กิตติ พิทักษ์นิตินันท์ หารือประเด็นการปฏิรูประบบการแพทย์แผนไทยและระบบยาสมุนไพรแห่งชาติ โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการส่งเสริมภูมิปัญญาดั้งเดิมให้เป็นส่วนหนึ่งของระบบสุขภาพชาติ สนับสนุนการพัฒนาทรัพยากรสมุนไพรเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและรองรับความต้องการของตลาดโลก โดยเฉพาะในยุโรป พร้อมเรียกร้องให้มีการปรับปรุงกฎหมาย ยกระดับการวิจัยและพัฒนา คุ้มครองสิทธิ์ในภูมิปัญญาท้องถิ่น และจัดระบบการผลิต การเข้าถึงบริการ และการควบคุมคุณภาพอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนให้กับการแพทย์แผนไทยในระยะยาว
กราบเรียนท่านประธานสภา ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกสภาที่เคารพนะครับ ผมขออนุญาตสรุปเกี่ยวกับ รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ในเรื่องการปฏิรูประบบการแพทย์แผนไทยและระบบยาสมุนไพรแห่งชาติ พร้อมร่าง พระราชบัญญัติผลิตภัณฑ์สมุนไพร พ.ศ. .... และร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองการส่งเสริม ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย (ฉบับที่..) พ.ศ. .... รายงานเรื่องนี้ก็คงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ การผสมผสานบูรณาการภูมิปัญญาดั้งเดิมไปจนถึงการวิจัยพัฒนาเพื่อให้เกิดนวัตกรรม ก็ถือว่า เป็นเรื่องที่สัมพันธ์กันทั้งระบบนะครับ เหตุที่ทางคณะทํางานได้กําหนดว่าเป็นเรื่องการปฏิรูป การแพทย์แผนไทยและระบบยาสมุนไพรแห่งชาติ เพราะเห็นว่าเรื่องการแพทย์แผนไทย และเรื่องสมุนไพรมันเป็นคนละเรื่องเดียวกันทั้ง ๒ เรื่องมีความสัมพันธ์กันมากและเชื่อว่า ถ้าเรามีการปฏิรูปและมีการพัฒนาที่ดีจะสามารถเป็นสัญลักษณ์และเป็นตัวแทนที่สื่อถึง ประเทศไทยเช่นเดียวกับสัญลักษณ์อื่น เช่น มวยไทย ต้มยํากุ้ง หรืออะไรต่าง ๆ
ความสําคัญเราก็ทราบกันดีครับว่าการแพทย์ดั้งเดิมและการแพทย์แผนไทย เป็นกระแสหลักของชุมชนและสังคมไทยมาตั้งแต่อดีต แต่ว่าตั้งแต่ที่ประเทศไทยก้าวสู่ความ เป็นรัฐชาติก็ตั้งแต่สมัยประมาณรัชกาลที่ ๔ รัชกาลที่ ๕ ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๔๗ ก็ล่วงมา ๒๑๒ ปี เราก็มีการบริหารประเทศในแนวของอารยธรรมตะวันตก ก็รับเรื่องการแพทย์แผนตะวันตก เข้ามาทําให้ตั้งแต่นั้นมาการแพทย์แผนไทยก็ถูกละเลยไปค่อนข้างมาก อันนั้นก็เป็นเรื่อง ในอดีต แต่ในปัจจุบันและในอนาคตองค์การอนามัยโลกเองก็ได้ให้ความสําคัญกับการแพทย์ ดั้งเดิมนะครับ ได้มีการกําหนดยุทธศาสตร์ขององค์การอนามัยโลกในการพัฒนาการแพทย์ ดั้งเดิมโดยเน้นการฟื้นฟูองค์ความรู้ที่เป็นของแท้ทั้งในภาคทฤษฎีและการปฏิบัติ การควบคุม ทางกฎหมายเพื่อให้มีความมั่นใจเรื่องประสิทธิภาพ คุณภาพและความปลอดภัยของระบบ การแพทย์ดั้งเดิมและที่สําคัญคือเน้นให้สนับสนุนให้อยู่ในระบบหลักประกันของชาติ
