สมพงษ์ สระกวี หารือเรื่องการปฏิรูปทางการเมือง โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปฏิรูปการเมืองเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างสุจริตและเที่ยงธรรม และการแก้ไขปัญหาการเมืองที่ถูกครอบงำโดยทุน โดยเสนอให้พรรคการเมืองมีอุดมการณ์และนโยบายชัดเจน และสมาชิกพรรคได้รับเลือกโดยสมัครใจ ไม่ถูกเกณฑ์หรือจ้าง และต้องเสียค่าสมาชิกพรรคเป็นรายปี เพื่อให้ประชาชนตั้งคำถามกับพรรคการเมืองเกี่ยวกับคุณค่าและนโยบายของพรรค นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นของการปฏิรูปพรรคการเมืองให้มีอุดมการณ์และนโยบายที่ดี และให้ผู้บริหารพรรคเป็นพลเมืองชั้นเลิศที่ประชาชนไว้วางใจได้ และเสนอให้คุณค่าของพรรคการเมืองเทียบเท่ากับสถาบันการศึกษาและมูลนิธิเพื่อการกุศล เพื่อให้ประชาชนมีสิทธิ์ลดหย่อนภาษี และมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมืองที่แท้จริง มีเสรีภาพในการจัดตั้งพรรค มีเงินบริจาคที่เปิดเผย และไม่มีการยึดอำนาจรัฐประหาร
ท่านประธานที่เคารพครับ เพื่อนสมาชิกผู้มีเกียรติ วันนี้ทางคณะกรรมาธิการทางด้านการเมืองมารายงานต่อเพื่อน สมาชิก เพื่อช่วยกันได้ออกความคิดเห็นในเรื่องหัวข้อการปฏิรูปทางด้านการเมือง ในส่วนของคณะทำงานทางด้านปฏิรูปพรรคการเมืองที่ผมจะได้รายงานต่อไปนี้นั้น เพื่อนสมาชิกก็คงจะทั้งรู้สึกอึดอัด ทั้งรู้สึกอยากแสดงความคิดเห็นกันอยู่บ้างไม่น้อยแล้ว เพราะว่าเรื่องของการเลือกตั้งและเรื่องของพรรคการเมืองกำลังอยู่ในความสนใจของพี่น้อง ประชาชนอยู่ตามสื่อต่าง ๆ อยู่พอสมควรแล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้เราจะได้พูดกันเหมือน คนที่อยู่ในครอบครัวเดียวกันที่จะได้รับฟังกันอย่างกว้างขวางเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไข ข้อเสนอ แต่เหนืออื่นใดครับ ท่านประธานครับ ผมคิดว่าการขับเคลื่อนการปฏิรูป โดยเฉพาะ การขับเคลื่อนการปฏิรูปทางด้านการเมืองนั้นได้เดินทางมาถึงโค่งสําคัญ ถ้าการเสนอ การปฏิรูปทางการเมืองของเราล้มเหลวลง หรือไม่เป็นมรรคเป็นผลอันใดแล้ว หลายท่าน กล่าวได้ว่าก็เท่ากับการยึดอำนาจในเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๗ ก็พลอยล้มเหลวลงไปด้วย เพราะการยึดอํานาจหรือการรัฐประหารโดย คสช. ในครั้งนั้นได้ให้เหตุผลประการสําคัญว่า ประสงค์แจะให้เป็นการยึดอํานาจหรือรัฐประหารครั้งสุดท้าย จึงได้เข้ามาเพื่อจัดสรรหรือ ทําการปฏิรูปกลไกของอํานาจตั้งแต่การเข้าสู่อํานาจรัฐโดยการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรม ให้มีการปฏิรูปการใช้อํานาจรัฐและการตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ ซึ่งหัวใจสําคัญก็อยู่ที่ การปฏิรูปทางด้านการเมืองนั้นเอง ด้วยเจตจํานงร่วมกันของ คสช. และของแม่น้ำทั้ง ๕ สาย และเชื่อว่าเป็นเจตจำนงร่วมกันของพี่น้องประชาชนทั้งแผ่นดินที่ประสงค์แที่จะเห็นระบอบ การปกครองของเรานั้นเป็นระบอบการปกครองที่เป็นระบอบประชาธิปไตยที่มีเสถียรภาพ ที่บริสุทธิ์ยุติธรรม ที่เป็นที่วางใจได้และสามารถนำพาชาติบ้านเมืองไปสู่สังคมที่สันติสุขและ มั่งคั่งไพบูลย์ ท่านประธานครับ ปัมความขัดแย้งสําคัญที่นํามาสู่การปฏิรูปหรือปม ความขัดแย้งที่นํามาสู่การรัฐประหารยึดอํานาจที่สําคัญที่สุด ซึ่งได้สรุปไว้โดยสถาบัน พระปกเกล้า ก็คือการที่คนกลุ่มหนึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าของอํานาจอธิปไตยที่ได้มาจาก การเลือกตั้งเสียงข้างมาก จึงเป็นความชอบธรรมที่จะดํารงอํานาจรัฐในฐานะที่เป็นผู้ชนะ การเลือกตั้งด้วยเสียงข้างมาก แต่คนอีกกลุ่มหนึ่งอ้างว่าการได้มาซึ่งอํานาจรัฐและการได้รับ ฉันท่านุมัติโดยการเลือกตั้งเสียงข้างมากนั้นเป็นไปโดยไม่สุจริตและเที่ยงธรรม ครั้นเมื่อมี อํานาจรัฐแล้วก็ใช้อํานาจรัฐนั้นโดยทุจริตและฉ้อฉล ความขัดแย้งของสังคมไทยตลอด ระยะเวลา ๑๐ ปีที่ผ่านมาอยู่ที่ตรงนี้ ภาษาชาวบ้านเราได้ยินจนชินว่าผู้ที่ชนะการเลือกตั้ง ก็บอกว่าเขาชนะเลือกตั้งมา เป็นฉันท่านุมัติของประชาชนเป็นสิทธิอันชอบธรรม แต่พวกที่ แพ้การเลือกตั้งก็มาก่อกวน แพ้ไม่รู้จักแพ้ ทำเอาบ้านเมืองปั่นปุวนออกสู่ท้องถนน ส่วนพวก ที่แพ้การเลือกตั้งก็จะชี้หน้าว่าพวกคุณเป็นเผด็จการรัฐสภา และได้อํานาจมาโดยทุจริตและ ไม่เที่ยงธรรม ท่านประธานครับ เราจึงมาถึงโค้งสำคัญซึ่งเป็นภารกิจของสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปว่าทําอย่างไรที่จะทําให้การเลือกตั้งที่เป็นการเข้าสู่อํานาจรัฐนั้นเป็นไปโดยสุจริต และเที่ยงธรรม ซึ่งช่วงเช้าทั้งช่วงเพื่อนสมาชิกก็ได้ช่วยอภิปรายว่าด้วยการเลือกตั้ง ซึ่งไปพัน กับ กกต. จำนวนมาก และไปพันอยู่กับเรื่องทำอย่างไรให้การเลือกตั้งนั้นสุจริตและเที่ยงธรรม ซึ่งได้ข้อเสนอที่ดี ๆ มากมาย ตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงบ่าย ครั้นมาถึงประเด็นสำคัญอีกอันหนึ่งนั้น ก็คือเรื่องของการทำให้สถาบันพรรคการเมือง ซึ่งสภาพปัญหาก็เป็นที่คุ้นหู และเมื่อช่วงเช้า ก็พูดกันอยู่ ก็คือเนื่องจากว่าการเมืองของเรานั้นเป็นการเมืองที่มีอิทธิพลของเงิน ของทุน ครอบงำ หลายท่านใช้คำว่า ธนกิจการเมือง หรือถ้าพูดภาษาชาวบ้านโดยทั่วไป ก็คือบอกว่า พรรคการเมืองนั้นไม่ได้เป็นของประชาชน พรรคการเมืองนั้นเป็นของนายทุน นายทุนมา ลงทุนทางการเมือง มาซื้อเสียง มาซื้อ ส.ส. มาซื้อพรรค เมื่อชนะเลือกตั้งหรือเข้าสู่อํานาจรัฐแล้วก็ได้ใช้อํานาจอิทธิพลบารมีจากทุนที่ได้ลงทุนไป มีการถอนทุน การเมืองไทยจึงวนเวียนอยู่กับสิ่งนี้ ไม่เคยสามารถพูดได้ว่าอำนาจอธิปไตย ซึ่งเป็นอํานาจสูงสุดนั้นเป็นของประชาชนได้ เพราะสภาพการณ์แที่การเมืองนั้นไม่ได้สะท้อน ความมีอำนาจอันแท้จริงของประชาชน แต่สะท้อนอำนาจของธนกิจการเมืองคืออำนาจ ของทุน พรรคการเมืองเป็นของนายทุน พรรคการเมืองถูกครอบงําโดยนายทุน และนายทุน ก็มาถอนทุน เป็นเรื่องที่พวกเราคุ้นหูชินตากันด้วยเรื่องแบบนี้ ดังนั้นเพื่อนสมาชิกผู้มีเกียรติ ท่านประธานครับ ในการปฏิรูปทางการเมืองเราจึงเริ่มต้นจากข้อเท็จจริงเดิม ๆ แบบนี้ครับ ว่าถ้าการเมืองเป็นธนกิจการเมือง ถ้าพรรคการเมืองถูกครอบงำโดยทุน พรรคการเมืองไม่ได้ เป็นสถาบันทางการเมืองที่แท้จริงแล้ว แล้วเราจะทําอย่างไร ท่านประธานครับ เราจะปฏิรูป จุดไหน จะปฏิรูปกันอย่างไร จะเริ่มต้นกันอย่างไร ดังนั้นทั้งสภาพปัญหาและสิ่งที่จะต้อง เสนอต่อที่ประชุมแห่งนี้นั้นก็คือเริ่มต้นที่จุดนี้ครับ จริงอยู่เราจะนำเข้าสู่รายละเอียดที่เป็น ข้อถกเถียงให้เร็วที่สุดนะครับ ว่าเวลาพูดกันหลายคนก็บอก โอ฿ยไม่เคยทํา โอ฿ยเป็นไปไม่ได้ โอ฿ยมันเป็นเรื่องยาก ท่านประธานครับ การปฏิรูปทางการเมืองเช่นเดียวกับการปฏิรูป ด้านอื่น ๆ ไม่ได้ง่ายเหมือนปูเสื่อลงนั่งหรือปอกกล้วยเข้าปาก ทุกอย่างต้องเริ่มต้นจากฝุาฟัน สภาพความเคยชินเดิม สภาพปัญหาเดิม ไปสู่สิ่งใหม่ไปสิ่งที่ควรจะเป็น ไม่ใช่สิ่งที่เป็นอยู่จริง สิ่งที่เป็นอยู่จริงนายทุนครอบงำพรรค สิ่งที่ควรจะเป็นนั้นทำอย่างไรให้พรรคการเมืองเป็น สถาบันทางการเมืองของประชาชน มันยังไม่เกิด มันจึงต้องใส่คำว่า ความเชื่อ เข้าไปก่อน เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ หลายอย่างในขณะนี้ที่เป็นข้อถกเถียงทางสังคมและ ที่จะนำเสนอต่อเพื่อนสมาชิกในวันนี้ส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องที่ว่าเชื่อหรือไม่เชื่อ จะเป็นจริงได้ หรือเป็นจริงไม่ได้ที่จะเอาพรรคการเมืองออกจากเงื้อมมือนายทุนซึ่งเป็นสภาพปัญหาเดิมนั้น จะไม่ได้จมอยู่ในปลักเดิมนั้นกลับมาสู่สิ่งที่ควรจะเป็น คือพรรคการเมืองที่เป็นสถาบันทาง การเมืองของประชาชน ต้องบีลีฟ (Believe) เท่านั้น ต้องเกิดจากความเชื่อก่อนเท่านั้น แต่ผมก็ยังยินดี ทางกรรมาธิการก็ยั่งยินดีที่จะถกเถียงกันในเรื่องเชื่อไม่เชื่อ เป็นไปได้หรือ เป็นไปไม่ได้ ท่านประธานครับ ในส่วนที่ ๑ เรื่องที่ ๑ ว่าด้วยการจัดตั้งพรรคการเมือง ก็เถียง กันง่าย ๆ ที่พูดกันอยู่ว่าก็คือตั้งง่ายหรือตั้งยากก็ยังอยู่ในข้อสรุปท่านประธานครับ ว่ายังคำนึงถึงเสรีภาพของประชาชน ให้พรรคการเมืองนั้นตั้งไม่ยากจนเกินไป ทั้ง ๆ ที่ อยากจะบอกกับเพื่อนสมาชิกทั้งหลายว่า ประเทศนี้ที่ชื่อประเทศไทย กกต. ได้จดทะเบียน พรรคการเมืองไว้เท่าไรทราบไหมครับ ๗๗ พรรค ผมเรียนถามเพื่อนสมาชิกหน่อยเถอะครับ ว่าท่านรู้จักพรรคการเมืองไหนบ้างครับ และพรรคการเมืองนั้นพอจะให้ท่านจำได้บ้างไหม ทำอะไรบ้างไหม เขาขายขนมครกกันหรืออย่างไร หรือว่าตั้งพรรคการเมือง ตั้งกัน ๗๗ พรรค แต่เอาเถอะ การตั้งพรรคการเมืองเป็นเรื่องดี การที่ประชาชนสมัครเป็นสมาชิกพรรคก็เป็น เรื่องดีนี่เป็นเจตจำนงอยู่แล้ว ดังนั้นท่านประธานครับ การตั้งพรรคการเมืองก็ยั่งยึดหลักการ มาตั้งง่ายนะครับ เป็นเสรีภาพของปวงชนชาวไทยที่จะร่วมกันจัดตั้งพรรคการเมือง ในข้อเสนอการปฏิรูปทางการเมืองของเรานั้นไม่มีข้อจํากัดอะไรที่จะทําให้การจัดตั้งพรรค เป็นเรื่องยาก ยังเป็นข้อเสนอที่ให้เสรีภาพปวงชนชาวไทยในการจัดทำกิจกรรมที่เรียกว่า การจัดตั้งพรรคการเมืองที่ง่าย ๆ อยู่ต่อไป แต่เราได้เน้นแต่เพียงว่าพรรคการเมืองที่จัดตั้งขึ้นนั้น
