาคต่าง ๆ และความเท่าเทียมกันระหว่างชาย และหญิง อันนี้เราควรจะต้องบัญญัติบางอย่างไว้อย่างไรให้เห็นชัดเจนว่าปฏิบัติตาม วรรคสามของมาตรา ๙๐ ในรัฐธรรมนูญ เช่น อาจจะกำหนดว่าถ้าพรรคนั้นมีการส่งสมาชิก ในพื้นที่ใด พื้นที่นั้นก็มีสิทธิที่จะส่งสมาชิกเข้ามาเป็นบัญชีรายชื่อ อันนี้เพื่อให้สอดคล้องกับ วัตถุประสงค์ในรัฐธรรมนูญ เพราะถ้าไม่เขียนไว้เลยพรรคก็อาจจะเลือกเฉพาะคนในกรุงเทพฯ หรือคนที่อยู่ใกล้ตัว เพราะการส่งสมาชิกประเภทบัญชีรายชื่อนั้นคงไม่มีการทำไพรมารี (Primary) เหมือนกับแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง

ประเด็นที่ ๓ คือการดําเนินกิจกรรมทางการเมืองในสภาของสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรแต่ละพรรค ในมาตรา ๑๑๔ ของร่างรัฐธรรมนูญบัญญัติว่าสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย ไม่อยู่ในความผูกมัดและ อาณัติมอบหมายหรือครอบงำใด ๆ ปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อสัตย์แสุจริตเพื่อประโยชน์แข่อง ส่วนร่วม อันนี้ก็ยังเป็นคำปฏิญาณตนของสมาชิกทั้ง ๒ ประเภทเมื่อเข้ารับหน้าที่ในสภา แห่งนี้ตามมาตรา ๑๑๕ เมื่อเราอ่านดูบทบัญญัติในข้อนี้แล้วเราก็น่าจะตีความได้ว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรควรจะมีเอกสิทธิ์ในการใช้สิทธิในการดำเนินกิจกรรมในสภา แต่ที่ผ่านมาเราจะเห็นว่าหากสมาชิกไม่โหวตไม่ลงคะแนนเสียงในสภา ไม่ว่าจะเป็นญัตติ หรือต่อร่างกฎหมายก็อาจจะโดนถอดถอนจากพรรคได้ ถือว่าฝุาฝื่นมติของพรรค ถ้าเรามาดู รัฐธรรมนูญฉบับนี้ในมาตรา ๒๕๖ มาตรา ๒๕๖ กำหนดไว้ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวาระที่ ๓ เมื่อมีเสียงเกินกึ่งหนึ่งแล้วจากรัฐสภายังจะต้องให้เสียงที่เกินกึ่งนั้นร้อยละยี่สิบ เป็นเสียงของพรรคฝุ่ายค้าน นี่ผมพูดโดยสรุปนะครับ เขาจะเขียนว่า พรรคที่ไม่มีรัฐมนตรี พรรคที่ไม่ใช่เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร ความหมายเขาคือต้องมีร้อยละยี่สิบของพรรค ที่เป็นฝุายค้านในรัฐสภา สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าเผื่อ ส.ส. ต้องโหวตตามมติพรรค เพราะฉะนั้นผมจึงอยากจะเสนอว่าเราจะบัญญัติไว้อย่างไรที่จะให้ ส.ส. นี่เป็น ส.ส. เหมือนใน สภาของประเทศที่เขาเป็นประชาธิปไตยมาช้านาน ที่เขาสามารถจะโหวตตามความต้องการของ ประชาชนในพื้นที่ที่เขาเป็นตัวแทน โหวตตามความรู้สึกอันชอบธรรมของเขาว่าอันนี้คือสิ่งที่ เขาควรลงคะแนนโดยที่ไม่ต้องถูกถอดถอนจากพรรค ซึ่งอาจจะกำหนดเป็นกรรมวิธีว่า เขาสามารถแจ้งต่อพรรคให้ทราบก่อนว่าในเรื่องนี้เขาจะโหวตอย่างไร มิฉะนั้นการแก้ไข รัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๕๖ ก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้

ประเด็นที่ ๔ เรื่องของการเซตซีโร (Set Zero) พรรคซึ่งพูดกันหน้าหู ได้ยินกัน บ่อยครั้งแล้วก็มีหลายรูปแบบ ทั้งยุบพรรคไปเลย ให้จดพรรคใหม่ หลัง ๆ นี่ก็เสนอบอกให้ แค่ยุบ ให้ยกเลิกสมาชิกพรรค ให้สมาชิกพรรคมาแสดงความจำนงเป็นสมาชิกใหม่ เรื่องของ การเซต์ซีโร (Set Zero) พรรคการเมืองก็ฝากเป็นข้อสังเกตว่า ถ้าจะดำเนินการจะติดขัดด้วย กรอบเวลา เพราะในรัฐธรรมนูญในมาตรา ๒๖๘ ได้บัญญัติไว้ว่า ให้ดําเนินการเลือกตั้ง ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญนี้ให้แล้วเสร็จภายในร้อยห้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญ ๔ ฉบับได้มีผลบังคับใช้แล้ว ก็แปลว่าเมื่อ พ.ร.บ. พรรคการเมืองมีผลบังคับใช้ ก็จะเป็นเวลาที่ใกล้เคียงกับที่จะต้องเริ่มนับ ๑ ในการจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่การที่จะไปจดทะเบียนพรรคการเมืองหรือการที่จะให้สมาชิกคือประชาชนมาสมัครเป็น สมาชิกพรรคการเมืองใหม่มันมีกรรมวิธี มีขั้นตอน มีเวลา มีแบบฟอร์แม (Form) ที่จะต้อง นำไปกรอก มีการลงทะเบียนแล้วยังต้องแจ้งให้ กกต. ทราบต่าง ๆ หรือการจดทะเบียน พรรคก็ต้องไปประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่าง ๆ เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าด้วยกรอบเวลา ที่มีอยู่ในบทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้ว การที่จะให้จดทะเบียนพรรคใหม่หรือ การที่จะให้สมาชิกมาจดทะเบียนใหม่นั้นเป็นสิ่งที่อาจจะทำให้การจัดการเลือกตั้งประสบ ปัญหาได้ ไม่สามารถดำเนินการตามรัฐธรรมนูญนี้ได้

