สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๑ · ๒ พฤษภาคม ๒๕๕๙

ผู้พูดหลายคนหารือเกี่ยวกับการปฏิรูปการแพทย์แผนไทยและสมุนไพร โดยมีแนวทางที่ครอบคลุมหลายด้าน เช่น การปฏิรูปการแพทย์แผนไทยทั้งระบบ การปฏิรูปอุตสาหกรรมการตลาดยาสมุนไพร การคุ้มครองภูมิปัญญาไทย การสร้างมาตรฐานสมุนไพร และการตลาดสินค้าไทย โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างความมั่นคง ความมั่งคั่ง และความยั่งยืนให้กับประเทศชาติ

ผู้ช่วยศาตราจารย์ พิเศษ

ธวัชชัย กมลธรรม (ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ) : กราบเรียนท่านประธานและสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทุกท่านนะครับ กระผม นายแพทย์ธวัชชัย ขอนําเสนอในส่วนที่เป็นแนวทางการปฏิรูป จากปัญหาต่าง ๆ ที่ท่านกิตติ กรรมาธิการได้นําเสนอไปแล้วนะครับ ผมขอเสนอแนวทางในการปฏิรูปการแพทย์แผนไทย ๓ ด้าน ประเด็นที่ ๑ ก็คือการปฏิรูปการแพทย์แผนไทยทั้งระบบ ประเด็นที่ ๒ เป็นการปฏิรูป เรื่องระบบอุตสาหกรรมยาสมุนไพร ประเด็นที่ ๓ จะเป็นเรื่องของการปฏิรูประบบบริหาร จัดการด้านการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรนะครับ

ประเด็นที่ ๑ ประเด็นการปฏิรูปการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรนั้นจะเน้น ในเรื่อง

๑. การปฏิรูประบบบริการการแพทย์แผนไทยให้คู่ขนานกับการแพทย์ แผนปัจจุบัน โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างความครอบคลุมบริการการแพทย์แผนไทยให้ทั่ว ทุกโรงพยาบาลทั่วประเทศ โดยจะทําให้ประชาชนสามารถจะเข้าถึงบริการการแพทย์แผนไทย และใช้แพทย์ที่มีอยู่กระจัดกระจายกัน แพทย์แผนไทยที่มีอยู่ได้ช่วยดูแลแบ่งเบาภาระจาก แพทย์แผนปัจจุบันซึ่งมีอยู่มากมายอยู่แล้ว

๒. จะเน้นในเรื่องของการปฏิรูปการคุ้มครองภูมิปัญญาเพื่อเป็นมรดกไทย มรดกโลกนะครับ ซึ่งจากที่เรามีแพทย์แผนไทย แพทย์พื้นบ้าน ซึ่งอายุมากแล้วก็กําลังจะ เสียชีวิตไปก็จํานวนมากนะครับ ก็จําเป็นจะต้องมีการสังคายนาองค์ความรู้ แล้วก็นํามาบรรจุไว้ ในศิลาจารึกแหล่งที่ ๓ ที่เป็นดิจิทัล (Digital) ก็คือฐานข้อมูลของการแพทย์แผนไทยแล้วก็ สมุนไพรทั้งหมดรวมเป็นที่เดียวกัน แล้วก็ถ่ายทอดปฏิวัติออกมาเป็นในรูปภาษาไทยที่เข้าใจได้ แล้วก็สามารถที่จะนําไปแปลเป็นภาษาต่างประเทศ แล้วก็ใส่รหัสคีย์เวิร์ด (Keyword) ที่สามารถที่จะค้นหาได้

๓. จะเป็นเรื่องของการศึกษาการแพทย์แผนไทย จากการศึกษาเพื่อจะสร้าง แพทย์แผนไทย ซึ่งเราก็ได้รับการถูกตอบกลับมาว่ายังมีคุณภาพที่ยังต้องปรับปรุง เพราะฉะนั้น ในส่วนที่สิ่งที่เราจะต้องปฏิรูปก็คือเรื่องการศึกษาทั้งหมด ทั้งด้านคุณภาพแล้วก็ปริมาณนะครับ