ข้อ ๑ เลยนะครับว่า พรรคการเมืองจะต้องประกาศอุดมการณ์ให้ประชาชน ได้จดจำพรรคการเมืองในแง่ที่มีอุดมการณ์และมีนโยบาย ประสงค์แที่จะให้กิจกรรมของ พรรคการเมืองหรือนักการเมืองได้ดำเนินกิจกรรมในเชิงที่เป็นอุดมการณ์และนโยบายเป็น สำคัญ แต่ถ้าพรรคการเมืองตั้งขึ้นมาเล่น ๆ มาขายขนมครก ตั้งขึ้นมาขายหัว เพราะในอดีต ยุบพรรคกันง่าย ๆ นี่นะครับ หรือว่าตั้งขึ้นมาเพื่อขอเงินสนับสนุนจาก กกต. ถึงได้มีกัน ๗๐-๘๐ พรรค อย่างนี้ก็เรียกว่าผิดเจตจำนงและวัตถุประสงค์แของการจัดตั้งพรรคการเมือง แต่กระนั้นก็ตามยังจำนนว่า เอาเถอะเป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐานในการจัดตั้งพรรคการเมือง ก็ยังง่ายอยู่
ประการที่ ๒ สิ่งที่จะเปลี่ยนไปจริง ๆ นั่นก็คือเราเห็นว่าในการจัดตั้ง พรรคการเมืองนั้นประสงค์แที่จะให้สมาชิกพรรคนั้นได้เป็นสมาชิกพรรคโดยสมัครใจ อย่าได้มี การกะการเกณฑ์แหรืออามิสสินจ้าง มาแล้วแจกเสื้อ หรือพาไปเที่ยว หรือให้เงินให้ท่องเพื่อคน มาเป็นสมาชิกพรรค เพราะฉะนั้นเรื่องเหล่านี้จึงนํามาสู่การแก้ไขอย่างไร นั่นก็คือเป็นเรื่อง สำคัญ ประการต่อมานะครับ ที่ผมจะไม่เรียงหัวข้อ ทั้ง ๆ ที่มีไม่กี่ข้อ เพื่อจะนำไปสู่ปัญหาให้ เพื่อนสมาชิกได้ร่วมอภิปรายเลยก็ได้ ทันทีที่เราประสงค์แที่จะให้สมาชิกพรรคนั้น ไม่ถูกเกณฑ์ไปเป็นสมาชิกพรรคเหมือนดังเก่า จึงได้มีมาตรการประการสำคัญที่เปิดประตูไว้ว่า การเป็นสมาชิกพรรคนั้นให้เสียค่าบำรุงสมาชิกพรรคเป็นรายปี ด้วยเหตุผล ๒ ประการครับ ท่านประธาน ประการหนึ่งก็เพื่อที่จะให้ประชาชนได้ตั้งคำถามกับพรรคการเมืองว่าทำไม ผมจะต้องไปเสียเงินให้พรรคคุณปีละร้อย ร้อยเดียวนี่แหละ แต่ถ้ามีข้อกำหนดว่าสมาชิก พรรคต้องเสียเงิน สมาชิกพรรคต้องตั้งคำถามทันที นี่เป็นสามัญสำนึกว่าให้เพื่อนสมาชิก ๒๐๐ คนในห้องประชุมแห่งนี้ไปสมัครสมาชิกพรรค เสียเงินค้าสมัครปีละร้อยนี่ท่านต้องตั้ง คำถามทันทีว่าทำไมจะต้องไปเป็นสมาชิกพรรค ท่านเสรี ผมยกตัวอย่างนี่นะครับ ทำไม พรรคการเมืองจึงต้องตอบโจทย์แสำคัญจากสมาชิกเป็นเบื้องต้นว่าพรรคเรามีคุณค่าพอที่คุณ จะมาเป็นสมาชิกและเสียค่าสมาชิกปีละ ๑๐๐ บาท เพราะพรรคเรามีอุดมการณ์แอย่างนี้ ๆ พรรคเรามีนโยบายอย่างนี้ ๆ พรรคเรามีบุคลากรชั้นเลิศของประเทศนี้ทางด้านต่างประเทศ ทางด้านเศรษฐกิจ ทางด้านการศึกษา ทางด้านการพัฒนาประเทศ ได้มาขึ้นหน้าปก โฆษณา ต่อพี่น้องประชาชน เห็นไหมครับ กว่าที่จะได้เงิน ๑๐๐ บาทนี่ต้องตอบคำถามท่านสารพัดว่า