นิกร เสนอตั้งกรรมาธิการด่วน ขับเคลื่อนความปลอดภัยทางถนน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๑ · ๒ พฤษภาคม ๒๕๕๙

นิกร จํานง หารือปัญหาอุบัติเหตุจราจรที่เพิ่มสูงขึ้นจากจำนวนยานยนต์ที่เพิ่มขึ้นและพฤติกรรมเสี่ยง พร้อมเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อศึกษาจัดทำแผนความปลอดภัยทางถนนใหม่ภายใน 120 วัน โดยอ้างอิงแนวทางสากลเพื่อผลักดันแผนปฏิบัติการที่ชัดเจน รวมถึงเร่งพัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินและทดลองใช้มาตรการใหม่ในช่วงเทศกาล เพื่อลดอัตราการเสียชีวิตที่ยังสูงกว่าเป้าหมายของแผนแม่บทฯ

นายนิกร จํานง

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จํานง สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๗๙ ในวันนี้กระผมขอเสนอญัตติต่อ ที่ประชุมสภาแห่งนี้ครับ ขอให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศพิจารณาตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูประบบความปลอดภัยทางถนนนะครับ ท่านประธานครับ เป็นการเสนอที่ยังไม่มีการเสนอตั้งกรรมาธิการวิสามัญในสภาแห่งนี้มาก่อน ผมก็อยากจะ เรียนว่าเดิมเรื่องนี้มีที่มาที่ไปจากสภานะครับ เนื่องจากว่าในช่วงที่ผ่านมาได้เกิดอุบัติเหตุ ที่รุนแรงในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ผ่านมา ทางสมาชิกสภา สปท. ของเรานี่หลาย ๆ ท่าน ทีเดียวมีความเป็นห่วงเรื่องนี้นะครับ แล้วก็มีการพูดคุยกัน หลังจากพูดคุยกันไประยะหนึ่ง ก็มีผู้เสนอว่าแล้วเราจะคุยกันไปทําไมถ้าไม่สามารถจะทําอะไรให้เกิดผลในเชิงปฏิบัติได้ ก็เลย มีการนัดประชุมหารือกันครับ และได้มีการพบกันเมื่อวันที่ ๒๖ เดือนเมษายนนะครับ หลังจากเทศกาลสงกรานต์มาแล้วนี่เราก็นั่งคุยกันถึงจํานวน ๑๔-๑๕ ท่าน ซึ่งจริง ๆ แล้วมี ผู้เข้ามาแสดงความเห็นมาก่อนหน้านี้ ๒๐ กว่าท่าน หลังจากพูดคุยกันแล้วนี่นะครับ ในมุมต่าง ๆ หลายท่านมีความเป็นห่วง มีความสนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้ นะครับ แล้วก็ได้หารือกัน แล้วก็ที่พูดคุยหรือที่ประชุมนั้นได้มอบหมายว่าหาทางกันว่าจะ ทําให้เกิดรูปธรรมกันได้อย่างไร และมีการพิจารณากันในหลาย ๆ มิติว่าทําเรื่องส่งไปยัง รัฐบาลดีไหมนะครับ เสนอเป็นอนุกรรมาธิการดีไหม ด้านใดด้านหนึ่งคิดไปคิดมาแล้วก็ ได้ข้อสรุปว่ามีความเห็นกันว่าเรื่องนี้เนื่องจากมีความเกี่ยวโยงกันหลายมิติมาก ไม่ว่าจะเป็น ด้านสาธารณสุข ไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม ไม่ว่าจะเป็นด้านคมนาคมเกี่ยวข้องหมดนะครับ แล้วก็ถือเป็นเรื่องใหญ่มีความสูญเสียเป็นจํานวนมาก ก็เลยได้มอบหมายให้ผมตั้งเป็นญัตติ รับผิดชอบไปทําญัตติขึ้นมา เพื่อเสนอขอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูป ระบบความปลอดภัยทางถนนที่เสนอมาในวันนี้ โดยที่เนื่องจากว่าผมเองนั้นได้เคยรับผิดชอบเรื่องนี้ตอนช่วงสมัยทําหน้าที่เป็นรัฐมนตรีช่วย ว่าการกระทรวงคมนาคมอยู่นะครับ ๓ ปี ซึ่งอยากจะเรียนว่าเกี่ยวกับเรื่องนี้ผมเองแล้วก็ ในคณะมีความเห็นกันว่าขณะนี้สถานการณ์มีความเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมากครับ จําเป็น จะต้องมาพิจารณากันว่าจะต้องหาทางออกเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ได้ และอยากจะนําเรียน ที่ประชุมแห่งนี้ว่ากรรมาธิการที่จะมีการตั้งขึ้นมาครั้งนี้ มีระยะเวลาที่สั้นคือที่ตั้งใจกันไว้ ก็คือว่าทําเรื่องนี้จบก็จบกันนะครับ ทําให้เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน และจะมีการนําเสนอมายังที่ สภาแห่งนี้เพื่อจะเสนอต่อไปยังรัฐบาลในกรณีที่ทางสภาเห็นชอบให้ตั้งกรรมาธิการวิสามัญ แล้วก็เห็นชอบต่อผลการทํา ครั้งนี้ไม่เป็นการศึกษาท่านประธานครับ แต่เป็นการจัดทํา ลักษณะของแผนเลยก็คือปฏิบัติเลย ผมอยากจะเรียนว่าอยากจะนําเสนอเหตุผลประกอบ เกี่ยวกับเรื่องนี้ตามสมควรนะครับ อยากจะเท้าความไปถึงว่าในช่วงสถานการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ ที่มีการดําเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้ ช่วงนั้นผมเองเข้ามาเป็นรัฐมนตรี แล้วก็ปีใหม่ ช่วงปีใหม่เอง ก็พยายามจะทําแล้วก็มีการดําเนินการเกี่ยวกับเรื่องนี้ ปรากฏว่าพอลงไปดูรายละเอียดแล้ว ผลที่ออกมาในช่วงปีใหม่กลายเป็นเสียชีวิตช่วง ๗ วัน ตอนนั้นไม่ได้ทําเป็นช่วง ๗ วันมากกว่า เดิมเสียอีก ก็เลยตกใจ แล้วก็รวมกันมาแล้วในช่วงนั้นก็มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ร่วมกันมา ท่านอาจารย์วันมูหะมัดนอร์ มะทา ก็มาร่วมกันทํางาน ปรากฏว่าเข้าไปจัดการ เกี่ยวกับเรื่องนี้อีกไม่สําเร็จครับ จํานวนการเสียชีวิตมากขึ้น ที่มากขึ้นเพราะเราเริ่มไป ตรวจสอบจํานวนนะครับ ผมจะให้ข้อมูลว่าอย่างนี้ครับ ผมก็เลยมาศึกษา ผมเรียน ท่านประธานว่าผมไปเจอข้อมูลในช่วงนั้น เป็นหนังสือที่ขยายไปทั่วโลกนะครับ ก็คือว่า เป็นหนังสือเล่มนี้นะครับ บีเอ็มเจ (BMJ) เป็นหนังสือบริติช เมดิคัล เจอร์นัล (British Medical Journal) แล้วก็ในนี้ผมไปเห็นว่าเป็นรูปคนตายอยู่บนถนน ขายไปทั่วโลก หมายถึง ว่าวางไปทั่วโลกเป็นหนังสือทางการแพทย์ ในนี้เขียนว่าวอร์ ออน เดอะ โรด (War on the road) หมายถึงสงครามบนถนน และผมก็ดู พอดูไป ผมเห็นเครื่องหมายของเจ้าหน้าที่คนนี้ ที่ทําเรื่องนี้อยู่ ปรากฏว่าผมอ่านได้ว่า ป่อเต็กตึ๊ง ผมก็เลยรู้ว่าหนังสือที่ไปทั่วโลกที่เขามองกันว่า มีสงครามบนถนนแห่งประเทศไทย มีการตายยิ่งกว่าสงครามอีก เป็นประเทศของเราเอง น่าอายมากนะครับ พอลงไปในรายละเอียดเราก็เห็นข้อมูลที่จากดับเบิลยูเอชโอ (WHO) หรือองค์การอนามัยโลก ผมก็ประสานไปที่องค์การอนามัยโลกเขาก็ส่งหนังสือเล่มนี้มาให้ นี่ผมยังเก็บไว้ เป็นเกี่ยวกับเรื่องการทําเกี่ยวกับการป้องกันการบาดเจ็บล้มตายบนถนนทั่วโลก ทําให้ข้อมูลเราทราบชัดว่ามันมีความลึกซึ้งมากกว่าที่เราสัมผัสด้วยความรู้สึก เราจะเห็นแต่ว่า เป็นศพอยู่บนถนน แต่ว่าเราไม่รู้มูลเหตุมูลฐานและระบบความคิดที่เป็นระบบว่าอย่างไร ก็เลยมีการศึกษาเรื่องนี้กันเอาจริงเอาจัง แล้วสุดท้ายนี่นะครับ เราก็เลยจัดเป็นระบบ มีการ นําเสนอว่าจะมีการทําระบบ เพราะว่าอยากจะเรียนว่าข้อมูลในการเสียชีวิตเรานับกันขณะนี้ ๗ วันอันตราย คําว่า ๗ วันอันตราย ผมเป็นคนกําหนดขึ้นมาตอนช่วงทําหน้าที่อยู่นะครับ เราก็ล็อก ๗ วันหัวท้ายนะครับ แล้วก็มีการนับ แต่ข้อมูลจริง ๆ การเสียชีวิตต่อวัน ขณะนี้ไม่น้อยกว่า ๓๕ ศพต่อวันทุกวันอยู่แล้ว แต่ในช่วงเทศกาลเดินทางมากอาจจะ โดดขึ้นมาเป็น ๖๐ ๗๐ หรือ ๑๐๐ ๒๐๐ แต่ทุกวันค่าเฉลี่ยทุกวัน ๓๕ ศพเป็นอย่างน้อยทุกวัน เพียงแต่ไม่มีปรากฏเท่านั้นเอง เราก็ตรวจสอบดูว่าเมื่อปี ๒๕๔๕ ในตอนนั้นอัตราการ เสียชีวิต เขาคิดเป็นต่อแสนประชากรครับท่านประธาน ก็คือว่าของเราขณะนี้มีประชากร ๖๗๐ แสนก็คือ ๖๗ ล้านคน คูณด้วยในตอนปี ๒๕๕๖ นะครับ ๒๓ คน หมายความว่า เสียชีวิต ๒๓ คนคูณด้วยแสนประชากร ๒๓ คูณด้วย ๖๕๐ ตอนนั้นคงจะเป็นสัก ๖๐ ล้านคน ก็คูณด้วย ๖๐ เสียชีวิตอยู่มาก ก็หลังจากนั้นมีการทําเป็นแผนแม่บท เพราะว่าปล่อยไว้เฉยๆ ก็ไม่ได้แล้วนะครับ แผนแม่บทที่ว่านี่นะครับจัดทําเป็นแผนแม่บทความปลอดภัยทางถนน ช่วงปี ๒๕๔๘-๒๕๕๑ นะครับ ในตอนนี้เองสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจัดทําเป็นนโยบายและมีการ วางแผนมีเป้าหมาย เป้าหมายเมื่อสักครู่ เรียนท่านประธานว่าที่เรากําหนดว่าเราจะมีการลด อัตราการตายให้ได้ เป็นปีนะครับท่านประธาน จะมีการลดอัตราในแผนตรงนั้นปี ๒๕๔๘-๒๕๕๑ จะลดอัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุต่อแสนประชาชน จาก ๒๒.๒๑ ในปี ๒๕๕๗ ให้เหลือ ๒๐ คน หมายความว่าให้ลดลงเป็นจํานวนให้เหลือ ๒๐ คน แค่ ๒ คนต่อแสนประชากรต่อปี ก็เป็นเรื่องที่ลําบากมากนะครับ ก็กําหนดไว้ตามนั้น แล้วมีการออกเป็นยุทธศาสตร์ในช่วงนั้น ก็คือว่าทําเป็นยุทธศาสตร์ ๕ อี (5E) โดยองค์ประกอบก็คือว่าช่วงนั้นผมทดลองทํากันว่า เราเอาถนนเป็นหลัก เราให้การศึกษาเป็นหลัก ปรากฏว่าไม่ถูก การเรียงลําดับตอนนั้นที่ได้ผลมากก็คือว่า เอาเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย มาเป็นข้อแรกก่อน ผมยกตัวอย่างท่านประธานครับว่า เราทําใบขับขี่ ใบขับขี่ตอนนั้น มีประมาณสัก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของจํานวนรถเท่านั้นเอง พอออกเป็นนโยบายว่าออกไปทํา ใบขับขี่เป็นโมบาย (Mobile) ออกไปทํา ออกไปอะไรพวกนี้ เขาไม่มาครับ เขาไม่มาทํากัน ก็เลยคุยกับทางสํานักงานตํารวจแห่งชาติว่า จับ เดินหน้าจับเลย ตั้งด่านจับ ใครไม่มีใบขับขี่ แล้วเราก็เปิดรับ เขาก็เลยมาทํากัน เราทําได้ประมาณสัก ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ หลายปีเหมือนกัน กว่าจะได้ใบขับขี่ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ของจํานวนรถจดทะเบียน อันแรกก็เลยกลับมาเป็นว่า ลําดับที่ผมจะนําเสนอในช่วงนั้นเป็นลําดับตามความสําคัญอี (E) แรกก็คือเอนฟอร์ซเมนต์ (Enforcement) ก็คือการบังคับใช้กฎหมายตรงนี้ต้องทําก่อน เหมือนที่รัฐบาลนี้ทํา แล้วเราก็ จับรถด้วยแล้วก็ล็อกทั้งรถทั้งคนไว้เป็นเรื่องเอนฟอร์ซเมนต์ (Enforcement) คือเมาแล้วขับ จับทุกราย อะไรพวกนี้ใช่ทั้งนั้นนะครับ ต่อมาอี (E) ที่ ๒ ในแผนนั้นนะครับ ก็คือเอนจิเนียริง (Engineering) คือด้านวิศวกรรม มีการปรับ แปลว่าถนนตรงไหนมีปัญหา ซึ่งตรงนี้ท่านประธานเสรี ประเด็นที่ท่านฝากก็คือระบบไฟจราจร ของท่านนะครับ ระบบสี่แยกห้าแยกของท่าน ที่มีปัญหา ใช่ด้านนี้หมด ก็คือด้านเอนจิเนียร์ (Engineer) ด้านต่อมาลําดับต่อมาที่จําเป็นต้อง ทําก็คือ อี (E) เอดูเคชัน (Education) หรือพับบลิกรีเลชัน (Public Relation) คือให้ความรู้ ประชาสัมพันธ์การมีส่วนร่วมของประชาชน ตรงนี้เองอยากจะนําเรียนว่ามีความสําคัญมาก แล้วผมก็ยังเสียใจอยู่ว่า เมื่อปี ๒๕๓๘ เราได้จ้างประเทศสวีเดนมาทํา เป็นบทเรียน สมัยก่อน ตอนเราเล็ก ๆ ท่านประธานคงจําได้ที่ว่ามีเพลงที่ว่า ใช้รถใช้ถนนทุกคนอย่าประมาท แล้วครู ก็สอนเราว่าเวลาเดินถ้ารถชิดซ้ายให้เราเดินด้านขวาเพราะรถที่มาเราจะได้มองเห็น เดี๋ยวนี้ ไม่มี เพราะฉะนั้นทําหลักสูตรขึ้นของสวีโรด (SweRoad) ทําให้กระทรวงศึกษาธิการ ผมยังติดใจตรงนี้ว่ามีหลักสูตรที่ดีมากตั้งแต่ชั้นอนุบาลไปจนถึงชั้นมัธยมศึกษา อนุบาล ก็รถจักรยานมีใบขับขี่ด้วย ตรงนี้ถ้าเราทํากันตั้งแต่บัดนั้นมาก็คงจะดีกว่านี้นะครับ แล้วก็ เรื่องการศึกษาซึ่งจําเป็นมาก ผมมองว่ารถที่จดทะเบียนมากขณะนี้การศึกษาที่จะช่วยได้ ไม่อย่างนั้นเราเอาไม่อยู่แล้วนะครับ

สุดท้ายที่มาเกี่ยวข้องกันที่มีการแถลงข่าวในวันนี้ก็คือว่าอีเอ็มเอสเอส (EMSS) อีเมอร์เจนซี เมดิคัล เซอร์วิส ซิสเต็ม (Emergency Medical Service System) ซึ่งทางกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมได้ดําเนินการเสนอขึ้นมา ครั้งที่แล้วที่ดําเนินการแล้ว วันนี้กระทรวงสาธารณสุขประชุมวันนี้นะครับแล้วก็แถลงข่าวแล้ว ประเด็นที่ผมนําเสนอขึ้นมาเรื่องเดียวกัน ประเด็นเรื่องอีเอ็มเอสเอส (EMSS) หรืออีเมอร์เจนซี เมดิคัล เซอร์วิส ซิสเต็ม (Emergency Medical Service System) เป็นประเด็นเรื่อง การนําคนบาดเจ็บไปยังสถานพยาบาลให้เร็วที่สุด ซึ่งตรงนี้ของเราอ่อนแอมากแต่ช่วยได้เยอะ อุบัติเหตุมันเยอะ รวมทั้งกรณีของหัวหน้าพรรคผมด้วยนะครับ ท่านประธานที่ปรึกษาพรรค ซึ่งวันนี้มีการประชุมแล้วก็ออกเป็นนโยบายกว้างขวาง ก็น่าจะเป็นคุณูปการ ที่เขาประชุม วันนี้จะได้เอามาใช้เรื่องนี้ด้วยว่านําคนบาดเจ็บจากการชนกันไปที่โรงพยาบาลให้เร็วนะครับ แต่ประเด็นก็คือว่าในส่วนนี้เอง ของเราอย่างไรก็มีไม่พอ ในตอนนั้นผมก็ได้หม่อมราชวงศ์ เจตจันทร์ ประวิตร ซึ่งท่านดูแลเรื่องอุบัติภัยตอนนั้นอยู่ ท่านก็ได้กรุณานะครับ ที่ของท่าน อยู่ที่ปากช่อง เราก็เอามูลนิธิร่วมกตัญญู มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ซึ่งรวมทั้งของมหาดไทยไป ผมก็ได้ อนุมัติเงินจากกองทุนความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน ที่ใช้ประมูลเลขสวยไป รวมทั้ง สสส. ก็ช่วยด้วย ให้เอามูลนิธิเหล่านี้ เจ้าหน้าที่เหล่านี้ให้รู้ว่าจะดูแลคนบาดเจ็บอย่างไร แล้วเอาไป ถึงโรงพยาบาลอย่างไร ในส่วนของอีเมอร์เจนซี เมดิคัล เซอร์วิส ซิสเต็ม (Emergency Medical Service System) เป็นอี (E) ที่ ๔ สุดท้ายเป็นอี (E) ที่ ๕ ก็คืออีแวลูเอต (Evaluate) เป็นอีแวลูเอชัน แอนด์ อินฟอร์เมชัน (Evaluation and Information) การประเมินผลเพราะต้องมีการประเมินผลตลอดเวลาว่าเรื่องราวมันจะมาใหม่เสมอ มีเรื่องใหม่ ความเร็วแบบใหม่ สารเสพติดแบบใหม่จะเข้ามาเราต้องมีการอีแวลูเอต (Evaluate) แล้วมีการประเมินผลเพื่อปรับเปลี่ยนแผนตลอดเวลา ผมเรียนว่าอย่างนี้ครับ ในช่วงนั้นผมได้คุยกับทางมิสเตอร์รอส ซึ่งเป็นประธานฝ่ายเอดีบี (ADB) ก็มาช่วยเรื่องนี้ด้วย ของอาเซียน (ASEAN) ผมก็สงสัยว่าที่ประเทศมาเลเซียเขาเป็นมุสลิม เขาไม่มีเทศกาล เรื่องเมาไม่ขับ ปัญหาก็คือว่าเขาก็มีการรณรงค์เรื่องนี้ด้วย เราก็ถามว่า แล้วจะมีประโยชน์ อะไร คุณรอสเขาก็บอกว่าในช่วงเทศกาลมันเป็นช่วงที่ประชาชนเขารับได้กับมาตรการที่เรา ใส่เข้าไป ดังนั้นเราอยากจะทําอะไรเรื่องความเร็วก็ดี อยากจะมีกฎหมายอะไรใหม่ ๆ ให้ใส่เข้าไปช่วงเทศกาลประชาชนจะรับได้ แล้วถ้ามันเวิร์ก (Work) เราก็สามารถที่จะ ดําเนินการต่อไปในช่วงปกติทั้งปีได้ มันเป็นช่วงรอยต่อ เป็นช่วงที่เราสามารถจะใช้เครื่องมือ ใหม่ ๆ ได้นะครับ ส่วนนี้เป็นเรื่องที่เราทํา ผมอยากจะเรียนว่าที่ผมนําเรื่องนี้มานําเสนอ ผลสิ้นสุดตอนนั้นผมไม่อยู่แล้ว ผมออกมาแล้วนะครับ แผนนี้ไปจบปี ๒๕๕๑ ปรากฏว่า แผนแม่บทนี้ลดอัตราการเสียชีวิตที่เราวางแผนไว้กะว่าจะให้เหลือ ๒๐ คนต่อแสนประชากร ลดได้ถึง ๑๘.๒ คน หมายความว่าต่ํากว่าเป้าเยอะ ก็คือจากเดิมประเมินว่าจะมีผู้เสียชีวิต เป้าลดลงมาจาก ๑๔,๐๐๐ คนให้เหลือ ๑๒,๖๐๐ คนต่อปี ท่านประธานว่ามากไหมครับ ๑๒,๐๐๐ กว่าคนต่อปี แล้วลดเหลือ ๑๑,๔๖๖ คนต่อปี หมายความว่าเราสามารถลดได้ ต่ํากว่าเป้าเยอะมาก ซึ่งสรุปแล้วก็คือสามารถทําให้คนไม่ตายบนถนนจากแผนนี้ และไม่น้อยกว่า ปีละ ๒,๓๐๐ คนจากแผนนี้นะครับ หลังจากนั้นมาในปัจจุบัน ปัจจุบันขณะนี้มีแผนแม่บท ความปลอดภัยทางถนน พ.ศ. ๒๕๕๖ ถึง พ.ศ. ๒๕๕๙ คือสิ้นในปีนี้นะครับ มีการกําหนด เป้าหมายว่าปี ๒๕๕๖ จะลดให้เหลือ ๑๔.๔๓ คนต่อแสนประชากร ปี ๒๕๕๗ จะให้เหลือ ๑๓.๖๘ คน แล้วก็ในปี ๒๕๕๙ จะเหลือตามแผนแม่บทให้เหลือ ๑๒.๑๘ คนต่อแสนประชากร ท่านประธานที่เคารพครับ ในส่วนนี้ยุทธศาสตร์ที่ใช้ในแผนแม่บทนี้ไม่เหมือนกับ ๕ อี (5E) ที่ใช้ ยุทธศาสตร์ในช่วงนี้ที่ใช้ปัจจุบันก็คือ ๑. ระบบการพัฒนาบริหารจัดการความปลอดภัย ทางถนนสู่ระดับสากล ๒. จะเสริมสร้างความปลอดภัยแบบมุ่งเป้า ๓. ลดความสูญเสีย ในปัจจัยเสี่ยงอย่างยั่งยืน ๔. เสริมสร้างความปลอดภัยทางถนนในท้องถิ่นอย่างมีส่วนร่วม นี่คือ ๔ แผนหลักของยุทธศาสตร์ปีนี้ ผลของแผนนะครับ การปฏิบัติตามแผนปี ๒๕๕๖ จะมีอัตราการเสียชีวิตต่อประชากรปรากฏว่าเป็น ๒๒.๘๙ ประมาณ ๒๓ คน กลับไปเท่ากับ ปี ๒๕๕๖ คือตามแผนมีเท่านี้ แต่ว่าที่ได้มาจากแผนทะลุขึ้นไป คือเกินแผน เกินเป้า ปี ๒๕๕๗ เขามีข้อมูลไม่ครบ ปี ๒๕๕๘ ปีที่ผ่านมามีอัตราการเสียชีวิตต่อแสนประชากร ๑๗.๘๑ คนต่อแสนประชากร นี่ข้อมูลกระทรวงสาธารณสุข เป้าหมายวางไว้ ๑๒.