คํานูณ สิทธิสมาน อภิปรายเรื่องบทบาทของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในการพิจารณากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปฏิรูปทางการเมือง และสนับสนุนการปรับกระบวนการเลือกตั้งของประเทศไทยให้แยกระหว่างหน่วยงานที่มีหน้าที่จัดการเลือกตั้งและหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับควบคุม โดยเรียกร้องให้มีการแก้ไขมาตรา 225 เพื่อป้องกันการถูกขัดขวางทางการเมือง และลดอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้งให้เป็นเพียง "Regulator" เท่านั้น
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ ผมเป็นกรรมาธิการชุดนี้ด้วยนะครับ แต่ว่าจะขออนุญาตอภิปรายในฐานะ สมาชิก แต่อภิปรายตรงนี้คงไม่เป็นกระไรนะครับ ท่านประธานครับ ผมเห็นว่าการประชุม ในวันนี้ในวาระนี้มีความสําคัญอย่างยิ่งยวด เพราะเป็นการเสนอแนะถึงสิ่งที่จะบัญญัติไว้ใน พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญก็จะเป็นตัว ที่จะทําให้หลักการสําคัญในร่างรัฐธรรมนูญที่กําลังจะประกาศใช้ปรากฏเป็นจริง แต่กระผมเห็นว่าบทบาทของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนั้นแม้ว่าจะไม่ได้มีบัญญัติไว้ โดยตรงเกี่ยวกับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญแต่ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดครับ เพราะเรามีหน้าที่ที่จะต้องเสนอแนะเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การปฏิรูปทางการเมือง ความเห็นของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศโดยรวมไม่ใช่ของ คณะกรรมาธิการชุดนี้จะมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งครับ เพราะไม่เช่นนั้นแล้วในขั้นตอน การพิจารณากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญถ้าท่านสมาชิกมีร่างรัฐธรรมนูญติดมาด้วยมันจะ อยู่ในมาตรา ๒๖๗ โดยเฉพาะมาตรา ๒๖๗ วรรคห้า ที่เขาออกแบบให้การพิจารณา พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญเป็นการถ่วงดุลกันระหว่างอย่างน้อยที่สุด ๓ ฝุาย ก็คือ กรรมการร่างรัฐธรรมนูญซึ่งจะต้องเป็นผู้ยกร่าง ๒. ก็คือสภานิติบัญญัติแห่งชาติซึ่งจะต้อง เป็นผู้พิจารณาให้เสร็จสิ้นภายใน ๖๐ วัน และ ๓. ก็คือองค์แกรอิสระที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง ศาลรัฐธรรมนูญ เพราะว่าเมื่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณาผ่านจนจบครบ ๓ วาระแล้ว ทั้งกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งองค์แก้รอิสระที่เกี่ยวข้องมีอํานาจหน้าที่ที่จะต้องพิจารณาว่า ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนั้นเป็นไปตามเจตนารมณ์แของรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งถ้าพิจารณาเห็นว่าไม่เป็นไปก็กำหนดให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ จำนวน ๑๑ ท่าน ประกอบด้วย ประธานศาลรัฐธรรมนูญหรือประธานองค์แก้รอิสระที่เกี่ยวข้อง และกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญ และสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ฝุายละ ๕ คน เมื่อพิจารณาแล้วก็นำ กลับมาสู่ที่ประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็บัญญัติไว้เป็นเด็ดขาดว่า ถ้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติไม่เห็นด้วยด้วยคะแนนเสียงไม่ถึงสองในสาม ก็ให้ร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญนั้นมีผลใช้บังคับ จริงอยู่ครับ แม้ว่าจะไม่มีบทบาทของสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศนะครับ แต่เราก็คงเห็นอยู่แล้วจากข่าวสารที่ติดตามอยู่ ผมเชื่อว่า ท่านสมาชิกคงติดตามอย่างใกล้ชิดว่า ในขณะนี้แม้ว่ากรรมการร่างรัฐธรรมนูญจะมีหน้าที่ตาม รัฐธรรมนูญที่จะเป็นผู้ยกร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งนี่นะครับ แต่ในทางปฏิบัติที่เป็นจริงแล้วนี่นะครับ ผู้ยกร่างเบื้องต้นนี่นะครับ ก็จะมาจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในกรณีนี้เราจะเห็นได้ว่า คณะกรรมการการเลือกตั้งก็ได้โยนความคิดเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัติประกอบ รัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งนี่ออกมาสู่สังคมแล้วในระดับหนึ่ง แล้วก็ปรากฏว่ากรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญนั้นก็ไม่เห็นด้วยในหลายประเด็นด้วยกัน ยังไม่รู้ว่าเมื่อไปถึงสภานิติบัญญัติ แห่งชาติจะเป็นประการใด เพราะฉะนั้นกระผมเห็นว่ามติของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศในวันนี้มีความสําคัญอย่างยิ่ง กระผมอยากให้มีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นสำคัญ ๆ นะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นที่ผม อยากจะอภิปรายสนับสนุนอย่างยิ่งก็คือประเด็นข้อเสนอของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการเมือง อยู่ในรายงานหน้า ๓ ข้อ ๖ ครับ ก็คือให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งจัดหรือดำเนินการให้กระทรวงมหาดไทยจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การเลือกสมาชิกวุฒิสภา การเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น และการออกเสียง ประชามติภายใต้การควบคุมกำกับดูแลของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ท่านประธานครับ ท่านวิทยา แก้วภราดัย ขออนุญาตเอ่ยนาม กรรมาธิการได้ต่อสู่ผลักดันเรื่องนี้อย่างเต็มที่ กระผมเองก็เป็นผู้สนับสนุนอย่างเต็มที่ด้วยเช่นกัน ท่านคงจะจำได้นะครับว่าเรื่องนี้ เป็นประเด็นมาตั้งแต่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดก่อนคือชุดท่านอาจารย์แบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ซึ่งกระผมบังเอิญมีส่วนเป็นกรรมาธิการยกร่างชุดนั้นอยู่ด้วยนะครับ เราได้โยน ความคิดออกมาสู่สังคมว่าควรจะต้องมีการปรับกระบวนการเลือกตั้งของประเทศไทย เสียใหม่ ให้แยกระหว่างหน่วยงานที่มีหน้าที่จัดการเลือกตั้งคือหน่วยงานที่ทำหน้าที่ โอเปอเรชัน (Operation) กับหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับควบคุม หรือเรกูเลชัน (Regulation) ออกจากกัน โดยให้หน่วยราชการอาจจะเป็นกระทรวงมหาดไทยหรือ กระทรวงสาธารณสุข หรือกระทรวงอื่น ๆ ทำหน้าที่จัดการเลือกตั้ง งบประมาณ ในการจัดการเลือกตั้งก็จะไปอยู่ที่หน่วยงานเหล่านั้น แล้วให้คณะกรรมการการเลือกตั้งจากที่ ทำหน้าที่ทั้งโอเปอเรชัน (Operation) และเรกูเลชัน (Regulation) นี่นะครับ กลับมาทำ หน้าที่เป็นเรกูเลเตอร์ (Regulator) แต่เพียงอย่างเดียว ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นนี่นะครับ ก็เขียนไว้ค่อนข้างสมบูรณ์ในมาตรา ๒๕๐ คล้าย ๆ กับมาตรา ๒๔๔ ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ว่าที่มีเขียนไว้ชัดเจนกว่าก็คือในมาตรา ๒๕๑ ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ตกไปนะครับ ก็คือว่าระบุไว้ชัดเจนเลยครับว่าให้คณะกรรมการการเลือกตั้งมอบหมายให้หน่วยงานของรัฐ หรือแต่งตั้งคณะกรรมการทำหน้าที่ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ผู้บริหารท้องถิ่นและสมาชิกสภาท้องถิ่น และดําเนินการจัดให้มีการออกเสียง ประชามติเป็นคราว ๆ ไป อันนี้ก็เป็นร่างสุดท้ายของร่างรัฐธรรมนูญชุดท่านอาจารย์แบวรศักดิ์ สาเหตุที่เรามีหลักคิดอย่างนั้น แล้วก็ตรงกับหลักคิดที่กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการเมืองโดยเฉพาะท่านวิทยา แก้วภราดัย นำเสนอนี่นะครับ ก็เพราะว่าเรามีความเห็นว่าตามหลักสากลโดยทั่วไปนี่นะครับ หน่วยงานที่ทำหน้าที่ เรกูเลเตอร์ (Regulator) กับหน่วยงานที่ทำหน้าที่โอเปอเรเตอร์ (Operator) ไม่ควรจะเป็น องค์แกรเดียวกัน ไม่ควรจะเป็นบุคคลคนเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นคนดีวิเศษวิโสมาจากไหน แต่ถ้าเผื่อเรามีอํานาจทั้งดําเนินการ ทั้งกํากับควบคุมอยู่ในตัวเราเองแล้วนี่นะครับ ในที่สุด เราไม่สามารถที่จะชี้ผิดชี้ถูกตัวเราเองได้ การไล่จับการโกงการเลือกตั้ง การไล่จับการทุจริต การเลือกตั้ง สิ่งที่พุ่งเปูาไปก็คือพุ่งเปูาไปที่ผู้สมัคร พุ่งเปูาไปที่นักการเมือง แต่ในทาง ความเป็นจริงในหลายต่อหลายกรณีนั้น ผู้ดำเนินการเลือกตั้งเองนั่นละครับให้ความร่วมมือ ทีนี้ในทางความเป็นจริงก็คือว่า ถามว่าเมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นทั้งโอเปอเรเตอร์ (Operator) เป็นทั้งเรกูเลเตอร์ (Regulator) นี่นะครับ ในฐานะที่ท่านเป็นโอเปอเรเตอร์ (Operator) นี่นะครับ ท่านทำด้วยตัวของท่านเองทั้งหมดหรือเปล่า ไม่ใช่ครับ ท่านก็มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยทำนั่นแหละ ท่านก็มอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการ ทํานั่นแหละ แต่ความแตกต่างกันก็คือว่างบประมาณอยู่ที่ท่าน แล้วองค์แกรเหล่านั้นเมื่อเข้ามา ทํานี่เขาทําในนามของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่คนหนึ่ง ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง แล้วถามว่าในฐานะที่ กกต. เป็นเรกูเลเตอร์ (Regulator) นี่นะครับ เคยมีตัวอย่างสักกี่ครั้งครับที่จะทําหน้าที่ไล่จับโอเปอเรเตอร์ (Operator) ซึ่งทํา ในนามของตัวท่านเอง และนี่ก็เป็นประเด็นสำคัญที่ขอกราบเรียนท่านประธานผ่าน เพื่อนสมาชิกไปว่าจะต้องพิจารณาอย่างเข้มงวด กระผมขอใช้เวลาเพิ่มเติมอีกสักตามสมควร นะครับ เพราะเข้าใจว่ายังไม่มีผู้อภิปรายมากนัก ประเด็นนี้มีความสําคัญอย่างยิ่ง และเป็น