ทวีศักดิ์ กออนันตกูล สนับสนุนการปฏิรูปการแพทย์แผนไทยและระบบยาสมุนไพร โดยเน้นการเชื่อมโยงภูมิปัญญาท้องถิ่นกับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ผ่านการจัดตั้งศูนย์ผลิตยาต้นแบบ การพัฒนาเครือข่ายห้องปฏิบัติการ และการส่งเสริมการวิจัยเพื่ออนุรักษ์ทรัพย์สินทางปัญญาและขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ร่วมกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ผม นายทวีศักดิ์ กออนันตกูล สปท. หมายเลข ๐๖๓ ผมใคร่ขออภิปราย สนับสนุนรายงานการปฏิรูปการแพทย์แผนไทยและระบบยาสมุนไพรแห่งชาติ พร้อมกับ ร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย พ.ศ. .... ประเด็น ที่เสนอนั้นคิดว่าจัดได้ว่าเป็นครีเอทิฟอีโคโนมี (Creative Economy) แต่ว่าในเวลาเดียวกัน มันมีคุณสมบัติหลาย ๆ อย่างที่จะนําพาประเทศไทยไปสู่เรื่องของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยถือว่าเป็นผู้นําของกลุ่มจี ๗๗ (G77) แล้วก็ได้ใช้วาระเรื่องการพัฒนา ประเทศที่ยั่งยืนมาเสริมอยู่ด้วย นอกจากนั้นหัวข้อที่เราเคยผ่านที่ประชุมสภาแห่งนี้ ว่าด้วยการพัฒนาคือการปฏิรูปเศรษฐกิจชีวภาพคือไบโออีโคโนมี (Bio Economy) ได้จัดสรรหรือผลิตภัณฑ์ทางชีวภาพที่ออกมาเป็นผลิตภัณฑ์ประเภทยา ถือว่าเป็นสินค้า ที่มีมูลค่าสูงสุด และมีประโยชน์ต่อสังคมเป็นอย่างมาก เพราะฉะนั้นผมจึงอยากเรียน สนับสนุนให้เกิดการปฏิรูปที่เกี่ยวข้องกับด้านสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สมุนไพรครับ ผมมีประเด็นที่อยากจะขอฝากเพื่อจะให้มีการขับเคลื่อนในประเด็นต่าง ๆ ที่นําเสนอนั้นว่า หากมองเรื่องการทําเรื่องแพทย์แผนไทยและยาสมุนไพรนั้น ควรจะบรรจุเข้าไปในแผน ยุทธศาสตร์ประเทศ ๒๐ ปี แล้วก็แผนพัฒนา ๕ ปี คือแผนฉบับที่ ๑๒ ด้วย เพราะว่ามันมี เนื้อเรื่องเกี่ยวกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน ถามว่ายั่งยืนอย่างไรนั้นนะครับ แนวทางที่เสนอ ขึ้นมาหากได้นําไปใช้กับชุมชนอย่างเหมาะสมก็สามารถที่จะเพิ่มรายได้ให้กับชุมชนได้ด้วย แล้วก็สร้างสุขภาพและทําให้มีการลดค่ารักษาพยาบาล แล้วก็ทําให้เกิดความยั่งยืนให้กับ ประเทศ ผมมีข้อเสนอเสริมในประเด็นที่ท่านอาจจะเขียนไว้แล้ว แล้วท่านสมาชิกก็ได้ อภิปรายไปบ้างแล้วสักประมาณ ๔-๕ เรื่อง
ประเด็นแรกในเรื่องของการวิจัย ซึ่งจําเป็นอย่างยิ่งที่ประเทศไทยควรจะต้อง มีการเก็บรักษาคลังชีวภัณฑ์พร้อมกับองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์ของสาร เหล่านั้น ซึ่งมักจะมีต้นตอมาจากสมุนไพร ถามว่าทําไมต้องเกี่ยวเช่นนั้น ก็เพราะว่าปัจจุบันนั้น ประเทศไทยเป็นสมาชิกของโลก การที่จะผลิตยาและบอกว่าจะได้ผลก็ต้องบอกว่าได้ผล มาจากสารออกฤทธิ์ชื่ออะไรที่อยู่ในสมุนไพรนั้น ไม่เช่นนั้นแล้วเราคงอาจจะต้องต้มกัน เป็นหม้อ ๆ แล้วก็ได้สารออกฤทธิ์เพียงนิดเดียว แต่ถ้าหากว่าใช้กระบวนการวิทยาศาสตร์เข้า ไปเสริม วิเคราะห์หาโมเลกุล หาลักษณะ ซึ่งพิสูจน์ได้เลยว่าเป็นสารออกฤทธิ์ ในที่สุดเรา สามารถเชื่อมโยงทั้งสมุนไพรแบบพื้นบ้านให้กลายเป็นยาสมัยใหม่ที่มีคุณสมบัติทางด้าน การรักษา นั่นก็แปลว่ามันย่างก้าวเข้าไปสู่ในระบบเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของประเทศในการ ตั้งกรรมการ ผมก็มองเห็นว่ากระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนั้นเป็นหน่วยงานหนึ่ง ที่ได้ทํางานเรื่องพวกนี้อยู่พอสมควร และสามารถให้การสนับสนุนการทํางานของกรรมการได้ ขอยกตัวอย่างเช่น ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ หรือที่เรียกกันว่า ไบโอเทก (BIOTEC) สังกัด สวทช. นั้น ถือว่าเป็นหน่วยงานที่ได้จัดทําคลังชีวภาพขนาดใหญ่ ให้กับประเทศเป็นคลังหนึ่ง แล้วก็เชื่อมโยงกับคลังอื่น ๆ ของหน่วยงานอื่น ๆ และได้เชื่อม องค์ความรู้และฐานความรู้เข้าด้วยกัน นอกจากนั้น สวทช.นะครับ หรือสํานักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ก็ถือว่าเป็นหน่วยงานที่อุดหนุนทุนวิจัยทางด้านการแพทย์และสุขภาพ ซึ่งรวมทั้งของใหม่ แล้วก็ของแบบแผนไทยที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยอันหนึ่งนะครับ ซึ่งองค์ความรู้และเครือข่าย ของหน่วยงานวิจัยในประเทศที่เกี่ยวข้องนั้นก็พร้อมที่จะให้การสนับสนุน เพราะในด้านการ วิจัยนั้นเราจะต้องมีการพิสูจน์ทางการแพทย์ และเมื่อพิสูจน์ได้แล้วจึงจะสามารถจดทรัพย์สิน จดเพื่อมีสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาในระดับสากลได้ อันจะเป็นการป้องกันไม่ให้ต่างชาตินั้น เข้ามารุกใช้สิ่งที่มีประโยชน์ในประเทศไทย
ประเด็นที่ ๒ ก็ตรงกับที่ท่านคุณหมออําพลได้อภิปรายไปนะครับ คือเรื่อง การจัดการความรู้ ซึ่งการจัดการความรู้ มีทั้งในระดับสูงสุดนะครับ คือรู้เป็นในระดับโมเลกุล จนกระทั่งจะถึงภูมิปัญญาชาวบ้าน ซึ่งจําเป็นที่จะต้องใช้นักวิทยาศาสตร์ไปเรียนจาก ภูมิปัญญาชาวบ้านและเข้าสู่กระบวนการวิเคราะห์ วิจัย เพื่อให้กลายเป็นทรัพย์สินทางปัญญา ของประเทศและสามารถคุ้มครองได้ การทําให้ชาวบ้านหรือเกษตรกรนั้นเกิดภูมิปัญญานั้น กระผมใคร่ขอยกตัวอย่างในจังหวัดลําปางนะครับ ซึ่งเคยไปดูที่หมู่บ้าน ๓ ขานะครับ เดิมนั้น มีการตัดไม้ทําลายป่าแล้วก็ทําให้เกิดปัญหาเดือดร้อน น้ําแล้ง แต่หลังจากที่ได้สร้างฝายแม้ว ขึ้นมาจํานวนมากแล้วก็เลี้ยงดูให้เกิดไม้ยืนต้นขึ้นมาจนกระทั่งผ่านไปสัก ๔-๕ ปีป่าก็จะ สามารถดูแลตนเองได้ สิ่งที่ชาวบ้านพบก็คือว่าในนั้นจะมีพืชที่เป็นสมุนไพรแล้วก็เป็นของป่า ซึ่งถ้าหากว่าไม่ไปทําลายมันมากเกินควรแล้วก็ช่วยกันดูแล สร้างรายรับให้กับชุมชนอย่าง เป็นกอบเป็นกํา และปัจจุบันด้วยกฎหมายที่ดูแลป่าชุมชนและน้ําชุมชนทําให้หมู่บ้านแถวนั้น รู้จักวิธีรักษาตัวเองแล้วก็เพิ่มมูลค่า ปัจจุบันต้นไม้นั้นก็สูงมากแล้ว แล้วก็ทําให้เกิดการผลิต ผลิตภัณฑ์ที่เป็นของป่าและสมุนไพรเกิดขึ้น