สําหรับภูมิปัญญาจากเดิมที่เรามีอยู่แล้วจะต้องถูกรวบรวมเป็น ๒ เชน (Chain) ด้วยกันก็คือ ในเรื่องของการที่ไปสู่การนําไปใช้บริการทางการแพทย์แผนไทย แล้วก็สมุนไพร ต่าง ๆ ที่จะนํามาสู่การวิจัย แล้วก็แปรรูปให้มีคุณค่าเพิ่มขึ้นทางเศรษฐกิจนะครับ โดยจะไปเน้น ในการใช้บริการ ซึ่งสุดท้ายจะตกอยู่กับประชาชนในการที่จะได้รับประโยชน์ตรงนี้ แล้วก็ ทําให้ประเทศไทยนั้นจะได้เป็นเวลเนสฮับ (Wellness Hub) แล้วก็เป็น ไทย เทรดดิชันนัล เมดิคัล ฮับ (Thai Traditional Medical Hub) ของโลกนะครับ

สําหรับในด้านบริการนั้นอย่างที่เราทราบว่าเรายังมีการให้บริการเพียง ร้อยละ ๑๗ ซึ่งเป็นจํานวน ๔๐ ล้านครั้งจากประมาณ ๒๐๐ ล้านครั้งของการมารักษา ที่ผู้ป่วยนอกนะครับ เราคาดว่าเราจะให้มีการบริการที่ครอบคลุมและเพิ่มขึ้นในทุก โรงพยาบาลทั่วประเทศประมาณ ๑,๐๐๐ แห่ง แล้วก็ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบล อีกประมาณ ๑๐,๐๐๐ แห่งในระยะเวลาประมาณอีก ๒-๓ ปีข้างหน้า แล้วก็ในส่วนของ ค่าใช้จ่ายสุขภาพก็ควรจะได้มีการทดแทนด้วยการใช้สมุนไพร โดยเน้นการวิจัยสมุนไพร ที่มีคุณภาพแล้วก็มีประสิทธิภาพ มีความปลอดภัยที่จะมาใช้ทดแทนยาแผนปัจจุบันหรือว่า เสริมการรักษาที่ยังไม่เพียงพอสําหรับในกลุ่มของผู้ป่วยเรื้อรัง โรคมะเร็ง แล้วก็โรคอื่น ๆ นะครับ โดยจะเน้นในการรักษาที่ลดการใช้ยาลงเพื่อจะลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพลง แล้วก็ เน้นการแพทย์แผนไทยที่เป็นแพทย์หลักทางด้านปฐมภูมิ คือประชาชนคนไทยควรจะได้รับ การดูแลตัวเองก่อนโดยใช้สมุนไพร แล้วก็ไปใช้แพทย์แผนไทยในการดูแลเบื้องต้น และเมื่อ ไม่ดีขึ้นถึงจะไปหาหมอ ไปโรงพยาบาลนะครับ ซึ่งก็จะลดการแออัดได้ด้วย แล้วก็จะทําให้ ประชาชนดูแลตนเองได้มากขึ้นนะครับ อันนี้ก็จะใช้ภูมิปัญญาที่มีอยู่ดั้งเดิมของเรานั้น นํากลับมาอีกครั้งหนึ่งนะครับ แล้วก็ในส่วนของสมุนไพร ยกตัวอย่างเช่นจันทน์ลีลาซึ่งก็ มีฤทธิ์ในการลดไข้แทนยาพาราเซตามอล (Paracetamol) ได้นะครับ สหัสธารา ในงานวิจัย ก็พบว่ามีฤทธิ์ต้านอักเสบ แก้ปวดข้อ เทียบเท่ากับโวลทาเรน (Voltaren) ส่วนขมิ้นชันเองนั้น เป็นยากระเพาะที่ดีที่สุด ขณะนี้เรานํามาทดแทนการรักษาโรคกระเพาะ โรคกรดไหลย้อน ท้องอืด ท้องเฟ้ออะไรต่าง ๆ นี้ได้ดีมากนะครับ เสลดพังพอนก็มาทําเป็นกลีเซอรีน (Glycerin) รักษาแผลในปาก ส่วนฟ้าทะลายโจรนั้นก็เป็นยาแรกสําหรับเวลาเจ็บป่วยเป็นไข้หวัดนะครับ