ประเด็นที่ไม่ได้ขัดกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่กําลังจะประกาศใช้ในเดือนพฤศจิกายนนี้ เพราะว่ามาตรา ๒๒๔ ที่เป็นอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในอนุมาตราที่ ๑ หรือ (๑) นั้นก็เขียนไว้ว่า จัดหรือดำเนินการให้มีการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในที่นี้ถ้าเราจะแยกแยะให้ กกต. เป็นเพียงเรกูเลเตอร์ (Regulator) เราก็ใช้อิงรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๒๔ ในประโยคที่ว่า ดำเนินการให้มีการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอยืนยันว่าไม่ขัดกับร่างรัฐธรรมนูญครับ ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมอยากจะเรียนว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับรอการประกาศใช้ในขณะนี้ เป็นร่างรัฐธรรมนูญที่เพิ่มอำนาจให้กับ คณะกรรมการการเลือกตั้งค่อนข้างมาก กระผมเองผมเชื่อว่าท่านประธานร่วมทั้ง เพื่อนสมาชิกยังไม่เห็นร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญฉบับต้นร่างที่มาจาก คณะกรรมการการเลือกตั้ง แต่ท่านคงจะได้ยินแล้วว่า นอกจากจะมีใบเหลือง มีใบแดง ซึ่งเรารู้จักกันดีแล้วนี่นะครับ ในร่างกฎหมายเลือกตั้งที่เสนอมาจาก กกต. จะมีอีก ๒ ใบครับ เรียกว่า ใบส่มและใบดำ และกระผมก็อยากจะเรียนว่า อันที่จริงตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถ้าเพื่อนสมาชิกมีร่างรัฐธรรมนูญอยู่ในมือนี่นะครับ ไปดูที่มาตรา ๒๒๔ มาตรา ๒๒๕ โดยเฉพาะมาตรา ๒๒๔ (๔) ก็จะมีอีกใบหนึ่งที่เรียกว่า ใบม่วง เป็นภาษาชาวบ้านนะครับ เรื่องทั้งหมดเป็นมาอย่างนี้ครับ ผมขออนุญาตขยายความตามที่ผมรู้ด้วยภาษาชาวบ้านง่าย ๆ ก็แล้วกัน แต่เดิมอำนาจในการแจกใบเหลือง ใบเหลืองนี้ก็คืออำนาจสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ โดยที่ไม่ได้ไปตัดสิทธิผู้ใดทั้งสิ้นนี่นะครับ และอำนาจแจกใบแดงก็คืออำนาจที่เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้หนึ่งผู้ใดนะครับ แต่เดิมเคย เป็นอำนาจของ กกต. ทั้ง ๒ ประการ แต่ต่อมาก็มีเสียงเรียกร้องกันอย่างหนักหน่วงว่า ไม่ควรที่จะให้อำนาจทั้งสองอยู่กับ กกต. แต่เพียงประการเดียว จึงได้มีการโอนอำนาจ ในการให้ใบแดงไปให้แก่ศาล จะเป็นศาลอุทธรณ์ จะเป็นศาลฎีกาก็แล้วแต่กรณีนะครับ เพราะฉะนั้น กกต. ก็จะมีเพียงอำนาจให้ใบเหลืองเฉพาะเวลาก่อนประกาศผลเลือกตั้ง นะครับ หลังประกาศผลเลือกตั้งไปแล้วจะเป็นใบเหลือง จะเป็นใบแดง เป็นอํานาจของศาล ท่านประธานที่เคารพครับ แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้สิ่งที่กระผมเรียกว่า ใบม่วง ไม่ทราบจะ ถูกหรือเปล่านะครับ กระผมก็ตะขิดตะขวงอยู่เพราะว่ามันสีคล้าย ๆ ธนบัตรนะครับ ในมาตรา ๒๒๔ นั้นกําหนดไว้ว่า อํานาจของ กกต. นั้นให้สั่งระงับการใช้สิทธิสมัคร รับเลือกตั้งของผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือผู้สมัครรับเลือกตั้งไว้เป็นการชั่วคราวเป็นระยะเวลา ไม่เกิน ๑ ปี เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้นั้นกระทำการหรือรู้เห็นกับการกระทำของ บุคคลอื่นที่มีลักษณะเป็นการทุจริตหรือทำให้การเลือกตั้งหรือการเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริต หรือเที่ยงธรรม ขีดเส้นใต้ครับ เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า