ขอสไลด์ (Slide) ต่อไป ประกอบกับในร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ก็ได้กําหนดในหมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ มาตรา ๕๕ ได้เน้นเรื่องให้มีการส่งเสริมให้มีการ พัฒนาภูมิปัญญาด้านการแพทย์แผนไทยให้เกิดประโยชน์สูงสุดนะครับ ก็เป็นแนวโน้มที่ดี ที่เราจะต้องมีการปฏิรูปและพัฒนาระบบ เพื่อให้สอดคล้องสนองเจตนารมณ์ทิศทางของโลก แล้วก็ทิศทางของรัฐธรรมนูญนะครับ
ในสถานการณ์และปัญหาที่เกิดขึ้นเราก็ทราบดีว่าปัจจุบันในเรื่องการเจ็บป่วย ได้แปรไปสู่เรื่องการเจ็บป่วยจากโรคติดต่อเป็นโรคไม่ติดต่อเรื้อรังนะครับแล้วก็มีแนวโน้ม สูงขึ้นตลอด ในอีก ๓๐ ปี ดับเบิลยูเอชโอ (WHO) ก็ได้ประมาณการว่าประชากรโลก ประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ ๔,๖๕๐ ล้านคนจะต้องทุกข์ทรมานกับโรคเรื้อรัง อย่างน้อยคนละ ๑ โรค โรคเรื้อรังทั้งหลายก็มีที่สําคัญที่เราเป็นปัญหาของประเทศเรา ปัจจุบัน คือโรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคทางเดินหายใจ โรคเบาหวาน แล้วก็โรคหลอดเลือด ทางสมอง ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เชื่อว่าการแพทย์แผนไทยจะสามารถช่วยดูแลรักษาในเบื้องต้นได้
อีกประการหนึ่งพวกเราก็ทราบว่าประชากรผู้สูงอายุในประเทศไทยสูงขึ้น ประมาณการของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติกําหนดอีก ๑๐ ปี เราจะมีผู้สูงอายุ สูงเป็น ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ในแนวโน้มของโลกก็จะพบว่าผู้สูงอายุในประเทศไทยมีเพิ่มขึ้น อย่างเร็วเกินคาดจากค่าเฉลี่ยของโลกนะครับ ในอีก ๓๐ ปี เราจะเพิ่มเป็น ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้นปัจจุบันแนวโน้มผู้สูงอายุในประเทศไทยก็ตามญี่ปุ่นไปที่สูงขึ้นในระยะก่อนหน้าเรา นะครับแล้วก็สูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกอยู่เท่าตัวเหมือนกัน อันนี้ก็เป็นประเด็นที่สะท้อน เพราะว่าผู้สูงอายุสิ่งที่เป็นปัญหาก็คือโรคจากความเสื่อมของผู้สูงอายุ ซึ่งทําให้เราต้องพึ่งพิง ยาตามแนวแผนตะวันตก ทําให้ประเทศเราต้องพึ่งพิงยาจากต่างประเทศทั้งหมด แล้วก็การที่ เราใช้แพทย์แผนตะวันตกเป็นหลักในปัจจุบันทําให้เทคโนโลยีด้านการรักษาเรามีมูลค่า สูงมาก