พรรคนี้มีบุคลากรชั้นเลิศของประเทศมาร่วมกันอยู่ พรรคนี้จะพาชาติบ้านเมืองรอด พรรคนี้ จะเป็นปากเสียง จะเป็นตัวแทนที่ดีของท่านได้ ถามว่าสมัยก่อนต้องตอบคำถามพวกนี้ไหม ไม่ต้อง เพราะสมาชิกไม่ถาม เพราะไม่ต้องเสียสตางค์ และไม่ต้องตอบ เพราะว่าคนจ่าย สตางค์เป็นอีกพวกหนึ่ง เข้ามากำกับพรรคอยู่แล้ว พรรคถึงไม่ได้ไปไหนครับ ความประสงค์แที่จะให้พรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมือง ความประสงค์แที่จะให้ พรรคการเมืองเป็นสถาบันที่รวบรวมบุคลากรชั้นเลิศของประเทศเอาไว้ในฐานะที่จะไปเป็น ตัวแทนอำนาจอธิปไตยของปวงชนในการบริหารราชการแผ่นดิน ไปเป็น ครม. ไปเป็น ส.ส. ไปเป็นอะไรต่อมิอะไร สมัยก่อนไม่มีเจตจำนงเช่นนี้ สมัยก่อนใครมีสตางค์แก็ตั้งพรรค ตั้งพรรค เสร็จชนะเลือกตั้งมา ๑๐ เสียง ก็ให้ลูก ให้น้อง ไปเป็นรัฐมนตรี เป็นอยู่เช่นนี้มา เพราะฉะนั้น จึงเห็นได้ว่าคำว่า เสียค่าสมาชิกพรรค นี่มีนัยมากกว่าตัวเงิน ๑๐๐ บาท หรือ ๑๐ บาท แต่ไม่เกิน ๒๐๐ บาทนั้น ด้วยเจตจำนงประสงค์แว่าให้สมาชิกพรรคได้ตั้งคำถามกับพรรค หรือผู้บริหารพรรค นี่เป็นสำคัญ
ส่วนประการต่อมานั้นนี่นะครับ ก็คือต้องการให้พรรคนั้นได้ให้ความสำคัญ กับสมาชิกว่าพรรคนั้นอยู่ได้ด้วยค่าสมาชิกและด้วยเงินอุดหนุนของรัฐบาลที่มาจากพื้นฐาน ของเจตจำนงสมาชิก ยกตัวอย่างง่าย ๆ ครับที่เป็นข้อถกเถียงกันอยู่ขณะนี้ เราก็บอกว่า ให้สมาชิกพรรคเสียเงินค้าสมาชิกให้กับพรรค สมาชิกเสียไป ๑๐๐ บาท รัฐจะสมทบให้อีก ๑๐๐ บาท เป็น ๒๐๐ บาท ผมยกตัวอย่างว่าถ้ามีพรรคการเมืองที่เอาจริงเอาจัง มีเกียรติภูมิพอ มีคนเป็นสมาชิก เอา ๑,๐๐๐,๐๐๐ คนแล้วกัน ในจำนวนประชากรผู้มีสิทธิ ๕๐ ล้านคน นี่นะครับ พรรคการเมืองนั้นก็จะมีเงินรายปีปีละ ๒๐๐ ล้านบาท พอที่จะบริหารพรรค ได้แล้วปีละ ๒๐๐ ล้านบาท จากสมาชิกคนละ ๑๐๐ บาท ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน ก็ ๑๐๐ ล้านบาท รัฐสมทบอีก ๑๐๐ ล้านบาท ก็ปีละ ๒๐๐ ล้านบาท กว่าจะเลือกตั้ง ๔ ปี ก็สามารถ ทำกิจกรรมทางการเมืองอันเป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชนได้ นี่เป็นข้อที่ ๑ ที่เป็น ข้อถกเถียงเหลือเกินว่าให้เสียค่าสมาชิกไม่มีใครเป็นหรอกครับ ใช้ครับ ถ้าเป็นการเมือง แบบเก่า ถ้าการเมืองแบบเก่านั้นการเป็นสมาชิกพรรคเขาได้เสื้อ เขาได้พาไปเที่ยว เขาได้เงิน แต่พอเป็นการเมืองแบบใหม่จะต้องเสียเงิน แต่เชื่อผมเถอะครับท่านประธาน เพื่อนสมาชิกครับ ว่าถ้าประชาชนเสียเงินเมื่อไร เขาจะเต็มไปด้วยคำถาม เขาจะไม่เสียเงินฟรีแล้วกัน และถ้าประชาชนเสียเงินเมื่อไรเขาจะรู้สึกทันทีว่าพรรคนี้เป็นของข้าพเจ้าด้วย เพราะข้าพเจ้า ก็เสียเงิน และแรงกระเพื่อมทางการเมืองจะเกิดทันที ผู้บริหารไม่ดี สมาชิกที่เสียเงิน แค่ร้อยเดียวแต่เสียงดังน่าดู จะวิพากษ์แวิจารณ์ จะชี้หน้า บริหารพรรคแบบนี้ผมไม่เป็นแล้ว ปีหน้าผมจะไปเป็นอีกพรรคหนึ่งแล้ว ขู่อีกต่างหาก เสียร้อยเดียวครับ แต่นี่ละครับคือจะเป็น วัฒนธรรมทางการเมือง จะเป็นแรงกระเพื่อมทางการเมือง ท่านประธานครับ นี่เป็นข้อที่ ๑ ที่เป็นข้อถกเถียงกันในสังคมว่าทำไมจะต้องให้พรรคมีสมาชิกพรรคที่เสียเงิน
