เลิศรัตน์ ชี้อุบัติเหตุรุนแรง หนุนกฎหมายเข้ม-ปรับแคมเปญให้ตรงเป้า

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๑ · ๒ พฤษภาคม ๒๕๕๙

เลิศรัตน์ รัตนวานิช หารือปัญหาอุบัติเหตุจราจรที่ยังคงรุนแรงต่อเนื่อง แม้มีการดำเนินการมาแล้วหลายปี โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการปรับปรุงระบบการออกใบขับขี่ให้มีความเข้มงวดมากขึ้น รวมถึงตั้งคำถามต่อประสิทธิภาพของแคมเปญรณรงค์ที่ยังเข้าไม่ถึงกลุ่มเป้าหมายหลัก โดยเฉพาะผู้ใช้มอเตอร์ไซค์และประชาชนในชนบท พร้อมเสนอให้เพิ่มบทลงโทษสำหรับผู้ขับขี่ประมาทจนทำให้ผู้อื่นเสียชีวิต และป้องกันการเลี่ยงความรับผิดชอบผ่านการเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล รวมถึงเรียกร้องให้มีการกำกับดูแลผู้ขับขี่รถสาธารณะและรถรับจ้างไม่ประจำทางอย่างเข้มงวดในด้านใบขับขี่ การตรวจสุขภาพ และการจำกัดเวลาการขับขี่ต่อวัน เพื่อเสริมสร้างวินัยและความปลอดภัยบนท้องถนน พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงความเชื่อเรื่องกรรมที่อาจทำให้สังคมเพิกเฉยต่อปัจจัยของความประมาท จึงเสนอให้ใช้ข้อมูลเชิงวิชาการสนับสนุนการกำหนดนโยบายป้องกันอุบัติเหตุอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรมมากขึ้น

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณที่ท่านประธานได้กรุณาให้โอกาสในการแสดงข้อคิดเห็น ต่อญัตติด่วน ซึ่งท่านนิกรได้เสนอนะครับ สําหรับเรื่องนี้ที่จริงตอนที่มีการริเริ่มกันผมก็ได้ ลงนามที่จะไปร่วมในการหารือ แต่ว่าไม่ได้ไปร่วม เพราะว่าติดภารกิจ ซึ่งเมื่อมีการเสนอเป็น ญัตติขึ้นมา แล้วก็ได้ฟังท่านผู้เสนอญัตติได้ให้ข้อมูล ค่อนข้างจะละเอียดถี่ถ้วน มีที่ไปที่มา มีเหตุแห่งปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งก็ต้องถือว่าเป็นปัญหาที่มีความรุนแรง มีผลกระทบต่อสังคมไทย มาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน แล้วก็เป็นเรื่องที่ได้มีความพยายามในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้มากันด้วยหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน แต่ก็ไม่สามารถที่จะทําให้ ปัญหาการเสียชีวิตหรือการสูญเสีย หรืออุบัติเหตุบนถนนของประเทศเราลดน้อยลงได้ ดังเช่น ข้อมูลที่ท่านผู้เสนอญัตติได้แสดง แล้วก็ที่เพื่อนสมาชิกได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกหลายท่าน ผมก็จะไม่ขอพูดถึงประเด็นข้อมูลหรือสถิติต่าง ๆ เพราะเป็นที่ประจักษ์ชัดแจ้งอยู่แล้ว ถึงความสูญเสีย ถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ที่ค่อนข้างจะรุนแรงและเป็นปัญหาของประเทศที่โด่งดัง ไปทั่วโลก ผมเองในสมัยที่ยังรับราชการอยู่ เคยได้รับเชิญให้ไปดํารงตําแหน่งประธาน ประชาสัมพันธ์การป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ ในคณะกรรมการป้องกันอุบัติภัยแห่งชาติ ซึ่งงานหลักเรื่องหนึ่งคือการรณรงค์ลดอุบัติเหตุบนท้องถนน ก็มีการดําเนินการอย่างต่อเนื่อง ในหลาย ๆ รัฐบาลที่ผมได้ทํางานให้อยู่เกือบ ๑๐ ปี ในตําแหน่งนี้ ทั้งในการประชุมหารือ ทั้งในการเตรียมแผนการป้องกันก่อนปีใหม่ ก่อนสงกรานต์ ทั้งในการวางแผนระยะยาว ก็เป็นที่น่ายินดีว่าทุกฝ่ายตระหนักถึงปัญหา แต่การแก้ปัญหาไม่สามารถทําให้ทุเลาเบาบาง ลงได้อย่างที่ประจักษ์ชัดมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นการที่ สปท. ได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาอีก ครั้งหนึ่ง ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าจะเกิดประโยชน์ อาจจะมีมุมมองที่แตกต่างจากการทํางาน ที่ผ่านมา เพราะการแก้ปัญหานี้นั้นถ้าเราสามารถช่วยลดอุบัติเหตุ ลดการสูญเสียลงได้ ไม่ว่า จะเป็นจํานวนเท่าไร ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี ถือว่าเป็นผลบุญที่เราช่วยรักษาชีวิต ช่วยทําให้คน บาดเจ็บน้อยลง เพราะสถิติที่เกิดขึ้นในประเทศนั้นค่อนข้างจะน่าห่วง ผมเองก็คงขอฝากไว้ ๒-๓ ประเด็นนะครับ เพื่อที่จะให้คณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะตั้งขึ้นนั้นได้พิจารณา ซึ่งอาจจะ ซ้ํากับบางท่านหรือไม่ก็แล้วแต่ แต่ปัญหาที่ผมมองจากมุมมองที่เคยทํางานในเรื่องนี้มานั้น ว่าทําไมมันยังไม่สําเร็จ