สําหรับเรื่องการคุ้มครองภูมิปัญญานั้นเราก็พบว่าภูมิปัญญาที่กําลังจะ สูญหาย เราก็พยายามที่จะทําการจัดการองค์ความรู้ แล้วก็รวบรวมมาไว้ในที่เดียวกันนะครับ แล้วก็ถ่ายทอด สังคายนา เก็บเป็นฐานข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นฐานข้อมูลด้านตํารับตําราต่าง ๆ เรื่องสมุนไพร รวมทั้งบุคลากรที่มีอยู่กระจัดกระจายทั่วประเทศด้วยนะครับ แล้วก็จัดทํา มาตรฐานตําราแพทย์แผนไทย ซึ่งขณะนี้พบว่ายังเป็นตํารับที่ยังมีการสังคายนามาหลายครั้ง ในแต่ละรัชกาลนะครับ ตั้งแต่รัชกาลที่ ๑ รัชกาลที่ ๒ รัชกาลที่ ๓ รัชกาลที่ ๔ รัชกาลที่ ๕ จนกระทั่งมีตํารับตํารามากมายนะครับ แต่ว่าหลายตํารับก็สูญหายไปตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เสียเมือง แล้วก็เราก็ได้ถูกเผาไปจํานวนมากนะครับ ความรู้ต่าง ๆ ก็ได้สูญหายไปจํานวนมาก เพราะฉะนั้นก็จะต้องมีการเก็บรวบรวม แล้วก็มีการสังคายนานะครับ

สําหรับด้านการศึกษา ในการศึกษานั้นคือเราไม่มีการรวบรวมองค์ความรู้เดิมว่า อันไหนที่เป็นของจริง ที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นจําเป็นจะต้องมีการสังคายนา แล้วก็พัฒนาหลักสูตร การศึกษาใหม่ทั้งหมด ซึ่งที่มีอยู่นี้ก็อาจจะไม่เพียงพอที่จะทําให้เข้ามาเป็นแพทย์แผนไทยได้ นะครับ แล้วก็ในส่วนตํารานวดอะไรต่าง ๆ ก็ทําให้เป็นมาตรฐานขึ้น แล้วก็สร้างความรอบรู้ ให้กับประชาชนในการที่จะดูแลตนเองมากขึ้น รวมทั้งสร้างแพทย์แผนปัจจุบันที่จะไปช่วยกัน ศึกษาวิจัยงานแพทย์แผนไทยต่อนะครับ รวมทั้งเภสัชกร ซึ่งปัจจุบันนี้เรามีเภสัชกรที่ให้ ความสนใจกับเรื่องของสมุนไพรต่าง ๆ ลดลง ก็จําเป็นจะต้องมีเภสัชกรสมุนไพรขึ้นนะครับ จากภูมิปัญญาดังกล่าวก็จะนําไปสู่การสร้างเศรษฐกิจในเชิงของครีเอทิฟอีโคโนมี (Creative Economy)

