รายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ครั้งที่ ๒๑/๒๕๕๙
วันจันทร์ที่ ๒ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๙
ณ ตึกรัฐสภา
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม
รับรองรายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
ครั้งที่ ๑/๒๕๕๙ เป็นพิเศษ วันพฤหัสบดีที่ ๗ มกราคม ๒๕๕๙
ครั้งที่ ๒/๒๕๕๙ เป็นพิเศษ วันศุกร์ที่ ๘ มกราคม ๒๕๕๙
ซึ่งได้วางไว้ให้ท่านสมาชิกได้ตรวจดูแล้ว เมื่อวันอังคารที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๕๙ บริเวณห้องรับรองสมาชิก ชั้น ๑ อาคารรัฐสภา ๑ และห้องสมุดรัฐสภา ก่อนที่จะ เสนอให้ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศรับรอง
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
เมื่อไม่มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่น ถือว่าที่ประชุมรับรองรายงานการประชุม ๒ ครั้งดังกล่าว นะครับ
เรื่องต่อไป ก่อนพิจารณาระเบียบวาระต่อไปผมขอปรึกษาที่ประชุมเพื่อนํา ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ ขึ้นมาพิจารณาก่อน จะมีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่น หรือไม่
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ถ้าไม่มี ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบตามนี้นะครับ
ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ ก็คือ
ตั้งกรรมาธิการเพิ่มเติมในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสื่อสารมวลชน จํานวน ๑ ตําแหน่ง คือ ท่านจุไรรัตน์ จุลจักรวัฒน์
ด้วยประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ได้มี หนังสือถึงผม แจ้งว่า ท่านจุไรรัตน์ จุลจักรวัฒน์ ได้ขอลาออกจากการเป็นกรรมาธิการ ตั้งแต่ วันที่ ๔ เมษายน ๒๕๕๙ ดังนั้น ท่านจุไรรัตน์ จุลจักรวัฒน์ จึงเป็นอันพ้นจากตําแหน่งกรรมาธิการ ตามข้อบังคับ ข้อ ๙๑ (๓) ขณะเดียวกันประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการสื่อสารมวลชนได้มีหนังสือแจ้งว่า ท่านจุไรรัตน์ จุลจักรวัฒน์ มีความประสงค์ขอเป็น กรรมาธิการในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชน เพื่อให้ การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการสื่อสารมวลชนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น จึงเห็นชอบให้ ท่านจุไรรัตน์ จุลจักรวัฒน์ เข้าร่วมเป็นกรรมาธิการตามความประสงค์ตามข้อบังคับ ข้อ ๗๓ วรรคสอง จะมีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ถ้าไม่มีถือว่าที่ประชุมเห็นชอบตามนี้นะครับ
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว
๓.๑ รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม เรื่อง การจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติ ณ จุดผ่านแดนถาวร เพื่อจัดระเบียบแรงงานข้ามชาติ เข้าสู่ระบบ
ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่ด้วยครับ
(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
ขอเรียนเชิญท่านกษิต
ท่านประธานครับ ขอประทานโทษ ระหว่างที่คณะกรรมาธิการ จะเข้าประจําที่ ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ที่ ๗ จะขอกราบเรียนปรึกษาท่านประธานครับ เพราะว่าข่าวคราวเกี่ยวกับเรื่องการลงประชามติโดยคณะกรรมการการเลือกตั้งนี้มันมีลักษณะ ของการไปฟ้องร้องประชาชน แทนที่ทางคณะกรรมการการเลือกตั้งจะมาให้คําอธิบาย เงื่อนไข วิธีการเกี่ยวกับการลงประชามติ จะเป็นไปได้ไหมครับท่านประธาน ถ้าเผื่อจะเชิญ ทาง กกต. มาให้ข้อมูล ให้ความมั่นใจกับพวกเรา แล้วก็ผ่านเราไปสู่สาธารณชนทั้งหลายว่า บทบาทของ กกต. คือการอํานวยความสะดวก จัดระเบียบระบบการลงประชามติให้ประชาชน มีความเข้าใจ แต่ภาพที่มันออกมาในช่วงอาทิตย์สองอาทิตย์นี้ เป็นเรื่องของการฟ้องร้อง ประชาชน มันดูเสมือนว่าคณะกรรมการการเลือกตั้งนั้นมีภาระหน้าที่หลัก ก็คือการดูสิว่า มีการละเมิดกฎเกณฑ์กฎหมายใหม่ว่าด้วยการลงประชามติ แทนที่จะยืนกับประชาชน แล้วก็ ให้ประชาชนมีความเข้าอกเข้าใจเกี่ยวกับสาระเนื้อหาของการลงประชามติ รวมทั้งเวทีของ การที่จะอภิปรายสาระเนื้อหาของรัฐธรรมนูญ แล้วก็คําถามประชามติ ข้อที่ ๒ ด้วย ผมคิดว่า เราควรจะช่วยกันเสริมสร้างความสามัคคีหรือความปรองดองในชาติด้วยการทํางาน แล้วก็ ร่วมกันคิด ร่วมกันทํานะครับ แทนที่จะมีองค์กรที่ควรจะเป็นกลางอํานวยความสะดวก ให้ความรู้กับประชาชน แต่ว่าทําหน้าที่เป็นผู้ฟ้องร้องประชาชนมันก็จะดูไม่ค่อยจะเหมาะสม เท่าไรครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ ขอหารือครับท่านประธาน
ขอบพระคุณครับ ผมขออนุญาตนําเรื่องนี้เข้าไปหารือในที่ประชุมคณะกรรมาธิการกิจการ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศต่อไป ขอบพระคุณนะครับ
อนึ่ง ทางประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม ได้ขออนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าร่วมประชุม เพื่อให้ข้อมูลและตอบประเด็นข้อซักถาม ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งได้พิจารณาแล้วจึงได้อนุญาตตามนี้ครับ ๑. ท่านสาวิทย์ แก้วหวาน อนุกรรมาธิการและเลขานุการคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบแรงงาน และระบบคุ้มครองผู้บริโภค ๒. ท่านบุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์ ที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการดังกล่าว นะครับ ก็ขอเชิญผู้มีรายชื่อดังกล่าวนั้นเข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุมด้วยนะครับ
(นายสาวิทย์ แก้วหวาน อนุกรรมาธิการและเลขานุการ และนางสาวบุษยรัตน์ กาญจนดิษฐ์ ที่ปรึกษาอนุกรรมาธิการ คณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบแรงงาน และระบบคุ้มครองผู้บริโภค เข้าชี้แจงต่อที่ประชุม)
ขอเรียนเชิญท่านประธานกรรมาธิการแถลงรายงานด้วยครับ
พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน : ท่านประธานครับขออนุญาตนิดหนึ่งครับ
เชิญท่านอํานวย
พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน : พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน ครับ ลําดับ ๑๙๗ สั้น ๆ นิดเดียวครับ ประเด็นที่คณะกรรมการการเลือกตั้งไปฟ้อง ขอนําเรียน สั้น ๆ ตรงนี้ว่า เป็นเรื่องส่วนบุคคลครับ ไม่ใช่มติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ที่ผมต้อง ลุกมาพูด เพราะผมเป็นประธาน กกต. กทม. อยู่ครับ เรื่องนี้กรรมการการเลือกตั้งไม่เห็นด้วย เป็นเรื่องส่วนบุคคลของคนคนนั้นคนเดียวครับ
ขอบคุณครับท่าน พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน ขอเรียนเชิญท่านประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพครับ กระผม นายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ในฐานะ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม ในวันนี้เป็นเรื่องความ รับผิดชอบของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม ซึ่งคณะกรรมาธิการ มีความรับผิดชอบอยู่ ๓ ด้านหลัก ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส และผู้สูงอายุ ในขณะเดียวกันก็เรื่องการจัดการเรื่องแรงงานและการคุ้มครอง ผู้บริโภค มาในวันนี้เราจะมาพูดกันประเด็นเรื่องแรงงานซึ่งคณะกรรมาธิการได้ดําเนินการ เสร็จสิ้นไปแล้วนะครับ ก่อนอื่นผมต้องขอแสดงความยินดีกับแรงงานทุก ๆ ท่านในประเทศ ที่เมื่อวานนี้เป็นวันแรงงานแห่งชาติ และข้อเสนอของท่าน สภาองค์การลูกจ้าง ๑๗ องค์กร ได้ไปถึงทางรัฐบาลและโดยทางท่านนายกรัฐมนตรีได้พร้อมที่จะนําข้อเสนอเหล่านั้นไปเป็น ในภาคปฏิบัติ มีหลายข้อที่ได้ปฏิบัติไปแล้วและหลายข้อกําลังทําอยู่ ประเด็นที่ผมอ่านดู โดยรวมแล้วท่านนายกรัฐมนตรีให้ความสําคัญอย่างน้อย ๒ ประการครับ ประการที่ ๑ ก็คือ คุณภาพชีวิตของแรงงานในประเทศไทย ประการที่ ๒ คือไม่อยากให้แรงงานในประเทศไทย ตกเป็นเครื่องมือของคนที่บิดเบือนและสร้างความสับสนวุ่นวายในประเทศ อันนี้คือประเด็น สําคัญของเมื่อวานนี้เป็นอย่างน้อย ๒ ประการ คณะกรรมาธิการได้พิจารณาศึกษารายงาน เรื่อง การจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติ ณ จุดผ่านแดน เพื่อจัดระเบียบแรงงานข้ามชาติเข้าสู่ ระบบ ซึ่งจริง ๆ แล้วมันเป็นเพียงส่วนหนึ่งของแรงงานทั้งระบบ พอแรงงานทั้งระบบแล้ว มันเป็นปัญหาอมตะนิรันดร์กาลของทุกประเทศในโลก ไม่ว่าหยิบตรงไหนแล้วก็คงไม่หมด แต่วันนี้เราพิจารณาเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อผ่อนปรนไปยังด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นกระบวนการ ค้ามนุษย์ การคอร์รัปชัน ปัญหาแรงงานเด็กอะไรต่าง ๆ เพราะฉะนั้นก็จะมีท่านกรรมาธิการ ที่ทําเรื่องนี้โดยเฉพาะให้รายละเอียดกับเพื่อนสมาชิกในที่ประชุมนะครับ ท่านแรกที่อยากจะ ให้นําเสนอเรื่องนั้นก็คือท่านศิริชัย ไม้งาม ซึ่งท่านเป็นประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูประบบแรงงานและระบบคุ้มครองผู้บริโภค ก็อยากขอเรียนเชิญเลยครับท่านศิริชัย
เมื่อสักครู่ท่านอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านสังคม อดีตสมาชิกวุฒิสภานะครับ ขอเรียนเชิญท่านศิริชัย ไม้งาม เลขานุการ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม ศิริชัย ไม้งาม ในฐานะสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ ลําดับที่ ๑๕๒ วันนี้พวกเราเองจะขออนุญาตนําเสนอในเรื่องของรายงานการจดทะเบียน แรงงานข้ามชาติ ณ จุดผ่านแดนถาวร เพื่อเป็นการจัดระเบียบแรงงานข้ามชาติเข้าสู่ระบบ ในเรื่องนี้เรามีคณะอนุทํางาน และผมคิดว่าเพื่ออยากจะให้ที่ประชุมได้รับทราบปัญหา ในภาพรวม ผมอยากจะขอให้คุณสาวิทย์ แก้วหวาน ซึ่งเป็นเลขานุการของคณะอนุกรรมาธิการ ได้นําเสนอในส่วนเรื่องขั้นตอนหรือกระบวนการนั้นผมขออนุญาตที่จะนําเสนอเป็นลําดับ ถัดไป ขอให้คุณสาวิทย์ได้นําเสนอก่อน ขอบคุณครับ
ขอเรียนเชิญท่านสาวิทย์ แก้วหวาน อนุกรรมาธิการและเลขานุการคณะอนุกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูประบบแรงงานและระบบคุ้มครองผู้บริโภค เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจ การรถไฟแห่งประเทศไทย เลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิก สปท. ผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ผม สาวิทย์ แก้วหวาน เป็นอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูประบบแรงงานและระบบคุ้มครองผู้บริโภค ผมอยากจะ นํากราบเรียนสั้น ๆ ด้วยภาพรวมของสถานการณ์เรื่องแรงงานข้ามชาติ
เนื่องจากประเทศไทยได้ประสบปัญหากับการขาดแคลนแรงงาน เนื่องด้วย ในสังคมไทยในปัจจุบันนั้นเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุนะครับ มีผู้สูงอายุประมาณร่วม ๘,๐๐๐,๐๐๐ คน ในขณะนี้ ในขณะที่กําลังแรงงานที่เข้ามาทดแทนเนื่องด้วยประชากรของไทยนั้นมีอัตราส่วน การเพิ่มที่น้อยมาก แล้วก็ระบบการศึกษาการตอบสนองต่อกระบวนการผลิตทั้งหลายนั้น ไม่ตอบสนองต่อภาคการผลิตที่แท้จริง ทําให้ความต้องการในการใช้แรงงานนั้นมันขาดแคลน ก็เลยมีความจําเป็นที่เจ้าของสถานประกอบการเขาพยายามหาวิธีการแนวทางในการที่จะ ทําให้กระบวนการผลิตนั้นดําเนินการต่อไปได้ ดังนั้นมันก็ก่อให้เกิดกระบวนการการไหลเข้ามา ของแรงงานข้ามชาติในทั่วทุกด้านของประเทศ ซึ่งมีเส้นทางที่ต่อกันระหว่างประเทศพม่า ประเทศลาว ประเทศกัมพูชา นะครับ ซึ่งเป็นประเทศหลัก ๆ ที่มีแรงงานข้ามชาติเข้ามา ทํางานในประเทศไทย ทั้งส่วนที่มาโดยถูกต้องตามกฎหมายผ่านจุดผ่านแดน แล้วก็ส่วนที่ ลักลอบเข้ามา ซึ่งในทางแรงงานเขาเรียกว่าจุดช่องผ่านแดนตามปกติ ก็คือมีด่านตรวจคน เข้าเมือง แล้วก็ช่องทางตามธรรมชาติก็คือมีเส้นทางลักลอบข้ามแม่น้ําเข้ามาบ้างนะครับ ผ่านทางหุบเขาอะไรต่าง ๆ เข้ามาบ้าง ฉะนั้นการเข้ามาแบบนี้ก็ก่อให้เกิดปัญหาเรื่องของ นายหน้าค้ามนุษย์อะไรต่าง ๆ เกิดขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็เป็นประเด็นปัญหาที่ประเทศไทยต้องถูก นานาชาติเฝ้าจับตาในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นประเทศอเมริกากําลังประกาศให้ประเทศไทย อยู่ในเทียร์ ๓ (Tier 3) ซึ่งถ้าไม่สามารถแก้ไขได้ในระยะเวลาที่เขากําหนดไว้ แนวโน้มก็จะ ทําให้การผลิตการส่งออกสินค้าของเรามีปัญหา สหภาพยุโรปวันนี้ก็ประกาศไอยูยู (IUU) ให้ใบเหลืองประเทศไทยอยู่ในขณะนี้ ซึ่งแนวโน้มในอนาคตข้างหน้าก็ยังไม่แน่ใจว่าจะ พลิกเปลี่ยนสถานการณ์เป็นการให้ใบแดงหรือเปล่า หรือเงื่อนไขของการค้ามนุษย์อย่างที่ ท่านสมาชิกทั้งหลายก็คงจะทราบกันอยู่แล้ว ดังนั้นการจัดการเรื่องแรงงานข้ามชาติเพื่อให้ เข้าสู่ระบบอย่างถูกต้องตามกฎหมายและตอบสนองภาคการผลิต แล้วก็เรื่องของความมั่นคง ในประเทศที่หลายฝ่ายมีความกังวล ซึ่งแรงงานข้ามชาติในขณะนี้ที่อยู่ในประเทศไทย ที่มีสถิติจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่จับต้องได้ที่เป็นข้ออ้างแล้วก็หยิบยกมาเป็นเอกสารอ้างอิง โดยเฉลี่ยประมาณ ๓.๘ ล้านคน แต่ว่าเท่าที่ในกระบวนการแรงงานทํางานกันอยู่ในขณะนี้ ประมาณว่าแรงงานข้ามชาติมีมากกว่า ๕,๐๐๐,๐๐๐ คนในขณะนี้ ดังนั้นกระบวนการ ในการที่จะจัดการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติเพื่อเข้าสู่ระบบจึงเป็นปัญหาใหญ่ และผม คิดว่าเป็นนโยบายของรัฐบาล โดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรีในขณะนี้ก็พยายามหาแนวทาง นโยบายในการเปลี่ยนแปลงแก้ไขกฎหมาย ออกนโยบาย ออกมติ ครม. กันหลายสิ่งหลายอย่าง ก็แก้ไขสถานการณ์ไปได้ระดับหนึ่ง แต่ว่าสถานการณ์เหล่านั้นก็ใช่ว่าจะนิ่งอยู่กับที่และ ไม่พัฒนาไปต่อ ดังนั้นกระบวนการขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติจึงเป็นประเด็นปัญหาใหญ่ ซึ่งในส่วนของคณะทํางานก่อนที่จะมานําเสนอต่อคณะกรรมาธิการหรือสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ทั้งหลาย ก็พยายามดึงภาคส่วน ทั้งส่วนที่ทํางานเกี่ยวกับแรงงานข้ามชาติองค์กรพัฒนา เอกชน กระบวนการของสหภาพแรงงาน รวมทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในส่วนของราชการ กระทรวงแรงงานต่าง ๆ เพื่อมาให้ข้อมูล ท้ายที่สุดในข้อเสนอของคณะทํางาน ซึ่งผ่านความ เห็นชอบของคณะอนุกรรมาธิการมาแล้ว ก็มีอยู่ ๓ ส่วนด้วยกัน
ส่วนแรก เขาจะพูดถึงเรื่องการขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติ ณ จุดผ่านแดน โดยคนเหล่านั้นเข้ามาแล้วก็จะมีกระบวนการให้ออกใบอนุญาตในการขึ้นทะเบียน และหลังจากนั้นก็มีกระบวนการในการที่จะตรวจสุขภาพ รับการอนุญาตการทํางาน แล้วก็ ส่งต่อไปให้กับเจ้าของสถานประกอบการ เพื่อเข้าสู่ระบบการผลิตต่อไป นั่นคือส่วนที่ ๑ ซึ่งในขณะนี้ที่เรียนยืนยันว่ามีปัญหาอยู่มาก แล้วก็เป็นเรื่องที่สําคัญที่คณะอนุกรรมาธิการ และก็สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้นํามาเป็นประเด็นสําคัญที่จะได้มีการพูดคุย ซึ่งท่านศิริชัยจะได้นําเสนอต่อไป นั่นเป็นปัญหาใหญ่ เป็นรายละเอียดที่อยากจะกราบเรียน ทุกท่านว่ามันมีความจําเป็น มีความสําคัญเป็นอย่างมาก
ส่วนที่ ๒ ที่คณะอนุกรรมาธิการได้มีการพูดถึงกันก็คือว่า เมื่อแรงงาน ข้ามมาแล้วผ่านจุดผ่านแดนเข้ามาแล้วจะอยู่อย่างไร ไม่ให้ถูกละเมิดสิทธิ ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ และไม่ให้เกิดปัญหานานาสารพัดที่ทําให้เกิดเป็นปัญหาที่นานาชาติ ทําให้เราเสียโอกาส สูญเสียศักยภาพทางด้านเศรษฐกิจ แล้วก็การเมืองในเวทีนานาชาตินะครับ ก็คุยกันถึง เรื่องของกระบวนการในการบริหารจัดการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเข้าถึงสิทธิก็ดี เรื่องของ ระบบสุขภาพก็ดี เรื่องของประกันสังคมก็ดี เรื่องของผู้ติดตามก็ดี ซึ่งสิ่งเหล่านี้ก็มีอยู่ ๒ ส่วน นะครับ
ส่วนที่ ๓ ที่ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่ ๆ เราคิดว่าไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการ จดทะเบียนแรงงานข้ามชาติและจุดผ่านแดน รวมถึงในอนาคตข้างหน้า รวมทั้งเรื่อง เมื่อแรงงานข้ามชาติเข้ามาสู่ประเทศไทยแล้วจะมีกระบวนการจัดการอย่างไร ซึ่งในระยะยาว แน่นอนครับทางคณะทํางานและอนุกรรมาธิการก็มองเห็นว่าการใช้แรงงานข้ามชาติจากวันนี้ จนถึงวันหน้าเมื่อดูแนวโน้มสถานการณ์ กําลังแรงงานของประเทศไทยแล้วที่กําลังก้าวสู่ สังคมผู้สูงอายุแล้วกําลังนําแรงงานต่างชาติเข้ามาทดแทนนะครับ จึงเป็นเรื่องจําเป็น ที่จําเป็นต้องมีคณะกรรมการชุดใหญ่นะครับ ซึ่งเป็นคณะกรรมการระดับชาติเข้ามาบริหาร จัดการทั้งระบบเพื่อมองถึงว่าแรงงานอุตสาหกรรมก็ดี ภาคเกษตรกรรมก็ดีหรือภาคบริการ ต่าง ๆ ก็ดียังมีความต้องการใช้แรงงานข้ามชาติเท่าไร เรามีขาดแคลนแรงงานเท่าไร ในประเทศไทย ดังนั้นกระบวนการในการจัดการทั้งหมดจะได้ลงตัวกัน ไม่ใช่วันนี้ก็ไม่มีใคร ทราบว่ากระทรวงภาคเกษตรต้องการแรงงานข้ามชาติเท่าไร ภาคอุตสาหกรรมต้องการ แรงงานข้ามชาติเท่าไรเข้ามาทดแทน กลายเป็นว่าเป็นการไหลทะลักเข้ามา แล้วก็ขาดการ ควบคุมในอนาคตข้างหน้า ซึ่งอันนี้ก็จะเป็นปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตข้างหน้า ดังนั้น การก่อตั้งการเกิดขึ้นของคณะกรรมการระดับชาติกําหนดทางยุทธศาสตร์ เรื่องกระบวนการ บริหารการจัดการแรงงานข้ามชาติจึงเป็นประเด็นที่เป็นข้อเสนอของคณะทํางานผ่าน อนุกรรมาธิการที่ได้รับความเห็นชอบไปแล้วนะครับ อันนั้นโดยภาพรวมที่ผมนํากราบเรียน ที่ประชุมแห่งนี้เพื่อได้รับทราบประเด็นปัญหา แล้วก็แนวทางในการที่จะแก้ไข รวมทั้งความ เร่งด่วนของปัญหาที่จะขอรับการสนับสนุนจากท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย เพราะว่า ตอนนี้ปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่ ปัญหาของประเทศ ปัญหาความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ แล้วก็การเมือง ปัญหาความไว้วางใจในนานาชาติด้วย ซึ่งเป็นความจําเป็นเร่งด่วน ซึ่งทาง รัฐบาลเองก็มีความพยายามในการที่จะแก้ไขปัญหา แต่ว่าถ้าขาดซึ่งความร่วมไม้ร่วมมือจาก ภาคส่วนต่าง ๆ แล้ว ผมเชื่อว่านโยบายเหล่านี้ก็จะไม่สามารถที่จะเดินหน้าไปได้ จะก่อให้เกิด ปัญหาอุปสรรคนานัปการ ดังนั้นกระบวนการในการปฏิรูปประเทศเรื่องกําลังแรงงานนั้น จึงเป็นเรื่องใหญ่และเป็นเรื่องสําคัญ โดยเฉพาะประเด็นเฉพาะหน้านี้เรื่องการขึ้นทะเบียน แรงงานข้ามชาติเพื่อที่จะเอารายงานที่อยู่อย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ เข้าสู่กระบวนการอย่าง ถูกต้อง เพื่อให้เกิดความมั่นคงทางด้านการเมือง เพื่อให้เกิดความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดความมั่นคงทางด้านสังคม จึงเป็นเรื่องจําเป็นเร่งด่วนที่อยากจะขอรับการ สนับสนุนจากสมาชิกผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย ผมเองในฐานะหนึ่งที่เป็นผู้นําในกระบวนการ แรงงานได้ประสบพบเห็นปัญหานานัปการก็พยายามที่จะเข้าไปช่วยเหลือแก้ไขปัญหาเท่าที่ สามารถทําได้ แต่ถ้าหากว่าสภาแห่งนี้เห็นความสําคัญแล้วมีมติในการที่จะสนับสนุนส่งต่อไป ถึงทางรัฐบาลทําให้กระบวนการการแก้ไขปัญหาเหล่านี้จะนําไปสู่ความสะดวกลื่นไหลในการ บริหารการจัดการ และท้ายที่สุดก็จะเกิดผลประโยชน์แก่ประเทศชาติโดยรวมต่อไป กราบขอบพระคุณครับ
ต่อไปขอเรียนเชิญท่านศิริชัย ไม้งาม เลขานุการคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านสังคม
เราก็คงทราบในเรื่องของสภาพ แล้วก็ ความจําเป็นนะครับ ผมคิดว่ามองในภาพรวมนะครับ วันนี้ถึงแม้ว่าจะมีการเปิดให้มีการ จดทะเบียน แต่เราคงได้เห็นนะครับว่าแรงงานนั้นก็ยังมีการลักลอบเข้ามาตามแนวชายแดน แล้วก็อีกอันหนึ่งเมื่อแรงงานเข้ามาแล้วส่วนใหญ่ก็คือยังไม่สามารถที่จะเข้าไปจดทะเบียน ไม่สามารถที่จะเข้าถึงได้ แล้วก็กลุ่มอีกอันหนึ่งก็คือเรื่องเด็กนะครับ ก็เป็นครอบครัวที่ตามมา กับแรงงานข้ามชาตินะครับ แล้วอีกอันหนึ่งก็คือเรื่องของครอบครัวที่เข้ามาอยู่เป็นจํานวนมาก ทําให้ไม่สามารถจะทราบถึงจํานวนนะครับ ในเรื่องนี้นะครับมันย่อมส่งผลกระทบกับ ความมั่นคงของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของภาพลักษณ์ของประเทศไทยในเรื่องของ สิทธิมนุษยชนก็ถือว่านี่คือประเทศไทยที่จะอยู่บนความเชื่อมั่นของต่างชาติได้อย่างไร ผลกระทบก็ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเศรษฐกิจนะครับ วันนี้รัฐบาลเราต้องดูแลแรงงานข้ามชาติ ในเรื่องของสาธารณูปโภคหลายเรื่องเลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นสภาพความเป็นอยู่ในการ ทํางาน เรื่องของสาธารณสุขก็คงได้ทราบข่าวนะครับว่าแรงงานข้ามชาติเข้ามานั้นบางครั้งก็มี เรื่องของโรคที่เข้ามาด้วย ส่วนใหญ่ก็เป็นโรคร้ายแรงก็ไม่มีการคัดกรอง แล้วเจ้าหน้าที่รัฐเอง บางครั้งก็ไม่ค่อยอยากจะตรวจ บางส่วนนะครับก็ไม่สามารถที่จะตรวจเพื่อหาโรคได้นะครับ ในส่วนของด้านสังคมเราก็ต้องยอมรับครับว่าเมื่อเรื่องแรงงานข้ามชาติเป็นเรื่องที่ ผิดกฎหมาย ก็มีเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนก็คือไปเรียกรับเงินหรือในเรื่องของทุจริตคอร์รัปชัน การไม่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่นั้นก็ทําให้เป็นช่องทาง แล้วส่วนใหญ่เมื่อเกิดขึ้นมันก็นําไปสู่ ปัญหาการค้ามนุษย์
ผลกระทบอีกด้านหนึ่งก็คือเรื่องของการเมืองและความมั่นคง เพราะว่า แรงงานที่เข้ามานั้นก็ไม่มีข้อมูลส่วนตัวแต่อย่างใด ความมั่นคงเป็นเรื่องที่สําคัญมากที่ทําให้ เจ้าหน้าที่ของรัฐโดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคงถึงแม้จะเข้มงวดในการตรวจตราตามแนวชายแดน อย่างไร แต่สุดท้ายก็คือบางครั้งก็ไม่สามารถที่จะดําเนินการได้แล้วก็หลายครั้งในการเกิด คดีต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น แรงงานข้ามชาติที่ผิดกฎหมายนั้นก็สามารถที่จะหลบหนีแล้วก็ออกไป นอกประเทศได้
ปัญหาอีกอันหนึ่งก็คือแรงงานข้ามชาติเมื่อเข้ามาอยู่ในสังคมในชุมชน บางครั้งก็เกิดการรบกวนกับพี่น้องประชาชนในชุมชน ปัญหาการตกงานครับวันนี้อาจจะ เกิดขึ้นในหลายจังหวัดของแรงงานข้ามชาติก็คือการลักเล็กขโมยน้อย การทะเลาะวิวาท การดื่มสุรา การรบกวนต่าง ๆ อันนี้ก็คือปัญหาทางสังคม
ผมขออนุญาตที่จะไปในเรื่องของระบบที่จะมีการปรับ ก็ต้องเรียนครับว่า ระบบที่วันนี้กระทรวงแรงงานยังใช้อยู่ก็ยังดําเนินการแต่เราเห็นว่าในเรื่องของระบบใหม่ที่จะ นํามาใช้นั้นเป็นสิ่งที่จําเป็นโดยระบบใหม่นั้นคณะรัฐมนตรีจะมีมติเห็นชอบในการดําเนินการ เพื่อเพิ่มขึ้นมาอีกระบบหนึ่งควบคู่ไปกับระบบเดิม ระบบเดิมนั้นจะมีการเปิดประกาศ เป็นช่วง ๆ ในการที่จะจดทะเบียนแต่สําหรับระบบนี้ก็น่าที่จะมีการเปิดทั้งปี ในความแตกต่าง ในเรื่องของกลุ่มที่จดทะเบียน แต่เดิมก็คือเฉพาะกลุ่มที่เคยมาจดทะเบียนแล้วก็นาน ๆ ที่จะ เปิดครั้งหนึ่งแต่ระบบใหม่จะครอบคลุมกลุ่มแรงงานข้ามชาติที่กําลังจะเข้ามาทํางานเท่านั้น ที่ประสงค์จะมาทํางานในประเทศไทยและต้องเป็นกลุ่มที่มีบัตรประจําตัวประชาชน หรือเอกสารที่ประเทศต้นทางออกให้นะครับ
ในเรื่องที่ ๓ เพื่อเป็นการป้องกันนายหน้าแล้วก็กระบวนการค้ามนุษย์ และที่สําคัญแรงงานข้ามชาตินั้นก็ไม่ควรที่จะเสียค่าใช้จ่ายนอกระบบ ต้องได้รับการดูแล ได้รับการปฏิบัติด้วยความเป็นธรรม แล้วก็ระบบใหม่นั้นสามารถที่จะป้องกันลดปัญหา ในเรื่องของด้านความมั่นคง ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม แต่สิ่งที่อาจจะได้รับอีกอันหนึ่งคือ ค่าธรรมเนียมในการจดทะเบียน แรงงานที่นํามาจดทะเบียนนะครับ ที่ผ่านมาก็นําเงินเข้ารัฐ ประมาณ ๔,๕๐๐ กว่าล้านบาท
ทีนี้ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นแล้วก็ความมั่นคงที่จะเกิดขึ้น ก็คือรัฐบาลนั้นก็จะได้ ไม่เป็นภาระในเรื่องของงบประมาณเพราะว่ามีการเรียกเก็บจากค่าธรรมเนียม บางครั้งก็ต้อง ไปดูแลในเรื่องของระบบสาธารณูปโภค สาธารณูปการ ในเรื่องของการขนส่ง แต่วันนี้ถ้าเกิด มีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมในจุดผ่านแดนก็สามารถที่จะช่วยดูในส่วนนี้ได้เพื่อนําเงินไปดู ในเรื่องของการรักษาพยาบาล เรื่องของการศึกษา
เรื่องที่ ๒ ก็คือการคุ้มครองแรงงาน ก็เพื่อที่จะไม่ให้มีการละเมิดในเรื่องของ การจ้างงานแล้วก็สวัสดิการต่าง ๆ ที่น้อยกว่าที่กฎหมายกําหนด
เรื่องที่ ๓ ก็คือสามารถที่จะทราบจํานวนของแรงงานข้ามชาติอย่างแท้จริง กลุ่มที่จะลักลอบเข้ามาเมื่อมีขบวนการอย่างนี้ก็จะทําให้ลดลงแล้วอาจจะเกิดขึ้นน้อยที่สุด สามารถที่จะจัดการกับขบวนการนายหน้าที่จะค้ามนุษย์นะครับ คือแรงงานข้ามชาติที่เข้ามา ผิดกฎหมาย
อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของการมีส่วนร่วมของชุมชนครับ ที่เราต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมาบางครั้งชุมชนก็ปกปิด เมื่อแรงงานเข้ามาอยู่ในชุมชนก็ไม่มีการที่จะแจ้งหรือบอก ปัญหาก็เกิดขึ้น แต่ต่อไปนี้จะมีการที่จะช่วยกันดึงชุมชนให้มามีส่วนร่วมในการที่จะช่วยกัน สอดส่อง ตรวจสอบแรงงานข้ามชาติที่จะมาทํางานในชุมชนหรืออยู่กับชุมชน
จากปัญหาที่เกิดขึ้นนะครับ การจดทะเบียนทั้งผ่อนผันประมาณ ๒๔ ปีที่ผ่านมา ถึงแม้รัฐบาลจะมีมาตรการอย่างไรก็ตาม แรงงานข้ามชาติก็เสียในเรื่องของค่าใช้จ่ายที่อาจจะสูง ก็ทําให้มีการลักลอบ แล้วอีกอันหนึ่งคือนายจ้างชะล่าใจ ไม่นําแรงงานข้ามชาติไปจดทะเบียน เพราะว่าเห็นว่ารัฐบาลมีการผ่อนผันโดยตลอดหลายครั้ง แล้วก็คิดว่ายังไม่ต้องนําไปจดก็ได้ เดี๋ยวก็ผ่อนผันอีก
อีกส่วนหนึ่งคือเรื่องของศูนย์ขึ้นทะเบียนนั้นบางครั้งอยู่ไกลจากที่ทํางาน ลูกจ้าง แล้วก็เสียเวลาในการเดินทาง ก็ทําให้ไม่มีการไปจด แล้วก็การขึ้นทะเบียนนั้นก็เป็น แค่ช่วงผ่อนผัน ส่วนใหญ่ก็จะประกาศประมาณ ๔ เดือน ตั้งแต่เดือนมีนาคมจนถึงประมาณ เดือนกรกฎาคม ๔ เดือน พอหลังจากนั้นก็ไม่สามารถดําเนินการได้นะครับ อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือ เรื่องของแรงงานตามฤดูกาลที่ไม่ต้องขึ้นทะเบียน แรงงานกลุ่มนี้ส่วนใหญ่ก็จะเป็นแรงงาน ตามชายแดนที่เข้ามาทํางานรับจ้างตามฤดูกาล ๗ วันบ้าง ๑๕ วันบ้าง แล้วก็แรงงานก็อาศัย ช่วงที่เข้ามาทํางาน บางครั้งก็หลบหนีแล้วก็ทะลักเข้ามาที่ชั้นในกับกรุงเทพมหานคร หรือในพื้นที่ จังหวัดใกล้เคียงที่มีความต้องการแรงงาน แล้วก็ปัญหาอีกอันหนึ่งคือแรงงานนั้นไม่เคยทราบว่า ตัวเองเมื่อมาเป็นแรงงานที่ถูกกฎหมายยังไม่ได้รับการคุ้มครอง ไม่ได้รับการดูแล แต่วันนี้ เขาไม่เคยทราบเลยครับว่าสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ นั้นจะเป็นอย่างไร ในเรื่องนี้ผมคิดว่ารัฐบาล ให้ความสําคัญครับ แล้วก็มีมาตรการออกมา แล้วก็มีนโยบายที่ชัดเจนนะครับ เราเองก็ได้ มีการศึกษาในเรื่องของนโยบายของรัฐบาลในข้อ ๒ นี่ เรื่องของนโยบายความมั่นคงของรัฐ ดูเรื่องแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๑ แล้วก็ฉบับที่ ๑๒ นะครับ แล้วก็ วาระปฏิรูปที่มีการนําเสนอในสภาปฏิรูป สปช. เรื่องปฏิรูปแรงงานก็มีการได้นํามาพิจารณา แล้วก็ล่าสุดคือมติ ครม. เมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ เรื่อง การจัดการบริหารแรงงาน ต่างด้าว พ.ศ. ๒๕๕๙ เราก็พยายามดูข้อมูลเพื่อให้มันสอดรับกับนโยบายของรัฐบาล
เรื่องของวิธีการปฏิรูป เราได้กําหนดกรอบแล้วก็แนวทางการปฏิรูป ก็คือ ประสานความร่วมมือในการทํางานโดยรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อจะได้ทราบข้อมูลอย่างแท้จริง แล้วก็มีการระดมในการประชุม แล้วก็นําเสนอ รายงานต่อคณะกรรมาธิการตลอด ในเรื่องของการเชิญกรมการจัดหางานครับ ผมเรียนครับว่า เนื่องจากมันเป็นประเด็นที่เราเองเห็นว่ากรมการจัดหางานรับผิดชอบโดยตรง ดังนั้นเมื่อ ได้รับฟัง เราก็สามารถที่จะทําให้การทํางานของเรานั้นเดินทางไปในพื้นที่หรือในส่วนที่รับรู้ได้ อย่างถูกต้อง เรื่องการทบทวนเอกสารครับ ทางวิชาการ เรื่องของงานวิจัย แล้วก็หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องจากทุกภาคส่วนที่คุณสาวิทย์ได้เรียนครับว่า กรรมาธิการเราเป็นการดึงในส่วนของ ผู้นําแรงงาน นักวิชาการ แล้วก็ข้าราชการ แต่เดิมอาจจะมองเห็นว่าพวกเรา ผู้นําแรงงาน ก็เอาแต่ประท้วงเรียกร้อง แต่วันนี้คือมิติครับ นี่คือเรื่องผลประโยชน์ของชาติพวกเราพร้อม ที่จะร่วมกันทํางาน และให้รายงานนี้มีความสมบูรณ์ แล้วก็เกิดความเป็นจริงกับพื้นที่มาก ที่สุดนะครับ
ข้อเสนออีกอันหนึ่งนะครับ ที่เราเองได้นําเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม ไม่ว่าจะเป็นสภาเพื่อจะขอความเห็นชอบ อันนี้ก็คือ สิ่งที่เราเองจะรับฟังด้วยความเคารพ และหวังว่าข้อเสนอของทุกท่านนั้นจะทําให้รายงาน ฉบับนี้มีความสมบูรณ์ และเราคิดว่าเรื่องของการติดตามและการประเมินเป็นเรื่องที่จําเป็น เพราะมันเป็นเรื่องที่มันผิดกฎหมายแล้วก็ไม่มีการดําเนินการมาก่อน
ขั้นตอนในเรื่องของการที่จะอนุญาตเข้ามาทํางานแล้วก็การควบคุมแรงงาน ข้ามชาติ แรงงานข้ามชาตินั้นก่อนที่จะมาทํางาน คุณต้องแสดงตัวตนมีเอกสารจากประเทศ ต้นทางในการที่จะมายื่นกับเจ้าหน้าที่ของฝ่ายไทยก็คือ ตม. โดยที่เมื่อมายื่นเพื่อขอทําบัตรนั้น ทาง ตม. ก็จะมีการได้ตรวจสอบแล้วก็จะบันทึกข้อมูลประวัติต่าง ๆ เมื่อครบถ้วนจะส่งไป ให้กับฝ่ายปกครองเพื่อที่จะได้ออกบัตรประจําตัวที่ว่าการอําเภอในพื้นที่ที่มีการจดทะเบียน หลังจากนั้นก็จะส่งข้อมูลว่าแรงงานข้ามชาติจะมาให้กับแรงงานจังหวัด แรงงานจังหวัดก็จะ ติดต่อกับนายจ้าง จุดนี้ก็เหมือนกับจุดนัดพบแรงงาน นายจ้างต้องการคนงาน ลูกจ้าง ต้องการไปทํางานก็มาเจอกัน หลังจากเห็นชอบ แรงงานจังหวัดก็จะส่งไปที่โรงพยาบาล ณ อําเภอพื้นที่ที่มีจุดผ่านแดนที่จดเพื่อตรวจสุขภาพ ตรวจดูว่ามีโรคหรือเปล่า ถ้ามี โรคร้ายแรงก็ส่งกลับ ถ้าตั้งครรภ์มีบุตรมาก็คงที่จะให้ผ่านไม่ได้ครับ ผมบอกครับปัญหาเด็ก วันนี้ที่บอกว่าเข้ามาอยู่ประมาณเกือบ ๓๐๐,๐๐๐ คนจากข้อมูล เมื่อตรวจสุขภาพเสร็จ นายจ้างก็จะรับลูกจ้างนั้นไปทํางาน เราก็ขอให้นายจ้างได้นําลูกจ้างนั้นไปจดทะเบียน ที่ทะเบียนบ้านตัวเองหรือสถานประกอบการภายใน ๗ วันครับ จะได้มีการขึ้นทะเบียน อย่างถูกต้องในการแจ้งเข้า ถ้าเกิดลูกจ้างทํางาน ๔ ปี แต่ทุกปีจะต้องนําลูกจ้างนั้นไปแจ้งว่า ยังมีตัวตนที่ว่าการอําเภอในจุดที่สถานประกอบการหรือนายจ้างอยู่ทุกปี แต่ ๔ ปีเมื่อครบ ลูกจ้างจะกลับก็สามารถที่จะกลับได้โดยไปที่จุดผ่านแดนที่มีการเข้าทางไหนก็ต้องออกทางนั้น ก็คือจุดที่มีการจดทะเบียนตรงไหน คุณก็ไปแสดงตัวตน ถ้าเกิดมีการแจ้งเสร็จคุณก็สามารถ ออกนอกประเทศได้ แต่ถ้าลูกจ้างอยากจะเปลี่ยนงานสามารถเปลี่ยนได้ นายจ้างใหม่ก็ต้อง มารับลูกจ้างนั้นจากนายจ้างเก่า นายจ้างเก่าที่เคยจ้าง วันที่ลูกจ้างหลุดจากมือไปแล้วต้องไป แจ้งออกภายใน ๓ วัน แต่นายจ้างใหม่ก็ต้องไปดําเนินการเหมือนกับที่ผมได้เรียนมาครับ ภายใน ๗ วัน อันนี้คือขั้นตอนและกระบวนการที่เราเห็นว่าน่าที่จะควบคุมในพื้นที่ได้ ลูกจ้าง เมื่อครบ ๔ ปี อยากกลับมาใหม่ก็ไม่มีปัญหาครับ กลับมาได้มาทํางานได้ แต่ข้อมูลที่เราได้ถูก บันทึกไว้มีอย่างครบถ้วนแล้ว อันนี้คือขั้นตอน
อีกเรื่องหนึ่งครับ ก็คือแนวทางในเรื่องของการบริหารจัดการ ก็คือที่ประชุม เราเห็นว่าวันนี้หลายหน่วยงานที่อยู่แล้วก็ขาดความเป็นเอกภาพ ขาดการบูรณาการ จําเป็น ที่จะต้องมีคณะกรรมการระดับชาติครับ เพื่อที่จะได้กําหนดยุทธศาสตร์ชาติในการที่จะดูแล ในเรื่องของการจ้างแรงงานข้ามชาติ โดยเราเสนอนะครับว่าคณะกรรมการระดับชาตินั้น ควรที่จะมีท่านรองนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย แล้วก็ประกอบไปด้วย รองประธาน คือท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แล้วก็กระทรวงแรงงาน ส่วนคณะกรรมการนั้น ประกอบไปด้วยปลัดกระทรวงต่าง ๆ ก็คือปลัดกระทรวงแรงงาน ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดสํานักนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปลัดกระทรวง การคลัง เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข หลายหน่วยงานนะครับ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ ผู้อํานวยการสํานัก งบประมาณ ตัวแทนจากภาคประชาชน จากภาคเอกชน จากภาคประชาสังคม แล้วก็ ภาควิชาการ อํานาจหน้าที่ก็คือกําหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนา แล้วก็มีการบริหารในเรื่อง ของการจัดการแล้วก็คุ้มครองแรงงาน
อีกเรื่องหนึ่งผมคิดว่าวันนี้การนําแรงงานเข้ามาทํางานนั้นเราไม่เคยมีการกําหนด และวางแผนครับ แต่เราเห็นว่าวันนี้ต้องมีความชัดเจนแล้วว่า เราจะวางยุทธศาสตร์ในการ ที่จะจ้างแรงงานข้ามชาติเท่าที่จําเป็นเท่านั้น อันนี้ก็คือสิ่งที่จะช่วยในการบริหารจัดการ แล้วก็ส่งเสริมในการอยู่ร่วมกันของสังคมพหุวัฒนธรรม ในการคุ้มครองดูแลลูกจ้างแรงงาน ข้ามชาตินั้น ในเรื่องของศิลปวัฒนธรรม เรื่องของการคุ้มครองแรงงานสวัสดิการต่าง ๆ ผมคิดว่า นี่คือภาพ ถ้าที่ประชุมลองได้เห็นในช่วงสงกรานต์ ผมเรียนว่านโยบายท่านนายกรัฐมนตรี คือให้ลูกจ้างที่เข้ามาทํางานกลับไปประเพณีสงกรานต์ได้ ไม่มีการเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ในการ เข้าและออก ผมคิดว่า ๓-๔ ประเทศที่อยู่ร่วมกันนั้นมีพหุวัฒนธรรมที่ใกล้เคียงกัน เรื่องนี้ จะส่งเสริมในเรื่องภาพลักษณ์ ในเรื่องของงบประมาณที่ได้รับจากการจดทะเบียนนั้น เราเห็นว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นบางครั้งก็ใช้งบประมาณในการที่จะดูแลเรื่องสาธารณูปโภค ขั้นพื้นฐาน จําเป็นที่จะต้องกันเงินส่วนหนึ่งเพื่อที่จะสนับสนุนให้กับองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นได้นําไปใช้
คราวนี้เรื่องของกําหนดการในการปฏิรูป เราแบ่งเป็น ๓ ระยะครับ ระยะแรก ก็คือเสนอรายงานต่อที่ประชุม สปท. เดือนพฤษภาคม คือวันนี้ละครับ ถ้าเกิด สปท. เห็นชอบ ก็คงที่จะเสนอรายงานฉบับที่สมบูรณ์ต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้มีการพิจารณาเห็นชอบ แล้วก็ มีความเห็นของหน่วยงานต่าง ๆ ถ้าเห็นชอบก็เป็นมติ ครม. สปท. ก็คงที่จะดําเนินการ ในช่วงระยะที่ ๓ ในการร่วมมือกับกระทรวงแรงงานเพื่อที่จะนําข้อเสนอที่ ครม. เห็นชอบนั้น ไปดําเนินการ ที่มาของงบประมาณครับ เนื่องจากว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของการดําเนินการ บริหารจัดการครับ งบประมาณนั้นก็คืออาจจะใช้ในส่วนของสํานักงานบริหารแรงงานต่างด้าว กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ที่อาจจะเป็นเหมือนกับเลขานุการในการที่จะช่วยดําเนินการ อันนี้งบประมาณก็จะมีความชัดเจนหลังจากที่มีคณะทํางาน เพื่อมากําหนด ในหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องนั้น หน่วยงานหลักก็คงเป็นเรื่องของกระทรวงแรงงาน ต้องประสานความร่วมมือ กับหน่วยงานกระทรวงและหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการที่จะรับผิดชอบในเรื่องนี้
ข้อเสนอที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคมได้นําเสนอ ก็คือเห็นว่าการจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติ ณ จุดผ่านแดนถาวรเพื่อจัดระเบียบแรงงาน ข้ามชาติเข้าสู่ระบบ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่มีความสําคัญ ก็คือสร้างความสมดุลระหว่างความ มั่นคงกับการจ้างงาน ผมเรียนนะครับว่าเราเน้นเรื่องของความมั่นคงกับการจ้างงานเพื่อให้มี ลูกจ้างมาทํางานเพื่อทดแทนคนไทย
เรื่องที่ ๒ คือการติดตามและประสานกระทรวงแรงงาน เพื่อที่จะให้การ ดําเนินงานนั้นเป็นไปด้วยความเหมาะสมแล้วก็มีความเป็นไปได้จริง ต้องเน้นว่า จําเป็นที่ต้อง เป็นไปได้จริง
เรื่องที่ ๓ ก็คือร่วมกับกระทรวงแรงงานในการขับเคลื่อนกับหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งเห็นว่านับจากที่ ครม. มีมติเห็นชอบนั้นก็น่าที่จะดําเนินการได้ภายในระยะเวลาไม่เกิน ๑ ปี ก็คือผลการศึกษาแล้วก็การรายงานของทางคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านระบบแรงงานและระบบคุ้มครองผู้บริโภค ผมเองก็ต้องขอขอบคุณนะครับ แล้วก็พร้อมที่จะรับฟังข้อคิดเห็นหรือข้อเสนอแนะ ข้อท้วงติงด้วยความเคารพ เพื่อที่เราจะได้ ไปจัดทํารายงานอีกครั้งหนึ่งหลังจากที่ที่ประชุมเห็นชอบนะครับ ต้องขอกราบขอบคุณ ทุกท่านครับที่ได้ให้เวลาในการที่นําเสนอ ขอกราบขอบคุณครับท่านประธานครับ
ขอบคุณท่านศิริชัย ไม้งาม เลขานุการคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านสังคมนะครับ ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็นโดยใช้เวลา ท่านละไม่เกิน ๑๐ นาทีนะครับ สําหรับท่านแรกขอเชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการ สํานักงานประกันสังคม และอดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ และเพื่อนสมาชิก ที่เคารพทุกท่าน กระผม นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ หมายเลข ๑๗๓ เรื่องที่กรรมาธิการรายงาน โดยสรุปสักครู่นั้นนะครับ และผมได้อ่านจากระเบียบวาระแล้วนะครับ ผมก็มีความรู้สึกว่า เป็นเรื่องความหวังดีของท่านกรรมาธิการ และเป็นเรื่องที่ดีสําหรับชาติบ้านเมืองในการที่จะ ทําอะไรให้มันเป็นระเบียบระบบมากยิ่งขึ้นครับ แต่อย่างไรผมกราบเรียนท่านด้วยความเคารพว่า ธรรมชาตินั้นท่านจะเห็นเลยว่าน้ําจะไหลจากที่สูงไปที่ต่ําเสมอ น้ําในโลกนี้ไม่เคยไหลจากที่ต่ํา ไปที่สูงเลย ผมยืนยัน ขณะเดียวกันคนหรือมนุษย์ก็จะไหลบ่าจากที่ต่ําไปสู่ที่สูงเสมอ แต่อันนี้ ผมไม่ยืนยัน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะมันอาจจะมีบางคนอยู่ที่สูงแล้วชอบไปอยู่ที่ต่ํานะครับ แต่น้ํานั้นเป็นธรรมชาติ สําหรับคนนั้นไม่ใช่ธรรมชาติ อาจจะเสแสร้งได้นะครับ
จากเหตุนี้ผมอยากกราบเรียนว่า ปัญหาเรื่องการขาดแคลนแรงงานไทย มีมานาน นับตั้งแต่เรามีการพัฒนาเศรษฐกิจสมัยใหม่ ถ้าเอาจริง ๆ แล้วก็นับตั้งแต่ ประเทศไทยเราเปิดพื้นที่ภาคตะวันออกเป็นอีสเทิร์นซีบอร์ด (Eastern Seaboard) ตั้งแต่ สมัย พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ประเทศไทยก็จะพัฒนาก้าวกระโดด ในเรื่องของเศรษฐกิจ โรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ ก็มาตั้ง ด้วยเหตุนั้นจึงทําให้แรงงานไทย ไม่เพียงพอที่จะพัฒนาประเทศ จึงได้มีการเปิดให้มีแรงงานประเทศใกล้เคียงกับเราเข้ามาได้ เป็นการชั่วคราว แต่จริง ๆ ตอนนั้นไม่เปิดเขาก็หลั่งไหลเข้ามาอยู่แล้ว มาแบบเถื่อน เพราะฉะนั้นสมัยต่อมาสมัยท่าน พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ เราก็มีสโลแกน (Slogan) ว่า เราจะเป็นเสือตัวที่ ๕ ในการพัฒนาเศรษฐกิจในย่านนี้ต่อจากประเทศญี่ปุ่น ประเทศไต้หวัน ประเทศสิงคโปร์ เป็นต้น ก็ยิ่งทําให้แรงงานขาดแคลน โดยเฉพาะอย่างยิ่งแรงงานในภาคประมง ดังนั้น ครม. จึงมีมติให้แรงงานเข้ามาได้เป็นการชั่วคราว ทีนี้เป็นการชั่วคราว จริง ๆ แล้ว พระราชบัญญัติที่ใช้กับเรื่องนี้ จริง ๆ ต้นกําเนิดไม่ใช่เป็นเรื่องของพระราชบัญญัติจัดหางาน และคุ้มครองคนหางาน พ.ศ. ๒๕๒๘ อันนั้นเป็นปลายเหตุ ต้นเรื่องจริง ๆ ก็คือพระราชบัญญัติ คนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๗ ผมขออนุญาตอ่านตามกฎหมายที่ประกาศ ในราชกิจจานุเบกษานะครับ ในกรณีพิเศษเฉพาะเรื่อง รัฐมนตรีโดยอนุมัติของคณะรัฐมนตรี จะอนุญาตให้คนต่างด้าวผู้ใด ผู้ใด นะครับ หรือจําพวกใดเข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรภายใต้ เงื่อนไขใด ๆ หรือยกเว้นไม่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ เลยนะครับ ในกรณีใด ๆ ก็ได้จากมาตรา ๑๗ นี้ไปประกอบกับมาตรา ๑๔ ก็ทําให้มีการจดทะเบียน แรงงาน เขาเรียกถ้าใช้ภาษาเก่าก็คือต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมาย จริง ๆ แรงงานไม่ว่า จะเข้าเมืองอย่างไรก็ตาม ถ้าไม่ได้รับอนุญาตแล้วก็ถือว่าเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมายทั้งสิ้น ก่อนหน้านั้นเมื่อเข้ามาผิดกฎหมายแล้วมาจัดระบบเข้ามาแล้ว แทนที่จะต้องจับมาขัง แล้วก็ต้องเสียค่าอาหาร ดูแลความปลอดภัย ก็ให้ทํางานเสีย เป็นการช่วยเหลือแรงงาน เพื่อนบ้าน อันนี้ที่มาของเรื่องนี้ ทีนี้ผมอยากกราบเรียนท่านเลยไปนิดหนึ่งว่าชายแดนไทย กับประเทศเพื่อนบ้าน ตั้งแต่พม่า ลาว กัมพูชาและมาเลเซีย ติดต่อกับจังหวัดต่าง ๆ ๓๑ จังหวัด ใน ๓๑ จังหวัดนี้มีระยะทาง ๕,๖๕๖ กิโลเมตร เป็นพม่าเสีย ๒,๔๐๑ กิโลเมตร ๑๐ จังหวัด ลาว ๑๒ จังหวัด ๑,๘๑๐ กิโลเมตร กัมพูชา ๗ จังหวัด ๗๙๘ กิโลเมตร ท่านนึกออกใช่ไหมว่าแผนที่ประเทศไทยที่ติดชายแดนเข้าออกอย่างไร สมัยก่อน ไม่มีกฎหมายนะ ไม่มีกฎหมายนึกย้อนหลังไปคนไทยคนเพื่อนบ้านนี้ก็เข้า ๆ ออก ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งลาวนะครับ ก็เข้า ๆ ออก ๆ กันอย่างเป็นพี่น้องแต่งงานข้ามชาติกันก็เยอะ แต่พอครั้นมีกฎหมายแล้วก็จะต้องจัดการให้เป็นระบบว่าจะเข้าจะออกจะต้องมีระบบ ระเบียบก็มีการจดทะเบียนแรงงานมาเป็นระยะ ๆ ก็มีปัญหามามากมาย นับตั้งแต่ผมอยู่ กระทรวงแรงงานมาปี ๒๕๓๖ เมื่อตั้งกระทรวงแรงงานจนถึงเกษียณปี ๒๕๕๑ ปัญหานี้ ก็ไม่จบ ทุกครั้งที่มีการจดทะเบียนให้ถูกต้องจะมีไม่เกิน ๗๐๐,๐๐๐-๘๐๐,๐๐๐ คน แต่พอถึงรัฐบาลนี้ รัฐบาลท่าน พลเอก ประยุทธ์ พอมีการจด ตัวเลขขึ้นไปเป็นล้าน ความสะดวกมากขึ้น ดูแลดีขึ้น แต่อย่างไรก็ตามผมอยากกราบเรียนว่าก็ยังมีแรงงาน ที่ไม่จดทะเบียนอีกเยอะพอสมควร ท่านกรรมาธิการอยู่ข้างบนนี้ก็จะทราบดี เพราะฉะนั้น การเสนอของท่านก็เป็นเรื่องการเสนอที่ดี ที่ผมเห็นว่าต้องสนับสนุน แต่ว่าอย่างไรก็ตาม ผมอยากกราบเรียนว่าประเทศชาติเราต้องคํานึงถึงเรื่องความมั่นคงของชาติ ความมั่นคง ของชาตินอกจากเรื่องของความมั่นคงทางทหารแล้ว ก็ต้องเป็นเรื่องของความมั่นคง ทางเศรษฐกิจ เรื่องนี้เป็นเรื่องของความมั่นคงทางเศรษฐกิจว่าถ้าเราไม่มีแรงงานต่างชาติ เข้ามาแล้วเราก็จะไม่สามารถทําธุรกรรม ธุรกิจหรือโรงงานอุตสาหกรรมหรืออะไร ในหลายประเภทจะหยุดชะงัก ซึ่งรัฐบาลก็ดีหรือคนไทยก็ไม่อยากเห็นการหยุดชะงักเช่นนั้น ก็จะต้องมีการแก้ไข เพราะฉะนั้นการที่ท่านเสนอให้มีการจดทะเบียนแรงงาน ณ จุดผ่อนปรน ก็คือชายแดนก็เป็นเรื่องที่ดี แต่อย่างไรก็ตามต้องคํานึงถึงเรื่องของความมั่นคงของชาติ บ้านเมืองโดยรวมด้วย เมื่อสักครู่นี้ท่านประธานอนุกรรมาธิการได้กล่าวไว้แล้วก็มีการจด ที่ผ่านมาก็มีการเขาเรียกว่าอะไรมีใต้ตงใต้โต๊ะอะไรอย่างนี้ท่านกล่าวนะครับ ปัญหาก็คือว่า ท่านต้องทําระบบใหม่อันนี้ให้มันดี และต้องไม่มีเรื่องเหล่านี้ เพราะถ้ามีเรื่องเหล่านี้สิ่งที่จะ นํามาก็คือว่าเราก็จะลําบากอย่างยิ่ง สมัยก่อนนี้จะเข้าเมืองด้วยวิธีไหนก็ตามจะต้องผ่าน ตม. ตม. นี้มีด่านทั่วประเทศ ๑๑๘ ด่าน ทั้งถาวรและผ่อนปรน ทีนี้คําถามว่าเราจะไปตั้งคู่ กับเขาไหม ท่านก็ต้องคิดต่อตั้งคู่กับเขาไหม หรือจะทําอย่างไร เพราะว่าในจุดผ่อนปรนหรือ ที่ท่านจะไปทําในหลายที่มันก็กันดารนะ แล้วก็อยู่ด้วยความลําบาก