ประเด็นแรก มีบางท่านพูดถึง อย่างท่านคุรุจิต ขออนุญาตที่เอ่ยนามท่าน พูดถึงเรื่องการออกใบขับขี่ ผมเคยเรียนในสหรัฐอเมริกาเป็นเวลาเกือบ ๑๐ ปี มีใบขับขี่ของ รัฐในอเมริกา ยากเย็นแสนเข็ญครับกว่าจะได้ใบขับขี่ และสุดท้ายเมื่อได้แล้วเขายังจับเข้าไป ในห้องให้ดูหนังอีกประมาณครึ่งชั่วโมง เป็นหนังของความสูญเสียจากอุบัติเหตุต่าง ๆ ของผู้ที่ ขับรถโดยไม่รับผิดชอบต่อชีวิตของคนอื่น เขาทําให้เราเกิดความรู้สึกหวาดกลัว รู้สึกว่าถ้าเรา ขาดความรับผิดชอบอะไรจะเกิดขึ้นแก่ชีวิตของเราแล้วกับของคนอื่นนะครับ เพราะฉะนั้น หลาย ๆ สิ่งที่การออกใบขับขี่ในต่างประเทศเขาทํามันเป็นเรื่องที่สําคัญ แต่บ้านเราก็ควรจะให้ ความสําคัญตรงนี้ เพราะถ้าใบขับขี่ให้ยากเท่าไรก็จะทําให้คนที่ขาดความรับผิดชอบหรือใช้รถ ใช้ถนนอย่างไม่สมควรนั้นจะได้ไม่ถูกไปอยู่หลังพวงมาลัย เป็นเหมือนเพชฌฆาตเคลื่อนที่ นะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นเรื่องที่สําคัญยิ่ง

ประเด็นที่ ๒ คือเรื่องการรณรงค์ การรณรงค์มีการกระทํากันอย่างกว้างขวาง และยิ่งก่อนเทศกาลต่าง ๆ โดยทุกภาคส่วนมีการนําคนที่พิการ ทุพพลภาพจากการใช้รถใช้ถนน มาเป็นพรีเซนเตอร์ (Presenter) ขี่จักรยาน ขี่รถที่เขาใช้อยู่ไปทั่วประเทศ จัดกันมาไปเหนือ ไปใต้ ไปตะวันออก ไปตะวันตก จัดกันทุกปีละครับ แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะเข้าไปถึงจิตใจของ ผู้ใช้รถใช้ถนนได้อย่างจริงจัง เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็คงจะเป็นว่ามันเข้าไปไม่ถึงกลุ่มเป้าหมาย อย่างเช่นผู้ที่อยู่ตามชนบท ผู้ที่ใช้ถนนรอง ผู้ที่ขี่มอเตอร์ไซค์ซึ่งมีจํานวนหลาย ๆ ล้านคันนั้น ว่าทําอย่างไรเราถึงจะให้คนเหล่านั้นได้มีความตระหนักถึงพิษภัยที่เขาจะต้องเผชิญ

ประเด็นที่ ๓ คือเรื่องของกฎหมาย ผมคิดว่าบทบัญญัติในเรื่องของกฎหมาย ที่เกี่ยวกับการกระทําผิดกฎจราจรยังเบา นี่ยังไม่พูดถึงการบังคับใช้ ไม่พูดถึงการเชื่อฟัง แต่บทบัญญัติที่ใช้ในหลาย ๆ ประเทศถ้าขับรถชนคนตายโดยประมาทหรือโดยดื่มสุรา สารเสพติด เขายึดใบขับขี่ตลอดชีวิต ไม่ใช่แค่ไม่กี่เดือน หรือไม่ใช่เปลี่ยนชื่อเปลี่ยนนามสกุล แล้วก็ไปทําใหม่ บ้านเราจะเห็นว่ามีคนชอบเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนนามสกุลเพื่อหลบหนีหนี้สินบ้าง หลบหนีกฎหมายต่าง ๆ บ้าง หรือไม่ให้คนจําได้ในสิ่งที่ตัวเองประพฤติปฏิบัติไปบ้าง เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นเรื่องที่จะต้องดูให้เหมาะสม เพราะคนที่อยู่หลังพวงมาลัยนั้นก็คือ คนที่สามารถทําให้เกิดความสูญเสียได้ กฎหมายก็จะต้องออกมาในข้อที่ประพฤติผิด กฎจราจรในบางประเด็นที่รุนแรง เช่น ขับรถชนคนตายอันมาจากความประมาท จากการ เสพสุรา การลงโทษจะต้องรุนแรงให้สาสม และไม่ให้สามารถปฏิบัติได้อีก