แต่ต่อมาครับ ข้อที่ ๒ ที่เป็นข้อถกเถียงเช่นเดียวกัน แต่ว่าพรรคการเมือง กลับไม่ค่อยพูด ผมรู้สึกเขาเงียบนะครับ นั่นก็คือคำถามที่ว่าถ้าเมื่อก่อนพรรคการเมืองจะทำ กิจกรรมในหมู่ประชาชนนั้นต้องมีทุนนะครับ ผมก็บอกแล้วว่าเราก็ไม่ประสงค์แจะให้ เป็นทุนของนายทุนเพราะจะมาครอบงำพรรค ถ้าเช่นนั้นทุนมาจากไหน คิดเอาง่าย ๆ เป็นพรรคการเมืองไม่มีนายทุนได้อย่างไร ท่านประธานครับ เราเลยมีเงื่อนไขในการปฏิรูป ในครั้งนี้ว่าด้วยทุนของพรรคการเมืองนั้นให้เกิดจากการบริจาค นี่เป็นเรื่องที่ ๒ นะครับ เรื่องที่ ๑ เกิดจากสมาชิก
เรื่องที่ ๒ เกิดจากการบริจาค ท่านประธานครับ อันนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย แต่มาเล่ากับเพื่อนสมาชิก สปท. ให้ฟังอีกครั้งหนึ่ง เงินบริจาคประการแรกนี่ละครับ ก็ถือเสีย ว่าประชาชนผู้เสียภาษีในประเทศนี้ตัวเลขยืนยันจากกรมสรรพากรนี่นะครับ ผู้เสียภาษี รายได้ส่วนบุคคลปีละ ๕,๐๐๐,๐๐๐ คน ที่จริงก็ ๔,๐๐๐,๐๐๐ กว่า ๆ ๕,๐๐๐,๐๐๐ ต้น ๆ เอาตัวเลขกลม ๆ ผู้เสียภาษีประจำปี ปีละ ๕,๐๐๐,๐๐๐ คนของประชากร ๗๐ ล้านคน นี่นะครับท่านประธานครับ ก็บอกว่าให้โอกาสกับผู้เสียภาษีแค่กรอกบอกเจตจำนงของ ผู้เสียภาษีว่าข้าพเจ้าจะบริจาคเงินให้กับพรรคการเมืองได้พรรคใดพรรคหนึ่งได้ ๑ พรรค รัฐโดยกรมสรรพากรก็จะเอาเงินภาษีของรัฐของประชาชนนี่แหละไปจัดสรรจัดให้กับ พรรคการเมืองที่ผู้เสียภาษี ๕,๐๐๐,๐๐๐ คนนี้ได้แสดงเจตจำนงว่าจะบริจาคเพื่อสนับสนุน พรรคการเมืองนี้ ไม่เกินปีละ ๒๐๐ บาท ท่านประธานครับ ผู้เสียภาษี ๕,๐๐๐,๐๐๐ คน คนละ ๒๐๐ บาท เป็นเงินเท่าไรครับ ๑,๐๐๐ ล้านบาท ๕,๐๐๐,๐๐๐ คูณ ๒๐๐ นะครับ ปีละ ๑,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินซึ่งพรรคการเมืองมีสิทธิได้ ไม่ได้จำกัดไว้กับใครแต่ต้องได้ จากเจตจำนงของผู้เสียภาษี ปรากฏว่าเรื่องนี้ที่ผมบอกไม่ใช่เป็นเรื่องใหม่นะครับ เคยมีใน ประมวลรัษฎากรแล้วเป็นอย่างไรครับ ปรากฏว่าผู้เสียภาษี ๕,๐๐๐,๐๐๐ คนนี่นะครับ แสดงเจตจำนงจะบริจาคแค่ ๖๐๐,๐๐๐ คน ๑๐ กว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ๑๒ เปอร์เซ็นต์ ถามว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ที่จริงแล้วแทบจะไม่ต้องถาม ไม่อยากให้เลย เว้นว่างเลย มันมีแต่พรรคโหลยีโท้ย มันมีแต่พรรคซึ่งเป็นของนายทุน มันเรื่องอะไรที่เราจะเที่ยวกรอก ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เงินกระเป้านะ เป็นเงินที่รัฐจ่ายให้นะ ไม่มีใครอยากบริจาคเงินให้กับ พรรคการเมือง ดังนั้นท่านประธานครับ เงินปีละ ๑,๐๐๐ ล้านบาท เลือกตั้ง ๔ ปีหน เงิน ๔,๐๐๐ ล้านบาท