๘๓ คน หมายความว่าตอนนี้การเสียชีวิตสูงกว่าแผนมาก ผมนําเรียนท่านประธานอย่างนี้ครับ ในการ นับของเราไม่เหมือนกัน ของเราตั้งไว้ขนาดนี้ แต่ขององค์การอนามัยโลกเขาไม่นับ ๗ วัน ของเรานับ ณ วันชนแล้วก็ตายวันนั้นเรานับ แต่ขององค์การอนามัยโลกพอชนวันนั้นแล้วเขา จะตามอาการไปอีกประมาณ ๓๐ วัน คือคุณถูกรถชนวันนี้ไม่ใช่ตายวันนี้นับวันนี้ แต่ตายอีก ๒ วันยังไม่นับอย่างนั้นไม่ถูก คือต้องนับไปว่าคุณตายเพราะถูกรถชนนั่นละ เขาก็จะนับ เขากําหนดว่าอย่างนี้ ดับเบิลยูเอชโอ (WHO) เขาว่าประเทศไทยตามข้อมูลของเขา อัตรา ตายต่อแสนประชากรข้อมูลใหม่สุดขณะนี้ ก็คือ ๓๖.๒ คนต่อแสนประชากร หมายความว่า เรากําลังสูญเสียต่อปีในประเทศไทยในขณะนี้ ๒๔,๒๗๗ คน แล้วก็จากรายงานของ ดับเบิลยูเอชโอ (WHO) ได้ข้อสรุปว่าการเสียชีวิตในของเราซึ่งตรงกับที่เราศึกษา แต่ของเขา ละเอียดมาก เป็นจักรยานยนต์ ทู (Two) หรือทรีวีลเลอร์ (Three Wheeler) ก็คือ ทั้งมอเตอร์ไซค์สองล้อและสามล้อ ๗๓ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งตรงนี้ถ้าเทียบกับกลุ่มอาเซียน (ASEAN) ขณะนี้ อาเซียน (ASEAN) ทั้งหมดนะครับ ประเทศไทยมีอัตราการเสียชีวิตสูงที่สุด คือ ๓๖ คนต่อแสนประชากร ในขณะที่ข้อมูลผมได้มอบให้ไปแล้วนะครับ ในขณะที่ ประเทศที่สองถ้าเราสังเกต ประเทศเวียดนาม ประเทศเวียดนามมีมอเตอร์ไซค์เยอะ มอเตอร์ไซค์มันเนื้อหุ้มเหล็กนะครับ ดังนั้นยิ่งมอเตอร์ไซค์เยอะก็ยิ่งตายเยอะ น่าเป็นห่วงมาก นะครับ ส่วนที่มันชี้ชัด ๆ ที่เพิ่งผ่านมาที่เป็นมูลเหตุที่ทําให้พวกเรายื่นญัตติตรงนี้นะครับ จากช่วงสงกรานต์ปี ๒๕๕๙ ที่ผ่านมา ในญัตติผมลงไว้ ๓๙๗ คน เสียชีวิต แต่จริง ๆ แล้ว ข้อมูลที่ศึกษาจากกรมการขนส่งทางบก เช็ก (Check) สุดท้ายวันที่ ๑๑-๑๗ เมษายนที่ผ่านมา เสียชีวิตถึง ๔๔๒ คน ในขณะที่ในปีที่แล้วเสียชีวิตไป ๓๖๕ คน นั่นหมายความว่า ปีที่แล้วสงกรานต์ช่วงเดียวกันเวลาเดียวกัน ๗ วันเหมือนกัน ๗ วันอันตราย เหมือนกัน มีอัตราการตายเพิ่มขึ้นถึง ๒๑ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธาน เป็นตัวเลขที่น่ากลัวมาก น่าเป็นห่วงมาก ซึ่งผมเรียนอย่างนี้ว่าจํานวนที่น่ากลัวกว่านั้น คือคนที่เสียชีวิตแล้วก็ไป เอาไปเผาไปอะไรก็จบกันไป ค่าสูญเสียต่อคนตามเรต (Rate) ของยูเอ็น (UN) ก็คือ ๗,๐๐๐,๐๐๐ คน แต่ที่สูญเสียมากกว่า คือถ้าเสียชีวิต ๒๐,๐๐๐ กว่าคนให้คูณ ๑๐ คําว่า คูณ ๑๐ หมายความว่า คุณจะมีคนพิการ ๑๐ เท่าของเสียชีวิต หมายความว่าเสียชีวิตปีหนึ่ง ๒๐,๐๐๐ คน คนพิการปีหนึ่งเราสร้างขึ้นมาจากอุบัติเหตุประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคน แล้ว ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคนใครจะดูแล รัฐก็ต้องดูแลนะครับ เพราะพี่น้องเองจะทิ้งลูกไป ได้อย่างไรก็ต้องดูแล มันจะกลายเป็นความสูญเสียแบบติดลบมหาศาลเลย ตรงนี้ช่วงที่เราทํา เรื่องนี้อยู่ เมื่อก่อนเราประเมินว่าปีหนึ่งประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้าน แต่ขณะนี้ผมตีว่าประมาณ เกือบ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านแล้ว ในตัวเลขขณะนี้นะครับ ทีนี้ผมจะเทียบว่า ท่านประธานที่เคารพ จะเทียบว่า แผนแม่บท