เรื่องที่ ๕ คือเรื่องของการสนับสนุนจากภาครัฐต่อพรรคการเมือง เรื่องนี้ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองได้มีพัฒนาการมาโดยลำดับ ถ้าไปอ่าน พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ปี ๒๕๕๐ ผมคิดว่าก็มีความทันสมัย ในหลาย ๆ เรื่อง เช่น การที่ กกต. หรือการจะใช้เงินของกองทุนสนับสนุนพรรคการเมือง มาให้กับพรรคการเมืองนั้นก็ยังคำนึงถึงสัดส่วนของผู้สมัคร สัดส่วนของ ส.ส. ที่ได้รับ แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง สัดส่วนของ ส.ส. ที่ได้รับแบบบัญชีรายชื่อต่าง ๆ และคำนวณเป็น ตัวเงินออกมา รวมถึงการส่งผู้สมัคร ซึ่งผมเคยไปดูงานที่สหพันธรัฐเยอรมัน เขาเป็นประเทศหนึ่งที่สนับสนุน เงินหรืองบประมาณให้กับพรรคการเมืองอย่างค่อนข้างมาก เรียกว่า แม้ชชิงฟันด์ (Matching Fund) เลยนะครับ ถ้าพรรคสามารถหาเงินบริจาคมาได้ ๑๐๐ ล้านบาทอย่างที่ ท่านสมพงษ์แว่า ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน กกต. ก็จะให้เงินอีก ๑๐๐ ล้านบาทเป็นต้น เพราะฉะนั้นก็จะเป็นการส่งเสริมให้พรรคจะต้องทำกิจกรรมทางการเมืองเพื่อให้ได้รับ การสนับสนุนงบประมาณในส่วนที่จะนำมาใช้จ่ายในการดำเนินกิจกรรมของพรรค

ประเด็นที่ ๒ ในเรื่องการสนับสนุนของพรรคที่ผมคิดว่าทางเยอรมันทําได้ดี คือการสนับสนุนการเผยแพร่ทางสื่อของรัฐ อันนี้เรายังทำน้อยมาก ถึงแม้กรมประชาสัมพันธ์ จะให้เวลากับพรรคต่าง ๆ แต่ก็ดูแล้วค่อนข้างที่จะน้อยแล้วก็ไม่ทั่วถึงแล้วก็เป็นทางการ จนเกินไป เพราะว่าการใช้สื่อของรัฐรวมทั้งทีวี (TV) ต่าง ๆ ใช้เงินค่อนข้างสูง พรรคเล็ก ก็จะเสียเปรียบ พรรคที่มีเงินน้อยจะเสียเปรียบ เพราะฉะนั้นเราควรจะดำเนินการอย่างไร ที่จะให้ภาครัฐสนับสนุนการประชาสัมพันธ์ในเรื่องของการลงเลือกตั้ง ทั้งในสื่อวิทยุ ทีวี (TV) และโซเชียลมีเดีย (Social Media) รวมทั้งอินเทอร์เน็ต (Internet) ต่าง ๆ ที่ภาครัฐถืออยู่นะครับ

ประเด็นสุดท้าย ในมาตรา ๖๑ ของ พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย พรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ ได้บัญญัติไว้ว่า ผู้บริจาคเงินให้กับพรรคการเมืองนั้นสามารถ นำไปลดหย่อนภาษีได้ อันนี้ พ.ร.บ. ปี ๒๕๕๐ ผมถึงบอกว่าเป็น พ.ร.บ. ที่ค่อนข้างทันสมัย อยู่ในมาตรา ๖๑ โดยการหักค่าลดหย่อนนั้นให้เป็นไปตามที่กำหนดในประมวลรัษฎากร โดยให้ลดหย่อนในกรณีบุคคลธรรมดาไม่เกินปีละ ๕,๐๐๐ บาท และนิติบุคคลไม่เกินปีละ ๒๐,๐๐๐ บาท แต่ความจริงเขากำหนดใน พ.ร.บ. พรรคการเมืองให้บริจาคได้รายละไม่เกิน ๑๐ ล้านบาท อันนี้ก็เพื่อเป็นการแคป (Cap) เอาไว้ มิฉะนั้นก็จะมีการบริจาคให้กับพรรคใด พรรคหนึ่งมากจนทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ แต่เวลาไปหักลดหย่อนเขาจะให้ตัวเลข ไว้ที่ ๕,๐๐๐ บาทสำหรับบุคคลและนิติบุคคลเป็น ๒๐,๐๐๐ บาทก็มีอยู่แล้วนะครับ ส่วนจะปรับเปลี่ยนตัวเลขนี้อย่างไรก็แล้วแต่กรรมาธิการจะพิจารณาความเหมาะสม ผมก็สนับสนุนในประเด็นต่าง ๆ ที่ทางกรรมาธิการได้ให้ข้อสังเกตมาเกี่ยวกับการที่จะให้ พรรคการเมืองมีความเข้มแข็งขึ้นเพื่อที่จะส่งไปให้ กรธ. ได้พิจารณาประกอบผ่าน ครม. นะครับกับการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ของ กกต. ที่ดำเนินการยกร่างแล้ว ขอบพระคุณครับ