ที่รัฐพร้อมจะจ่ายให้กับพรรคการเมืองแต่ขอให้จ่ายตามเจตจำนงของ ผู้เสียภาษีเท่านั้น พรรคการเมืองยังไม่ทำเลยครับ เพราะฉะนั้นถ้าพรรคการเมืองปฏิรูปตัวเอง ไม่คิดแต่จะอาศัยแต่นายทุนนี่มีเงินอยู่ปีละ ๑,๐๐๐ ล้านบาท ที่ประชาชนนี่รัฐพร้อมจะให้ ถ้าพรรคการเมืองได้ตระหนักว่าโอเค (Okay) เราจะต้องสร้างพรรคที่มีอุดมการณ์ เราจะต้อง สร้างพรรคที่มีนโยบายที่ดีและผู้บริหารพรรคเราเป็นพลเมืองชั้นเลิศที่ประชาชนไว้วางใจได้ ที่ประชาชนศรัทธาได้เขาก็จะกรอกให้ ๒๐๐ บาทนี่เพราะเขาไม่ต้องควัก นี่เป็นอีกหัวข้อหนึ่ง ที่เราได้ใส่ไว้ว่าด้วยทุนของพรรคการเมือง
ประการที่ ๓ ครับท่านประธาน ว่าด้วยเงินบริจาคให้กับพรรคการเมือง เอาอีก เพื่อเปิดประตูเปิดหนทางให้พรรคการเมืองได้มีการปฏิรูปตัวเอง เอาเป็นว่าแต่ไหน แต่ไรมาการบริจาคเงินให้พรรคการเมืองไม่มีอะไรเลย บริจาคก็ได้ ไม่บริจาคก็ได้ บริจาค ก็ไม่มีผลอะไร คณะกรรมาธิการปฏิรูปทางด้านการเมืองเราได้จัดความสําคัญและคุณค่า ของพรรคการเมืองให้เทียบเท่ากับสถาบันการศึกษาและมูลนิธิเพื่อการกุศล ตามประมวลรัษฎากรนั้นผู้ที่บริจาคเงินให้กับสถานศึกษาหรือวัดโรงเรียนหรือมูลนิธิ เพื่อการกุศลสามารถนำเงินที่บริจาคนี้ไปลดหย่อนภาษีไปคำนวณลดหย่อนปลายปีได้ แต่ไม่เคยให้กับพรรคการเมือง เราจึงได้เสนอต่อ กรธ. ว่าให้คุณค่ากับสถาบันพรรคการเมือง ให้เป็นเหมือนสถาบันหนึ่งที่เคียงคู่กับระบอบประชาธิปไตย ดังนั้นใครบริจาคเงินให้ พรรคการเมืองก็ให้เหมือนกับบริจาคเงินให้กับสถานศึกษา บริจาคเงินให้สถานศึกษาดูเหมือนถ้าผมจำไม่ผิด ๓๐,๐๐๐ บาท สามารถไปลดหย่อนได้ ๒ เท่า คือ ๖๐,๐๐๐ บาทต่อปี ของเราก็หมายความว่าบริจาคให้พรรคการเมือง กกต. เข้าไปปรับว่า ประมาณ ๕๐,๐๐๐ บาท ก็ไปลดหย่อนภาษีปลายปีได้ โดยรวมความครับท่านประธาน ก็หมายถึงว่าการบริจาคเงินให้พรรคการเมืองจะเกิดขึ้นได้เมื่อไรอีก เกิดขึ้นได้ทันที ถ้าประชาชนเห็นว่ารัฐสร้างแรงจูงใจ สามารถนำเงินไปหักลดหย่อนภาษีได้ นั่นเป็น ประการที่ ๑
กับประการที่ ๒ เขาตระหนักว่าพรรคการเมืองนั้นเป็นสถาบันทางการเมือง ของประชาชนจริง ๆ ไม่ใช่เป็นพรรคของนายทุน หรือไม่ใช่เป็นพรรคที่แบมือขอแต่นายทุน ยกย่องแต่นายทุน แต่เป็นพรรคที่ปรับตัวเองเข้าสู่สถาบันทางการเมืองของประชาชน เงินบริจาคจากนิติบุคคล เงินบริจาคจากบุคคลธรรมดา สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ นี่คือ สิ่งที่เราเสนอต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งและเสนอต่อ กรธ. เพราะฉะนั้นท่านประธาน ที่เคารพครับ เพื่อตอบปัญหานี้ เพราะเข้าใจผิดกันเหลือเกิน สนใจแต่เรื่องเซตซีโร (Set Zero) เซต์ซีโร (Set Zero) ซึ่งคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองของ สปท. ที่ท่านเป็นสมาชิก อยู่พูดดัง ๆ อีกครั้งหนึ่งครับ เราไม่เคยเสนอให้มีการเซตซีโร (Set Zero) หรือยกเลิก พรรคการเมืองแล้วมาตั้งกันขึ้นใหม่ เรื่องเซตซีโร (Set Zero) นั้นเป็นมโนเป็นแนวความคิด ของนักการเมืองที่คิดว่า คสช. จะตั้งพรรค เพราะฉะนั้น คสช. คงจะยกเลิกพรรคการเมืองอื่น ให้หมดเพื่อให้นักการเมืองจะได้วิ่งเข้ามาที่พรรคของ คสช. ผมไม่อาจรู้หัวใจ คสช. ได้ครับ พูดแทนไม่ได้ครับ แต่ข้อเสนอของกรรมาธิการการเมืองเรานั้นมีแต่ให้พรรคการเมืองอยู่ต่อไป มีเสรีภาพในการจัดตั้งพรรค มีแต่จะเปิดช่อง เปิดประตูให้มีการหาเงิน บริจาคเงิน สนับสนุน ทางการเงิน ทั้งรัฐทั้งเอกชนให้กับพรรคการเมือง ข้อเสนอของเราล้วนแต่อยู่บนพื้นฐาน ที่อยากเห็นพรรคการเมืองเป็นสถาบันทางการเมืองของประชาชนที่แท้จริง อยากเห็น การขับเคลื่อนทางการเมืองนั้นเป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม ให้ระบอบประชาธิปไตยของเรา นั้นดำรงอยู่ด้วยสถาบันทางการเมืองที่เป็นของประชาชน ต้องการให้ระบอบประชาธิปไตย ของเราได้ลงหลักปักฐาน มีเกียรติยศ มีเกียรติภูมิ สง่างาม เคียงบ้าเคียงไหล่กับชาติอารยะ ประชาธิปไตยทั้งหลายบนโลกใบนี้ ไม่ได้คิดทําลายพรรคการเมือง ไม่ได้คิดทำลายระบอบ ประชาธิปไตย และเชื่อโดยบริสุทธิ์ใจอีกว่าการยึดอํานาจรัฐประหารครั้งที่ผ่านมาจะเป็น ครั้งสุดท้าย เชื่อเหมือนที่ พลเอก ประยุทธ์เชื่อ แต่ถ้าเราไม่ช่วยกันสร้างสถาบัน พรรคการเมืองให้เป็นสถาบันพรรคการเมืองที่มีเกียรติ ระดมบุคลากรชั้นเลิศมาไว้ในพรรค ทำให้พรรคเป็นสถาบันที่เป็นที่พึ่งที่หวังและเป็นผู้นำในระบอบประชาธิปไตยได้แล้ว ปล่อยให้พรรคการเมืองจะเป็นอยู่แบบเดิม ปล่อยให้พรรคการเมืองยังถูกกล่าวหาว่า เป็นธนกิจการเมือง ถูกครอบงำด้วยเงิน ถูกครอบงำด้วยทุน และมาแสวงหาผลประโยชน์ แสวงหาอำนาจเพื่อถอนทุนคืน และระบอบประชาธิปไตยเราจะไปถึงไหนล่ะครับ ในที่สุด วัฏจักรเลวร้ายก็จะกลับมาอีก สิ้นหวังครับ เพื่อน ๆ สมาชิกที่เคารพครับ ข้อเสนอของ คณะกรรมาธิการการเมืองที่เรียนต่อท่านไม่ได้ลงในรายละเอียดนับ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ นะครับ เพราะถือว่าเอกสารอยู่ที่ท่านแล้วนั้น ด้วยบริสุทธิ์ใจจริง ๆ ครับ ไม่ได้มุ่งหวังจะทำลายพรรคการเมืองหรือนักการเมือง เราปรารถนาที่จะเดินเคียงบ้าเคียงไหล่ไปกับนักการเมืองและพรรคการเมืองในฐานะสถาบัน ทางการเมืองที่เคียงคู่ไปกับระบอบประชาธิปไตย ผมก็หวังว่าเพื่อนสมาชิกจะได้ทำ การอภิปรายให้ความคิดความเห็นตามตัวอักษร ซึ่งก็มีอยู่แค่ ๘-๙ หน้า ไม่ได้มากมายเลย นะครับ ซึ่งทั้งหมดนี้หวังว่าท่านก็คงจะได้ลงรายละเอียด รวมทั้งที่เป็นข้อวิพากษ์แวิจารณ์แด้วย ว่าทำไม่ได้ หรือมีความมุ่งหมายจะไปทำลายพรรคการเมืองที่มีอยู่ในปัจจุบัน ก็อยากจะเรียน เพื่อนสมาชิกว่ามิได้เป็นเช่นนั้น การปฏิรูปสถาบันทางการเมืองหรือพรรคการเมืองนั้น เรามุ่งหวังให้เป็นสถาบันทางการเมืองที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริงเท่านั้น ขอขอบคุณครับ ท่านประธาน