ประการต่อมา ก็คือว่าท่านจะต้องมีการบรรจุตําแหน่งเจ้าหน้าที่พนักงานหรือ ข้าราชการเพิ่มอีกเยอะมาก อันนั้นก็ต้องดูอีกทีว่าจะเป็นปัญหาของค่าใช้จ่ายของชาติ บ้านเมืองของรัฐบาลหรือไม่ เพราะว่าบรรจุข้าราชการระดับ ๓ ปริญญาตรีคนหนึ่งนี่นะครับ เงินเดือน ๑๕,๐๐๐ บาท ไม่ใช่ ๑๕,๐๐๐ บาทนะครับ สิ่งที่ตามมาจาก ๑ คน การบรรจุนี้ ถ้าท่านได้เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลแล้วจะรู้เลยตามมาเยอะมาก ค่ารักษาพยาบาล เรื่องบุตร เรื่องอะไรตามมาหมดเยอะแยะไปมาก ต้องคํานวณให้ดีนะครับ แต่อย่างไรก็ตาม ผมอยากกราบเรียนว่าสิ่งที่ท่านเสนอมานี่นะครับเป็นสิ่งที่ดี และผมนี่ไปอ่านแล้วตั้งแต่วันเสาร์ วันอาทิตย์แล้วก็ไปดูอย่างละเอียด แล้วผมคิดว่าเป็นเรื่องที่จะต้องสนับสนุน จึงกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพว่า ผมเห็นด้วยแล้วก็สนับสนุนให้มีการกระทําอย่างที่ได้เสนอ มานะครับ แต่ว่าต้องด้วยความรอบคอบ เรื่องของความมั่นคงนะครับ สิ่งหนึ่งที่จะต้อง ฝากท่านไว้เลยว่าถ้าถามผมนะครับ ให้ทํางานเฉพาะชายแดน ๓๑ จังหวัด เช่น ยกตัวอย่าง ถ้าท่านเข้ามาทางจังหวัดมุกดาหาร ไม่ให้มาทํางานที่จังหวัดสกลนคร ถ้าท่านเข้ามาทาง จังหวัดหนองคายไม่ให้มาทํางานที่จังหวัดอุดรธานี เพราะเมื่อไรที่ข้ามจังหวัดมาแล้วนี่ท่านจะ ตรวจสอบลําบากมาก เพราะเราไม่สามารถเอาชิป (Chip) ไปใส่แรงงานที่ข้ามมาได้เหมือน เต่าทะเล เพราะจะเป็นเรื่องของการกระทําที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล ซึ่งต่างกับ เต่าทะเล เดี๋ยวผมจะจบแล้วครับ ซึ่งปล่อยที่จังหวัดภูเก็ตนี่นะครับ อีกปีต่อมามันไปโผล่ ที่โน่น แอฟริกา สําหรับมนุษย์ไม่ว่าชาติไหนแล้วทําไม่ได้ ก็ขอความกรุณาท่านได้โปรด ระมัดระวังเรื่องนี้หน่อยก็แล้วกัน เพราะว่าผมนี่ผมคํานึงถึงเรื่องความมั่นคงของชาติ อาจจะ เรียกว่าถ้าเปรียบเทียบแล้วมากกว่าความมั่นคงทางเศรษฐกิจ แต่ถ้าทั้ง ๒ อย่างไปด้วยกันได้ ผมก็กราบขอบพระคุณท่านกรรมาธิการด้วยความเคารพครับ
ต่อไปเป็นรองปลัดอีกท่านหนึ่งครับ เชิญท่านสุวัฒน์ จิราพันธุ์ รองปลัด กระทรวงการต่างประเทศ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาครับ กระผม นายสุวัฒน์ จิราพันธุ์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๑๗๕ ก็ต้องขอเรียนว่าเรื่องการจัดระเบียบแรงงานข้ามชาติ เข้าสู่ระบบนั้น กระผมถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากปัญหาแรงงานเถื่อน จากต่างชาติที่เข้ามาอยู่ในประเทศไทยนั้น แม้ว่าในขณะที่จะสามารถตอบโจทย์ในเรื่องของ การขาดแคลนแรงงานภายในประเทศในระดับล่าง ในทุกภาคส่วนไม่ว่าทางด้านครัวเรือน ภาคอุตสาหกรรม และบริการ แต่ในทางตรงกันข้ามกลับส่งผลกระทบต่อประเทศชาติ อย่างมากมาย อย่างที่ท่านผู้อภิปรายก่อนหน้าผมได้กล่าวไปบ้างแล้ว หรือแม้กระทั่ง กรรมาธิการเองก็ได้คํานึงถึง นั่นก็คือด้านของความมั่นคง สาธารณสุข สังคม หรือแม้กระทั่ง ในด้านเศรษฐกิจด้วย กระผมต้องขอเรียนว่าในช่วงที่ผมยังดํารงตําแหน่งเอกอัครราชทูตไทย ประจําอาเซียน (ASEAN) นั้นซึ่งเป็นช่วงเดียวกันกับที่คณะ คสช. และรัฐบาลได้ถือเอาการจัด ระเบียบแรงงานข้ามชาติให้เข้าสู่ระบบนั้นเป็นวาระสําคัญก็ต้องขอเรียนสะท้อนถึงภาพหรือ ทัศนคติหรือท่าทีของเพื่อน ๆ อาเซียน (ASEAN) ด้วยกันที่มีความชื่นชมในการที่รัฐบาลให้ ความสําคัญแล้วก็พยายามที่จะแก้ปัญหา เพราะว่าอย่างที่ทราบกันดีว่าปัญหาแรงงานเถื่อนนั้น ได้ก่อให้เกิดปัญหามากมายทั้งในเรื่องของการมีปัญหาแรงงานข้ามชาติอย่างผิดกฎหมาย มีการทารุณกรรม หรือในรูปแบบต่าง ๆ ซึ่งการที่รัฐบาลมีความตั้งใจที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ ผมถือว่าเป็นส่วนหนึ่งในการที่จะช่วยยกสถานะประเทศไทยให้ดีขึ้นในการแก้ไขปัญหา การค้ามนุษย์ ถึงแม้ว่าจะมีสิ่งที่ยังจะต้องดําเนินการอยู่ต่อไป แต่ผมก็ถือว่านั่นเป็นสิ่งที่ เป็นเป้าหมาย เป็นวิธีการ แน่นอนเป็นการกระทําที่ควรแก่การสรรเสริญยกย่อง ท่านประธานครับ ความพยายามในเรื่องนี้นั้น ผมเชื่อว่าไม่ใช่เป็นเรื่องง่าย ต้องฝ่าฟัน อุปสรรคนานับประการ การจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติ ซึ่งถือเป็นขั้นตอนหนึ่งของการจัด ระเบียบแรงงานข้ามชาติ ก็อย่างที่ท่านกรรมาธิการได้กล่าวไว้ ก็ได้รับความร่วมมือบ้าง ไม่ได้ รับความร่วมมือบ้าง ทั้งจากแรงงานและนายจ้างเท่าที่ควร กระผมจึงดีใจที่คณะกรรมาธิการ ได้หยิบเรื่องนี้ขึ้นมา แล้วก็พยายามที่จะร่วมศึกษากลั่นกรองกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการ ที่จะนําเสนอข้อคิดเห็น ซึ่งผมขอเรียนว่า ในเรื่องของการที่คณะกรรมาธิการได้นําเสนอไว้ ใน ๒ ประเด็นหลักนั้น ผมขอมีข้อคิดเห็นเพื่อเป็นการสร้างสรรค์แล้วก็ประกอบ ให้คณะกรรมาธิการนําไปพิจารณาประกอบกันในสิ่งที่จะนําเสนอต่อไปนะครับ
ในประเด็นแรกนั้นคือการเปิดจดทะเบียน การเปิดจดทะเบียนแรงงาน ข้ามชาติ ณ จุดผ่านแดนได้ตลอดทั้งปีนั้น ขอเรียนว่าโดยศูนย์เบ็ดเสร็จการเปิดจดทะเบียน โดยศูนย์เบ็ดเสร็จที่จุดผ่านแดนถาวร หากทําอย่างมีประสิทธิภาพได้จริง น่าจะมีข้อดีในการ คัดกรองแรงงานก่อนอนุญาตให้เข้าไทย ซึ่งจะช่วยป้องกันได้หลายเรื่อง อาทิ เรื่องโรคระบาด รวมทั้งการสกัดกั้นแรงงานที่ไม่พึงประสงค์ ตลอดจนป้องกันปัญหาด้านความมั่นคงในอนาคต นอกจากนั้นการจดทะเบียนเบ็ดเสร็จที่จุดผ่านแดน น่าจะตอบสนองความต้องการแรงงาน ของภาคเอกชนในบริเวณเขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดนด้วยเช่นกัน ซึ่งน่าจะเป็น ประโยชน์สําหรับการจัดทําฐานข้อมูลของกลุ่มแรงงานต่างด้าวไปและกลับรวมทั้งตามฤดูกาลด้วย ท่านประธานครับ อย่างไรก็ดีการเปิดจดทะเบียนแรงงานต่างด้าวเบ็ดเสร็จ ณ จุดผ่านแดน ถาวรนั้น ในมุมกลับกระผมเกรงว่าจะสร้างความยากลําบากในการบริหารจัดการปริมาณ และประเภทของแรงงานต่างด้าวเข้าไทย จึงขอฝากกรรมาธิการได้โปรดพิจารณาประเด็น ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
ประเด็นที่ ๑ คือการเปิดจดทะเบียนแบบนี้นั้น อย่างที่เรียนว่าในมุมกลับ จะกลายเป็นปัจจัยดึงดูดให้คนต่างด้าวหลั่งไหลเข้าไทยมากขึ้น นําไปสู่ปัญหาแรงงาน เกินความต้องการ ไม่สอดคล้องกับความต้องการบ้าง และจะเป็นการเพิ่มภาระที่เพิ่มขึ้น ในการดูแลบุตรแรงงาน ซึ่งต้องได้รับสิทธิด้านการรักษาพยาบาลและการศึกษา
ประเด็นที่ ๒ การเปิดจดทะเบียนแบบนี้จะเป็นการสร้างภาระเพิ่มขึ้น ของหน่วยงาน ซึ่งท่านผู้อภิปรายก่อนหน้าผมก็ได้กล่าวถึงไปบ้างแล้ว เพราะมันจะต้องพูดถึง การมีความพร้อมในแง่ของโครงสร้างอาคาร ของด่านนั้น ๆ จํานวนบุคลากร งบประมาณ และภารกิจรายวันที่มีอยู่แล้ว
ประเด็นที่ ๓ ที่ขอฝากคณะกรรมาธิการไป ก็คือเรื่องของในแง่ของการบริหาร จัดการแรงงานต่างด้าวในระยะยาวนั้น ควรให้ความสําคัญกับการนําเข้าแรงงานต่างด้าว ตามข้อตกลงระหว่างไทยกับประเทศต้นทาง รวมทั้งการแก้ไขปัญหาจุดอ่อนจากการดําเนินการ ตามข้อตกลง เช่น ค่าใช้จ่ายที่แรงงานต้องรับภาระ การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจากนายจ้าง ที่ไม่เป็นธรรม ขั้นตอน กระบวนการที่ใช้เวลา ทางออก เช่น การนําเข้าแรงงานในรูปรัฐต่อรัฐ ก็เป็นทางออกอันหนึ่ง
ประเด็นที่ ๔ เกี่ยวกับเรื่องของการเปิดจดทะเบียนแรงงานข้ามชาตินั้น ก็คือ การนําเข้าแรงงานตามจุดผ่านแดนถาวร ควรมีการพิจารณาควบคู่กันไปกับระบบการจ้างงาน ในภาพรวมที่สามารถบริหารและจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และตอบสนองต่อ สาขาที่นายจ้างต้องการ
โดยภาพรวมครับท่านประธาน กระผมไม่มีข้อขัดข้องที่จะให้การสนับสนุน ในข้อเสนอนี้ของคณะกรรมาธิการ แต่ก็เห็นว่าจําเป็นที่จะต้องมีการหารือระหว่างหน่วยปฏิบัติ เพื่อพัฒนาแนวคิดเพิ่มเติมต่อไป โดยเฉพาะการผลักดันให้แรงงานต่างด้าวเข้ามาทํางานอย่าง ถูกกฎหมายตามบันทึกข้อตกลงด้านการจ้างแรงงาน ซึ่งประเทศไทยได้จัดทําแล้วกับประเทศ เวียดนามและประเทศกัมพูชา ส่วนประเทศเมียนมาและประเทศลาวกําลังอยู่ระหว่างการ เจรจาความตกลงฉบับปรับปรุง
ประเด็นที่สอง ที่ผมจะขอให้ข้อคิดเห็นจากข้อเสนอของคณะกรรมาธิการ ก็คือเรื่องของการปรับปรุงกลไกการดําเนินการบริหารจัดการและคุ้มครองแรงงานข้ามชาติ ในประเด็นนี้นั้นกระผมไม่มีข้อขัดข้องใด ๆ ทั้งสิ้น และเห็นด้วยว่าการปรับปรุงกลไก การบริหารจัดการและคุ้มครองแรงงานต่างด้าว รวมทั้งการกําหนดยุทธศาสตร์ทั้งระบบจะเป็น ประโยชน์ของประเทศไทยในระยะยาว ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และสามารถ ตอบโจทย์ข้อห่วงกังวลด้านสิทธิมนุษยชน และสิทธิแรงงานจากองค์กรต่าง ๆ เช่น ประเด็น ไอยูยู (IUU) รายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ ซึ่งกระผมเห็นว่าไม่ว่าจะมีการจัดกลุ่ม ประเทศไทยอยู่ในระดับไหน แต่ผมเชื่อว่าการแก้ปัญหาสิ่งเหล่านี้เป็นมาตรการ เป็นสิ่งที่พึงกระทํา ไม่ว่าจะเกิดขึ้นใด ๆ ทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นจะเป็นสิ่งที่จะช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ของไทยในต่างประเทศ และส่งผลดี ต่อการยอมรับ มีนิดหนึ่งครับท่านประธาน ในเรื่องของการปรับปรุงกลไกการดําเนินการ สิ่งหนึ่งในฐานะที่จะมีส่วนเกี่ยวข้องก็คือเรื่องของการที่จะต้องพิจารณาคํานึง เพราะว่า จะต้องผ่านการกลั่นกรองของวิป (Whip) ทั้ง ๓ ฝ่าย ก็คือเรื่องของการพิจารณาในเรื่องของ การจัดตั้งองค์กรใหม่ ต้องขอให้ท่านกรรมาธิการช่วยชี้แจงเพิ่มเติมว่ากลไกที่ว่านี้จะเป็น กลไกใหม่หรือเป็นการควบรวมกับกลไกที่มีอยู่แล้ว
สุดท้ายนะครับท่านประธาน กระผมยินดีแล้วก็ขอสนับสนุนข้อเสนอของ กรรมาธิการทั้ง ๒ เรื่อง แล้วก็ผมพร้อมที่จะสนับสนุนในวาระ ในโอกาสต่าง ๆ ตามเส้นทางที่ ข้อเสนอนี้จะนําไปสู่การพิจารณาในกรอบต่าง ๆ จนกว่าจะมีการขับเคลื่อน ขอบพระคุณครับ
ขอเชิญสมาชิกท่านต่อไปนะครับ ท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูต อดีต ส.ส. และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ขอเชิญครับ
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ เรื่องการจะให้มีการขึ้นทะเบียนหรือจดทะเบียน ณ จุดผ่านแดนหรือว่าด่านศุลกากร ทั่วประเทศไทยนั้นผมขอเรียนถามทางกรรมาธิการผ่านท่านประธานว่าเอกสารที่แรงงานพม่า แรงงานลาว กัมพูชา แล้วก็เวียดนามที่จะนํามาที่จุดผ่านแดน เอกสารนั้นเป็นเอกสาร อะไรบ้างครับ มีหนังสือเดินทางหรือต้องขอบัตรผ่านแดน แล้วจะมีการรับรองโดยรัฐบาล ทั้ง ๔ ประเทศของเขาหรือไม่ โดยเฉพาะลาวกับเวียดนามยังเป็นประเทศคอมมิวนิสต์อยู่ เขาค่อนข้างจะเข้มงวดในเรื่องของการเคลื่อนไหวเข้าออกประเทศของประชากรของเขา แล้วที่พม่า ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกลางกับรัฐบาลชนชาติตลอดแนวชายแดนไทย-พม่า ก็ยังไม่เรียบร้อย เอกสารที่จะออกต้องรับรองทั้งรัฐบาลที่เนปิดอว์ แล้วก็รัฐบาลของพวกรัฐ ต่าง ๆ หรือไม่ อย่างไร เขาจะข้ามออกจากประเทศเขามาได้อย่างไร เขาผ่านศุลกากร ของเขามาได้อย่างไร ด้วยเอกสารอะไร อยู่ดี ๆ เขาจะมาที่จุดผ่านแดนหรือว่าด่านศุลกากร หรือ ต.ม. ของเราแล้วมายื่นเอกสาร เอกสารอะไร แล้วเขาออกมาได้อย่างไรจากประเทศของเขา แล้วถ้าเผื่อออกมาได้เขาจะต้องได้รับการรับรองจากรัฐบาลเขาว่าจะมาทํางานอะไร แล้วทําไม ไม่บังคับให้ ๔ ประเทศนั้นตรวจสุขภาพของคนของเขา ทําไมเราต้องมารับภาระในการที่จะ ตรวจสุขภาพของเขา อันนี้เป็นเรื่องสําคัญครับ ต้องชี้แจงให้แน่ชัด
ส่วนประเด็นที่ ๒ ครับท่านประธาน เราก็ทราบกันดีอยู่ว่ากระบวนการค้ามนุษย์ มันใหญ่โตมโหฬาร กินเข้าไปในทุกอณูของระบบราชการของไทย แล้วก็ทางภาคเอกชน แล้วก็ มาเฟีย (Mafia) ท้องถิ่น แล้วก็ผู้ประกอบการที่ไม่ซื่อตรงต่อภาระหน้าที่ ขาดความรับผิดชอบ ต่อสังคมด้วย เพราะฉะนั้นแรงงานส่วนใหญ่ก็ยังจะมีการลักลอบอยู่ จะคิดว่าให้มีการจดทะเบียน ณ จุดผ่านแดนแล้วจะแก้ปัญหาคงไม่จริงนะครับ มันต้องมาดูว่าตลอดแนวชายแดนไทย ๕,๐๐๐ กว่ากิโลเมตร ทางทะเลอีกประมาณ ๒,๐๐๐ กิโลเมตร ทางตํารวจชายแดนบนบก ตํารวจน้ํา กองทัพเรือ แล้วก็โดยเฉพาะกองทัพบกจะร่วมกันทําอย่างไรในการที่จะรักษา ความมั่นคงปลอดภัยตลอดแนวชายแดน ป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติทุกประเทศ แล้วก็ จะเป็นไปได้ไหมที่จะเร่งรัดให้มีการดําเนินการให้มีการลาดตระเวนร่วมระหว่างเรากับ มาเลเซีย ไทยกับพม่า ไทยกับกัมพูชา ไทยกับลาว เป็นข้อเสนอที่เราได้เสนอไว้นานแต่ก็ยัง ไม่มีผลในการปฏิบัติตั้งแต่สมัยรัฐบาลนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มันต้องทํา ๒ ทาง ตลอดแนวชายแดนแล้วก็จุดผ่านแดนด้วย เป็นเรื่องที่สําคัญ แล้วก็ ณ วันนี้ก็ยังไม่ได้ตกลง กันเลยว่า จุดผ่านแดน ๔๐ กว่าจุด ถ้าจะให้เป็นถาวรหมดได้ไหม จะขยายได้ไหม อันนี้เป็น เรื่องที่สําคัญ
ส่วนประเด็นที่ ๓ ก็คือว่าอย่างนี้ครับท่านประธาน ผมก็ยังเห็นว่าเรื่องการ จดทะเบียนที่ด่านศุลกากรหรือจุดผ่านแดนนั้น เหมือนกับเป็นการทํางาน เหมือนเรือที่ลอย อยู่กลางน้ํา แต่ว่าสองฝั่งจะต้องเข้ามามีส่วนร่วมด้วย ณ ที่นั้นก็คือรัฐบาลต้นทาง อันได้แก่ เวียดนาม กัมพูชา ลาว พม่า แล้วก็รัฐบาลปลายทางคือประเทศไทย ผมทราบว่าเราได้มี การทําเอ็มโอยู (MOU) กับลาว กับกัมพูชาแล้ว แล้วเวียดนามก็ได้เคยทาบทามเข้ามา เข้าใจว่า เอ็มโอยู (MOU) กับลาว กับกัมพูชานั้น อนุญาตให้ทางฝ่ายประเทศทั้งสอง ส่งแรงงานเข้ามา ได้ปีละ ๑๕๐,๐๐๐ คน ในทางปฏิบัติคงไม่ได้เป็นเช่นนั้น แล้วก็ได้เริ่มมีการเจรจากับ เวียดนามและกัมพูชา เมื่อสักครู่ท่านรองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ท่านสุวัฒน์ สมาชิก สปท. ก็ได้กล่าวไว้แล้ว อันนี้อยากจะทราบสถานะของการเจรจาข้อตกลงทวิภาคีกับ ๔ ประเทศนี้ ว่าจะส่งแล้วก็รับอย่างไร เพราะฉะนั้นต้นทาง ปลายทางมันต้องตกลงกันเสียก่อนนะครับ
แล้วมันก็ไปโยงกับประเด็นที่ ๔ คือเรื่องของอุปสงค์ อุปทาน อันนี้กรมการจัดหางาน โดยเฉพาะกระทรวงแรงงานต้องรู้ว่าความต้องการแรงงานที่ไทยขาดมันกี่ล้านคน แล้วลงไปที่ ภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรมการเกษตร ภาคประมง ภาคโรงงานอุตสาหกรรม ภาคบริการ แล้วนอกเหนือจากพวกแรงงานเหล่านี้แล้วก็พวกมืออาชีพโพรเฟสชันนัล (Professional) ที่อาเซียน (ASEAN) ได้มีข้อตกลงอนุมัติให้มีการรับรองวิชาชีพซึ่งกันและกันก็เกือบจะ ๑๐ สาขาแล้ว อันนี้จะอยู่ในส่วนการพิจารณาของการอนุมัติให้เข้าประเทศหรือไม่ ต้นทางคือ กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงานต้องรู้ว่าเราต้องการแรงงานเท่าใดในแขนงต่าง ๆ แล้ว ถึงจะทอนออกมาว่า แล้วเราจะรับแรงงานจากต่างประเทศ จาก ๔ ประเทศสําคัญนี้มากน้อย แค่ไหน มันต้องทําอันนี้ให้เสร็จเสียก่อนครับ ไม่ใช่มาจดทะเบียนที่จุดผ่านแดน หรือว่า ที่ท่าอากาศยาน หรือว่าที่ท่าเรือที่มี ตม. อยู่ มันไม่ใช่ครับ แล้วก็ต้องเร่งให้มีการดําเนินการ ในขณะเดียวมันก็มีอีก ๒ ประเด็นที่จะต้องนําเข้ามาพิจารณาด้วย คือมติหรือว่าข้อตกลง ต่าง ๆ ในระดับอาเซียน (ASEAN) ทั้ง ๑๐ ประเทศ ว่าด้วยแรงงานต่างด้าว ว่ามันมีประเด็น ปัญหาอะไรที่จะทอนออกมาเข้ามาอยู่ในกฎเกณฑ์ของหน่วยราชการไทยหรือไม่ นอกจากนั้น แล้วก็เรื่องของกฎเกณฑ์ของสหภาพแรงงานระหว่างประเทศ อินเตอร์เนชันนัล เลเบอร์ ออแกไนเซชัน (International Labour Organization) ที่นครเจนีวา เขาก็ไม่ได้ดูแค่ แรงงานบนบกนะครับ ตอนนี้ก็ได้มีการศึกษาประเด็นปัญหาของแรงงานบนเรือประมง ของไทยด้วย เพราะฉะนั้นการที่จะมาบอกว่าจะแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวให้มันมีระบบ ณ จุดผ่านแดนผมคิดว่าเป็นการทํางานแค่อาจจะแค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ของเรื่องแรงงานทั้งหมด คงจะไม่ครบครับ ผมอยากจะเสนอให้มีการทบทวน แล้วก็จัดทําให้ มันเป็นคล้าย ๆ แผนแม่บทอย่างเป็นเรื่องเป็นราวในเรื่องของการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะจาก ๔ ประเทศนี้ คงไม่มีแรงงานจากสิงคโปร์ มาเลเซียเข้ามา อันนี้ก็แน่นอน เพราะมันแค่ ๔ ประเทศเท่านั้นเอง กับประเด็นปัญหาที่มันคั่งค้างอยู่เราจะทําอย่างไร กับปัญหาแรงงานต่างด้าว แล้วก็ครอบครัว โดยเฉพาะเด็กที่ติดตามพ่อแม่แรงงานต่างด้าว เข้ามา เมื่อสักครู่ได้ยินตัวเลขอยู่ว่าประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ คน แล้วเขาเกิดที่ประเทศไทยเรา จะให้สิทธิพลเมืองกับเขาไหมครับ มันเป็นเรื่องของมนุษยธรรมอันสูงส่ง ที่เราจําเป็นที่จะต้อง แก้ไขด้วย จะแก้ปัญหาแรงงานภายในประเทศที่ยังจดทะเบียนไม่หมดอย่างน้อยก็ประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐-๓,๐๐๐,๐๐๐ คนอย่างไร เร่งให้วิธีการจดทะเบียนให้มันง่ายขึ้นไหม
ส่วนอีกประเด็นหนึ่งก็คือว่าให้มันมีความยืดหยุ่นในการที่จะย้ายงานได้หรือไม่ อันนี้มันน่าจะอยู่ในวิสัย ไม่อย่างนั้นจะเป็นเรื่องของการขโมยแรงงาน หาแรงงานไม่ได้ก็ เข้าไปสู่ขบวนการค้ามนุษย์ ลักลอบเข้ามาจะดีกว่า มันง่ายแล้วก็สะดวก แล้วก็แน่นอน นะครับ ท้องถิ่นต้องเข้ามาเกี่ยวข้อง จะเป็นนายอําเภอ หรือจะเป็น อบต. อบจ. เทศบาล ก็ต้องกําหนดให้แน่ว่าจะต้องร่วมกันดําเนินการ ร่วมกับทางกระทรวงแรงงาน ในการขึ้น ทะเบียน จดทะเบียน แล้วก็การโยกย้าย แล้วก็ที่สําคัญคือสมัยนี้เราอยู่ในระบบเทคโนโลยี ไอที (IT) จะต้องเอาเข้ามาใช้ทั่วประเทศ แล้วก็เชื่อมโยงกันได้จากจุดผ่านแดนที่ท่าอากาศยาน ที่ท่าเรือ แล้วก็ที่กระทรวงการต่างประเทศ แล้วก็จะเป็นไปได้ไหมครับ ผมเสนอเป็นเล่น ๆ อีกประเด็นหนึ่งก็ได้ว่าให้เรามีสถานกงสุล ของประเทศไทยทางฟากของพม่า ของกัมพูชา ของลาว แล้วก็เวียดนาม เพื่อเขาจะได้เตรียม เอกสารทุกอย่างให้มันหมดสิ้น ผมอยากจะยกตัวอย่างถ้าเผื่อเราจะส่งรายงานไปซาอุดิอาระเบีย ตะวันออกกลาง ไปญี่ปุ่น ไปไต้หวัน ทุกสิ่งทุกอย่างมันต้องผ่านสถานทูตของเขาที่นี่ฉันใดฉันนั้น ทําไมไม่ให้ผ่านสถานทูตแล้วก็สถานกงสุลของประเทศไทยใน ๔ ประเทศนี้ ทําไมถึงจะไปทําที่ จุดผ่านแดน ไม่มีประเทศที่ไหนในโลกนี้เขาทํา มันเป็นไปไม่ได้นะครับ โดยสรุปท่านประธาน ผมคิดว่าเพื่อให้เรื่องนี้มันมีความสมบูรณ์แล้วก็ที่เสนอมามันยังตกหล่นอยู่มาก ไม่ใช่นําไป พิจารณานะครับ ถอนเรื่องไปก่อนได้ไหมแล้วก็เอาเข้ามาใหม่ แล้วก็พยายามจะใส่ประเด็นที่ ท่านสุรินทร์ก็ดี ท่านสุวัฒน์ และผมก็ดี หรือผู้ที่จะอภิปรายต่อไปได้เติมเข้ามาให้มันครบ แล้วเราจะได้ร่วมกันแก้ปัญหาแรงงานต่างด้าวได้อย่างสมบูรณ์แบบในช่วงนี้ที่รัฐบาลสามารถ ที่จะมีอํานาจในการตัดสินใจ แล้วก็เร่งรัดให้ทุกหน่วยราชการทํางานอย่างเป็นเรื่องเป็นราว รวมทั้งการรักษาความมั่นคงปลอดภัยตลอดแนวชายแดน แล้วก็ขจัดแรงงานเถื่อน แล้วก็ กระบวนการค้ามนุษย์ด้วย ขอกราบขอบพระคุณครับท่านประธาน
ขอเชิญท่าน พลเอก ธวัชชัย สมุทรสาคร อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานและผู้ร่วมประชุม ที่เคารพครับ กระผม พลเอก ธวัชชัย สมุทรสาคร สปท. ลําดับที่ ๗๓ ผมอยากจะเรียน ที่ประชุมให้ทราบครับ คือเรื่องนี้ตอนเป็น สปช. ผมได้ยกเรื่องนี้ขึ้นมา แล้วผมก็ได้กราบเรียน ทางคณะนี้ให้ดําเนินการต่อเพราะว่าบางอย่างมันต้องแก้ทางด้านกฎหมายเยอะ แต่ถ้า ภาพรวมจริง ๆ แล้วที่มันเกิดขึ้นมาเพราะเรื่องความมั่นคงเป็นหลัก ไม่ใช่ทางเศรษฐกิจ อย่างเดียว ความมั่นคงของประเทศเลยนะครับ เพราะถ้าย้อนไปในอดีตคือแรงงานญี่ปุ่น เข้ามา สมัยก่อนเขาเป็นคนงาน ช่างตัดผม ถีบสามล้อ สุดท้ายมันเป็นทหารหมดเลย แต่เรา ไม่ได้มีการเข้าถึงเลย เพราะฉะนั้นจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นแรงงานชายแดน แรงงานเข้ามาในเมือง แรงงานเข้ามาในกรุงเทพมหานครมันมีปัญหาในการเข้าถึงของแรงงาน เขาเองครับ เราต้องการแรงงานทางด้านเศรษฐกิจ แต่ว่าการเข้าถึงเรามีกฎระเบียบเยอะแยะหมด คือถ้าภาพรวมจริง ๆ แล้วประมาณ ๒๐,๐๐๐ กว่าบาทต่อคนที่ทางบริษัทที่ต้องการแรงงาน จะต้องเสีย ถ้าบริษัทนี้ต้องการ ๑,๐๐๐ คน คูณ ๒๐,๐๐๐ บาท แล้วมันต้องเสียดอก ทุกเดือนนี่มันก็เป็นราคาสินค้าที่มันจะแพงขึ้นที่มาแข่งขันเขาไม่ได้ ที่ผมเสนอนี่เสนอให้ การเข้าถึงง่ายและควบคุมสะดวก อันนี้เฉพาะประเทศที่มีชายแดนติดกันนะครับ ถ้าไม่ติดกัน เวียดนามต้องตัดออกครับในส่วนนี้ เพราะถือว่าเป็นไปตามระบบที่ท่านกษิตว่า ผ่านสถานทูต อะไรต่าง ๆ เหมือนเราไปทํางานประเทศไต้หวัน ทํางานที่อื่นก็แล้วแต่ เป็นไปตามนั้น ทุกอย่างนะครับ แล้วลูกเต้าไม่ต้องเอาไปนะครับ ลูกเต้าเอามาไม่ได้ มาเฉพาะแรงงานเท่านั้น เมื่อท้องเมื่อไรต้องกลับ ทางประเทศสิงคโปร์อะไรต่าง ๆ ท้องนี่ให้เอากลับเลยครับ ไม่อย่างนั้นจะมีปัญหาเรื่องเด็กเกิดมาในประเทศไทย สัญชาติอะไรต่าง ๆ นี่มันยุ่งไปหมด นะครับในส่วนนี้ แต่นี่เราต่างคนต่างปิดกันไว้ สมัยเราต้องยอมรับว่าเราต้องพยายามเคลียร์ (Clear) ให้จบ ไม่ให้ลูกหลานมาด่านะครับในส่วนนี้ เพราะว่าปัญหาต่าง ๆ พวกที่รับผิดชอบ มีผลประโยชน์เป็นหมื่น ๆ ล้านนะครับ ผมก็เถียงกับกรรมาธิการในส่วนที่เป็น สปช. ในช่วงที่ ผมเป็น ก็มีบริษัทจัดหางานร่วมเข้ามาด้วยอยู่ ๒ คน คร่าว ๆ นะครับในส่วนนี้ ก็มีเอ็มโอยู (MOU) กันไป ใครจะมาทํางานที่ประเทศไทยต้องเสียฝั่งประเทศเพื่อนบ้านไป ๕,๐๐๐ บาท เสียทางเรา ๕,๐๐๐ บาท ๑๐,๐๐๐ บาทแล้วยังไม่ได้ทําอะไรเลย ต้องกลับเข้ามาถึง กระทรวงแรงงานแล้วไม่รู้เมื่อไรได้ ระบบประกันต่าง ๆ ผมก็เลยเห็นว่าง่ายที่สุดก็คือ โดยเฉพาะเราต้องการแล้ว แล้วก็ควบคุมตรวจสอบง่ายก็คือ เพียงแต่ว่าจุดผ่านแดนถาวร ที่เรามีรอบ ๆ บ้านใน ๓ ประเทศนี้ใช้หลักฐานอันแรก สมมุติยกตัวอย่างกัมพูชา ช่องจอมที่จังหวัดสุรินทร์ คือใครอยากจะมาทํางาน ตอนนี้เราก็ต้องมีกติการ่วมกันกับทาง ระหว่างประเทศว่า เราต้องการแรงงานกัมพูชาเท่าไร ทางพม่าเท่าไร ทางลาวเท่าไรในส่วนนี้ เราก็มียอดมาแต่ละปี อันนี้เรื่องของกระทรวงแรงงานที่ต้องศึกษาจากกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงอะไร ก็แล้วแต่ กระทรวงมหาดไทยที่จะต้องการในส่วนนี้อันนี้ก็เป็นยอดไป แล้วถ้ายังอยู่ในยอดนี้ ก็สมมุติว่ายกตัวอย่างที่ช่องจอมสุรินทร์นะครับ ทาง ตม. ของกัมพูชาใครอยากจะมาทํางาน ที่มันอยู่ใกล้ทางสุรินทร์หรืออยากเข้าในประเทศไทยก็แล้วแต่ ก็มายื่นหลักฐานประชาชน กับ ตม. ของกัมพูชานะครับ เพื่อจะให้เขาพิสูจน์สัญชาติว่าอันนี้เป็นคนของเขา เขามี บัตรประชาชนเขาถูกต้อง ถ้าไม่มีบัตรประชาชนยังไม่ต้องพูดถึงนะครับ อันนี้เอากรณี บัตรประชาชนของประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ติดชายแดนเราก่อนนะครับ แล้ว ตม. กัมพูชา ก็มาส่งให้ ตม. ไทยนะครับ ตม. ไทยก็มาตรวจสอบอีกทีอันนี้เป็นการตรวจสอบ ๒ ชั้น แล้วอันนี้เข้าถึงง่าย ตม. ไทยก็พามาที่โรงพยาบาลอําเภอกาบเชิงที่ใกล้ที่สุดที่ด่านชายแดนนั้น มาตรวจโรคนะครับว่าอยู่ในโรคที่เราต้องห้ามหรือเปล่า ถ้าไม่ต้องห้าม ตม. ไทยก็พามาที่ ทะเบียนราษฎร์ของอําเภอกาบเชิง สํานักงานทะเบียนราษฎร์ ทะเบียนราษฎร์ก็เอาบัตรประชาชน ของกัมพูชาเก็บไว้ที่อําเภอกาบเชิง แล้วทําบัตรใหม่ให้ เอาบัตรเหมือนกัน ใช้หลักฐานของ คอมพิวเตอร์ ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (Super Computer) ของกระทรวงมหาดไทยเลยเป็นการ ผสมผสานกันในส่วนนี้ เพราะว่าซูเปอร์คอมพิวเตอร์ (Super Computer) มหาดไทยที่ผม เช็ก (Check) นี่เขาซื้อมาได้ ๑๐๐ ล้านคน ปัจจุบันเรามี ๖๕ ล้านคน ก็ยังไม่เพิ่มขึ้นมาเป็น ๑๐ ปีแล้ว แรงงานไทยไม่เกิน ๑๐ ล้านคน แรงงานต่างชาติที่เข้ามานะครับ เพราะฉะนั้น ก็จะไปทําบัตรประชาชนที่อยู่ได้ครั้งละ ๓ ปี แล้วก็ไปอยู่ในจุดที่เตรียมคล้าย ๆ เป็นสถานที่ ที่รอรับคนมารับไปทํางานนะครับในส่วนนี้ เพราะฉะนั้นแต่ละจุดเข้าถึงภายในใช้เงิน ๓,๐๐๐ บาทต่อคนต่อ ๓ ปีครับ คือปัจจุบันนี้มันจะหลายหมื่นแล้วทุกเดือนก็ต้องจ่าย เดือนละ ๑,๐๐๐ บาทต่อหัว ถ้าที่ภาพรวมเท่าที่ข้อเท็จจริงตามนั้นนะครับ ก็คือ ตม. กัมพูชา ที่ตรวจพิสูจน์สัญชาติได้ ๕๐๐ บาท ตม. ไทย ๕๐๐ บาท โรงพยาบาลที่ตรวจสุขภาพได้ ๑,๐๐๐ บาทเป็น ๒,๐๐๐ บาทแล้วนะครับ แล้วค่าบัตรประชาชน บัตรแรงงานทํางาน ต่างชาติคือหมายถึงว่าอาจจะแบ่งเป็นเขมรอาจจะสีแดง ลาวอาจจะสีเขียว พม่าสีเหลือง ของไทยสีฟ้าที่เราใช้กันอยู่ แล้วทุกอย่างเหมือนกันในส่วนนี้อยู่ในนั้น แล้วก็แรงงานจังหวัด ที่สุรินทร์ก็ได้ ๕๐๐ บาท คือเป็นการส่งข้อมูลประสานกับทางกระทรวงแรงงานของตัวเอง คือ ๓,๐๐๐ บาทนี่จบ ใครจะไปรับที่อําเภอกาบเชิงก็รับไปอยู่ได้ทุกแห่งในประเทศไทย จะลงบก ลงทะเล ได้หมดนะครับ เมื่อใครสมมุติว่าท่านกษิตรับไปอยู่บ้านท่าน ท่านก็จะดูว่า อยู่ใน ๓ ปีหรือเปล่า มันจะมีวันหมดอายุอะไรต่าง ๆ ในส่วนนี้ถ้าอยู่ปุ๊บภายใน ๗ วัน ท่านกษิตต้องย้ายสํามะโนครัวเอารายชื่อนี้เข้าไปเป็นผู้อยู่อาศัยที่ทะเบียนบ้านท่านนะครับ ก็จะเช็ก (Check) ได้หมดเลยว่าอยู่ที่ไหนนะครับ โรงงานเหมือนกันใครมีโรงงานก็จะย้ายเข้า โรงงานนั้นภายใน ๗ วัน เพราะคนไทยนี่ ๑๕ วัน อันนี้ ๗ วันนะครับ เมื่อเขาทํางานไปยังไม่ครบ ถึงปีหรือจะย้ายไปตอนไหนก็แล้วแต่ ถ้าจะย้ายโรงงานนั้นหรือบุคคลบ้านนั้นต้องย้ายออก ภายใน ๑ วัน วันที่เขาย้ายออกไปเพราะเดี๋ยวมันมีปัญหาในระหว่างทางในส่วนนี้ก็เป็น การตรวจสอบ เหมือนปัจจุบันตํารวจจับโจรผู้ร้ายก็ใช้อันนี้ละครับตรวจสอบ เพราะฉะนั้น จะไปตัดปัญหาเรื่องไอยูยู (IUU) ทางทะเลอะไรต่าง ๆ หมดเลยผมเรียนยืนยัน คนมัน ลงทะเลไม่เป็นมันคงไม่ลงไปหรอก แต่ทีนี้เราไปแบ่งว่าทางบก ทางทะเล เพราะฉะนั้น มีปัญหาอยู่ ตอนผมอยู่กรรมาธิการ สปช. คือทางทะเลมาเยอะ สมมุติว่าประมง ลํานี้ต้องใช้ ๑๑ คน เขาหาคนที่กระทรวงแรงงานเขียนมาให้แล้วว่าเป็นแรงงานประมงได้ ๑๑ คน พออีกอาทิตย์หนึ่งจะออกมันหายไป ๒ คน ก็ไปเอาแรงงานบนบกเข้ามา ๒ คน เพราะว่าปกติถ้าไม่ครบ ๑๑ คน มันไม่สามารถจะทํางานได้ครบวงจรคือมันต้องคนโน้นจับโน่น จับนี่อะไรต่าง ๆ ในส่วนนี้ ปรากฏว่าทางเจ้าหน้าที่เราก็ตามจับเขาจับเขาปรับ เขาอะไรต่าง ๆ จนล้มละลายกันเยอะแยะ อันนี้ผมจะแก้ปัญหาง่าย ๆ ในส่วนนี้เพราะฉะนั้นเมื่อเข้ามาระบบ แบบนี้ปุ๊บ ภาษี ประกันสังคม ประกันสุขภาพ เราก็เก็บตามนั้นหมดนะครับ แล้วในส่วนที่ ถ้าโรงงานไหนที่มีเกิน ๑๐ คน ต้องทําที่อยู่อาศัยให้เขา แต่ให้เช่านะครับ ค่าเช่าก็ตามพื้นที่ อาจจะ ๑,๐๐๐ บาท ๒,๐๐๐ บาทก็แล้วแต่ อัดกันอยู่กี่คนก็แล้วแต่ มันเป็นการง่ายต่อ การตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ ถ้าทําแบบนี้ได้ ผมยืนยันว่าเข้าถึงง่ายแล้วตัดปัญหาทุกอย่างนะครับ โดยเฉพาะประเทศ ที่ชายแดนติดครับ แต่ถ้าประเทศนอกจากนั้นก็ทําตามระบบที่ท่านกษิตว่านะครับ ผมเรียนยืนยันว่าถ้าทําแบบนี้ง่ายรัฐบาลไม่ต้องเสียเงินอะไรเลยนะครับ เพราะฉะนั้นสมมุติว่า โรงงานนี้มีแรงงานอยู่ ๕๐๐ คน ๕๐๐ คนเป็นแรงงานต่างด้าวเสีย ๔๐๐ คน เพราะฉะนั้น ถ้าเขาเข้าไปถึงง่าย เงินที่เขาต้องเสียรายเดือน ๔๐๐ คนต่อ ๑,๐๐๐ บาทที่เจ้าหน้าที่จะไป แอบเก็บเขาทั่ว ๆ ไป หน่วยงานละ ๕๐๐ บาทที่ผมทราบ ก็จะหายไปเลย งานนี้ต้องทํา ๖ เดือนเสร็จ คือ ๔๐๐ คูณ ๑,๐๐๐ คูณ ๖ อันนี้เป็นทุนของสินค้าที่เราจะส่งออก ถ้าอันนี้ หายไปเลยสินค้าเราก็จะส่งออกได้รวดเร็ว คนก็สั่งเยอะ รัฐบาลจะได้กลับคืนทางภาษี ทางภาษีมหาศาลแล้วเราก็จะสามารถตรวจสอบได้ สหรัฐอเมริกา ยุโรปจะบอกว่าใช้แรงงานเด็ก ไหนคุณบอกชื่อมา กดปึ้งคอมพิวเตอร์ของกระทรวงมหาดไทยรู้เลยว่าอยู่บ้านใคร อยู่บ้าน ท่านกษิต ท่านกษิตใช้แรงงานเด็กหรือไม่ ถ้าใช้แรงงานเด็ก ท่านกษิตก็ส่งไปติดคุกก็แค่นั้น รัฐบาลก็ไม่ต้องรับผิดชอบ เจ้าของบ้านคนนั้นต้องรับผิดชอบในส่วนนี้ คือทําให้ง่ายคือ ผมชอบคิดต่างแล้วง่าย ๆ ในส่วนนี้ แล้วก็ได้นําเรียนทางคณะกรรมาธิการว่าอันนี้เป็น ประโยชน์เรื่องความมั่นคงจริง ๆ นะครับ แล้วเราจะทําได้ถ้าเราไม่แก้จุดนี้ประเทศไทย เดี๋ยวนี้ต้องยอมรับว่ามีทั้งคนดีและคนไม่ดีเข้ามามหาศาลหมดเลย แต่เพราะเจ้าหน้าที่ของรัฐ อันดับแรกข้อเสียของเราคือพูดภาษาอังกฤษไม่เป็น เมื่อคุยกันไม่รู้เรื่อง มึงก็ไปอยู่ที่ไหนก็ได้ นะครับ นอกจากประเทศเขาตามมาซึ่งมาจับได้ ที่มันอยู่กันเต็มไปหมดนี่ ไม่รู้อะไรเป็นอะไร แล้วถ้าสุดท้ายแล้ว ขออนุญาตต่ออีกนิดหนึ่งครับ มันเกิดขึ้นมาแล้วทั้งหมดเป็นทหาร เป็นแสนคนขึ้นมามีอาวุธก็แล้วแต่ ถ้าเราไม่รีบทําอะไรพวกนี้ คือเขาก็ไม่ต้องมีปืนหรอกครับ คน ๔,๐๐๐,๐๐๐-๕,๐๐๐,๐๐๐ คน ไม่จดทะเบียน อยู่ ๆ ไม่รู้ตัวเองอยู่บ้านใครบ้าง คือมีกระบอง คนละอันเราก็ลําบากแล้วไม่ต้องมีปืนหรอกนะครับ ก็อยากจะเห็นว่าถ้ายังมีไลน์ (Line) บางคน พวกนี้มาขยันขันแข็งตั้งร้านค้าอะไรเองต่าง ๆ ให้สินบาทคาดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐ ต่อไปโรค ไลน์ (Line) ขี้เกียจ วันหนึ่งก็เปิดแต่ไลน์ (Line) ต่าง ๆ ไม่ทํางาน ต่อไปเป็นลูกจ้างทั้งหมด ประเทศเราจะถูกยึดโดยปริยายครับ รุ่นเราเป็นรุ่นปู่ย่าตายายไม่คิดให้เด็กไว้ในตอนนี้ อย่าทําอะไรให้มันยากครับ ทําง่าย ๆ อย่างนี้ผมยืนยันว่ากลับไปได้ แล้วเขาก็ไม่มีการที่จะ มาอยู่ในโซน (Zone) เพราะถ้าภาพรวมผมจําไม่ผิดเมื่อเกือบ ๑๐ ปีที่แล้วมาเลเซียเขาส่ง แรงงานที่ผิดกฎหมายทั้งหมดกลับก่อนเลยครับ ยอมขาดทุนช่วงหนึ่งเขาปรับสภาพอันหนึ่ง เข้ามาถูกต้องตามนี้เลย คือเพื่อจะสามารถให้เขาได้เห็นเรื่องความมั่นคงว่าใครมาอย่างไร อยู่บ้านใครบ้างในส่วนนี้ แล้วก็เข้าถูกต้องแล้วกลับเมื่อครบ ๓ ปีกลับไปวันหนึ่ง ถ้ากลับแล้ว กลับมาอีกวันหนึ่งก็ทําตามขั้นตอนแบบนี้อีก แล้วเพราะฉะนั้นระบบคอมพิวเตอร์มันเช็ก (Check) ได้หมดครับว่าอยู่ที่ไหนนะครับ ก็คงจะมีเรื่องเรียนเพิ่มเติมให้ทราบในส่วนที่ เกี่ยวข้องครับ ต้องกราบขอบคุณคณะกรรมาธิการคณะนี้เป็นอย่างยิ่งนะครับที่ได้ต่อยอด แต่ทีนี้ผมว่ามันอาจจะต้องแก้กฎหมายอีกหลายฉบับ แต่ว่าภาพรวมวัตถุประสงค์การดํารง ความมุ่งหมายต้องการกํากับดูแลคนต่างชาติที่อยู่ในบ้านเรา อยู่กันรู้ว่าอยู่ที่ไหนปัญหา อาชญากรรมในอนาคตก็จะไม่มีนะครับ ขอบคุณมากครับ
เหลืออีก ๓ ท่านที่แสดงความจํานงในการอภิปรายนะครับ มีท่านอนุสิษฐ ท่านเลิศรัตน์ ท่านสุวิระ ขอเชิญท่านอนุสิษฐ คุณากร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคง แห่งชาติครับ
ขอบพระคุณครับท่านประธาน ผม อนุสิษฐ คุณากร สปท. ๑๘๓ ครับ ขออนุญาตกราบเรียนสนับสนุนคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านสังคม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศครับ การที่ผมเรียนสนับสนุนนั้นผมคิดว่า ขอบเขตของการจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติ ๓ สัญชาตินั้นเป็นเรื่องที่มีความสําคัญมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้นประเด็นของการ จดทะเบียนที่อยู่ ณ จุดผ่านแดนถาวรนั้นก็เป็นกระบวนการที่เข้าเมืองโดยชอบนะครับ สิ่งที่สําคัญครับประเทศต้นทางที่จะร่วมมือกับเรานั้นมีความพร้อมแค่ไหน อย่างไร เราออกแบบระบบในเรื่องของการจดทะเบียนไว้ว่า การเข้าเมืองโดยชอบ จํานวนตัวเลข ของแรงงานที่เข้ามาทํางานกับเราโดยชอบนั้น ๓,๘๐๐,๐๐๐ คน สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มันเป็น การเปลี่ยนแปลง มีตัวแปรค่อนข้างมากทีเดียว บางปีก็ลดลง บางปีก็เพิ่มขึ้น กระบวนการ บริเวณชายแดน ต้องยอมรับครับว่ามีการหาเศษหาเลย มีการเป็นนายหน้าหาหัวคิวในเรื่อง ของการนําพาไปจดทะเบียน จนถึงขั้นมีการก่อให้เกิดอาชญากรรมที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดน ที่เกี่ยวข้องกับแรงงานต่างด้าวเหล่านี้ตลอดเวลานะครับ สิ่งที่สําคัญครับ คณะกรรมาธิการ ได้พูดถึงผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ผมคิดว่าการจดทะเบียนแรงงานที่ด่าน ผ่านแดนถาวรนั้นอาจจะตอบโจทย์นั้นไม่ได้ ที่ตอบโจทย์ได้ก็คือทําอย่างไรในการจดทะเบียน ณ จุดผ่านแดนถาวรให้คน ๓ สัญชาติเหล่านั้นเข้ามาโดยชอบเท่านั้น ผู้ที่เข้ามาโดยชอบเท่านั้น ไม่ได้เป็นประเด็นที่จะทําให้ปัญหาหรือผลกระทบต่อความมั่นคงนั้นลดน้อยลงหรือหมดสิ้นลงไป ที่ผมขออนุญาตกราบเรียนในเรื่องนี้เพื่อเป็นการสะท้อนให้ทางคณะกรรมาธิการได้ห่วงใย และอาจจะมีประเด็นอื่น ๆ ที่จะต้องนําเสนอต่อการปฏิรูปประเทศในมิติในเรื่องของแรงงาน ๓ สัญชาติในโอกาสต่อไปครับ เรื่องเหล่านี้ครับ สิ่งที่สําคัญควรจะเป็นบทบาทของใครในการ ทําหน้าที่นี้ แล้วบทบาทนั้นไม่ใช่แค่เพียงเรื่องการจดทะเบียนเท่านั้นครับ ยังมีตัวแรงงาน ที่อยู่ในประเทศไทยอีก ๑,๐๐๐,๐๐๐-๒,๐๐๐,๐๐๐ คน ที่เป็นคนที่ผิดกฎหมายผมทราบดี ครับว่าท่านพยายามที่จะทําให้งานตรงนี้สามารถทํางานได้อย่างต่อเนื่องแล้วก็มีการจัดการ ที่เป็นระบบนะครับ โดยกระบวนการจดทะเบียนเป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น ส่วนแรงงานที่ไม่ได้ จดทะเบียน รวมทั้งผู้ติดตาม ซึ่งขณะนี้ลูกหลานของเขาต้องเรียนว่ากําลังเติบโตครับ กําลัง อยู่ในชั้นมัธยมศึกษา กําลังจะเข้าอุดมศึกษา ความต้องการในเรื่องของการจดทะเบียน มีหลายท่านพูดครับว่า เรามีความต้องการแรงงานเพียงพอแค่ไหนอย่างไร จริง ๆ แล้วทาง ทีดีอาร์ไอ (TDRI) ได้เคยประเมินได้เคยวิเคราะห์สภาพความต้องการของประเทศในแรงงาน สายอาชีพต่าง ๆ แต่ละสาขา แต่ความต้องการนั้นไม่ได้ตอบสนอง เพราะว่าการบริหาร จัดการภาครัฐเองมีข้อจํากัดครับผมเรียนว่ามีข้อจํากัดอย่างไร ผมขออนุญาตสรุปเป็น ประเด็นที่ทางกรรมาธิการน่าจะได้นําเรื่องนี้ไปขยายผลต่อได้นะครับ
ประเด็นในเรื่องของสิ่งแวดล้อมในการบริหารแรงงานของประเทศนั้น มีข้อจํากัดอย่างมากครับ สํานักงานตรวจคนเข้าเมืองขออนุญาตที่นําหน่วยของท่านมาพูดถึง นะครับ มีพื้นที่ต้องกักสําหรับผู้หลบหนีเข้าเมือง ๑๑ แห่งทั่วประเทศไทย รองรับคนได้ ไม่เกิน ๕,๐๐๐ คนครับ ฉะนั้นประเด็นก็จะมีคําถามที่พูดกันอยู่เสมอว่า จะให้ สตม. จับคน ที่ผิดกฎหมายทั้งประเทศไหม จับไม่ได้ครับ เมื่อไรก็แล้วแต่ถ้าตํารวจจับแรงงานหลบหนี เข้าเมืองมากยิ่งขึ้นเท่าไร ตํารวจเหล่านั้นจะถูกตําหนิด้วยระบบบริหารจัดการที่มีจุดอ่อน เราไม่มีห้องกักที่จะดูแลคนเหล่านี้ เราไม่มีห้องขังที่จะรับคนเหล่านี้เข้ามาอยู่ในระบบ ของการดูแลเพื่อจะรอการส่งกลับตาม พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ. ๒๕๒๒ ได้ อันนี้คือ สิ่งแวดล้อมที่ไม่ได้เอื้อประโยชน์ต่อการแก้ไขปัญหา ค่าเบี้ยเลี้ยง งบประมาณที่หน่วยงาน ได้รับมีข้อจํากัดครับ เรายังฝากสํานักงานตรวจคนเข้าเมืองไว้ในสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ในขณะที่การดูแลบริเวณชายแดนนั้นกลายเป็นเรื่องใหญ่ในระยะยาว ในอนาคตของประเทศ อันนี้เป็นสิ่งแวดล้อมประการแรกครับ
สิ่งแวดล้อมประการที่ ๒ ในตัวกฎหมายของประเทศเอง ตัวแรงงานหลบหนี เข้าเมืองที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายแล้ว เมื่อมีการเปลี่ยนเจ้านาย เมื่อมีการเปลี่ยน สถานที่ประกอบการของแรงงานเหล่านั้น จะกลายเป็นบุคคลที่ผิดกฎหมายทันที ประเด็น ที่เกิดขึ้นคือเมื่อจดทะเบียนเสร็จมีการเคลื่อนย้ายแรงงาน มีการเปลี่ยนแปลงแรงงาน ภาครัฐ ทําอะไรกับเขาครับ ผมคิดว่าแค่จดทะเบียนไม่พอครับ คนเหล่านี้จะกลายเป็นคนหลบหนี เข้าเมือง แล้วผู้หลบหนีเข้าเมืองที่ผิดกฎหมายรัฐบาลเราจะทําอะไรกับเขาต่อ ก็ต้องปล่อยให้ เขาเป็นผู้หลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมายต่อไป จนมีการจดทะเบียนครั้งใหม่เราก็จะย้อนกลับมา จดทะเบียนอย่างนี้อีกครับ สํานักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติเคยเสนอนะครับว่า ในเรื่องของ การจดทะเบียนปีต่อปีนั้นไม่ได้แก้ไขปัญหาครับ มีแต่ทําให้ปัญหาต่าง ๆ สะสมเกิดขึ้น แน่นอนครับในการจดทะเบียนในครั้งนี้สําหรับผู้ที่เข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมาย ท่านพูดถึง การจดทะเบียนได้ตลอดเวลา อันนี้เป็นประเด็นที่มีประโยชน์อย่างยิ่งครับ แล้วแรงงานที่ ผิดกฎหมายที่อยู่ในประเทศไทย หรือแรงงานที่จดทะเบียนถูกกฎหมายแล้วไปปฏิบัติการ จนทําให้ตัวเองเป็นคนที่ผิดกฎหมาย เขาจะมีช่องทางอย่างไรในการที่จะเข้ามาสู่กระบวนการ ในเรื่องของการจดทะเบียนให้ถูกต้องตามกฎหมาย เรื่องนี้ก็เป็นประเด็นที่ผมคิดว่าเป็น สิ่งแวดล้อมอีกประการหนึ่งที่จะต้องนํามาคํานึงนะครับ
ประการที่ ๓ ผู้ประกอบการ ปัจจุบันผู้ประกอบการรับผิดชอบอะไรกับเรื่อง เหล่านี้ มีข้อบังคับของกฎหมาย มีบทบัญญัติของกฎหมายที่ลงโทษคนเหล่านี้แค่ไหน อย่างไร ผมคิดว่าเราปล่อยให้สังคมเรามันเกิดความเห็นแก่ตัวครับ แล้วทําให้สังคมส่วนใหญ่ของ ประเทศต้องมารองรับผลกระทบจากความเสียหายที่เกิดขึ้นจากแรงงานหลบหนีเข้าเมือง เรากําลังปล่อยเรื่องเหล่านั้นให้มันเติบโตขึ้น อันนั้นหมายความว่าผมไม่ได้มีเจตนาไปรังเกียจ ผู้ที่ช่วยสร้างชาติบ้านเมืองให้กับประเทศไทยตั้งแต่ยุคของวิกฤติเมื่อปี ๒๕๔๐ จนถึงปัจจุบัน ตัวแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองเหล่านี้เข้ามาทําคุณประโยชน์ แต่ในขณะเดียวกัน เขาไม่ได้รับการตอบสนองหรือไม่ได้รับการดูแลเท่าที่ควร เพราะระบบของเราหรือสิ่งแวดล้อม ของเราไม่เอื้อประโยชน์ เรามานั่งทะเลาะกันเองในเรื่องของสิทธิมนุษยชน ฝ่ายสิทธิมนุษยชน ก็ดูแลเรื่องสิทธิมนุษยชนอย่างเต็มที่ ฝ่ายรัฐเองถ้าไปบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่ก็กลายเป็น ถูกตําหนิโดยสิทธิมนุษยชน ผมเคยเรียนต่อสภาแห่งนี้ในหลาย ๆ ยุค หลาย ๆ รัฐบาลครับว่า ในขณะนี้ข้าราชการของเราเกือบทุกคนละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ครับ โดยเฉพาะเอาเรื่อง แรงงานมาเป็นโจทย์ว่ามีแรงงานหลบหนีเข้าเมืองอยู่ทุกจังหวัด อยู่ทุกอําเภอ แต่ไม่สามารถ บริหารจัดการได้ อันนี้จะโทษท่านใดคงไม่ได้ เพราะว่าในเชิงของนโยบาย ในเชิงของปฏิรูป ประเทศนั้นมีความจําเป็นที่จะต้องมีการทบทวนให้ครบถ้วนครับ
และประการสุดท้าย ในเรื่องของความรับผิดชอบของหน่วยงานขององค์กร ต่าง ๆ นั้น ขณะนี้หน่วยงานใดต้องรับผิดชอบในระดับนโยบาย แน่นอนครับ มี คสช. มีการ จัดตั้งองค์กรในเรื่องของการดูแลแรงงานในรัฐบาลยุคนี้ครับ ในยุคต่อ ๆ ไปส่วนภูมิภาค จะต้องดูแลอย่างไรครับ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขณะนี้ไม่มีภารกิจในการที่จะเข้าไปดูแล คนเหล่านี้ แต่เราคาดหวังว่าเขาควรจะต้องดู แต่แน่นอนครับระบบของการเปลี่ยนแปลง กติกาในเรื่องของการบริหารจัดการเรื่องนี้ต้องทําอย่างครบถ้วน แล้วก็ต้องทําภายใต้ การรักษาผลประโยชน์ของชาติเป็นหลักครับ
สุดท้ายครับ ประเด็นของการจดทะเบียนในครั้งนี้ผมคิดว่าจะเป็นจุดเริ่มต้น ส่วนหนึ่งที่จะทําให้กระบวนการบริหารจัดการแรงงานต่างด้าวให้ถูกกฎหมาย แต่ในขณะเดียวกัน ผมขอเสนอในประเด็นในเรื่องของแรงงานหลบหนีเข้าเมืองที่ผิดกฎหมายนั้นเป็นสาระสําคัญยิ่ง แล้วก็เป็นฐานความมั่นคงของประเทศทั้งทางด้านเศรษฐกิจ ทั้งทางด้านสังคม และในอนาคต คนเหล่านี้ผมเชื่อว่าอาจจะต้องกลายมาเป็นคนไทยในระยะเวลาต่อมา เหมือนกับพ่อแม่ พี่น้องเราสมัยยุคที่เข้ามาในช่วงของอพยพเคลื่อนย้ายจากประเทศจีนลงมาในประเทศไทย ขอบพระคุณครับ
ต่อไปขอเชิญ พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานกรรมการบริหารสถาบัน คุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมการยกร่าง รัฐธรรมนูญ และอดีตสมาชิกวุฒิสภาครับ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณ ท่านประธานที่ได้กรุณาให้โอกาส ที่จริงตอนแรกก็ไม่ได้ส่งชื่ออภิปรายนะครับ ยังไม่ได้ฟัง การเสนอของกรรมาธิการแล้วก็ข้อคิดเห็นของเพื่อนสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หลาย ๆ ท่าน ก็จึงอยากจะอภิปรายเพื่อให้ข้อคิดเห็นบางประการต่อคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคมที่ได้เสนอแผนการปฏิรูประบบการบริหารจัดการ แรงงานข้ามชาติ เรื่อง การจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติ ณ จุดผ่านแดนถาวร เข้าสู่ระบบ ผมขอเรียนว่าเห็นด้วยแล้วก็สนับสนุนการดําเนินการที่คณะกรรมาธิการได้เสนออย่างไม่มี เงื่อนไขนะครับ เพราะว่าเท่าที่กรรมาธิการได้เรียนชี้แจงต่อที่ประชุมถึงปัญหาแรงงาน ข้ามชาติหรือแรงงานจากประเทศต่าง ๆ ที่มาทํางานในประเทศไทยนั้น ก็มีข้อมูลที่ชัดเจน ทั้งปริมาณ ทั้งความผิดเพี้ยนในเรื่องของกระบวนการต่าง ๆ ความไม่ชอบด้วยกฎหมาย และปัญหาสังคมที่ตามมากับประเทศเรา ภาระที่เราต้องแบกในทุก ๆ ด้าน ผมเคยดํารง ตําแหน่งเป็นเสนาธิการทหารมีหน้าที่รับผิดชอบในการที่จะดําเนินการกับการข้ามชายแดน โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย คือดีล (Deal) กับปัญหาแรงงานที่เข้ามาไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ได้ มีการจัดตั้งหน่วยต่าง ๆ แทบจะเรียกว่ารอบประเทศประกอบด้วยกําลังทหาร ตํารวจ และ ข้าราชการทุกฝ่าย รวมถึงข้าราชการในท้องถิ่นด้วยเพื่อที่จะป้องกันไม่ให้มีการเข้าเมือง โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่จะเข้ามาทํางานได้เห็นภาพของกระบวนการ ค้ามนุษย์ที่นําแรงงานที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นแรงงานเด็ก แรงงานสตรี ทั้งที่ แอบแฝงเข้ามาเพื่อทํางานที่ผิดกฎหมาย มีหลายครั้งที่เราได้ผลักดันออกไปเพราะ ต้องยอมรับว่าการเข้ามาของแรงงานเหล่านั้น เขาไม่ได้เดินเข้ามาเองโดยตัวเขา มันเป็น กระบวนการ จะเรียกว่ากระบวนการค้ามนุษย์ที่เราเห็นกัน หรือดําเนินการในการแก้ไข ปัญหากันอยู่ต่อเนื่องก็คงจะไม่ผิด ฉะนั้นเมื่อเขาเข้ามาเป็นหมู่เป็นก้อน พอเราจับได้ บางครั้ง บางคราวเราก็พยายามผลักดัน การผลักดันก็ได้ผลน้อย เราผลักออกไปจากจุดนี้ เขาก็จะ กลับมาอีกจุดหนึ่ง ฉะนั้นส่วนใหญ่ก็จนกระทั่งเล็ดลอดเข้ามาสู่ส่วนกลางของประเทศ หรือไปสู่ที่หมายที่เขากําหนดไว้โดยผู้ที่นําเข้ามาได้ การเสนอแนะเพื่อแก้ไขปัญหาในครั้งนี้ ต้องเรียนว่าเราได้พูดคุยกันในที่ประชุมของกรรมาธิการประสานงานแล้ว หรือที่เราเรียกว่า วิป (Whip) ของ สปท. ไม่ใช่ยาสําเร็จรูป ไม่ใช่ยาเม็ดเดียวที่แก้ปัญหาแรงงานข้ามชาติ ทั้งกระบวนการ แต่เป็นหนึ่งในมาตรการที่จะทําให้ปัญหาแรงงานข้ามชาติที่เข้ามาโดย ไม่ถูกกฎหมายนั้นทุเลาเบาบางลง เราต้องเข้าใจตรงนี้ให้ตรงกัน อาจจะ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ มันก็เป็นประโยชน์ เราคงจะหวังเป็น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้ใน ๑ มาตรการ หรือในยา ๑ เม็ดนั้น ปัญหาแรงงานข้ามชาติของเราสะท้อนไปในหลาย ๆ ด้าน ที่ชัดเจนที่สุด ก็คือในเรื่องของปัญหาการประมง ที่เราได้รับใบเหลือง ที่เราเรียกว่าไอยูยู (IUU) จาก กลุ่มประเทศในอียู (EU) ยูโรเปียนคันทรี (European Country) ซึ่งเป็นปัญหาที่สําคัญยิ่ง จากการที่เจ้าหน้าที่ไปตรวจค้นเรือ ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ ลํา ก็พบแรงงานที่ผิดกฎหมาย เป็นจํานวนมากหลายพันคน ทําให้เรือต่าง ๆ ต้องหยุดวิ่งกันอยู่เป็นจํานวนหลายพันลํา ในขณะนี้ อันนั้นเป็นเรื่องที่สําคัญยิ่งที่ต่างชาติให้ความสําคัญต่อการแก้ไขปัญหาการประมง ของไทยนะครับ หรือเรียกปัญหาไอยูยู (IUU) มิฉะนั้นแล้วเราก็อาจจะข้ามจากใบเหลืองไปสู่ใบแดง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจได้ เพราะมีแรงงานเด็ก แรงงานสตรี ที่ไม่สมควรจะทํางานอยู่ในเรือประมงเป็นระยะเวลานาน ๆ เพราะฉะนั้นมาตรการต่าง ๆ ในการที่จะจดทะเบียนแรงงานต่างด้าว แรงงานจากประเทศ เพื่อนบ้านที่ชายแดน ถามว่าจะเกิดประโยชน์ไหม จะเกิดผลดีไหม ผมเชื่อว่าเกิดครับ อย่างน้อยก็เป็นการที่ทําให้แรงงานที่ผิดกฎหมายในเมืองในประเทศลดลงได้อย่างแน่นอน รวมถึงแรงงานที่ยังผิดกฎหมายอยู่ก็สามารถไปเข้ากระบวนการได้ มันก็เป็นการจัดระเบียบ ที่น่าจะเป็นประโยชน์ แทนที่จะต้องมารอการเปิดการจดทะเบียนหลาย ๆ ปีครั้งโดยมติ ของคณะรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นผมคิดว่าไม่มีข้อเสียอะไรที่เราจะดําเนินการตามที่ คณะกรรมาธิการเสนอ แล้วน่าจะนําไปสู่การแก้ปัญหาได้ เรากําลังเข้าสู่ความเป็นประเทศ ในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community) คงไม่ใช่เข้าสู่ เราได้ผ่าน มาแล้ว ๔ เดือนเศษนะครับ เมื่อมีมิติของเออีซี (AEC) เข้ามา มันจะเปลี่ยนรูปแบบของ รายงาน การเคลื่อนไหวเรื่องแรงงานไปมากเลยในอนาคตอีกไม่กี่ปีข้างหน้า มีการผ่อนปรน มีการผ่อนผัน มีการให้หลาย ๆ อาชีพสามารถเคลื่อนไหวไปทํางานในประเทศเพื่อนบ้านได้ ซึ่งในอีก ๔-๕ ปี ผมว่าเกือบทุกอาชีพสามารถที่จะเคลื่อนไหวไปทํางานในแต่ละประเทศได้ ในกลุ่ม ๑๐ ประเทศอาเซียน (ASEAN) นี้ ยกเว้นอาจจะเป็นอาชีพที่สงวนไว้ของแต่ละ ประเทศ อีกอย่างหนึ่งที่จะทําให้มิติของแรงงานเถื่อนนั้นลดลงก็คือ ความเจริญในประเทศ เพื่อนบ้านเรา ตอนนี้ไม่ว่าจะในประเทศพม่า ในประเทศเขมร ในประเทศลาว มีนิคม อุตสาหกรรมเกิดขึ้นมากมาย มีท่าเรือเกิดขึ้น มีการพัฒนาที่บางมิตินั้นรุดหน้าไปกว่า ชายแดนของไทยอีก เพราะฉะนั้นแรงงานต่าง ๆ ของเขาก็จะเริ่มกลับไปทํางานในประเทศเขา หรือไม่จําเป็นต้องข้ามชายแดนไปทํางานในประเทศไทยอีกต่อไป เพราะฉะนั้นก็เป็นอีก มิติหนึ่งที่เราจะต้องให้ความสําคัญเช่นเดียวกัน มีหลายอุตสาหกรรมในประเทศเริ่มตระหนัก ถึงความยากในการหาแรงงานทั้งประเทศไทยและต่างประเทศที่จะเข้าไปทํางานในโรงงานเขา ก็ต้องพึ่งพาโรบอต (Robot) พึ่งพาในเรื่องของเครื่องไม้เครื่องมือที่ทันสมัยเพิ่มมากขึ้น ผมจึง คิดว่าแนวทางที่กรรมาธิการเสนอนั้นน่าจะเกิดประโยชน์ในขั้นต้นต่อการแก้ไขปัญหาแรงงาน ข้ามชาติได้ การจัดระเบียบแรงงานข้ามชาติให้อยู่ในกรอบของกฎหมายเพิ่มมากขึ้น เพราะ ถ้าเขาเข้ามาโดยยังไม่จดทะเบียน บางทีเขาก็ไม่จดเลย บางทีเขาก็กลายเป็นแรงงานเถื่อน กลายเป็นไปทํางานที่ไม่เหมาะไม่สมผิดกฎหมาย