ประเด็นสุดท้ายก็คือการกวดขันผู้ใช้รถสาธารณะ ซึ่งผู้ที่ใช้รถ ขับรถสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นรถเมล์หรือแม้แต่รถ ซึ่งเดี๋ยวนี้เรามีรถไม่ประจําทางเยอะแยะ ไม่ว่าจะเป็นรถตู้ รถพิกอัป (Pickup) ต่าง ๆ ที่รับคนจํานวนมากเดินทางไปมาทั้งในช่วงเทศกาลและในช่วง ปกติโดยอาจจะไม่ได้เรียกว่าเป็นรถเมล์หรือรถประจําทาง แต่บุคคลเหล่านี้เมื่อเกิดอุบัติเหตุ แล้วจะเกิดการสูญเสียที่ค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นทําอย่างไรที่จะกวดขันบุคคลเหล่านี้ที่จะ ใช้รถเหล่านี้ ทั้งเรื่องใบขับขี่ ทั้งการต้องมาสอบใบขับขี่เป็นประจํา การตรวจสภาพร่างกาย มีบางท่านเสนอวิธีการขับรถให้ต้องหยุดเมื่อมีการขับไประยะหนึ่ง ผู้ขับขี่รถโค้ช (Coach) ถ้าเราไปท่องเที่ยวในยุโรปหรือในอเมริกา เขาจะมีแผ่นดิสก์ (Disk) ติดอยู่ที่หลังพวงมาลัย เขาจะกําหนดไว้เลยว่าวันหนึ่งขับได้กี่ชั่วโมง ผมเคยไปดูงานสมัยเป็น ส.ว. พอไปถึงบ้านท่านทูต บ้านหนึ่งตอนประมาณสักหกโมงเย็น มีเวลา ๑๐ นาที ข้าวก็ไม่ได้กินเพราะว่าคนขับรถ จะต้องรีบกลับไปส่งเราที่โรงแรมเนื่องจากว่าหมดเวลาที่เขาจะสามารถขับได้ในวันนั้นนะครับ ๑. ขับไประยะหนึ่งต้องพัก ๒. วันหนึ่งขับรถได้ไม่เกิน ๘ ชั่วโมง ๑๐ ชั่วโมงอะไรก็แล้วแต่ และเขาเคร่งครัดกับกฎข้อบังคับอันนี้ค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นอันนี้ก็คือประเด็นสุดท้าย ในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายของฝ่ายเจ้าหน้าที่และการมีวินัยของผู้ใช้รถใช้ถนน ซึ่งต้อง ยอมรับว่าคนไทยนี่ไม่มีสํานึกในเรื่องนี้อย่างจริง ๆ อุบัติเหตุอย่างที่ท่านคุรุจิตได้กรุณาพูดแล้ว สิ่งสําคัญที่สุดคือนิสัยของคนไทยเป็นต้นเหตุของอุบัติเหตุทั้งปวง

และสุดท้ายของสุดท้าย ก็คือความเชื่อนะครับ อันนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่พูดกัน เยอะมากเวลาเราประชุมกันนี่ว่ามันเป็นกฎแห่งกรรมนะครับที่ต้องขับรถชนคน ที่ต้องประสบ อุบัติเหตุนี่เพราะได้เคยทํากรรมในเรื่องนั้นมาเรื่องนี้มา เพราะฉะนั้นคนไทยเชื่อในเรื่องของ กรรมเรื่องของสิ่งที่กระทํามาจึงไม่ได้ไปคิดถึงในเรื่องอื่นว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันไม่ใช่กรรม ไม่ใช่สิ่งที่ เราทํามาก่อนหรอก เป็นเพราะเราประมาท เป็นเพราะเราไม่มีวินัยเท่านั้นเอง ก็ขอขอบพระคุณ แล้วก็หวังว่าผลการศึกษา ที่จริงผมฟังท่านนิกรพูดตั้งแต่ต้นแล้ว ท่านสามารถส่งผล การศึกษาได้เลยนะครับวันพรุ่งนี้ ท่านศึกษามาละเอียดมากแล้วมีข้อมูลที่ครบถ้วนแล้ว นะครับ ก็คิดว่าด้วยการทํางานในระยะเวลา ๓-๔ เดือนข้างหน้าจะทําให้ผลการศึกษานี้ เกิดประโยชน์ในการที่จะทําให้รัฐบาลอาจจะตระหนักถึงบางจุดบางประเด็นที่ยังไม่ได้ ดําเนินการแล้วก็นําไปสู่การปฏิบัติที่จะช่วยรักษาชีวิตของพี่น้องคนไทยทั้งในยามเทศกาล และในภาวะปกติ ขอบพระคุณครับ