ปัญหาที่บอกแผนแม่บททั้ง ๒ ระยะ มันต่างกันตรงไหน ในแผน แม่บทฉบับปี ๒๕๔๘-๒๕๕๑ ที่ได้ผลมาก ลดต่ํากว่าเป้า เป็นแผนแม่บทที่ผู้อํานวยการศูนย์ ตอนนั้นเราเสนอให้นายกรัฐมนตรีตั้งรองนายกรัฐมนตรีขึ้นมาดูแล ในกรรมการชุดนั้น มีประธาน ช่วงนั้นก็มีคุณจาตุรนต์ ฉายแสง รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ผมนี่เป็น รองประธาน แล้วก็มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวง สาธารณสุข รัฐมนตรีทั้งหมด ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ มาดูแลตรงนี้อยู่ แผนตรงนี้ เนื่องจากว่าเกี่ยวข้องกับกระทรวง ข้ามกระทรวงหลายกระทรวงมาก ข้ามกันไปกระทรวง สาธารณสุข ดังนั้นในแผนปีต่อมา ในขณะที่แผนปีนี้ ผู้อํานวยการเป็นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย เหมือนเราสเกลดาวน์ (Scale Down) ลงมา จากเดิมใช้อํานาจ นายกรัฐมนตรีคุมแผน คุมศูนย์ ตอนหลังใช้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งสามารถ คุมได้เฉพาะกระทรวงมหาดไทย คือสั่งการได้ จะข้ามไปยังกระทรวงอื่นไม่ใช่ง่าย แม้ว่า เราจะมี พ.ร.บ. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. ๒๕๕๐ ก็ตามนะครับ ซึ่งมีอํานาจ ไปครอบจริง แต่ว่าอํานาจจริงในระบบของการบัญชาการไม่เหมือนกัน เรียนว่าในการ ดําเนินการตรงนี้มีปัญหาอยู่มากเพราะว่า ผมมองว่าจําเป็นจะต้องมีการปรับเปลี่ยนกลับไป โดยใช้กลไกที่มีอํานาจสูงกว่านี้เป็นคนดูแล เมื่อคืนผมได้มีโอกาสเจอกับท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย ก็นําเรียนท่านว่าวันนี้จะเอาญัตตินี้เข้ามานะครับ เพื่อให้มีการพิจารณา ก็คงจะต้องส่งรายละเอียดให้ท่าน

อีกประเด็นหนึ่งที่เป็นการเปรียบเทียบ การเพิ่มขึ้นของจํานวนรถ ในการ เสียชีวิตบนถนน มันสัมพันธ์กับที่เมื่อสักครู่แล้ว คือต่อแสนประชากร แสนประชากรของเรา ขณะนี้เรามี ๖๗๐ แสน ก็คือว่า ๖๗ ล้านคน ประชากรเราเพิ่มไม่มากนอกจากประชากรแฝง แต่สิ่งที่เพิ่มมากอีกอัตรา ที่ดับเบิลยูเอชโอ (WHO) คํานวณก็คือว่า ต่อหมื่นรถจดทะเบียน หมายความว่ามันจะเป็นเรต (Rate) อีกเรต (Rate) หนึ่งว่า เสียชีวิตต่อหมื่นรถจดทะเบียน ประเทศพัฒนาแล้วเท่าไร ประเทศกําลังพัฒนาจะเท่าไร ของเรานี่รถจดทะเบียนเพิ่มขึ้น แบบมากมายมหาศาลนะครับ ปีหนึ่งขึ้นมาเป็นจํานวนมาก รถจะเพิ่ม ๆ พอเราคูณด้วย จํานวนหมื่นรถจดทะเบียน ไม่มีทางที่เราจะหยุดมันได้ถ้าเราไม่มีมาตรการที่เข้มแข็งกว่าเรา จะไปปีหนึ่งลด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่จริงนะครับ ต้องมีการดําเนินการอย่างใด อย่างหนึ่งเป็นพิเศษ และนอกจากนั้นมีการเพิ่มขึ้นของสารที่ก่อให้เกิดอันตราย นอกจาก เรากําลังพูดถึงแอลกอฮอล์ เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ แอลกอฮอล์ ยาอี ยาสารพัดยาที่เสพเข้าไป แล้วไปขับรถ อันตรายมาก เรายังไม่ค่อยมีกฎหมายเรื่องนี้นัก ดังนั้นขอวิเคราะห์ผลที่เกิดขึ้น ว่าถ้าเปรียบเทียบแล้ว ๒ แผนจะเหมือนกัน เป้าหมายเดียวกัน แตกต่างกันตรงที่ผลนะครับ เนื่องจากว่าอํานาจบัญชาการในการคอนโทรล (Control) แผนไม่เหมือนกัน รองนายกรัฐมนตรี หรืออํานาจของนายกรัฐมนตรี กับรัฐมนตรีว่าการ อํานาจจะไม่เท่ากัน ดังนั้นแนวโน้มจะ สูญเสียมากขึ้น ดังนั้นอยากจะเรียนท่านประธานว่าของดับเบิลยูเอชโอ (WHO) นี่นะครับ ที่เราจะต้อง ดําเนินการต่อเนื่องไป อยากจะนําเรียนว่าเขามีการกําหนดนะครับ เราคงจะต้องมีการปรับแผน ต่อจากนี้ แล้วก็ถามว่ายึดอะไร ก็อาจจะต้องยึดการศึกษาของดับเบิลยูเอชโอ (WHO) ที่เพิ่ง ได้ข้อสรุป อยากจะนําเรียนว่าเมื่อไม่กี่วันนี้ เมื่อสิ้นปีที่แล้ว เมื่อสักประมาณเดือนพฤศจิกายน ดับเบิลยูเอชโอ (WHO) ได้มีการประชุมใหญ่ทั่วโลก แล้วก็ได้ออกเดแคลเรชัน (Declaration) ขึ้นมาอันหนึ่ง เป็นบราซิเลีย เดแคลเรชัน ออน โรด เซฟตี (Brasilia Declaration on Road Safety) ที่บราซิล เขามีการกําหนดว่าจะมีเสาหลักขึ้นมา ๕ เสาหลัก นี่เรื่องใหม่เลยนะครับ ผมให้เอกสารไปแล้วมีรายละเอียดว่าเขาเสนออะไรบ้าง คือการจัดการเรื่องความปลอดภัย ทางถนน ถนนปลอดภัย รถปลอดภัย พฤติกรรมปลอดภัย และการดูแลหลังเกิดเหตุ เพราะว่าอย่างที่เรียนแล้ว ถูกชนวันนี้ แต่ถ้าดูแลไม่ดี นําไปส่งไม่ทัน และไม่ดูแลหลังจากนั้น ก็เสียชีวิต ถ้าภายใน ๓๐ วัน เราก็นับนะครับ ดังนั้นผมขอเสนอนะครับว่ากับคณะที่ได้ ลงนามมาในญัตติแล้ว ขอเสนอให้สภานี้ ขอความกรุณาท่านสมาชิกช่วยสนับสนุน ตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อดําเนินการศึกษาจัดทําระบบความปลอดภัยขึ้นใหม่ เป็นแผน แล้วก็ตั้งใจว่าจะให้เสร็จภายในไม่เกิน ๑๒๐ วัน และจะนําเสนอมาที่ประชุมแห่งนี้ ให้พิจารณา เพื่อจะได้นําเสนอไปยังรัฐบาล ความตั้งใจก็คือว่า ให้ทันก่อนกําหนดงบประมาณ เพราะถ้าเรามีแต่แผนแล้วก็ไม่ทันงบประมาณปี ๒๕๖๐ เราก็ช้าไปปีหนึ่ง แล้วที่สําคัญก็คือว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่กําลังจะมาถึง เราคงต้องมีแผนใหม่เข้าไปรองรับ ถ้าไม่อย่างนั้นสิ้นปีนี้ จะมีการสูญเสียที่ทะลุเป้าอีกแน่นอนตามเหตุผลที่ได้กล่าวแล้วนะครับ ก็เลยเสนอนะครับ ในการเสนอนี้ถามว่าเรามีอํานาจที่จะเสนอได้ไหม ในการเสนอญัตติครั้งนี้ถือว่าอยู่ในอํานาจ หน้าที่ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศตามความในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๕๕๗ และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๓๙/๒ ประกอบมาตรา ๒๗ และ มาตรา ๓๑ วรรคหนึ่ง (๑) และวรรคสอง แล้วก็ในข้อบังคับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๘ ข้อ ๔๓ และข้อ ๔๔ เพราะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สืบต่อครับท่านประธาน เนื่องจากว่าทางสภาปฏิรูปแห่งชาติที่ผ่านมาท่านได้ดําเนินการเรื่องแพทย์ฉุกเฉินเกี่ยวกับเรื่อง อุบัติเหตุทางถนนไว้ก่อนแล้ว แล้วก็เสนอไปยังรัฐบาลแล้ว เพราะฉะนั้นถือเป็นการสืบต่อ ในสุดท้ายนี้ก็ขอเสนอต่อที่ประชุมนี้ได้กรุณาพิจารณาในการตั้งกรรมาธิการวิสามัญขึ้น แล้วก็ ขอความกรุณาท่านสมาชิกช่วยกันสนับสนุนด้วยครับ นําเรียนท่านประธานและที่ประชุม ด้วยความเคารพครับ ขอบพระคุณครับ