ประเด็นสุดท้าย ที่ผมอยากขอกราบเรียนคือ ผมเห็นในข้อ ๒.๒.๒. แนวทาง การแก้ไขปัญหา ท่านบอกว่า ให้เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบเรื่องการ ปรับปรุงกลไกการบริหารจัดการและคุ้มครองแรงงานข้ามชาติ โดยให้มีคณะกรรมการ ซึ่งมี รองนายกรัฐมนตรีได้รับมอบหมายเป็นประธาน และท่านก็มีรัฐมนตรีกับปลัดกระทรวง อีกเกือบ ๒๐ ตําแหน่ง แต่พอถึงเวลาในการเสนอวาระการปฏิรูป การขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ เรื่องนี้หายไปนะครับ ก็เลยสงสัยว่าข้อแนวทางการแก้ไขปัญหาของท่าน ท่านจะเอา หรือไม่เอา กรรมการชุดนี้ แต่ผมคิดว่าไม่จําเป็นหรอกครับ เพราะว่าในปัจจุบันนี้มีคณะกรรมการ ระดับชาติ กรรมการระดับกระทรวง กรรมการของกองทัพ กรรมการใน สมช. ที่ดีล (Deal) กับปัญหาแรงงานเถื่อน แรงงานข้ามชาติหลายคณะอยู่แล้ว แล้วก็มีประสิทธิภาพพอนะครับ เพียงแต่ว่าเมื่อคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบตามข้อเสนอของเราแล้ว กรรมการเหล่านั้น ก็จะไปพิจารณาแนวทางในการที่จะดําเนินการให้สอดคล้องกับมติ ครม. ใหม่ที่จะมี เพื่อให้ การจดทะเบียนแรงงานข้ามชาตินั้นมีประสิทธิภาพ แล้วก็ถูกต้องตามกฎหมาย แล้วก็ สามารถที่จะนําไปบังคับใช้ตามข้อห่วงใยของบรรดาเพื่อนสมาชิก ๕ ท่านแรกที่ได้อภิปราย ไปแล้ว ผมคิดว่ามีเหตุมีผล แล้วก็สามารถที่จะนําไปบังคับใช้ตามข้อห่วงใยของบรรดาเพื่อนสมาชิก ๕ ท่านแรกที่ได้อภิปราย ไปแล้ว ผมคิดว่ามีเหตุมีผล ซึ่งกรรมาธิการก็อาจจะทําเป็นข้อเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีได้ ก็ขอขอบพระคุณท่านประธานและกรรมาธิการที่ให้โอกาสในการอภิปรายครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณท่านเลิศรัตน์นะครับ รักษาเวลาได้ยอดเยี่ยมมาก ต่อไปจะเป็นสมาชิก ท่านสุดท้ายนะครับ ผมจะเริ่มส่งสัญญาณการลงมติไปยังห้องประชุมต่าง ๆ ใน ๓ อาคารของ รัฐสภานะครับ ขอเชิญท่าน พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจ แห่งชาติครับ
พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา : เรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน ผม พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ สมาชิกลําดับที่ ๑๗๖ และอดีตเคยเป็นผู้บังคับการ ตํารวจภูธรจังหวัดตราดและจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งมีปัญหาเรื่องแรงงานต่างด้าว แล้วก็ เกี่ยวข้องกับแรงงานต่างด้าวมา วันนี้ผมดีใจมากครับที่สิ่งที่ผมเคยคิดจะทําแล้วก็เคยลงมือทํา เบื้องต้นแต่ไม่สําเร็จเมื่อครั้งเป็นผู้บังคับการตํารวจภูธรจังหวัดตราดเมื่อปี ๒๕๔๖ ครับ แต่วันนี้ทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคมได้เสนอเรื่องนี้มา แล้วก็สิ่งที่ท่านเสนอมานี้นะครับผมอ่านในรายละเอียดที่นําเสนอมาทั้งหมด รวมตลอดถึง เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ที่ท่านนําเสนอนั้นถือว่าท่านได้ทําการวิเคราะห์ถึงปัญหา รากเหง้าที่แท้จริงของเรื่องแรงงานต่างด้าวได้อย่างดีนะครับ และเสนอแนวทางแก้ไข ได้อย่างถูกต้องแล้วก็ตรงประเด็นด้วยนะครับ ผมจะขอนําเสนอเพิ่มเติมเพื่อให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น นะครับ โดยผมจะนําเสนอในประเด็นต่าง ๆ ดังต่อไปนี้นะครับ ประเด็นแรกจะพูดถึงเรื่อง ความสําคัญของแรงงานต่างด้าว ประเด็นที่ ๒ พูดถึงเรื่องสถานการณ์ของแรงงานต่างด้าว ในปัจจุบันและในอนาคต ประเด็นที่ ๓ จะพูดถึงเรื่องในอดีตที่ผ่านมา มาตรการเรื่องความ มั่นคง ทําให้เกิดความมั่นคงหรือไม่มั่นคงกันแน่ และประเด็นที่ ๔ ขอเสนอแนะแนวทางเพื่อ เพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดในการบริหารการจัดการแรงงานต่างด้าวดังนี้นะครับ
ในประเด็นแรกนี้นะครับความสําคัญของแรงงานต่างด้าว ทุกท่านคงทราบแล้ว นะครับว่าผมมั่นใจว่าทุกท่านที่อยู่ในห้องนี้จํานวนหลายท่านครับมีแรงงานต่างด้าวอยู่ในบ้าน แล้วก็ผมมั่นใจครับว่าในชีวิตประจําวันของท่านคงไม่มีใครที่ไม่ได้ใช้บริการแรงงานต่างด้าว ในประเทศไทย ท่านไปร้านอาหารเดี๋ยวนี้ก็เจอแรงงานต่างด้าวครับ ท่านตื่นนอนมานะครับ ก็อาจจะเจอการบริการของแรงงานต่างด้าวที่บ้านก็ได้นะครับ คนงานในบ้านของท่าน พอไป ร้านอาหารก็เจอครับบริกรในร้านอาหาร รถของท่านจะซ่อม ไปอู่ซ่อมก็เจอครับ ไม่ว่าท่านจะ ไปไหนเจอหมดครับ และขอเรียนนะครับว่าแรงงานต่างด้าวนั้นในปัจจุบันนี้ถ้าไม่มีแรงงาน ต่างด้าว เศรษฐกิจไทยอัมพาตแน่ครับ อาคารใหญ่ ๆ ปัจจุบันนี้ทุกอาคารครับล้วนต้องใช้ แรงงานต่างด้าว อาหารที่ท่านทานถ้าไม่มีแรงงานต่างด้าวในเรือประมงเราคงไม่มีปลาทะเล สด ๆ ทานกัน ท่านทราบไหมครับว่าแรงงานต่างด้าวนั้นต่างประเทศเขาปฏิบัติกันอย่างไร ผมขอนําเรื่องจริงมานะครับ ผมไปประชุมตํารวจอาเซียน (ASEAN) เราเคยขอความร่วมมือ ประเทศเพื่อนบ้านเราบางประเทศขอให้ช่วยตรวจสอบทําประวัติแรงงานต่างด้าวที่เข้ามา จากประเทศเพื่อนบ้านอีกประเทศอื่น ๆ ท่านทราบไหมครับว่าทางการตํารวจเขาตอบว่า อย่างไร เขาบอกว่าเขาจะไปยุ่งเกี่ยวกับแรงงานต่างด้าวเฉพาะแรงงานต่างด้าวที่ทํางาน ในสถานบริการอยู่ในเมืองเท่านั้น ส่วนที่ทํางานการเกษตรนั้นเป็นนโยบายของรัฐบาลห้ามไป รบกวน ห้ามไปก่อให้เกิดอุปสรรค นี่ครับขนาดขอเพื่อทําประวัติและขอเพื่อตรวจปัสสาวะ เพราะทราบว่าแรงงานต่างด้าวอาจจะมีการลักลอบขนยาเสพติดจากประเทศไทยเข้าไปยัง ประเทศเพื่อนบ้าน อันนี้พูดเรื่องจริงนะครับ เราขอแค่นี้เขายังทําให้ไม่ได้นะครับ นั่นคือแสดงว่า เขาดูแล เขาบอกไว้เลยนะครับว่าถ้าประเทศของเขาไม่มีแรงงานต่างด้าวเขาวิกฤติครับ ทีนี้ มาย้อนดูประเทศไทยครับ ที่จริงประเทศไทยเรามีความจําเป็นต้องใช้แรงงานต่างด้าว แล้วก็ ขอเรียนนะครับว่าแรงงานต่างด้าวนั้นทุกวันนี้ในประเทศไทยมีทั้งถูกกฎหมายและไม่ถูก กฎหมาย ไม่ถูกกฎหมายอาจจะมีมากกว่าถูกกฎหมายครับ เพราะฉะนั้นในเรื่องแรก ความสําคัญแรงงานต่างด้าวนะครับ
ในประเด็นที่ ๒ สถานการณ์แรงงานต่างด้าวในปัจจุบันและในอนาคต ขณะนี้ แรงงานต่างด้าวที่มาจากประเทศเพื่อนบ้านเรา ด้านซ้ายด้านขวาถือว่าเป็นแหล่งใหญ่และเป็น กลุ่มคนใหญ่ที่เข้ามาทํางานในประเทศไทย ทั้งด้านซ้ายและด้านขวาของประเทศไทยขณะนี้ เศรษฐกิจเขาดีขึ้นมาก เขากําลังจะเปลี่ยนเป็นประเทศที่น่าอยู่ เป็นประเทศที่มีงานทํา ท่านทราบไหมครับว่าแรงงานต่างด้าวกลับไปประเทศเขาเหล่านั้นเป็นจํานวนมาก และได้มี การก่อสร้างโรงงาน มีการสร้างงานตามแนวตะเข็บชายแดนที่ก่อนจะข้ามมาประเทศไทย แรงงานต่างด้าวเขาชอบที่จะทํางานในประเทศเขามากกว่าที่จะมาทํางานในประเทศไทย เพราะฉะนั้นแรงงานต่างด้าวในประเทศไทย ในอดีตนั้นเราจะกด เราจะเอาเปรียบเขา อย่างไรก็ตาม เราจะปฏิบัติกับเขาลําบากยากเข็ญอย่างไรก็ตาม เขาก็ยังมาทํางานเพราะ เขาไม่มีที่ไป เขาไม่มีที่ทํางาน เขาไม่มีรายได้ แต่ ณ วันนี้เขาเริ่มมีทางเลือก ดังนั้นยุทธวิธี ของไทยตอนนี้จะต้องเปลี่ยนจากระบบที่ใช้การให้บริการแบบระบบราชการที่ไม่ได้บริการ มาเปลี่ยนใหม่เป็นบริการ เพราะมิเช่นนั้นแล้วเขาจะเลือกไปประเทศอื่นที่ค่าตอบแทนสูงกว่า และบริการเขาดีกว่า และคุณภาพชีวิตในการทํางานดีกว่า อันนี้คือสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น ในอนาคตนะครับ
ในประเด็นที่ ๓ ในอดีตที่ผ่านมานั้น เราพยายามออกมาตรการต่าง ๆ โดยอ้างว่าเพื่อความมั่นคงของชาติ แต่มาตรการที่ออกมานั้นกลับจูงใจให้นายจ้างใช้แรงงาน ต่างด้าวผิดกฎหมายกับจูงใจให้แรงงานต่างด้าวนั้นหลบหนีเข้าเมือง แล้วก็อยู่อย่างไม่ถูกต้อง เพราะ ๑. ขั้นตอนที่มากหลายขั้นตอน ๒. ช่วงเวลาที่เปิด ๓. ประเภทที่เปิด ตรงนี้ล่ะครับ เปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องนั้นแสวงหาผลประโยชน์ แต่ตามแนวทางที่ท่าน เสนอมานี่นะครับจะแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ได้คือเปิดมันตลอดเวลา แล้วก็ให้เขาได้จดทะเบียน ได้ง่ายขึ้น แล้วก็ทําให้คนที่จดทะเบียนแล้วไม่เป็นคนผิดแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายได้ง่าย เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ถือว่าเป็นส่วนช่วยได้มากนะครับ ในเรื่องของความไม่สะดวกไม่ทั่วถึง ในอดีต แล้วก็ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงและความเป็นธรรมชาติ แล้วก็ขั้นตอนที่ยาวนาน ตรงนี้เป็นเรื่องที่เป็นปัญหาที่จะต้องแก้ไข แล้วก็ทราบว่าท่านเสนอแก้ไขมาแล้วนะครับ ผมขอเสนอแนะดังนี้
ในประเด็นที่ ๔ คือเสนอแนะเพื่อคุณภาพสูงสุดในการบริหารจัดการแรงงาน ต่างด้าวเพื่อประโยชน์สูงสุดของทางเศรษฐกิจและความมั่นคงของชาติ และเพื่อคุณภาพชีวิต ที่ดีของคนไทยทุกคนดังนี้
๑. นอกเหนือจากที่ท่านรับจดทะเบียนที่ตามแนวด่านตรวจคนเข้าเมือง ชายแดนแล้ว ขอเพิ่มจุดจดทะเบียน ณ สถานทูตไทยประจําในประเทศเพื่อนบ้านนั้น ๆ
๒. ให้บริการแบบ วัน สตอป เซอร์วิส (One Stop Service) แบบออนไลน์ (Online) เหมือนกับการขอวีซ่า (Visa) คือในเรื่องของการตรวจประวัติ ผมมั่นใจว่า ในปัจจุบันนี้เทคโนโลยีไปไกลมากไม่จําเป็นต้องมาที่ตํารวจสันติบาลก็ได้ครับ ไม่จําเป็นที่ไป โรงพักก็ได้ สามารถตรวจในระบบออนไลน์ (Online) ก็ได้ และการขออนุญาตต่าง ๆ ตรวจสอบต่าง ๆ ก็สามารถดําเนินการโดยระบบออนไลน์ (Online) ได้ การตรวจร่างกาย ก็ไม่จําเป็นต้องมาตรวจที่ประเทศไทยก็ได้ เขาตรวจที่โรงพยาบาลของรัฐที่ได้มาตรฐานของ ประเทศเขาก็ได้ก่อนที่จะมายื่นวีซ่า (Visa) ผมอาจจะเรียกว่าวีซ่า (Visa) คือวีซ่า (Visa) ทํางานต่างด้าว เพราะฉะนั้นจะทําให้เกิดการสกรีน (Screen) ในต่างประเทศเสียเรียบร้อย ก่อนที่จะเข้ามาประเทศไทย แต่ถ้าปล่อยให้แรงงานต่างด้าวที่เป็นโรคติดต่อ ไม่ว่าจะเป็น โรคมาลาเรียหรือโรคอะไรก็ตามเข้ามาในประเทศไทยแล้วมาตรวจยังโรงพยาบาลจังหวัดของ ประเทศไทย โรคมันติดต่อแล้วครับ แล้วเมื่อตรวจพบว่าเขาเป็นแล้วส่งกลับไป อันนี้ผม ไม่แน่ใจว่าเรื่องสิทธิมนุษยชนจะเข้ามาเกี่ยวข้องหรือเปล่า เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมอยากให้ สกรีน (Screen) เสียก่อน ก่อนที่จะเข้ามาครับ
๓. เปิดศูนย์บริการแรงงานต่างด้าวที่เข้ามาทํางานในประเทศไทย และที่ทํางาน ในประเทศไทยอยู่แล้วอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ด้วยการจัดตั้งศูนย์ดังนี้นะครับ การโอนเงิน กลับบ้าน ตอนนี้มีปัญหามากครับ ผมเป็นผู้การจังหวัดสมุทรปราการผมเจอมากก็คือว่า แรงงานต่างด้าวถูกฉ้อโกง เพราะมีนายหน้าพา แล้วก็นายหน้ารับโอนเงินกลับบ้าน แต่เงิน ไม่ถึงบ้านครับ แต่แรงงานต่างด้าวจ่ายเงินให้กับนายหน้าไปแล้ว แล้วมันจะเกิดกระบวนการ อีกหลายกระบวนการในกรณีที่มีคนมาก ๆ แล้วโอนออกต่างประเทศ ตรงนี้ต้องมี จุดให้บริการเขานะครับ อันที่ ๒ ให้บริการในกรณีที่เขาถูกล่วงละเมิดในสิทธิเสรีภาพ ชีวิตและร่างกาย ต้องมีจุดที่ให้เขาปรึกษา มีจุดให้เขาร้องขอความช่วยเหลือ ถ้าเราไม่ตั้ง จุดบริการเหล่านี้ สิ่งที่จะไปร้องขอความช่วยเหลือก็คือองค์กรระหว่างประเทศ และนั่นก็จะ มาถึงเรื่องการค้ามนุษย์ในที่สุด แต่ถ้าเรามีเปิดช่องให้เขาได้แจ้งข้อมูลข่าวสาร กระบวนการ ค้ามนุษย์จะได้เกิดไม่ได้ครับ และอีกส่วนหนึ่งที่จะต้องตั้งศูนย์บริการเขา ก็คือการถูกฉ้อโกง แรงงานต่างด้าวน่าสงสารมากครับ ถูกฉ้อโกงโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนต่างชาติด้วยกันเอง มากครับ และรวมทั้งคนไทย รวมทั้งนายจ้างด้วย เราก็ต้องตั้งศูนย์บริการเขา แล้วก็อีกส่วนหนึ่ง นะครับ แรงงานต่างด้าวที่เดินทางกลับบ้านถ้าจะมีศูนย์บริการก็จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง แทนที่เขาจะถูกเอารัดเอาเปรียบจากกระบวนการเหมารถส่งนะครับ แล้วรวมตลอดถึง ควรจะตั้งศูนย์ติดต่อสื่อสารประสานงานระหว่างเขากลับบ้าน เพื่อจะได้ให้เขามีคุณภาพชีวิต ในการทํางานที่ดีขึ้น
๔. จูงใจและออกมาตรการบังคับให้แรงงานต่างด้าวที่ผิดกฎหมายให้เข้ามา อยู่ในระบบและเป็นแรงงานต่างด้าวที่ถูกกฎหมาย ตรงนี้จะแก้ไขปัญหาได้ และผมมั่นใจว่า แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายมีมากกว่าถูกกฎหมายครับ ตรงนี้ก็จะทําให้ผู้ที่ไม่ได้อยู่ในระบบ เข้ามาอยู่ในระบบ และเราสามารถกํากับดูแลและควบคุมได้ครับ
๕. จัดระบบบริหารลูกของแรงงานต่างด้าวที่เกิดในประเทศไทยเพื่อความ มั่นคงของชาติครับ ผมเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดตราดนั้นบางโรงเรียนลูกแรงงานต่างด้าว แทบทั้งโรงเรียนเลย เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องจัดระบบเพื่อความมั่นคงของชาติ
๖. จัดระบบคัดกรองควบคุมการกํากับดูแลผู้ติดตามแรงงานต่างด้าวที่ตาม แรงงานเข้ามา เราจะบริหารจัดการเขาอย่างไร เราจะคัดกรองเขาเข้ามาอย่างไรว่าให้เข้ามา ได้หรือไม่ได้ เราคงจะให้เข้าได้เฉพาะที่จําเป็นและต้องคัดกรอง แต่ไม่ใช่ว่าลูกหลาน ญาติพี่น้องเข้ามาแล้วก็มาก่ออาชญากรรม อันนี้ต้องมีระบบคัดกรองครับ
๗. จัดทําประวัติบุคคลแรงงานต่างด้าวและผู้ติดตามเมื่อความปลอดภัยของ ประชาชนและความมั่นคงของชาติคงต้องจัดเข้าระบบประวัติเช่นเดียวกันครับ ในระบบ ประวัตินั้นมีอะไรบ้างก็ขอแนะนําพิมพ์ลายนิ้วมือทั้ง ๑๐ นิ้ว ต้องทําครับ เพื่อเอาไว้ตรวจสอบ ประวัติในเรื่องของก่ออาชญากรรมและมีลายมือแฝง เราจะได้ตรวจสอบได้ และเป็นการ ป้องปรามครับ เมื่อเขาถูกพิมพ์ลายนิ้วมือ ๑๐ นิ้วนี่โอกาสที่เขาจะกระทําอาชญากรรม เขาจะยับยั้งชั่งใจ เพราะว่าเขารู้ว่าเขาถูกเก็บประวัติไว้แล้ว ภาพถ่ายครับ และถ้าในอนาคต การตรวจดีเอ็นเอ (DNA) ราคามันถูกลงก็เก็บดีเอ็นเอ (DNA) ด้วย
๘. ที่จะต้องเก็บครับ เชื่อมโยงข้อมูลทะเบียนราษฎร์ของประเทศเพื่อนบ้าน ถ้าเขาเข้าระบบแล้ว และการขอวีซ่า (VISA) ทํางานต่างชาติ แรงงานต่างด้าวที่สถานทูตนี่ ดีอย่างหนึ่งครับ ถ้าเขาไม่มีทะเบียนบ้าน ไม่มีพาสปอร์ต (Passport) ขอเขาไม่ได้ ตรงนี้ทําให้ เราเชื่อมโยงย้อนกลับไปถึงทะเบียนราษฎร์เขาได้ แล้วก็ก่อเหตุในเมืองไทยหรือว่าเพื่อความ มั่นคงเราต้องการตรวจสอบเราสามารถตรวจสอบได้ครับ
๙. ในเรื่องของการจัดทําข้อมูลก็คือ นําระบบสารสนเทศของ ตม. มาใช้ หรือที่เรียกว่า พิบิกส์ (PIBICS) มาจากคําว่า เพอร์โซนัล ไอเดนทิฟิเคชัน แอนด์ แบล็กลิสต์ อิมมิเกรชัน คอนโทรล ซิสเต็ม (Personal Identification and Blacklist Immigration Control System) คือ เป็นแม่ข่ายที่เชื่อมโยงระบบคอมพิวเตอร์ของสํานักงานตรวจคนเข้าเมือง ทั่วประเทศ ในการเก็บข้อมูลบุคคลเข้าออกได้อย่างถูกต้องรวดเร็ว อีกทั้งยังจัดเก็บข้อมูล บุคคลต้องห้ามที่มีอันตรายไม่ให้เข้าประเทศ แต่เนื่องจากการจัดเก็บนี้ปัจจุบันมีน้อยครับ ถ้าจะเปิดแบบนี้จะต้องจัดทําฐานข้อมูลให้เพียงพอ โดยเอาข้อมูลที่ผมกล่าวแล้วสักครู่นี้ เข้ามาใส่ครับ แล้วก็จะสามารถตรวจสอบได้ทันทีว่าแรงงานต่างด้าวนี้มีประวัติหรือไม่ แล้วก็ ตรวจสอบได้ไม่ว่าจะผ่านแดน ผ่านด่านหรือกําลังทํางานอยู่นะครับ และประเด็นสุดท้ายครับ
ท่านกรุณาสรุปนะครับ
พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา : ประเด็นสุดท้ายก็คือแก้ไขปัญหาการถูก ขูดรีดหรือเรียกเก็บผลประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมายจากทุกส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง อันเป็นอุปสรรคต่อการบริหารจัดการและการกํากับดูแลแรงงานต่างด้าวครับ ตรงนี้เป็น จุดสําคัญที่จะต้องแก้ไขแล้วต้องเอาจริงเอาจัง ด้วยมาตรการดังกล่าวนี้ก็จะทําให้ชื่อเสียง ของประเทศไทยนั้นไม่เสียหายแล้วก็เพื่อเศรษฐกิจของชาติและเพื่อความมั่นคงของชาติ ในระยะยาวครับ
ขอบคุณครับ เมื่อสมาชิกได้อภิปรายพอสมควรแล้วนะครับ และไม่มีสมาชิก ท่านใดจะประสงค์อภิปราย ผมขอปิดการอภิปรายนะครับ ต่อไปขอเชิญท่านประธาน กรรมาธิการได้กรุณาชี้แจงเฉพาะประเด็นที่เป็นคําถามโดยสังเขปนะครับ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพครับ ผมขออนุญาตจะให้กรรมาธิการ ๓ ท่านเป็นผู้ชี้แจง ท่านแรก พลเอก ชูศักดิ์ สันติวรวุฒิ ท่านที่ ๒ พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ ท่านที่ ๓ ท่านศิริชัย ไม้งาม ประธานอนุกรรมาธิการ ขอเชิญ พลเอก ชูศักดิ์ เลยครับ
ขอเชิญท่าน พลเอก ชูศักดิ์ สันติวรวุฒิ ครับ
กราบขอบคุณท่านประธานครับ เรียนท่านประธานที่เคารพ และเพื่อนสมาชิกทุกท่านครับ ผม พลเอก ชูศักดิ์ สันติวรวุฒิ สมาชิกหมายเลข ๔๔ ในฐานะกรรมาธิการครับ ก็ขออนุญาตใช้โอกาสนี้เรียนชี้แจงข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ข้อแนะนําต่าง ๆ ที่ท่านสมาชิกได้กรุณาให้ไว้เมื่อสักครู่นี้นะครับ อย่างไรก็ตาม โดยส่วนรวมก็ขออนุญาตขอบคุณทุก ๆ ท่านครับ เพราะว่าแต่ละท่านได้กรุณาให้ข้อสังเกต ข้อคิดเห็น ข้อแนะนําที่เป็นประโยชน์ทั้งสิ้น โดยเฉพาะเป็นพิเศษสําหรับท่าน พลเอก ธวัชชัย สมุทรสาคร จริง ๆ แล้วที่ขออนุญาตเอ่ยนามท่านเพราะว่าท่านเองเป็นผู้ริเริ่มเรื่องนี้ ตั้งแต่สมัยที่ท่านเป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ แล้วก็ดําเนินการขับเคลื่อนต่อเนื่องมา ในวาระที่ ๓๗ แล้วก็ยิ่งไปกว่านั้นคือท่านได้กรุณาให้ช่วยเหลือในการอธิบายรายละเอียดของ ขั้นตอนต่าง ๆ ของการดําเนินการจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติ ณ จุดผ่านแดน ก็ถือว่าท่าน เป็นผู้มีประสบการณ์ตรงในเรื่องของการมองประเด็นด้านความมั่นคง ในโอกาสที่ท่านเป็น อดีตท่านแม่ทัพที่รับผิดชอบพื้นที่ชายแดน แล้วก็ได้เห็นปัญหาเรื่องนี้ หยิบปัญหาเรื่องนี้ ขึ้นมาเพื่อการแก้ไขปัญหา ขอบคุณเป็นพิเศษครับ
อย่างไรก็ตามต่อความเข้าใจของเพื่อนสมาชิกที่ได้กรุณากังวลและเป็นห่วงนั้น ผมขออนุญาตเพิ่มเติมรายละเอียด ก่อนอื่นต้องขออนุญาตปรับพื้นฐานและเข้าใจตรงกันว่า ในเรื่องนี้นั้น เรื่องการจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติ ณ จุดผ่านแดนนั้น ต่อปัญหาแรงงาน ต่างด้าวและแรงงานข้ามชาติ ต้องยอมรับความจริงว่ายังคงมีความจําเป็นอยู่สําหรับประเทศไทย อันนี้ชัดเจนไม่ต้องอธิบายรายละเอียด และแรงงานนั้นมีทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ โดยยังไม่มีหนทางแก้ไขปัญหาที่ชัดเจน ที่ผ่านมาแต่ละห้วงเวลาที่เห็นว่า ปัญหาจะลุกลามใหญ่โตก็หยิบปัญหาขึ้นมาแก้สักครั้งหนึ่ง อาจจะเป็นการเปิดการจดทะเบียน แบบ วัน สตอป เซอร์วิส (One Stop Service) ในช่วงเวลาใด ช่วงเวลาหนึ่ง ก็เป็นการ แก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ก็คงยังไม่ได้สามารถแก้ปัญหาทั้งระบบใด ๆ ได้
อย่างไรก็ตามความซับซ้อนของปัญหาแรงงานข้ามชาติ ซึ่งเป็นอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ เป็นมาเป็นอยู่และยังคงจะเป็นต่อไปนั้น ทางคณะกรรมาธิการก็เลยเห็นว่าการแก้ไขปัญหา คงต้องแบ่งเป็นหลายส่วนต่อความซับซ้อนสะสมของปัญหานั้น การแก้ปัญหาทั้งระบบก็เรียน ตามตรงว่า การจดทะเบียนแรงงานต่างด้าว ณ จุดผ่านแดนนั้นคงไม่ใช่ความสามารถที่จะ แก้ปัญหาได้ทั้งระบบ การแก้ปัญหาทั้งระบบนั้นมีความซับซ้อน เป็นอํานาจหน้าที่ที่อยู่กับ หลายกระทรวง ทบวง กรม ก็คงไม่ต้องอธิบายรายละเอียดนะครับอยู่กระทรวง ทบวง กรม ไหนบ้าง ดังนั้นในคณะกรรมาธิการตามข้อเสนอจึงมีเสนอให้รัฐบาลหรือคณะรัฐมนตรีได้ แต่งตั้งคณะทํางานขึ้นมาเพื่อดําเนินการกําหนดนโยบายหรือยุทธศาสตร์ด้านแรงงานนี้ ให้ชัดเจน นี่เป็นแนวทางการเสนอที่จะให้มีการพิจารณาเพื่อหยิบปัญหานี้ให้มีความสําคัญ และรัฐบาลแก้ปัญหานี้โดยมีคณะกรรมการที่มีกระทรวง ทบวง กรม ที่เป็นผู้รับผิดชอบ มีอํานาจหน้าที่ตามกฎหมายแต่ละฉบับนั้นมาเป็นคณะทํางาน เพื่อกําหนดให้ชัดเจน
ส่วนปัญหาเฉพาะหน้านั้นก็คือการเปิดให้มีการจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติ ณ จุดผ่านแดนถาวร ตามที่คณะกรรมาธิการได้เสนอ ฉะนั้นเมื่อมองภาพทั้งระบบ แล้วมองภาพ เป็นส่วน ๆ ก็จะเห็นความชัดเจนว่าในรายละเอียดนั้น ในวิธีการปฏิรูปนั้น เป็นการเสนอให้มี มติคณะรัฐมนตรี คําว่า มีมติคณะรัฐมนตรี มีความหมายว่าคงเกี่ยวข้องกับอํานาจหน้าที่ของ หลายกระทรวง ทบวง กรม ถามว่าใครเป็นเจ้าภาพ ในการดําเนินงานของคณะกรรมาธิการ ที่ต่อเนื่องมานั้นได้มีประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลากหลายหน่วยงาน โดยเฉพาะ ที่สําคัญคือกรมการจัดหางาน กรมการจัดหางานยืนยันว่าพร้อมที่จะเป็นเจ้าภาพในการที่จะ ก่อให้เกิดการพิจารณากําหนดแนวทางการปฏิบัติ ประสานการปฏิบัติ ขอเพียงรัฐบาลโดย ครม. มีอํานาจหน้าที่มอบหมายให้ หรือดําเนินการในรายละเอียดต่าง ๆ ฉะนั้นข้อกังวล ต่าง ๆ นั้น ข้อแนะนําของบรรดาเพื่อนสมาชิกนั้นทุกข้อเป็นประโยชน์ แต่ผมขออนุญาต ถือโอกาสเรียนในชั้นนี้ว่ารายละเอียดต่าง ๆ นั้นกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน จะเป็น ผู้รับไปดําเนินการในรายละเอียดเป็นเจ้าภาพที่จะก่อให้เกิดการดําเนินการในเรื่องนี้ได้ เพราะฉะนั้นท่านก็น่าจะคลายกังวลครับ เพราะว่าความเบ็ดเสร็จจบกระบวนการนั้นยังไม่ได้ จบ ณ เวลานี้ คงจะต้องจบเมื่อกรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงานได้ดําเนินการประสาน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและดําเนินการตามขั้นตามตอนต่อไป ก็ขออนุญาตเรียนในส่วนหนึ่ง ของการแก้ปัญหา ของการตอบปัญหาแค่นี้ครับ ขอบคุณครับ
ต่อไปขอเชิญท่าน พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม และอดีตรองผู้บัญชาการตํารวจ แห่งชาติ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน สภาที่เคารพ ท่านสมาชิก สปท. ที่รัก กระผม พลตํารวจเอก ชิดชัย วรรณสถิตย์ สมาชิก สปท. หมายเลข ๓๙ ก่อนอื่นก็ต้องขอบคุณท่านประธานที่ได้กรุณาให้ผมขึ้นมาชี้แจง อันที่จริงเรื่องแรงงานต่างด้าวนี้เป็นเรื่องที่ผมติดตามมาตลอด เพราะครั้งสมัยเมื่อปี ๒๕๔๐ เคยไปทํางานที่สํานักงานตรวจคนเข้าเมือง ปัญหาหลาย ๆ ปัญหาที่ท่านสมาชิกได้อภิปราย ไปแล้วนี้ล้วนแต่เป็นความจริงที่มันเกิด เกิดแล้วเกิดเล่าจนถึงปี พ.ศ. นี้เรายังไม่สามารถที่จะ แก้ปัญหานี้ได้เลย แล้วก็ยังปัญหาที่ยังวนเวียนอยู่ หลาย ๆ ครั้งก็สร้างปัญหาให้กับเศรษฐกิจ ของเรา โดยเฉพาะความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจที่ภาพการใช้แรงงานต่างด้าวเถื่อนหรือ แรงงานของเราที่ต่ํากว่ามาตรฐาน ทําให้หลาย ๆ ประเทศบอยคอต (Boycott) ที่จะเลิกใช้ สินค้าไทย ในโอกาสแรกนี้ผมขอขอบคุณข้อเสนอของท่านกษิตเป็นอย่างมากที่ท่านได้เสนอ มาตรฐานในการใช้แรงงานที่จริง ๆ เป็นอย่างที่ท่านว่านะครับ ปฏิเสธไม่ได้ ต้องเป็นไปตาม ข้อตกลงระหว่างประเทศ แต่อย่างไรก็ตามผมอยากจะชี้แจงเป็นรวม ๆ ว่าในข้อเสนอของเรานี้ เราจะชี้เฉพาะแรงงานเพื่อนบ้านเรา ๓ ประเทศเท่านั้น คือลาว เขมร พม่า ซึ่ง ๓ ประเทศนี้ ก็มีผู้อภิปรายไปแล้วว่าด้านค่าครองชีพหรือมาตรฐานทางด้านเศรษฐกิจของเขายังอยู่ใน ระดับที่ต่ํากว่าเรา เพราะฉะนั้นผู้คนของเขาก็พยายามที่จะมาแสวงหาโอกาสที่ดีกว่า ในอดีต เราไม่สามารถที่จะปิดกั้นได้เพราะความต้องการแรงงานภายในประเทศเราสูง เพราะฉะนั้น แรงงานก็ทะลักเข้ามา แล้วผมก็เชื่อว่าแรงงานที่ทะลักเข้ามาที่ผิดกฎหมายอยู่ในปัจจุบันนี้ที่เรา เชื่อว่ามีอยู่จํานวนหนึ่งซึ่งเราไม่สามารถบอกได้ว่าเป็นล้านหรือเป็นแสน แต่ว่ามีจํานวนหนึ่ง ในจํานวนนี้มีส่วนหนึ่งตั้งใจมาแล้วก็จะกลับประเทศ อีกส่วนหนึ่งโอกาสที่จะอยู่ในประเทศไทยเรา ก็สูงนะครับ เรื่องนี้ผมยังได้ประชุมกับทางด้าน สมช. มาตลอด เราจะเห็นว่าหน่วยงานรัฐ ของเรามีเยอะแยะที่ในหลายระดับอย่างที่เพื่อนผม พลเอก เลิศรัตน์ ได้กรุณาอภิปราย ไปแล้ว แต่ผมยังมีความเห็นต่างนิดหนึ่งว่าคณะกรรมการนโยบายแรงงานแห่งชาติควรจะมี ไม่อย่างนั้นมันจะมีหลายเวทีมาก ๆ ผมเองต้องวิ่งเที่ยวตระเวนเมื่อครั้งรับราชการอยู่ ไปในหลายเวที เพราะฉะนั้นผมอยากให้มีเวทีคณะกรรมการนโยบายแรงงานแห่งชาติขึ้นมา เพื่อกําหนด แผนระยะสั้น ระยะปานกลาง ระยะยาวให้ได้ สิ่งที่เรานําเสนอมานี้ผมดีใจและขอบคุณ ที่ท่านสมาชิกหลาย ๆ ท่าน เข้าใจว่าเป็นแผนแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เราได้ปล่อยปละละเลย มานาน เป็นการเริ่มต้นอย่างที่ท่านอดีตเลขาธิการ สมช. ท่านอนุสิทธิ์ เป็นการเริ่มต้น ท่านเลิศรัตน์ก็เกริ่นว่าเป็นการเริ่มต้นเท่านั้นเอง เพราะเรายังไม่ได้เริ่มต้นมาเลยนะครับ แล้วมันก็จะเป็นประโยชน์อย่างที่ท่าน พลตํารวจโท สุวิระ ได้กรุณากล่าวว่ามันจะมีทะเบียน ที่ชัดเจนนะครับ และในลําดับต่อไปเราก็สามารถที่จะมีวิธีกดดัน หรือวิธีทั้งบวกหรือลบ ไม่ว่าจะแรงจูงใจหรือด้านกดดันที่จะเอาแรงงานเถื่อนที่มีอยู่ในประเทศของเรานี้ กลับเข้ามา ให้ถูกระบบเพื่อการควบคุม แต่อย่างไรก็ตามผมอยากจะบอกท่านทั้งหลายว่า เรื่องแรงงาน ต่างด้าวนั้นเป็นปัญหาของทุกประเทศครับ ไม่ใช่เฉพาะประเทศเรา ในประเทศที่พัฒนาแล้ว ไม่ว่าในยุโรป อเมริกา ล้วนแต่เป็นปัญหาทั้งนั้นละครับ เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่า แม้กระทั่ง คนไทยเราเองก็ไปแสวงหาชีวิตที่ดีกว่าที่ประเทศสหรัฐอเมริกา แล้วก็อยู่แบบแรงงานเถื่อน แล้วจนมีกฎหมายยกเว้นให้สามารถที่จะจดทะเบียนได้ ก็เหมือนกันนะครับ เพราะฉะนั้น ของเราเองนี่มันเป็นเรื่องของมนุษย์ที่จะต้องแสวงหาชีวิตที่ดีกว่า แต่อย่างไรก็ตามเราต้อง พยายามทําให้มันถูกต้องมากที่สุดที่จะมากได้ เพื่อให้สังคมเรามีความมั่นคง ไม่ว่าจะเป็น ด้านความมั่นคงของชาติ ความมั่นคงทางด้านสังคม ความมั่นคงทางด้านสาธารณสุข ความมั่นคง ทางด้านเศรษฐกิจ เราต้องควบคุมให้ได้ แล้วให้อยู่ในการที่กํากับดูแลได้อย่างที่ข้อเสนอของ กรรมาธิการ ผมคงจะมีข้อชี้แจงโดยรวม ๆ เพียงแค่นี้ครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ
ขอเชิญ ท่านศิริชัย ไม้งาม เลขานุการของคณะกรรมาธิการชี้แจงครับ
ก่อนอื่นครับ ต้องขอกราบขอบพระคุณ ท่านสมาชิกทุกท่านที่ได้ให้ข้อเสนอแนะ แล้วก็ให้ความชัดเจนในการที่จะช่วยกันในการตอบ คําถาม ผมเรียนครับว่า จากคําถามหรือข้อเสนอแนะนั้น อย่างเช่นจะมีหลักฐานอะไรครับ ที่ทางแรงงานข้ามชาติเขาจะใช้มาเป็นหลัก ก็ต้องเรียนครับ ยกตัวอย่าง ประเทศเพื่อนบ้าน คือประเทศเมียนมาครับ แต่เดิมชนกลุ่มน้อยไม่มีบัตรครับ แต่เมื่อเขาเปลี่ยนผู้นําประเทศ มาถึงรัฐบาลภายใต้การนําของ ออง ซาน ซูจี วันนี้ข้อมูลนะครับว่าพม่า ชนกลุ่มน้อยนั้นไปทํา บัตรประชาชนมากขึ้นครับ และทราบว่าก็มีการประสานเพื่อที่จะให้ทางรัฐบาลไทยไปช่วย เซต (Set) ระบบให้ ระบบสาธารณสุขที่หลายท่านบอกว่าทําไมไม่คัดกรองกับประเทศเพื่อนบ้าน วันนี้เริ่มมีการที่จะทําครับ อันนี้คือสิ่งที่ต้องขอขอบคุณนะครับ ผมคิดว่าเรื่องหนึ่งก็คือ เรื่องของเมื่อมีการจัดตั้งจุดจดทะเบียนนั้น จะมีเรื่องของงบประมาณ เรื่องของบุคลากร ต่าง ๆ ผมเรียนว่าเนื่องจากว่าเรามีทั้งจุดถาวรและจุดผ่อนปรนครับ อย่างเช่นประเทศพม่า มีจุดถาวร ๔ แห่ง จุดผ่อนปรน ๑๑ แห่ง ประเทศลาวมีจุดถาวร ๑๕ แห่ง จุดผ่อนปรน ๓๑ แห่ง ประเทศกัมพูชา จุดถาวร ๖ แห่ง จุดผ่อนปรน ๙ แห่ง ผมเรียนครับว่า เมื่อเรามีคณะกรรมการ ยุทธศาสตร์ ก็ควรที่จะกําหนดเอาจุดถาวรที่เป็นจุดถาวรดําเนินการก่อนครับ แต่ในระยะต่อไป ที่จะทําจุดผ่อนปรน อันนี้ก็คือสามารถที่จะดําเนินการได้นะครับ ผมเรียนว่าคณะกรรมการที่ พลเอก เลิศรัตน์ ได้ให้คําแนะนํา ผมเองคงที่จะไป นําเสนอในเรื่องของคณะกรรมการ ยุทธศาสตร์ชาติ ข้อเสนอทั้งหมดผมคิดว่านี่คือข้อมูลที่คณะกรรมการนโยบายชาติที่จะไป ดําเนินการในการที่จะกําหนดมาตรการในการที่จะกําหนดการบริหารจัดการให้ครอบคลุม ทุกเรื่อง ถึงแม้จะมีคณะกรรมการระดับชาติ ผมเรียนครับว่าเนื่องจากมีหน่วยงานต่าง ๆ กระจายทั่วครับ คณะกรรมการในระดับจังหวัด ผมคิดว่าคณะกรรมการระดับชาติก็ต้องมอบหมายให้กับระดับจังหวัดเพื่อที่จะไปทํางาน ต่อเนื่อง เพราะนั่นคืออยู่ในพื้นที่จริงในสถานการณ์จริง เรียนครับว่าประเทศไทยเคยมีครับ เคยมีคณะกรรมการบริหารแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองที่เรียกว่า กบร. มีหน่วยงาน ระดับอนุกรรมการถึง ๘ คณะ คณะทํางาน ๓ คณะ เราเองทราบครับว่าหน่วยงานต่าง ๆ เหล่านี้ที่เคยมีก็ไม่สามารถขับเคลื่อนได้ครับ คือเรียนครับว่าถ้ามีคณะกรรมการและข้อเสนอ ที่เราได้เสนอต่อที่ประชุมมันจะทําให้เกิดการทําหรือการปฏิบัติได้อย่างรัดกุมแล้วก็มีความ เป็นไปได้ ผมย้ํานะครับว่าต้องเกิดขึ้นจริง ดังนั้นในนามของคณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูประบบแรงงานและระบบคุ้มครองผู้บริโภค ต้องขอกราบขอบพระคุณทุกข้อคิดเห็น ทุกข้อเสนอแนะด้วยความเคารพ และเราหวังว่าเราจะไปทําให้รายงานฉบับนี้มีความสมบูรณ์ อย่างน้อย ๆ ก็เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ประชาชน และผมเห็นอันหนึ่งก็คือแรงงานข้ามชาติ เขาต้องได้รับการปฏิบัติต่อประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสิทธิแรงงาน เรื่องศักดิ์ศรี ความเป็นมนุษย์ ผมคิดว่านี่คือเรื่องที่จะสร้างภาพลักษณ์ของคนไทยต่อสายตาประชาคมโลก ด้วยความเคารพครับ ขอขอบคุณครับ
เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณารายงานเรื่องการจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติ ณ จุดผ่านแดนถาวรเพื่อจัดระเบียบแรงงานข้ามชาติเข้าสู่ระบบแล้วนะครับ ก่อนที่จะขอมติ ท่านกษิตกรุณาถามเฉพาะประเด็นที่กรรมาธิการไม่ได้ตอบท่านนะครับ
ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ ตามกฎเกณฑ์คําสั่งของ ท่านประธานครับ ผมขอถามในสิ่งที่มันต่อเนื่องกัน คือยังไม่ได้ตอบผมแล้วก็ถ้าเผื่อยังตอบ ไม่ได้ไม่เป็นไรนะครับ แต่ว่าผมก็ยังไม่ทราบ แล้วต่างชาติจาก ๔ ประเทศจะเข้าประเทศไทย ณ จุดผ่านแดนด้วยเอกสารอะไร คือจะเป็นหนังสือเดินทางหรือว่าในอนาคตจะเป็นบัตร อาเซียน (ASEAN) หรือจะเป็นบัตรผ่านแดน คือมันจะเข้ามามันต้องมีบัตรหรือว่าเอกสาร ผ่านแดนก่อนนะครับ แล้วเรื่องนี้ผมคิดว่าเราต้องปรึกษาหารือกับทั้งกระทรวงมหาดไทย ตม. กระทรวงการต่างประเทศ สภาความมั่นคงเป็นสําคัญครับ คือมันต้องพูดกันเสียก่อนว่า จะเข้ามาอย่างไร ส่วนเอกสารที่จะมาทํางานที่อีก ๔ ประเทศเขาจะรับรองมันเป็นประเด็นที่ ๒ อันนี้ต้องคิดให้ชัดเสียก่อน ขอบคุณครับท่านประธาน
เชิญท่านประธานกรรมาธิการชี้แจงครับ ท่าน พลเอก ชูศักดิ์ ครับ
ขอบคุณครับ ขออนุญาต ตอบคําถามท่านกษิตนะครับ ประเด็นที่ ๑ คือรายละเอียดของเรื่องนี้นั้นก็เรียนซ้ําอีกทีว่า มีความซับซ้อน คําว่า ซับซ้อน ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะไม่ตอบปัญหา แต่ว่าทั้งระบบภายในเราเอง เราก็หลากหลายกระทรวง ทบวง กรม แต่ยิ่งกว่านั้นก็คือว่าประเทศเพื่อนบ้านที่เราเรียกว่า จุดผ่อนปรนที่เรากําหนดขึ้นให้มีแรงงานผ่านเข้ามานั้น ไม่ใช่เพิ่งเกิด ไม่ใช่เพิ่งเปิด ทุกวันนี้ ก็มีอยู่แล้ว แล้วที่ผ่านมาหรือปัจจุบันนี้ก็เคยเปิดให้มีการจดทะเบียนหลังจากไม่ถูกกฎหมาย มานานก็เปิดให้มีการถูกกฎหมาย ฉะนั้นผมอยากเรียนในกรอบกว้าง ๆ ว่าหลักฐานใดที่เคย เปิดให้จดทะเบียนได้ในอดีตที่ผ่านมา สมมุติ วัน สตอป เซอร์วิส (One Stop Service) ๑ วัน ในพื้นที่จุดใดจุดหนึ่งที่รัฐบาลได้ดําเนินการ ก็เฉกเช่นกันก็คงใช้หลักฐานนั้นเช่นเดียวกัน เว้นแต่ เอ็มโอยู (MOU) กับประเทศเพื่อนบ้านแต่ละประเทศซึ่งอาจจะมีข้อตกลงที่แตกต่างกันไป คงเป็น รายละเอียดที่นอกเหนือจากข้อมูลที่จะสามารถดําเนินการหรืออธิบายได้ในขั้นนี้ อาจจะเป็น เรื่องของกระทรวงการต่างประเทศโดยตรง ของ ตม. ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งดําเนินการอยู่ อาจจะแตกต่างกันระหว่างประเทศแต่ละประเทศครับ ขออนุญาตเรียนเพิ่มเติมเท่านี้ครับ
ทางกรรมาธิการก็ยังมีเวลาอีก ๗ วันในการปรับปรุง ก็นําข้อสังเกตของท่าน อดีตรัฐมนตรีไปพิจารณาประกอบ รวมทั้งการประสานข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง อีกส่วนหนึ่งนะครับ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุม ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
สมาชิกได้ใช้สิทธิแสดงตนครบถ้วนหรือยังครับ กรรมาธิการเสียบบัตรให้ถูก นะครับ บางท่านไม่ได้เอาบัตรจากที่นั่งของตนเวลาขึ้นมาชี้แจง ท่านสมาชิกได้ใช้สิทธิ แสดงตนเรียบร้อยแล้วนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๗๐ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ
ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง การจดทะเบียน แรงงานข้ามชาติ ณ จุดผ่านแดนถาวร เพื่อจัดระเบียบแรงงานข้ามชาติเข้าสู่ระบบหรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบคณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุง ก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไป
(นายอลงกรณ์ พลบุตร (รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ต่อไปเป็นการลงมติตามข้อบังคับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ข้อ ๖๐ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใด ไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง นะครับ ขอเชิญใช้สิทธิครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
สมาชิกท่านใดที่ยังไม่ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนไหมครับ ถ้าไม่มี ผมจะปิด การลงคะแนนนะครับ ขอทราบผลการลงคะแนนครับ ผลของการลงคะแนนเป็นดังนี้นะครับ มีผู้เห็นชอบ ๑๖๗ ท่าน มีผู้ไม่เห็นชอบ ๑ ท่าน มีผู้งดออกเสียง ๔ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มีนะครับ
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสังคม เรื่อง การจดทะเบียนแรงงานข้ามชาติ ณ จุดผ่านแดนถาวร เพื่อจัดระเบียบแรงงานข้ามชาติเข้าสู่ระบบนะครับ เป็นอันว่าจบการพิจารณารายงานของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคมแล้ว ขอขอบคุณท่านประธาน คณะกรรมาธิการ กรรมาธิการ ตลอดจนผู้ชี้แจงนะครับ
ต่อไปเป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๓.๒ รายงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เรื่อง การปฏิรูปการแพทย์ แผนไทยและระบบยาสมุนไพรแห่งชาติ พร้อมร่างพระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ในนามของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม ในวาระนี้เป็นการเสนอการปฏิรูปทางด้านการแพทย์แผนไทยและระบบ ยาสมุนไพรแห่งชาติ ซึ่งในเรื่องนี้ได้เป็นประเด็นการปฏิรูปของสภาปฏิรูปแห่งชาติและได้ผ่าน ความเห็นชอบมาเรียบร้อยแล้ว คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อมของ สปท. ได้ดําเนินการขับเคลื่อนการปฏิรูปในเรื่องนี้ต่อเนื่องมาจาก สภาปฏิรูปแห่งชาติ ด้วยเหตุผลที่สําคัญ ๆ ก็คือ การเพิ่มขึ้นของปัญหาสาธารณสุขแห่งชาติ ซึ่งเป็นโรคเรื้อรัง ซึ่งต้องมีค่าใช้จ่ายที่สูงมากกว่าโรคติดเชื้ออย่างในสมัยอดีต นอกจากนั้น เป็นที่ทราบกันอยู่ว่าการแพทย์แผนไทยนั้นได้อยู่คู่ประเทศมาหลายศตวรรษแล้ว และหลักฐานก็เห็นได้จากศิลาจารึกหรือว่ากฎหมายต่าง ๆ รวมทั้งประเทศไทยก็มีความ หลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นแหล่งของสมุนไพร ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สําคัญของ การแพทย์แผนไทย ดังนั้นโอกาสที่การแพทย์แผนไทยจะเป็นทางเลือกอีกทางหนึ่งของระบบ สุขภาพแห่งชาติก็เป็นไปได้อย่างสูงและควรจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพด้วย แม้กระทั่ง องค์การอนามัยโลกเองในระยะ ๑๐ ปีที่ผ่านมาก็ได้ให้ความสําคัญของการแพทย์ดั้งเดิม หรือที่เรียกว่า เทรดดิชันนัลเมดิซีน (Traditional Medicine) ในการให้การสนับสนุนให้มี การค้นคว้าวิจัยเพื่อให้มีความปลอดภัยและใช้สําหรับทดแทนยาแผนปัจจุบันบางชนิด ซึ่งมีราคาแพง กระทรวงสาธารณสุขเองก็ได้เริ่มพัฒนาการแพทย์แผนไทยมาประมาณ ๑๐ ปี มาแล้ว แต่ในขณะนี้ในการพัฒนายังไม่กว้างขวางและครอบคลุมเท่าที่ควร ด้วยประโยชน์ ของการแพทย์แผนไทย ซึ่งได้พิสูจน์มาแล้วว่าสามารถที่จะรักษาโรคบางโรคได้อย่าง มีประสิทธิภาพ รวมทั้งความสามารถในด้านของการสร้างเสริมสุขภาพนอกไปจากการ รักษาพยาบาล จึงเห็นสมควรว่าเราน่าจะมีการปฏิรูปในการแพทย์แผนไทย รวมทั้งในการ ใช้สมุนไพรในระบบการแพทย์แผนไทยด้วย ในการนี้ดิฉันขออนุญาตท่านประธานให้ท่าน เภสัชกรกิตติ พิทักษ์นิตินันท์ เลขานุการของกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้นําเสนอรายงานการปฏิรูปในครั้งนี้ค่ะ
ขอบคุณท่านแพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ ประธานกรรมาธิการ ขอเชิญ รองศาสตราจารย์ (พิเศษ) เภสัชกรกิตติ พิทักษ์นิตินันท์ ชี้แจงครับ
กราบเรียนท่านประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกสภาที่เคารพนะครับ ผมขออนุญาตสรุปเกี่ยวกับ รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ในเรื่องการปฏิรูประบบการแพทย์แผนไทยและระบบยาสมุนไพรแห่งชาติ พร้อมร่าง พระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองการส่งเสริม ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย (ฉบับที่..) พ.ศ. .... รายงานเรื่องนี้ก็คงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ การผสมผสานบูรณาการภูมิปัญญาดั้งเดิมไปจนถึงการวิจัยพัฒนาเพื่อให้เกิดนวัตกรรม ก็ถือว่า เป็นเรื่องที่สัมพันธ์กันทั้งระบบนะครับ เหตุที่ทางคณะทํางานได้กําหนดว่าเป็นเรื่องการปฏิรูป การแพทย์แผนไทยและระบบยาสมุนไพรแห่งชาติ เพราะเห็นว่าเรื่องการแพทย์แผนไทย และเรื่องสมุนไพรมันเป็นคนละเรื่องเดียวกันทั้ง ๒ เรื่องมีความสัมพันธ์กันมากและเชื่อว่า ถ้าเรามีการปฏิรูปและมีการพัฒนาที่ดีจะสามารถเป็นสัญลักษณ์และเป็นตัวแทนที่สื่อถึง ประเทศไทยเช่นเดียวกับสัญลักษณ์อื่น เช่น มวยไทย ต้มยํากุ้ง หรืออะไรต่าง ๆ
ความสําคัญเราก็ทราบกันดีครับว่าการแพทย์ดั้งเดิมและการแพทย์แผนไทย เป็นกระแสหลักของชุมชนและสังคมไทยมาตั้งแต่อดีต แต่ว่าตั้งแต่ที่ประเทศไทยก้าวสู่ความ เป็นรัฐชาติก็ตั้งแต่สมัยประมาณรัชกาลที่ ๔ รัชกาลที่ ๕ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๔๗ ก็ล่วงมา ๒๑๒ ปี เราก็มีการบริหารประเทศในแนวของอารยธรรมตะวันตก ก็รับเรื่องการแพทย์แผนตะวันตก เข้ามาทําให้ตั้งแต่นั้นมาการแพทย์แผนไทยก็ถูกละเลยไปค่อนข้างมาก อันนั้นก็เป็นเรื่อง ในอดีต แต่ในปัจจุบันและในอนาคตองค์การอนามัยโลกเองก็ได้ให้ความสําคัญกับการแพทย์ ดั้งเดิมนะครับ ได้มีการกําหนดยุทธศาสตร์ขององค์การอนามัยโลกในการพัฒนาการแพทย์ ดั้งเดิมโดยเน้นการฟื้นฟูองค์ความรู้ที่เป็นของแท้ทั้งในภาคทฤษฎีและการปฏิบัติ การควบคุม ทางกฎหมายเพื่อให้มีความมั่นใจเรื่องประสิทธิภาพ คุณภาพและความปลอดภัยของระบบ การแพทย์ดั้งเดิมและที่สําคัญคือเน้นให้สนับสนุนให้อยู่ในระบบหลักประกันของชาติ
ขอสไลด์ (Slide) ต่อไป ประกอบกับในร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ก็ได้กําหนดในหมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ มาตรา ๕๕ ได้เน้นเรื่องให้มีการส่งเสริมให้มีการ พัฒนาภูมิปัญญาด้านการแพทย์แผนไทยให้เกิดประโยชน์สูงสุดนะครับ ก็เป็นแนวโน้มที่ดี ที่เราจะต้องมีการปฏิรูปและพัฒนาระบบ เพื่อให้สอดคล้องสนองเจตนารมณ์ทิศทางของโลก แล้วก็ทิศทางของรัฐธรรมนูญนะครับ
ในสถานการณ์และปัญหาที่เกิดขึ้นเราก็ทราบดีว่าปัจจุบันในเรื่องการเจ็บป่วย ได้แปรไปสู่เรื่องการเจ็บป่วยจากโรคติดต่อเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังนะครับแล้วก็มีแนวโน้ม สูงขึ้นตลอด ในอีก ๓๐ ปี ดับเบิลยูเอชโอ (WHO) ก็ได้ประมาณการว่าประชากรโลก ประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ ๔,๖๕๐ ล้านคนจะต้องทุกข์ทรมานกับโรคเรื้อรัง อย่างน้อยคนละ ๑ โรค โรคเรื้อรังทั้งหลายก็มีที่สําคัญที่เราเป็นปัญหาของประเทศเรา ปัจจุบัน คือโรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคทางเดินหายใจ โรคเบาหวาน แล้วก็โรคหลอดเลือด ทางสมอง ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เชื่อว่าการแพทย์แผนไทยจะสามารถช่วยดูแลรักษาในเบื้องต้นได้