ไปดูค่าใช้จ่ายนะครับ ปัจจุบันเรามีค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพประมาณ ๖.๔๘ ของจีดีพี (GDP) ในเส้นกราฟ (Graph) สีเขียวนะครับ ในเส้นกราฟ (Graph) สีชมพูจะเป็น ค่ายาประมาณ ๓.๐ ของจีดีพี (GDP) เส้นสีฟ้าจะเป็นตัวแสดงว่าสัดส่วนค่ายาต่อค่าใช้จ่าย ด้านสุขภาพตอนนี้เราสูงเกือบครึ่งหนึ่งคือประมาณ ๔๖.๓๙ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็แนวโน้มของ ค่าใช้จ่ายสูงขึ้นตลอด จะเห็นว่า ๒๕ ปีที่ผ่านมาจีดีพี (GDP) ของเราโตขึ้นประมาณ ๙.๘ เปอร์เซ็นต์ แต่ค่าใช้จ่ายด้านยาและสุขภาพเราโตขึ้นประมาณ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงกว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจ
สําหรับโอกาสของเรา ประเทศเราในเรื่องเกี่ยวกับสมุนไพร จะเห็นว่ากราฟ (Graph) นี้แสดง ในปัจจุบันสมุนไพรมีสัดส่วนประมาณ ๘.๗ เปอร์เซ็นต์ของตลาดยาของโลก ก็ประมาณ ๑๐๐ มิลเลียน (Million) ในส่วนที่เป็นสภาพตลาดโลกด้านสมุนไพร เราจะพบว่า ยุโรปเป็นตลาดที่ค่อนข้างใหญ่ จะเห็นว่าในกราฟ (Graph) แนวตั้งเป็นความต้องการในแต่ละ พื้นที่ภูมิภาคของโลก ยุโรปจะสูงสุดประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด แนวนอนจะเป็น เรื่องเกี่ยวกับทรัพยากรที่มี ประเทศไทยจะค่อนข้างใกล้ชิดกับแนวนอนไปทางด้านขวา แปลว่าประเทศไทยมีศักยภาพที่มีทรัพยากรเยอะ ในขณะที่พื้นที่ภูมิภาคต่าง ๆ ของโลก มีความต้องการใช้ทรัพยากรนี้ ฉะนั้นประเด็นของเราคือทําอย่างไรให้เราสามารถวิจัยพัฒนา ทรัพยากรของเราเพื่อป้อนสู่ตลาดโลกอันนี้นะครับ
มาดูในมูลค่าการใช้สมุนไพรของประเทศไทย จะเห็นว่าปัจจุบันเรามีมูลค่า ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ส่วนใหญ่จะเป็นผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับด้านเสริมอาหาร เสริมสุขภาพทั้งหลาย กราฟ (Graph) สีแดงประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ๘๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นส่วนที่เป็นยาแผนไทยและแผนโบราณประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็อีกส่วนหนึ่ง เป็นของสปา (Spa) ประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท จะเห็นว่าในปัจจุบันเราก็มีการใช้และ การส่งออกเกี่ยวกับสมุนไพรค่อนข้างสูงพอสมควร ถ้าเราสามารถพัฒนาได้มากขึ้นเราก็ ตอบสนองต่อตลาดโลกได้มากขึ้นนะครับ
สภาพปัญหาของประเทศไทย เราจะเห็นว่าสถานการณ์และสภาพปัญหา
ประเด็นที่ ๑ ปัจจุบันการผลักดันเชิงนโยบายการแพทย์แผนไทยเข้าสู่ระบบ สุขภาพตามแนวคิดของดับเบิลยูเอชโอ (WHO) เรายังทําให้เกิดผลได้ไม่เป็นรูปธรรม เท่าที่ควร จะพบว่าปัจจุบันถึงแม้จะมีการส่งเสริมเกี่ยวกับการแพทย์แผนไทยในปัจจุบัน ค่อนข้างมากขึ้นจากอดีตนะครับ แต่ว่าการเข้ารับบริการของประชาชนไทยปัจจุบันในผู้ป่วยนอก ทั้งหมดจะมีคนเข้ารับบริการการแพทย์แผนไทยเพียงประมาณ ๑๗.๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง หรือประมาณ ๔๐๐ ล้านครั้งจากการให้บริการผู้ป่วยนอกทั้งหมด ๒๑๕.๓ ล้านครั้ง แล้วก็ อีกประเด็นหนึ่งคือ การให้บริการการแพทย์แผนไทยถ้าดูในภาพของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งเป็นภาพใหญ่ ปัจจุบันก็ให้บริการการแพทย์แผนไทยได้เพียง ๖๑ เปอร์เซ็นต์จากโรงพยาบาล ทั้งหมด ๘๙๖ แห่ง ก็ประมาณครึ่งหนึ่งนะครับ
ประเด็นที่ ๒ ในส่วนขององค์ความรู้การแพทย์แผนไทยที่เป็นปัญหา ขาดการ ฟื้นฟูและพัฒนาอย่างเป็นระบบ เราก็ทราบแล้วว่าเราทอดทิ้งเรื่องการแพทย์แผนไทย มา ๒๐๐ กว่าปี องค์ความรู้ ตําราต่าง ๆ มีการสูญหายขาดแคลนไปเยอะ อาจารย์ผู้ถ่ายทอด วิชาก็เริ่มล้มหายตายจาก แล้วก็การศึกษาถ่ายทอดส่วนใหญ่ที่ผ่านมาเป็นลักษณะบุคคล จากบุคคล จากอาจารย์สู่ศิษย์ เราเพิ่งมีการจัดระบบการศึกษาตามแผนในระบบการศึกษา แบบปัจจุบันเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา อันนี้ก็เป็นประเด็นปัญหาหนึ่ง
ประเด็นที่ ๓ การขาดแคลนบุคลากรด้านการแพทย์แผนไทย ปัจจุบันเรามี แพทย์แผนไทยประมาณ ๑ ต่อ ๒๐,๐๐๐ ประชากร ถ้าเทียบกับบุคลากรทางด้านการแพทย์ ด้านอื่นก็ยังขาดแคลนมาก ถ้าเทียบความต้องการในปัจจุบันอาจจะต้องการประมาณเกือบ ๑๐,๐๐๐ คน ก็เป็นสิ่งที่เราต้องวางระบบที่จะจัดสรรทรัพยากรอย่างไรนะครับ
ประเด็นที่ ๔ คือการละเมิดภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรไทย ปัจจุบันการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ในการค้นหายาใหม่ เราก็ทราบว่ายาใหม่ เกิดขึ้นน้อยมากที่จากการคิดค้นเพื่อให้เกิดสารเคมีใหม่ ฉะนั้นก็มีแนวโน้มที่จะส่วนใหญ่ จะพัฒนาจากสมุนไพรขึ้นไปนะครับ อันนี้เราก็เห็นหลายตัวที่ประเทศเรามีสมุนไพรเรา แล้วก็ ต่างประเทศสามารถเอาไปวิจัยพัฒนาต่อยอด แล้วก็จดเป็นสิทธิบัตรของตัวเองไป ที่ผ่านมา ก็มีหลายรายการนะครับ อย่างเช่นเต้าน้อย กวาวเครือขาว ล่าสุดที่เราเป็นข่าวว่าประเทศญี่ปุ่น ก็จดสิทธิบัตรเรื่องใบกระท่อม แล้วต่อไปก็คงเป็นกัญชาอะไรต่าง ๆ ซึ่งพวกนี้ก็เป็นประเด็น ที่เราเองจะต้องมีการตื่นตัวที่จะพัฒนาส่วนที่เป็นของเราขึ้นไปเพื่อเป็นสิทธิของพวกเรานะครับ
ประเด็นที่ ๕ คือเรื่องการผ่านระบบการจัดการฐานข้อมูลภูมิปัญญาการแพทย์ แผนไทย เรามีข้อมูลภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยอยู่เยอะมาก แต่ขาดการจัดการ เก็บรวบรวม ที่เป็นระบบ รวมถึงการที่จะถ่ายทอด หรือว่าใช้ระบบเทคโนโลยีที่สามารถรวบรวมให้เกิด ประสิทธิภาพต่อเนื่องกัน