ทีนี้ท่านไปดูมาตรา ๒๒๕ นะครับ คือเป็นอำนาจให้ใบเหลืองก่อนประกาศ ผลเลือกตั้งของ กกต. แต่ส่วนที่มีเพิ่มขึ้นมาก็คือแนบอำนาจในการแจกใบม่วงเข้ามาด้วย มาตรา ๒๒๕ เขียนไว้ว่า ก่อนประกาศผลการเลือกตั้งหรือการเลือก ถ้ามีหลักฐานอันควรเชื่อ ได้ว่า การเลือกตั้งหรือการเลือกนั้นมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ให้คณะกรรมการ การเลือกตั้งมีอำนาจสั่งให้มีการเลือกตั้งหรือการเลือกใหม่ในหน่วยเลือกตั้งหรือ เขตเลือกตั้งนั้น อันนี้คือใบเหลืองธรรมด้านะครับ แต่เขามีต่อนะครับว่า ถ้าผู้กระทำการนั้น เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือผู้สมัครรับเลือกแล้วแต่กรณี หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งสั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้นไว้เป็นการชั่วคราว ตามมาตรา ๒๒๔ (๔) และวรรคสองมีสำทับไว้ด้วยว่า คำสั่งตามวรรคหนึ่งให้เป็นที่สุด นี่แปลว่าอะไรครับท่านประธาน ก็แปลว่าตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ตามมาตรา ๒๒๔ (๔) และมาตรา ๒๒๕ นั้น ในการแจกใบเหลืองของคณะกรรมการการเลือกตั้งนั้นอาจมีการแจก ใบม่วงแถมไปด้วย ก็คือระงับใช้สิทธิในการสมัครรับเลือกตั้งของผู้นั้นไว้เป็นระยะเวลาไม่เกิน ๑ ปี จริงอยู่ครับไม่เกิน ๑ ปี แต่ในความเป็นจริงของชีวิตคืออะไรครับ เมื่อไม่เกิน ๑ ปี ก็คือ คนผู้นั้นไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งในการเลือกตั้งครั้งนั้นอยู่แล้ว และก็จะไม่มีสิทธิไปตลอด ระยะเวลา ๔ ปี หากสภาผู้แทนราษฎรมีอายุครบเต็มตามวาระคือ ๔ ปี เพราะฉะนั้น กกต. ตามรัฐธรรมนูญนี่ได้อํานาจที่ผมเรียกว่าใบแดงที่มีอายุ ๑ ปีติดมาด้วย นี่ประการที่ ๑ นะครับ
ประการที่ ๒ ตามข้าวที่ออกมาว่า กกต. เสนอให้มีใบส่มและใบดำด้วย ใบส่ม นี่คืออะไรครับ คาดว่าน่าจะเป็นสิ่งเดียวกับที่คณะกรรมการการเลือกตั้งไปเสนอต่อ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดท่านอาจารย์แบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ตอนช่วงท้าย ๆ ท่านไปเสนอถึงที่ประชุมนอกสถานที่ที่พัทยา ใบส้มก็คือ ๒ เหลืองเท่ากับ ๑ ส้ม ๒ เหลือง ก็คือว่า เดิมคณะกรรมการการเลือกตั้งมีอํานาจสั่งการเลือกตั้งใหม่ แต่ไม่มีสิทธิแจกใบแดง ใครนะครับ แต่ว่าถ้ามีการสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่ ๒ ครั้งในเขตเลือกตั้งใดนี่นะครับ กกต. ก็สามารถที่จะเพิกถอนสิทธิสมัครเลือกตั้งของบุคคลใดบุคคลหนึ่งในเขตเลือกตั้งที่ได้ ๒ ใบเหลืองนี้ อันนี้คือเขาเรียกใบส้มครับ ๒ เหลืองเป็น ๑ ส่ม ส่วนใบดําจะเป็นอะไรนั้น ก็เข้าใจว่าเป็นใบประหารชีวิตทางการเมืองก็คือเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดไป ซึ่งจะเกิดขึ้นในกรณีใดก็ตามแต่นี่นะครับ แต่แสดงให้เห็นว่าการต่อสู่หรือมุมมองทางข้อกฎหมายในประเด็นที่เกี่ยวกับอำนาจของ กกต. ตั้งแต่ปี ๒๕๔๓ ปี ๒๕๔๔ มาจนถึงปัจจุบันนี่นะครับ จากพัฒนาการที่ กกต. มีอำนาจ ทั้งใบเหลือง ใบแดง มาเป็นการปรับแก้กฎหมายให้อำนาจใบเหลืองมีแก้ กกต. เฉพาะก่อน