อีกประการหนึ่งพวกเราก็ทราบว่าประชากรผู้สูงอายุในประเทศไทยสูงขึ้น ประมาณการของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติกําหนดอีก ๑๐ ปี เราจะมีผู้สูงอายุ สูงเป็น ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ในแนวโน้มของโลกก็จะพบว่าผู้สูงอายุในประเทศไทยมีเพิ่มขึ้น อย่างเร็วเกินคาดจากค่าเฉลี่ยของโลกนะครับ ในอีก ๓๐ ปี เราจะเพิ่มเป็น ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นปัจจุบันแนวโน้มผู้สูงอายุในประเทศไทยก็ตามญี่ปุ่นไปที่สูงขึ้นในระยะก่อนหน้าเรา นะครับแล้วก็สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกอยู่เท่าตัวเหมือนกัน อันนี้ก็เป็นประเด็นที่สะท้อน เพราะว่าผู้สูงอายุสิ่งที่เป็นปัญหาก็คือโรคจากความเสื่อมของผู้สูงอายุ ซึ่งทําให้เราต้องพึ่งพิง ยาตามแนวแผนตะวันตก ทําให้ประเทศเราต้องพึ่งพิงยาจากต่างประเทศทั้งหมด แล้วก็การที่ เราใช้แพทย์แผนตะวันตกเป็นหลักในปัจจุบันทําให้เทคโนโลยีด้านการรักษาเรามีมูลค่า สูงมาก
ไปดูค่าใช้จ่ายนะครับ ปัจจุบันเรามีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพประมาณ ๖.๔๘ ของจีดีพี (GDP) ในเส้นกราฟ (Graph) สีเขียวนะครับ ในเส้นกราฟ (Graph) สีชมพูจะเป็น ค่ายาประมาณ ๓.๐ ของจีดีพี (GDP) เส้นสีฟ้าจะเป็นตัวแสดงว่าสัดส่วนค่ายาต่อค่าใช้จ่าย ด้านสุขภาพตอนนี้เราสูงเกือบครึ่งหนึ่งคือประมาณ ๔๖.๓๙ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็แนวโน้มของ ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นตลอด จะเห็นว่า ๒๕ ปีที่ผ่านมาจีดีพี (GDP) ของเราโตขึ้นประมาณ ๙.๘ เปอร์เซ็นต์ แต่ค่าใช้จ่ายด้านยาและสุขภาพเราโตขึ้นประมาณ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงกว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจ
สําหรับโอกาสของเรา ประเทศเราในเรื่องเกี่ยวกับสมุนไพร จะเห็นว่ากราฟ (Graph) นี้แสดง ในปัจจุบันสมุนไพรมีสัดส่วนประมาณ ๘.๗ เปอร์เซ็นต์ของตลาดยาของโลก ก็ประมาณ ๑๐๐ มิลเลียน (Million) ในส่วนที่เป็นสภาพตลาดโลกด้านสมุนไพร เราจะพบว่า ยุโรปเป็นตลาดที่ค่อนข้างใหญ่ จะเห็นว่าในกราฟ (Graph) แนวตั้งเป็นความต้องการในแต่ละ พื้นที่ภูมิภาคของโลก ยุโรปจะสูงสุดประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด แนวนอนจะเป็น เรื่องเกี่ยวกับทรัพยากรที่มี ประเทศไทยจะค่อนข้างใกล้ชิดกับแนวนอนไปทางด้านขวา แปลว่าประเทศไทยมีศักยภาพที่มีทรัพยากรเยอะ ในขณะที่พื้นที่ภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก มีความต้องการใช้ทรัพยากรนี้ ฉะนั้นประเด็นของเราคือทําอย่างไรให้เราสามารถวิจัยพัฒนา ทรัพยากรของเราเพื่อป้อนสู่ตลาดโลกอันนี้นะครับ
มาดูในมูลค่าการใช้สมุนไพรของประเทศไทย จะเห็นว่าปัจจุบันเรามีมูลค่า ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ส่วนใหญ่จะเป็นผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับด้านเสริมอาหาร เสริมสุขภาพทั้งหลาย กราฟ (Graph) สีแดงประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นส่วนที่เป็นยาแผนไทยและแผนโบราณประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็อีกส่วนหนึ่ง เป็นของสปา (Spa) ประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท จะเห็นว่าในปัจจุบันเราก็มีการใช้และ การส่งออกเกี่ยวกับสมุนไพรค่อนข้างสูงพอสมควร ถ้าเราสามารถพัฒนาได้มากขึ้นเราก็ ตอบสนองต่อตลาดโลกได้มากขึ้นนะครับ
สภาพปัญหาของประเทศไทย เราจะเห็นว่าสถานการณ์และสภาพปัญหา
ประเด็นที่ ๑ ปัจจุบันการผลักดันเชิงนโยบายการแพทย์แผนไทยเข้าสู่ระบบ สุขภาพตามแนวคิดของดับเบิลยูเอชโอ (WHO) เรายังทําให้เกิดผลได้ไม่เป็นรูปธรรม เท่าที่ควร จะพบว่าปัจจุบันถึงแม้จะมีการส่งเสริมเกี่ยวกับการแพทย์แผนไทยในปัจจุบัน ค่อนข้างมากขึ้นจากอดีตนะครับ แต่ว่าการเข้ารับบริการของประชาชนไทยปัจจุบันในผู้ป่วยนอก ทั้งหมดจะมีคนเข้ารับบริการการแพทย์แผนไทยเพียงประมาณ ๑๗.๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง หรือประมาณ ๔๐๐ ล้านครั้งจากการให้บริการผู้ป่วยนอกทั้งหมด ๒๑๕.๓ ล้านครั้ง แล้วก็ อีกประเด็นหนึ่งคือ การให้บริการการแพทย์แผนไทยถ้าดูในภาพของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นภาพใหญ่ ปัจจุบันก็ให้บริการการแพทย์แผนไทยได้เพียง ๖๑ เปอร์เซ็นต์จากโรงพยาบาล ทั้งหมด ๘๙๖ แห่ง ก็ประมาณครึ่งหนึ่งนะครับ
ประเด็นที่ ๒ ในส่วนขององค์ความรู้การแพทย์แผนไทยที่เป็นปัญหา ขาดการ ฟื้นฟูและพัฒนาอย่างเป็นระบบ เราก็ทราบแล้วว่าเราทอดทิ้งเรื่องการแพทย์แผนไทย มา ๒๐๐ กว่าปี องค์ความรู้ ตําราต่าง ๆ มีการสูญหายขาดแคลนไปเยอะ อาจารย์ผู้ถ่ายทอด วิชาก็เริ่มล้มหายตายจาก แล้วก็การศึกษาถ่ายทอดส่วนใหญ่ที่ผ่านมาเป็นลักษณะบุคคล จากบุคคล จากอาจารย์สู่ศิษย์ เราเพิ่งมีการจัดระบบการศึกษาตามแผนในระบบการศึกษา แบบปัจจุบันเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา อันนี้ก็เป็นประเด็นปัญหาหนึ่ง
ประเด็นที่ ๓ การขาดแคลนบุคลากรด้านการแพทย์แผนไทย ปัจจุบันเรามี แพทย์แผนไทยประมาณ ๑ ต่อ ๒๐,๐๐๐ ประชากร ถ้าเทียบกับบุคลากรทางด้านการแพทย์ ด้านอื่นก็ยังขาดแคลนมาก ถ้าเทียบความต้องการในปัจจุบันอาจจะต้องการประมาณเกือบ ๑๐,๐๐๐ คน ก็เป็นสิ่งที่เราต้องวางระบบที่จะจัดสรรทรัพยากรอย่างไรนะครับ
ประเด็นที่ ๔ คือการละเมิดภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรไทย ปัจจุบันการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ในการค้นหายาใหม่ เราก็ทราบว่ายาใหม่ เกิดขึ้นน้อยมากที่จากการคิดค้นเพื่อให้เกิดสารเคมีใหม่ ฉะนั้นก็มีแนวโน้มที่จะส่วนใหญ่ จะพัฒนาจากสมุนไพรขึ้นไปนะครับ อันนี้เราก็เห็นหลายตัวที่ประเทศเรามีสมุนไพรเรา แล้วก็ ต่างประเทศสามารถเอาไปวิจัยพัฒนาต่อยอด แล้วก็จดเป็นสิทธิบัตรของตัวเองไป ที่ผ่านมา ก็มีหลายรายการนะครับ อย่างเช่นเต้าน้อย กวาวเครือขาว ล่าสุดที่เราเป็นข่าวว่าประเทศญี่ปุ่น ก็จดสิทธิบัตรเรื่องใบกระท่อม แล้วต่อไปก็คงเป็นกัญชาอะไรต่าง ๆ ซึ่งพวกนี้ก็เป็นประเด็น ที่เราเองจะต้องมีการตื่นตัวที่จะพัฒนาส่วนที่เป็นของเราขึ้นไปเพื่อเป็นสิทธิของพวกเรานะครับ
ประเด็นที่ ๕ คือเรื่องการผ่านระบบการจัดการฐานข้อมูลภูมิปัญญาการแพทย์ แผนไทย เรามีข้อมูลภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยอยู่เยอะมาก แต่ขาดการจัดการ เก็บรวบรวม ที่เป็นระบบ รวมถึงการที่จะถ่ายทอด หรือว่าใช้ระบบเทคโนโลยีที่สามารถรวบรวมให้เกิด ประสิทธิภาพต่อเนื่องกัน
ประเด็นที่ ๖ คือสมุนไพรหลายชนิด ปัจจุบันเราขาดแคลน ถึงแม้เราบอกว่า เรายังไม่ได้ส่งเสริมมากนัก ประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพ แต่ว่าหลายอย่าง ที่เราต้องใช้ในการเตรียมยา และผลิตยาว่าผลิตภัณฑ์อื่นเราก็ขาดแคลนที่จะต้องนําเข้า จากต่างประเทศ ขาดแคลนทั้งเรื่องการจัดการวัตถุดิบ สมุนไพรอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ วิธีการปลูกที่ถูกต้องเหมาะสมนะครับ วิธีการแปรรูป การควบคุมคุณภาพ การผลิตเป็นยา และเครื่องสําอาง แล้วก็หลายรายการที่เราต้องนําเข้าจากประเทศอินเดีย ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศจีนต่าง ๆ เช่น ขมิ้นชันอย่างที่พวกเราทราบ ประเทศไทยก็ใช้เยอะมาก แต่เราก็ต้อง นําเข้าเหมือนกัน ไพร มะขามป้อม รากหญ้าคา ข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้ โกศต่าง ๆ เป็นต้น อีกประเด็นหนึ่งที่สื่อ ก็คือพื้นที่เพาะปลูกสมุนไพรเพื่อการค้าในประเทศเราที่มีการสํารวจ ก็มีการลดลงจากปี ๒๕๕๖ เรามีประมาณ ๔๐,๐๐๐ กว่าไร่ ปัจจุบันปี ๒๕๕๗ ที่สํารวจ ก็มีเหลืออยู่ประมาณ ๓๐,๐๐๐ กว่าไร่นะครับ อันนี้ก็เป็นแนวโน้มที่จะทําให้รู้สึกว่าเราไม่มี ระบบในการจัดการที่ดีพอ
ประเด็นที่ ๗ คือการขาดการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาทิศทางอย่างเป็น ระบบ ขาดการวิจัยพัฒนาเพื่อที่จะนําสมุนไพรต่อยอดมาแก้ปัญหาด้านสุขภาพ เราทราบว่า เป้าหมายหลักเราคือ โรคเรื้อรังทั้ง ๖-๗ โรค แต่ว่าเรายังไม่มีเป้าหมายที่จะพัฒนายาเพื่อมา แก้ไขปัญหานี้โดยตรงนะครับ ขาดการนําผลการวิจัยขยายผลสู่การพัฒนาด้านอุตสาหกรรม อันนี้ก็เป็นประเด็นหลักของเรา
ประเด็นที่ ๘ เป็นเรื่องอุตสาหกรรมยาและสมุนไพรไทยยังขาดศักยภาพ ในการแข่งขัน เพราะว่าเราผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีแต่ด้านอุตสาหกรรมนะครับ และที่สําคัญ คือปัจจุบันการใช้สมุนไพรในบ้านเราถึงแม้มีการส่งเสริมก็ยังใช้ได้น้อยอยู่ ประมาณเพียง ๑๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ที่เข้ารับบริการ ฉะนั้นถ้าสามารถขยายการใช้ อุตสาหกรรมก็จะมีความ คุ้มทุนในการที่จะพัฒนาต่อเนื่องในเรื่องนี้ เราขาดเครื่องมือต่าง ๆ ที่จะใช้ในการพัฒนา ยังต้องพึ่งพาจากต่างประเทศและขาดเทคโนโลยีที่สําคัญ
ประเด็นที่ ๙ คงเป็นเรื่องกฎหมายที่ใช้ในการควบคุมกํากับยังไม่เอื้ออํานวย นะครับ ของเรามีอุปสรรคด้านกฎหมายในเรื่องการขอขึ้นทะเบียน การกําหนดสรรพคุณ เพื่อการผลิตและการขายส่งออก ซึ่งหลายท่านอาจจะเจอปัญหาว่า การขอขึ้นทะเบียน ที่เกี่ยวข้องกับสมุนไพรในแต่ละรายการใช้เวลานานมาก อันนี้ก็เป็นปัญหาอุปสรรค สิ่งที่ เป็นปัญหาเนื่องจากว่าปัจจุบันประเทศไทยเรามีเพียงกฎหมายอาหาร ส่วนไหนเป็นอาหาร มันก็จะใช้กฎหมายอาหารง่าย ส่วนไหนที่พอเริ่มพัฒนาเป็นยาเพื่อจะมีสรรพคุณที่จะกําหนด ก็ไปใช้กฎหมายยา ซึ่งกฎหมายยาเจตนาแต่ดั้งเดิมก็จะใช้ในการที่จะขึ้นและอนุญาต พวกยาแผนปัจจุบัน ซึ่งเป็นสารเคมีผลิตใหม่ ฉะนั้นเรื่องความปลอดภัย เรื่องประสิทธิภาพ คุณภาพทั้งหลายก็เลยเข้มงวดมาก ฉะนั้นสมุนไพรไทยก็เลยอาจจะเกิดปัญหาในการ ขึ้นทะเบียนพอสมควรนะครับ อีกประเด็นหนึ่งก็คงเป็นปัญหากฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครอง ภูมิปัญญาประเภทการแพทย์แผนไทย ถึงแม้เราจะมีกฎหมายเดิมที่ใช้อยู่ แต่ที่ผ่านมา จากประสบการณ์ก็ยังไม่สามารถคุ้มครองภูมิปัญญาเราได้ชัดเจนก็คงมีการปรับปรุงแก้ไข
ประเด็นที่ ๑๐ ปัญหาอีกประเด็นหนึ่งเกี่ยวกับด้านสมุนไพรในปัจจุบันที่เรา เห็นกันอยู่มากมายก็คือผลิตสมุนไพรปลอม ปลอมขึ้นมาเพื่อจําหน่าย มีการปลอมปน สารสเตียรอยด์ (Steroid) อะไรทั้งหลายเพื่อให้มีความชะงักในการรักษา ในยาลูกกลอน ยาน้ําสมุนไพรต่าง ๆ มีการโฆษณาอันเป็นเท็จหรือโฆษณาชวนเชื่อมาก โดยเฉพาะในทีวี (TV) ดาวเทียมทั้งหลาย ก็เป็นประเด็นปัญหาที่ในทางลบเกี่ยวกับด้านสมุนไพรที่เราพบ ในปัจจุบัน
ฉะนั้นในหลักการวัตถุประสงค์หลักในเรื่องการพัฒนาการแพทย์แผนไทย และสมุนไพรที่คณะทํางานได้ดําเนินการก็คงเน้นเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับระบบบริการ การแพทย์แผนไทยและสมุนไพร โดยพยายามพัฒนาการแพทย์แผนไทยที่มีประสิทธิภาพ ความมั่นคงในระบบยาของประเทศเรา ที่เราจะสามารถพึ่งตนเอง ทดแทนการแพทย์ แผนปัจจุบัน และได้รับการคุ้มครองให้เป็นมรดกของชาติ ๒. คือเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับเศรษฐกิจไทย จากการพัฒนาสมุนไพรตามแนวเศรษฐกิจ สร้างสรรค์ ๓. เพื่อสร้างความยั่งยืนของระบบการบริหารจัดการด้านการแพทย์แผนไทย และระบบยาสมุนไพร
ฉะนั้นเราก็กําหนดยุทธศาสตร์การปฏิรูปไว้ ๓ ส่วน คือสร้างความมั่นคง สร้างความมั่งคั่ง และสร้างความยั่งยืน ความมั่นคง ก็คงเน้นปฏิรูประบบการแพทย์แผนไทย ให้เป็นการแพทย์หลักของบ้านเราอีกสาขาหนึ่ง และเป็นการรักษาบริการหลักในระดับ ปฐมภูมิให้ได้ ความมั่งคั่งก็คงเน้นการพัฒนาสมุนไพรตามแนวเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้เป็น มูลค่าเพิ่มของประเทศ แล้วก็ความยั่งยืนคือการปฏิรูปเชิงโครงสร้างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งหลายให้สามารถตอบสนองในการพัฒนาระบบการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร ของประเทศ เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมาย สําหรับรายละเอียดการปฏิรูป จะขออนุญาต ท่านประธานเรียนเชิญนายแพทย์ธวัชชัย กมลธรรม อดีตอธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์ แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เป็นผู้นําเสนอต่อครับ
ขอเชิญท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์ (พิเศษ) นายแพทย์ธวัชชัย กมลธรรม นะครับ อดีตอธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ซึ่งทําหน้าที่เป็นนักวิชาการ ประจําคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เชิญครับ
ธวัชชัย กมลธรรม (ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ) : กราบเรียนท่านประธานและสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทุกท่านนะครับ กระผม นายแพทย์ธวัชชัย ขอนําเสนอในส่วนที่เป็นแนวทางการปฏิรูป จากปัญหาต่าง ๆ ที่ท่านกิตติ กรรมาธิการได้นําเสนอไปแล้วนะครับ ผมขอเสนอแนวทางในการปฏิรูปการแพทย์แผนไทย ๓ ด้าน ประเด็นที่ ๑ ก็คือการปฏิรูปการแพทย์แผนไทยทั้งระบบ ประเด็นที่ ๒ เป็นการปฏิรูป เรื่องระบบอุตสาหกรรมยาสมุนไพร ประเด็นที่ ๓ จะเป็นเรื่องของการปฏิรูประบบบริหาร จัดการด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรนะครับ
ประเด็นที่ ๑ ประเด็นการปฏิรูปการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรนั้นจะเน้น ในเรื่อง
๑. การปฏิรูประบบบริการการแพทย์แผนไทยให้คู่ขนานกับการแพทย์ แผนปัจจุบัน โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างความครอบคลุมบริการการแพทย์แผนไทยให้ทั่ว ทุกโรงพยาบาลทั่วประเทศ โดยจะทําให้ประชาชนสามารถจะเข้าถึงบริการการแพทย์แผนไทย และใช้แพทย์ที่มีอยู่กระจัดกระจายกัน แพทย์แผนไทยที่มีอยู่ได้ช่วยดูแลแบ่งเบาภาระจาก แพทย์แผนปัจจุบันซึ่งมีอยู่มากมายอยู่แล้ว
๒. จะเน้นในเรื่องของการปฏิรูปการคุ้มครองภูมิปัญญาเพื่อเป็นมรดกไทย มรดกโลกนะครับ ซึ่งจากที่เรามีแพทย์แผนไทย แพทย์พื้นบ้าน ซึ่งอายุมากแล้วก็กําลังจะ เสียชีวิตไปก็จํานวนมากนะครับ ก็จําเป็นจะต้องมีการสังคายนาองค์ความรู้ แล้วก็นํามาบรรจุไว้ ในศิลาจารึกแหล่งที่ ๓ ที่เป็นดิจิทัล (Digital) ก็คือฐานข้อมูลของการแพทย์แผนไทยแล้วก็ สมุนไพรทั้งหมดรวมเป็นที่เดียวกัน แล้วก็ถ่ายทอดปฏิวัติออกมาเป็นในรูปภาษาไทยที่เข้าใจได้ แล้วก็สามารถที่จะนําไปแปลเป็นภาษาต่างประเทศ แล้วก็ใส่รหัสคีย์เวิร์ด (Keyword) ที่สามารถที่จะค้นหาได้
๓. จะเป็นเรื่องของการศึกษาการแพทย์แผนไทย จากการศึกษาเพื่อจะสร้าง แพทย์แผนไทย ซึ่งเราก็ได้รับการถูกตอบกลับมาว่ายังมีคุณภาพที่ยังต้องปรับปรุง เพราะฉะนั้น ในส่วนที่สิ่งที่เราจะต้องปฏิรูปก็คือเรื่องการศึกษาทั้งหมด ทั้งด้านคุณภาพแล้วก็ปริมาณนะครับ
สําหรับภูมิปัญญาจากเดิมที่เรามีอยู่แล้วจะต้องถูกรวบรวมเป็น ๒ เชน (Chain) ด้วยกันก็คือ ในเรื่องของการที่ไปสู่การนําไปใช้บริการทางการแพทย์แผนไทย แล้วก็สมุนไพร ต่าง ๆ ที่จะนํามาสู่การวิจัย แล้วก็แปรรูปให้มีคุณค่าเพิ่มขึ้นทางเศรษฐกิจนะครับ โดยจะไปเน้น ในการใช้บริการ ซึ่งสุดท้ายจะตกอยู่กับประชาชนในการที่จะได้รับประโยชน์ตรงนี้ แล้วก็ ทําให้ประเทศไทยนั้นจะได้เป็นเวลเนสฮับ (Wellness Hub) แล้วก็เป็น ไทย เทรดดิชันนัล เมดิคัล ฮับ (Thai Traditional Medical Hub) ของโลกนะครับ
สําหรับในด้านบริการนั้นอย่างที่เราทราบว่าเรายังมีการให้บริการเพียง ร้อยละ ๑๗ ซึ่งเป็นจํานวน ๔๐ ล้านครั้งจากประมาณ ๒๐๐ ล้านครั้งของการมารักษา ที่ผู้ป่วยนอกนะครับ เราคาดว่าเราจะให้มีการบริการที่ครอบคลุมและเพิ่มขึ้นในทุก โรงพยาบาลทั่วประเทศประมาณ ๑,๐๐๐ แห่ง แล้วก็ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบล อีกประมาณ ๑๐,๐๐๐ แห่งในระยะเวลาประมาณอีก ๒-๓ ปีข้างหน้า แล้วก็ในส่วนของ ค่าใช้จ่ายสุขภาพก็ควรจะได้มีการทดแทนด้วยการใช้สมุนไพร โดยเน้นการวิจัยสมุนไพร ที่มีคุณภาพแล้วก็มีประสิทธิภาพ มีความปลอดภัยที่จะมาใช้ทดแทนยาแผนปัจจุบันหรือว่า เสริมการรักษาที่ยังไม่เพียงพอสําหรับในกลุ่มของผู้ป่วยเรื้อรัง โรคมะเร็ง แล้วก็โรคอื่น ๆ นะครับ โดยจะเน้นในการรักษาที่ลดการใช้ยาลงเพื่อจะลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพลง แล้วก็ เน้นการแพทย์แผนไทยที่เป็นแพทย์หลักทางด้านปฐมภูมิ คือประชาชนคนไทยควรจะได้รับ การดูแลตัวเองก่อนโดยใช้สมุนไพร แล้วก็ไปใช้แพทย์แผนไทยในการดูแลเบื้องต้น และเมื่อ ไม่ดีขึ้นถึงจะไปหาหมอ ไปโรงพยาบาลนะครับ ซึ่งก็จะลดการแออัดได้ด้วย แล้วก็จะทําให้ ประชาชนดูแลตนเองได้มากขึ้นนะครับ อันนี้ก็จะใช้ภูมิปัญญาที่มีอยู่ดั้งเดิมของเรานั้น นํากลับมาอีกครั้งหนึ่งนะครับ แล้วก็ในส่วนของสมุนไพร ยกตัวอย่างเช่นจันทน์ลีลาซึ่งก็ มีฤทธิ์ในการลดไข้แทนยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ได้นะครับ สหัสธารา ในงานวิจัย ก็พบว่ามีฤทธิ์ต้านอักเสบ แก้ปวดข้อ เทียบเท่ากับโวลทาเรน (Voltaren) ส่วนขมิ้นชันเองนั้น เป็นยากระเพาะที่ดีที่สุด ขณะนี้เรานํามาทดแทนการรักษาโรคกระเพาะ โรคกรดไหลย้อน ท้องอืด ท้องเฟ้ออะไรต่าง ๆ นี้ได้ดีมากนะครับ เสลดพังพอนก็มาทําเป็นกลีเซอรีน (Glycerin) รักษาแผลในปาก ส่วนฟ้าทะลายโจรนั้นก็เป็นยาแรกสําหรับเวลาเจ็บป่วยเป็นไข้หวัดนะครับ
สําหรับเรื่องการคุ้มครองภูมิปัญญานั้นเราก็พบว่าภูมิปัญญาที่กําลังจะ สูญหาย เราก็พยายามที่จะทําการจัดการองค์ความรู้ แล้วก็รวบรวมมาไว้ในที่เดียวกันนะครับ แล้วก็ถ่ายทอด สังคายนา เก็บเป็นฐานข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นฐานข้อมูลด้านตํารับตําราต่าง ๆ เรื่องสมุนไพร รวมทั้งบุคลากรที่มีอยู่กระจัดกระจายทั่วประเทศด้วยนะครับ แล้วก็จัดทํา มาตรฐานตําราแพทย์แผนไทย ซึ่งขณะนี้พบว่ายังเป็นตํารับที่ยังมีการสังคายนามาหลายครั้ง ในแต่ละรัชกาลนะครับ ตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ รัชกาลที่ ๒ รัชกาลที่ ๓ รัชกาลที่ ๔ รัชกาลที่ ๕ จนกระทั่งมีตํารับตํารามากมายนะครับ แต่ว่าหลายตํารับก็สูญหายไปตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เสียเมือง แล้วก็เราก็ได้ถูกเผาไปจํานวนมากนะครับ ความรู้ต่าง ๆ ก็ได้สูญหายไปจํานวนมาก เพราะฉะนั้นก็จะต้องมีการเก็บรวบรวม แล้วก็มีการสังคายนานะครับ
สําหรับด้านการศึกษา ในการศึกษานั้นคือเราไม่มีการรวบรวมองค์ความรู้เดิมว่า อันไหนที่เป็นของจริง ที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นจําเป็นจะต้องมีการสังคายนา แล้วก็พัฒนาหลักสูตร การศึกษาใหม่ทั้งหมด ซึ่งที่มีอยู่นี้ก็อาจจะไม่เพียงพอที่จะทําให้เข้ามาเป็นแพทย์แผนไทยได้ นะครับ แล้วก็ในส่วนตํารานวดอะไรต่าง ๆ ก็ทําให้เป็นมาตรฐานขึ้น แล้วก็สร้างความรอบรู้ ให้กับประชาชนในการที่จะดูแลตนเองมากขึ้น รวมทั้งสร้างแพทย์แผนปัจจุบันที่จะไปช่วยกัน ศึกษาวิจัยงานแพทย์แผนไทยต่อนะครับ รวมทั้งเภสัชกร ซึ่งปัจจุบันนี้เรามีเภสัชกรที่ให้ ความสนใจกับเรื่องของสมุนไพรต่าง ๆ ลดลง ก็จําเป็นจะต้องมีเภสัชกรสมุนไพรขึ้นนะครับ จากภูมิปัญญาดังกล่าวก็จะนําไปสู่การสร้างเศรษฐกิจในเชิงของครีเอทิฟอีโคโนมี (Creative Economy)
ประเด็นที่ ๒ การปฏิรูปยาสมุนไพรนะครับ ในส่วนของอุตสาหกรรมจะต้อง มีการปฏิรูปอุตสาหกรรมการตลาดทั้งหมดนะครับ เช่นการแปรรูป การส่งเสริมการผลิตที่มี มาตรฐานแล้วก็สร้างคุณค่าสมุนไพรให้เป็นผลิตภัณฑ์ของชาติ รวมทั้งมีการวิจัยและพัฒนา ยาสมุนไพรที่เป็นรูปแบบใหม่ให้เกิดแนวทางที่จะนําไปใช้ประโยชน์ได้ตรง แล้วก็เร็ว แล้วก็คุ้มค่า ทางเศรษฐกิจนะครับ จะเห็นว่าทุกวันนี้สมุนไพรที่เราใช้อยู่คือเรานําเข้าจากต่างประเทศ นะครับ เป็นส่วนหนึ่งประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นที่น่าตกใจคือว่าเป็นสมุนไพรเป็นยาไทย นะครับ แต่ต้องสั่งสมุนไพรจากต่างประเทศ เหตุผลก็เพราะว่าเกษตรกรนั้นปลูกแล้วไม่รู้จะไปขายใคร แล้วคนที่อยากจะใช้เวลาจะซื้อจริง ก็ไม่รู้จะไปซื้อที่ไหนก็ซื้อจากยี่ปั๊ว เพราะฉะนั้นยี่ปั๊วก็ซื้อจากต่างประเทศก็ง่ายดีนะครับ สั่งเข้ามาแล้วเราก็ไม่รู้ว่าเป็นของจริงหรือเปล่า รวมทั้งของที่เอาไปใช้ เนื่องจากไม่รู้ว่า มีคุณภาพดีแค่ไหนด้วย เพราะฉะนั้นปัจจุบันยาสมุนไพรก็ยังไม่เป็นที่น่าเชื่อถือ อันนี้เราต้อง สร้างความเชื่อถือด้วยการปลูกสมุนไพร แล้วก็มีการแปรรูปผลผลิตในลักษณะของการที่ ประเทศไทยเองนั้นมีการปลูก แต่ว่าไม่รู้จะเอาไปแปรรูปที่ไหนนะครับ ถ้าปลูกจํานวนมาก ก็คือว่าต้องทิ้งไปหรือว่าจะปล่อยให้มันเน่าไปกับดิน เพราะฉะนั้นเราจําเป็นจะต้องมีโรงสี สมุนไพร หรือเรียกว่ามีโรงที่จะต้องแปรรูป รับซื้อแล้วก็แปรรูป ซึ่งโรงงานแปรรูปนั้นจะ สามารถส่งออกในรูปของวัตถุดิบหรืออาจจะเป็นสารสกัด แล้วก็ส่งต่อให้กับยี่ปั๊วเพื่อที่จะไป ส่งต่อให้กับโรงงานในการผลิต อันนี้เป็นการแก้ปัญหาแวลูเชน (Value Chain) ของสมุนไพร ซึ่งขาดหายไปในประเทศไทย แล้วโรงงานต่าง ๆ ก็ต้องมีการปรับปรุงเรื่องคุณภาพ เพราะ วันนี้คุณภาพของโรงงานอุตสาหกรรมยามีเป็นพัน ๆ โรงนะครับ แต่ว่าที่มีคุณภาพมาตรฐาน จริง ๆ มีไม่ถึง ๑๐๐ โรงนะครับ ที่เหลือก็เป็นเหล่าเต๊งบ้าง เป็นใต้ถุนบ้างอะไรบ้าง ซึ่งตรงนี้ ก็จําเป็นจะต้องมีการกําหนดมาตรฐาน แล้วก็ปรับปรุงคุณภาพให้ได้เป็นมาตรฐาน
เรื่องการตลาดก็เช่นกัน ผมคิดว่าประเทศไทยคงจะต้องสนับสนุนเรื่องการ กระจายสินค้า แล้วก็ต้องมีตลาดกลาง ทั้งวัตถุดิบ แล้วก็ต้องมีเรื่องของการสร้างแบรนดิง (Branding) อย่างที่เรานําไปจําหน่ายที่ตลาดนายกรัฐมนตรี หรือคลองผดุงกรุงเกษมเราก็ สร้างให้คนต่างประเทศได้รู้จักสินค้าไทยเราได้อย่างมาก จะต้องมีการกระจายสินค้าไปตาม ตลาดต่าง ๆ นี้มากขึ้น
นอกจากนั้นแล้วในการที่เราจะต้องเร่งในการจัดทํามาตรฐานตํารับยาสมุนไพร ในรูปของโมโนกราฟ (Monograph) ซึ่งตัวฟาร์มาโคเปีย (Pharmacopoeia) ที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ เรามีอยู่แค่ไม่ถึง ๑๐๐ ตัว ขณะที่เรามีสมุนไพรเป็นหมื่น ๆ ตัว แล้วก็ตลอดระยะเวลา เป็นหลายสิบปีที่ผ่านมา เราไม่ได้มีตัวเลขตรงนี้เพิ่มขึ้นเลย ขณะที่ต่างประเทศโดยเฉพาะอินเดีย เขาก็เริ่มจดทะเบียน มีการทําโมโนกราฟ (Monograph) สมุนไพรแล้วก็ดึงทางอเมริกามาทํา ยูเอสพี (USP) ทําอะไรต่าง ๆ ซึ่งประเทศไทยเองนั้นล้าหลังมากในเรื่องของการจัดทําเรื่อง โมโนกราฟ (Monograph) ของสมุนไพรนะครับ
ในการวิจัยก็เช่นกันเรามีงานวิจัยมากมาย แต่ว่าเสร็จการวิจัยก็ขึ้นหิ้งไว้ ไม่สามารถจะนําไปสู่การใช้ประโยชน์ได้ เพราะฉะนั้นในกระบวนการที่เราจะทําก็คือการรวมตัวกัน ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แล้วก็งบประมาณต่าง ๆ นี้ เพื่อที่จะเอาไปสู่การสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือยาใหม่ เพื่อทดแทนยาแผนปัจจุบัน หรือว่าเอาไปใช้ในชีวิตประจําวันได้มากขึ้น เพื่อประชาชนจะได้มีความมั่นใจแล้วก็ปลอดภัยในการที่จะใช้สมุนไพรได้ ซึ่งตรงนี้มีความจําเป็น อย่างมาก สิ่งที่ผ่านมานี้เราขาดแคลนนักวิจัย แล้วเราก็ขาดแคลนทิศทางในการวิจัยที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นเราจะต้องมีคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งในการที่จะรวมตัวกันแล้วก็จัดการกับ เรื่องการวิจัยให้โดยใช้ภูมิปัญญาเป็นฐาน ซึ่งตรงนี้การวิจัยแนวใหม่จะทําให้ระยะเวลาการ วิจัยสั้นลง โดยใช้ภูมิปัญญาเป็นฐาน แล้วก็มีการนําไปใช้ประโยชน์ ซึ่งตรงนี้ก็จะไปเกี่ยวข้อง กับเรื่องของกฎหมายด้วย ในการที่เราจะต้องไปปรับปรุงกฎหมายการขึ้นทะเบียนยา แล้วก็ การวิจัย ในเรื่องของการจัดทําแผนยุทธศาสตร์ตรงนี้ก็ชัดเจนครับว่าถ้าเรามีทิศทางที่ชัดเจน การเกิดเข็มมุ่งในการที่จะให้เกิดเป้าหมายที่ชัดเจนในการที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ สร้างสมุนไพรให้เป็นเศรษฐกิจชาติ ก็จะทําให้มีโอกาสมากขึ้นนะครับ ในทิศทางใหม่ของ การวิจัยนี้ก็คือการทํารีเวิร์สฟาร์มาโคโลจี (Reverse Pharmacology) นะครับ คือที่ผ่านมานี้ จะต้องมีการวิจัยทางพรีคลินิก (Pre Clinic) ทางคลินิก (Clinic) นะครับ เฟส (Phase) ๑ เฟส (Phase) ๒ เฟส (Phase) ๓ อาจจะใช้เวลาประมาณ ๕ ปี ๑๐ ปี แต่ในเรื่องของการ รีเวิร์ส (Reverse) นี้ก็คือการนําไปใช้ประโยชน์ก่อนแล้วติดตามการใช้นะครับ แล้วถ้าได้ผลดี แล้วก็ค่อยนํามาวิจัยเพิ่มเติมในรายละเอียดหรือการที่เรารวมตัวกันแล้วก็กําหนดทิศทาง ให้ชัดเจนแล้วก็แบ่งงานกันไปทําว่าใครควรจะต้องไปวิจัยเรื่องอะไร แล้วเอางานวิจัยเหล่านั้น มารวมกันเพื่อที่จะให้เกิดผลในทิศทางที่ชัดเจนนะครับ ซึ่งก็จะทําให้ลดค่าใช้จ่ายลง ลดเวลา ในการวิจัยลงแล้วอย่างน้อยก็จะทําให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ขึ้นนะครับ
ประเด็นที่ ๓ เรื่องการบริหารจัดการ ทั้งหมดที่กล่าวมาแล้วนี่จะเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าเรายังมีการจัดการแบบดั้งเดิมก็คือมีกรมแพทย์แผนไทย ซึ่งเป็นกรมเล็ก ๆ คอยดูแลเรื่อง ทั้งแพทย์แผนไทยแล้วก็สมุนไพรนะครับ งบประมาณก็น้อย คนก็น้อยนะครับ แล้วก็ในส่วนที่ มีกฎหมายที่ยังไม่เอื้ออํานวยต่อการทํางาน ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นทะเบียนยา หรือการ ผลิตภัณฑ์อะไรต่าง ๆ หรือการที่จะให้มีเรื่องของผลิตภัณฑ์การบริการที่ได้มาตรฐานแล้วก็ การคุ้มครองภูมิปัญญาด้วยนะครับ ซึ่งตรงนี้จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการปฏิรูประบบบริหาร จัดการ แล้วก็ต้องมีการปฏิรูปกําลังคนด้วย เพราะกําลังคนที่มีอยู่ตอนนี้ก็เริ่มที่จะแก่แล้วก็ เกษียณ รวมทั้งคนที่ใหม่มานี้ก็ยังต่อกันไม่ติดแล้วก็ยังขาดแคลนกําลังคนด้านเกษตรสมุนไพร นักวิจัย เภสัชกรสมุนไพรแล้วก็เรื่องการต่างประเทศนะครับ การต่างประเทศนี้เรามีคนที่ดูแล เรื่องนี้อยู่แค่คนสองคนเท่านั้นเองเป็นตัวแทนของประเทศในการที่จะต้องไปดีล (Deal) กับต่างประเทศ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และเราเองเราก็ให้ความสําคัญกับมันน้อยไปนะครับ ซึ่งเราเป็นอาเซียน (ASEAN) แล้ว และเวทีโลกก็ใหญ่โตขึ้นเรื่อยนะครับ ประเทศไทยเอง ในสถานะที่เราจะต้องเป็นเนชันนัลออทอริตี (National Authority) ตรงนี้ เพราะฉะนั้น ควรจะต้องมีองค์กรที่มันมีประสิทธิภาพมากกว่านี้นะครับ
เรื่องกฎหมายก็เช่นกันนะครับ ผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากสมุนไพรนี้เป็นผลิตภัณฑ์ ที่เหมือนกับลูกเมียน้อย คือพอจะไปขึ้นทะเบียนเป็นอาหาร เขาก็บอกว่าไม่ใช่อาหาร อันนี้เป็นยา พอจะไปขึ้นทะเบียนเป็นยาเขาก็บอกว่าข้อมูลไม่เพียงพอที่จะเป็นยาขึ้นทะเบียนไม่ได้ ผลสุดท้ายประเทศอื่น ๆ เขาก็ไปขึ้นทะเบียนแทน ยกตัวอย่างเช่น หมามุ่ยอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นวันนี้คือกฎหมายจะต้องมีกฎหมายอีกฉบับหนึ่ง ซึ่งเป็น พ.ร.บ. สมุนไพร ซึ่งมา รองรับการที่จะให้สมุนไพรนั้นได้เกิดขึ้น สามารถที่จะนําไปแปรรูปไปผลิตเป็นอาหาร เป็นยา หรือเป็นรูปแบบของอาหารเสริมหรือว่าเป็นไดเอตทารีซัปพลีเมนต์ (Dietary Supplement) ที่สามารถที่จะไปแข่งกับตลาดโลกได้นะครับ แล้วก็การคุ้มครองภูมิปัญญาก็เช่นกัน ขณะนี้ ภูมิปัญญาของเราเองถูกนําไปใช้ประโยชน์ โดยที่เรามีกฎหมายคุ้มครองภูมิปัญญามาทั้งสิ้น ๑๗ ปีแล้ว พ.ร.บ. คุ้มครองภูมิปัญญานี้ แต่ยังคุ้มครองอะไรไม่ได้เลย ปัญหาของกฎหมายนี้ มากมายเหลือเกิน พอนําไปปฏิบัติแล้วก็พบว่าความเข้มแข็งของคณะกรรมการนี้ไม่มี รวมทั้ง กรรมการที่เลือกตั้งมามีระยะเวลาแค่ ๒ ปี กว่าจะเลือกตั้งเสร็จ กว่าจะประชุมเสร็จก็ปี แล้วประชุมได้ไม่กี่เดือนก็ต้องเลือกตั้งใหม่นะครับ รวมทั้งกรรมการที่เข้ามานี้คนที่ควรจะต้อง รู้เรื่องก็ไม่ได้เข้ามา แล้วก็ในส่วนที่ลูกกฎหมายที่มีอยู่ในรูปของกองทุนเองก็ไม่สามารถจะ พึ่งตัวเองได้ เพราะว่ารายได้ที่เกิดจากการจดทะเบียนสิทธิหรือว่าสมุนไพรต่าง ๆ นี้ก็จะต้อง ส่งคืนคลังงบประมาณไปหมด แต่ว่าแทนที่กองทุน ก็ยังเล็กลงเรื่อย ๆ ก็คือไม่มีเงินเพียงพอ นะครับ เพราะฉะนั้นก็จะทําให้เรื่องของการที่เรายังต้องมีการปฏิรูปกฎหมายฉบับนี้นะครับ
ส่วนในเรื่องของการบริหารจัดการ ก็มีข้อเสนอว่าเราน่าจะต้องมีคณะกรรมการ ขึ้นมาสักชุดหนึ่งนะครับ ที่ปรับปรุงอํานาจหน้าที่เพื่อที่จะให้เป็นผู้ที่จะดูแลเรื่องแพทย์ แผนไทยและสมุนไพรทั้งหมดนะครับ แล้วก็มีการปรับปรุงในเรื่องของกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องของการขึ้นทะเบียนสมุนไพร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่อง ของการจดแจ้ง คือแทนที่ว่าจะต้องไปเข้าคิวยาวนาน ในกฎหมายฉบับนี้จะให้อํานาจกับทาง จังหวัดในแต่ละจังหวัดด้วยในการจดแจ้งสมุนไพร ซึ่งจะใช้เวลาสั้นลง หรือว่าถ้าจะเคลม (Claim) สรรพคุณก็จะมีรายละเอียดเกี่ยวกับการที่จะต้องเคลม (Claim) สรรพคุณได้ แล้วก็ ลดระยะเวลา แล้วก็มีที่สําหรับขึ้นทะเบียนมากขึ้น โดยไม่ต้องมาอออยู่ที่ อ.ย. แห่งเดียว รวมทั้งเรื่องของการมีบทบัญญัติสําหรับคุ้มครองผู้บริโภค ในเรื่องโฆษณาต่าง ๆ ซึ่งทุกวันนี้ ก็จะเห็นว่ามีการโฆษณาชวนเชื่อเกินความเป็นจริง รวมทั้งไม่มีข้อมูลทางวิชาการ เพราะฉะนั้น ในกฎหมายฉบับนี้ก็จะเน้นในเรื่องของการคุ้มครองผู้บริโภคด้วย รวมทั้งการส่งเสริมรัฐวิสาหกิจ ชุมชน แล้วก็พวกโอทอป (OTOP) ต่าง ๆ ด้วย ผมจะไปถึงเรื่องในส่วน พ.ร.บ. คุ้มครอง ที่ได้กล่าวไปแล้วก็คือว่ามีการปรับปรุงอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการใหม่ แล้วก็มีการ ปรับปรุงอํานาจของกรมแพทย์แผนไทยด้วย ที่ผ่านมานั้นก็ไม่ได้ให้อํานาจอธิบดีในการที่จะ เข้าไปดําเนินการได้เต็มที่นะครับ จะเห็นว่าเราก็มีจนทุกวันนี้ก็ยังไม่สามารถที่จะไปคุ้มครอง อะไรได้ แล้วก็เพิ่มการคุ้มครองตํารับตํารายาของชุมชนหรือนิติบุคคลที่จะเข้าไป เพราะว่า ทุกวันนี้ก็มีคนที่จะมาขอขึ้นทะเบียนเป็นลิขสิทธิ์อะไรต่าง ๆ มากมาย แต่ว่าในกฎหมายเอง ก็ยังไม่ได้มีรายละเอียดที่จะให้อํานาจตรงนั้น รวมทั้งการจดทะเบียนสิทธิของบุคคลที่มีการ พัฒนายาใหม่ขึ้นมา แล้วก็ปรับปรุงในเรื่องของการจดทะเบียนสิทธิในการรับมรดกสิทธิ ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยของผู้ทรงสิทธิที่เสียชีวิตไป คือเพื่อให้มีความเป็นไปได้ นอกจากการปฏิรูปกฎหมายแล้วปัญหานี้ก็เป็นปัญหาที่สําคัญ แล้วก็เร่งด่วน ก็เสนอว่า ในระยะเร่งด่วนนอกจากการที่เราจะเสนอร่างกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับแล้ว ก็เสนอให้ทาง กระทรวงสาธารณสุขได้ออกกฎกระทรวงเพื่อสามารถที่จะให้จดแจ้ง แจงรายละเอียดการขึ้น ทะเบียนและขึ้นทะเบียนสมุนไพรได้ในบางรายการก่อน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน
ประเด็นที่ ๑ โดยสรุปแผนปฏิรูปนี้ก็จะสร้างความมั่นคง ความมั่งคั่ง แล้วก็ ความยั่งยืนให้กับประเทศชาติ ในส่วนของความมั่นคงนั้นคือจะเห็นว่าเราจะมีการใช้สมุนไพร ที่มีการวิจัยรองรับทดแทนยาแผนปัจจุบัน ซึ่งปัจจุบันนี้ยาแผนปัจจุบันทุกตัวเราก็รู้อยู่แล้วว่า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ นําเข้าจากต่างประเทศ แม้กระทั่งพาราเซตามอล (Paracetamol) ซึ่งเรา ต้องซื้อสารเคมีมา แล้วก็มาใส่ทําเม็ดทําเป็นแคปซูลจะเห็นว่าปัญหาตรงนี้จะถูกตัดออกไป ถ้าใช้สมุนไพรที่เกษตรกรของเราเป็นผู้ปลูกเอง แปรรูปเอง แล้วก็มีการนําไปสู่การผลิตที่ไม่มี คุณภาพ
ประเด็นที่ ๒ ก็คือเรื่องของการสร้างระบบบริการปฐมภูมิที่ได้มาตรฐาน ทําให้ ประชาชนสามารถที่จะเข้าถึงบริการได้ แล้วก็พึ่งตนเองได้ ในเรื่องการรับรองมาตรฐานสมุนไพร และตํารับต่าง ๆ ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ก็จะทําให้การแพทย์แผนไทยได้รับมาตรฐาน มากขึ้น
ประเด็นที่ ๓ ในเรื่องของความมั่งคั่งถ้าเราปรับกระบวนการวิจัยและใช้ภูมิปัญญา เป็นฐานในการวิจัยให้สั้นลง แล้วก็ลดอุปสรรคในการขึ้นทะเบียน การส่งเสริมอุตสาหกรรม สมุนไพรให้เป็นไปในที่ที่เป็นโอกาสมากขึ้น ส่วนความยั่งยืนนั้นก็คือการปฏิรูปเรื่องกฎหมาย คุ้มครอง แล้วก็ร่าง พ.ร.บ. สมุนไพรแห่งชาติ พ.ศ. .... แล้วก็เรื่องของการจัดตั้งคณะกรรมการ ขับเคลื่อนแพทย์แผนไทย แล้วก็ผลิตภัณฑ์สมุนไพร รวมทั้งจัดทําแผนยุทธศาสตร์สมุนไพร แห่งชาติด้วย
สุดท้ายผมคิดว่าสิ่งที่ประชาชนจะได้รับก็คือการบริการที่มีคุณภาพ ปลอดภัย มีมาตรฐาน แล้วก็สามารถที่จะให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้นแล้วภูมิปัญญา การแพทย์แผนไทยและการนวดไทย สมุนไพรไทยก็ได้รับการพัฒนาให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ และได้รับการคุ้มครอง เกษตรกรก็จะมีรายได้จากการปลูกพืชสมุนไพร ลดการนําเข้าสารเคมี ในการนํายาจากต่างประเทศ และประเทศไทยก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการจําหน่ายยาสมุนไพร และผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่เพิ่มขึ้น
ประเด็นสุดท้าย คือกลไกในการบริหารจัดการด้านการแพทย์แผนไทยและ ระบบยาสมุนไพรก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในส่วนที่เราได้ยืนยันไปแล้ว ก็คือมีการกําหนด แผน ๒๐ ปี แล้วก็กําหนดสิ่งที่จะต้องเร่งรัดในส่วนที่จะต้องดําเนินการนะครับ ต่อไปเลยครับ แล้วก็มีแผนงบประมาณ แล้วก็มีเรื่องของหน่วยงานที่รับผิดชอบนะครับ ทั้งหมดที่กล่าวมา ก็เป็นเรื่องของการปฏิรูปการแพทย์แผนไทยและระบบยาสมุนไพรแห่งชาติ ซึ่งหวังว่าคงจะ ได้รับการสนับสนุนจากท่านสมาชิกสภาทุกท่านด้วยนะครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณคุณหมอธวัชชัยค่ะ คณะกรรมาธิการชี้แจงเสร็จเรียบร้อยแล้วนะคะ มีผู้ขออภิปรายเพียง ๒ ท่านนะคะ คือท่านสุรินทร์กับท่านกษิตนะคะ เรียนเชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการสํานักงานประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน เรียนเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกที่รัก ทุกท่าน กระผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ หมายเลข ๑๗๓ ผมมารับเอกสารที่สภาเมื่อวันศุกร์ เพราะไม่ได้ส่งไปที่บ้าน ผมไปอ่านทั้งวันเสาร์-อาทิตย์ เป็นปึกเลย เมื่อวันศุกร์เกือบทั้งวัน ผมอยู่ที่กรมแพทย์แผนไทย ผมกราบเรียนว่าทั้ง ๒ เรื่องนี้เป็นเรื่องดี แต่เป็นเรื่องที่ต้องใช้ เวลาในการพิจารณาให้ละเอียดรอบคอบ ในเรื่องนี้มี ๒ เรื่องอยู่ด้วยกันนะครับ
เรื่องที่ ๑ คือการเสนอพระราชบัญญัติใหม่ พระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์ สมุนไพรใหม่เลยนะครับ มีทั้งหมด ๑๒๕ มาตรา และมีบทลงโทษจําคุกตลอดชีวิตด้วย กับการปรับปรุงพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาแพทย์แผนไทย ปรับปรุง จากฉบับ พ.ศ. ๒๕๔๒ อันนั้นไม่มีอะไรเท่าไร ผมดูแล้วนะครับ เพียงปรับปรุงให้ทันสมัยขึ้น อะไรต่ออะไรก็ดี แต่ว่าผมอยากจะเน้นว่าการเสนอพระราชบัญญัติใหม่ การออกกฎหมาย ถ้าเป็นเรื่องที่จะต้องคุ้มครองและสนับสนุนส่งเสริม ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าออกแล้วมันไป ทําให้บางส่วนทําให้ภูมิปัญญาไทยหาย อาจจะ นะครับ ก็ต้องคิดให้ดี อย่างไรก็ตามผมจะ กราบเรียนว่าพุทธภาษิตมีมาตั้งแต่พุทธกาลแล้วครับว่า อโรคยา ปรมาลาภา ความไม่มีโรค เป็นลาภอันประเสริฐ ผมเชื่อว่ากรรมาธิการก็ต้องรู้ แต่ว่าไม่มีใครเลยที่ไม่มีโรค แล้วขณะเดียวกันพระพุทธเจ้าซึ่งท่านก็ตรัสสอนเวไนยสัตว์ไว้ตั้งแต่สมัยพุทธกาลแล้ว จนปัจจุบันนี้ ๒,๐๐๐ กว่าปี เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นวัฏฏะสงสาร ไม่มีผู้ใดหรือสัตว์ไหน หลีกเลี่ยงได้ ผมเลยจะกราบเรียนว่าอันนี้เป็นการรักษาภูมิปัญญาไทย ซึ่งผมเห็นด้วย และผม จะกราบเรียนว่าอยากจะเอาประวัติมาสักนิดหนึ่งว่าที่พูด ๆ กันทั้งหมดนี้พูดปลายเหตุ เราเสียเงินเป็นแสนล้านบาท มีภูมิปัญญาไทยแค่ ๑๐,๐๐๐ ล้านอะไรก็ตาม ต้นตํารับของ การแพทย์ เขาเรียกอะไร แผนโบราณหรือว่าแผนอะไรก็ตามมาตั้งแต่สมัยพุทธกาลโน่น หมอชีวกโกมารภัจจ์ เป็นแพทย์ประจําตัวพระพุทธเจ้า ในรูปนี้ผมไปเอามาจากกรมพัฒนาการ แพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก แล้วก็อยู่ในอินเทอร์เน็ต (Internet) เยอะแยะ สมัยโบราณการเดินทางหรืออะไรร้อยแปดจิปาถะไม่ได้ใส่รองเท้าหรอก ทุกอย่างเดินกัน บนพื้นดินเลย ก็ยอมเกิดอาการเจ็บป่วยร้อยแปดจิปาถะ ในรูปนี้หมอชีวกโกมารภัจจ์ดูแล ข้อพระบาทขององค์พระพุทธเจ้า อันนี้ที่มานะครับ แล้วผมก็เชื่อว่าเป็นเช่นนั้นเพราะผม เกิดไม่ทัน ต่อไปนี้ผมอยากจะกราบเรียนว่า แล้วหน้าตาของหมอชีวกโกมารภัจจ์เป็นอย่างไร ตามรูป นะครับ อันนี้เป็นเรื่องของโรคนะครับ โดยเฉพาะแพทย์แผนไทยหรือแผนจีนก็ตาม มันก็มา จากหมอพื้นบ้าน หมอพื้นบ้านนี้ก็จะมีหนังสือเล่มหนึ่ง ซึ่งผมไปเอามาจากกรมการแพทย์ แผนไทย เรียกว่าหมอพื้นบ้าน สมัยผมเด็ก ๆ ท่านประธานที่เคารพ พอผมไอค๊อกแค๊ก เป็นหวัดตัวร้อน คุณแม่ก็จะไปบอกหมอพื้นบ้าน แล้วท่านก็เอาฝาละมีมาอันหนึ่ง แล้วก็ใช้ ยาเหลืองหรือยาดํา แล้วก็ใช้มะนาว เกลือ ฝน ๆ แล้วผมกลัวมากเลย ป้ายเข้าไปในคอ ครั้ง ๒ ครั้งหาย ผมกลัวหมอมากเลย เรียกว่าหมอพื้นบ้าน ก็เป็นที่มาอย่างที่กําลังกล่าวนี้ นะครับ ทีนี้มาในสังคมไทยยุคที่สามารถจะปะติดปะต่อได้ก็มาท่านรัชกาลที่ ๑ ของเรานี้ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ท่านรัชกาลที่ ๑ เรานี้ได้ปรับปรุงปฏิสังขรณ์ ปฏิสังขรณ์เสร็จ พอถึงรัชกาลที่ ๓ พระบาทสมเด็จนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวท่านก็ให้มีการจารึกตํารายานวดแผนไทย ร้อยแปดจิปาถะ แล้วก็มีสวนฤาษีดัดตน ก็เป็นต้นตํารับของนวดแผนไทย ผมจะกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพว่า หนังสือเล่มนี้ผมก็ได้มาจากกรมการแพทย์แผนไทย กล่าวไว้ว่า พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระมหาเจษฎาราชเจ้าเป็นพระบิดาแห่งการแพทย์แผนไทย แล้วรูปของพระองค์ติดไว้ที่หน้ากรมนี้ใหญ่โตมากเลย ผมไปถ่ายมาแล้วเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว แล้วมีประกาศสํานักนายกฯ เมื่อวันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๕๘ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๘ ลงนามโดยท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ถ้าท่านอ่านประกาศฉบับนี้แล้วจะรู้เลยว่าขนลุก ว่าพระองค์นี่รวบรวมให้ความสําคัญต่อ การแพทย์แผนไทยอย่างยิ่งที่สุดในยุคปัจจุบัน ในอดีตอาจจะอยู่ที่นั่นที่นี่แล้วแต่ ภาคต่าง ๆ ก็ไม่เหมือนกันนะครับ เขาเรียกว่าเป็นหมอกลางบ้านนะครับ ต่อไปครับ การแพทย์แผนไทย ก็จะมีกันหลายแบบ หลายอย่าง อย่างน้อยมี ๔ อย่างนะครับที่เขียนไว้ นี่ในตํารานะครับ เรื่องที่ ๑ มีเวชกรรมไทย เรื่องที่ ๒ มีเภสัชกรรมไทย เวชกรรมไทยนี้มันจะพูดถึงเรื่อง เขาเรียกการวินิจฉัยโรคแล้วก็รักษาโรค แต่เภสัชกรรมไทยนี้จะประกอบด้วยสมุนไพร คือพืชทั้งหลาย มีทั้งเป็นต้น มีทั้งเป็นเถานะครับ สัตว์ทั้งหลายบางชนิดนี่เป็นประโยชน์ งา หน่อหรือกระดูก แร่ธาตุเช่นการบูร เกลือก็เป็นนะครับ วิชาการแพทย์แผนไทยเรื่องที่ ๓ คือผดุงครรภ์ไทย รวมทั้งการดูแลครรภ์หลังคลอด เขาเรียกอยู่ไฟ สมัยแม่ผมนะครับ ผมเป็นเด็ก ๆ แม่คลอดน้องคนสุดท้ายนั้นอยู่ไฟให้มดลูกเข้าอู่ แต่ปัจจุบันไม่มีแล้วนะครับ เรื่องที่ ๔ คือการนวดไทย แล้วเดี๋ยวผมจะกราบเรียนว่านวดไทยนี่ ผมได้หนังสืออย่างนี้มา นะครับ ในนี้จะมีศาสตร์ทั้งหลายเลย การนวดว่าจุดอยู่ตรงไหน อย่างไรร้อยแปดจิปาถะ เป็นตํารานะครับ ไม่ใช่พูดกันเล่น ๆ นะครับ เป็นตําราอย่างละเอียด ๓ เล่มแบบนี้เลย ถ้าใคร สนใจผมก็จะนําไปให้ท่านดูนะครับ หรือจะไปดูที่ห้องสมุดกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือกก็ได้ ผมจะกราบเรียนท่านเป็นเรื่อง ๆ ไปก่อน เพราะผมคิดว่าในที่นี้ บางท่านก็รู้ บางท่านก็อาจจะไม่รู้ แล้วเมื่อการถ่ายทอดไปสู่ประชาชนเราไม่รู้ เรากําลังจะพูด พระราชบัญญัติฉบับนี้มันมีที่มาอย่างไร แล้วก็บอกว่าพระราชบัญญัติฉบับนี้จะดีอย่างนั้น อย่างนี้ ผมอยากจะปูพื้นฐานเสียก่อนว่ามันเป็นอย่างไรนะครับ เภสัชกรรมไทยนี้เขาจะพูดถึง เรื่องสรรพคุณยาก่อนจะถึงเภสัชกรรมไทยต้องพูดถึงเรื่องเวชกรรมไทยก่อน เวชกรรมไทยนี้ เขาจะพูดถึงเรื่อง ๔ เรื่อง รู้สาเหตุของโรค ชื่อโรค รู้ยาสําหรับแก้โรค รู้ว่ายาใดสําหรับ แก้โรคใด ยาเย็น ยาร้อนไม่เหมือนกัน ถ้าอากาศร้อน ๆ ร้อนในนี่ต้องกินยาเย็น เช่น ยาเขียว ใบบัวบก อะไรทํานองนั้นนะครับ อันนี้ผมก็ไม่ถึงกับเป็นผู้เชี่ยวชาญ แต่ก็นํามากราบเรียน นะครับ
เรื่องที่ ๒ คือ เภสัชกรรมไทยต้องรู้ ๔ ด้าน ๑. เภสัชวัตถุ วัตถุที่นํามาเป็นยา ๒. สรรพคุณของเภสัช คือคุณสมบัติยาแต่ละตัว ๓. คณาเภสัช คือหมู่ยา เขาเรียกกลุ่มยา ๔ เภสัชกรรมคือการผสมยา ท่านเคยเห็นครกบดยาไหมครับ ถ้าไปดูที่วัดโพธิ์ หรือที่หลังวัด พระแก้ว โบสถ์วัดพระแก้ว ก็จะมี ไม่ใช่ครกแบบตํานะครับ อันนี้รุ่นใหม่ มันเป็นราง ทําด้วย หินแกรนิตแล้วก็มีลูกบด บดยาให้ละเอียด แล้วก็มาปรุงเป็นตํารับต่าง ๆ
เรื่องต่อไปผมอยากจะกราบเรียนว่า เรื่องผดุงครรภ์ไทยก็เป็นเรื่องสําคัญ เพราะที่มีเราได้เพราะคุณแม่ตั้งครรภ์ ถ้าคุณแม่ไม่ตั้งครรภ์ ไม่คลอด ไม่ดูแลสุขภาพให้ดี เราไม่เกิดมาถึงขนาดนี้ ไม่ยืนได้นะครับ ก็เป็นเรื่องสําคัญสมัยโบราณ ถ้าดูแลไม่ดีก็คือ ตายทั้งกลมมาเยอะแล้ว หัวไม่กลับเมื่อน้ําคร่ําแตกก็ต้องตายทั้งกลม เพราะผ่าไม่ได้ สมัยก่อนนะครับ