ประเด็นที่ ๖ คือสมุนไพรหลายชนิด ปัจจุบันเราขาดแคลน ถึงแม้เราบอกว่า เรายังไม่ได้ส่งเสริมมากนัก ประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพ แต่ว่าหลายอย่าง ที่เราต้องใช้ในการเตรียมยา และผลิตยาว่าผลิตภัณฑ์อื่นเราก็ขาดแคลนที่จะต้องนําเข้า จากต่างประเทศ ขาดแคลนทั้งเรื่องการจัดการวัตถุดิบ สมุนไพรอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ วิธีการปลูกที่ถูกต้องเหมาะสมนะครับ วิธีการแปรรูป การควบคุมคุณภาพ การผลิตเป็นยา และเครื่องสําอาง แล้วก็หลายรายการที่เราต้องนําเข้าจากประเทศอินเดีย ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศจีนต่าง ๆ เช่น ขมิ้นชันอย่างที่พวกเราทราบ ประเทศไทยก็ใช้เยอะมาก แต่เราก็ต้อง นําเข้าเหมือนกัน ไพร มะขามป้อม รากหญ้าคา ข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้ โกศต่าง ๆ เป็นต้น อีกประเด็นหนึ่งที่สื่อ ก็คือพื้นที่เพาะปลูกสมุนไพรเพื่อการค้าในประเทศเราที่มีการสํารวจ ก็มีการลดลงจากปี ๒๕๕๖ เรามีประมาณ ๔๐,๐๐๐ กว่าไร่ ปัจจุบันปี ๒๕๕๗ ที่สํารวจ ก็มีเหลืออยู่ประมาณ ๓๐,๐๐๐ กว่าไร่นะครับ อันนี้ก็เป็นแนวโน้มที่จะทําให้รู้สึกว่าเราไม่มี ระบบในการจัดการที่ดีพอ
ประเด็นที่ ๗ คือการขาดการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาทิศทางอย่างเป็น ระบบ ขาดการวิจัยพัฒนาเพื่อที่จะนําสมุนไพรต่อยอดมาแก้ปัญหาด้านสุขภาพ เราทราบว่า เป้าหมายหลักเราคือ โรคเรื้อรังทั้ง ๖-๗ โรค แต่ว่าเรายังไม่มีเป้าหมายที่จะพัฒนายาเพื่อมา แก้ไขปัญหานี้โดยตรงนะครับ ขาดการนําผลการวิจัยขยายผลสู่การพัฒนาด้านอุตสาหกรรม อันนี้ก็เป็นประเด็นหลักของเรา
ประเด็นที่ ๘ เป็นเรื่องอุตสาหกรรมยาและสมุนไพรไทยยังขาดศักยภาพ ในการแข่งขัน เพราะว่าเราผ่านการพัฒนาเทคโนโลยีแต่ด้านอุตสาหกรรมนะครับ และที่สําคัญ คือปัจจุบันการใช้สมุนไพรในบ้านเราถึงแม้มีการส่งเสริมก็ยังใช้ได้น้อยอยู่ ประมาณเพียง ๑๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ที่เข้ารับบริการ ฉะนั้นถ้าสามารถขยายการใช้ อุตสาหกรรมก็จะมีความ คุ้มทุนในการที่จะพัฒนาต่อเนื่องในเรื่องนี้ เราขาดเครื่องมือต่าง ๆ ที่จะใช้ในการพัฒนา ยังต้องพึ่งพาจากต่างประเทศและขาดเทคโนโลยีที่สําคัญ
ประเด็นที่ ๙ คงเป็นเรื่องกฎหมายที่ใช้ในการควบคุมกํากับยังไม่เอื้ออํานวย นะครับ ของเรามีอุปสรรคด้านกฎหมายในเรื่องการขอขึ้นทะเบียน การกําหนดสรรพคุณ เพื่อการผลิตและการขายส่งออก ซึ่งหลายท่านอาจจะเจอปัญหาว่า การขอขึ้นทะเบียน ที่เกี่ยวข้องกับสมุนไพรในแต่ละรายการใช้เวลานานมาก อันนี้ก็เป็นปัญหาอุปสรรค สิ่งที่ เป็นปัญหาเนื่องจากว่าปัจจุบันประเทศไทยเรามีเพียงกฎหมายอาหาร ส่วนไหนเป็นอาหาร มันก็จะใช้กฎหมายอาหารง่าย ส่วนไหนที่พอเริ่มพัฒนาเป็นยาเพื่อจะมีสรรพคุณที่จะกําหนด ก็ไปใช้กฎหมายยา