ประเด็นที่ ๒ การปฏิรูปยาสมุนไพรนะครับ ในส่วนของอุตสาหกรรมจะต้อง มีการปฏิรูปอุตสาหกรรมการตลาดทั้งหมดนะครับ เช่นการแปรรูป การส่งเสริมการผลิตที่มี มาตรฐานแล้วก็สร้างคุณค่าสมุนไพรให้เป็นผลิตภัณฑ์ของชาติ รวมทั้งมีการวิจัยและพัฒนา ยาสมุนไพรที่เป็นรูปแบบใหม่ให้เกิดแนวทางที่จะนําไปใช้ประโยชน์ได้ตรง แล้วก็เร็ว แล้วก็คุ้มค่า ทางเศรษฐกิจนะครับ จะเห็นว่าทุกวันนี้สมุนไพรที่เราใช้อยู่คือเรานําเข้าจากต่างประเทศ นะครับ เป็นส่วนหนึ่งประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นที่น่าตกใจคือว่าเป็นสมุนไพรเป็นยาไทย นะครับ แต่ต้องสั่งสมุนไพรจากต่างประเทศ เหตุผลก็เพราะว่าเกษตรกรนั้นปลูกแล้วไม่รู้จะไปขายใคร แล้วคนที่อยากจะใช้เวลาจะซื้อจริง ก็ไม่รู้จะไปซื้อที่ไหนก็ซื้อจากยี่ปั๊ว เพราะฉะนั้นยี่ปั๊วก็ซื้อจากต่างประเทศก็ง่ายดีนะครับ สั่งเข้ามาแล้วเราก็ไม่รู้ว่าเป็นของจริงหรือเปล่า รวมทั้งของที่เอาไปใช้ เนื่องจากไม่รู้ว่า มีคุณภาพดีแค่ไหนด้วย เพราะฉะนั้นปัจจุบันยาสมุนไพรก็ยังไม่เป็นที่น่าเชื่อถือ อันนี้เราต้อง สร้างความเชื่อถือด้วยการปลูกสมุนไพร แล้วก็มีการแปรรูปผลผลิตในลักษณะของการที่ ประเทศไทยเองนั้นมีการปลูก แต่ว่าไม่รู้จะเอาไปแปรรูปที่ไหนนะครับ ถ้าปลูกจํานวนมาก ก็คือว่าต้องทิ้งไปหรือว่าจะปล่อยให้มันเน่าไปกับดิน เพราะฉะนั้นเราจําเป็นจะต้องมีโรงสี สมุนไพร หรือเรียกว่ามีโรงที่จะต้องแปรรูป รับซื้อแล้วก็แปรรูป ซึ่งโรงงานแปรรูปนั้นจะ สามารถส่งออกในรูปของวัตถุดิบหรืออาจจะเป็นสารสกัด แล้วก็ส่งต่อให้กับยี่ปั๊วเพื่อที่จะไป ส่งต่อให้กับโรงงานในการผลิต อันนี้เป็นการแก้ปัญหาแวลูเชน (Value Chain) ของสมุนไพร ซึ่งขาดหายไปในประเทศไทย แล้วโรงงานต่าง ๆ ก็ต้องมีการปรับปรุงเรื่องคุณภาพ เพราะ วันนี้คุณภาพของโรงงานอุตสาหกรรมยามีเป็นพัน ๆ โรงนะครับ แต่ว่าที่มีคุณภาพมาตรฐาน จริง ๆ มีไม่ถึง ๑๐๐ โรงนะครับ ที่เหลือก็เป็นเหล่าเต๊งบ้าง เป็นใต้ถุนบ้างอะไรบ้าง ซึ่งตรงนี้ ก็จําเป็นจะต้องมีการกําหนดมาตรฐาน แล้วก็ปรับปรุงคุณภาพให้ได้เป็นมาตรฐาน

เรื่องการตลาดก็เช่นกัน ผมคิดว่าประเทศไทยคงจะต้องสนับสนุนเรื่องการ กระจายสินค้า แล้วก็ต้องมีตลาดกลาง ทั้งวัตถุดิบ แล้วก็ต้องมีเรื่องของการสร้างแบรนดิง (Branding) อย่างที่เรานําไปจําหน่ายที่ตลาดนายกรัฐมนตรี หรือคลองผดุงกรุงเกษมเราก็ สร้างให้คนต่างประเทศได้รู้จักสินค้าไทยเราได้อย่างมาก จะต้องมีการกระจายสินค้าไปตาม ตลาดต่าง ๆ นี้มากขึ้น

นอกจากนั้นแล้วในการที่เราจะต้องเร่งในการจัดทํามาตรฐานตํารับยาสมุนไพร ในรูปของโมโนกราฟ (Monograph) ซึ่งตัวฟาร์มาโคเปีย (Pharmacopoeia) ที่เราใช้อยู่ทุกวันนี้ เรามีอยู่แค่ไม่ถึง ๑๐๐ ตัว ขณะที่เรามีสมุนไพรเป็นหมื่น ๆ ตัว แล้วก็ตลอดระยะเวลา เป็นหลายสิบปีที่ผ่านมา เราไม่ได้มีตัวเลขตรงนี้เพิ่มขึ้นเลย ขณะที่ต่างประเทศโดยเฉพาะอินเดีย เขาก็เริ่มจดทะเบียน มีการทําโมโนกราฟ (Monograph) สมุนไพรแล้วก็ดึงทางอเมริกามาทํา ยูเอสพี (USP) ทําอะไรต่าง ๆ ซึ่งประเทศไทยเองนั้นล้าหลังมากในเรื่องของการจัดทําเรื่อง โมโนกราฟ (Monograph) ของสมุนไพรนะครับ