นวดแผนไทย ผมอยากจะกราบเรียนเวลานวดแผนไทย ที่เราไปนวด ผมคิดว่า ในนี้ ๙๙ เปอร์เซ็นต์ไปนวดกันทั้งนั้น นวดแผนไทยมี ๒ สาย คือสายนวดแบบราชสํานัก ผมขออนุญาตเวลานิดหนึ่งครับ เพราะว่ามันเป็นเรื่องสําคัญนะครับ แล้วผมเห็นว่ามีคนไม่ได้ ขอพูดมาก นวดแบบราชสํานักกับนวดแบบเชลยศักดิ์ ผมจะกราบเรียนสั้น ๆ ง่าย ๆ ก็คือว่า นวดแบบราชสํานัก สมัยก่อนก็อยู่ในรั้วในวัง การนวดจะใช้แค่นิ้วมือ ส่วนใหญ่นะครับ กดจุดต่าง ๆ ที่ผมกราบเรียนไปแล้ว ไม่ใช้ศอก เข่า หรืออย่างอื่น ส่วนนวดเชลยศักดิ์นั้นใช้ทุกรูปแบบ นวดกลางบ้าน แล้วผมก็ไปนวดมาแล้วทั้ง ๒ อย่าง ถามว่าผมไปนวดมาอย่างไรทั้ง ๒ อย่าง เพราะเมื่อปีที่ผมเป็นอธิบดีกรมการพัฒนาฝีมือแรงงาน ๔ ปีนี่ ผมไปเชิญหมอเพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ บัดนี้ท่านไปสวรรค์แล้ว เป็นรองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ ทางเลือกคนแรก เพราะกรมนี้ตั้งเมื่อปี ๒๕๔๕ มาเป็นประธานจัดทํามาตรฐานนวดแผนไทย แล้วประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งผมก็นําราชกิจจานุเบกษามาด้วยนะครับ แล้วผมก็ส่งให้ ท่านประธานดูแล้วนะครับว่านี่มาตรฐานนวดแผนไทย ทํามาหลายปีนะครับ ประกาศ ปี ๒๕๔๙ แล้วมาปรับปรุงเมื่อปี ๒๕๕๒ ให้ได้มาตรฐานว่านวดมาตรฐาน ๑ มันนวด อะไรได้บ้าง นวดมาตรฐาน ๒ นวดอะไรได้บ้าง นวดมาตรฐาน ๓ สามารถนวดคนที่เป็น ไมเกรน (Migraine) นะครับ แล้วผมไปดูการทดสอบมาตรฐานมาเมื่อสมัยผมเป็นอธิบดี นะครับว่าเขาทําได้จริง คนที่เป็นอัมพฤกษ์เดี้ยงนี่ นายผมคนหนึ่งเป็นปลัดกระทรวง เดี้ยง หลังจากปลดเกษียณนะครับ นวดประคบ ท่านเชื่อไหมปีเศษ ๆ เดี๋ยวนี้ตีกอล์ฟสบาย แล้วยังมี ตัวตนอยู่ อยู่หน้ากระทรวงสาธารณสุขด้วย บ้านท่านนะครับ กระผมไม่อยากกล่าวนามท่าน อย่างไรก็ตามผมไปอ่านตําราก็พบว่าทางการแพทย์แผนไทย ถือว่าหมอเพ็ญนภาเป็นหมอแรก ๆ ที่ลุกขึ้นมาทําเรื่องนี้ แล้วจะมีหมออีกคนหนึ่งที่ท่านอ่านหนังสือรายสัปดาห์ มติชน ท่านก็จะ เขียนบ่อย ๆ ผมก็อ่านอยู่นะครับ อันนี้พูดถึงเรื่องนวดแผนไทยไปแล้ว ผมอยากจะกราบเรียน ต่อไปว่า บัดนี้สมุนไพรที่กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกคิดว่าเป็น โปรดักต์แชมเปียน (Product Champion) เขาบอกมี ๕ ตัว จริง ๆ มีตั้ง ๗๐๐-๘๐๐ เป็นพันอย่างที่ว่า กวาวเครือ ไพล บัวบก กระชายดํา ลูกประคบสมุนไพร ตั้งอยู่เป็นสวนเลย ผมไปถ่ายรูปมาให้ท่านดูนะครับ อันนี้ผมไม่ได้เอามาเองนะ ผมไปเอามาจากกรมการแพทย์ แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกนะครับ ๑. ตัวแรกเขาบอก กวาวเครือ มีสรรพคุณ บํารุง ผิวหนัง สุภาพสตรีท่านใด สุภาพบุรุษอยากจะมีผิวหนังดี มีผมดก บํารุง ท่านก็ไปกิน กวาวเครือ หรือคืนนี้นอนไม่หลับท่านก็พยายามกินกวาวเครือ ๒. ไพลนี่ก็สารพัดที่จะทําได้ ฟกช้ําดําเขียวร้อยแปดจิปาถะ ก็ใช้ไพลนะครับ ผมจะพูดไปเร็ว ๆ นะครับ ๓. ใบบัวบก ถ้ากลับไปแล้วถูกทางบ้านอัดซ้อมอะไรก็ใช้ใบบัวบกได้ ยิ่งร้อน ๆ นี่นะครับ ใช้ใบบัวบก ดีมากเลยครับ แล้วยังต้านการอักเสบร้อยแปดจิปาถะ นี่ใบบัวบกรูปดังปรากฏข้างบนนะครับ ๔. กระชายดํานี่ปลูกมากที่สุดที่จังหวัดเลยผมไปดูมาแล้ว ชาวสวนปลูกแล้วผมก็เอามาปลูก ที่กรุงเทพฯ กับปลูกที่จังหวัดลพบุรีใกล้ ๆ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ที่มีสวนอยู่ ไม่ค่อยจะงาม ไม่ค่อยจะขึ้นมันอาจจะชอบสูง ๆ กระมังนะครับ ๕. ลูกประคบสมุนไพร นวดแล้วต้อง ประคบด้วยสมุนไพร ลูกประคบสมุนไพรนี่ทําด้วยอะไร ไพล ขมิ้นชัน ตะไคร้บ้าน ผิวมะกรูด ตะไคร้นี่ต้องตากแห้งนะครับ ใบมะขาม ใบส้มป่อย เกลือ เห็นไหม แร่ธาตุและการบูร ประคบแล้วทําให้เลือดลมไหลเวียนดีนะครับ ที่ผมกล่าวนําไปทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้รู้ว่าทุกอย่าง ในโลกนี้ โดยเฉพาะประเทศไทยมันมีที่มาที่ไป ทุกอย่างมีที่มาที่ไปหมด ความสําคัญเราต้อง นึกถึงว่าเมื่อใดก็ตามที่เราดื่มน้ําในบ่อ ไม่ใช่ไปบอกน้ํานี่สะอาด ไม่สะอาด มีตะกอนเท่าไร แถวบ้านผมนี่นะครับ จังหวัดลพบุรี อําเภอพัฒนานิคม โอ้โห ตะกอนเยอะมาก ถ้าเราคิด แค่นั้นผมว่าให้เกรดถ้าเป็นเรียนหนังสือนะครับ ให้ดี (D) ดีด็อก (D Dog) นะครับ มันต้อง นึกถึงว่าใครเป็นคนขุดบ่อน้ํา นึกถึงบุญคุณของคนขุดบ่อน้ําสิครับว่ากว่าเขาจะขุดบ่อขึ้นมา ให้มีน้ําใช้เขายากลําบากแค่ไหน นี่ในอดีตนะครับ เดี๋ยวนี้ใช้เจาะเอาเลย แล้วก็กําลังมีปัญหา เรื่องสอบสวนกันอยู่ แต่ทีนี้สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการ อีกเรื่องหนึ่งก็คือการปกป้อง การดูแลทรัพยากรที่บรรพบุรุษให้มาแล้วอย่างจริงจังเป็นเรื่อง สําคัญ เหมือนกับเขาเรียก ฤาษีดัดตนนะครับ มีชาวญี่ปุ่นชื่อ นายมาซากิ ฟุรุยะ มาถ่าย แล้วก็มาอบรม ๗ วัน ๑๕ วัน โอ้โห เอาไปขึ้นทะเบียนโน้นที่ญี่ปุ่น สมอ้างว่าฉันนี่เป็นคน คิดค้น ปรากฏว่ากรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกไปฟ้องร้อง แล้วยึดคืนมาได้แล้ว ยกตัวอย่างถ้าเราพัฒนาไปแล้วเราไม่มีการปกป้องสิทธิต่าง ๆ เหล่านี้ วันหนึ่งก็จะเหมือนที่ผมเคยอภิปรายไปแล้ว น้ําพริกศรีราชาเป็นคนของเวียดนามไปจด ทะเบียนที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เดี๋ยวนี้ก็มีใกล้ ๆ กันแต่ว่าเราใช้ชื่อว่า น้ําพริกศรีราชา ไม่ได้แล้ว แต่นี่เป็นการกล่าวนํานะครับ ท่านประธานครับ ผมจะเข้าเรื่อง อันนี้เป็น พระราชบัญญัติที่ท่านเสนอมานะครับ ในพระราชบัญญัติที่ท่านเสนอมานี้ ผมกราบเรียนว่า อ่านแล้วดีหมดเลย ผมดูนะครับดีหมดเลย แล้วผมดูเป็นหมวด ๆ เลยนะครับ หมวดที่ว่าด้วยกรรมการ กรรมการก็จะมีท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีรองประธาน ก็คือท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขแล้วก็มีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผมก็ตั้งข้อสังเกตประการที่ ๑ ว่าเดี๋ยวนี้ป่ามันไม่ใช่มีเฉพาะกรมป่าไม้ ไม่ใช่มีเฉพาะ ปลัดกระทรวงป่าไม้ อันนี้ผมก็ถามในใจผมนะ แต่ผมถามดัง ๆ ผ่านท่านประธานว่า แล้วกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเขาดูแล เขาเรียกว่าเกือบจะส่วนหนึ่งของป่า เราจะเอามาไหม ผมไม่ทราบ อันนี้ผมตั้งข้อสังเกตไว้เฉย ๆ นะครับ เพราะว่าสมัยก่อนนี้ กระทรวงนี้อยู่ในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมทรัพยากรอะไรนี่นะครับ มันอยู่ด้วยกัน ตอนนี้แยกมาแล้วฝากท่านไปคิดเป็นการบ้านนิดหน่อยนะครับว่าท่านจะคิดอย่างไรนะครับ แต่ทีนี้พอมาพูดถึงเรื่องหมวดที่เป็นสิ่งที่สําคัญก็คือหมวด ๒ ว่าด้วยการอนุญาต การขออนุญาตและการอนุญาตนะครับ มี ๙ มาตรา การขึ้นทะเบียนตํารับ เยอะแยะมากเลย หมวด ๕ หมวด ๖ ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่จะดูแลคุ้มครองการแพทย์แผนไทย โดยเฉพาะ เรื่องของสมุนไพร แต่ทีนี้ผมมาดูหมวด ๑๒ บทกําหนดโทษ เยอะมากนะครับ มี ๓๘ มาตรา มาตรา ๘๗ ถึงมาตรา ๑๒๕ นะครับ กําหนดโทษหมดเลยตั้งแต่ปรับอย่างเดียว ๓๐,๐๐๐ บาท ๕๐,๐๐๐ บาทเป็น ๑๐๐,๐๐๐ บาทมีทั้งจําและปรับ อย่างมาตรา ๙๙ มีโทษหนักถึงจําคุกตลอดชีวิต ถ้ากระทําผิดในมาตรา ๕๑ (๑) นะครับ แล้วถ้าไปดูใน มาตรา ๕๑ (๑) ท่านก็บัญญัติไว้นะ แต่นี่มันคงจะต้องผ่านไปอีกหลายที่หลายทาง แต่ผมก็อยากจะกลับไปเรียนว่าท่านลองไปเปิดดูมาตรา ๕๑ (๑) นะครับ ขอโทษนะครับ เดี๋ยวไปเปิดดูก็แล้วกันนะครับ จะบอกว่าถ้าท่านเอาสมุนไพรที่ปลอมถูกไหมครับ ผมจํา มาตราไม่ได้ที่ปลอมโทษหนักนะครับ ทีนี้ถ้าท่านกําหนดโทษแรง ๆ อย่างนี้ผมมองในมุมลบ และมุมบวก การออกกฎหมายนี้ต้องระมัดระวังอย่างยิ่งเลยนะครับ ถ้าสมมุติผมวางกระเป๋า ไว้ที่สนามบินหรือที่ไหนก็ตามมีใครเอาสมุนไพรปลอม ซึ่งผมไม่รู้มายัดใส่พิสูจน์ไม่ได้ผมติดคุก ตลอดชีวิตนะครับ แล้วปรับ ๕๐๐,๐๐๐ บาทอันนี้ถือว่าสูงสุดในมาตราของท่านที่เขียน เพราะฉะนั้นผมจึงกราบเรียนท่านประธานไปยังกรรมาธิการว่าทุกอย่างมีคุณอนันต์มีโทษมหันต์ แล้วบัดนี้ท่านกําลังจะตะล่อมห้อมห่อเรื่องการแพทย์แผนไทยพื้นบ้าน แล้วแต่จิปาถะที่มีกัน อยู่ทั่วโลกนี่นะครับ เอาเข้ามาอยู่ในหีบห่อรวมแล้วถือว่าเป็นประโยชน์ แต่ถ้าท่านไม่ได้ ละเอียดลออเรื่องเหล่านี้ก็จะเป็นโทษกับคนที่ไม่รู้นะครับ หรือแพทย์พื้นบ้านที่ไม่รู้ก็จะ เป็นโทษ ก็ฝากท่านประธานด้วยความเคารพว่าสิ่งที่ผมกราบเรียนอาจจะเป็นประโยชน์บ้าง หรือไม่เป็นประโยชน์ก็สุดแล้วแต่ท่านกรรมาธิการ แต่อย่างไรก็ตามโดยรวมผมสนับสนุนว่า การรักษาภูมิปัญญาไทยไว้ให้กับลูกหลานเป็นเรื่องสําคัญและจําเป็น ผมอยากกราบเรียนว่า คุณหมอที่นั่งอยู่ข้างบนนึกถึงว่าเมื่อร้อยปีพันปีก่อนโน้นก่อนที่จะมียาแผนปัจจุบันก่อนที่จะ มีเข็มฉีดยา ถามว่าโรคใช้ยาอะไร ผมเชื่อว่ามาจากหมอกลางบ้านทั้งนั้นมาจากพืชพันธุ์ ธัญญาหารทั้งนั้น ข้าวก็เป็นอาหารนะ กล้วยน้ําว้าที่ผมกินทุกวันก็เป็นอาหารและเป็นยา แต่อย่างไรก็ตามผมไปดูแล้วเจ้ากรมเป๋อมา ถ้าท่านจะทําเรื่องนี้
ท่านสุรินทร์กรุณาสรุปด้วยนะคะ
เดี๋ยวผมสรุปเลยครับ ร้านเจ้ากรมเป๋อตั้งมาแล้ว ๑๒๐ ปีถึงปีนี้ ตั้งโดยผมไม่รู้จักนะครับ คุณอัครวัฒน์ สัมพันธวงศ์ แต่ปัจจุบันรุ่นเหลนทําแล้ว คือคุณถวัลย์ สุวรรณเตมีย์ สมมุติไม้ที่ขายอยู่ที่นี่มี ๗๕๐ ชนิด ถ้าผิดท่านท้วงนะครับ ท่านบอกว่าอย่างไรรู้ไหม บัดนี้สมุนไพรบางตัวหายากถูกไหม ท่านพยักหน้าหายาก แล้วบางอย่าง กําลังจะสูญหายไปจากประเทศไทย ทําไมถึงสูญหายท่านประธาน ป่าถูกทําลายเพราะ สมุนไพรมันอยู่ในป่าถูกไหมครับ ป่าถูกทําลาย ป่าหมดไปสมุนไพรก็หายไปด้วย แต่บัดนี้ ผมต้องกราบด้วยความซาบซึ้งว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ พระองค์ทรงโปรดให้ไปทํา สวนสมุนไพรที่จังหวัดจันทบุรีและจังหวัดกาญจนบุรีเป็นสวนสมุนไพรตัวอย่าง เพื่อเก็บ รวบรวมพันธุ์พืชพันธุ์ไม้ ถูกไหมครับ ที่ใกล้จะสูญพันธุ์หรือจะสูญพันธุ์แล้วมาไว้เพื่อขยายพันธุ์ ผมจึงกราบเรียนว่าถ้าท่านจะทําเรื่องเหล่านี้ผมกราบเรียนท่านด้วยความเคารพว่าต้องทําให้ มันครบวงจรและอย่าไปคิดในมุมบวกอย่างเดียว ขอให้คิดในมุมลบด้วยเพราะคนไทยที่อ่าน หนังสือไม่ออกก็ยังเยอะที่ฉลาดไม่เท่าเราก็อีกมาก ผมกราบเรียนมาด้วยความเคารพอย่างยิ่ง แล้วก็ชื่นชม แล้วก็ภาคภูมิใจว่ายังมีคนกลุ่มหนึ่งที่ให้ความสนใจในเรื่องของการแพทย์ แผนไทย โดยเฉพาะที่ท่านเสนอเรื่องสมุนไพรมานะครับ แล้วปรับปรุงพระราชบัญญัติ ปี ๒๕๔๒ ให้มันทันสมัยขึ้น ก็ด้วยความเคารพอย่างยิ่งครับ
ต่อไปนะคะ มีสมาชิกขออภิปรายเพิ่มอีก ๒ ท่านคือคุณหมออําพล จินดาวัฒนะ และดอกเตอร์ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ต่อไปขอเรียนเชิญท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ เรียนเชิญค่ะ
ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. อันดับที่ ๗ ท่านประธานครับ เรื่องแพทย์โบราณแล้วก็สมุนไพรของไทยเป็นเรื่องที่เรามีภูมิปัญญา มีองค์ความรู้ เรามีวัตถุดิบมีผลิตภัณฑ์มากมายแล้วก็ประสบความสําเร็จไปบ้างแล้ว จะเป็น เรื่องของการนวดแผนโบราณ โภชนาการ อาหารไทย เครื่องสําอาง เรื่องดูแลสุขภาพร่างกาย แม้กระทั่งอาหารเสริม และในขณะเดียวกันถ้ามีการพัฒนา เราก็จะลดการพึ่งพายาสมัยใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่ก็มีสิทธิบัตร เราต้องพึ่งพาชาวต่างประเทศ ราคาก็สูงขึ้นเป็นลําดับแล้วก็มีความ หวาดหวั่นว่าในการที่จะไปทําข้อตกลงระหว่างประเทศในเรื่องของเขตการค้าเสรี หรือว่า ทรานส์ แปซิฟิก พาร์ตเนอร์ชิป (Trans-Pacific Partnership) ทีพีพี (TPP) กับสหรัฐอเมริกา คาบมหาสมุทรแปซิฟิกนั้น ผลกระทบอันสําคัญก็คือว่าประชาชนจะต้องบริโภคยาสมัยใหม่ ที่แพงขึ้นแล้วก็อายุของสิทธิบัตรก็ขยายขึ้นไปเพิ่มไป ๒๐ ปี ๓๐ ปี เพิ่มไปอีก ๕-๑๐ ปี เป็นอย่างน้อย เพราะฉะนั้นเราจะต้องพึ่งตนเองให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ นอกเหนือจาก การผลิตยาทั่วไปที่เรียกว่า เจเนริกเมดิซีน (Generic Medicine) ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ คู่ขนานก็จะต้องกลับมาพึ่งพาภูมิปัญญาของบรรพบุรุษของไทย เพราะฉะนั้นเราก็ต้องตั้งเป้า เรื่องแพทย์โบราณ สมุนไพรของไทยให้มันแน่ชัดว่าไม่ใช่เพียงเข้ามาเสริมหรือว่าทดแทน ภูมิปัญญาของฝรั่งมังค่าแล้วก็ยาสมัยใหม่ ต้องให้มีความสําคัญทัดเทียมไม่น้อยกว่า แพทย์ปัจจุบัน ต้องเป็นวาระแห่งชาติ คือไหน ๆ จะปฏิรูปกันเสียทีแล้ว ทําให้มันเต็มที่ว่า แพทย์ไทยแผนโบราณ สมุนไพรที่จะเป็นยาเป็นอาหารต่าง ๆ เหล่านี้นั้นจะต้องได้รับ ความสําคัญไม่น้อยกว่าแพทย์ปัจจุบันนะครับ อันนี้เป็นอันที่ ๑ ที่อยากจะเสนอไว้ แล้ว ถ้าเผื่อจะทํากันอย่างนั้นแล้ว ทุกองคาพยพของสังคมไทยต้องให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่
อันแรกที่อยากจะเสนอก็คือว่าอยากจะให้มีกระทรวงทางด้านนี้โดยเฉพาะ หรือว่าองค์กร ไม่อย่างนั้นแล้วงานมันก็กระจัดกระจายอยู่ แล้วก็มีปัญหา ที่มหาวิทยาลัย ก็จะขยายการเรียนการสอนก็ไม่ได้ เพราะว่าเท่าที่ทราบยังติดขัดอยู่ที่แพทยสภาแล้วท่านก็ แพทย์สมัยใหม่ทั้งนั้น แล้วในนั้นก็อาจจะเป็นผู้แทนของโรงพยาบาลเอกชน วัตถุประสงค์ เป้าหมายไม่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราจะส่งเสริมแพทย์แผนโบราณในการเรียนการสอน ในมหาวิทยาลัยได้อย่างไรถ้าเผื่อมันติดอยู่ตรงนี้ มันก็ต้องเอาออกมาจากแพทยสภาซึ่งเน้น ในเรื่องของแพทย์ปัจจุบันเป็นสําคัญ นอกจากนั้นแล้วองค์การอาหารและยาก็เหมือนกัน ก็คุ้นกับยาแล้วก็อาหารสมัยใหม่ แล้วบุคลากรก็ไม่มีความเพียงพอจะต้องมาดูแลอะไรที่ เกี่ยวกับแพทย์โบราณ ยาโบราณ อาหารสมุนไพร มันก็กลายเป็นงานรองไป ไม่ใช่งานหลัก เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเอาทุกสิ่งทุกอย่างที่มันกระจัดกระจายอยู่นั้นให้มาอยู่องค์กรเดียว ต่างหาก ไหน ๆ จะปฏิรูปกันแล้วนะครับ แล้วอันนี้จะมีความสําคัญต่อประเทศชาติ ต่อประชาชนที่ยากจนที่มีรายได้น้อยเป็นอย่างยิ่ง แล้วเราก็จะได้ส่งเสริมภูมิปัญญาของ คนไทย ของบรรพบุรุษไทยอย่างจริง ๆ จัง ๆ อันนี้ที่ผมอยากจะเสนอไว้
งานอันที่ ๒ ที่น่าจะต้องทํา แล้วผมก็ได้พูดมาในหลาย ๆ ครั้งที่มีเรื่องเสนอ จากกรรมาธิการต่าง ๆ คือไม่ค่อยจะได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสถานะปัจจุบันว่ามันเป็นอะไร ก็ทราบจากกรรมาธิการเมื่อสักครู่นี้ว่ากรมแพทย์โบราณมีปัญหา เป็นกรมเล็ก ๆ ทั้ง ๆ ที่เรา ก็ส่งเสริมกันร่วม ๒๐ ปีแล้ว แล้วนวดแผนโบราณก็ไปทั่วโลก โดยสําคัญก็มาจากตรงส่วนนี้ ที่กระทรวงสาธารณสุขเป็นสําคัญ ๒๐ กว่าปี พวกกระผมเองอยู่ที่กระทรวงการต่างประเทศ ๒๐ กว่าปีนี่ก็ส่งเสริมนวดแผนโบราณของไทย อาหารไทย แล้วก็เครื่องสําอางไทย ก็ทํากันมา แต่มันก็ยังไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะว่า ที่กรุงเทพฯ หรือว่าที่ประเทศไทยนั้นงานต่าง ๆ มันกระจัดกระจาย เพราะฉะนั้นแล้วถ้าเผื่อ จะทําให้มันเต็มเม็ดเต็มหน่วยนั้น เรื่องข้อมูลเป็นเรื่องที่สําคัญ ผมก็อยากจะรู้ว่าข้อจํากัด ที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีอะไร ข้อจํากัดที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีอะไร ข้อจํากัดที่กระทรวงสาธารณสุขโดยทั่ว ๆ ไปมีอะไรบ้าง เราต้องเอามาประเมินกันเสียก่อนว่า ข้อจํากัดมันอยู่ที่ไหน แล้วจะบูรณาการรวมกันได้อย่างไรในการที่จะจัดตั้งองค์กรกลางที่จะดู ตั้งแต่วัตถุดิบในป่าหรือว่าในสวนสมุนไพร ไปจนถึงผู้บริโภค แล้วก็ผู้ที่จะได้รับการรักษา พยาบาล เราจะต้องมีรายชื่อของยาที่มีอยู่ รายชื่อของสมุนไพรที่มีอยู่ รายชื่อของคนไทยที่มี ภูมิปัญญาทั่วประเทศไทย รายชื่อของผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ มันต้องให้ครบข้อมูลเสียก่อน เราจะ ได้มาทําการวิเคราะห์ วิจัย ได้ว่ามันขาดอะไร และจะต้องพัฒนาอะไรอย่างเป็นกิจจะลักษณะ อันนี้เรื่องข้อมูลเป็นเรื่องที่สําคัญ
ส่วนอันที่ ๒ แหล่งที่มาของงบประมาณจะมาเป็นอย่างไร ก็อยากจะเสนอ ผ่านไปที่กรรมาธิการ ผ่านท่านประธานว่า ตอนนี้เราก็มีสภาวิจัยแห่งชาติ แล้วก็กองทุน ส่งเสริมงานวิจัย แล้วก็งบประมาณวิจัยของแต่ละมหาวิทยาลัยของไทย แล้วก็ยังมี งบวิจัยค้นคว้าของกระทรวง ทบวง กรมทั้งหลาย ถามว่ามันกี่เปอร์เซ็นต์ของงบต่าง ๆ เหล่านี้ที่จะเน้นไปที่การวิจัย พัฒนา ค้นคว้า แล้วก็ที่สําคัญคือที่เรียกว่า คริทิคัลเทสต์ (Critical Test) การทดสอบว่ามันใช้ได้ไม่ได้ มันจะมีที่เรียกว่า ไซด์เอฟเฟ็กต์ (Side Effect) ผลกระทบเคียงข้างหรือไม่ อันนี้ต้องมีการวิจัยอย่างใหญ่หลวง เพราะฉะนั้นมันจะ กี่เปอร์เซ็นต์ของเงินทั้งหมดนี่ ๒ เปอร์เซ็นต์ ๓ เปอร์เซ็นต์คงไม่ใช่ ถ้าเผื่อจะเป็นวาระ แห่งชาติต้องบอกว่า ๒๕ เปอร์เซ็นต์ได้ไหมของเงินของสภาวิจัยแห่งชาติ หรือว่าของกองทุน ส่งเสริมงานวิจัย หรืองบของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เอารายได้ ได้ไหมครับ ของจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยเอาเป็นตัวตั้ง รายได้ที่เข้ามามหาศาลจากพรอเพอร์ตี (Property) ทรัพย์สิน ตึกรามบ้านช่องทั้งหลาย ที่อยู่แถวสามย่าน สยามสแควร์ ขอสัก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ได้ไหมครับ เอามาทําการค้นคว้าวิจัยอย่างเป็นเรื่องเป็นราว เราจะได้รู้ว่าเราทําจริงหรือไม่ แล้วก็ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ให้ความสนใจอย่างจริงจังหรือไม่
อีกประเด็นหนึ่งก็คือว่า ทําไมเราจะต้องกลัว ถ้าเผื่อประเทศญี่ปุ่นก็ดี หรือ ฝรั่งหัวแหลมก็ดี หรือแม้กระทั่งเพื่อนรักชาวเวียดนามขโมยของของเราไป ก็มีกระทรวง การต่างประเทศทําไมละครับ ก็ต้องไปฟ้องร้องกัน สู้กัน แล้วก็เอาคืนมาให้มันหมดเลยทั่วโลก ของ ๆ เราเขามาขโมยไปแล้วไปจดทะเบียนก่อนไม่ได้ การขโมยไปจดทะเบียนก่อนแล้วบอกว่า เป็นของฉัน อ้ายอย่างนี้มันพวกนักเลงนะครับ มันก็ต้องฟาดฟันกันให้ถึงที่สุด เพราะฉะนั้น ก็ต้องประสานงานกันอย่างเต็มที่ เราก็มีสถานทูตทั่วโลก และเราก็มีคณะผู้แทนถาวรไทย อยู่ที่ดับเบิลยูทีโอ (WTO) แล้วเราก็มีผู้แทนถาวรไทยอยู่ที่องค์การไวโป (WIPO) องค์การ ทรัพย์สินทางปัญญาแห่งโลกของสหประชาชาติที่นครเจนีวา เราก็ไม่นิ่งเฉย เราก็ต้องรีบ จดทะเบียนให้มากที่สุด แต่ว่าเราต้องรวบรวมข้อมูลเสียก่อน ทั้งในประเทศไทยแล้วก็ระหว่าง ประเทศนะครับ แต่คราวนี้ถ้าเผื่อจะไปจดทะเบียนที่เมืองไทยก็บอกว่าต้องไปจดที่กระทรวง พาณิชย์ ก็มีกรมทรัพย์สินทางปัญญา แต่ว่าเขาก็เน้นไปทางด้านการค้า พอมาถึงสมุนไพร ข้าราชการที่กระทรวงพาณิชย์ก็อาจจะไม่มีความสันทัดในเรื่องนี้ ผมถึงบอกว่ามันก็ต้องย้าย มาที่หน่วยงานกลาง ทางกระทรวงพาณิชย์ก็ว่าไปในเรื่องของผลิตภัณฑ์สินค้าแปรรูปอะไร ต่าง ๆ อะไรที่มันเกี่ยวกับแพทย์แผนโบราณกับสมุนไพร ก็คงต้องแยกงานมามันจะได้มีความ คล่องตัวเป็นวัน สตอป เซอร์วิส (One Stop Service) แล้วก็จะได้เร่งดําเนินการ แล้วให้ ประเทศไทยมีที่ยืนในประเทศในโลกกว้างในสิ่งที่มันเป็นของเรา แล้วก็คนอื่นมาขโมย มาฉวย โอกาสจากความไม่รู้ของเราไม่ได้ แล้วก็สถาบันองค์การไวโป (WIPO) นั้นเขาก็ได้พูดกับเรา มาหลาย ๆ ปีแล้วครับว่าพร้อมที่จะส่งผู้เชี่ยวชาญมาช่วยเราในการบริหารจัดการ วางระบบ วิธีการที่จะจดทะเบียน ขึ้นทะเบียนทั้งหลาย เราก็ต้องทําให้มันเต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่ถ้าเผื่อ เรื่องของไวโป (WIPO) มันมีเรื่องของการพาณิชย์มาเป็นตัวตั้ง แล้วก็เหมือนกับสมุนไพรแพทย์แผนโบราณเป็นลูกเมียน้อยมันก็ไม่มีทางที่จะได้ผุดได้เกิด มันก็ต้องแยกออกมาระหว่างงานของกระทรวงพาณิชย์กับกระทรวงสาธารณสุขหรือจะ องค์กรกลางที่จะเกิดขึ้นในอนาคต นอกจากนั้นแล้วผมก็อยากจะขอเรียนถามทางกรรมาธิการ ผ่านท่านประธานไปด้วยว่า จะมีการแบ่งแยกประเภทของแพทย์แผนโบราณหรือเปล่า ผมทราบว่าวันนี้มันมีแพทย์แผนโบราณแบบวิทยาศาสตร์ แล้วก็มีแพทย์แผนโบราณ แบบพื้นบ้าน แล้วก็รู้สึกไม่ค่อยจะลงรอยกันเท่าไร ใครจะเป็นผู้ตัดสินว่าอะไรเป็นอะไร คือจะมีการวางประเภท ภาษาอังกฤษใช้คําว่า แคเทกอไรเซชัน (Categorization) ว่ามันมี กี่ประเภทแน่นอน จะขึ้นทะเบียน จะจดทะเบียน จะรับรองกันอย่างไร
ส่วนประเด็นสุดท้ายที่อยากจะฝากไว้นิดนะครับ คือภูมิปัญญาท้องถิ่นก็ดี หมอแมะก็ดี หมอนวดอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ เราคิดเป็นฝรั่งไม่ได้นะครับว่าจะต้องมาผ่าน โรงเรียน แล้วก็มาออกเซอร์ทิฟิเคต (Certificate) บัตรให้ คือถ้าเผื่อเขาเก่ง เขาก็เก่งในเมื่อ ชาวบ้านยอมรับให้เขารักษา มันจะมีวิธีการที่มันไม่เป็นราชการ ไม่มีเรชันนัลลิตี (Rationality) หรือเป็นขั้นตอน ใช้ภาษาฝรั่ง เอากันง่าย ๆ ว่าถ้าเผื่อเขามีภูมิปัญญา เขามีคณะภูมิปัญญา ที่จะบอกว่าหมอคนนี้พื้นบ้านใช้ได้มันก็แค่นั้น แต่ถ้าเผื่อจะให้กระทรวงสาธารณสุข หรือกระทรวงศึกษาธิการมาออกกฎเกณฑ์ แล้วก็คุณหมอเหล่านี้ แพทย์แผนโบราณอายุ ๖๐ ปี ๗๐ ปี มาให้เข้าเรียนแล้วมากาเอ (A) บี (B) ซี (C) ดี (D) ก ข มันคงจะเป็นไปไม่ได้ ผมคิดว่า เราต้องมีระบบทดสอบที่ไปกับประเพณีวัฒนธรรม แล้วก็ต้องอะลุ่มอล่วยกับผู้มีภูมิปัญญา อันสูงสุดแต่ไม่คุ้นเคยกับการขีดกระดาษ เขียนกระดาษ แล้วก็ลงนาม อันนี้ก็อยากจะฝากไว้ด้วย เราจะได้ทํางานกันด้วยมิตรจิตมิตรใจมากกว่าด้วยระบบราชการของความผิดความถูก อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ โดยองค์รวมก็สนับสนุนเต็มที่แต่อยากจะให้มีข้อมูลให้มันเต็มที่ แล้วก็ ให้เป็นวาระแห่งชาติ
ส่วนประเด็นสุดท้ายผมก็ได้พูดหลายครั้ง คือเมื่อเรามีคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็น ระดับการเมือง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว คณะกรรมการอื่น ๆ ไม่จําเป็นจะต้องมีนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการครับ จะได้เอาการเมืองออกไปจาก งานที่มันเป็นงานวิชาการ เป็นงานเทคนิค เป็นงานวิชาชีพ คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งหลายที่ไม่ต้องมีนักการเมืองก็ทํางานให้เต็มที่ เรื่องมันก็จะไปจบที่ฝ่ายการเมือง ที่ ครม. มีประเด็นปัญหากรรมาธิการต่าง ๆ ของรัฐสภา จะเป็นสภาสูง สภาล่าง ก็สามารถที่จะพิจารณา ได้จากมุมมองของนโยบายและของการเมือง แต่ว่าคณะกรรมาธิการ กรรมการเฉพาะกิจ ทั่วประเทศของกระทรวง ทบวง กรมทั้งหลาย เราต้องมาเปลี่ยนไมด์เซต (Mindset) ความคิดแล้ว ไม่ต้องเอานักการเมืองมานั่งเป็นประธานครับ แล้วท่านเข้ามาท่านก็เปลี่ยนไป ๓ เดือน ๖ เดือน แล้วท่านก็มีไอเดีย (Idea) ของงาน แผนงาน มาสเตอร์แพลน (Master Plan) ที่ทํากันไว้ก็ไม่ได้รับการตอบสนอง เพราะว่ามันมีเอกซ์พีเรียนซ์ (Experience) ความรวดเร็วของความต้องการทางการเมืองมันเข้ามาแทนที่ ท่านข้าราชการทั้งหลาย ผู้มีภูมิปัญญา นักวิชาชีพ นักธุรกิจอะไรต่าง ๆ ที่อยากจะทําก็ทําไม่ได้ เพราะมันติดว่าวันนั้น ท่านนายกรัฐมนตรี ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านรัฐมนตรีที่เป็นประธาน ท่านมีจิตใจอยู่ตรงนั้น หรือเปล่า หลาย ๆ คณะกรรมการทั่วประเทศไทยไปดูสถิติแล้วส่วนใหญ่ท่านจะไม่ได้มี การประชุม หรือว่าอย่างน้อยมีการประชุมแค่ครั้งเดียวต่อปี มันก็จะขับเคลื่อนเรื่อง แผนโบราณและเรื่องสมุนไพรของไทยไม่ได้ครับ ขอกราบพระคุณครับท่านประธาน
ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปเรียนเชิญท่านอําพล จินดาวัฒนะ เลขาธิการคณะกรรมการ สุขภาพแห่งชาติ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตประธานกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส เชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพครับ ผม อําพล จินดาวัฒนะ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศครับ ขอขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสได้ร่วมแสดงความคิดเห็น แล้วก็เสนอแนะ ต่อข้อเสนอของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อมนะครับ กระผมคิดว่าวันนี้และประเด็นนี้ คิดว่าทุกท่านที่จะอภิปราย หรือไม่ได้อภิปราย ก็คงแต่จะเห็นด้วยแล้วก็สนับสนุนด้วยกันทั้งสิ้นนะครับ เพราะคิดว่า เป็นเรื่องที่ดี เป็นเรื่องที่จะเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ ต่อส่วนรวมอย่างมากนะครับ ก็คิดว่าผมเองก็เห็นด้วยอย่างนั้นว่าท่านได้ทํา ทางคณะกรรมาธิการท่านได้ทําข้อเสนอมา ค่อนข้างจะครอบคลุมแล้วก็เป็นเรื่องที่ดีมากนะครับ ผมอยากจะขออนุญาตกราบเรียน เพียงบางส่วนเท่านั้นเองนะครับ ๒ ท่านที่ท่านได้กราบเรียนไปแล้ว โดยเฉพาะท่านกษิตนั้น ท่านก็ได้พูดประเด็นที่ผมคิดว่ามีความสําคัญอย่างยิ่งยวดหลายประเด็นนะครับ
ประเด็นที่ ๑ ที่ท่านเสนอปฏิรูป คือปฏิรูประบบบริการการแพทย์แผนไทย คู่ขนานกับการแพทย์แผนปัจจุบัน ผมฝากท่านนิดหนึ่ง ท่านใช้คําว่า คู่ขนาน เจตนาท่าน คงจะหมายถึงการควบคู่กันไปหรือเปล่าครับ ถ้าคู่ขนานหมายความว่า ๒ แผนนี้มันจะ ไม่เจอกันเลย เข้าใจว่าเจตนาท่านต้องการจะเป็นควบคู่กันไป คํามันจะเปลี่ยนไปเลยนะครับ ถ้าคู่ขนานหมายความว่าเราจะแยกกันเด็ดขาด กระผมคิดว่าเราคงไม่ได้แยกเด็ดขาด ขนาดนั้น เพราะมันเสริมหนุนซึ่งกันและกัน เราจะทราบดีว่าการแพทย์แผนไทย การแพทย์ พื้นบ้าน การแพทย์ทางเลือกนี้ มันจะเป็นประโยชน์อย่างมากสําหรับโรคภัยไข้เจ็บหรือปัญหา สุขภาพที่เกิดจากเรื่องที่มันเรื้อรัง มันไม่ใช่โรคติดเชื้อหรือจะต้องไปผ่าตัดไปอะไรต่าง ๆ เหล่านั้น แต่มันเป็นเรื่องที่ต้องใช้การดูแลเยียวยาที่ค่อนข้างจะยาว เป็นเรื่องของระยะยาว ซึ่งสภาพปัญหาสุขภาพมันก็เปลี่ยนมาพอดี เราเข้าสู่สังคมสูงวัย เราต้องการการดูแลที่มัน เป็นระยะยาว โรคภัยไข้เจ็บปัจจุบันนี้ก็จะต้องเป็นการดูแลที่ระยะยาว ซึ่งการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน การแพทย์ทางเลือก ก็จะเข้ามามีประโยชน์อย่างมาก อันนี้ผมคิดว่า ทุกท่านจะทราบดี กระผมคิดว่าสิ่งที่ท่านจะเสนอปฏิรูปมันก็ตรงกับสิ่งที่ควรจะเป็น และควรจะไป แล้วบ้านเราก็ได้ขยับเรื่องนี้มาสัก ๓๐-๔๐ ปีแล้ว แต่เหมือนที่ท่านกษิตพูด นะครับว่า มันยังไปไม่ค่อยถึงไหน คราวนี้การไปไม่ค่อยถึงไหน การแก้ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง เบ็ดเสร็จมันคงจะไม่ได้ ต้องใช้หลายมาตรการ ซึ่งท่านก็พยายามที่จะเสนอแนะนะครับ กระผมคิดว่าในส่วนของการปฏิรูปบริการการแพทย์แผนไทยคู่กับการแพทย์แผนปัจจุบัน ก็เป็นเรื่องที่ท่านเสนอนั้นผมคิดว่าดีครับ เป็นการสนับสนุนโรงพยาบาลต้นแบบ ซึ่งท่านไม่ได้ เขียนไว้ในรายงานนี้ แต่ผมจะขออนุญาตกราบเรียนเพิ่มเติมว่า โรงพยาบาลแผนไทยที่เป็น เอกเทศนะครับ ได้มีการเกิดขึ้นแล้วในประเทศไทย ที่จังหวัดสกลนคร ที่ดําเนินการโดย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร แล้วก็เป็นความร่วมมือของ ๔ ภาคส่วนครับ ภาคส่วนหนึ่งก็ภาครัฐ รวมทั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่นั้นด้วย แล้วก็ มีในภาคของชุมชน มีพระ หลวงปู่แฟ๊บ ท่านได้เข้ามาช่วยทําให้เกิดโรงพยาบาลที่พังโคน แล้วก็ภาควิชาการคือมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล โดยที่ส่วนกลางก็มีทั้งคณะกรรมการ สุขภาพแห่งชาติ มีทั้งกระทรวงสาธารณสุขเข้าไปสนับสนุน วันนี้ก็มีโรงพยาบาลแบบนี้แล้ว ไม่ได้อยู่ในระบบการแพทย์แผนปัจจุบัน ไม่ได้อยู่ในระบบโครงสร้างของกระทรวงสาธารณสุข ผมคิดว่าท่านคณะกรรมาธิการและท่านคณะอนุกรรมาธิการท่านจะทราบดี ผมคิดว่าประเด็น เรื่องข้อมูลพื้นฐานที่ท่านกษิตพูดถึง ท่านน่าจะต้องนํามาใส่ไว้ในข้อมูลในฐานของการทํางาน เพื่อจะได้ให้เห็นสภาพที่มันมีอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นสิ่งที่ท่านเสนอนี้มันเหมือนกับว่ามันอาจจะ ลอย ๆ ขึ้นมา แต่ผมคิดว่าไม่พอ มันจะต้องมีการส่งเสริมสนับสนุนสิ่งเหล่านี้ให้เกิดขึ้น ให้มากขึ้น แล้วทําอย่างไรจะให้โรงพยาบาลการแพทย์แผนไทยมีศักดิ์ศรีเท่าเทียม กับการแพทย์แผนปัจจุบัน อันนี้ไม่ง่ายเลยนะครับ เป็นเรื่องที่จะต้องมีการสนับสนุน หลายด้านมากที่จะต้องยกระดับ เพราะว่าเราจะรู้ว่าการแพทย์แผนปัจจุบันนั้นมันได้ ก้าวนําไปไกลมาก และสิ่งที่ก้าวนําในการแพทย์แผนปัจจุบันนั้นก็คือความรู้ครับ คราวนี้ ถ้าเรามาเทียบเคียงกับความรู้ในการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน เราจะพบว่า เรามีปัญหาเรื่องความรู้อย่างมาก เพราะฉะนั้นยุทธศาสตร์ปฏิรูปที่ท่านเสนอ ผมพยายาม สแกน (Scan) ดู ท่านก็พูดถึงประเด็นความรู้และมาตรฐานอย่างมาก ตรงนี้น่าจะเป็นจุด คานงัดนะครับ ถ้าเราไม่สามารถยกระดับความรู้ มาตรฐาน และคน ซึ่งอันนี้จะไปด้วยกัน ทั้งหมดในการแพทย์แผนไทยให้ได้อย่างจริงจัง เราจะเขียนแผนปฏิรูปอีกกี่แผนก็ได้ แต่จะไม่ประสบความสําเร็จเราจะทําอย่างไรให้ยุทธศาสตร์ความรู้เป็นคานงัดให้ได้ เพราะฉะนั้นผมอยากจะกราบเรียนว่าเห็นด้วย แต่ท่านจะย้ําอย่างไร แล้วชูยุทธศาสตร์ ที่มันเป็นคานงัด ไม่อย่างนั้นสิ่งที่เราเสนอไว้มีหลายเรื่องมาก จนไม่รู้จะทําอะไร ก็คือ เกาทั้งตัว เสร็จแล้วมันไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงที่มีพลังในระดับการปฏิรูปครับ มันจะ กลายเป็นแผนพัฒนา ผมอยากให้แผนนี้เป็นแผนปฏิรูป อยากให้ท่านค้นหาคานงัดให้เจอจริง ๆ ผมพยายามกราบเรียนแล้วว่าความรู้ครับ คน ความรู้ แล้วการยอมรับของสังคมจะตามมา สมมุติวันนี้มีการเอางบประมาณให้กับการทํางานนี้ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ๕๐,๐๐๐ ล้านบาททันทีนี่ เราพลิกไม่ได้ แต่เราจะพลิกได้ต้องเป็นความรู้นะครับ และคน และการจัดการนะครับ
ประเด็นที่ ๒ กราบเรียนคือการคุ้มครองภูมิปัญญาไทยให้เป็นมรดกไทย มรดกโลก เราก็ใช้คํานี้มานาน มันจะเช่นเดียวกันเลยครับ เราจะเขียนคําวาทกรรมให้สวย อย่างไร ก็ดูเหมือนมันจะกลับมาตกม้าตายตรงความรู้ มาตรฐาน การยอมรับนะครับ ตรงนี้ ก็ย้ําเหมือนกัน ผมคิดว่าเรื่องนี้คือคานงัดครับ พูดอีกนัยหนึ่งคือว่าทําไมการแพทย์ แผนปัจจุบันคนนิยม เพราะฐานความรู้ครับ ประเทศไทยการแพทย์แผนปัจจุบันได้รับ การยอมรับระดับโลก เพราะมาตรฐานความรู้และคน เราจะทําอย่างไรยกระดับตรงนี้ จริง ๆ แล้วขณะนี้เรามีการแยกคนออกเป็นการแพทย์แผนปัจจุบัน ก็คือมีแพทยสภาดูแล นะครับ ซึ่งท่านกษิตท่านได้แตะไว้ การแพทย์แผนไทยเราก็มีสภาวิชาชีพจะยกระดับอย่างไร และอันหนึ่งที่ผมอยากจะขออนุญาตแตะตรงนี้ไว้คือว่า ท่านกษิตท่านพูดไว้ดีมาก ผมคิดว่า ท่านเป็นปรมาจารย์ในการมองเรื่องพวกนี้นะครับ ท่านพูดถึงว่ามันควรจะมีแผนพื้นบ้าน แผนชุมชน ท่านไม่ได้ใช้คํานั้นหรอก แต่มันหมายถึงอย่างนั้นครับ ในการแพทย์ที่เราพูดกัน ในการพัฒนานี้ เราก็พูดถึงแผนปัจจุบัน พอมาถึงกลุ่มนี้เราก็พูดถึงแผนไทย แผนพื้นบ้าน และแผนทางเลือก เวลาทําเรื่องนี้อย่าให้แผนพื้นบ้านหายไปครับ มันจะกลายเป็นเอาเข้ามาสู่ ระบบทั้งหมด แล้วแผนพื้นบ้านที่อยู่กับวิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่นมันจะหายไป ถ้าท่านใช้ คําว่า ภูมิปัญญาไทย มันไม่ควรจะถูกยกมาเป็นระดับสูง ระดับเข้าสู่มาตรฐาน ระดับเข้าสู่ เอกสาร สู่รายงาน สู่การทําให้มันยาก แล้วชุมชนท้องถิ่นหมดสภาพไปเลย เพราะฉะนั้นจุดนี้ ผมคิดว่าอยู่ในความคิดของท่านแล้ว แต่อยากให้ท่านเขียนให้ชัดว่าสิ่งที่ท่านทําการปฏิรูปนี้ ต้องมองกลับไปสู่การปฏิรูปให้ชุมชุนท้องถิ่นได้ใช้การแพทย์พื้นบ้านที่เข้มแข็งด้วย ไม่ใช่ ยกขึ้นมาเป็นมรดกไทย มรดกโลก แล้วไปไหนก็ไม่รู้ โดยชุมชนท้องถิ่นอ่อนแอลงไปอีก นะครับ อันนี้ก็อยากจะขอต่อยอดแล้วก็ย้ําไว้ ซึ่งผมคิดว่าท่านได้คิดไว้ชัดเจนแล้ว
ประเด็นที่ ๓ ผมจะข้ามไปเรื่องสมุนไพรเพื่อประหยัดเวลา ประเด็นที่ ๓ เรื่อง การปฏิรูประบบบริหารจัดการ ขออนุญาตอ้างอิงท่านกษิตอีกครั้งหนึ่ง เพราะว่าท่านพูดแล้ว จะมีประเด็นชัดเจน ท่านเป็นห่วงเรื่องของข้อมูลพื้นฐาน ในรายงานผมคิดว่าท่านอาจจะต้อง วิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน เอ็กซิสติงซิทูเอชัน (Existing Situation) ให้ดี ท่านเสนอการปรับ ระบบโครงสร้างต่าง ๆ ผมไม่ลงไปแตะนะครับว่าเหมาะหรือไม่เหมาะแค่ไหน ท่านคง พิจารณากันมาแล้ว แต่ควรจะดูโครงสร้างต่าง ๆ ที่มีอยู่และวิเคราะห์ให้ชัดว่าโครงสร้างใด มีจุดอ่อน จุดแข็งอย่างไร แล้วสิ่งที่ท่านเสนอนี้มันจะไปเพิ่มจุดแข็งอย่างไร ปิดจุดอ่อนอย่างไร หรือเป็นการเสนอมาแล้วมันก็จะไปซ้ําไปซ้อนและไปเขย่งกับอันอื่น ๆ นะครับ เพราะฉะนั้น อันนี้อยากจะกราบเรียนว่าปฏิรูปบริหารจัดการก็จําเป็น แต่อยากให้คิดให้ชัดในขั้นที่จะต้อง ไปปฏิบัติการปฏิรูปจริงนะครับ
ผมจะแตะเพียงเล็กน้อยว่าที่ท่านคิดถึงคณะกรรมการขับเคลื่อนการแพทย์ แผนไทย และระบบยาสมุนไพรแห่งชาติ ผมคิดว่ามีส่วนซ้อนทับกับกลไกและต่าง ๆ ที่มีอยู่ พอสมควร ท่านวิเคราะห์ให้ชัด แล้วท่านจะเติมตรงไหนหรือท่านจะไปต่อตรงไหนไม่มีปัญหา มันสามารถทําให้ดีขึ้นได้ ยกตัวอย่างเช่น ภายใต้พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๐ มีกฎหมายกําหนดให้ทําธรรมนูญว่าด้วยสุขภาพแห่งชาติ ทบทวนทุก ๕ ปี เขามีการทบทวน และมีธรรมนูญเรื่องนี้ ในเรื่องแผนไทยก็มีชัดเจนนะครับ กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก และภาคีต่าง ๆ ก็เข้าไปร่วมทําอยู่ด้วยกัน ตรงนี้อยู่ตรงไหนของ โครงสร้างที่ท่านกําลังจะปฏิรูป ภายใต้คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติที่มีอยู่แล้ว เขามี คณะกรรมการพัฒนาภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านสุขภาพแห่งชาติ อยู่ตรงไหนของสิ่งที่ท่านเสนอ มันจะเข้าไปเชื่อมโยง ไปหนุนเสริมอย่างไร หรือจะปรับเปลี่ยนอะไร อย่างไร อันนี้ก็เกิดขึ้นได้หมด แต่ผมยกตัวอย่างเพื่อให้ท่านได้ดูว่าที่ท่านเสนอปฏิรูปนี้ไม่ใช่เสนออันใหม่ขึ้นมาอันหนึ่ง แต่หมายความว่ามันจะไปอยู่ตรงไหนของโครงสร้างที่มีอยู่แล้ว แล้วมันจะสร้างมูลค่าเพิ่ม อะไร มันจะทําให้การบริหารจัดการเข้มแข็งมากขึ้นกว่าเดิมอย่างไร อะไรควรจะต้องปรับ อะไรควรจะต้องเปลี่ยนที่มีอยู่แล้วครับ ไม่อย่างนั้นมันก็จะไม่เห็นมีความชัดเจนนะครับ ยกเว้นว่าท่านเสนอขึ้นมามีกลไกใหม่ขึ้นมาอันหนึ่งนะครับ ทั้งหมดนี้ผมขอชื่นชม แล้วก็คิดว่า เป็นเรื่องที่ดีครับที่ท่านจะผลักดันในการปฏิรูปเรื่องนี้ แต่อะไรที่ยังไม่ชัดเจน ผมอยากจะ ฝากให้ท่านวิเคราะห์ให้ชัดเจนด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบัน อดีตและปัจจุบัน แล้วมาหาจุดคานงัด แล้วมาต่อยอดครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
เป็นประเด็นสําคัญเลยนะคะ ที่คุณหมออําพลฝากไว้ แล้วประเด็นที่ท่านกษิต ฝากไว้ก็น่าที่จะต้องรับไปพิจารณา โดยเฉพาะท่านกษิตไม่เคยเสนอแนะให้มีการตั้ง กระทรวงใหม่นะคะ ครั้งนี้เป็นครั้งแรกของท่าน ดิฉันก็คิดว่าควรจะต้องพิจารณากัน ให้ความสําคัญอย่างมากสักทีนะคะ ต่อไปท่านสุดท้ายในรายชื่อของดิฉันคือท่านดอกเตอร์ ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อํานวยการสํานักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ เรียนเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ผม นายทวีศักดิ์ กออนันตกูล สปท. หมายเลข ๐๖๓ ผมใคร่ขออภิปราย สนับสนุนรายงานการปฏิรูปการแพทย์แผนไทยและระบบยาสมุนไพรแห่งชาติ พร้อมกับ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. .... ประเด็น ที่เสนอนั้นคิดว่าจัดได้ว่าเป็นครีเอทิฟอีโคโนมี (Creative Economy) แต่ว่าในเวลาเดียวกัน มันมีคุณสมบัติหลาย ๆ อย่างที่จะนําพาประเทศไทยไปสู่เรื่องของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยถือว่าเป็นผู้นําของกลุ่มจี ๗๗ (G77) แล้วก็ได้ใช้วาระเรื่องการพัฒนา ประเทศที่ยั่งยืนมาเสริมอยู่ด้วย นอกจากนั้นหัวข้อที่เราเคยผ่านที่ประชุมสภาแห่งนี้ ว่าด้วยการพัฒนาคือการปฏิรูปเศรษฐกิจชีวภาพคือไบโออีโคโนมี (Bio Economy) ได้จัดสรรหรือผลิตภัณฑ์ทางชีวภาพที่ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทยา ถือว่าเป็นสินค้า ที่มีมูลค่าสูงสุด และมีประโยชน์ต่อสังคมเป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้นผมจึงอยากเรียน สนับสนุนให้เกิดการปฏิรูปที่เกี่ยวข้องกับด้านสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สมุนไพรครับ ผมมีประเด็นที่อยากจะขอฝากเพื่อจะให้มีการขับเคลื่อนในประเด็นต่าง ๆ ที่นําเสนอนั้นว่า หากมองเรื่องการทําเรื่องแพทย์แผนไทยและยาสมุนไพรนั้น ควรจะบรรจุเข้าไปในแผน ยุทธศาสตร์ประเทศ ๒๐ ปี แล้วก็แผนพัฒนา ๕ ปี คือแผนฉบับที่ ๑๒ ด้วย เพราะว่ามันมี เนื้อเรื่องเกี่ยวกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ถามว่ายั่งยืนอย่างไรนั้นนะครับ แนวทางที่เสนอ ขึ้นมาหากได้นําไปใช้กับชุมชนอย่างเหมาะสมก็สามารถที่จะเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนได้ด้วย แล้วก็สร้างสุขภาพและทําให้มีการลดค่ารักษาพยาบาล แล้วก็ทําให้เกิดความยั่งยืนให้กับ ประเทศ ผมมีข้อเสนอเสริมในประเด็นที่ท่านอาจจะเขียนไว้แล้ว แล้วท่านสมาชิกก็ได้ อภิปรายไปบ้างแล้วสักประมาณ ๔-๕ เรื่อง
ประเด็นแรกในเรื่องของการวิจัย ซึ่งจําเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยควรจะต้อง มีการเก็บรักษาคลังชีวภัณฑ์พร้อมกับองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์ของสาร เหล่านั้น ซึ่งมักจะมีต้นตอมาจากสมุนไพร ถามว่าทําไมต้องเกี่ยวเช่นนั้น ก็เพราะว่าปัจจุบันนั้น ประเทศไทยเป็นสมาชิกของโลก การที่จะผลิตยาและบอกว่าจะได้ผลก็ต้องบอกว่าได้ผล มาจากสารออกฤทธิ์ชื่ออะไรที่อยู่ในสมุนไพรนั้น ไม่เช่นนั้นแล้วเราคงอาจจะต้องต้มกัน เป็นหม้อ ๆ แล้วก็ได้สารออกฤทธิ์เพียงนิดเดียว แต่ถ้าหากว่าใช้กระบวนการวิทยาศาสตร์เข้า ไปเสริม วิเคราะห์หาโมเลกุล หาลักษณะ ซึ่งพิสูจน์ได้เลยว่าเป็นสารออกฤทธิ์ ในที่สุดเรา สามารถเชื่อมโยงทั้งสมุนไพรแบบพื้นบ้านให้กลายเป็นยาสมัยใหม่ที่มีคุณสมบัติทางด้าน การรักษา นั่นก็แปลว่ามันย่างก้าวเข้าไปสู่ในระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของประเทศในการ ตั้งกรรมการ ผมก็มองเห็นว่ากระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนั้นเป็นหน่วยงานหนึ่ง ที่ได้ทํางานเรื่องพวกนี้อยู่พอสมควร และสามารถให้การสนับสนุนการทํางานของกรรมการได้ ขอยกตัวอย่างเช่น ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ หรือที่เรียกกันว่า ไบโอเทก (BIOTEC) สังกัด สวทช. นั้น ถือว่าเป็นหน่วยงานที่ได้จัดทําคลังชีวภาพขนาดใหญ่ ให้กับประเทศเป็นคลังหนึ่ง แล้วก็เชื่อมโยงกับคลังอื่น ๆ ของหน่วยงานอื่น ๆ และได้เชื่อม องค์ความรู้และฐานความรู้เข้าด้วยกัน นอกจากนั้น สวทช.นะครับ หรือสํานักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ก็ถือว่าเป็นหน่วยงานที่อุดหนุนทุนวิจัยทางด้านการแพทย์และสุขภาพ ซึ่งรวมทั้งของใหม่ แล้วก็ของแบบแผนไทยที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยอันหนึ่งนะครับ ซึ่งองค์ความรู้และเครือข่าย ของหน่วยงานวิจัยในประเทศที่เกี่ยวข้องนั้นก็พร้อมที่จะให้การสนับสนุน เพราะในด้านการ วิจัยนั้นเราจะต้องมีการพิสูจน์ทางการแพทย์ และเมื่อพิสูจน์ได้แล้วจึงจะสามารถจดทรัพย์สิน จดเพื่อมีสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาในระดับสากลได้ อันจะเป็นการป้องกันไม่ให้ต่างชาตินั้น เข้ามารุกใช้สิ่งที่มีประโยชน์ในประเทศไทย
ประเด็นที่ ๒ ก็ตรงกับที่ท่านคุณหมออําพลได้อภิปรายไปนะครับ คือเรื่อง การจัดการความรู้ ซึ่งการจัดการความรู้ มีทั้งในระดับสูงสุดนะครับ คือรู้เป็นในระดับโมเลกุล จนกระทั่งจะถึงภูมิปัญญาชาวบ้าน ซึ่งจําเป็นที่จะต้องใช้นักวิทยาศาสตร์ไปเรียนจาก ภูมิปัญญาชาวบ้านและเข้าสู่กระบวนการวิเคราะห์ วิจัย เพื่อให้กลายเป็นทรัพย์สินทางปัญญา ของประเทศและสามารถคุ้มครองได้ การทําให้ชาวบ้านหรือเกษตรกรนั้นเกิดภูมิปัญญานั้น กระผมใคร่ขอยกตัวอย่างในจังหวัดลําปางนะครับ ซึ่งเคยไปดูที่หมู่บ้าน ๓ ขานะครับ เดิมนั้น มีการตัดไม้ทําลายป่าแล้วก็ทําให้เกิดปัญหาเดือดร้อน น้ําแล้ง แต่หลังจากที่ได้สร้างฝายแม้ว ขึ้นมาจํานวนมากแล้วก็เลี้ยงดูให้เกิดไม้ยืนต้นขึ้นมาจนกระทั่งผ่านไปสัก ๔-๕ ปีป่าก็จะ สามารถดูแลตนเองได้ สิ่งที่ชาวบ้านพบก็คือว่าในนั้นจะมีพืชที่เป็นสมุนไพรแล้วก็เป็นของป่า ซึ่งถ้าหากว่าไม่ไปทําลายมันมากเกินควรแล้วก็ช่วยกันดูแล สร้างรายรับให้กับชุมชนอย่าง เป็นกอบเป็นกํา และปัจจุบันด้วยกฎหมายที่ดูแลป่าชุมชนและน้ําชุมชนทําให้หมู่บ้านแถวนั้น รู้จักวิธีรักษาตัวเองแล้วก็เพิ่มมูลค่า ปัจจุบันต้นไม้นั้นก็สูงมากแล้ว แล้วก็ทําให้เกิดการผลิต ผลิตภัณฑ์ที่เป็นของป่าและสมุนไพรเกิดขึ้น
ประเด็นที่ ๓ ก็คือการลงทุนทางด้านการวิจัยทางด้านการแพทย์เพื่อสกัด สารออกฤทธิ์จากสมุนไพรและเข้าสู่กระบวนการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อจะทดสอบ เรื่องการออกฤทธิ์เพื่อจะให้มีผลเหมือนยาสมัยใหม่ แต่ในเวลาเดียวกันเราก็ยังสามารถ ที่จะใช้วิธีการแบบดั้งเดิมที่จะรักษาสุขภาพโดยใช้ยาสมุนไพรด้วยวิธีการเดิม ทําให้เกิด ทางเลือก
ประเด็นที่ ๔ การมีศูนย์ผลิตยาต้นแบบ ซึ่งจะต้องได้มาตรฐานจีเอ็มพี (GMP) และมาตรฐานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้ในการทดสอบจริงกับมนุษย์ ศูนย์ผลิตยาเหล่านี้ ประเทศไทยคงมีมากไม่ได้นะครับ ก็เรียกว่าในปัจจุบันนั้นก็ได้มีการลงทุนไปบ้างแล้วอยู่ที่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีแล้วก็หน่วยงานต่าง ๆ นั้นก็เข้าไปสนับสนุน ผมคิดว่าการมีศูนย์ผลิตยาต้นแบบเพื่อใช้ในการทดสอบก็เป็นสิ่งจําเป็น
ประเด็นที่ ๕ การมีเครือข่ายห้องปฏิบัติการเพื่อที่จะตรวจสอบและเป็น มาตรฐานอ้างอิงเพื่อสามารถที่จะช่วยให้ อย. นั้นขึ้นบัญชียาได้เร็วขึ้นก็น่าจะเป็นสิ่งจําเป็น และห้องปฏิบัติการตรวจสอบนี้จริง ๆ แล้วจะใช้กับยาแพทย์แผนไทยและยาสมุนไพร หรือยาสมัยใหม่ก็แล้วแต่ที่จะออกแบบขึ้นมา
จากทั้งหมดทําเป็น ๕ ประเด็นที่ผมเรียนเสนอนั้นก็เรียนว่าจะเดินหน้า ไปไม่ได้ถ้าหากว่าไม่มีการพัฒนาคนประเภทนักวิทยาศาสตร์หรือนักวิจัย และอีกกลุ่มหนึ่งคือ การพัฒนาเกษตรกรให้เกิดความเข้าใจว่าควรจะปลูกอะไรหรือว่าควรจะหวงแหนอะไรบ้าง ที่อยู่ในป่า เพราะทราบว่าสามารถขายได้ที่ตรงไหนในราคาสักเท่าไร ซึ่งกระบวนการรักษา ป่าชุมชนและแหล่งน้ําและทําให้เกษตรกรนั้นดูแลชุมชนตัวเองได้พร้อมกับมีรายรับซึ่งดีกว่า ปัจจุบันที่ไปปลูกข้าวแล้วก็มีปัญหานั้น น่าจะเป็นกลไกการปฏิรูปประเทศซึ่งเป็นหัวเลี้ยว หัวต่อที่จะทําให้เราเข้าไปสู่จุดที่เรียกว่าเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน
โดยสรุปนะครับผมคิดว่าประเทศไทยนั้นหากใช้ประเด็นเรื่องแพทย์แผนไทย และสมุนไพร ก็มีสิทธิที่จะเป็นตัวช่วยอันหนึ่งที่จะทําให้ประเทศเราไปสู่สังคมภูมิปัญญาและ การเรียนรู้ เราได้ทั้งสุขภาพคนไทยที่ดีขึ้น เราช่วยลดค่ารักษาพยาบาลในท้องถิ่นและในเมือง เราเพิ่มรายได้เกษตรกร เราทําให้มีกระบวนการที่ช่วยกันรักษาป่าชุมชนและแหล่งน้ําชุมชน และถ้าหากว่าได้วิจัยระดับวิทยาศาสตร์จนกระทั่งจดทรัพย์สินทางปัญญา และมีแหล่งผลิต แบบยาสมัยใหม่ เราก็ไม่ต้องกินยาต้ม ยาหม้อที่เปลืองเวลามาก แต่ว่ากินแบบสมัยใหม่ แต่มี สตอรี (Story) ที่ต่อไปกับเรื่องสมุนไพร เพราะฉะนั้นเราก็สามารถส่งออกได้ และชุมชนที่เป็น แหล่งกําเนิดของสมุนไพรเหล่านั้นก็สามารถจัดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศขึ้นมาได้ ภาพรวม ทั้งหมดก็จะกลายเป็นการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ซึ่งควรจะมีหลาย ๆ กระทรวงที่ทํางาน เรื่องนี้โดยตรง นอกจากกระทรวงสาธารณสุขแล้ว ผมมองเห็นกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สถาบันวิจัยและสถาบันอุดมศึกษาจะมาร่วมเกี่ยวข้อง ด้วยครับ ขอบคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ท่านรักษาเวลาได้เปี๊ยะเลย ท่านฉายภาพให้เห็นเลยนะคะว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกับการแพทย์แผนไทยของเรามันจะเติบโตไปด้วยกัน ได้อย่างไร โดยความร่วมมือของกลไกจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดิฉันไม่มี รายชื่อสมาชิกที่จะอภิปรายแล้วนะคะ มีสมาชิกท่านใดต้องการอภิปรายอีกไหมคะ