ประกาศผลเลือกตั้ง แล้วหลังจากนั้นทั้งใบเหลืองและใบแดงให้เป็นอํานาจของศาลนี่นะครับ ก็ใช้กันมาอย่างนี้โดยตลอด แต่สิ่งที่กำลังจะเปลี่ยนไปถ้าเผื่อว่าพวกเราไม่พิจารณากันให้ดี ๆ ตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี้นะครับ กกต. ก็เสมือนจะได้อำนาจบางส่วนคืนกลับไปจากศาลในรูปแบบที่แม้ว่าจะไม่ได้มีอำนาจแจก ใบแดงโดยตรงแต่ก็มีสิ่งที่เรียกว่าอำนาจแจกใบม่วง อำนาจแจกใบส้ม แล้วที่สำคัญไปกว่านั้น ถ้าท่านประธานและเพื่อนสมาชิกจะอ่านรัฐธรรมนูญให้ละเอียดเราก็จะเห็นว่าอํานาจของ กกต. ตามรัฐธรรมนูญใหม่นี้ขยายระยะเวลาการประกาศผลการเลือกตั้งออกไปตาม มาตรา ๘๕ ออกไปเป็นไม่เกิน ๖๐ วันครับ เพราะฉะนั้นคณะกรรมการการเลือกตั้งก็จะมี อำนาจเต็ม ใบเหลือง ใบแดง ใบเหลืองบวกใบม่วง ใบส้ม อยู่ในช่วง ๖๐ วัน อันนี้เป็นสิ่งที่ เราจะต้องพิจารณากันว่าควรหรือไม่ควรประการใด ผมอยากให้เพื่อนสมาชิกช่วยกัน วิพากษ์แวิจารณ์ในประเด็นนี้ให้หนักครับ ปรัชญาของการมีองค์แกรอิสระนั้นเกิดขึ้นมาตาม รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ และองคแกรอิสระนั้นเป็นองคแกรประเภทที่มีทั้งอํานาจนิติบัญญัติ คือในการออกกฎ มีทั้งอํานาจบริหารคือในการบริหารจัดการ และในบางกรณีกับบางองคแกร อย่างเช่น ป.ป.ช. นั้นมีอำนาจกึ่งตุลาการด้วยคือมีอำนาจชี้มูล มีอำนาจตัดสินนะครับ ซึ่งก็เป็นอันตรายในหลายประการด้วยเหมือนกัน เวลามีผู้เสนอออกมาว่า ให้กระทรวงมหาดไทยจัดการเลือกตั้ง ให้ กกต. ควบคุมการเลือกตั้ง สิ่งที่สังคมจะชี้หน้า ประณามก็คือว่าไอ้นี่ได้เนาเสาร์เต้าล้านปีจะย้อนกลับไปแบบเดิม แต่สิ่งหนึ่งก็คือไม่ว่าองค์แกรใด ก็ตามแต่ถ้ามีอํานาจหน้าที่เด็ดขาดอยู่ในตัวคนเดียวอยู่ในตัวองค์แกรเดียวแล้วกระผม เชื่อเหลือเกินว่า ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงมหาดไทย ไม่ว่าจะเป็น กกต. มีโอกาสที่จะเสียหาย ด้วยกันทั้งนั้น การจัดการเลือกตั้งของกระทรวงมหาดไทยในยุคก่อนนั้นเป็นการจัดโดย ไม่มีองค์แกรใดมากํากับควบคุม เพราะฉะนั้นอํานาจเด็ดขาดอยู่ที่กระทรวงมหาดไทย เช่นเดียวกันครับ เราโยกย้ายอำนาจนั้นมาอยู่ที่ กกต. ทั้งจัดและทั้งควบคุม ที่สำคัญก็คือ ออกกฎด้วยนะครับ ใช้อำนาจทั้งนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการในการแจกใบเหลือง ใบแดง ใบม่วง ใบส่ม ใบดำ ในองค์แกรเดียวกันโดยที่ศาลแม้จะยังมีอำนาจแจกใบแดงอยู่ แต่บางเหลือเกินครับ อันตรายอย่างยิ่งครับ เพราะฉะนั้นกระผมเห็นว่าการอภิปรายในประเด็นนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ข้อเสนอใหม่นี้ไม่ได้มอบอำนาจสิทธิขาดให้กระทรวงมหาดไทยครับ กระทรวงมหาดไทยก็ทำไปตามเดิม เดิมทำในนาม กกต. แต่จากนี้ไปท่านทำในนามของ กระทรวงมหาดไทย กกต. ก็จะได้เอาเวลาทั้งหมดมาอยู่ที่ความเป็นเรกูเลเตอร์ (Regulator) คือการกำกับควบคุม มันก็จะเป็นการถ่วงดุลกันระหว่างหน่วยที่เป็นโอเปอเรเตอร์ (Operator) คือกระทรวงมหาดไทย หรือจะเป็นกระทรวงอื่นก็สุดแท้นะครับ และเรกูเลเตอร์ (Regulator) ก็คือ กกต. ซึ่งทำหน้าที่การกำกับควบคุม และโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรกูเลเตอร์ (Regulator) ก็ไม่ควรที่จะมีอํานาจสิทธิขาดเด็ดขาดไปโดยที่ไปเอาอํานาจของศาลมาไว้กับ ตัวเองทั้งหมดครับ แต่ว่าในหลายกรณีนั้นก็จนใจครับ เพราะว่าร่างรัฐธรรมนูญก็ได้บัญญัติไปแล้ว ที่จริงกระผม มีประเด็นอีกค่อนข้างมาก แต่ว่าจะขออนุญาตเน้นแต่เฉพาะประเด็นที่ผมอยากให้เป็น ฉันทามติของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศหลังจากการอภิปรายกันอย่างกว้างขวางว่า เราควรจะต้องกําหนดให้เป็นเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเลยว่าการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญใหม่ ตามกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญใหม่นั้น กกต. จะต้องทําหน้าที่เป็นเพียงเรกู้เลเตอร์ (Regulator) เท่านั้น ส่วนโอเปอเรเตอร์ (Operator) คือผู้จัดการเลือกตั้งนั้นควรจะเป็น หน้าที่ของหน่วยราชการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งท่านก็ทำอยู่เป็นปกติ อยู่แล้ว มันก็จะก่อให้เกิดการถ่วงดุลซึ่งกันและกัน และที่สำคัญที่สุดก็คืออำนาจ ในการพิพากษาตัดสินนั้นควรให้เป็นอำนาจของศาลมากที่สุดครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นสุดท้ายจริง ๆ นักการเมืองตามร่าง รัฐธรรมนูญใหม่นี้เจอของหนักทั้งนั้นครับ อํานาจในการแจกใบแดงตามมาตรา ถ้าผมจํา ไม่ผิดนะครับ มาตรา ๒๒๖ เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งจากห้าปี ขยายเป็นสิบปี อันนี้ก็หนักแล้วนะครับ แต่ว่าร่างรัฐธรรมนูญในมาตรา ๒๓๕ แม้ว่าจะเขียนไว้ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่กระผมเกรงว่าเมื่อถึงเวลาเข้าจริง ๆ แล้วจะเป็นประเด็นให้โต้เถียงกัน ถึงความหมายได้นะครับ แม้ว่ามาตรา ๒๓๕ นั้นจะเขียนว่าเป็นกรณีของการเพิกถอนสิทธิ เลือกตั้งที่กระทำโดย ป.ป.ช. จากการที่มีการกล่าวหาว่าทุจริต จากการที่กล่าวหาว่ามีการผิด จริยธรรมทางการเมืองอย่างร้ายแรง ซึ่งเป็นหน้าที่ของศาลฎีกา แต่ว่าในมาตรา ๒๓๕ วรรคสี่ หรือวรรคห้า เขาเขียนไว้ว่า ผู้ใดถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งไม่ว่าในกรณีใด ผู้นั้นไม่มี สิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นตลอดไป และไม่มีสิทธิดํารงตําแหน่งทางการเมือง ใด ๆ อ่านอย่างไรผมก็ตีความว่าอยู่ในข่ายเฉพาะมาตรา ๒๓๕ นี้เท่านั้น แต่กระผมอยากจะ กราบเรียนว่าถ้าเผื่อมีนักการเมืองท่านใดถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตามมาตรา ๒๒๔ ตามมาตรา ๒๒๕ และมาตรา ๒๒๖ นั้นนี่ และเขาจะมาใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเมื่อโทษสิบปี นั้นหมดไปแล้ว ก็จะมีคนร้องเขาว่ามาตรา ๒๓๕ วรรคสี่หรือวรรคห้าเขียนไว้ว่าอย่างนี้ ถึงจะ ชนะก็ต้องเป็นความในศาลรัฐธรรมนูญอีก เพราะฉะนั้นกระผมเห็นว่าการให้อํานาจที่เพิ่ม มากขึ้นแก่คณะกรรมการการเลือกตั้งนั้นเป็นอันตรายในอีกรูปแบบหนึ่ง ทางที่ดีที่สุดก็คือให้ คณะกรรมการการเลือกตั้งนั้นมีอํานาจเพิ่มขึ้นเฉพาะความเป็นเรกูเลเตอรแ (Regulator) แล้วโอนถ่ายอำนาจในการเป็นโอเปอเรเตอร์ (Operator) ให้กับหน่วยงานอื่น ซึ่งในกรณีนี้พูดกันตรงไปตรงมาก็คือกระทรวงมหาดไทยนั้นมีความพร้อมและมีความชำนาญ ที่สุด กราบขอบพระคุณครับ