ในการวิจัยก็เช่นกันเรามีงานวิจัยมากมาย แต่ว่าเสร็จการวิจัยก็ขึ้นหิ้งไว้ ไม่สามารถจะนําไปสู่การใช้ประโยชน์ได้ เพราะฉะนั้นในกระบวนการที่เราจะทําก็คือการรวมตัวกัน ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แล้วก็งบประมาณต่าง ๆ นี้ เพื่อที่จะเอาไปสู่การสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ หรือยาใหม่ เพื่อทดแทนยาแผนปัจจุบัน หรือว่าเอาไปใช้ในชีวิตประจําวันได้มากขึ้น เพื่อประชาชนจะได้มีความมั่นใจแล้วก็ปลอดภัยในการที่จะใช้สมุนไพรได้ ซึ่งตรงนี้มีความจําเป็น อย่างมาก สิ่งที่ผ่านมานี้เราขาดแคลนนักวิจัย แล้วเราก็ขาดแคลนทิศทางในการวิจัยที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นเราจะต้องมีคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งในการที่จะรวมตัวกันแล้วก็จัดการกับ เรื่องการวิจัยให้โดยใช้ภูมิปัญญาเป็นฐาน ซึ่งตรงนี้การวิจัยแนวใหม่จะทําให้ระยะเวลาการ วิจัยสั้นลง โดยใช้ภูมิปัญญาเป็นฐาน แล้วก็มีการนําไปใช้ประโยชน์ ซึ่งตรงนี้ก็จะไปเกี่ยวข้อง กับเรื่องของกฎหมายด้วย ในการที่เราจะต้องไปปรับปรุงกฎหมายการขึ้นทะเบียนยา แล้วก็ การวิจัย ในเรื่องของการจัดทําแผนยุทธศาสตร์ตรงนี้ก็ชัดเจนครับว่าถ้าเรามีทิศทางที่ชัดเจน การเกิดเข็มมุ่งในการที่จะให้เกิดเป้าหมายที่ชัดเจนในการที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ สร้างสมุนไพรให้เป็นเศรษฐกิจชาติ ก็จะทําให้มีโอกาสมากขึ้นนะครับ ในทิศทางใหม่ของ การวิจัยนี้ก็คือการทํารีเวิร์สฟาร์มาโคโลจี (Reverse Pharmacology) นะครับ คือที่ผ่านมานี้ จะต้องมีการวิจัยทางพรีคลินิก (Pre Clinic) ทางคลินิก (Clinic) นะครับ เฟส (Phase) ๑ เฟส (Phase) ๒ เฟส (Phase) ๓ อาจจะใช้เวลาประมาณ ๕ ปี ๑๐ ปี แต่ในเรื่องของการ รีเวิร์ส (Reverse) นี้ก็คือการนําไปใช้ประโยชน์ก่อนแล้วติดตามการใช้นะครับ แล้วถ้าได้ผลดี แล้วก็ค่อยนํามาวิจัยเพิ่มเติมในรายละเอียดหรือการที่เรารวมตัวกันแล้วก็กําหนดทิศทาง ให้ชัดเจนแล้วก็แบ่งงานกันไปทําว่าใครควรจะต้องไปวิจัยเรื่องอะไร แล้วเอางานวิจัยเหล่านั้น มารวมกันเพื่อที่จะให้เกิดผลในทิศทางที่ชัดเจนนะครับ ซึ่งก็จะทําให้ลดค่าใช้จ่ายลง ลดเวลา ในการวิจัยลงแล้วอย่างน้อยก็จะทําให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ขึ้นนะครับ