(ไม่มีสมาชิกขออภิปราย)
ถ้าไม่มี ก็เชิญคณะกรรมาธิการตอบชี้แจงต่อข้อซักถามของสมาชิก เรียนเชิญ ท่านคุณหมอพรพันธุ์ค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน ดิฉันขออนุญาตท่านประธานให้ท่านเภสัชกรกิตติ เป็นผู้ดําเนินการในการตอบคําถามทั้งหมดค่ะ
เชิญค่ะท่านกิตติ
กราบเรียนท่านประธานและท่าน สมาชิกครับ คงขออนุญาตตอบคําถาม จะขอเชิญทางคณะทํางานช่วยกันตอบนะครับ ผมขอ เรียนเชิญท่านวัฒนศักดิ์ ศรรุ่ง ผอ. สํานักงานสนับสนุนเขตสุขภาพและบริการโครงการพิเศษ กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก แล้วก็มีท่านรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์สุรพจน์ วงศ์ใหญ่ จากคณะการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต แล้วก็เป็น ผู้เชี่ยวชาญของดับเบิลยูเอชโอ (WHO) แล้วก็ท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์ (พิเศษ) ดอกเตอร์ นายแพทย์ธวัชชัย กมลธรรม อดีตอธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ ทางเลือก เดี๋ยวช่วยตอบประเด็นที่เกี่ยวข้องนะครับ ขอเรียนเชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กระผม นายวัฒนศักดิ์ ศรรุ่ง ในฐานะ คณะทํางานขับเคลื่อนการปฏิรูปการแพทย์แผนไทยและระบบยาสมุนไพรแห่งชาติ ขออนุญาตนําเรียนต่อท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ด้วยความเคารพ แล้วก็ต้องขอกราบ ขอบพระคุณที่กรุณาให้ความเห็น ซึ่งมีประโยชน์อย่างยิ่งยวดต่อคณะทํางานขับเคลื่อน การปฏิรูป ซึ่งก็จะน้อมรับไปพัฒนาและปรับปรุงนะครับ มีประเด็นที่จะนําเรียนต่อ ท่านสมาชิกอยู่ ๓ ประเด็นด้วยกันนะครับ
ประเด็นที่ ๑ เรื่องของร่าง พ.ร.บ. ผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. .... ซึ่งเป็นตัวที่ กําลังยกร่างแล้วก็จะเสนอเข้าสภา ตามกําหนดการก็คาดว่าประมาณสักเดือนกรกฎาคม นะครับ นําเรียนอย่างนี้ครับ ในส่วนของร่าง พ.ร.บ. ผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. .... ฉบับนี้จะมี ๒ ประเด็นหลักในตัวร่าง พ.ร.บ. เดียวกัน
๑. เรื่องของการส่งเสริม การส่งเสริมการให้มีผลิตภัณฑ์แล้วก็ยาสมุนไพรใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นในประเทศ เพื่อสร้างมูลค่า สร้างความมั่งคั่งให้กับเศรษฐกิจ
๒. ก็คือเรื่องของการเรกูเลเตอร์ (Regulator) คือการควบคุมกํากับ อันนี้เป็น ๒ ประเด็นหลักที่อยู่ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ จากที่คณะทํางานได้ไปรีวิว (Review) กฎหมายของต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศในแถบยุโรป หรืออเมริกาก็ดี ก็มี พ.ร.บ. ในลักษณะเช่นเดียวกันนี้ด้วยเหมือนกัน เพราะฉะนั้นการส่งเสริมสมุนไพร ไม่ว่าจะเป็น การจดแจ้ง การขึ้นทะเบียน หรือว่าการแจงรายการต่าง ๆ ก็ตามเป็นกระบวนการ ที่จะส่งเสริมให้เกิดการมีและใช้สมุนไพรได้อย่างรวดเร็ว แล้วก็เป็นไปได้มากที่สุด ส่วนของ การควบคุมกํากับเองในกฎหมายทางแถบยุโรปและอเมริกาก็เน้นในเรื่องของการโพสต์ มาร์เกตติง (Post Marketing) ฉะนั้นตามมาตรา ๕๒ ที่กรุณานําเรียนมานั้น มาตรา ๕๒ จะมุ่งเน้นในการควบคุม กํากับผู้ผลิต ผู้นําเข้า แล้วก็ผู้ขาย เพื่อให้นําเข้า ผลิตและขาย ผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่มีคุณภาพของประเทศ อันนี้เป็นการป้องกันแล้วก็ปกป้อง คุ้มครอง ผู้บริโภคในภาพรวมของประเทศ ก็ต้องการจะลดปัญหาในเรื่องของการโฆษณาเกินจริง อะไรต่าง ๆ ก็ตาม
ประเด็นที่ ๒ ที่อยากจะนําเรียนก็คือเรื่องของภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ท้องถิ่น ในคณะทํางานได้เขียนเรื่องของระบบการบริการในระดับปฐมภูมิ ตรงนี้เรามุ่งเน้นอยากจะให้ส่วนของชุมชนเองหรือว่าหมอพื้นบ้านเองที่ได้รับการรับรองจาก กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ซึ่งมีสํานักการแพทย์พื้นบ้านไทย เป็นผู้ดูแลอยู่นะครับ เรามีกระบวนการที่จะไปขึ้นทะเบียนแล้วก็รับรองหมอพื้นบ้านโดยไม่ได้ นําเอาหมอพื้นบ้านเข้ามาเรียนในระบบปกติ อันนี้ทางกรมก็เข้าใจดีว่าการที่หมอพื้นบ้าน ที่เป็นผู้รู้ จริง ๆ แล้วอยู่กับภูมิปัญญา แล้วก็เป็นผู้เก็บรักษาภูมิปัญญา เป็นผู้ที่มีอายุสูงวัย แล้วก็จะมีกระบวนการในการไปประเมิน ใช้เทคนิคในเรื่องของการประเมิน
ประเด็นที่ ๓ เรื่องของการแยกประเภทของแพทย์แผนไทย ขณะนี้ภายใต้ พ.ร.บ. วิชาชีพการแพทย์แผนไทย พ.ศ. ๒๕๕๖ ซึ่งมีสภาการแพทย์แผนไทยดูแลอยู่ก็มีการ จําแนกวิชาชีพการแพทย์แผนไทยออกเป็น ๓ ประเภทด้วยกัน
ประเภทที่ ๑ คือประเภท ก ประเภท ก ก็คือประเภทที่ไปฝากตัวเป็นศิษย์ กับหมอพื้นบ้านกับครูที่ได้รับการรับรองจากกรม จากสภาวิชาชีพ อันนี้ก็ไปร่ําเรียนแล้วก็มา สอบใบประกอบโรคศิลปะ
ประเภทที่ ๒ คือประเภท ข อันนี้จะเรียนอยู่ในระบบปกติ ก็มีมหาวิทยาลัย ที่ผลิตแพทย์แผนไทยประเภทนี้อยู่ เรามีคอนซอร์เทียม (Consortium) ประมาณ ๒๖ แห่ง มีอัตราการผลิตประมาณ ๑,๔๐๐ กว่าคนต่อปี ถึง ๑,๕๐๐ คน ก็จะเป็นหลักสูตร ๔ ปี
ประเภทที่ ๓ ก็คือประเภท ค อันนี้เป็นประเภทหมอพื้นบ้านอย่างที่ผม นําเรียนไว้ตอนต้นว่าเรามีกระบวนการที่จะเข้าไปประเมินแล้วก็ส่งเสริมให้หมอพื้นบ้าน มีบทบาทในการดูแลสุขภาพของพี่น้องประชาชนในชุมชน ซึ่งทั้งหมดนี้ก็คงจะเป็นประเด็น ที่จะนําเรียนต่อที่ประชุมแล้วก็สมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านในที่ประชุม แล้วก็จะน้อมรับ เอาสิ่งที่ที่ประชุมได้กรุณาให้ข้อเสนอแนะไปปรับแก้ไขอีกครั้งหนึ่งครับ ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านเสรีค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เสรี สมาชิก สปท. ขอหารือท่านประธานนิดเดียวครับ สิ่งที่กรรมาธิการจะให้ข้อมูล ผมอยากให้ กรรมาธิการตอบคนที่อภิปรายไปแล้ว ผมว่ามันน่าจะรวดเร็วขึ้น เพราะว่าที่ฟังมาก็เข้าใจแล้ว นะครับ ขอบพระคุณครับ
ขอให้กรรมาธิการตอบประเด็นคําถามที่เหลืออยู่ของสมาชิก ท่านใดจะตอบคะ เชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานและสมาชิกผู้มีเกียรติทุกท่าน ผม รองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ เภสัชกรสุรพจน์ วงศ์ใหญ่ ในฐานะที่เป็นผู้เชี่ยวชาญสมุนไพรของสหประชาชาตินะครับ คิดว่าแผนปฏิรูปเรื่องการวิจัยพัฒนา ซึ่งท่านสมาชิกผู้มีเกียรติได้ให้คําแนะนํานะครับ อย่างเช่น ท่านกษิต ภิรมย์ ท่านทวีศักดิ์ กออนันตกูล คุณหมออําพล จินดาวัฒนะ หรือแม้กระทั่งท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ ความจริงทริก (Trick) ในการวิจัยพัฒนาที่ประสบ ความสําเร็จในระดับโลกนะครับ บทเรียนที่องค์การอนามัยโลกได้ออกมาเป็นไกด์ไลน์ (Guideline) นะครับว่าประเทศกําลังพัฒนานี้ควรจะพัฒนาอิงกับภูมิปัญญาที่เป็นจุดแข็ง ของประเทศตัวเอง นั่นก็คือต้องเริ่มจากการแพทย์ดั้งเดิมของตัวเอง ระบุให้ชัด ก็คือการออเทนทิเคต (Authenticate) ให้ชัดแล้วดึงมาเพื่อมาขยายผล แล้วใช้ในรูปแบบอย่างนั้นก็คือรูปแบบ การแพทย์ดั้งเดิม แล้วในขณะเดียวกันงานวิจัยพัฒนาจะไปคู่ประกบ การวิจัยพัฒนาสมุนไพร ที่ประสบความสําเร็จมากที่สุดในโลกก็คือกลุ่มยุโรปนะครับ กลุ่มยุโรปเป็นกลุ่มที่ใช้ ยาสมุนไพรครึ่งหนึ่งของโลก ประเทศที่เป็นอันดับ ๑ คือประเทศเยอรมัน อันดับ ๒ คือ ประเทศฝรั่งเศส อันดับ ๓ คือประเทศอิตาลี ประเทศเหล่านี้ล้วนแข็งแกร่งด้านการผลิต ยาเคมี ก็ส่งมาให้ประเทศไทยใช้นะครับ ในขณะที่ประชากรของตัวเองหันไปใช้ยาสมุนไพร ในประเทศกําลังพัฒนาอย่างเช่นประเทศไทย เราใช้ยาสมุนไพรน้อยมากถ้าเทียบกับยา แผนปัจจุบันอยู่ประมาณไม่เกิน ๒ เปอร์เซ็นต์ในระบบยาของชาติ ประเทศจีนใช้ยาสมุนไพร ๒๕ เปอร์เซ็นต์ของระบบยาของชาติ ประเทศอินเดียมีการใช้ยาสมุนไพรที่ถึงขึ้น ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของระบบยาของชาติ ในเออีซี (AEC) เอง ประเทศอินโดนีเซียใช้ยาสมุนไพร ๔๕ เปอร์เซ็นต์ของระบบยาของชาติ นั่นคือเขาพอเพียงเขาพึ่งตัวเองได้ ทีนี้ประเทศ ที่แข็งแกร่ง ในแง่ของโนว ์ฮาว (Know-how) การวิจัยพัฒนา ประเทศเยอรมันอันดับ ๑ ของโลก ผมโชคดีครับ มีเพื่อนเป็นคนเยอรมัน เป็นเจ้าของโรงงานยาสมุนไพรของประเทศ เยอรมันที่เป็นอันดับ ๑ ของยุโรปตอนนี้ เพราะฉะนั้นโนว์ฮาว (Know-how) ที่ประสบ ความสําเร็จในการวิจัยพัฒนาสมุนไพร อันที่ ๑ อิงกับตํารับยาแบบที่เรามีอยู่ไว้เป็นหลัก ก่อนนะครับ แล้วอันที่ ๒ ต่อยอด ต่อยอด อย่างเช่นยาหม้อ เขาสกัดด้วยน้ํา เราก็ทํา เหมือนกันนะครับ แต่เราระเหยน้ําออกให้เป็นผงสกัดแห้ง แล้วก็กําหนดเรื่องมาตรฐานต่าง ๆ บรรจุแคปซูลกินสะดวก ซึ่งอันนี้ผม ลูกศิษย์ ได้ร่วมกันพัฒนาคลินิกแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งนะครับ ทําสําเร็จแล้วมา ๗ ปี กับการพัฒนาตํารับยาจากคัมภีร์ ที่พระพุทธเจ้าหลวงรวบรวมไว้ ๑,๒๐๐ ตํารับ ในปี ๒๔๓๓ เราดึงมา ๒๒๐ ตํารับ แล้วเอามา รักษาโรคเอ็นซีดี (NCDs) นี่คือมูลค่าที่มหาศาล แสดงให้เห็นศักยภาพ แต่ประเด็นสําคัญ ก็คือว่าเทคโนโลยี อย่างเช่นท่านทวีศักดิ์พูด ที่เข้าด้วยระบบการประเมินแอสเซสเมนต์ (Assessment) ทั้งหมด เรื่องคุณภาพ เรื่องความปลอดภัย เรื่องประสิทธิภาพ การพัฒนา โดสเซจฟอร์ม (Dosage Form) คือรูปแบบของยาต้องทันสมัย แล้วอีกเรื่องหนึ่งวัตถุดิบ เรื่องการอนุรักษ์สายพันธุ์ เรื่องการทําเขตกรรม เรื่องสายพันธุ์ต่าง ๆ ประเทศที่เขาประสบ ความสําเร็จในการวิจัยพัฒนาสมุนไพรของโลกเขาทํากันอย่างนี้หมด อันนั้นคือวิธีการหลัก ในการพัฒนา อิงกับตัวเองที่มีอยู่ แล้วก็ต่อยอด อีกแบบหนึ่งท่านอาจารย์ทวีศักดิ์ได้แนะไว้ ก็คือการแยกตัวยาบริสุทธิ์ออกมา ทําเหมือนกับที่ฝรั่งตะวันตกเขาพัฒนายา เพราะฉะนั้น ตอนนี้การสนับสนุนการวิจัยของชาติ ไม่ว่าจะเป็นสํานักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ วช. หรือว่า สวก. สํานักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือว่าองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมทั้ง สวทช. ของท่านอาจารย์ทวีศักดิ์ด้วย ล้วนมีงบประมาณ สนับสนุนดําเนินการ แต่มีจุดอ่อนคือไม่บูรณาการและมีเป้าหมายที่ชัดเจน ซึ่งอยู่ใน แผนปฏิรูปที่เราได้นําเสนอไป เพราะฉะนั้นกําหนดเป้าร่วมของชาติว่าต้องมีรูปธรรมที่ต้อง ชัดเจน แล้วอย่าไปล็อกตัวเองในองค์กรต่าง ๆ นะครับ ต้องเปิดล็อกแล้วบูรณาการ ซึ่งก็อยู่ใน แผนบูรณาการการวิจัยเรื่องยาสมุนไพรของชาติเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นโดยสรุปแล้ว ถ้าเราทําเป็นแนวที่ถูกต้อง ผมมีประสบการณ์ในระดับสากล ช่วยทั้งองค์การอนามัยโลก ช่วยทั้งสหประชาชาติ เรารู้ว่าประเทศจีนทําอย่างไรประสบความสําเร็จ รู้ว่าประเทศอินเดีย ทําอย่างไร รู้ว่าประเทศเยอรมัน ยุโรปเขาทําอย่างไร ตอนนี้ก็คือว่าเอาความรู้มาพัฒนาของ ประเทศไทย เราก็จะประสบความสําเร็จ แล้วความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้นะครับ เพราะฉะนั้น จุดสําคัญก็คือว่าเราต้องไม่ลืมตัวตนของความเป็นไทย ภูมิปัญญาของไทย แล้วยาไทยตอนนี้ จะตอบสนองปัญหาสุขภาพของโรคได้ โรคเอ็นซีดี (NCDs) หรือว่าโรคเรื้อรังที่ไม่ได้เกิดจาก เชื้อโรค ซึ่งตอนนี้ดับเบิลยูเอชโอ (WHO) ก็บอกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรโลกในปี ๒๐๕๐ จะป่วยด้วยเบาหวาน ความดันโลหิต มะเร็ง โรคที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค แล้วรักษาไม่หาย ได้แต่กินยาบรรเทาอาการ คําตอบเหล่านี้จะอยู่ในสมุนไพรไทยและตํารับยาไทย ซึ่งเรา พัฒนาสําเร็จมาแล้ว ๗ ปี ไม่มีข้อสงสัยที่เราจะดันต่อ ใช้หลักของการจัดการองค์ความรู้ การจัดการความเชี่ยวชาญภายในประเทศ แล้วให้องค์กรเจ้าภาพที่มีอยู่แล้วตอนนี้ แหล่งทุน วิจัยต่าง ๆ มีหน้าที่บูรณาการ แล้วก็สร้างความมียูนิตี (Unity) ความเป็นหนึ่งเดียว โดยเน้น เป้าหมายชาติเป็นเป้าหมายร่วมกัน ขอบคุณครับ
ผมขออนุญาตสรุปอย่างนี้แล้วกัน นะครับ คือวันนี้ในคณะทํางานเท่าที่รับฟังข้อเสนอแนะจากท่านกรรมาธิการนะครับ จริง ๆ แล้ว รู้สึกดีใจมาก ที่วันนี้ท่านกรรมการ ท่านกรรมาธิการหลาย ๆ ท่าน ตั้งแต่ท่านสุรินทร์ ท่านกษิต ท่านอําพล ท่านทวีศักดิ์ ได้เสนอแนะสิ่งที่เป็นประโยชน์มาก และจริง ๆ ตรงกับที่ กรรมการคุยกันเกือบทุกประเด็นเลยนะครับ เพียงแค่เราอาจจะเขียนรายละเอียดไม่ได้ชัด เท่าที่ควรเท่านั้นเอง แต่ตรงนี้เรารับว่าจะกลับไปปรับให้ชัดเจนนะครับ โดยเฉพาะข้อมูล พื้นฐานทั้งหลายที่จะเป็นตัววิเคราะห์หรือว่าสิ่งที่จะแสดงให้เห็นถึงสถานการณ์แล้วก็ประเด็น ที่คัดเลือก ก็ยอมรับนะว่าในเรื่องสมุนไพรและการแพทย์แผนไทยมันเป็นโอกาสของประเทศ นะครับ มีประเด็นที่จะต้องดําเนินการมากมาย เราคงต้องสกัดประเด็นที่ท่านอําพลเสนอว่า หาคานงัดขึ้นมาให้ชัดนะครับ แล้วมันก็เป็นตัวขับเคลื่อนตัวอื่นต่อไป อันนี้เราก็พยายามที่จะ ไปพูดคุยต่อนะครับ แล้วก็ในเรื่องกลไก ที่เรื่องนี้ก็ยอมรับว่ามีคนที่ทําอยู่เยอะแยะและมาก นะครับ ฉะนั้นสิ่งสําคัญคือสร้างกลไกที่จะเชื่อมต่อทั้งระบบอันนี้ให้ชัดเจนให้ได้นะครับ ก็คงขอขอบพระคุณท่านกรรมาธิการที่ได้ให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์มาก แล้วก็ในส่วน ของคณะทํางานจะรับไปปรับตามความเห็นนะครับ โดยเฉพาะความเห็นที่ควรจะยกระดับ เรื่องนี้เป็นความทัดเทียมเป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งจริง ๆ เราก็เห็นอย่างนั้น เราถึงเติมอยู่ในเรื่องว่า เป็นการแพทย์แผนไทยและระบบสมุนไพรแห่งชาติขึ้นมานะครับ ก็ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้ ความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์มากนะครับ ขอบคุณครับ
ท่านคณะกรรมาธิการชี้แจงจบแล้ว ท่านประธานไม่มีอะไรนะคะ ก็เป็นอันว่า วันนี้เราได้พิจารณารายงาน เรื่อง การปฏิรูปการแพทย์แผนไทยและระบบยาสมุนไพรแห่งชาติ พร้อมร่างพระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและ ส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... แล้วนะคะ ก่อนที่จะขอมติจาก ที่ประชุม ดิฉันขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนค่ะ
(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ (รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
เชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตนนะคะ โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนค่ะ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ยังมีสมาชิกกําลังใช้บัตรอยู่นะคะ เดี๋ยวโปรดรอสักครู่ค่ะ ท่านสมาชิกยังทยอย เข้ามานะคะ ท่านไหนยังไม่ได้เสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน เรียบร้อยแล้วนะคะ ท่านกษิต เชิญค่ะ ทุกท่านแสดงตนเรียบร้อยแล้วนะคะ เจ้าหน้าที่ขอผลด้วยค่ะ มีสมาชิกเข้าร่วม ประชุม ๑๕๘ ท่าน ครบองค์ประชุมนะคะ
ต่อไปดิฉันจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงาน เรื่อง การปฏิรูป การแพทย์แผนไทยและระบบยาสมุนไพรแห่งชาติ พร้อมร่างพระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์ สมุนไพร พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... หรือไม่นะคะ
(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนค่ะ ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียงค่ะ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนเรียบร้อยหรือยังคะ เรียบร้อยนะคะ
ท่านประธานครับ
มีท่านใดมีปัญหาขัดข้องกับบัตรไหมคะ เชิญขานชื่อค่ะ
ท่านประธานครับ
ค่ะ เชิญขานชื่อค่ะ
ผม ศิริชัย ไม้งาม ครับ ขอแสดงตนครับ
เห็นด้วยนะคะ
ครับ เห็นด้วยครับ
มีท่านอื่นอีกไหมคะ ไม่มีนะคะ เจ้าหน้าที่แสดงผลค่ะ ผลการลงคะแนนนะคะ มีจํานวนผู้เข้าประชุม ๑๖๔ ท่าน เห็นด้วยทั้ง ๑๖๔ ท่าน รู้สึกจะเป็นครั้งแรกที่เรามีมติ เป็นเอกฉันท์ ยินดีด้วยกับคณะกรรมาธิการนะคะเป็นครั้งแรกจริง ๆ ของสภานี้ค่ะ
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เรื่อง การปฏิรูปการแพทย์แผนไทย และระบบยาสมุนไพรแห่งชาติ พร้อมร่างพระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... แล้วนะคะ ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิก ไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานและร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๒ ฉบับดังกล่าวไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาดําเนินการต่อไปคะ จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมแล้ว ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการทั้งชุด นะคะ และผู้ชี้แจงท่านอื่นด้วย ระเบียบวาระต่อไปนะคะ
ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องค้างพิจารณา ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่
วันนี้มีเรื่องใหม่คือญัตติด่วนนะคะ เรื่อง ขอให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ พิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูประบบความปลอดภัยทางถนน (นายนิกร จํานง เป็นผู้เสนอ)
เรียนเชิญท่านนิกร จํานง เสนอค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จํานง สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๗๙ ในวันนี้กระผมขอเสนอญัตติต่อ ที่ประชุมสภาแห่งนี้ครับ ขอให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูประบบความปลอดภัยทางถนนนะครับ ท่านประธานครับ เป็นการเสนอที่ยังไม่มีการเสนอตั้งกรรมาธิการวิสามัญในสภาแห่งนี้มาก่อน ผมก็อยากจะ เรียนว่าเดิมเรื่องนี้มีที่มาที่ไปจากสภานะครับ เนื่องจากว่าในช่วงที่ผ่านมาได้เกิดอุบัติเหตุ ที่รุนแรงในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา ทางสมาชิกสภา สปท. ของเรานี่หลาย ๆ ท่าน ทีเดียวมีความเป็นห่วงเรื่องนี้นะครับ แล้วก็มีการพูดคุยกัน หลังจากพูดคุยกันไประยะหนึ่ง ก็มีผู้เสนอว่าแล้วเราจะคุยกันไปทําไมถ้าไม่สามารถจะทําอะไรให้เกิดผลในเชิงปฏิบัติได้ ก็เลย มีการนัดประชุมหารือกันครับ และได้มีการพบกันเมื่อวันที่ ๒๖ เดือนเมษายนนะครับ หลังจากเทศกาลสงกรานต์มาแล้วนี่เราก็นั่งคุยกันถึงจํานวน ๑๔-๑๕ ท่าน ซึ่งจริง ๆ แล้วมี ผู้เข้ามาแสดงความเห็นมาก่อนหน้านี้ ๒๐ กว่าท่าน หลังจากพูดคุยกันแล้วนี่นะครับ ในมุมต่าง ๆ หลายท่านมีความเป็นห่วง มีความสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ นะครับ แล้วก็ได้หารือกัน แล้วก็ที่พูดคุยหรือที่ประชุมนั้นได้มอบหมายว่าหาทางกันว่าจะ ทําให้เกิดรูปธรรมกันได้อย่างไร และมีการพิจารณากันในหลาย ๆ มิติว่าทําเรื่องส่งไปยัง รัฐบาลดีไหมนะครับ เสนอเป็นอนุกรรมาธิการดีไหม ด้านใดด้านหนึ่งคิดไปคิดมาแล้วก็ ได้ข้อสรุปว่ามีความเห็นกันว่าเรื่องนี้เนื่องจากมีความเกี่ยวโยงกันหลายมิติมาก ไม่ว่าจะเป็น ด้านสาธารณสุข ไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม ไม่ว่าจะเป็นด้านคมนาคมเกี่ยวข้องหมดนะครับ แล้วก็ถือเป็นเรื่องใหญ่มีความสูญเสียเป็นจํานวนมาก ก็เลยได้มอบหมายให้ผมตั้งเป็นญัตติ รับผิดชอบไปทําญัตติขึ้นมา เพื่อเสนอขอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูป ระบบความปลอดภัยทางถนนที่เสนอมาในวันนี้ โดยที่เนื่องจากว่าผมเองนั้นได้เคยรับผิดชอบเรื่องนี้ตอนช่วงสมัยทําหน้าที่เป็นรัฐมนตรีช่วย ว่าการกระทรวงคมนาคมอยู่นะครับ ๓ ปี ซึ่งอยากจะเรียนว่าเกี่ยวกับเรื่องนี้ผมเองแล้วก็ ในคณะมีความเห็นกันว่าขณะนี้สถานการณ์มีความเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมากครับ จําเป็น จะต้องมาพิจารณากันว่าจะต้องหาทางออกเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ได้ และอยากจะนําเรียน ที่ประชุมแห่งนี้ว่ากรรมาธิการที่จะมีการตั้งขึ้นมาครั้งนี้ มีระยะเวลาที่สั้นคือที่ตั้งใจกันไว้ ก็คือว่าทําเรื่องนี้จบก็จบกันนะครับ ทําให้เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน และจะมีการนําเสนอมายังที่ สภาแห่งนี้เพื่อจะเสนอต่อไปยังรัฐบาลในกรณีที่ทางสภาเห็นชอบให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญ แล้วก็เห็นชอบต่อผลการทํา ครั้งนี้ไม่เป็นการศึกษาท่านประธานครับ แต่เป็นการจัดทํา ลักษณะของแผนเลยก็คือปฏิบัติเลย ผมอยากจะเรียนว่าอยากจะนําเสนอเหตุผลประกอบ เกี่ยวกับเรื่องนี้ตามสมควรนะครับ อยากจะเท้าความไปถึงว่าในช่วงสถานการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ ที่มีการดําเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้ ช่วงนั้นผมเองเข้ามาเป็นรัฐมนตรี แล้วก็ปีใหม่ ช่วงปีใหม่เอง ก็พยายามจะทําแล้วก็มีการดําเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้ ปรากฏว่าพอลงไปดูรายละเอียดแล้ว ผลที่ออกมาในช่วงปีใหม่กลายเป็นเสียชีวิตช่วง ๗ วัน ตอนนั้นไม่ได้ทําเป็นช่วง ๗ วันมากกว่า เดิมเสียอีก ก็เลยตกใจ แล้วก็รวมกันมาแล้วในช่วงนั้นก็มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมกันมา ท่านอาจารย์วันมูหะมัดนอร์ มะทา ก็มาร่วมกันทํางาน ปรากฏว่าเข้าไปจัดการ เกี่ยวกับเรื่องนี้อีกไม่สําเร็จครับ จํานวนการเสียชีวิตมากขึ้น ที่มากขึ้นเพราะเราเริ่มไป ตรวจสอบจํานวนนะครับ ผมจะให้ข้อมูลว่าอย่างนี้ครับ ผมก็เลยมาศึกษา ผมเรียน ท่านประธานว่าผมไปเจอข้อมูลในช่วงนั้น เป็นหนังสือที่ขยายไปทั่วโลกนะครับ ก็คือว่า เป็นหนังสือเล่มนี้นะครับ บีเอ็มเจ (BMJ) เป็นหนังสือบริติช เมดิคัล เจอร์นัล (British Medical Journal) แล้วก็ในนี้ผมไปเห็นว่าเป็นรูปคนตายอยู่บนถนน ขายไปทั่วโลก หมายถึง ว่าวางไปทั่วโลกเป็นหนังสือทางการแพทย์ ในนี้เขียนว่าวอร์ ออน เดอะ โรด (War on the road) หมายถึงสงครามบนถนน และผมก็ดู พอดูไป ผมเห็นเครื่องหมายของเจ้าหน้าที่คนนี้ ที่ทําเรื่องนี้อยู่ ปรากฏว่าผมอ่านได้ว่า ป่อเต็กตึ๊ง ผมก็เลยรู้ว่าหนังสือที่ไปทั่วโลกที่เขามองกันว่า มีสงครามบนถนนแห่งประเทศไทย มีการตายยิ่งกว่าสงครามอีก เป็นประเทศของเราเอง น่าอายมากนะครับ พอลงไปในรายละเอียดเราก็เห็นข้อมูลที่จากดับเบิลยูเอชโอ (WHO) หรือองค์การอนามัยโลก ผมก็ประสานไปที่องค์การอนามัยโลกเขาก็ส่งหนังสือเล่มนี้มาให้ นี่ผมยังเก็บไว้ เป็นเกี่ยวกับเรื่องการทําเกี่ยวกับการป้องกันการบาดเจ็บล้มตายบนถนนทั่วโลก ทําให้ข้อมูลเราทราบชัดว่ามันมีความลึกซึ้งมากกว่าที่เราสัมผัสด้วยความรู้สึก เราจะเห็นแต่ว่า เป็นศพอยู่บนถนน แต่ว่าเราไม่รู้มูลเหตุมูลฐานและระบบความคิดที่เป็นระบบว่าอย่างไร ก็เลยมีการศึกษาเรื่องนี้กันเอาจริงเอาจัง แล้วสุดท้ายนี่นะครับ เราก็เลยจัดเป็นระบบ มีการ นําเสนอว่าจะมีการทําระบบ เพราะว่าอยากจะเรียนว่าข้อมูลในการเสียชีวิตเรานับกันขณะนี้ ๗ วันอันตราย คําว่า ๗ วันอันตราย ผมเป็นคนกําหนดขึ้นมาตอนช่วงทําหน้าที่อยู่นะครับ เราก็ล็อก ๗ วันหัวท้ายนะครับ แล้วก็มีการนับ แต่ข้อมูลจริง ๆ การเสียชีวิตต่อวัน ขณะนี้ไม่น้อยกว่า ๓๕ ศพต่อวันทุกวันอยู่แล้ว แต่ในช่วงเทศกาลเดินทางมากอาจจะ โดดขึ้นมาเป็น ๖๐ ๗๐ หรือ ๑๐๐ ๒๐๐ แต่ทุกวันค่าเฉลี่ยทุกวัน ๓๕ ศพเป็นอย่างน้อยทุกวัน เพียงแต่ไม่มีปรากฏเท่านั้นเอง เราก็ตรวจสอบดูว่าเมื่อปี ๒๕๔๕ ในตอนนั้นอัตราการ เสียชีวิต เขาคิดเป็นต่อแสนประชากรครับท่านประธาน ก็คือว่าของเราขณะนี้มีประชากร ๖๗๐ แสนก็คือ ๖๗ ล้านคน คูณด้วยในตอนปี ๒๕๕๖ นะครับ ๒๓ คน หมายความว่า เสียชีวิต ๒๓ คนคูณด้วยแสนประชากร ๒๓ คูณด้วย ๖๕๐ ตอนนั้นคงจะเป็นสัก ๖๐ ล้านคน ก็คูณด้วย ๖๐ เสียชีวิตอยู่มาก ก็หลังจากนั้นมีการทําเป็นแผนแม่บท เพราะว่าปล่อยไว้เฉยๆ ก็ไม่ได้แล้วนะครับ แผนแม่บทที่ว่านี่นะครับจัดทําเป็นแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน ช่วงปี ๒๕๔๘-๒๕๕๑ นะครับ ในตอนนี้เองสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจัดทําเป็นนโยบายและมีการ วางแผนมีเป้าหมาย เป้าหมายเมื่อสักครู่ เรียนท่านประธานว่าที่เรากําหนดว่าเราจะมีการลด อัตราการตายให้ได้ เป็นปีนะครับท่านประธาน จะมีการลดอัตราในแผนตรงนั้นปี ๒๕๔๘-๒๕๕๑ จะลดอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุต่อแสนประชาชน จาก ๒๒.๒๑ ในปี ๒๕๕๗ ให้เหลือ ๒๐ คน หมายความว่าให้ลดลงเป็นจํานวนให้เหลือ ๒๐ คน แค่ ๒ คนต่อแสนประชากรต่อปี ก็เป็นเรื่องที่ลําบากมากนะครับ ก็กําหนดไว้ตามนั้น แล้วมีการออกเป็นยุทธศาสตร์ในช่วงนั้น ก็คือว่าทําเป็นยุทธศาสตร์ ๕ อี (5E) โดยองค์ประกอบก็คือว่าช่วงนั้นผมทดลองทํากันว่า เราเอาถนนเป็นหลัก เราให้การศึกษาเป็นหลัก ปรากฏว่าไม่ถูก การเรียงลําดับตอนนั้นที่ได้ผลมากก็คือว่า เอาเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย มาเป็นข้อแรกก่อน ผมยกตัวอย่างท่านประธานครับว่า เราทําใบขับขี่ ใบขับขี่ตอนนั้น มีประมาณสัก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของจํานวนรถเท่านั้นเอง พอออกเป็นนโยบายว่าออกไปทํา ใบขับขี่เป็นโมบาย (Mobile) ออกไปทํา ออกไปอะไรพวกนี้ เขาไม่มาครับ เขาไม่มาทํากัน ก็เลยคุยกับทางสํานักงานตํารวจแห่งชาติว่า จับ เดินหน้าจับเลย ตั้งด่านจับ ใครไม่มีใบขับขี่ แล้วเราก็เปิดรับ เขาก็เลยมาทํากัน เราทําได้ประมาณสัก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ หลายปีเหมือนกัน กว่าจะได้ใบขับขี่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ของจํานวนรถจดทะเบียน อันแรกก็เลยกลับมาเป็นว่า ลําดับที่ผมจะนําเสนอในช่วงนั้นเป็นลําดับตามความสําคัญอี (E) แรกก็คือเอนฟอร์ซเมนต์ (Enforcement) ก็คือการบังคับใช้กฎหมายตรงนี้ต้องทําก่อน เหมือนที่รัฐบาลนี้ทํา แล้วเราก็ จับรถด้วยแล้วก็ล็อกทั้งรถทั้งคนไว้เป็นเรื่องเอนฟอร์ซเมนต์ (Enforcement) คือเมาแล้วขับ จับทุกราย อะไรพวกนี้ใช่ทั้งนั้นนะครับ ต่อมาอี (E) ที่ ๒ ในแผนนั้นนะครับ ก็คือเอนจิเนียริง (Engineering) คือด้านวิศวกรรม มีการปรับ แปลว่าถนนตรงไหนมีปัญหา ซึ่งตรงนี้ท่านประธานเสรี ประเด็นที่ท่านฝากก็คือระบบไฟจราจร ของท่านนะครับ ระบบสี่แยกห้าแยกของท่าน ที่มีปัญหา ใช่ด้านนี้หมด ก็คือด้านเอนจิเนียร์ (Engineer) ด้านต่อมาลําดับต่อมาที่จําเป็นต้อง ทําก็คือ อี (E) เอดูเคชัน (Education) หรือพับบลิกรีเลชัน (Public Relation) คือให้ความรู้ ประชาสัมพันธ์การมีส่วนร่วมของประชาชน ตรงนี้เองอยากจะนําเรียนว่ามีความสําคัญมาก แล้วผมก็ยังเสียใจอยู่ว่า เมื่อปี ๒๕๓๘ เราได้จ้างประเทศสวีเดนมาทํา เป็นบทเรียน สมัยก่อน ตอนเราเล็ก ๆ ท่านประธานคงจําได้ที่ว่ามีเพลงที่ว่า ใช้รถใช้ถนนทุกคนอย่าประมาท แล้วครู ก็สอนเราว่าเวลาเดินถ้ารถชิดซ้ายให้เราเดินด้านขวาเพราะรถที่มาเราจะได้มองเห็น เดี๋ยวนี้ ไม่มี เพราะฉะนั้นทําหลักสูตรขึ้นของสวีโรด (SweRoad) ทําให้กระทรวงศึกษาธิการ ผมยังติดใจตรงนี้ว่ามีหลักสูตรที่ดีมากตั้งแต่ชั้นอนุบาลไปจนถึงชั้นมัธยมศึกษา อนุบาล ก็รถจักรยานมีใบขับขี่ด้วย ตรงนี้ถ้าเราทํากันตั้งแต่บัดนั้นมาก็คงจะดีกว่านี้นะครับ แล้วก็ เรื่องการศึกษาซึ่งจําเป็นมาก ผมมองว่ารถที่จดทะเบียนมากขณะนี้การศึกษาที่จะช่วยได้ ไม่อย่างนั้นเราเอาไม่อยู่แล้วนะครับ
สุดท้ายที่มาเกี่ยวข้องกันที่มีการแถลงข่าวในวันนี้ก็คือว่าอีเอ็มเอสเอส (EMSS) อีเมอร์เจนซี เมดิคัล เซอร์วิส ซิสเต็ม (Emergency Medical Service System) ซึ่งทางกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมได้ดําเนินการเสนอขึ้นมา ครั้งที่แล้วที่ดําเนินการแล้ว วันนี้กระทรวงสาธารณสุขประชุมวันนี้นะครับแล้วก็แถลงข่าวแล้ว ประเด็นที่ผมนําเสนอขึ้นมาเรื่องเดียวกัน ประเด็นเรื่องอีเอ็มเอสเอส (EMSS) หรืออีเมอร์เจนซี เมดิคัล เซอร์วิส ซิสเต็ม (Emergency Medical Service System) เป็นประเด็นเรื่อง การนําคนบาดเจ็บไปยังสถานพยาบาลให้เร็วที่สุด ซึ่งตรงนี้ของเราอ่อนแอมากแต่ช่วยได้เยอะ อุบัติเหตุมันเยอะ รวมทั้งกรณีของหัวหน้าพรรคผมด้วยนะครับ ท่านประธานที่ปรึกษาพรรค ซึ่งวันนี้มีการประชุมแล้วก็ออกเป็นนโยบายกว้างขวาง ก็น่าจะเป็นคุณูปการ ที่เขาประชุม วันนี้จะได้เอามาใช้เรื่องนี้ด้วยว่านําคนบาดเจ็บจากการชนกันไปที่โรงพยาบาลให้เร็วนะครับ แต่ประเด็นก็คือว่าในส่วนนี้เอง ของเราอย่างไรก็มีไม่พอ ในตอนนั้นผมก็ได้หม่อมราชวงศ์ เจตจันทร์ ประวิตร ซึ่งท่านดูแลเรื่องอุบัติภัยตอนนั้นอยู่ ท่านก็ได้กรุณานะครับ ที่ของท่าน อยู่ที่ปากช่อง เราก็เอามูลนิธิร่วมกตัญญู มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ซึ่งรวมทั้งของมหาดไทยไป ผมก็ได้ อนุมัติเงินจากกองทุนความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน ที่ใช้ประมูลเลขสวยไป รวมทั้ง สสส. ก็ช่วยด้วย ให้เอามูลนิธิเหล่านี้ เจ้าหน้าที่เหล่านี้ให้รู้ว่าจะดูแลคนบาดเจ็บอย่างไร แล้วเอาไป ถึงโรงพยาบาลอย่างไร ในส่วนของอีเมอร์เจนซี เมดิคัล เซอร์วิส ซิสเต็ม (Emergency Medical Service System) เป็นอี (E) ที่ ๔ สุดท้ายเป็นอี (E) ที่ ๕ ก็คืออีแวลูเอต (Evaluate) เป็นอีแวลูเอชัน แอนด์ อินฟอร์เมชัน (Evaluation and Information) การประเมินผลเพราะต้องมีการประเมินผลตลอดเวลาว่าเรื่องราวมันจะมาใหม่เสมอ มีเรื่องใหม่ ความเร็วแบบใหม่ สารเสพติดแบบใหม่จะเข้ามาเราต้องมีการอีแวลูเอต (Evaluate) แล้วมีการประเมินผลเพื่อปรับเปลี่ยนแผนตลอดเวลา ผมเรียนว่าอย่างนี้ครับ ในช่วงนั้นผมได้คุยกับทางมิสเตอร์รอส ซึ่งเป็นประธานฝ่ายเอดีบี (ADB) ก็มาช่วยเรื่องนี้ด้วย ของอาเซียน (ASEAN) ผมก็สงสัยว่าที่ประเทศมาเลเซียเขาเป็นมุสลิม เขาไม่มีเทศกาล เรื่องเมาไม่ขับ ปัญหาก็คือว่าเขาก็มีการรณรงค์เรื่องนี้ด้วย เราก็ถามว่า แล้วจะมีประโยชน์ อะไร คุณรอสเขาก็บอกว่าในช่วงเทศกาลมันเป็นช่วงที่ประชาชนเขารับได้กับมาตรการที่เรา ใส่เข้าไป ดังนั้นเราอยากจะทําอะไรเรื่องความเร็วก็ดี อยากจะมีกฎหมายอะไรใหม่ ๆ ให้ใส่เข้าไปช่วงเทศกาลประชาชนจะรับได้ แล้วถ้ามันเวิร์ก (Work) เราก็สามารถที่จะ ดําเนินการต่อไปในช่วงปกติทั้งปีได้ มันเป็นช่วงรอยต่อ เป็นช่วงที่เราสามารถจะใช้เครื่องมือ ใหม่ ๆ ได้นะครับ ส่วนนี้เป็นเรื่องที่เราทํา ผมอยากจะเรียนว่าที่ผมนําเรื่องนี้มานําเสนอ ผลสิ้นสุดตอนนั้นผมไม่อยู่แล้ว ผมออกมาแล้วนะครับ แผนนี้ไปจบปี ๒๕๕๑ ปรากฏว่า แผนแม่บทนี้ลดอัตราการเสียชีวิตที่เราวางแผนไว้กะว่าจะให้เหลือ ๒๐ คนต่อแสนประชากร ลดได้ถึง ๑๘.๒ คน หมายความว่าต่ํากว่าเป้าเยอะ ก็คือจากเดิมประเมินว่าจะมีผู้เสียชีวิต เป้าลดลงมาจาก ๑๔,๐๐๐ คนให้เหลือ ๑๒,๖๐๐ คนต่อปี ท่านประธานว่ามากไหมครับ ๑๒,๐๐๐ กว่าคนต่อปี แล้วลดเหลือ ๑๑,๔๖๖ คนต่อปี หมายความว่าเราสามารถลดได้ ต่ํากว่าเป้าเยอะมาก ซึ่งสรุปแล้วก็คือสามารถทําให้คนไม่ตายบนถนนจากแผนนี้ และไม่น้อยกว่า ปีละ ๒,๓๐๐ คนจากแผนนี้นะครับ หลังจากนั้นมาในปัจจุบัน ปัจจุบันขณะนี้มีแผนแม่บท ความปลอดภัยทางถนน พ.ศ. ๒๕๕๖ ถึง พ.ศ. ๒๕๕๙ คือสิ้นในปีนี้นะครับ มีการกําหนด เป้าหมายว่าปี ๒๕๕๖ จะลดให้เหลือ ๑๔.๔๓ คนต่อแสนประชากร ปี ๒๕๕๗ จะให้เหลือ ๑๓.๖๘ คน แล้วก็ในปี ๒๕๕๙ จะเหลือตามแผนแม่บทให้เหลือ ๑๒.๑๘ คนต่อแสนประชากร ท่านประธานที่เคารพครับ ในส่วนนี้ยุทธศาสตร์ที่ใช้ในแผนแม่บทนี้ไม่เหมือนกับ ๕ อี (5E) ที่ใช้ ยุทธศาสตร์ในช่วงนี้ที่ใช้ปัจจุบันก็คือ ๑. ระบบการพัฒนาบริหารจัดการความปลอดภัย ทางถนนสู่ระดับสากล ๒. จะเสริมสร้างความปลอดภัยแบบมุ่งเป้า ๓. ลดความสูญเสีย ในปัจจัยเสี่ยงอย่างยั่งยืน ๔. เสริมสร้างความปลอดภัยทางถนนในท้องถิ่นอย่างมีส่วนร่วม นี่คือ ๔ แผนหลักของยุทธศาสตร์ปีนี้ ผลของแผนนะครับ การปฏิบัติตามแผนปี ๒๕๕๖ จะมีอัตราการเสียชีวิตต่อประชากรปรากฏว่าเป็น ๒๒.๘๙ ประมาณ ๒๓ คน กลับไปเท่ากับ ปี ๒๕๕๖ คือตามแผนมีเท่านี้ แต่ว่าที่ได้มาจากแผนทะลุขึ้นไป คือเกินแผน เกินเป้า ปี ๒๕๕๗ เขามีข้อมูลไม่ครบ ปี ๒๕๕๘ ปีที่ผ่านมามีอัตราการเสียชีวิตต่อแสนประชากร ๑๗.๘๑ คนต่อแสนประชากร นี่ข้อมูลกระทรวงสาธารณสุข เป้าหมายวางไว้ ๑๒.๘๓ คน หมายความว่าตอนนี้การเสียชีวิตสูงกว่าแผนมาก ผมนําเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ในการ นับของเราไม่เหมือนกัน ของเราตั้งไว้ขนาดนี้ แต่ขององค์การอนามัยโลกเขาไม่นับ ๗ วัน ของเรานับ ณ วันชนแล้วก็ตายวันนั้นเรานับ แต่ขององค์การอนามัยโลกพอชนวันนั้นแล้วเขา จะตามอาการไปอีกประมาณ ๓๐ วัน คือคุณถูกรถชนวันนี้ไม่ใช่ตายวันนี้นับวันนี้ แต่ตายอีก ๒ วันยังไม่นับอย่างนั้นไม่ถูก คือต้องนับไปว่าคุณตายเพราะถูกรถชนนั่นละ เขาก็จะนับ เขากําหนดว่าอย่างนี้ ดับเบิลยูเอชโอ (WHO) เขาว่าประเทศไทยตามข้อมูลของเขา อัตรา ตายต่อแสนประชากรข้อมูลใหม่สุดขณะนี้ ก็คือ ๓๖.๒ คนต่อแสนประชากร หมายความว่า เรากําลังสูญเสียต่อปีในประเทศไทยในขณะนี้ ๒๔,๒๗๗ คน แล้วก็จากรายงานของ ดับเบิลยูเอชโอ (WHO) ได้ข้อสรุปว่าการเสียชีวิตในของเราซึ่งตรงกับที่เราศึกษา แต่ของเขา ละเอียดมาก เป็นจักรยานยนต์ ทู (Two) หรือทรีวีลเลอร์ (Three Wheeler) ก็คือ ทั้งมอเตอร์ไซค์สองล้อและสามล้อ ๗๓ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตรงนี้ถ้าเทียบกับกลุ่มอาเซียน (ASEAN) ขณะนี้ อาเซียน (ASEAN) ทั้งหมดนะครับ ประเทศไทยมีอัตราการเสียชีวิตสูงที่สุด คือ ๓๖ คนต่อแสนประชากร ในขณะที่ข้อมูลผมได้มอบให้ไปแล้วนะครับ ในขณะที่ ประเทศที่สองถ้าเราสังเกต ประเทศเวียดนาม ประเทศเวียดนามมีมอเตอร์ไซค์เยอะ มอเตอร์ไซค์มันเนื้อหุ้มเหล็กนะครับ ดังนั้นยิ่งมอเตอร์ไซค์เยอะก็ยิ่งตายเยอะ น่าเป็นห่วงมาก นะครับ ส่วนที่มันชี้ชัด ๆ ที่เพิ่งผ่านมาที่เป็นมูลเหตุที่ทําให้พวกเรายื่นญัตติตรงนี้นะครับ จากช่วงสงกรานต์ปี ๒๕๕๙ ที่ผ่านมา ในญัตติผมลงไว้ ๓๙๗ คน เสียชีวิต แต่จริง ๆ แล้ว ข้อมูลที่ศึกษาจากกรมการขนส่งทางบก เช็ก (Check) สุดท้ายวันที่ ๑๑-๑๗ เมษายนที่ผ่านมา เสียชีวิตถึง ๔๔๒ คน ในขณะที่ในปีที่แล้วเสียชีวิตไป ๓๖๕ คน นั่นหมายความว่า ปีที่แล้วสงกรานต์ช่วงเดียวกันเวลาเดียวกัน ๗ วันเหมือนกัน ๗ วันอันตราย เหมือนกัน มีอัตราการตายเพิ่มขึ้นถึง ๒๑ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธาน เป็นตัวเลขที่น่ากลัวมาก น่าเป็นห่วงมาก ซึ่งผมเรียนอย่างนี้ว่าจํานวนที่น่ากลัวกว่านั้น คือคนที่เสียชีวิตแล้วก็ไป เอาไปเผาไปอะไรก็จบกันไป ค่าสูญเสียต่อคนตามเรต (Rate) ของยูเอ็น (UN) ก็คือ ๗,๐๐๐,๐๐๐ คน แต่ที่สูญเสียมากกว่า คือถ้าเสียชีวิต ๒๐,๐๐๐ กว่าคนให้คูณ ๑๐ คําว่า คูณ ๑๐ หมายความว่า คุณจะมีคนพิการ ๑๐ เท่าของเสียชีวิต หมายความว่าเสียชีวิตปีหนึ่ง ๒๐,๐๐๐ คน คนพิการปีหนึ่งเราสร้างขึ้นมาจากอุบัติเหตุประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคน แล้ว ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคนใครจะดูแล รัฐก็ต้องดูแลนะครับ เพราะพี่น้องเองจะทิ้งลูกไป ได้อย่างไรก็ต้องดูแล มันจะกลายเป็นความสูญเสียแบบติดลบมหาศาลเลย ตรงนี้ช่วงที่เราทํา เรื่องนี้อยู่ เมื่อก่อนเราประเมินว่าปีหนึ่งประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้าน แต่ขณะนี้ผมตีว่าประมาณ เกือบ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านแล้ว ในตัวเลขขณะนี้นะครับ ทีนี้ผมจะเทียบว่า ท่านประธานที่เคารพ จะเทียบว่า แผนแม่บท ปัญหาที่บอกแผนแม่บททั้ง ๒ ระยะ มันต่างกันตรงไหน ในแผน แม่บทฉบับปี ๒๕๔๘-๒๕๕๑ ที่ได้ผลมาก ลดต่ํากว่าเป้า เป็นแผนแม่บทที่ผู้อํานวยการศูนย์ ตอนนั้นเราเสนอให้นายกรัฐมนตรีตั้งรองนายกรัฐมนตรีขึ้นมาดูแล ในกรรมการชุดนั้น มีประธาน ช่วงนั้นก็มีคุณจาตุรนต์ ฉายแสง รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ผมนี่เป็น รองประธาน แล้วก็มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวง สาธารณสุข รัฐมนตรีทั้งหมด ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ มาดูแลตรงนี้อยู่ แผนตรงนี้ เนื่องจากว่าเกี่ยวข้องกับกระทรวง ข้ามกระทรวงหลายกระทรวงมาก ข้ามกันไปกระทรวง สาธารณสุข ดังนั้นในแผนปีต่อมา ในขณะที่แผนปีนี้ ผู้อํานวยการเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย เหมือนเราสเกลดาวน์ (Scale Down) ลงมา จากเดิมใช้อํานาจ นายกรัฐมนตรีคุมแผน คุมศูนย์ ตอนหลังใช้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งสามารถ คุมได้เฉพาะกระทรวงมหาดไทย คือสั่งการได้ จะข้ามไปยังกระทรวงอื่นไม่ใช่ง่าย แม้ว่า เราจะมี พ.ร.บ. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. ๒๕๕๐ ก็ตามนะครับ ซึ่งมีอํานาจ ไปครอบจริง แต่ว่าอํานาจจริงในระบบของการบัญชาการไม่เหมือนกัน เรียนว่าในการ ดําเนินการตรงนี้มีปัญหาอยู่มากเพราะว่า ผมมองว่าจําเป็นจะต้องมีการปรับเปลี่ยนกลับไป โดยใช้กลไกที่มีอํานาจสูงกว่านี้เป็นคนดูแล เมื่อคืนผมได้มีโอกาสเจอกับท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย ก็นําเรียนท่านว่าวันนี้จะเอาญัตตินี้เข้ามานะครับ เพื่อให้มีการพิจารณา ก็คงจะต้องส่งรายละเอียดให้ท่าน
อีกประเด็นหนึ่งที่เป็นการเปรียบเทียบ การเพิ่มขึ้นของจํานวนรถ ในการ เสียชีวิตบนถนน มันสัมพันธ์กับที่เมื่อสักครู่แล้ว คือต่อแสนประชากร แสนประชากรของเรา ขณะนี้เรามี ๖๗๐ แสน ก็คือว่า ๖๗ ล้านคน ประชากรเราเพิ่มไม่มากนอกจากประชากรแฝง แต่สิ่งที่เพิ่มมากอีกอัตรา ที่ดับเบิลยูเอชโอ (WHO) คํานวณก็คือว่า ต่อหมื่นรถจดทะเบียน หมายความว่ามันจะเป็นเรต (Rate) อีกเรต (Rate) หนึ่งว่า เสียชีวิตต่อหมื่นรถจดทะเบียน ประเทศพัฒนาแล้วเท่าไร ประเทศกําลังพัฒนาจะเท่าไร ของเรานี่รถจดทะเบียนเพิ่มขึ้น แบบมากมายมหาศาลนะครับ ปีหนึ่งขึ้นมาเป็นจํานวนมาก รถจะเพิ่ม ๆ พอเราคูณด้วย จํานวนหมื่นรถจดทะเบียน ไม่มีทางที่เราจะหยุดมันได้ถ้าเราไม่มีมาตรการที่เข้มแข็งกว่าเรา จะไปปีหนึ่งลด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่จริงนะครับ ต้องมีการดําเนินการอย่างใด อย่างหนึ่งเป็นพิเศษ และนอกจากนั้นมีการเพิ่มขึ้นของสารที่ก่อให้เกิดอันตราย นอกจาก เรากําลังพูดถึงแอลกอฮอล์ เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ แอลกอฮอล์ ยาอี ยาสารพัดยาที่เสพเข้าไป แล้วไปขับรถ อันตรายมาก เรายังไม่ค่อยมีกฎหมายเรื่องนี้นัก ดังนั้นขอวิเคราะห์ผลที่เกิดขึ้น ว่าถ้าเปรียบเทียบแล้ว ๒ แผนจะเหมือนกัน เป้าหมายเดียวกัน แตกต่างกันตรงที่ผลนะครับ เนื่องจากว่าอํานาจบัญชาการในการคอนโทรล (Control) แผนไม่เหมือนกัน รองนายกรัฐมนตรี หรืออํานาจของนายกรัฐมนตรี กับรัฐมนตรีว่าการ อํานาจจะไม่เท่ากัน ดังนั้นแนวโน้มจะ สูญเสียมากขึ้น ดังนั้นอยากจะเรียนท่านประธานว่าของดับเบิลยูเอชโอ (WHO) นี่นะครับ ที่เราจะต้อง ดําเนินการต่อเนื่องไป อยากจะนําเรียนว่าเขามีการกําหนดนะครับ เราคงจะต้องมีการปรับแผน ต่อจากนี้ แล้วก็ถามว่ายึดอะไร ก็อาจจะต้องยึดการศึกษาของดับเบิลยูเอชโอ (WHO) ที่เพิ่ง ได้ข้อสรุป อยากจะนําเรียนว่าเมื่อไม่กี่วันนี้ เมื่อสิ้นปีที่แล้ว เมื่อสักประมาณเดือนพฤศจิกายน ดับเบิลยูเอชโอ (WHO) ได้มีการประชุมใหญ่ทั่วโลก แล้วก็ได้ออกเดแคลเรชัน (Declaration) ขึ้นมาอันหนึ่ง เป็นบราซิเลีย เดแคลเรชัน ออน โรด เซฟตี (Brasilia Declaration on Road Safety) ที่บราซิล เขามีการกําหนดว่าจะมีเสาหลักขึ้นมา ๕ เสาหลัก นี่เรื่องใหม่เลยนะครับ ผมให้เอกสารไปแล้วมีรายละเอียดว่าเขาเสนออะไรบ้าง คือการจัดการเรื่องความปลอดภัย ทางถนน ถนนปลอดภัย รถปลอดภัย พฤติกรรมปลอดภัย และการดูแลหลังเกิดเหตุ เพราะว่าอย่างที่เรียนแล้ว ถูกชนวันนี้ แต่ถ้าดูแลไม่ดี นําไปส่งไม่ทัน และไม่ดูแลหลังจากนั้น ก็เสียชีวิต ถ้าภายใน ๓๐ วัน เราก็นับนะครับ ดังนั้นผมขอเสนอนะครับว่ากับคณะที่ได้ ลงนามมาในญัตติแล้ว ขอเสนอให้สภานี้ ขอความกรุณาท่านสมาชิกช่วยสนับสนุน ตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อดําเนินการศึกษาจัดทําระบบความปลอดภัยขึ้นใหม่ เป็นแผน แล้วก็ตั้งใจว่าจะให้เสร็จภายในไม่เกิน ๑๒๐ วัน และจะนําเสนอมาที่ประชุมแห่งนี้ ให้พิจารณา เพื่อจะได้นําเสนอไปยังรัฐบาล ความตั้งใจก็คือว่า ให้ทันก่อนกําหนดงบประมาณ เพราะถ้าเรามีแต่แผนแล้วก็ไม่ทันงบประมาณปี ๒๕๖๐ เราก็ช้าไปปีหนึ่ง แล้วที่สําคัญก็คือว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่กําลังจะมาถึง เราคงต้องมีแผนใหม่เข้าไปรองรับ ถ้าไม่อย่างนั้นสิ้นปีนี้ จะมีการสูญเสียที่ทะลุเป้าอีกแน่นอนตามเหตุผลที่ได้กล่าวแล้วนะครับ ก็เลยเสนอนะครับ ในการเสนอนี้ถามว่าเรามีอํานาจที่จะเสนอได้ไหม ในการเสนอญัตติครั้งนี้ถือว่าอยู่ในอํานาจ หน้าที่ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศตามความในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๕๕๗ และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๓๙/๒ ประกอบมาตรา ๒๗ และ มาตรา ๓๑ วรรคหนึ่ง (๑) และวรรคสอง แล้วก็ในข้อบังคับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๘ ข้อ ๔๓ และข้อ ๔๔ เพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สืบต่อครับท่านประธาน เนื่องจากว่าทางสภาปฏิรูปแห่งชาติที่ผ่านมาท่านได้ดําเนินการเรื่องแพทย์ฉุกเฉินเกี่ยวกับเรื่อง อุบัติเหตุทางถนนไว้ก่อนแล้ว แล้วก็เสนอไปยังรัฐบาลแล้ว เพราะฉะนั้นถือเป็นการสืบต่อ ในสุดท้ายนี้ก็ขอเสนอต่อที่ประชุมนี้ได้กรุณาพิจารณาในการตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้น แล้วก็ ขอความกรุณาท่านสมาชิกช่วยกันสนับสนุนด้วยครับ นําเรียนท่านประธานและที่ประชุม ด้วยความเคารพครับ ขอบพระคุณครับ