ประเด็นที่ ๓ ก็คือการลงทุนทางด้านการวิจัยทางด้านการแพทย์เพื่อสกัด สารออกฤทธิ์จากสมุนไพรและเข้าสู่กระบวนการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ เพื่อจะทดสอบ เรื่องการออกฤทธิ์เพื่อจะให้มีผลเหมือนยาสมัยใหม่ แต่ในเวลาเดียวกันเราก็ยังสามารถ ที่จะใช้วิธีการแบบดั้งเดิมที่จะรักษาสุขภาพโดยใช้ยาสมุนไพรด้วยวิธีการเดิม ทําให้เกิด ทางเลือก
ประเด็นที่ ๔ การมีศูนย์ผลิตยาต้นแบบ ซึ่งจะต้องได้มาตรฐานจีเอ็มพี (GMP) และมาตรฐานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อใช้ในการทดสอบจริงกับมนุษย์ ศูนย์ผลิตยาเหล่านี้ ประเทศไทยคงมีมากไม่ได้นะครับ ก็เรียกว่าในปัจจุบันนั้นก็ได้มีการลงทุนไปบ้างแล้วอยู่ที่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีแล้วก็หน่วยงานต่าง ๆ นั้นก็เข้าไปสนับสนุน ผมคิดว่าการมีศูนย์ผลิตยาต้นแบบเพื่อใช้ในการทดสอบก็เป็นสิ่งจําเป็น
ประเด็นที่ ๕ การมีเครือข่ายห้องปฏิบัติการเพื่อที่จะตรวจสอบและเป็น มาตรฐานอ้างอิงเพื่อสามารถที่จะช่วยให้ อย. นั้นขึ้นบัญชียาได้เร็วขึ้นก็น่าจะเป็นสิ่งจําเป็น และห้องปฏิบัติการตรวจสอบนี้จริง ๆ แล้วจะใช้กับยาแพทย์แผนไทยและยาสมุนไพร หรือยาสมัยใหม่ก็แล้วแต่ที่จะออกแบบขึ้นมา
จากทั้งหมดทําเป็น ๕ ประเด็นที่ผมเรียนเสนอนั้นก็เรียนว่าจะเดินหน้า ไปไม่ได้ถ้าหากว่าไม่มีการพัฒนาคนประเภทนักวิทยาศาสตร์หรือนักวิจัย และอีกกลุ่มหนึ่งคือ การพัฒนาเกษตรกรให้เกิดความเข้าใจว่าควรจะปลูกอะไรหรือว่าควรจะหวงแหนอะไรบ้าง ที่อยู่ในป่า เพราะทราบว่าสามารถขายได้ที่ตรงไหนในราคาสักเท่าไร ซึ่งกระบวนการรักษา ป่าชุมชนและแหล่งน้ําและทําให้เกษตรกรนั้นดูแลชุมชนตัวเองได้พร้อมกับมีรายรับซึ่งดีกว่า ปัจจุบันที่ไปปลูกข้าวแล้วก็มีปัญหานั้น น่าจะเป็นกลไกการปฏิรูปประเทศซึ่งเป็นหัวเลี้ยว หัวต่อที่จะทําให้เราเข้าไปสู่จุดที่เรียกว่าเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน
โดยสรุปนะครับผมคิดว่าประเทศไทยนั้นหากใช้ประเด็นเรื่องแพทย์แผนไทย และสมุนไพร ก็มีสิทธิที่จะเป็นตัวช่วยอันหนึ่งที่จะทําให้ประเทศเราไปสู่สังคมภูมิปัญญาและ การเรียนรู้ เราได้ทั้งสุขภาพคนไทยที่ดีขึ้น เราช่วยลดค่ารักษาพยาบาลในท้องถิ่นและในเมือง เราเพิ่มรายได้เกษตรกร เราทําให้มีกระบวนการที่ช่วยกันรักษาป่าชุมชนและแหล่งน้ําชุมชน และถ้าหากว่าได้วิจัยระดับวิทยาศาสตร์จนกระทั่งจดทรัพย์สินทางปัญญา และมีแหล่งผลิต แบบยาสมัยใหม่ เราก็ไม่ต้องกินยาต้ม ยาหม้อที่เปลืองเวลามาก แต่ว่ากินแบบสมัยใหม่ แต่มี สตอรี (Story) ที่ต่อไปกับเรื่องสมุนไพร เพราะฉะนั้นเราก็สามารถส่งออกได้ และชุมชนที่เป็น แหล่งกําเนิดของสมุนไพรเหล่านั้นก็สามารถจัดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศขึ้นมาได้ ภาพรวม ทั้งหมดก็จะกลายเป็นการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ซึ่งควรจะมีหลาย ๆ กระทรวงที่ทํางาน เรื่องนี้โดยตรง นอกจากกระทรวงสาธารณสุขแล้ว ผมมองเห็นกรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สถาบันวิจัยและสถาบันอุดมศึกษาจะมาร่วมเกี่ยวข้อง ด้วยครับ ขอบคุณครับ