ซึ่งกฎหมายยาเจตนาแต่ดั้งเดิมก็จะใช้ในการที่จะขึ้นและอนุญาต พวกยาแผนปัจจุบัน ซึ่งเป็นสารเคมีผลิตใหม่ ฉะนั้นเรื่องความปลอดภัย เรื่องประสิทธิภาพ คุณภาพทั้งหลายก็เลยเข้มงวดมาก ฉะนั้นสมุนไพรไทยก็เลยอาจจะเกิดปัญหาในการ ขึ้นทะเบียนพอสมควรนะครับ อีกประเด็นหนึ่งก็คงเป็นปัญหากฎหมายเกี่ยวกับการคุ้มครอง ภูมิปัญญาประเภทการแพทย์แผนไทย ถึงแม้เราจะมีกฎหมายเดิมที่ใช้อยู่ แต่ที่ผ่านมา จากประสบการณ์ก็ยังไม่สามารถคุ้มครองภูมิปัญญาเราได้ชัดเจนก็คงมีการปรับปรุงแก้ไข
ประเด็นที่ ๑๐ ปัญหาอีกประเด็นหนึ่งเกี่ยวกับด้านสมุนไพรในปัจจุบันที่เรา เห็นกันอยู่มากมายก็คือผลิตสมุนไพรปลอม ปลอมขึ้นมาเพื่อจําหน่าย มีการปลอมปน สารสเตียรอยด์ (Steroid) อะไรทั้งหลายเพื่อให้มีความชะงักในการรักษา ในยาลูกกลอน ยาน้ําสมุนไพรต่าง ๆ มีการโฆษณาอันเป็นเท็จหรือโฆษณาชวนเชื่อมาก โดยเฉพาะในทีวี (TV) ดาวเทียมทั้งหลาย ก็เป็นประเด็นปัญหาที่ในทางลบเกี่ยวกับด้านสมุนไพรที่เราพบ ในปัจจุบัน
ฉะนั้นในหลักการวัตถุประสงค์หลักในเรื่องการพัฒนาการแพทย์แผนไทย และสมุนไพรที่คณะทํางานได้ดําเนินการก็คงเน้นเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับระบบบริการ การแพทย์แผนไทยและสมุนไพร โดยพยายามพัฒนาการแพทย์แผนไทยที่มีประสิทธิภาพ ความมั่นคงในระบบยาของประเทศเรา ที่เราจะสามารถพึ่งตนเอง ทดแทนการแพทย์ แผนปัจจุบัน และได้รับการคุ้มครองให้เป็นมรดกของชาติ ๒. คือเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับเศรษฐกิจไทย จากการพัฒนาสมุนไพรตามแนวเศรษฐกิจ สร้างสรรค์ ๓. เพื่อสร้างความยั่งยืนของระบบการบริหารจัดการด้านการแพทย์แผนไทย และระบบยาสมุนไพร
ฉะนั้นเราก็กําหนดยุทธศาสตร์การปฏิรูปไว้ ๓ ส่วน คือสร้างความมั่นคง สร้างความมั่งคั่ง และสร้างความยั่งยืน ความมั่นคง ก็คงเน้นปฏิรูประบบการแพทย์แผนไทย ให้เป็นการแพทย์หลักของบ้านเราอีกสาขาหนึ่ง และเป็นการรักษาบริการหลักในระดับ ปฐมภูมิให้ได้ ความมั่งคั่งก็คงเน้นการพัฒนาสมุนไพรตามแนวเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้เป็น มูลค่าเพิ่มของประเทศ แล้วก็ความยั่งยืนคือการปฏิรูปเชิงโครงสร้างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งหลายให้สามารถตอบสนองในการพัฒนาระบบการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร ของประเทศ เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมาย สําหรับรายละเอียดการปฏิรูป จะขออนุญาต ท่านประธานเรียนเชิญนายแพทย์ธวัชชัย กมลธรรม อดีตอธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์ แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เป็นผู้นําเสนอต่อครับ