เรื่องญัตติด่วนนั้นจะมีการลงมตินะครับ เมื่อผู้เสนอแถลงเหตุผลจบแล้ว ต่อไป ก็เป็นการแสดงความคิดเห็นของสมาชิก ท่านละไม่เกิน ๑๐ นาที ขณะนี้มีทั้งสิ้น ๗ ท่าน ด้วยกัน ขอเชิญท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการเมือง อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิกวุฒิสภา และอดีตรองประธาน สภาร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอกราบเรียนท่านประธานเกี่ยวกับ ญัตติที่ท่านนิกรและคณะ ได้เสนอให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศตั้งกรรมาธิการขึ้นมา เพื่อการปฏิรูประบบความปลอดภัยทางถนน ต้องกราบเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิกว่า ผมมีความเห็นด้วยกับญัตติดังกล่าวนี้เป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากญัตติดังกล่าวนี้เป็นเรื่องที่ กระทบ ก่อให้เกิดความเสียหาย ความเดือดร้อนกับประชาชนทั้งประเทศมายาวนานโดยรวม ต่อเนื่องทุกปี แต่ละปีครับท่านประธาน จะเห็นได้ว่าทางฝ่ายรัฐบาลเองไม่ว่าจะกี่รัฐบาล ก็ตาม ก็พยายามจะแก้ไขปัญหาในเรื่องการสูญเสียชีวิตของพี่น้องประชาชนทางท้องถนน มาตลอด แต่ละครั้งที่เกิดสถานการณ์การให้มีวันหยุดในเทศกาล ไม่ว่าจะเป็นเทศกาลปีใหม่ ตรุษจีน สงกรานต์ หรือวันหยุดยาว พี่น้องประชาชนก็จะใช้ยวดยานพาหนะบนท้องถนน เดินทางกลับไปบ้าน หรือเดินทางไปเยี่ยมญาติพี่น้องในแต่ละจังหวัด ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ครับ มันเกิดอุบัติเหตุกันมาก แล้วในชีวิตประจําวันเองที่ใช้ยวดยานเดินทางบนท้องถนนก็มี ความเสียหาย เกิดความบาดเจ็บล้มตายกันอีกจํานวนมาก ดังนั้นแต่ละปีนะครับท่านประธานมีคนตายแบบไม่มีเหตุผล มีคนตาย มีคนเสียชีวิต มีคน บาดเจ็บ ทุพพลภาพจํานวนมากมาย สิ่งเหล่านี้หลายรัฐบาลที่กราบเรียนมาแล้วครับว่า พยายามแก้ไขปัญหาในช่วงเวลาที่ผ่านมามีการรณรงค์กันอย่างเต็มที่ แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะ แก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ ดังนั้นเมื่อท่านนิกรได้กรุณาเสนอเป็นญัตติลักษณะอย่างนี้ผมคิดว่า มันเป็นเรื่องที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศต้องมีการปฏิรูป ต้องให้ความสําคัญ จะทํา อย่างไรให้ประชาชนไม่เสียชีวิต ไม่บาดเจ็บ ทุพพลภาพเหมือนที่ผ่านมา ตามข้อบังคับครับ ท่านประธาน ถ้าหากว่าที่ประชุมเห็นด้วยในการตั้งกรรมาธิการดังกล่าวแล้วจะต้องเสนอชื่อ บุคคลเป็นประธานกรรมาธิการ ผมก็ขอถือโอกาสนี้เสนอท่านนิกร จํานง ครับ ท่านเป็นอดีต รัฐมนตรีในกระทรวงคมนาคม มีประสบการณ์ มีความรู้ แล้วก็ยังมีเนื้อหาข้อมูลอย่างที่ นําเสนอสักครู่นะครับ จึงขออนุญาตกราบเรียนว่าตามข้อบังคับ ท่านประธานจะเป็นคนตั้ง ผมก็กราบเรียนท่านประธานนะครับว่าขอเสนอท่านนิกร จํานง เป็นประธานกรรมาธิการชุดนี้ ถ้าที่ประชุมเห็นด้วยนะครับ ซึ่งในส่วนนอกจากนี้นะครับ ผมเองก็ให้ความสําคัญในเรื่อง เกี่ยวกับงานจราจร เพราะว่างานจราจรเป็นส่วนหนึ่งเป็นส่วนสําคัญที่ก่อให้เกิดอุบัติเหตุ ก่อให้เกิดการล้มตาย เสียชีวิต บาดเจ็บดังกล่าว ในส่วนงานจราจรดังกล่าวนั้นมีกฎหมาย ใช้บังคับสําคัญ ๆ ก็คือ พ.ร.บ. จราจรทางบก อย่างนี้นะครับ หรือกฎหมายอาญา แต่ปรากฏว่า กฎหมายเหล่านี้ไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาหรือบรรเทาเหตุร้ายบนท้องถนนได้ ผมคิดว่า มันเป็นเรื่องจําเป็น ซึ่งเดิมทีผมก็เคยหารือท่านประธานไปเมื่อเดือนก่อนเหมือนกัน เคยพูด กันไปว่าอยากจะตั้งกรรมาธิการสักคณะหนึ่งเพื่อการแก้ปัญหาจราจรในเมืองใหญ่นะครับ อันนี้ท่านประธานก็ทราบอยู่ แต่พอท่านนิกรมาเสนอเป็นญัตตินี้ขึ้นมาผมคิดว่ามันน่าจะ พิจารณาหรือเสนอไปในทางเดียวกันหรือในคราวเดียวกัน ผมก็ขออนุญาตเพิ่มเติมจาก ท่านนิกรนะครับว่าถ้าหากว่าที่ประชุมเห็นด้วยในญัตตินี้ก็ขอให้กรรมาธิการไปศึกษาในเรื่อง เกี่ยวกับการแก้ปัญหาจราจรซึ่งก่อให้เกิดอุบัติเหตุ อุบัติภัยดังกล่าว แล้วก็จะแก้ปัญหาจราจร อย่างไรให้ลดอุบัติเหตุเพื่อจะลดปัญหาการเสียชีวิต การบาดเจ็บ ทุพพลภาพของพี่น้อง ประชาชน ต้องกราบเรียนท่านประธานครับว่าในระยะเวลาที่ผ่านมาภาครัฐบาลเองก็พยายาม ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาในการแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการจัดระบบการจราจรทางบก หรือเรียกย่อ ๆ ว่า คจร. หรือจะตั้งสํานักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร ที่เรียก ย่อ ๆ ว่า สนข. ผมก็พยายามดูข้อมูลเหล่านี้นะครับว่าในแต่ละกระทรวงหลายกระทรวง ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง หลายหน่วยงานที่มารับผิดชอบ แต่ปรากฏว่าต้องกราบเรียนว่าส่วนใหญ่ อยู่ในห้องแอร์ (Air condition) อยู่ในห้องภาคทฤษฎี แต่ไม่มาสัมผัสจริง ไม่ใช้ชีวิตจริง ไม่มา ดูแลพี่น้องประชาชนในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา และช่วงระยะเวลาดังกล่าวนี้ท่านประธาน จะสังเกตนะครับ แม้กระทั่งบนท้องถนนในปัจจุบันนี้พี่น้องประชาชนใช้ชีวิตด้วยความ ยากลําบาก แม้กระทั่งพวกเราเองก็เหมือนกัน สัมผัสได้อย่างเป็นรูปธรรมว่าเราใช้ชีวิต บนท้องถนน รถติดกันเป็นชั่วโมง ๓-๔ ชั่วโมง ยิ่งฝนตกแต่ละทีน้ําท่วมบางจุด การจราจร ติดขัด ถนนลื่น ปรากฏว่าไม่มีเจ้าหน้าที่เข้ามาดูแลตามสมควร อาจจะมีในบางช่วงบางเวลา แต่ไม่มีการทําหน้าที่อย่างต่อเนื่อง ผมคิดว่าในส่วนปัญหาเหล่านี้นะครับการที่จะแก้ปัญหา ได้นะครับ กฎหมายเอง การบังคับใช้กฎหมายเอง เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติเองหย่อนยาน กฎหมาย ชราภาพนะครับ ในส่วน ๒ วันก่อน ท่านประธานเห็นไหมครับ มีการพูดถึงว่าห้ามมอเตอร์ไซค์ ขึ้นสะพานลอยหรือสะพานข้ามแยก เมื่อวานนี้เห็นกับตา ท่านประธาน มอเตอร์ไซค์วิ่งขึ้น ทางแยก ตํารวจยืนอยู่ข้างล่าง ก่อนขึ้นสะพานเขียนป้ายไว้เลยห้ามมอเตอร์ไซค์ขึ้นสะพาน นี่คือความหย่อนยานครับ พอขึ้นไปแล้วมันก็เกิดอุบัติเหตุ ล้มตาย บาดเจ็บ เสียชีวิต หรือดูในไลน์ (Line) โซเชียลมีเดีย (Social Media) เห็นไหมครับ วัยรุ่นขับรถเมื่อวานนี้ครับ ส่งกันมา ปรากฏว่าขับด้วยความเร็วไปเฉี่ยวชนกับคนข้างถนนเสียชีวิตเด็กก็เสียชีวิต เหตุก็เกิดเมื่อวานนี้อีก ที่ส่งข้อมูลกันมาเมื่อวานนี้ เพราะฉะนั้นที่เป็นตัวอย่างที่เห็นชัด เห็นว่าวิถีชีวิตคนนี่นะครับ พี่น้องประชาชนไม่ว่าจะอยู่ในเมืองเล็กเมืองใหญ่ บนท้องถนน ก่อให้เกิดปัญหา ก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยทั้ง ๆ ที่เราสามารถมีกล้องสัญญาณอะไรติดต่าง ๆ ที่จะติดตามว่ารถคันไหนขับเร็วขับช้า กลายเป็นว่าอย่างไรครับ ขับรถเร็วฝ่าสัญญาณ ไฟจราจร ถ่ายภาพแล้วก็ส่งตามบ้านให้ไปเสียค่าปรับ คิดกันได้แค่นั้นหรือประธาน จริง ๆ มันต้องมีหน่วยรณรงค์ครับ มีเจ้าหน้าที่มาคอยป้องปราม แล้วก็เอาคนทําผิด จับคนทําผิด ในช่วงเวลานั้น ถ้ามีรถขับเร็วต้องมีรถตํารวจ พอเห็นในกล้องในสัญญาณอะไรต่าง ๆ ต้องขับตามไปจับเลยครับ มันต้องรวดเร็วมันต้องมีมาตรการที่เอาจริงเอาจัง หรือในส่วนของ กฎหมายเองครับท่านประธานเราจะเห็นว่ากฎหมายที่เราบังคับเรื่องความเร็วอะไรต่าง ๆ เราไม่มีความอ่อนโยนอ่อนไหวกับการที่จะใช้กฎหมายเหล่านี้เลย กฎหมายควรจะต้อง มีรายละเอียด เดี๋ยวถ้ามีโอกาสผมอาจจะขอช่วยท่านนิกรด้วยนะครับว่า กฎหมายเอง บางครั้งเราต้องออกมาตรการถ้าคนขับรถเกิน ๓ ชั่วโมง ต้องบังคับเลยต้องพัก ๑ ชั่วโมง ในช่วงทุก ๑ ชั่วโมงต้องมีพัก ๑๕ นาที อย่างนี้เป็นต้น แล้วมาตรการสําคัญอีกอันหนึ่งก็คือ พี่น้องประชาชนเองเวลาจะข้ามถนน ผมไปประเทศญี่ปุ่นเมื่อสัปดาห์ก่อน คนจะข้ามถนน ในประเทศญี่ปุ่นพอเดินมาที่ทางข้ามปั๊บ ถ้ารถเห็นคนเดินมาจะข้าม เขาจอดให้คนข้ามก่อน แต่ของเราพอคนเดินมาที่ทางม้าลายหรือทางข้ามต้องยืนครับ ให้รถไปก่อน มันสวนกันหมด เลยครับ เพราะฉะนั้นวัฒนธรรมหรือวิธีการใช้ชีวิตมันอยู่ที่มาตรการ เราจะกําหนดปฏิบัติ ในกฎหมายอย่างไร แล้วโดยเฉพาะในตัวบทกฎหมายเองนั้นก็ควรจะมีมาตรการให้ความ สําคัญกับพี่น้องประชาชนเป็นหลักใหญ่ ในประเทศญี่ปุ่น ผมเห็นชัดเจนเลยครับท่านประธาน คนที่ขับรถหรือคนบริการ ใครจะขึ้นรถลงรถ เขาโค้งแล้วโค้งอีก ให้ความเคารพประชาชน ที่มาใช้บริการ แต่ของเราเป็นอย่างไรครับ ทั้งตะหวาด ทั้งตะคอก ทั้งเร่ง ทั้งรีบ ทั้งไล่นะครับ ผู้ใช้บริการทั้ง ๆ ที่ผู้ใช้บริการนั้นจ่ายค่าโดยสาร มันกลับตาลปัตรหมด นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้นว่า วิถีชีวิตของพี่น้องประชาชนมันไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาในส่วนของการบังคับใช้กฎหมาย ได้แล้วเฉพาะอย่างยิ่งพวกบรรดารถขนส่งมวลชนทั้งหลาย ทุกวันนี้ขับเร็วแข่งกันไม่เคย บันยะบันยัง ในปัจจุบันก็ยังมีพฤติกรรมแบบนี้ เราออกใบขับขี่สาธารณะ เราเคยสอบเขาไหม หรือว่าเคยเห็นว่าเขาขับรถสิบล้อมา ขับรถใหญ่มา แล้วก็บอกอนุญาตให้ออกใบขับขี่ สาธารณะได้ หรือว่าเอาแค่สอบ เอาแค่ผ่านเท่านั้น เราเคยมีมาตรการตรวจสอบอย่างจริงจังไหม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของกรมขนส่งทางบก ทราบว่ามีการให้บริการไปต่อใบอนุญาตขับรถ ใบขับขี่ ออกใบขับขี่นอกสถานที่ แล้วจะตรวจสอบอย่างไร นี่คือการเอาใจแล้วไม่ดูว่าคนที่ ขับรถได้ใบขับขี่นั้นมีความรู้ความสามารถแค่ไหน ด้วยระยะเวลาจํากัด ก็กราบเรียนว่า จริง ๆ แล้วมีตัวอย่างอีกมากมายที่จะแสดงให้เห็นว่ามันถึงเวลาที่จะต้องปฏิรูประบบ การจราจรหรือการใช้ถนนที่ไม่ก่อให้เกิดปัญหากับชีวิตทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน ก็ขอสนับสนุนญัตติของท่านนิกร แล้วก็ขอให้ที่ประชุมให้ความกรุณาเห็นชอบด้วย เพราะ เป็นญัตติที่ไม่ได้อยู่ในคณะกรรมาธิการใดคณะหนึ่งโดยเฉพาะ ขอบพระคุณครับ
ต่อไปขอเชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการสํานักงานประกันสังคม และอดีตรองปลัดกระทรวงแรงงานครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิก ที่รักทุกท่าน กระผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ หมายเลข ๑๗๓ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่ดีอีกเรื่องหนึ่ง นะครับ แล้วก็เป็นเรื่องที่สมควรสนับสนุนเท่าที่ผมรับฟังตั้งแต่เช้ามานี้นะครับ มีแต่คน พูดเรื่องนี้ทั้งนอกและในสภาว่าเป็นเรื่องที่ดี ผมอยากกราบเรียนปรึกษาท่านประธานสภา ที่เคารพว่า ปรึกษานะครับ ยังไม่ได้อภิปรายว่าถ้าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดี เราไม่ต้องอภิปรายกัน ต่อดีไหมครับ แล้วเราก็เห็นชอบพร้อมกันนะครับ ถ้าเห็นชอบพร้อมกันแล้วก็จบ ไม่ต้อง ลงมตินะครับ แล้วเราก็ตั้ง แล้วส่วนจะตั้งใครถ้าเราเห็นพ้องต้องกันว่าจะเอาท่านรัฐมนตรี นิกร จํานง อย่างที่คุณเสรีพูดนะครับ ขอประทานอภัยที่เอ่ยนามท่านนะครับ แล้วก็ให้ ท่านเสรีไปดูว่าควรจะตั้งใครให้มันครอบคลุมว่าเรื่องนี้ทั้งตํารวจ ทั้ง สนข. ทั้งร้อยแปด จิปาถะนี่นะครับมา แล้วเราค่อยอภิปรายกันอีกทีหนึ่งอีกสัก ๓๐ วันหรือ ๖๐ วันว่าท่านนิกร เป็นหัวหน้าคณะแล้วไปทํามาดีไหม หรือไม่ได้เรื่องนะครับ น่าจะดีกว่าไหมครับ ผมคิดว่า อย่างนั้นนะครับ แล้วผมเชื่อว่าจะไม่มีใครคัดค้านด้วยครับ ผมกราบเรียนปรึกษาท่าน ด้วยความเคารพครับ แต่สําหรับส่วนตัวผมสนับสนุนตั้งแต่วันเซ็นชื่อแล้วครับ
เมื่อท่านสมาชิกหารือนะครับ ก็ต้องเรียนว่าการยื่นญัตติด่วนจะต้องดําเนินการ ตามขั้นตอนไปถึงการลงมติ หลังจากนั้นก็จะต้องมีการเสนอชื่อกรรมาธิการ และโดย ข้อบังคับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๘ ข้อ ๗๙ ท่านประธานก็จะมอบหมาย ท่านหนึ่งเป็นประธานนะครับ ขณะนี้ก็ได้มีการประสานงานกันระดับหนึ่ง ส่วนที่เสนอว่า ไม่ต้องอภิปราย ก็ถือว่าท่านสุรินทร์ก็สละสิทธิในการอภิปราย แล้วก็ท่านอื่นจะอภิปรายต่อ หรือไม่ก็เป็นสิทธิของแต่ละท่านครับ ตกลงตามนี้ใช่ไหมครับท่านสุรินทร์ครับ เพราะฉะนั้น ก็ไปท่านที่ ๓ เลยนะครับ พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ ที่ปรึกษาปลัดกระทรวงเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร อดีตผู้บังคับการปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรม ทางเทคโนโลยี ขอเชิญครับ
พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ : กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม พลตํารวจตรี พิสิษฐ์ เปาอินทร์ สมาชิกหมายเลข ๑๐๙ เห็นด้วยกับท่านนิกรนะครับ ในการตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาเรื่องนี้ เรื่องสําคัญผมคงอภิปรายเล็กน้อยนะครับ คงไม่มากนะครับ จะยกสถิติทั้งหลายที่ต่างชาติเขามองเรานะครับว่าเขามองอุบัติภัยบนถนน ในประเทศไทยอย่างไร องค์การอนามัยโลกบอกว่า อัตราการเสียชีวิตและอุบัติเหตุทางถนน ของไทย ในปี ๒๐๑๐ หลายปีมาแล้ว สูงเป็นอันดับ ๓ ของโลก และเป็นอันดับ ๑ ในภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุจราจรทั่วโลก เฉลี่ยวันละ ๓,๒๔๓ คน และเหยื่ออุบัติเหตุที่กลายเป็นผู้พิการเพิ่มขึ้นปีละ ๒๐-๕๐ ล้านคน ตรงนี้เป็นสถิตินะครับ และสถิติของไทยก็มีอัตราการเกิดที่สูง ทีนี้มอง ต่างชาติเขามองเรานะครับ ภาพลักษณ์ของ ประเทศไทยจากมุมมองนานาชาติพบว่าการสัญจรทางถนนของประเทศไทยไม่ปลอดภัย โดยประเทศอังกฤษ ประเทศออสเตรเลีย และประเทศสหรัฐอเมริกานะครับ ได้ออกประกาศ แจ้งเตือนนักท่องเที่ยวให้ระวังการเดินทางมาประเทศไทยเป็นกรณีพิเศษ ต่างชาติเขามองเรา นะครับ หันมาในเรื่องนโยบายเรื่องอุบัติภัยทางถนนนะครับ รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้แถลงนโยบายต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ข้อ ๕.๔ ว่า จะป้องกันและแก้ไข ปัญหาการเกิดอุบัติเหตุจราจรอันจะนําไปสู่การบาดเจ็บและเสียชีวิต โดยความร่วมมือของ ฝ่ายต่าง ๆ ในการตรวจจับการป้องกัน การรายงานและการดูแลผู้บาดเจ็บ และมีมติ ครม. เมื่อวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๘ รับทราบสรุปบทเรียนจากการดําเนินการการป้องกัน และลดอุบัติเหตุทางถนนช่วงเทศกาลปีใหม่ ๒๕๕๘ เห็นชอบแนวทางการขับเคลื่อนงานด้าน ความปลอดภัยทางถนนให้เป็นรูปธรรมและชัดเจนนะครับ ถึงแม้จะมีมติ ครม. เป็นนโยบาย รัฐบาล แต่ปรากฏว่าสถิติการเกิดอุบัติเหตุท้องถนนก็มิได้ลดลงแต่อย่างใด ฉะนั้นสิ่งที่ ท่านนิกร จํานง ขออนุญาตได้เอ่ยนามนะครับ เสนอญัตติด่วนเรื่องนี้ กระผมเห็นด้วย เป็นอย่างยิ่งแล้วก็หวังว่าสภาแห่งนี้คงจะสนับสนุนให้มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณาหาแนวทางแก้ไขวางแนวทางการปฏิรูปการใช้ถนนในประเทศไทยให้บังเกิดผล อย่างมีประสิทธิภาพ ผมขอกราบเรียนท่านประธาน ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากครับ ต่อไปขอเชิญท่านคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน อดีตปลัดกระทรวงพลังงาน และอดีตสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ กระผมไม่ได้ร่วมลงชื่อในญัตติขอให้ตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูประบบความปลอดภัยทางถนน แต่กระผมสนับสนุนผู้ที่ได้ยื่นญัตตินี้ ท่านประธานครับ ปัญหาอุบัติภัย การสูญเสียชีวิต ปัญหารถยนต์ รถจักรยานยนต์ต้องพังทลาย อย่างที่เราเห็นในหน้าหนังสือพิมพ์ทุกวัน และทรัพย์สินอื่น ๆ ของผู้เกี่ยวข้องต้องเสียหาย เป็นเรื่องที่ทุกคนในสังคมไทยทราบกันดีอยู่ แล้วก็ทุก ๆ ปีในช่วงเทศกาล วันหยุดปีใหม่ก็ดี หรือวันหยุดสงกรานต์ก็ดี เราก็ต้องมานั่งลุ้นคอยฟังข่าวว่าวันหยุดยาวปีนี้จะมีอุบัติเหตุเพิ่มขึ้น หรือลดลงจากปีก่อนอย่างไร จะมีคนตายกี่คน จะตายแบบไหน มอเตอร์ไซค์ชนหรือคว่ําตาย หรือรถบรรทุกข้ามทางรถไฟแล้วรถไฟชนตาย หรือว่ารถทัวร์ตกเหวเพราะเบรกแตก หรือ อะไรต่าง ๆ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นซ้ําซากอยู่ทุกปีตลอดเวลา เมื่อเกิดอุบัติเหตุก็ต้องมีการสูญเสีย ซึ่งนอกจากจะเสียชีวิตก็หมายถึงครอบครัวของผู้เสียชีวิตก็ต้องสูญเสีย ก็ยังสูญเสียรายได้ของ ครอบครัว สูญเสียชีวิตที่สามารถจะมีคุณภาพชีวิตต่อเนื่องออกไปได้อีกยาวนาน ถ้าบาดเจ็บ หรือทุพพลภาพก็ต้องสูญเสียความสุข ไม่มีอิสระเสรีภาพเหมือนเดิมที่ผ่านมา ต้องสูญเสีย เงินทองในการรักษาพยาบาล แล้วก็สูญเสียทรัพย์สินจากรถยนต์ หรือรถจักรยานยนต์ที่เสียหาย เมื่อเช้านี้ก่อนผมออกมาจากบ้านก็ได้ดูทีวี (TV) ข่าวช่อง ๕ ก็มีโฆษณาเพื่อสังคมของเอกชน รายหนึ่ง เขาก็บอกว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่มีสถิติอุบัติเหตุบนท้องถนนสูงเป็นอันดับ ๒ ของโลก จริงหรือเปล่า ผมก็ไปเช็ก (Check) ข้อมูลมาอย่างรวดเร็ว ก็จริงอย่างที่ท่านนิกรว่า แต่อาจจะสูงกว่าที่ท่านนิกรกําหนดอีกว่าเราเป็นอันดับที่ ๒ ของโลก แล้วก็มีอัตราการตาย ๔๔ คน ต่อประชากร ๑๐๐,๐๐๐ คน เป็นรองจากใครรู้ไหมครับ เป็นรองจากประเทศ นามิเบีย แล้วก็นําหน้าที่ ๓ คือประเทศอิหร่าน ที่ ๔ คือประเทศซูดาน ก็ไม่น่าจะเป็นเกียรติ ที่ประเทศไทยควรจะได้รับเกียรตินั้น ในเรื่องของมีสถิติอุบัติเหตุเยอะ ๆ แต่ที่แน่ ๆ ก็คือการที่ เรามีอุบัติเหตุเยอะ มีคนตายเยอะ มีการสูญเสียทรัพย์สินเยอะเป็นหมื่น เป็นพันล้านสะสมมานี่ จริง ๆ แล้วคนตายจากอุบัติเหตุตายปีหนึ่ง ๆ ตายมากกว่าสงครามย่อย ๆ ในบางประเทศ หรือตายมากกว่าคนตายจากแผ่นดินไหวที่เกาะคิวชูที่ประเทศญี่ปุ่นเมื่อเร็ว ๆ นี้เสียอีก แล้วโฆษณาเมื่อเช้านี้เขาก็เลยเรียกร้องให้ผู้ชมโฆษณา บอกว่าต้องปฏิบัติดังนี้คือ เรียก ลด งด คาด ถามว่า เรียก ลด งด คาดอะไร ก็เรียกแท็กซี่เมื่อเมาอย่าขับ ลดความเร็วอย่าซิ่ง อย่าขับเกินความเร็วที่กําหนด งดใช้มือถือขณะขับรถ แล้วก็คาดเข็มขัดนิรภัย อันนี้ก็เป็นเรื่อง ที่ดี ก็ควรจะสนับสนุน แต่คงทําแค่นั้นไม่พอ ท่านประธานครับ ท่านทราบหรือเปล่าครับว่า ประเทศไทยนอกจากมีอุบัติเหตุมากเป็นที่ ๒ ของโลกแล้ว เรายังมีรถยนต์มากต่อประชากร ก็ถือว่ามากอยู่นะครับ เป็นที่เท่าไรของโลกผมก็ไม่ทราบ แต่จากที่ผมไปค้นมา ณ สิ้นไตรมาสแรกของปี ๒๕๕๙ สถิติการจดทะเบียนรถยนต์ทุกชนิด ของประเทศไทย เรามียานยนต์อยู่บนท้องถนน ๓๖.๙ ล้านคัน ถ้าเราคิดว่าเรามีประชากรอยู่ ๗๐ ล้านคน คือรวมจากคนต่างด้าวที่มาทํางานในประเทศเราด้วย ก็เท่ากับว่ามีรถ ๑ คัน ต่อประชากร ๒ คน มันก็ไม่น่าประหลาดใจว่าถ้าเราขับรถเยอะขนาดนี้แล้วไม่มีกฎจราจร ไม่มีวินัยจราจรมันถึงได้เกิดอุบัติเหตุกันมากขนาดนี้นะครับ แต่ก็อยากจะเรียนลึกลงไปว่า ๓๖ ล้านคันนี้ ๗ ล้านคันเป็นรถเก๋ง รถนั่งส่วนบุคคล ๒๐-๒๑ ล้านคันเป็นรถมอเตอร์ไซค์ หรือรถจักรยานยนต์ แล้วก็เป็นรถบรรทุกเล็ก พิกอัป (Pickup) หรือรถตู้ส่วนบุคคล อีก ๖.๑ ล้านคัน ที่เหลือก็เป็นรถสาธารณะ รถแท็กซี่ รถเมล์ รถบรรทุกขนาดใหญ่ หรือรถที่ ไม่ได้ใช้งานแต่ยังจดทะเบียนอยู่ เมื่อปริมาณรถมากขนาดนี้แล้วเราไม่เคร่งครัดในกฎ หรือวินัยจราจร อุบัติเหตุ ก็ไม่น่าประหลาดใจว่ามันจะมีมากอย่างที่เราเห็น กระผม เคยทํางานอยู่ในประเทศมาเลเซียเป็นเวลาพอสมควรนะครับ คนมาเลเซียเขาก็นิยมขับรถ ขึ้นมาเที่ยวในช่วงวันหยุดที่เมืองไทยที่หาดใหญ่ เพื่อนผมคนหนึ่งเขาก็มาถามว่าเมืองไทย ไม่มีสปีดลิมิต (Speed Limit) หรือ เพราะในประเทศมาเลเซียมีตํารวจจ้องจับอยู่ แต่ว่า พอเข้ามาในเมืองไทยแล้วขับตามสบาย ผมบอกมี แต่อาจจะไม่มีคนมาคอยตรวจเท่าที่ควร หรือเรานั่งแท็กซี่ในสิงคโปร์ เวลาไปที่สิงคโปร์ ถนนก็ว่าง ถามว่าแท็กซี่ทําไมไม่เร็วหน่อย เขาบอกเร็วไม่ได้เดี๋ยวตํารวจจับเพราะมีกล้องจับเต็มไปหมดนะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า ปัญหาหลักของประเทศในเรื่องอุบัติเหตุการจราจรปัญหาใหญ่อันหนึ่งก็คือเราไม่มีวินัยจราจร เราไม่มีความตระหนักเรื่องความปลอดภัยบนท้องถนน ใบขับขี่ของเราก็ออกง่าย สอบใบขับขี่ ในกรุงเทพฯ ไม่ผ่านไม่เป็นไร เดี๋ยวไปสอบต่างจังหวัดก็ได้ ผ่านเร็วดี เราก็ไม่คํานึงเลยว่าเราออก ใบขับขี่ให้คนที่ไม่มีวุฒิภาวะหรือสติสัมปชัญญะเพียงพอในการขับรถ เป็นใบอนุญาตให้ไปทําร้าย คนอื่นบนท้องถนน ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้วเหตุที่เรามีอุบัติเหตุสูง ความรุนแรงสูง นําไปสู่การเสียชีวิตและทรัพย์สินมากมายในแต่ละปีไม่ใช่เพราะว่าเราขาดกฎหมาย มีกฎหมาย ไม่เพียงพอ หรือขาดตํารวจ มีตํารวจไม่เพียงพอ หรือมีกฎจราจรไม่เพียงพอนะครับ แต่เรา ไม่เคารพกฎหมาย เราไม่มีความเข้มงวดในการปฏิบัติตามกฎจราจร แล้วเราก็ไม่มีการ เอนฟอร์ซ (Enforce) หรือบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง คนขาดจิตสํานึก ขาดวินัยจราจร นะครับ คํากล่าวอันหนึ่งที่มักจะพูดกันก็คือคนขับรถไม่กลัวกฎหมายแต่กลัวตํารวจ ทุกท่าน เชื่อเลยนะครับ จะเห็นตัวอย่างของการขับรถที่ไม่เคารพกฎจราจรอยู่เป็นประจําทุกวัน ตอนเช้าที่สี่แยกติดไฟแดง พอไม่มีตํารวจก็ฝ่าไฟแดงสักหน่อยเพราะเห็นไม่มีรถ กลางวัน กลางคืน ทั้งกลางวัน กลางคืน มอเตอร์ไซค์ขับสวนเลนขึ้นมา ขับย้อนศร มีรถแซงซ้ายเวลารถติด แซงขวารถติดในทางร่วมทางแยกเพื่อจะรีบไปก่อน เราปฏิบัติตามกฎจราจรก็นึกอยู่ในใจ ทําไมไม่มีใครไปจับ หรือบางทีขับรถอยู่ดี ๆ มีคนอารมณ์ร้อนควักปืนมาขู่ ลดกระจกแล้วมา ไล่ยิงกันก็มีข่าวให้เห็นเป็นประจํา เขียนใบสั่งก็ไม่กลัว มีเพื่อนเป็นตํารวจ เดี๋ยวไปเคลียร์ (Clear) ให้ ผมก็มีเพื่อนเป็นตํารวจแล้วก็บอกผมว่าที่มาให้ผมเคลียร์ (Clear) ให้นี่ผมต้องไป จ่ายแทนนะครับเพราะว่าจริง ๆ ตํารวจเขาก็ไม่เคลียร์ (Clear) ให้ก็ต้องไปจ่าย แต่เกรงใจ เพื่อนก็เลยรับใบสั่งไปเคลียร์ (Clear) ให้แทน แต่ควักกระเป๋าออกให้เพื่อน เพราะฉะนั้นผมก็ อยากจะฝากท่านกรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งขึ้นมาในชุดนี้ว่าทางเลือกของท่าน ทางออกของ ท่านที่ออกมาคงไม่ใช่มาออกกฎหมายเพิ่ม หรือบอกว่าตํารวจไม่เพียงพอ ขอจ้างตํารวจเพิ่ม แต่ทางออกคือทํากฎหมายให้เป็นกฎหมาย และที่สําคัญผู้ที่บังคับใช้กฎหมายคือตํารวจจราจร ก็ต้องให้กําลังใจเขา ให้เขาทํางานเต็มที่ มีขวัญกําลังใจ ไม่ใช่ทําถูกต้องตามหน้าที่ แล้วก็มีเส้นใหญ่มาแล้วมาตําหนิเขา สั่งย้ายเขา หรือบางทีตัดทางก้าวหน้าเขา เขาควรจะได้ก้าวหน้าในท้องที่เขา ก็มีคนอื่นมาตัดหน้า เอาตําแหน่งไปเสียก่อนอย่างนี้งานการจราจรก็จะไม่คืบหน้านะครับ ทางแก้ที่ท่านนิกร นําเสนอนี้ก็พูดถึงเรื่องปรับโครงสร้างกรรมการ ศูนย์อํานวยการความปลอดภัยทางถนน หรือ ศปถ. แล้วก็มีแผนปฏิรูปแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน ปี ๒๕๕๖-๒๕๕๙ เพื่อแก้ปัญหาและป้องกันการสูญเสีย การเสียชีวิตและการสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนน อย่างยั่งยืนและเป็นรูปธรรม อันนี้ไม่มีใครไม่เห็นด้วยอยู่แล้วนะครับ แต่แผนที่ดีนี้ คงไม่เพียงพอนะครับ มันต้องมีการอิมพลีเมนต์ (Implement) แผน นําแผนไปปฏิบัติ อย่างจริงจังด้วยนะครับ ผมสนับสนุนความพยายามที่จะนําปัญหานี้มาวิเคราะห์ถกแถลง หาทางออก แต่ผมจะไม่สนับสนุนถ้าออกมาว่าขอออกกฎหมายเพิ่ม ขอตั้งหน่วยงานเพิ่ม หรือขอจ้างคนเพิ่ม เพราะปัญหาหลักไม่ใช่เราไม่มีกฎหมาย ไม่ใช่เราไม่มีหน่วยงาน ไม่ใช่เรา ไม่มีกําลังคนเพียงพอ แต่คนไทยทุกคนไม่มีความตระหนักและไม่มีวินัยทางจราจร และไม่มีการบังคับใช้กฎจราจรอย่างจริงจัง ขอบคุณครับ
ท่านต่อไปท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช นะครับ เผอิญท่านกําลังจะเดินไป ก็เลยต้องขอความกรุณาใช้สิทธิในการอภิปรายนะครับ ท่านเป็นประธานกรรมการบริหาร สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) นะครับ เป็นอดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตสมาชิกวุฒิสภา ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณที่ท่านประธานได้กรุณาให้โอกาสในการแสดงข้อคิดเห็น ต่อญัตติด่วน ซึ่งท่านนิกรได้เสนอนะครับ สําหรับเรื่องนี้ที่จริงตอนที่มีการริเริ่มกันผมก็ได้ ลงนามที่จะไปร่วมในการหารือ แต่ว่าไม่ได้ไปร่วม เพราะว่าติดภารกิจ ซึ่งเมื่อมีการเสนอเป็น ญัตติขึ้นมา แล้วก็ได้ฟังท่านผู้เสนอญัตติได้ให้ข้อมูล ค่อนข้างจะละเอียดถี่ถ้วน มีที่ไปที่มา มีเหตุแห่งปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งก็ต้องถือว่าเป็นปัญหาที่มีความรุนแรง มีผลกระทบต่อสังคมไทย มาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน แล้วก็เป็นเรื่องที่ได้มีความพยายามในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้มากันด้วยหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน แต่ก็ไม่สามารถที่จะทําให้ ปัญหาการเสียชีวิตหรือการสูญเสีย หรืออุบัติเหตุบนถนนของประเทศเราลดน้อยลงได้ ดังเช่น ข้อมูลที่ท่านผู้เสนอญัตติได้แสดง แล้วก็ที่เพื่อนสมาชิกได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกหลายท่าน ผมก็จะไม่ขอพูดถึงประเด็นข้อมูลหรือสถิติต่าง ๆ เพราะเป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้งอยู่แล้ว ถึงความสูญเสีย ถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ที่ค่อนข้างจะรุนแรงและเป็นปัญหาของประเทศที่โด่งดัง ไปทั่วโลก ผมเองในสมัยที่ยังรับราชการอยู่ เคยได้รับเชิญให้ไปดํารงตําแหน่งประธาน ประชาสัมพันธ์การป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ ในคณะกรรมการป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ ซึ่งงานหลักเรื่องหนึ่งคือการรณรงค์ลดอุบัติเหตุบนท้องถนน ก็มีการดําเนินการอย่างต่อเนื่อง ในหลาย ๆ รัฐบาลที่ผมได้ทํางานให้อยู่เกือบ ๑๐ ปี ในตําแหน่งนี้ ทั้งในการประชุมหารือ ทั้งในการเตรียมแผนการป้องกันก่อนปีใหม่ ก่อนสงกรานต์ ทั้งในการวางแผนระยะยาว ก็เป็นที่น่ายินดีว่าทุกฝ่ายตระหนักถึงปัญหา แต่การแก้ปัญหาไม่สามารถทําให้ทุเลาเบาบาง ลงได้อย่างที่ประจักษ์ชัดมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นการที่ สปท. ได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาอีก ครั้งหนึ่ง ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าจะเกิดประโยชน์ อาจจะมีมุมมองที่แตกต่างจากการทํางาน ที่ผ่านมา เพราะการแก้ปัญหานี้นั้นถ้าเราสามารถช่วยลดอุบัติเหตุ ลดการสูญเสียลงได้ ไม่ว่า จะเป็นจํานวนเท่าไร ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ถือว่าเป็นผลบุญที่เราช่วยรักษาชีวิต ช่วยทําให้คน บาดเจ็บน้อยลง เพราะสถิติที่เกิดขึ้นในประเทศนั้นค่อนข้างจะน่าห่วง ผมเองก็คงขอฝากไว้ ๒-๓ ประเด็นนะครับ เพื่อที่จะให้คณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งขึ้นนั้นได้พิจารณา ซึ่งอาจจะ ซ้ํากับบางท่านหรือไม่ก็แล้วแต่ แต่ปัญหาที่ผมมองจากมุมมองที่เคยทํางานในเรื่องนี้มานั้น ว่าทําไมมันยังไม่สําเร็จ
ประเด็นแรก มีบางท่านพูดถึง อย่างท่านคุรุจิต ขออนุญาตที่เอ่ยนามท่าน พูดถึงเรื่องการออกใบขับขี่ ผมเคยเรียนในสหรัฐอเมริกาเป็นเวลาเกือบ ๑๐ ปี มีใบขับขี่ของ รัฐในอเมริกา ยากเย็นแสนเข็ญครับกว่าจะได้ใบขับขี่ และสุดท้ายเมื่อได้แล้วเขายังจับเข้าไป ในห้องให้ดูหนังอีกประมาณครึ่งชั่วโมง เป็นหนังของความสูญเสียจากอุบัติเหตุต่าง ๆ ของผู้ที่ ขับรถโดยไม่รับผิดชอบต่อชีวิตของคนอื่น เขาทําให้เราเกิดความรู้สึกหวาดกลัว รู้สึกว่าถ้าเรา ขาดความรับผิดชอบอะไรจะเกิดขึ้นแก่ชีวิตของเราแล้วกับของคนอื่นนะครับ เพราะฉะนั้น หลาย ๆ สิ่งที่การออกใบขับขี่ในต่างประเทศเขาทํามันเป็นเรื่องที่สําคัญ แต่บ้านเราก็ควรจะให้ ความสําคัญตรงนี้ เพราะถ้าใบขับขี่ให้ยากเท่าไรก็จะทําให้คนที่ขาดความรับผิดชอบหรือใช้รถ ใช้ถนนอย่างไม่สมควรนั้นจะได้ไม่ถูกไปอยู่หลังพวงมาลัย เป็นเหมือนเพชฌฆาตเคลื่อนที่ นะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นเรื่องที่สําคัญยิ่ง
ประเด็นที่ ๒ คือเรื่องการรณรงค์ การรณรงค์มีการกระทํากันอย่างกว้างขวาง และยิ่งก่อนเทศกาลต่าง ๆ โดยทุกภาคส่วนมีการนําคนที่พิการ ทุพพลภาพจากการใช้รถใช้ถนน มาเป็นพรีเซนเตอร์ (Presenter) ขี่จักรยาน ขี่รถที่เขาใช้อยู่ไปทั่วประเทศ จัดกันมาไปเหนือ ไปใต้ ไปตะวันออก ไปตะวันตก จัดกันทุกปีละครับ แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะเข้าไปถึงจิตใจของ ผู้ใช้รถใช้ถนนได้อย่างจริงจัง เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็คงจะเป็นว่ามันเข้าไปไม่ถึงกลุ่มเป้าหมาย อย่างเช่นผู้ที่อยู่ตามชนบท ผู้ที่ใช้ถนนรอง ผู้ที่ขี่มอเตอร์ไซค์ซึ่งมีจํานวนหลาย ๆ ล้านคันนั้น ว่าทําอย่างไรเราถึงจะให้คนเหล่านั้นได้มีความตระหนักถึงพิษภัยที่เขาจะต้องเผชิญ
ประเด็นที่ ๓ คือเรื่องของกฎหมาย ผมคิดว่าบทบัญญัติในเรื่องของกฎหมาย ที่เกี่ยวกับการกระทําผิดกฎจราจรยังเบา นี่ยังไม่พูดถึงการบังคับใช้ ไม่พูดถึงการเชื่อฟัง แต่บทบัญญัติที่ใช้ในหลาย ๆ ประเทศถ้าขับรถชนคนตายโดยประมาทหรือโดยดื่มสุรา สารเสพติด เขายึดใบขับขี่ตลอดชีวิต ไม่ใช่แค่ไม่กี่เดือน หรือไม่ใช่เปลี่ยนชื่อเปลี่ยนนามสกุล แล้วก็ไปทําใหม่ บ้านเราจะเห็นว่ามีคนชอบเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนนามสกุลเพื่อหลบหนีหนี้สินบ้าง หลบหนีกฎหมายต่าง ๆ บ้าง หรือไม่ให้คนจําได้ในสิ่งที่ตัวเองประพฤติปฏิบัติไปบ้าง เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นเรื่องที่จะต้องดูให้เหมาะสม เพราะคนที่อยู่หลังพวงมาลัยนั้นก็คือ คนที่สามารถทําให้เกิดความสูญเสียได้ กฎหมายก็จะต้องออกมาในข้อที่ประพฤติผิด กฎจราจรในบางประเด็นที่รุนแรง เช่น ขับรถชนคนตายอันมาจากความประมาท จากการ เสพสุรา การลงโทษจะต้องรุนแรงให้สาสม และไม่ให้สามารถปฏิบัติได้อีก
ประเด็นสุดท้ายก็คือการกวดขันผู้ใช้รถสาธารณะ ซึ่งผู้ที่ใช้รถ ขับรถสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นรถเมล์หรือแม้แต่รถ ซึ่งเดี๋ยวนี้เรามีรถไม่ประจําทางเยอะแยะ ไม่ว่าจะเป็นรถตู้ รถพิกอัป (Pickup) ต่าง ๆ ที่รับคนจํานวนมากเดินทางไปมาทั้งในช่วงเทศกาลและในช่วง ปกติโดยอาจจะไม่ได้เรียกว่าเป็นรถเมล์หรือรถประจําทาง แต่บุคคลเหล่านี้เมื่อเกิดอุบัติเหตุ แล้วจะเกิดการสูญเสียที่ค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นทําอย่างไรที่จะกวดขันบุคคลเหล่านี้ที่จะ ใช้รถเหล่านี้ ทั้งเรื่องใบขับขี่ ทั้งการต้องมาสอบใบขับขี่เป็นประจํา การตรวจสภาพร่างกาย มีบางท่านเสนอวิธีการขับรถให้ต้องหยุดเมื่อมีการขับไประยะหนึ่ง ผู้ขับขี่รถโค้ช (Coach) ถ้าเราไปท่องเที่ยวในยุโรปหรือในอเมริกา เขาจะมีแผ่นดิสก์ (Disk) ติดอยู่ที่หลังพวงมาลัย เขาจะกําหนดไว้เลยว่าวันหนึ่งขับได้กี่ชั่วโมง ผมเคยไปดูงานสมัยเป็น ส.ว. พอไปถึงบ้านท่านทูต บ้านหนึ่งตอนประมาณสักหกโมงเย็น มีเวลา ๑๐ นาที ข้าวก็ไม่ได้กินเพราะว่าคนขับรถ จะต้องรีบกลับไปส่งเราที่โรงแรมเนื่องจากว่าหมดเวลาที่เขาจะสามารถขับได้ในวันนั้นนะครับ ๑. ขับไประยะหนึ่งต้องพัก ๒. วันหนึ่งขับรถได้ไม่เกิน ๘ ชั่วโมง ๑๐ ชั่วโมงอะไรก็แล้วแต่ และเขาเคร่งครัดกับกฎข้อบังคับอันนี้ค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นอันนี้ก็คือประเด็นสุดท้าย ในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายของฝ่ายเจ้าหน้าที่และการมีวินัยของผู้ใช้รถใช้ถนน ซึ่งต้อง ยอมรับว่าคนไทยนี่ไม่มีสํานึกในเรื่องนี้อย่างจริง ๆ อุบัติเหตุอย่างที่ท่านคุรุจิตได้กรุณาพูดแล้ว สิ่งสําคัญที่สุดคือนิสัยของคนไทยเป็นต้นเหตุของอุบัติเหตุทั้งปวง
และสุดท้ายของสุดท้าย ก็คือความเชื่อนะครับ อันนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่พูดกัน เยอะมากเวลาเราประชุมกันนี่ว่ามันเป็นกฎแห่งกรรมนะครับที่ต้องขับรถชนคน ที่ต้องประสบ อุบัติเหตุนี่เพราะได้เคยทํากรรมในเรื่องนั้นมาเรื่องนี้มา เพราะฉะนั้นคนไทยเชื่อในเรื่องของ กรรมเรื่องของสิ่งที่กระทํามาจึงไม่ได้ไปคิดถึงในเรื่องอื่นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่กรรม ไม่ใช่สิ่งที่ เราทํามาก่อนหรอก เป็นเพราะเราประมาท เป็นเพราะเราไม่มีวินัยเท่านั้นเอง ก็ขอขอบพระคุณ แล้วก็หวังว่าผลการศึกษา ที่จริงผมฟังท่านนิกรพูดตั้งแต่ต้นแล้ว ท่านสามารถส่งผล การศึกษาได้เลยนะครับวันพรุ่งนี้ ท่านศึกษามาละเอียดมากแล้วมีข้อมูลที่ครบถ้วนแล้ว นะครับ ก็คิดว่าด้วยการทํางานในระยะเวลา ๓-๔ เดือนข้างหน้าจะทําให้ผลการศึกษานี้ เกิดประโยชน์ในการที่จะทําให้รัฐบาลอาจจะตระหนักถึงบางจุดบางประเด็นที่ยังไม่ได้ ดําเนินการแล้วก็นําไปสู่การปฏิบัติที่จะช่วยรักษาชีวิตของพี่น้องคนไทยทั้งในยามเทศกาล และในภาวะปกติ ขอบพระคุณครับ
ต่อไปขอเชิญท่าน พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน อดีตผู้บัญชาการตํารวจภูธร ภาค ๑ ซึ่งท่านได้ขออนุญาตจากประธานนะครับในการนําเสนอภาพเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) จํานวน ๙ ภาพ ประกอบการอภิปราย ขอเชิญครับ
พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน : ขอบพระคุณท่านประธานสภา กระผม พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน สมาชิกลําดับ ๑๙๗ ครับ ในการเสนอญัตติ ปฏิรูประบบความ ปลอดภัยทางถนน ท่านนิกร จํานง มาหารือ มาวางต่อหน้ายังไม่ทันลงบนโต๊ะครับ ผมเซ็น กลางอากาศเลย เห็นด้วย แต่ต้องขออภัยท่านนิกร ขอโทษและขออภัย แม้ว่าผมจะลงชื่อ ร่วมเสนอญัตติก็ตาม ถ้าผมจะอภิปรายไม่เห็นด้วย อย่าเพิ่งตกใจนะครับ ไม่เห็นด้วยในบางเรื่อง ผมจะขอขยายญัตติครับว่าคงจะต้องดูไปทุกมิติของการจราจร เพราะถ้าหากว่าทางถนน ปลอดภัย แต่ทางรถไฟยังชนกันอยู่ ทางน้ํายังมีปัญหา เพราะฉะนั้นผมจะขอเพิ่มญัตติว่า ปฏิรูประบบรักษาความปลอดภัยทางการจราจร เพราะอะไรครับ ขอเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))
พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน : การจราจรก็คือการเคลื่อนย้ายจากที่หนึ่ง ไปยังที่หนึ่งโดยยานพาหนะไม่ว่าจะโดยยานพาหนะใดก็ตาม เมื่อสักครู่ท่านคุรุจิต นาครทรรพ ขออนุญาตที่เอ่ยนามเรากําลังเป็นรองแชมป์ (Champ) โลก ผมให้ดูตัวเลขนิดหนึ่งครับ ประชากร ๑๐๐,๐๐๐ แชมป์ (Champ) โลกคือประเทศนามิเบีย ประเทศนามิเบียประชากร ๑๐๐,๐๐๐ ต่อปี เสียชีวิต ๔๕ คน รองอันดับสอง ๔๔ ครับ อันดับ ๓ เป็นประเทศอิหร่าน ประชากร ๑๐๐,๐๐๐ เสียชีวิต ๓๘ คนต่อปี เรากําลังจะเป็นแชมป์ (Champ) โลกครับ แม้ว่าน้องเมย์จะเสียแชมป์ (Champ) โลกไปก็ตาม เรากําลังจะขึ้นเป็นแชมป์ (Champ) โลก ด้านความไม่ปลอดภัยในท้องถนน บางคนก็ยกตัวอย่างว่าประเทศไทยมีมอเตอร์ไซค์เยอะ ท่านไปประเทศเวียดนามสิครับรถจักรยานยนต์เขามากกว่าเรากี่เท่า
ผมขออนุญาตนะครับ ท่านดูปัญหาต่อไปนี้ครับที่ผมเสนอญัตติว่า ควรจะ รวมกันไปทุกมิติ ก็คือปฏิรูประบบรักษาความปลอดภัยทางการจราจร แต่เราเน้นในถนนด้วย นะครับ ท่านดูครับ ขอเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ครับ ขออีกทีครับ ที่แยกงิ้วรายครับ สถานีรถไฟงิ้วรายจังหวัดนครปฐม เมื่อไม่กี่วันครับ ปัจจุบันนี้เรามีถนนจุดตัดระหว่างรถไฟ กับรถยนต์อยู่กี่จุดครับ อยู่ตรงไหนบ้างครับ มีไม้กั้นหรือยังครับ มีระบบ รปภ. หรือยังครับ จุดตัดเหล่านี้ในอดีตอาจจะไม่ใช่จุดสําคัญอาจจะ ๑๕ นาทีมีรถยนต์ผ่านไปคันหนึ่ง เพราะ เป็นชนบท แต่ปัจจุบันนี้มันกลายเป็นถนนเลี่ยงเมืองครับ เป็นทางลัดครับ ไม่มีไม้กั้น ปัญหา แค่นี้ครับ ทําให้เราสูญเสียไปเยอะมาก เราต้องมาดูแลคนพิการเท่าไรครับ แค่ไม้กั้น ๒ อัน กั้นซ้ายกั้นขวา ให้ อบต. เขาทําได้ไหม ถ้าการรถไฟแห่งประเทศไทยบอกว่าไม่มีปัญญา ที่แยกงิ้วรายบอกทําไม้กั้นเสร็จแล้ว แต่ปรากฏยังไม่ได้เปิดใช้ คงไม่เปิดแล้วกระมัง นี่ตัวอย่าง นะครับ เมื่อ ๒-๓ วันครับที่คลองแสนแสบ เรือครับ โดยสารทางน้ําครับ แก๊สระเบิดครับ ผมทําคดีโป๊ะล่มที่ท่าพรานนก ทุกครั้งที่ลอยกระทงก็มีปัญหานี้ ความมั่นคงแข็งแรงสมบูรณ์ ของท่าเรือ การโดยสารทางน้ํา เทคโนโลยีเรือไปติดแก๊ส แล้วเป็นอย่างไรครับ ผมขออนุญาต ที่จะทําให้ครบทั้งระบบนะครับ
ทีนี้มาดูตัวปัญหานิดหนึ่งครับ ผมขออนุญาตครับบังเอิญเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผม ค่อนข้างที่จะประสบกับเรื่องนี้มามาก ปัจจัยในเรื่องของความไม่มั่นคงไม่ปลอดภัยในท้องถนน นะครับ เรารู้ประเทศที่แย่อันดับ ๑ ๒ ๓ ไปแล้วครับ ประเทศไหนที่ปลอดภัยที่สุดละครับ ประเทศนิวซีแลนด์ครับ อันดับ ๒ ประเทศออสเตรเลียครับ ถามว่าประเทศนิวซีแลนด์ ประเทศออสเตรเลียเขาทําอย่างไรครับ ผมไปหมกตัวอยู่ที่โมนาชยูนิเวอร์ซิตี (Monash University) ที่ประเทศออสเตรเลีย ผมไปดูงานเรื่องนี้ ประเทศออสเตรเลียเขาให้มหาวิทยาลัย โมนาช (Monash University) ทําการศึกษาโดยละเอียดในทุกมิติ แล้วเขาแจกแจงเจ้าภาพ มาเลยครับว่าปัจจัยเกี่ยวกับถนน ปัจจัยเกี่ยวกับผู้ขับขี่ ปัจจัยเกี่ยวกับการสร้างวินัยจราจร ปัจจัยเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม ปัจจัยเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมาย จะต้องจัดการปัญหานี้ อย่างไร ผมยกตัวอย่างถนนครับ ถนนต้องได้มาตรฐานตามวิศวกรรมจราจร สภาพถนนไม่ใช่ ขับไปแล้วแหกโค้ง เครื่องหมายสัญญาณในทางชัดเจนไหม ไปดูผู้ขับขี่ครับ มิติผู้ขับขี่ครับ เราท่องคาถานี้กันมามาก แต่เรากลายเป็นประเทศที่จะได้แชมป์ (Champ) โลกแล้ว เราบอกว่า เมาไม่ขับ เราบอกว่าสวมหมวกกันน็อก เราบอกว่ารัดเข็มขัด เราบอกว่าขับในความเร็ว ที่กําหนด เราบอกว่าเราจะต้องไม่ดื่ม เราบอกว่าเราจะต้องไม่ใช้โทรศัพท์ รณรงค์กันมาก ถามว่าทํากันตอนไหนมากครับ สงกรานต์ครั้งหนึ่ง ปีใหม่ครั้งหนึ่ง เอาดารามาเทเหล้า ว่าเมาไม่ขับ พอจัดงานเสร็จที่ลานพระบรมรูปทรงม้าหรือที่ไหนก็แล้วแต่ กลับไปดื่มเหล้า ฉลองกันแล้วขับรถกลับบ้าน นี่คือเรา ปลูกผักชีเสร็จกลับบ้านครับ แล้วก็ตายกันอย่างนี้ ผมขออนุญาตที่จะนําเสนอว่าเราจะต้องสร้าง ผมไม่ได้สร้างองค์กรไม่ได้สร้างหน่วยงานใหม่ นะครับ เจ้าภาพที่รับผิดชอบประกาศเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติ เอาเจ้าภาพมาอินทิเกรต (Integrate) กันมาทํางานร่วมกัน ด้านถนน กรมทางหลวง ทางหลวงชนบท อบต. อบจ. รับผิดชอบ เครื่องหมายสัญญาณ ใครรับผิดชอบ ในเรื่องของสภาพแวดล้อม มลภาวะ เผาขยะริมถนน ฝุ่น ไฟ ควัน ถนนชํารุด ใครรับผิดชอบ ถนนไม่ได้มาตรฐานตามวิศวกรรมจราจร เลี้ยวโค้งแล้วแหกโค้ง ใครรับผิดชอบ ในเรื่อง รถยนต์ รถยนต์ไม่ได้มาตรฐานไม่มีความมั่นคงแข็งแรงสมบูรณ์มาใช้ในทาง ผมให้ดูตัวอย่าง เป็นเรื่องตลกมากครับ ประเทศไทยมีรถทัวร์ ๒ ชั้น แล้วให้ไต่เขาขึ้นไปได้ด้วย ผมไม่มั่นใจ ดอยสุเทพขึ้นด้วยหรือเปล่า น่าจะเป็นประเทศเดียวในโลก ผมทําคดีน้องแพรวา รถตู้อยู่ บนโทลเวย์ (Tollway) ที่นั่ง ๑๑ ที่นั่งครับ เพิ่มที่นั่งเป็น ๑๕ หรือ ๑๔ ที่นั่ง หน้ามันลอยครับ อะไรไปสะกิดนิดเดียวมันก็ไปแล้วครับ น้องแพรวาไปสะกิด รถหมุนเคว้งครับกระแทกขอบทางฉีก อาจารย์เป็นดอกเตอร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นิสิตมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เสียชีวิต ทั้งหมด ๙ ศพ น่าอนาถมากครับ นั่นเรื่องสภาพรถ กรมการขนส่งทางบกต้องรับผิดชอบ ต้องมาเป็นเจ้าภาพแม้กระทั่งกระทรวงศึกษาธิการต้องลงไว้ในบทเรียนครับ สร้างวินัยจราจร ต้องสอนตั้งแต่เด็ก คํา ๆ หนึ่งตํารวจเอามาใช้ วินัยจราจรสะท้อนวินัยชาติครับ ไปญี่ปุ่น หลายคนพูด รถชนลงมาโค้งรับผิดทั้งคู่ ตํารวจตัดสินไม่ถูกเพราะแย่งกันผิด บ้านเราไม่ต้อง ถึงขนาดนั้นก็ได้ครับ เอาแค่ว่าให้มีวินัยจราจร ขาวแดงเข้าใจทันทีว่าไม่จอด ไม่ใช่ไม่จอด เพราะมีตํารวจยืนเฝ้าอยู่ เมื่อใดตํารวจไม่เฝ้าผมจะจอด นี่เรื่องจริงนะครับ ผมถามคุณลุง คนหนึ่งไปรับหลานที่โรงเรียนแถวแยกบางพลัด ผมบอกคุณลุงคุณลุงไม่เห็นสะพานลอย หรือทําไมไม่ขึ้นสะพานลอย คุณลุงบอกเห็นสะพานลอยแต่ที่ไม่ขึ้นเพราะไม่เห็นตํารวจ ต้องสร้างตรงนี้ขึ้นมาครับ ใครล่ะรับผิดชอบกระทรวงศึกษาธิการ พอกระทรวงศึกษาธิการ ให้ความรู้แล้ว เข้าใจแล้ว ยังดื้ออยู่อีกตํารวจต้องใช้กฎหมายครับ มหาวิทยาลัยโมนาช (Monash University) ทําวิจัยออกมาแล้ว แล้วก็สั่งเรื่องนี้เบ็ดเสร็จเลยว่าด้านการบังคับใช้ กฎหมายทั้งกระบวนการยุติธรรม ตํารวจ อัยการ ศาล ต้องมองปัญหานี้เหมือนกัน ตํารวจยึดรถ อัยการฟ้องยึด ศาลยึดจริงแล้วเอาไปทําลาย เอาไปทําลายครับ รถที่ไม่ได้มาตรฐานเอาไป บี้เลยครับ ฉะนั้นผมขอให้ทําเป็นวาระแห่งชาติครับแล้วทําสิ่งนี้ให้เกิดเป็นมรรคเป็นผล ทําอย่างต่อเนื่อง มีเจ้าภาพแต่ละด้านชัดเจน มีการประเมินผลโดยใช้หลักเคพีไอ (KPI) ตรงไหนหย่อน ผมให้ดูตัวอย่างอีกนิดเดียวครับเพื่อความชัดเจนครับ ท่านหลับตาแล้วนึกตาม ผมนะครับ ผมให้ดูตรงนี้ตัวอย่างเดียวแล้วมันอธิบายได้หมดเลยครับ ท่านรู้จักโค้งร้อยศพ ไหมครับ อยู่หน้าศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก มีต้นโพธิ์อยู่ครับตรงนั้นเรียกว่าโค้งร้อยศพ ตรงนั้นตัวอย่างเดียวอธิบายได้หมดเลยครับ จะเสียชีวิตมากในคืนวันศุกร์ คืนวันเสาร์ต่อ วันอาทิตย์หลังเที่ยงคืน ท่านทราบไหมครับ ปัญหาเกิดจากอะไรครับ ออกจากรัชดาครับ ซอย ๖ ซอย ๘ ซอย ๑๐ ดื่มมาเต็มที่ครับ วันหยุด ขึ้นขับรถ ๑. เมาแล้วขับ ๒. ไม่เบลต์ (Belt) อึดอัด ขับด้วยความเร็ว พอออกรัชดาปั๊บลงอุโมงค์ที่ ๑ ลงอุโมงค์ที่ ๒ ไม่มีสัญญาณ ไฟเลยครับ ไม่มีอะไรมาเบรก (Brake) ขึ้นสะพานลอยข้ามแยกรัชดาตัดลาดพร้าว ลงส่งท้าย หน้าศาลอาญาเข้าโค้งร้อยศพ ถ้ารัดเบลต์ (Belt) ศพอยู่ในรถ ถ้าไม่รัดเบลต์ (Belt) ศพอยู่นอกรถ ให้เลือกเอา อธิบายได้ว่า ๑. เร็ว ๒. เมา ๓. ไม่เบลต์ (Belt) ๔. สภาพถนน ตรงนั้นโค้งรับไม่ได้ถ้าคุณมา ๑๘๐ หลุดโค้งทุกรายครับ ไปบัลลังก์ ๑ เลยครับเข้าศาลอาญา ไปเลยครับ เสียชีวิตทุกรายครับ ๑๐๑ ศพ ๑๐๒ ศพ ๑๐๓ ศพ ก็ต้องตามมาอีกครับ เอายาง สีส้ม ๆ ไปทําหกที่นั่นครับแบบเดียวกับที่สุวรรณภูมิพอเข้าโค้งร้อยศพมาด้วยความเร็ว คอย่นเลยครับ มันจะหนืดตืด อันนั้นคือสภาพถนนครับ ปรับแค่นั้น ตํารวจไปตั้งด่านครับ เส้นนั้นตั้งด่านเลยครับ ออกมาด้วยความเร็วจับเลยครับ ดําเนินคดี ส่งฟ้อง เข้าศาลอาญา เดี๋ยวนั้นเลยครับ ช่วยกันทุกด้าน ด้านจราจร ด้านถนน ด้านบังคับใช้กฎหมาย ด้านวินัย ทุกอย่างครบ เราจะไปอยู่ที่ท้าย ๆ ครับ เราไม่ต้องอับอายชาวโลก ผมเห็นด้วยครับ แต่ผม อยากให้ทําครบ แล้วผมสมัครเป็นกรรมาธิการชุดนี้ด้วย รับหรือไม่รับผมไม่รู้ แต่ผมสมัครก่อน ขอบคุณครับ
ก็มีข้อเสนอที่มีเหตุผลนะครับ เป็นเรื่องการขยายภารกิจ ซึ่งเดี๋ยวสักครู่หนึ่ง ท่านว่าที่ประธานคงจะมีอะไรแถลง ยังเหลืออีก ๒ ท่านนะครับ ผมจะเริ่มส่งสัญญาณ การลงมติ เพราะช่วงบ่ายเข้าใจว่ายังมีการประชุมอยู่ในหลายห้องใน ๓ อาคารของรัฐสภา นะครับ ท่านรองสุดท้ายคือ ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ดุสิต เครืองาม อดีตสมาชิกสภาปฏิรูป แห่งชาติ อดีตที่ปรึกษานโยบายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และเป็นนายกสมาคม อุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทยครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ กระผม ดุสิต เครืองาม สปท. ลําดับที่ ๕๓ ครับ ผมเข้าใจว่าผมก็เป็นอีกคนหนึ่งที่มีส่วนร่วมในการจุดให้เกิด กิจกรรมหรือว่าแนวความคิดนี้ขึ้นมา ก็สืบเนื่องมาจากว่าหลังจากที่ไปประสบประสบการณ์ เจอแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่เกาะคิวชูในประเทศญี่ปุ่น ผมก็มาเล่าให้พวกเราฟังว่าคนตายไปแค่ ๓๐-๔๐ ศพ กลับมาเมืองไทยวันที่ ๑๗ เปิดหนังสือพิมพ์ คนไทยเราเสียชีวิตในช่วงเทศกาล สงกรานต์เกือบ ๕๐๐ ศพ เป็นอะไรที่น่าเศร้าเป็นอย่างยิ่ง แล้วเราก็แลกเปลี่ยนความเห็น กันในโซเชียลมีเดีย (Social Media) คือไลน์ (Line) ก็เป็นที่มาทําให้เราเกิดแรงผลักดัน ที่อยากจะอาสาเข้ามาแก้ไขปัญหาประเทศของเราในครั้งนี้ ก็ได้คุยกันหลายท่านนะครับ กระผมก็ขออนุญาตแชร์ข้อมูลในเวลาอันสั้น ๆ ตรงนี้ว่าจะทําอย่างไรที่จะสามารถ ลดการเกิดอุบัติเหตุ ลดการสูญเสียลงไปได้บ้าง กระผมมีโอกาสไปขับรถเช่า ทําใบขับขี่ นานาชาติจากประเทศไทยไป ในประเทศแคนาดาก็ขับแล้ว ประเทศสหรัฐอเมริกาก็ขับแล้ว ประเทศนิวซีแลนด์ ประเทศออสเตรเลียก็ขับ ผมขับมากที่สุดคือในประเทศญี่ปุ่นไม่ต่ํากว่า ๑๐ ครั้ง คิดเป็นระยะทางก็น่าจะหลายพันกิโลเมตรครับ ก็จะขออนุญาตนํามาแชร์ ประสบการณ์ให้ฟัง