ประเด็นที่ ๓ เรื่องการบริหารจัดการ ทั้งหมดที่กล่าวมาแล้วนี่จะเป็นไปไม่ได้เลย ถ้าเรายังมีการจัดการแบบดั้งเดิมก็คือมีกรมแพทย์แผนไทย ซึ่งเป็นกรมเล็ก ๆ คอยดูแลเรื่อง ทั้งแพทย์แผนไทยแล้วก็สมุนไพรนะครับ งบประมาณก็น้อย คนก็น้อยนะครับ แล้วก็ในส่วนที่ มีกฎหมายที่ยังไม่เอื้ออํานวยต่อการทํางาน ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นทะเบียนยา หรือการ ผลิตภัณฑ์อะไรต่าง ๆ หรือการที่จะให้มีเรื่องของผลิตภัณฑ์การบริการที่ได้มาตรฐานแล้วก็ การคุ้มครองภูมิปัญญาด้วยนะครับ ซึ่งตรงนี้จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการปฏิรูประบบบริหาร จัดการ แล้วก็ต้องมีการปฏิรูปกําลังคนด้วย เพราะกําลังคนที่มีอยู่ตอนนี้ก็เริ่มที่จะแก่แล้วก็ เกษียณ รวมทั้งคนที่ใหม่มานี้ก็ยังต่อกันไม่ติดแล้วก็ยังขาดแคลนกําลังคนด้านเกษตรสมุนไพร นักวิจัย เภสัชกรสมุนไพรแล้วก็เรื่องการต่างประเทศนะครับ การต่างประเทศนี้เรามีคนที่ดูแล เรื่องนี้อยู่แค่คนสองคนเท่านั้นเองเป็นตัวแทนของประเทศในการที่จะต้องไปดีล (Deal) กับต่างประเทศ เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และเราเองเราก็ให้ความสําคัญกับมันน้อยไปนะครับ ซึ่งเราเป็นอาเซียน (ASEAN) แล้ว และเวทีโลกก็ใหญ่โตขึ้นเรื่อยนะครับ ประเทศไทยเอง ในสถานะที่เราจะต้องเป็นเนชันนัลออทอริตี (National Authority) ตรงนี้ เพราะฉะนั้น ควรจะต้องมีองค์กรที่มันมีประสิทธิภาพมากกว่านี้นะครับ

เรื่องกฎหมายก็เช่นกันนะครับ ผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากสมุนไพรนี้เป็นผลิตภัณฑ์ ที่เหมือนกับลูกเมียน้อย คือพอจะไปขึ้นทะเบียนเป็นอาหาร เขาก็บอกว่าไม่ใช่อาหาร อันนี้เป็นยา พอจะไปขึ้นทะเบียนเป็นยาเขาก็บอกว่าข้อมูลไม่เพียงพอที่จะเป็นยาขึ้นทะเบียนไม่ได้ ผลสุดท้ายประเทศอื่น ๆ เขาก็ไปขึ้นทะเบียนแทน ยกตัวอย่างเช่น หมามุ่ยอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นวันนี้คือกฎหมายจะต้องมีกฎหมายอีกฉบับหนึ่ง ซึ่งเป็น พ.ร.บ. สมุนไพร ซึ่งมา รองรับการที่จะให้สมุนไพรนั้นได้เกิดขึ้น สามารถที่จะนําไปแปรรูปไปผลิตเป็นอาหาร เป็นยา หรือเป็นรูปแบบของอาหารเสริมหรือว่าเป็นไดเอตทารีซัปพลีเมนต์ (Dietary Supplement) ที่สามารถที่จะไปแข่งกับตลาดโลกได้นะครับ แล้วก็การคุ้มครองภูมิปัญญาก็เช่นกัน ขณะนี้ ภูมิปัญญาของเราเองถูกนําไปใช้ประโยชน์ โดยที่เรามีกฎหมายคุ้มครองภูมิปัญญามาทั้งสิ้น ๑๗ ปีแล้ว พ.ร.บ. คุ้มครองภูมิปัญญานี้ แต่ยังคุ้มครองอะไรไม่ได้เลย ปัญหาของกฎหมายนี้ มากมายเหลือเกิน พอนําไปปฏิบัติแล้วก็พบว่าความเข้มแข็งของคณะกรรมการนี้ไม่มี รวมทั้ง กรรมการที่เลือกตั้งมามีระยะเวลาแค่ ๒ ปี กว่าจะเลือกตั้งเสร็จ กว่าจะประชุมเสร็จก็ปี แล้วประชุมได้ไม่กี่เดือนก็ต้องเลือกตั้งใหม่นะครับ รวมทั้งกรรมการที่เข้ามานี้คนที่ควรจะต้อง รู้เรื่องก็ไม่ได้เข้ามา แล้วก็ในส่วนที่ลูกกฎหมายที่มีอยู่ในรูปของกองทุนเองก็ไม่สามารถจะ พึ่งตัวเองได้ เพราะว่ารายได้ที่เกิดจากการจดทะเบียนสิทธิหรือว่าสมุนไพรต่าง ๆ นี้ก็จะต้อง ส่งคืนคลังงบประมาณไปหมด แต่ว่าแทนที่กองทุน ก็ยังเล็กลงเรื่อย ๆ ก็คือไม่มีเงินเพียงพอ นะครับ เพราะฉะนั้นก็จะทําให้เรื่องของการที่เรายังต้องมีการปฏิรูปกฎหมายฉบับนี้นะครับ

