สุรพจน์ ชี้วิจัยสมุนไพรต้องอิงภูมิปัญญาท้องถิ่นเพื่อพัฒนาอย่างยั่งยืน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๑ · ๒ พฤษภาคม ๒๕๕๙

สุรพจน์ วงศ์ใหญ่ หารือการวิจัยพัฒนายาสมุนไพรของไทยโดยเน้นยึดภูมิปัญญาดั้งเดิม ต่อยอดนวัตกรรม และบูรณาการงานวิจัยอย่างเป็นระบบเพื่อความยั่งยืนและตอบโจทย์ปัญหาสุขภาพในชาติ

รองศาสตราจารย์สุรพจน์ วงศ์ใหญ่ ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานและสมาชิกผู้มีเกียรติทุกท่าน ผม รองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ เภสัชกรสุรพจน์ วงศ์ใหญ่ ในฐานะที่เป็นผู้เชี่ยวชาญสมุนไพรของสหประชาชาตินะครับ คิดว่าแผนปฏิรูปเรื่องการวิจัยพัฒนา ซึ่งท่านสมาชิกผู้มีเกียรติได้ให้คําแนะนํานะครับ อย่างเช่น ท่านกษิต ภิรมย์ ท่านทวีศักดิ์ กออนันตกูล คุณหมออําพล จินดาวัฒนะ หรือแม้กระทั่งท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ ความจริงทริก (Trick) ในการวิจัยพัฒนาที่ประสบ ความสําเร็จในระดับโลกนะครับ บทเรียนที่องค์การอนามัยโลกได้ออกมาเป็นไกด์ไลน์ (Guideline) นะครับว่าประเทศกําลังพัฒนานี้ควรจะพัฒนาอิงกับภูมิปัญญาที่เป็นจุดแข็ง ของประเทศตัวเอง นั่นก็คือต้องเริ่มจากการแพทย์ดั้งเดิมของตัวเอง ระบุให้ชัด ก็คือการออเทนทิเคต (Authenticate) ให้ชัดแล้วดึงมาเพื่อมาขยายผล แล้วใช้ในรูปแบบอย่างนั้นก็คือรูปแบบ การแพทย์ดั้งเดิม แล้วในขณะเดียวกันงานวิจัยพัฒนาจะไปคู่ประกบ การวิจัยพัฒนาสมุนไพร ที่ประสบความสําเร็จมากที่สุดในโลกก็คือกลุ่มยุโรปนะครับ กลุ่มยุโรปเป็นกลุ่มที่ใช้ ยาสมุนไพรครึ่งหนึ่งของโลก ประเทศที่เป็นอันดับ ๑ คือประเทศเยอรมัน อันดับ ๒ คือ ประเทศฝรั่งเศส อันดับ ๓ คือประเทศอิตาลี ประเทศเหล่านี้ล้วนแข็งแกร่งด้านการผลิต ยาเคมี ก็ส่งมาให้ประเทศไทยใช้นะครับ ในขณะที่ประชากรของตัวเองหันไปใช้ยาสมุนไพร ในประเทศกําลังพัฒนาอย่างเช่นประเทศไทย เราใช้ยาสมุนไพรน้อยมากถ้าเทียบกับยา แผนปัจจุบันอยู่ประมาณไม่เกิน ๒ เปอร์เซ็นต์ในระบบยาของชาติ ประเทศจีนใช้ยาสมุนไพร ๒๕ เปอร์เซ็นต์ของระบบยาของชาติ ประเทศอินเดียมีการใช้ยาสมุนไพรที่ถึงขึ้น ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของระบบยาของชาติ ในเออีซี (AEC) เอง ประเทศอินโดนีเซียใช้ยาสมุนไพร ๔๕ เปอร์เซ็นต์ของระบบยาของชาติ นั่นคือเขาพอเพียงเขาพึ่งตัวเองได้ ทีนี้ประเทศ ที่แข็งแกร่ง ในแง่ของโนว ์ฮาว (Know-how) การวิจัยพัฒนา ประเทศเยอรมันอันดับ ๑ ของโลก ผมโชคดีครับ มีเพื่อนเป็นคนเยอรมัน เป็นเจ้าของโรงงานยาสมุนไพรของประเทศ เยอรมันที่เป็นอันดับ ๑ ของยุโรปตอนนี้ เพราะฉะนั้นโนว์ฮาว (Know-how) ที่ประสบ ความสําเร็จในการวิจัยพัฒนาสมุนไพร อันที่ ๑ อิงกับตํารับยาแบบที่เรามีอยู่ไว้เป็นหลัก ก่อนนะครับ แล้วอันที่ ๒ ต่อยอด ต่อยอด อย่างเช่นยาหม้อ เขาสกัดด้วยน้ํา เราก็ทํา เหมือนกันนะครับ แต่เราระเหยน้ําออกให้เป็นผงสกัดแห้ง แล้วก็กําหนดเรื่องมาตรฐานต่าง ๆ บรรจุแคปซูลกินสะดวก ซึ่งอันนี้ผม ลูกศิษย์ ได้ร่วมกันพัฒนาคลินิกแพทย์แผนไทย โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งนะครับ ทําสําเร็จแล้วมา ๗ ปี กับการพัฒนาตํารับยาจากคัมภีร์ ที่พระพุทธเจ้าหลวงรวบรวมไว้ ๑,๒๐๐ ตํารับ ในปี ๒๔๓๓ เราดึงมา ๒๒๐ ตํารับ แล้วเอามา รักษาโรคเอ็นซีดี (NCDs) นี่คือมูลค่าที่มหาศาล แสดงให้เห็นศักยภาพ แต่ประเด็นสําคัญ ก็คือว่าเทคโนโลยี อย่างเช่นท่านทวีศักดิ์พูด ที่เข้าด้วยระบบการประเมินแอสเซสเมนต์ (Assessment) ทั้งหมด เรื่องคุณภาพ เรื่องความปลอดภัย เรื่องประสิทธิภาพ การพัฒนา โดสเซจฟอร์ม (Dosage Form) คือรูปแบบของยาต้องทันสมัย แล้วอีกเรื่องหนึ่งวัตถุดิบ เรื่องการอนุรักษ์สายพันธุ์ เรื่องการทําเขตกรรม เรื่องสายพันธุ์ต่าง ๆ ประเทศที่เขาประสบ ความสําเร็จในการวิจัยพัฒนาสมุนไพรของโลกเขาทํากันอย่างนี้หมด อันนั้นคือวิธีการหลัก ในการพัฒนา อิงกับตัวเองที่มีอยู่ แล้วก็ต่อยอด อีกแบบหนึ่งท่านอาจารย์ทวีศักดิ์ได้แนะไว้ ก็คือการแยกตัวยาบริสุทธิ์ออกมา ทําเหมือนกับที่ฝรั่งตะวันตกเขาพัฒนายา เพราะฉะนั้น ตอนนี้การสนับสนุนการวิจัยของชาติ ไม่ว่าจะเป็นสํานักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ วช. หรือว่า สวก. สํานักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือว่าองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมทั้ง สวทช. ของท่านอาจารย์ทวีศักดิ์ด้วย ล้วนมีงบประมาณ สนับสนุนดําเนินการ แต่มีจุดอ่อนคือไม่บูรณาการและมีเป้าหมายที่ชัดเจน ซึ่งอยู่ใน แผนปฏิรูปที่เราได้นําเสนอไป เพราะฉะนั้นกําหนดเป้าร่วมของชาติว่าต้องมีรูปธรรมที่ต้อง ชัดเจน แล้วอย่าไปล็อกตัวเองในองค์กรต่าง ๆ นะครับ ต้องเปิดล็อกแล้วบูรณาการ ซึ่งก็อยู่ใน แผนบูรณาการการวิจัยเรื่องยาสมุนไพรของชาติเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นโดยสรุปแล้ว ถ้าเราทําเป็นแนวที่ถูกต้อง ผมมีประสบการณ์ในระดับสากล ช่วยทั้งองค์การอนามัยโลก ช่วยทั้งสหประชาชาติ เรารู้ว่าประเทศจีนทําอย่างไรประสบความสําเร็จ รู้ว่าประเทศอินเดีย ทําอย่างไร รู้ว่าประเทศเยอรมัน ยุโรปเขาทําอย่างไร ตอนนี้ก็คือว่าเอาความรู้มาพัฒนาของ ประเทศไทย เราก็จะประสบความสําเร็จ แล้วความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้นะครับ เพราะฉะนั้น จุดสําคัญก็คือว่าเราต้องไม่ลืมตัวตนของความเป็นไทย ภูมิปัญญาของไทย แล้วยาไทยตอนนี้ จะตอบสนองปัญหาสุขภาพของโรคได้ โรคเอ็นซีดี (NCDs) หรือว่าโรคเรื้อรังที่ไม่ได้เกิดจาก เชื้อโรค ซึ่งตอนนี้ดับเบิลยูเอชโอ (WHO) ก็บอกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรโลกในปี ๒๐๕๐ จะป่วยด้วยเบาหวาน ความดันโลหิต มะเร็ง โรคที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค แล้วรักษาไม่หาย ได้แต่กินยาบรรเทาอาการ คําตอบเหล่านี้จะอยู่ในสมุนไพรไทยและตํารับยาไทย ซึ่งเรา พัฒนาสําเร็จมาแล้ว ๗ ปี ไม่มีข้อสงสัยที่เราจะดันต่อ ใช้หลักของการจัดการองค์ความรู้ การจัดการความเชี่ยวชาญภายในประเทศ แล้วให้องค์กรเจ้าภาพที่มีอยู่แล้วตอนนี้ แหล่งทุน วิจัยต่าง ๆ มีหน้าที่บูรณาการ แล้วก็สร้างความมียูนิตี (Unity) ความเป็นหนึ่งเดียว โดยเน้น เป้าหมายชาติเป็นเป้าหมายร่วมกัน ขอบคุณครับ