ประการที่ ๑ เมาแล้วไม่ขับ ผมว่าเป็นศัพท์ที่ยอมรับไม่ได้ คํานี้ผิดตั้งแต่แรก เมาไม่ขับนี่มันผิดนะครับ คนเมามันหมดสติแล้วที่ว่าจะขับหรือไม่ขับ สิ่งที่เราจะต้องรณรงค์ ก็คือว่าดื่มไม่ขับถึงจะถูกต้อง ในประเทศญี่ปุ่นมาตรการดื่มแล้วขับถือว่าเป็นความผิด ที่ร้ายแรงมาก บริษัทถึงกับให้ไล่ออกจากบริษัท พนักงานญี่ปุ่นหลาย ๆ คนผมเคยชวนเขา ไปกินเหล้ากินเบียร์กัน ผมถามว่าวันนี้มาอย่างไร เขาบอกว่านั่งแท็กซี่มาบ้าง นั่งรถไฟมาบ้าง นั่งรถใต้ดินมาบ้าง ถ้าบางคนเขาขับมาเขาไม่ขับเองให้ภรรยาขับ ผมถามว่าทําไมวันนี้ภรรยามา เขาบอกให้ภรรยาเป็นคนขับรถ เขารู้อยู่แล้วครับว่าถ้าขับรถแล้วก็ดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ว่าจะดื่มมาก หรือดื่มน้อยขาหนึ่งก้าวสู่ความผิดแล้ว ความผิดอาญาด้วย ยิ่งถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาแล้ว เราก็ไม่มีข้ออ้าง บริษัทให้ออกจากงานสถานเดียว แล้วถ้าไม่มีอุบัติเหตุ โดนจับได้ถูกตัดโบนัส นะครับ โบนัสญี่ปุ่นครั้งหนึ่งให้ก็คิดเป็นเงินไทยก็หลายแสนบาท เขาไม่เอาครับ ถูกตัด ถูกปรับ แล้วก็ลงโทษทางวินัยนะครับ กระผมก็เลยอยากจะขอวิงวอนว่าเราจะต้องมามี สโลแกน (Slogan) รณรงค์กันว่าดื่มไม่ขับ ไม่ใช่เมาแล้วไม่ขับมันไม่ใช่ มันคนละมิติกันเลย สปท. เราเองไหน ๆ ถ้าจะอาสาเข้ามาแก้ไขปัญหา แล้วเราก็รู้อยู่แล้วว่าสถิติการเกิดอุบัติเหตุ อันดับ ๑ ก็คือเกิดจากความมึนเมาในการดื่มพวกแอลกอฮอล์ต่าง ๆ เข้าไป เราต้องทําเป็น ตัวอย่างครับ ที่ไหนมีปาร์ตี้ (Party) งานเลี้ยง เราก็นั่งแท็กซี่ไปหรือว่าให้คนขับรถไป ญี่ปุ่น เขาทําถึงขนาดว่าเขาขับรถถึงร้านกินเลี้ยง ขากลับทิ้งรถไว้ที่นั่น แม้ว่าจะไม่เมาก็เถอะ แต่ว่า ปากฮ่า ๆ ออกมาว่ามีแอลกอฮอล์แบบนี้ปั๊บเขาก็นั่งแท็กซี่กลับบ้านแล้ว เราต้องทําเป็น ตัวอย่างครับเรื่องตรงนี้
ประการต่อไปนะครับ เดี๋ยวขอกลับมาเมืองไทยก่อน ถ้าเป็นไปได้ บริษัทที่มี ระเบียบวินัยอะไรต่าง ๆ เข้มข้น ไม่ว่าจะอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เป็นรัฐวิสาหกิจ หรือว่า เป็นหน่วยงานราชการ ต้องรณรงค์เรื่องนี้ ใครดื่มแล้วขับต้องมีการลงโทษทางวินัย จึงจะถือว่า เป็นการดําเนินการอย่างเข้มข้นอย่างแท้จริง เรื่องใบขับขี่ครับ เมื่อก่อนสงกรานต์บังเอิญ ลูกสาวผมใบขับขี่เขาหมดอายุ ผมก็ไปทําใบขับขี่นานาชาติ ที่ตรงกรมการขนส่งทางบก ที่หมอชิต ผมประทับใจมากครับ ขณะที่ลูกสาวผมกําลังต่อใบอนุญาตขับขี่ทุก ๕ ปี เขาบอก คุณพ่อคะ เขาจะเชิญให้หนูขึ้นไปอบรม ผมบอก ดีแล้วลูก เดี๋ยวพ่อตามขึ้นไปด้วย แล้วผมก็ขึ้นไปนั่งฟังเขาอบรมครับ มีวิทยากรมาอธิบาย มีการฉายวีดิทัศน์ให้ดูและผม ประทับใจอีกอย่างหนึ่งนะครับ วีดิทัศน์นั่นใครเป็นคนทํารู้ไหมครับ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ คือ สนช. สนช. เป็นคนทําวีดีโอพรีเซนเทชัน (VDO Presentation) อบรมเรื่องความ ปลอดภัยในการขับรถให้กับผู้มาต่อใบขับขี่ทุกคน ก็ต้องยกนิ้วให้กับ สนช. นะครับว่าทํางาน ได้ดีมาก ตรงนี้ก็เป็นอีก ๑ เรื่องที่ สปท. เราอาจจะเข้าไปดูในแต่ละส่วนว่าเราจะมีส่วนร่วม ทําอะไรที่เป็นรูปธรรมได้หรือไม่ เรื่องใบขับขี่ ตอนนี้ผมโชคดีผมได้รับใบขับขี่ตลอดชีพ เลิกกันดีไหมครับใบขับขี่ตลอดชีพ ผมจะยอมเสียเวลาทุก ๕ ปีครับ เพื่อไปขอต่อใบขับขี่ ยอมเสียเวลาสักครึ่งชั่วโมงเพื่อจะไปนั่งฟังอบรม ยอมให้เขาไปตรวจสุขภาพ ตรวจสายตา ตาบอดสีแล้วหรือยัง สมรรถนะ เรสพอนด์ (Respond) ต่าง ๆ นั้นมีเพียงพอหรือเปล่า เมื่อสักครู่พูดถึงเรื่องการดื่มแอลกอฮอล์ ผมเคยอ่านบทความอะไรต่าง ๆ เขาเขียนไว้ถูกต้อง ทางวิทยาศาสตร์ ดื่มเบียร์ ๑ แก้ว หรือ ๒ แก้ว หรือ ๓ แก้ว ทําให้ความเร็วในการตอบสนอง ในการที่จะแตะเบรกช้าลงไปเรื่อย ๆ ถ้าดื่มหมดขวดก็ใช้เวลากว่าจะคิดว่าจะต้องแตะเบรก ๒ วินาทีอะไรแบบนี้ มันก็ชนโครมเข้าไปแล้วนั่นยังไม่เมานะครับ เรื่องเมาไม่ต้องพูดถึง เรื่องเมาก็คือมันลงเหวไปแล้ว แต่ยังไม่เมาแต่ว่ามีแอลกอฮอล์ทําให้ความสามารถของสมอง ที่จะสั่งการมันช้านะครับ ช้าเป็นวินาที ช้าเป็นทศนิยม วินาที ซึ่งมันก็เป็นจุดของการเกิด อุบัติเหตุแล้ว ประสบการณ์อีกเรื่องหนึ่งที่ผมไปขับรถในประเทศญี่ปุ่นมานะครับ ผมเคยถูก จราจรเรียกทักผม ๒ ครั้ง เพราะผมทําผิดไป ๒ ครั้ง ครั้งที่ ๑ อยู่ที่ฮอกไกโดนะครับ ถนนมันว่าง แต่ว่าเป็นเส้นแบ่งสีส้มทึบ แปลว่า ห้ามแซง ห้ามขับเกินเลน (Lane) ครับ คนข้างหน้าเขาขับ ช้ามาก ความเร็วไม่เกิน ๕๐ กม. ผมตัดสินใจพอลงเขาผมก็แซงไปเลย ก็มีตํารวจมาดักจับ เส้นสีส้มนั้นเขาลากยาวไปตามไหล่เขา ๓๐-๔๐ กิโลเมตร ไม่มีญี่ปุ่นคนไหนเลยที่เขาจะขับรถ เหยียบเส้นสีส้ม เส้นคู่ด้วย แปลว่า แม้ว่าไม่มีรถสวนก็ห้ามเหยียบ ห้ามแซง ต้องเข้าแถว ไปอย่างนั้น พอผมแซงปุ๊บข้ามไปปุ๊บก็โดนเรียกทันที ประสบการณ์อันที่ ๒ ก็คือการขับรถเร็ว เกินสปีด (Speed) ที่เขากําหนด ก็ไปเจอที่เมืองคิวชู เมื่อสัปดาห์ที่แล้วนะครับ ไฮเวย์ (Highway) เขาขับได้ไม่เกิน ๘๐ กิโลเมตร อาจจะแถมหน่อยเป็น ๙๐ หรือ ๑๐๐ ก็มีรถเก๋ง อยู่ข้างหน้าคันหนึ่งขับนําขบวนไป ผมว่าทําไมรถเก๋งคันนั้นขับช้าจัง ผมก็อึดอัด ก็เลยลอง ขับแซงดูสิ แล้วบังเอิญลงเขา แล้วความเร็วประมาณ ๑๐๐-๑๒๐ แล้ว รถเก๋งคันนั้นพอเห็น ผมแซงปั๊บเปลี่ยนสภาพเป็นรถตํารวจทันทีเลยครับ คือพอผมแซงปุ๊บไม่รู้อีท่าไหนนะครับ ว๊อง ว๊อง ว๊อง ว๊อง เขาก็เปิดกระจก แล้วก็เอาไฟกระพริบ ๆ รวมทั้งหวอมาติดกลายเป็น รถตํารวจในทันที ผมรู้แล้ว นี่คือสายตํารวจที่เขาวิ่งดูแลความปลอดภัยอยู่บนทางด่วน แต่ก็โชคดีที่เขาให้ความกรุณาขับคู่กันไปแล้วก็ใช้โทรโข่งด้วยเสียงอันดังบอกให้รถผมชะลอ ความเร็วลง ผมก็ลองชะลอกลับเข้ามาที่ ๘๐ แล้วเขาก็ขับขบวนนําต่อไป แบบนี้ก็ดีนะครับ ให้มีตํารวจขับอยู่ในระหว่างทางหลวง ทางด่วน แล้วจะเป็นตัวคุมความเร็วเอาไว้ แล้วก็มี ตํารวจเอกชนแบบนี้บ้างก็ดีนะครับ ใครทําผิดอะไรหรือว่าละเมิดกฎจราจรก็หวอ ๆ ออกมาเลย มีแบบนี้ด้วยก็คิดว่าน่าจะดี อีกอันหนึ่งที่ผมมีความประทับใจมากก็คือว่า เส้นแบ่งการจราจร ในประเทศญี่ปุ่นนั้นชัดยิ่งกว่าชัดนะครับ ไม่ว่าจะเป็นสีขาวก็ขาวชัด ส้มก็ส้มชัด ชัดมาก ๆ แล้วก็ยิ่งตอนนี้รถยนต์เกือบจะทุกคันในประเทศญี่ปุ่นเขามีเนวิเกเตอร์ (Navigator) มีคอมพิวเตอร์ สาวสวย ๆ พูดอยู่ตลอดเวลาครับ พอจะถึงทางโค้งก็จะมี แต่เขาพูดเป็น ภาษาญี่ปุ่นนะครับ จะถึงทางโค้งให้ชะลอ จะถึงทางเลี้ยวให้ชะลอ แล้วก็พอถึงทางแยก เขาจะบอกแบบนี้ ข้างหน้าทางแยกนั้นมีช่องเลน (Lane) ซ้ายสําหรับเลี้ยวเฉพาะ โปรดระวัง เราจะตรงไปใช่ไหม แต่คอมพิวเตอร์มันบอกว่าเป็นเลน (Lane) ซ้ายจะต้องเลี้ยวซ้าย เลน (Lane) ซ้ายเฉพาะ เราก็รู้เราก็ไม่เข้าช่องซ้าย หรือว่าเรากําลังอยู่ช่องขวา คอมพิวเตอร์ มันก็บอกช่องขวาสําหรับเลี้ยวขวาเท่านั้น เราก็ไม่ขับชิดขวาถ้าเราต้องการจะตรงไป อะไรแบบนี้นะครับที่สามารถนําเอาเทคโนโลยีต่าง ๆ มา เอามาใช้ได้ แต่ผมขออนุญาตสรุป เป็นประเด็นว่า ตกลงว่าเราต้องมารณรงค์กัน ดื่มแล้วต้องไม่ขับ ดื่มสัก ๑ แก้วก็ไม่ขับ ๒ แก้วก็ไม่ขับครับ ขอบพระคุณครับ
ต่อไปขอเชิญท่านวันชัย สอนศิริ ทนายความ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิกวุฒิสภาครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม วันชัย สอนศิริ สมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านประธานครับ ตอนนี้ พ.ร.บ. ว่าด้วยการออกเสียง ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๕๙ ประกาศใช้แล้ว ท่านประธานจะเห็นได้ว่ามีการขึงขัง จริงจังจัดการกับคนที่แสดงความเห็น มีการเคลื่อนไหวกันอย่างแบบเอาจริงเอาจัง นั่นแปลว่า การบังคับใช้กฎหมายถ้าเราจริงจัง ดําเนินการกันอย่างถูกต้องแล้วก็ไม่ปล่อยปละละเลย ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็เข้าที่เข้าทางได้ ผมไม่อยากให้บ้านเมืองเรามันเหมือนไฟไหม้ฟาง เวลากฎหมายใหม่อะไรออกกันมาทีหนึ่งก็พึ่บพั่บ ๆ แล้วก็เลิกกัน เวลาเกิดเหตุเรือล่มกันที เวลาเกิดอุบัติเหตุใหญ่ ๆ กันที ตื่นตระหนกตกใจก็เนื้อเต้นเส้นกระตุกหัวใจสั่นกัน แล้วก็ ทํากันอย่างนี้ ไฟไหม้ใหญ่กันทีหนึ่งโรงงาน แล้วก็จะต้องทําโน่นทํานี่กัน และจากนั้นก็อยู่กันแบบ สัพเพ สัพตา อะเวรา สุขิตา โหนตุ ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมกําลังจะกราบเรียนท่านประธาน ต่อไปนี้ เพื่อจะยืนยันต่อท่านประธานว่า สนับสนุนต่อญัตติที่ท่านนิกรได้เสนอมาอย่างจริงจัง ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญของประเทศ บางเรื่องคิดไม่ถึงครับ ว่าอุบัติเหตุนี้มันจะเกิดขึ้นได้ อย่างไร เผอิญผมเป็นทนายความได้มีโอกาสว่าความทางคดีเกี่ยวกับอุบัติเหตุนี้มากมาย หลายคดี บางเรื่องนึกไม่ถึงครับว่าเรื่องอย่างนี้ก็มีด้วยแล้วเกิดอุบัติเหตุได้ ท่านประธานลอง นึกภาพถึงถนนมอเตอร์เวย์ (Motorway) สิครับ ปกติมอเตอร์เวย์ (Motorway) มันก็มี ๔ เลน (Lane) ซ้าย ๔ เลน (Lane) ขวา ๔ เลน (Lane) ทางไปทางกลับ ผมเจอคดีหนึ่งแปลกประหลาดมาก พวกนึกสนุกว่าจะต้องเอาน้ํามันไปเติมให้พรรคพวก อยู่ฝั่งขวามือ ตัวเองกําลังมุ่งหน้ากลับกรุงเทพฯ จอดมันขวามือกลางถนนอย่างนั้นละ ตรงเกาะกลางนั่นละ รถวิ่งมาก็ชนตูม ลูกชาย ตัวเองพิกลพิการ มีการฟ้องร้องทางคดี นี่ก็ชี้ให้เห็นว่าเรื่องของคนไม่เคารพกฎกติกาของบ้านของเมือง เอาละครับเรื่องนี้ที่ผมจะพูด ต่อไปนั้นอยากจะกราบเรียนว่าเป็นภารกิจของ สปท. หรือเปล่าญัตตินี้ ถ้าจะดูโดยภาพรวม เรื่องการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในด้านต่าง ๆ ผมว่าถ้าจะมองดูแล้วนั้นก็ใช่ ผมว่า สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศถ้าจุดประเด็นเรื่องใด เรื่องใหญ่ เรื่องสําคัญ และเป็น การเห็นพ้องต้องกัน ผมว่ารัฐบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนั้นเขาเอาด้วยแน่ ท่านประธาน ลองนึกถึงคําถามพ่วงดูสิครับ เกิดจากเรานะครับท่านประธาน เขายังเอาด้วย เห็นว่าสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศส่วนใหญ่เห็นว่าควรเป็นอย่างนี้ และในที่สุดออกมาเป็นมติ ที่จะต้องเป็นคําถามพ่วง ทั้ง ๆ ที่อํานาจหน้าที่โดยตรงนั้นเป็น สนช. แต่เขารับฟังจาก สปท. ไป ๆ มา ๆ เขาบอก สปท. เป็นคนเสนอมา อย่างนั้นในเรื่องของญัตติในเรื่องนี้ผมเห็นว่า จึงเป็นเรื่องสําคัญ ถ้า สปท. ทั้งหมดมีมติเห็นพ้องต้องกันและทําออกมาเสนอเป็นเหตุเป็นผล ผมเชื่อว่ามันจะเกิดประเด็นอันสําคัญจะต้องมีการขับเคลื่อนก่อนที่จะมีการลงมติเรื่อง รัฐธรรมนูญหรือคําถามพ่วงเสียอีก ท่านประธานครับ สงกรานต์สมัยก่อนเวลาจะมีสงกรานต์ เรามีความสุขนะครับ เพราะเรานึกถึงบรรยากาศของการกลับบ้านกลับช่อง สนุกสนานรื่นเริง บันเทิงใจ ลูกพบพ่อ พ่อพบแม่ เป็นวันครอบครัว แต่ระยะหลัง ท่านประธานครับ เรากําลัง มานั่งพูดนั่งนึกและนั่งวิพากษ์วิจารณ์กันตลอดเวลาว่าปีนี้จะตายกันกี่ศพ จะพิกลพิการหรือ บาดเจ็บสาหัสกันกี่ราย แล้วก็เป็นอย่างนี้มาตลอดว่าบาดเจ็บล้มตายกัน เฉพาะบาดเจ็บนั้น ปีหนึ่งเป็นพัน ๆ ราย แล้วก็ล้มตายนั้นปีหนึ่งเป็นร้อย ๆ แม้แต่ปีนี้ก็มากกว่าบางประเทศ ที่แผ่นดินไหวเสียอีก ท่านประธานครับ ส่วนหนึ่งเรารู้อยู่แล้วว่ามาจากเมา แล้วก็มอเตอร์ไซค์ เป็นส่วนใหญ่มอเตอร์ไซค์ เมานี่พอว่านะครับ เวลาสงกรานต์แล้วดันไปกระทืบชาวต่างชาติ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่หัวหิน มันไม่ใช่เฉพาะอุบัติเหตุเฉพาะรถยนต์นะครับ เป็นอุบัติเหตุ ระหว่างคนและเสียชื่อไปทั่วโลก ผมได้มีโอกาสไปอเมริกาช่วงสงกรานต์ ไปนั่งกินเหล้ากินยากัน รู้ชัดปรากฏเลยครับ เขาไม่กล้ากินเหล้าครับถ้าขับรถ แล้วก็ถามเขา เขาบอกว่าเรื่องนี้เป็นเรื่อง เอาจริงเอาจังอย่างที่ท่านอาจารย์ดุสิตพูดในหลาย ๆ ประเทศ เฮ้ยเส้นใหญ่ได้ไหมนี่ ผมมี ตําแหน่งเป็นโน่นเป็นนี่ เป็นข้าราชการ เป็นอธิบดี เป็นตํารวจ เส้นใหญ่ขนาดไหนเมาก็ไม่ได้ สรุปแล้วผมว่าเหตุอันสําคัญครับท่านประธาน เรื่องนี้มาจาก ๓ ส่วนด้วยกันในการเกิดอุบัติเหตุ มีคนล้มตาย เกิดจากคน ฟังหลายท่านพูดว่า สมัยก่อนมีการรณรงค์ แม้แต่ท่านนิกร ซึ่งเป็นผู้เสนอเรื่องนี้ บอกมีเพลง มีการรณรงค์ มีคําขวัญ มีคํากลอน มีเพลงที่เรามักจะ ได้ยินกันเช้า ๆ แต่เดี๋ยวนี้ผมไม่เคยได้ยินเหมือนกันท่านประธาน เรื่องการรณรงค์ เรื่องการจราจรมันดันปลูกจิตสํานึกเราว่าถ้าเราเอารัดเอาเปรียบ เราทําผิดกฎจราจร แล้วตํารวจจับไม่ได้มันสุดยอดนะท่านประธาน ได้เบียดเขาไปสักหน่อย ได้แซงเขาสักหน่อย ได้ล้ําเขาไปสักนิดหนึ่ง เอ๊ะ แล้วก็ไม่มีใครทําอะไรจับเราได้มันสุดยอดนะท่านประธาน จิตสํานึกของเราในเรื่องคนผมว่ามีความสําคัญมาก เราไม่เคยมีการปลูกฝังเหมือนเรื่องการ คอร์รัปชัน เราไม่มีการปลูกฝังเหมือนกับเรื่องการเลือกตั้งที่ทุจริต เพราะฉะนั้นคนทําผิดกฎจราจรมีเส้นมีสาย รู้จักตํารวจใหญ่อย่างท่าน พลตํารวจโท อํานวย ขออภัยครับ ผมรู้จักตํารวจใหญ่หน่อย บางทีไม่ต้องเสียค่าปรับได้ ไม่ต้องโน่นนี่นั่นได้ นั่นแปลว่าเราเองนั้นค่านิยมหรือความรู้สึกของเราที่กระทําความผิดต่อกฎจราจรนั้น หน้าเรา ไม่บางพอครับท่านประธาน เพราะเราไม่ได้มีการกระตุ้น ไม่ได้มีการปลุกเร้า ไม่ได้มีการ ปลูกฝัง และเราไม่จริงจัง แต่เดี๋ยวนี้ยังดีขึ้นนะครับ หลายคนบอกว่าเวลาดื่มสุราแล้วโดนปรับ ๕,๐๐๐ บาทจริง ๆ แล้วถ้าโดนปรับ ๕,๐๐๐ บาทแล้วบางทีอาจจะต้องไปบําเพ็ญประโยชน์อีก เขาบอกดีมาก แต่ก็ยังเป็นช่องทางของการทํามาหากินได้อีก เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ผมว่า เรื่องคนเป็นเรื่องสําคัญครับท่านประธาน กฎหมายก็คือการบังคับใช้กฎหมาย อีกนิดเดียว ท่านประธาน การบังคับใช้กฎหมายบ้านเราครับ ไม่อย่างนั้นคดีรถเบนซ์ ชนคนตายจะ ไม่เกิดเหตุขึ้นหรอก ถ้าเรามีการใช้บังคับใช้กฎหมายจริง ๆ คนรวย คนจน คนมีเงิน คนไม่มีเงิน เวลาทําผิดแล้วมันรอดคุกรอดตะรางไม่เหมือนกันครับประธาน สุดท้ายนั้นก็คือถนนหนทาง ต่าง ๆ เหล่านี้มีหลายท่านพูดไปแล้ว
อีกอันหนึ่งสุดท้ายครับท่านประธาน ท่านเสรีก็ได้พูดไปแล้ว ผมขอย้ําเรียน ต่อท่านประธานผ่านไปยังใครก็ตามที่จะมาเป็นประธานกรรมาธิการชุดนี้ อย่ามองเรื่อง อุบัติเหตุอย่างเดียว รถติดในกรุงเทพมหานครนี้มโหฬารมหาศาล นับวันจะเหลือเกิน จะมา ทํางานกันที ๒-๓ ชั่วโมง ผมเห็นตํารวจก็มีการประกาศเอาจริงเอาจังให้ผู้กํากับไปทําโน่นทํานี่ ทําไมมันแก้ไม่ได้สักทีหนึ่ง ท่านนิกรถ้ากรุณาเป็นประธานในเรื่องนี้ ช่วยดูหน่อย เพราะว่า หลายคนบอกว่าถ้า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา จัดการจราจรทําให้กรุงเทพฯ รถไม่ติดได้ อย่าว่าแต่ ๕ ปีเลยท่านประธาน มากกว่านี้ก็น่าจะอยู่ได้นะท่านประธาน แต่แก้ปัญหาจราจร ไม่ได้ ติดไปติดมาผมว่าคิดจะทําโน่นทํานี่บางทีก็ติดไปด้วยนะท่านประธาน
มีสมาชิกเพิ่มเติม ขออภิปรายเพิ่มเติมมานะครับ แต่ว่ารวมแล้วก็เหลือเพียง อีก ๒ ท่านนะครับ ท่านต่อไปคือ พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจ แห่งชาติ แล้วก็ต่อด้วยท่านสุดท้าย ท่านถวิลวดี บุรีกุล ครับ
พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา : กราบเรียนท่านประธานและสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่ทรงเกียรติที่เคารพ ผม พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๑๗๕ อดีตผู้บังคับการตํารวจ ทางหลวงครับ ขอสนับสนุนข้อเสนอของท่านนิกรในเรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่สําคัญ แล้วก็เป็น ประโยชน์อย่างยิ่ง แล้วก็ถือว่าเป็นการช่วยเหลือประชาชนที่ไม่ให้สูญเสีย ซึ่งมีอัตรา การสูญเสียมากกว่าการเกิดวิกฤติเหตุการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ หรือมากกว่าการเกิด สงครามกลางเมืองในบางประเทศเสียอีกครับ ผมขอมีข้อมูลนําเสนอเพิ่มเติมเพื่อที่จะได้ ประกอบการพิจารณาในการดําเนินการต่อไปดังนี้นะครับ ในการแก้ไขปัญหาในเรื่องของ อุบัติเหตุจราจรนั้น เรื่องที่สําคัญที่สุดก็คือเรื่องเกี่ยวกับคน และคนที่เกี่ยวข้องนั้นก็คือ ผู้ที่ใช้รถใช้ถนนนั่นเอง และผู้ที่ใช้รถใช้ถนนที่เป็นตัวแปรสําคัญที่ทําให้เกิดอุบัติเหตุจราจรนั้น ก็คือในเรื่องของวินัย การที่จะเกิดวินัยในการจราจรได้นั้นตามหลักแนวคิดก็จะต้องประกอบด้วย เคเอบี (KAB) เค (K) คือโนว์เลจ (Knowledge) การมีความรู้ความเข้าใจ เอ (A) คือแอตทิจูด (Attitude) มีทัศนคติและค่านิยมที่ถูกต้อง คือการมีวินัยในการจราจร และตัวบี (B) คือ บีเฮฟวิเออร์ (Behavior) พฤติกรรมที่แสดงออกถึงการมีวินัย ทีนี้การจะเกิดพฤติกรรม ที่แสดงออกถึงการมีวินัยได้นี้จะต้องเกิดจากการมีความรู้ความเข้าใจ และเมื่อมีความรู้ ความเข้าใจแล้วก็จะเกิดทัศนคติในการที่รักวินัยจราจร เมื่อมีทัศนคติที่ดี มีทัศนคติที่ถูกต้อง ในเชิงบวกแล้วก็จะก่อให้เกิดพฤติกรรมและการปฏิบัติที่ยึดมั่นในวินัยจราจรนั่นเอง ทีนี้เขาบอกว่าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของบุคคลต่าง ๆ ก็คือจะต้องให้ความรู้ความเข้าใจแก่ทุกคน ไม่ว่าจะเด็กหรือว่าผู้ใหญ่แล้วก็ทุกสังคม ทุกชุมชน เพื่อให้เกิดแอตทิจูด (Attitude) ที่ดี และเกิดพฤติกรรมที่พึงประสงค์ ทีนี้พฤติกรรมนี่ที่จะแสดงออกถึงการมีวินัยหรือไม่มีวินัยนี้ เครื่องควบคุมก็มีอยู่ ๒ ส่วน ส่วนแรกก็เรียกว่าเครื่องควบคุมจากภายใน ก็คือมีความละอายใจ ในการกระทําผิดกฎจราจรหรือฝ่าฝืนวินัยจราจร อันนี้ก็เกิดจากทัศนคติหรือแอตทิจูด (Attitude) นั่นเอง ส่วนที่ ๒ ก็คือมีความเกรงกลัวในการกระทําผิดกฎจราจร อันนี้เกิดจาก การถูกบังคับ เช่นเกรงกลัวในเรื่องของกฎหมายในความผิดอาญา เกรงกลัวในเรื่องของ กฎหมายแพ่งที่จะถูกฟ้องร้องในทางแพ่งเพื่อจะชดใช้ รวมถึงเกรงกลัวเสียค่าปรับ ลําดับ ๓ ที่เกรงกลัวก็คือเรื่องวินัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการ เกรงกลัวในเรื่องลําดับที่ ๔ ก็คือ เกรงกลัวเรื่องเสียตําแหน่งหน้าที่การงานราชการหรือหน้าที่ตําแหน่งทางการเมือง หรือหน้าที่ ในตําแหน่งผู้บริหารทางรัฐวิสาหกิจ และอันสุดท้ายที่กลัวเสียก็คือกลัวเสื่อมเสียชื่อเสียง เพราะฉะนั้นจะต้องมีมาตรการมากระทําให้เกิดความละอายใจและมีมาตรการที่จะมาทําให้ เกิดความเกรงกลัว โดยทุกส่วนจะต้องมีส่วนร่วมด้วยช่วยกัน และในการดําเนินการจะต้องมี ความต่อเนื่องและมีการบังคับใช้กฎหมายโดยให้ประชาชน ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม ทีนี้มาดู นะครับว่าปัจจัยที่ทําให้เกิดอุบัติเหตุทางถนนนั้นมีวิธีการแก้ไขนั้นก็คือตามที่เขาเรียกว่า ๖ อี (6E) นั่นเอง อี (E) แรกก็คือเอนจิเนียริง (Engineering) ปัจจัยเกี่ยวกับถนนและวิศวกรรม จราจร ผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ก็คงจะต้องเกี่ยวข้องกับกระทรวงคมนาคม รวมทั้งการปกครอง ท้องถิ่น ส่วนที่ ๒ ก็คือเอนไวรอนเมนต์ (Environment) อี (E) ที่ ๒ ก็คือปัจจัยทางด้าน สภาพแวดล้อมและทัศนวิสัย ในส่วนนี้ก็คือผู้ที่เกี่ยวข้องในการใช้รถใช้ถนนก็ต้องดูแลเรื่อง ทัศนวิสัยด้วย รวมทั้งชุมชนเองก็ต้องมาดูแลเรื่องทัศนวิสัยด้วย กระทรวงคมนาคมเองก็ต้อง ดูแลด้วยว่าส่วนไหนถนนส่วนไหนที่ทัศนวิสัยไม่ดีก็ต้องแก้ไข ส่วนที่ ๓ คือส่วน อี (E) ที่ ๓ คือเอดูเคชัน (Education) การให้ความรู้ ความเข้าใจ อันนี้ ทุกภาคส่วนต้องเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่โรงเรียน มหาวิทยาลัย รวมทั้งสถาบันต่าง ๆ และ อี (E) ที่ ๔ ก็คือเอ็มเพาเวอร์เมนต์ (Empowerment) คือการสร้างพลังอํานาจแก่ท้องถิ่น ชุมชน และการมีส่วนร่วมจากประชาชน และอี (E) ที่ ๕ คืออีแวลูเอชัน (Evaluation) การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาไม่ให้เกิดอุบัติเหตุจราจรซ้ําซาก ซ้ําสอง มีตัวอย่างครับ เพื่อนผมที่เรียน วปอ. ด้วยกัน ปรากฏว่าไปที่ถนนแห่งหนึ่งเป็นทางโค้ง แล้วก็ฝนตก รถก็แฉลบออกทางโค้งไป แล้วก็กําลังโทรหาเพื่อนเพื่อขอความช่วยเหลือ ระหว่างที่โทรศัพท์คุยกับเพื่อนนั้นก็มีเสียงดังโครมเข้ามาแล้วก็เงียบไป ปรากฏว่ารถที่วิ่ง ตามมาเกิดเหตุเหมือนกัน แล้วก็หลุดโค้งปลิวออกนอกถนนไปทับกันในจุดเดิม ตรงนี้ละครับ เรียกว่าเกิดจากสภาพในเรื่องของถนนที่เกิดแล้ว ซ้ําแล้วซ้ําเล่า เหมือนที่ท่านผู้บัญชาการ อํานวยได้กล่าวเมื่อสักครู่นี้นะครับว่าโค้งร้อยศพ หรือถนนร้อยศพ ตรงนี้ก็คือเพื่อแก้ไขไม่ให้ มันเกิดขึ้นอีกต่อไป และตัวสุดท้ายตัวอี (E) ที่ ๖ ก็คือเอนฟอร์ซเมนต์ (Enforcement) ก็คือ ปัจจัยที่เกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายนั่นเอง การบังคับใช้กฎหมายจะต้องมีความต่อเนื่อง แล้วก็ต้องให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม การบังคับใช้กฎหมายนั้นจึงจะยั่งยืน เมื่อสมัยที่ ท่านนิกร จํานง เป็นรัฐมนตรี ผมจําได้ว่าผมเป็นผู้การจังหวัดตราด สามารถทําให้จังหวัดตราด เป็นจังหวัดที่ได้อันดับ ๑ เรื่องการรักษาวินัยจราจร ก็เพราะว่าทําให้ประชาชนในจังหวัดตราดนั้น เข้ามามีส่วนร่วมในการบังคับใช้กฎหมาย เริ่มตั้งแต่ให้นักเรียนเริ่มรณรงค์ว่าจะประกาศ วันเริ่มบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง แล้วก็เดินรณรงค์ แล้วก็ให้ประชาชนร่วมกันออกปฏิญญา ว่าต่อไปนี้จะบังคับใช้กฎหมายเรื่องหมวกกันน็อก แล้วก็ให้ประชาชนร่วมกันเป็น เจ้าหน้าที่คอยบังคับใช้กฎหมาย คือเป็นผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงาน เลยทําให้จังหวัดตราดนั้น มีความยั่งยืนในการบังคับกฎหมายที่นานที่สุดแล้วก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นจังหวัดที่มีวินัย จราจรดีมากจังหวัดหนึ่ง แล้วก็ทราบว่ามีสถิติอุบัติเหตุจราจร มีผู้เสียชีวิตน้อยที่สุดในช่วง เทศกาลต่าง ๆ แล้วก็ส่วนใหญ่จะไม่เสียชีวิตเลย เพราะฉะนั้นก็เป็นตัวอย่างอันหนึ่งที่ ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบังคับใช้กฎหมาย แล้วเกิดมีประสิทธิภาพสูงครับ
ทีนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ต้องมาร่วมดําเนินการเพื่อให้ถนนของประเทศไทยนั้น เป็นถนนที่ปลอดภัย ส่วนแรกก็คงจะเป็นสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ส่วนที่ ๒ ก็คือทหาร ส่วนที่ ๓ คือกระทรวงมหาดไทย กระทรวงมหาดไทยนั้นก็ได้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด กรมการปกครอง นายอําเภอ ผู้ใหญ่บ้าน กํานัน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วก็สมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงคมนาคม ส่วนที่ ๔ นะครับ ส่วนที่ ๕ กรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง เหตุใดกรมสรรพสามิตมาเกี่ยวข้องครับ เรื่องการ จําหน่ายสุรา ส่วนที่ ๖ กระทรวงศึกษาธิการ และทบวงมหาวิทยาลัย ส่วนที่ ๗ กรมราชทัณฑ์ และกรมควบคุมประพฤติ ตรงนี้สําคัญครับ ผู้ที่ถูกจับกุมเรื่องเมาแล้วขับ กรมราชทัณฑ์ กับกรมควบคุมประพฤตินั้นจะต้องทําการเปลี่ยนพฤติกรรมคนเหล่านี้ไม่ให้เมาแล้วขับอีก กรมประชาสัมพันธ์คงมาเกี่ยวข้องเรื่องการรณรงค์ครับ คณะกรรมการ กสทช. คงจะมาดู ในเรื่องของสื่อที่จะใช้เพื่อให้การศึกษาแล้วก็รณรงค์ให้คนนั้นมีวินัยในการจราจร อัยการก็มี ส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมที่จะใช้มาตรการทางกฎหมายให้เด็ดขาดในการสั่งฟ้อง ให้ครบถ้วน ครบประเด็นในเรื่องของประวัติของผู้กระทําผิด ไม่ใช่ว่าเมาแล้วขับซ้ําแล้วซ้ําเล่า ก็ไม่ฟ้องเพิ่มโทษอย่างนี้เป็นต้นนะครับ หรือตํารวจก็ไม่ตรวจประวัติเพื่อให้ฟ้องเพิ่มโทษ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นทุกส่วนก็ต้องมาร่วมกัน รวมถึงตุลาการและศาล ผู้พิพากษา ก็ต้องมาร่วมกันว่าทําอย่างไรถึงจะให้มาตรการทางกฎหมายนั้น คนเกรงกลัวกฎหมาย ถ้าลงโทษน้อยเกินไปคนก็ไม่เกรงกลัวกฎหมาย หรืออาจจะมีมาตรการในเรื่องของการ คุมประพฤติให้มากขึ้น ให้ยาวนานขึ้นก็อาจจะเป็นประโยชน์มากยิ่งขึ้น ก็ต้องมาหาวิธีการ ร่วมกัน และหน่วยงานที่สําคัญอีกหน่วยงานหนึ่งก็คือกระทรวงสาธารณสุข เมื่อเกิดอุบัติเหตุ แล้วทําอย่างไรจึงจะไม่เสียชีวิตครับ อันนั้นก็เป็นเรื่องสําคัญ และหน่วยงานที่มาเกี่ยวข้อง องค์กรที่มาเกี่ยวข้องก็คือสถาบันครอบครัว ชุมชน สังคม หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน และองค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหากําไร สื่อสารมวลชน โซเชียล แมส มีเดีย (Social Mass Media) แล้วก็ประชาชนทุกคนครับ ผมขอจบนําเสนอครับ
ต่อไปเป็นท่านสุดท้ายครับ ขอเชิญคุณถวิลวดี บุรีกุล ผู้อํานวยการสํานักวิจัย และพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญ ขอเชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน ถวิลวดี บุรีกุล สมาชิก หมายเลข ๖๑ นะคะ ดิฉันมีประเด็นสั้น ๆ ที่จะนําเสนอ เพราะดิฉันมีความเห็นด้วยที่จะ มีการศึกษาโดย สปท. แล้วก็เป็นข้อเสนอที่สําคัญที่จะทําให้เกิดการปฏิรูปครั้งใหญ่ของ ประเทศ เพราะว่าเรื่องของการป้องกันอุบัติเหตุที่จะเกิดขึ้นทางท้องถนนมีความสําคัญมาก เพราะฉะนั้นเรื่องของความปลอดภัยเป็นสิ่งที่พวกเราต้องช่วยกันดําเนินการให้เป็นจริง ดิฉัน เคยทําการศึกษาวิจัยเมื่อหลายปีก่อนในเรื่องของการประเมินผล เรื่องของศักยภาพในการ ป้องกันและแก้ไขปัญหาอุบัติเหตุจราจรอันเนื่องมาจากการใช้นโยบายที่มีท่านนิกร เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมที่ดูแลในเรื่องนี้ในขณะนั้นนะคะ ดิฉันได้รับ การสนับสนุนจากสํานักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ทําในนามของสถาบัน พระปกเกล้า ซึ่งมีทีมงานหลายสิบคน ทําในหลายด้าน ตั้งแต่เรื่องของการประเมินภาพรวม ในการดําเนินการ การบังคับใช้กฎหมาย หรือเรื่องของวิศวกรรม เรื่องของการให้ความรู้ การประชาสัมพันธ์ เรื่องของการพัฒนาศักยภาพของหน่วยงานต่าง ๆ รวมทั้งเจ้าหน้าที่ เรื่องของ การมีส่วนร่วม เรื่องของการประเมินผล และเรื่องของการบริการทางการแพทย์ฉุกเฉิน ซึ่งทั้งหมดนี้ ได้มีการจัดทําเป็นตัวชี้วัดที่ชัดเจนว่าอย่างไรถึงจะได้มาตรฐานนะคะ ยกตัวอย่างง่าย ๆ เช่น ในเรื่องของอีเอ็มเอส (EMS) คือเรื่องของการบริการทางการแพทย์ฉุกเฉิน มันจะมีตั้งแต่เรื่องของ หน่วยกู้ชีพเป็นอย่างไร ทํางานมีประสิทธิภาพหรือไม่ ยานพาหนะเป็นอย่างไร ศูนย์รับแจ้งเหตุ และสั่งการทํางานอย่างไร ศูนย์อุบัติเหตุทําอย่างไร คือตัวอย่างเช่น เรามีความคาดหวังว่า เมื่อเราเห็นอุบัติเหตุเราจะโทรเบอร์อะไรได้ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็น ๑๖๖๙ ๑๓๕๖ ๑๖๘๙ อะไร ไม่รู้ว่าเลขอะไรกันแน่นะคะที่จะโทร เมื่อโทรแล้วเราคาดหวังว่าจะมีผู้มารับสายเรา เมื่อมันดังกี่กริ๊งอย่างนี้เป็นต้นนะคะ มาตรฐานกี่กริ๊ง แล้วเมื่อโทรแล้วจะมีรถมาที่สถานที่ เกิดอุบัติเหตุนั้นในเวลากี่นาที แล้วรถที่มานั้นเป็นรถประเภทอะไร มีสภาพอย่างไร แล้วมีใคร มากับรถ มี บิณฑ์ บันลือฤทธิ์ หรือว่ามีแพทย์ที่ผ่านการอบรมอย่างน้อยกี่ชั่วโมง มีอุปกรณ์ อย่างไร อุปกรณ์พร้อมใช้หรือไม่ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นมาตรฐานที่จะต้องมีเช็กลิสต์ (Check list) ทั้งสิ้น เมื่อเป็นเช่นนี้ดิฉันคิดว่าเรื่องของการทําโครงการนี้มีความสําคัญ แล้วก็กรรมาธิการ ที่จะตั้งขึ้นมานี้มีความหมายอย่างมาก นอกจากนี้ในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายเป็นเรื่อง สําคัญที่ สปท. หลายท่านได้พูดกันไปแล้วนะคะ เพราะฉะนั้นเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบเรื่องยานพาหนะ เรื่องผู้ขับขี่ เรื่องเจ้าหน้าที่ เรื่องเครื่องมือ เรื่อง การดําเนินงาน หรือเรื่องของการทํางานแบบพหุภาคี อันนี้มีความสําคัญทั้งสิ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ ดิฉันได้จัดทําไว้ในเอกสารเรื่องนี้เป็นเรื่องของการประเมิน แล้วก็มาตรฐานที่สําคัญควรจะ เป็นอย่างไร แล้วก็การประเมินแม้กระทั่งคณะกรรมการที่ดูแลด้านการป้องกันและแก้ไข ปัญหาอุบัติเหตุจราจรของจังหวัดว่าทํางานเป็นอย่างไร ทํางานบูรณาการกันได้หรือไม่ แล้วเมื่อถึงเวลาที่จะต้องมาร่วมกันอํานวยการให้เกิดขึ้นนี้พวกเขาทํางานอย่างไร ครั้งหนึ่ง เคยทํางานอย่างมีประสิทธิภาพมาก อุบัติเหตุลดลง จํานวนลดลงอย่างมาก แล้วไม่กี่ปี หลังจากนั้นจํานวนอุบัติเหตุทางถนนก็เพิ่มขึ้นอย่างมากอีกเช่นเดียวกัน ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้น ดิฉันคิดว่าเราคงจะต้องมาทบทวนแล้วก็มาช่วยกันแก้ไขให้สิ่งดีกลับคืนมา นอกจากนี้ดิฉัน มองว่าพวกเรามีรายชื่อกรรมาธิการอยู่แล้ว ทําอย่างไรถึงจะให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องและ ผู้สนับสนุนได้เข้ามาเป็นที่ปรึกษาก็ได้ อย่างเช่นผู้แทนจาก สสส. เพราะว่า สสส. ได้ทํางาน ในเรื่องนี้มานานแล้วก็ให้การสนับสนุน มีทรัพยากรมากมาย ดิฉันคิดว่าเขาจะมีข้อมูลที่จะ สนับสนุนการทํางานของเราได้ ก็เลยอยากจะเสนอให้มีผู้แทนจากสํานักงานกองทุนสนับสนุน การสร้างเสริมสุขภาพมาเป็นที่ปรึกษาด้วยค่ะ ขอบพระคุณ
ท่านสมาชิกที่ได้แสดงความจํานงในการอภิปราย บัดนี้ได้ใช้สิทธิแสดงความคิดเห็น เป็นที่เรียบร้อยแล้วนะครับ ท่านผู้เสนอญัตติ เชิญครับ ท่านนิกร จํานง
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จํานง ลําดับที่ ๗๙ เนื่องจากว่าเราไม่ได้อยู่ในสภาพที่เหมือนสภาทั่วไป แล้วก็ไม่ใช่เป็นรัฐมนตรีเสนอ แต่เป็น สมาชิกเสนอ ถ้าอย่างนั้นผมคงจะด้วยความกรุณาจากท่านทั้งหลาย คงจะไม่ตอบนะครับ เพราะไม่ใช่หน้าที่ที่จะตอบ คงจะไปอธิบายความกันภายหลัง แต่ว่ามีประเด็นที่สําคัญมาก ในส่วนนี้นะครับ คือประเด็นที่เรียนแล้วว่าที่ผมไม่ตอบนี่ผมขอนิด ๆ นะครับท่านประธาน คือเกรงใจ อย่างท่านดุสิตซึ่งไปร่วมประชุมด้วย ใบขับขี่ ๕ ปีที่ว่า จากตลอดชีวิตตัดเหลือ ๕ ปี ผมเป็นคนทํา เป็นนโยบายที่ทํา เพราะว่าคน ๕ ปี ตาจะมีปัญหาตาบอดสีบ้าง เพราะฉะนั้น ถ้าคุณแน่คุณก็มาเทสต์ (Test) กันใหม่ แล้วก็มีท่านสมาชิกท่านหนึ่งได้กรุณาพูดถึงใบขับขี่ ที่ว่าอาจจะมีการเส้นกันอะไรกัน ก็อยากจะเรียนว่านั่นเป็นช่วงที่ก่อน ตอนหลังผมใช้เงิน งบประมาณจากกองทุนที่ประมูลเลขสวยนี้ทําเป็นอีเอ็กแซม (e-Exam) ก็หมายความว่า ใบขับขี่ตอนนี้สอบ ไม่ว่าใครก็บอกข้อสอบไม่ได้ เพราะว่ามันจะหมุนไปใช้อิเล็กทรอนิกส์ ใช้คอมพิวเตอร์มันจะรันไปตาม สมมุติเราตอบข้อนี้ผิดมันจะเอาข้ออื่นมาซ้อนซ้ําตรงนี้อีกที เพื่อจะได้เทสต์ (Test) เรา เพราะฉะนั้นบอกกันไม่ได้ เพราะฉะนั้นเรื่องใบขับขี่ที่ว่าเส้นกัน เป็นไปไม่ได้แล้วนะครับ เป็นนโยบายไปนะครับ แต่ประเด็นที่อยากจะเรียนว่าที่สําคัญมาก คือข้อเสนอของท่านอํานวย ด้วยความกรุณาของท่านประธาน ท่านประธานก็ได้กรุณา มีโน้ตลงมาครับว่า จะขอให้ปรับชื่อสักนิดหน่อยจะดีไหม เป็นระบบความปลอดภัย ทางการจราจร ก็ด้วยความกรุณาของท่านประธาน เป็นการที่เราอยากจะดําเนินการเพื่อให้ มันเป็นประโยชน์ จริง ๆ แล้วก็อาจจะมีความเป็นไปได้ แต่ผมอยากจะเรียนเรื่องนี้ถ้ามี กรรมาธิการขึ้นมาแล้ว ซึ่งท่านอํานวยมีชื่ออยู่แล้วก็ไปว่ากันในกรรมาธิการ แต่ผมมีข้อเสนอ นะครับ เพื่อจะแย้งประเด็นของท่านว่าจริง ๆ แล้วก็ดูเหมือนว่าสามารถจะทําได้ แต่อยากจะ นําเรียนอย่างนี้ครับว่า ถ้าเป็นเรื่องความปลอดภัยทางการจราจรทั้งหมด เรามีศูนย์ปลอดภัย คมนาคมที่กระทรวงคมนาคมอยู่แล้ว คือถ้ารวบมันจะเป็นบก น้ํา อากาศเลย ก็คือว่า เครื่องบินชนรถคงไม่ค่อยมีนะครับ แต่อย่างในกรณีรถไฟที่ท่านยกขึ้นมานี้ มันเป็น ส่วนฝ่ามือ ๒ ฝ่า รถไฟ ถนน แล้วก็รถยนต์ คือถ้ามีรถไฟมีถนนตัดก็ไม่เป็นไร ถนนก็เกี่ยว แล้วถ้าไม่มีรถยนต์แล้ว รถยนต์นี่ให้หยุดดูไฟเสียก็ไม่เป็นไร แต่ส่วนทางแยก ทางร่วม ตอนนี้ มีการพยายามจะทําแล้วของการรถไฟ แต่รถไฟก็ขาดทุนอยู่มาก มันเป็นรายละเอียด ที่ซับซ้อน แต่ก็พยายามทําอยู่ ก็คิดว่ามันก็คือทางถนนอยู่แล้วนะครับ
ส่วนประเด็นที่ท่านได้นําเสนอเรื่องเกี่ยวกับโค้งร้อยศพ ซึ่งประเด็นนี้ในทาง คมนาคมหรือทางถนนนี้เป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อนมาก ซึ่งถึงตรงนั้นหลายคนก็เชื่อกัน เราจะเห็นว่ามีตุ๊กตาแก้บนอยู่ตรงนั้นใช่ไหม มันมีอีกอย่างว่าตรงนั้นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ก็มี ก็อาจจะ เป็นได้ แต่ผมอยากจะนําเรียนว่าผมเคยแก้ปัญหาเรื่องโค้งร้อยศพ มาที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ท่านประธานคงจําได้โค้งที่มาจากวังน้อยแล้วก็เลี้ยวเข้ามาทางร่วมจากทางเหนือ จากอีสาน ที่โค้งเข้ามา ตรงนั้นตายกัน รถบัสนี่จะตายกันเยอะ ยิ่งกว่า ๑๐๐ จะเป็น ๑๐๐ กว่าศพแล้ว แล้วมีอยู่ครั้งหนึ่งคว่ําไป ผมก็ไปงานศพที่ตรงนั้นล่ะ แล้วก็คุยกันดูแล้วก็ดูแล้วมันแปลก ๆ ทําไมมันตรงนี้ทุกครั้ง เราก็มีการตรวจสอบนะครับ มีการตรวจสอบว่าในข้อเท็จจริงตรงนั้น ปรากฏว่าที่เกิดเหตุนี่ตีสี่ ประมาณตีสี่กว่า ๆ เสมอ ก็สรุปได้ว่าเป็นลักษณะของรถที่วิ่งมาจาก ภาคอีสาน ที่ท่านสมาชิกหลายท่านได้เสนอว่าที่ต่างประเทศยุโรปเขาให้ขับประมาณ ๘ ชั่วโมง แล้วก็ต้องพัก พักแล้วก็มีการเปลี่ยนคนนะครับ ของเราผมเคยทําเรื่องนี้ แต่ปรากฏว่าดักกันไป ดักกันมาไปเจอแปลก ๆ เข้าว่า รถนี่เขาเปลี่ยนคนจริง แต่สมมุติว่าจากเชียงใหม่-กรุงเทพฯ ไปเจอกันที่นครสวรรค์แล้วก็เปลี่ยนคน ก็คือเอาคนที่ขับจากเชียงใหม่ลง แล้วมาขับจาก นครสวรรค์กลับไปเชียงใหม่ หมายความเปลี่ยนคน แต่เปลี่ยนคัน ก็คือเอารถมาจอดเทียบกัน แล้วก็สลับคน ว่าได้เปลี่ยนแล้วตามข้อบังคับที่เราทํา แต่บังเอิญก็เป็นคนที่ขับคันเดิมเพื่อประหยัด ถ้าเป็นการใช้คนขับ ๒ คนต่อเส้นทางจะแพง เรื่องนี้เดี๋ยวนี้ไม่มีแล้วนะครับ อุบัติเหตุทาง สาธารณะดีขึ้นมาก ดังนั้นโค้งร้อยศพตรงนั้นที่เราแก้ อยากจะเรียนท่านประธานนิดเดียวว่า ข้อมูลที่ซับซ้อนในการแก้ปัญหาตรงนี้ ถ้าเรายิงผิดเป้านี่จะพลาดนะครับ ตรงนั้นแก้ปัญหา โดยการที่ว่าออกจากทางเหนือมาแล้วก็ง่วง แล้วตอนเช้าโค้งตรงนั้นมันเป็นโค้งบิดตัวเล็ก ๆ เขาก็ขับ แล้วก็ขับเลยโค้งไปเลยคว่ํา เราแก้โดยการที่ว่าผมสั่งการให้ทาง บขส. ไปตั้งจุด ให้รถพักมาลงชื่อที่วังน้อย พอเขาลงแล้วเราแจกกาแฟ หลังจากนั้นร้อยศพที่ว่าไม่มีอีกเลย ก็คือกินที่ว่า มาแล้วตาสว่างตอนตีสี่ครึ่ง แล้วรถก็เข้าโค้งที่วังน้อยไป โค้งร้อยศพก็หายไป ดังนั้นการค้นหาปัญหาเป็นเรื่องสําคัญมากเกี่ยวกับเรื่องอุบัติเหตุ
ประเด็นสุดท้ายเรื่องรถตู้ที่ท่านอํานวยได้ยกขึ้นเป็นเรื่องจริง เรื่อง ๑๕ ที่นั่ง นะครับ ผมค้นพบบางอย่างซึ่งก็ละเอียดเหมือนกัน ก็คือว่าได้ให้มีการศึกษาวิจัย รถตู้ สมัยที่ผมอยู่ผมไม่อนุญาตให้วิ่งต่างจังหวัดเลย เพราะว่าถ้าเกิน ๒๐๐ กิโลเมตรมันจะมีปัญหา ผมไม่เคยอนุญาต แต่ประเด็นก็คืออย่างนี้ครับ นอกจากมันไปทําลายอีโคโลจี (Ecology) ของระบบรถบัส (Bus) โดยสารแล้ว ผมเป็นรัฐมนตรีครั้งแรกผมไปประเทศเปรู เพราะ ประเทศเปรูเป็นประเทศที่ระบบขนส่งเฟล (Fail) ล้มเหลว ผมก็ไปดู ล้มเหลวเพราะมีแต่รถตู้ แล้วก็ที่ประเทศเปรูเขาพยายามจะศึกษาจากเราเพื่อจะทํารถบัส (Bus) แต่ของเรานี่กลับด้าน ของเรามีรถบัส (Bus) รถโดยสารถูกต้องอยู่แล้ว เป็นหมวด ๑ หมวด ๒ หมวด ๓ รับจาก หมู่บ้านมา แล้วจากหมู่บ้านมาอําเภอ จากอําเภอมีรถเก็บมาส่งมากรุงเทพมหานคร เขาต้องการ จะพัฒนาแบบนี้ เพราะรถตู้มันอันตรายมาก ปรากฏว่าเรากลับกลายเป็นว่าเราล้มระบบ รถบัส (Bus) ที่เรามีแล้วกลายไปเป็นรถตู้ เหตุผลที่ไม่ปลอดภัยที่ท่านอํานวยพูดถึงก็คือว่า ทําเป็น ๑๔ ที่นั่ง แล้วรถตู้ไม่ใช่เป็นรถโดยสาร
กรุณาสรุปด้วยครับ
จะเรียนท่านอํานวยนิดเดียวก็คือว่า พอคว่ํานี่ เราสังเกต เมื่อไม่กี่วันนี้ก็ตายหมดเพราะว่าออกไม่ได้ แล้วก็ที่สําคัญคืออากาศของคนที่แย่งกันในนั้น ทําให้คนขับง่วง เรื่องนี้ไม่มีใครรู้ พอง่วงแล้วก็หลับใน พอหลับในก็เสยรถสิบล้อ เพราะฉะนั้น ประเด็นเหล่านี้ต้องแก้ ประเด็นที่อยากจะเรียนว่าอาจจะยืนชื่อเดิมไว้นี่ท่านประธานครับ เราจะ เห็นว่าเล่มนี้เป็นโกลบอล สเตตัส รีพอร์ต ออน โรด เซฟตี (Global Status Report on Road Safety) เล่มนี้ที่เราทํากันเดิมเป็นของเอดีบี (ADB) เอดีบี (ADB) เองไม่ได้ทําเรื่องนี้ ผมไปบ่นเขาที่ตอนประชุมที่ประเทศจากาตาร์ บอกว่ากองทุนต่าง ๆ หรือเวิลด์แบงก์ (World Bank) แล้วก็ธนาคารอาเซียน (ASEAN Bank) ให้เงินประเทศด้อยพัฒนาแล้วไปทําถนน และไม่ได้ กําหนดวิธีโรดเซฟตี (Road Safety) ก็ทําให้คนในประเทศด้อยพัฒนาตายกันเยอะแยะหมด ตอนหลังเขาเลยมาทําร่วมกันในกลุ่มอาเซียน (ASEAN) ทําโรด เซฟตี ไกด์ไลน์ (Road Safety Guidelines) ของเอดีบี (ADB) แล้วก็ประสบความสําเร็จ เราได้ทํากลายเป็นของ อาเซียน (ASEAN) ซึ่งผมไปลงนามที่เขมรนะครับ ดังนั้นประเด็นที่อยากจะเรียนตรงนี้ว่า ขณะนี้เขามีนโยบายตรงนี้เขามีเงินสนับสนุน
ท่านนิกรครับ คือขอสรุปสั้น ๆ ท่านเสนอญัตติให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญ ซึ่งก็ไม่มีใครคัดค้านเลยนะครับ ส่วนประเด็นที่ท่านอํานวยได้เอาเป็นประเด็นในเรื่อง ความปลอดภัยทางน้ํา ไม่ใช่ทางบกนะครับ คือขอขยาย ทีนี้ในฐานะผู้เสนอ ตามข้อบังคับ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๙ ข้อ ๔๙ ถ้าท่านเห็นพ้อง ท่านก็แถลงว่าขอปรับ แต่ท่านไม่ขอแก้ไข ยังคงเดิม ก็ตอบว่า ไม่แก้ไข แค่นั้นเองนะครับ จะได้เข้าสู่การลงมติครับ
จะให้ข้อมูลว่าขอยืนตามเดิมจะได้สอดคล้องกับแผน ของโลกที่เขาใช้กันจะดีกว่าครับ นําเรียนครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณาญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูประบบความ ปลอดภัยทางถนนแล้วนะครับ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุมผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อน นะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิ เดี๋ยวรอสุภาพสตรีอีกท่านหนึ่งนะครับ มีข้างหลังด้านซ้ายอีกนะครับ กําลังล้วงกระเป๋าหยิบบัตร ใช้สิทธิกันเรียบร้อยแล้วนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จํานวนผู้เข้าประชุมนะครับ ๑๕๔ ท่าน เป็นอันว่าครบองค์ประชุม
เนื่องจากญัตติเรื่องนี้ผู้เสนอได้เสนอมาเพื่อขอให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ผมจึงต้องขอมติจากที่ประชุมว่าเห็นสมควร จะให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาหรือไม่นะครับ
(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)
ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนนะครับ ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญใช้สิทธิออกเสียงครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิไหมครับ ถ้าใช้สิทธิกันแล้วผมปิดการ ลงคะแนนครับ ขอทราบผลคะแนนครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๕๕ ท่าน เห็นด้วย ๑๕๑ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ๓ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี นะครับ
เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณา ญัตติฉบับนี้
ในการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาต้องดําเนินการตามข้อบังคับ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๙ ข้อ ๗๙ ซึ่งกําหนดให้การตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญ ให้คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเสนอรายชื่อ สมาชิกหรือบุคคลซึ่งไม่ได้เป็นสมาชิกตามจํานวนที่คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศกําหนด และให้เสนอประธานสภาแต่งตั้งประธานกรรมาธิการและตําแหน่งอื่น เพื่อให้สภาพิจารณาให้ความเห็นชอบนะครับ ในการนี้คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้พิจารณาเห็นชอบจํานวนกรรมาธิการ และรายชื่อผู้สมควร เป็นกรรมาธิการวิสามัญแล้ว และประธานสภาได้แต่งตั้งประธานกรรมาธิการวิสามัญปฏิรูป ระบบความปลอดภัยทางถนนด้วยแล้ว ขอเชิญท่านเลขาธิการอ่านรายชื่อกรรมาธิการ วิสามัญเพื่อพิจารณาญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศพิจารณาตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูประบบความปลอดภัยทางถนนครับ
รายชื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญปฏิรูประบบความปลอดภัย ทางถนน จํานวน ๒๑ คน ประกอบด้วย ๑. นายนิกร จํานง ประธานกรรมาธิการ ๒. นายวิทยา แก้วภราดัย ๓. คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ๔. พลเอก คณิต อุทิตสาร ๕. นางกอบกุล อาภากร ณ อยุธยา ๖. นางถวิลวดี บุรีกุล ๗. ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม ๘. นายชูชาติ อินสว่าง ๙. พลอากาศเอก ธีระภาพ เสนะวงษ์ ๑๐. นายทวีศักดิ์ กออนันตกูล ๑๑. นายเสรี สุวรรณภานนท์ ๑๒. พลเอก ฐิติวัจน์ กําลังเอก ๑๓. พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน ๑๔. นายวิรัช ชินวินิจกุล ๑๕. พลตํารวจเอก ไตรรัตน์ อมาตยกุล ๑๖. พันตํารวจเอก ณรัชต์ เศวตนันทน์ ๑๗. นายวิเชียร ชวลิต ๑๘. นายสนิท พรหมวงษ์ ๑๙. นายแท้จริง ศิริพานิช ๒๐. พันตํารวจโท หม่อมหลวงกิติบดี ประวิตร ๒๑. นายชัยวัฒน์ ทองคําคูณ
จะมีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ถ้าไม่มี ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบตามนี้นะครับ ท่านสมาชิกครับ สําหรับเวลา ในการพิจารณาขอปรึกษาที่ประชุมว่า เห็นสมควรให้คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา เรื่องนี้ให้แล้วเสร็จภายในกี่วันครับ ขอเชิญท่านนิกร จํานง ครับ
กราบเรียนท่านประธานครับ ขอเสนอไม่เกิน ๑๒๐ วัน ขอบพระคุณครับ
ไม่เกิน ๑๒๐ วันนะครับ มีสมาชิกเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ก็เป็นอันว่าที่ประชุมเห็นชอบให้คณะกรรมาธิการใช้เวลาในการพิจารณา ให้แล้วเสร็จภายในไม่เกิน ๑๒๐ วันนะครับ จบการพิจารณาญัตติด่วน เรื่อง ขอให้สภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูประบบความปลอดภัย ทางถนน ซึ่ง นายนิกร จํานง เป็นผู้เสนอ แล้วนะครับ
ก่อนที่จะปิดการประชุมนะครับ ขอแจ้งสมาชิกว่าในวันนี้ทาง สปท. จะเป็น เจ้าภาพร่วมในการสวดพระอภิธรรมในงานศพท่านอดีตนายกรัฐมนตรีบรรหาร ศิลปอาชา โดยมีรถที่จะออกจากสภาเวลา ๑๘.๐๐ นาฬิกา ผมจะเป็นผู้แทนนําคณะ สปท. ไปนะครับ รวมทั้งกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมืองของเราด้วย แล้วก็มีสมาชิก ท่านใดที่ประสงค์จะไปก็ขอให้ไปรถตู้ตามกําหนดหรือจะไปส่วนตัวก็ขอเชิญ แล้วก็ขอเชิญ ท่านนิกร จํานง แจ้งเวลาของการสวดพระอภิธรรมในงานศพครับ
ขออนุญาตท่านประธานนะครับ เวลาทุ่มตรงนะครับ แล้วก็จัดที่จัดทางไว้ให้ท่านสมาชิกเรียบร้อยแล้วครับ ขอบพระคุณครับ
วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุมแล้ว ขอปิดการประชุมครับ ขอบคุณครับ