ส่วนในเรื่องของการบริหารจัดการ ก็มีข้อเสนอว่าเราน่าจะต้องมีคณะกรรมการ ขึ้นมาสักชุดหนึ่งนะครับ ที่ปรับปรุงอํานาจหน้าที่เพื่อที่จะให้เป็นผู้ที่จะดูแลเรื่องแพทย์ แผนไทยและสมุนไพรทั้งหมดนะครับ แล้วก็มีการปรับปรุงในเรื่องของกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับ ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายเกี่ยวกับเรื่องของการขึ้นทะเบียนสมุนไพร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่อง ของการจดแจ้ง คือแทนที่ว่าจะต้องไปเข้าคิวยาวนาน ในกฎหมายฉบับนี้จะให้อํานาจกับทาง จังหวัดในแต่ละจังหวัดด้วยในการจดแจ้งสมุนไพร ซึ่งจะใช้เวลาสั้นลง หรือว่าถ้าจะเคลม (Claim) สรรพคุณก็จะมีรายละเอียดเกี่ยวกับการที่จะต้องเคลม (Claim) สรรพคุณได้ แล้วก็ ลดระยะเวลา แล้วก็มีที่สําหรับขึ้นทะเบียนมากขึ้น โดยไม่ต้องมาอออยู่ที่ อ.ย. แห่งเดียว รวมทั้งเรื่องของการมีบทบัญญัติสําหรับคุ้มครองผู้บริโภค ในเรื่องโฆษณาต่าง ๆ ซึ่งทุกวันนี้ ก็จะเห็นว่ามีการโฆษณาชวนเชื่อเกินความเป็นจริง รวมทั้งไม่มีข้อมูลทางวิชาการ เพราะฉะนั้น ในกฎหมายฉบับนี้ก็จะเน้นในเรื่องของการคุ้มครองผู้บริโภคด้วย รวมทั้งการส่งเสริมรัฐวิสาหกิจ ชุมชน แล้วก็พวกโอทอป (OTOP) ต่าง ๆ ด้วย ผมจะไปถึงเรื่องในส่วน พ.ร.บ. คุ้มครอง ที่ได้กล่าวไปแล้วก็คือว่ามีการปรับปรุงอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการใหม่ แล้วก็มีการ ปรับปรุงอํานาจของกรมแพทย์แผนไทยด้วย ที่ผ่านมานั้นก็ไม่ได้ให้อํานาจอธิบดีในการที่จะ เข้าไปดําเนินการได้เต็มที่นะครับ จะเห็นว่าเราก็มีจนทุกวันนี้ก็ยังไม่สามารถที่จะไปคุ้มครอง อะไรได้ แล้วก็เพิ่มการคุ้มครองตํารับตํารายาของชุมชนหรือนิติบุคคลที่จะเข้าไป เพราะว่า ทุกวันนี้ก็มีคนที่จะมาขอขึ้นทะเบียนเป็นลิขสิทธิ์อะไรต่าง ๆ มากมาย แต่ว่าในกฎหมายเอง ก็ยังไม่ได้มีรายละเอียดที่จะให้อํานาจตรงนั้น รวมทั้งการจดทะเบียนสิทธิของบุคคลที่มีการ พัฒนายาใหม่ขึ้นมา แล้วก็ปรับปรุงในเรื่องของการจดทะเบียนสิทธิในการรับมรดกสิทธิ ภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยของผู้ทรงสิทธิที่เสียชีวิตไป คือเพื่อให้มีความเป็นไปได้ นอกจากการปฏิรูปกฎหมายแล้วปัญหานี้ก็เป็นปัญหาที่สําคัญ แล้วก็เร่งด่วน ก็เสนอว่า ในระยะเร่งด่วนนอกจากการที่เราจะเสนอร่างกฎหมายทั้ง ๒ ฉบับแล้ว ก็เสนอให้ทาง กระทรวงสาธารณสุขได้ออกกฎกระทรวงเพื่อสามารถที่จะให้จดแจ้ง แจงรายละเอียดการขึ้น ทะเบียนและขึ้นทะเบียนสมุนไพรได้ในบางรายการก่อน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน

ประเด็นที่ ๑ โดยสรุปแผนปฏิรูปนี้ก็จะสร้างความมั่นคง ความมั่งคั่ง แล้วก็ ความยั่งยืนให้กับประเทศชาติ ในส่วนของความมั่นคงนั้นคือจะเห็นว่าเราจะมีการใช้สมุนไพร ที่มีการวิจัยรองรับทดแทนยาแผนปัจจุบัน ซึ่งปัจจุบันนี้ยาแผนปัจจุบันทุกตัวเราก็รู้อยู่แล้วว่า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ นําเข้าจากต่างประเทศ แม้กระทั่งพาราเซตามอล (Paracetamol) ซึ่งเรา ต้องซื้อสารเคมีมา แล้วก็มาใส่ทําเม็ดทําเป็นแคปซูลจะเห็นว่าปัญหาตรงนี้จะถูกตัดออกไป ถ้าใช้สมุนไพรที่เกษตรกรของเราเป็นผู้ปลูกเอง แปรรูปเอง แล้วก็มีการนําไปสู่การผลิตที่ไม่มี คุณภาพ

ประเด็นที่ ๒ ก็คือเรื่องของการสร้างระบบบริการปฐมภูมิที่ได้มาตรฐาน ทําให้ ประชาชนสามารถที่จะเข้าถึงบริการได้ แล้วก็พึ่งตนเองได้ ในเรื่องการรับรองมาตรฐานสมุนไพร และตํารับต่าง ๆ ทั้งภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ก็จะทําให้การแพทย์แผนไทยได้รับมาตรฐาน มากขึ้น

ประเด็นที่ ๓ ในเรื่องของความมั่งคั่งถ้าเราปรับกระบวนการวิจัยและใช้ภูมิปัญญา เป็นฐานในการวิจัยให้สั้นลง แล้วก็ลดอุปสรรคในการขึ้นทะเบียน การส่งเสริมอุตสาหกรรม สมุนไพรให้เป็นไปในที่ที่เป็นโอกาสมากขึ้น ส่วนความยั่งยืนนั้นก็คือการปฏิรูปเรื่องกฎหมาย คุ้มครอง แล้วก็ร่าง พ.ร.บ. สมุนไพรแห่งชาติ พ.ศ. .... แล้วก็เรื่องของการจัดตั้งคณะกรรมการ ขับเคลื่อนแพทย์แผนไทย แล้วก็ผลิตภัณฑ์สมุนไพร รวมทั้งจัดทําแผนยุทธศาสตร์สมุนไพร แห่งชาติด้วย

สุดท้ายผมคิดว่าสิ่งที่ประชาชนจะได้รับก็คือการบริการที่มีคุณภาพ ปลอดภัย มีมาตรฐาน แล้วก็สามารถที่จะให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้นแล้วภูมิปัญญา การแพทย์แผนไทยและการนวดไทย สมุนไพรไทยก็ได้รับการพัฒนาให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ และได้รับการคุ้มครอง เกษตรกรก็จะมีรายได้จากการปลูกพืชสมุนไพร ลดการนําเข้าสารเคมี ในการนํายาจากต่างประเทศ และประเทศไทยก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการจําหน่ายยาสมุนไพร และผลิตภัณฑ์สมุนไพรที่เพิ่มขึ้น

ประเด็นสุดท้าย คือกลไกในการบริหารจัดการด้านการแพทย์แผนไทยและ ระบบยาสมุนไพรก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ในส่วนที่เราได้ยืนยันไปแล้ว ก็คือมีการกําหนด แผน ๒๐ ปี แล้วก็กําหนดสิ่งที่จะต้องเร่งรัดในส่วนที่จะต้องดําเนินการนะครับ ต่อไปเลยครับ แล้วก็มีแผนงบประมาณ แล้วก็มีเรื่องของหน่วยงานที่รับผิดชอบนะครับ ทั้งหมดที่กล่าวมา ก็เป็นเรื่องของการปฏิรูปการแพทย์แผนไทยและระบบยาสมุนไพรแห่งชาติ ซึ่งหวังว่าคงจะ ได้รับการสนับสนุนจากท่านสมาชิกสภาทุกท่านด้วยนะครับ ขอบคุณครับ