อลงกรณ์ พลบุตร แจ้งรายชื่อผู้อภิปรายที่เหลืออีก 2 คน ได้แก่ สุวิระ ทรงเมตตา และถวิลวดี บุรีกุล ก่อนหารือปัญหาอุบัติเหตุจราจรและเสนอแนวทางแก้ไขด้วยมาตรการบูรณาการ 6E โดยเน้นความร่วมมือของทุกภาคส่วนในการสร้างวินัยและความปลอดภัยบนท้องถนน รวมถึงการป้องกันและแก้ไขปัญหาเมาแล้วขับอย่างยั่งยืน ผ่านการบังคับใช้กฎหมาย การเปลี่ยนพฤติกรรม การรณรงค์ และการดูแลผู้ประสบเหตุ ก่อนเชิญถวิลวดี บุรีกุล ขึ้นบรรยายในที่ประชุมโดยกล่าวถึงประวัติและบทบาทอย่างละเอียด
มีสมาชิกเพิ่มเติม ขออภิปรายเพิ่มเติมมานะครับ แต่ว่ารวมแล้วก็เหลือเพียง อีก ๒ ท่านนะครับ ท่านต่อไปคือ พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจ แห่งชาติ แล้วก็ต่อด้วยท่านสุดท้าย ท่านถวิลวดี บุรีกุล ครับ
พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา : กราบเรียนท่านประธานและสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่ทรงเกียรติที่เคารพ ผม พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๑๗๕ อดีตผู้บังคับการตํารวจ ทางหลวงครับ ขอสนับสนุนข้อเสนอของท่านนิกรในเรื่องนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่สําคัญ แล้วก็เป็น ประโยชน์อย่างยิ่ง แล้วก็ถือว่าเป็นการช่วยเหลือประชาชนที่ไม่ให้สูญเสีย ซึ่งมีอัตรา การสูญเสียมากกว่าการเกิดวิกฤติเหตุการณ์ความไม่สงบในภาคใต้ หรือมากกว่าการเกิด สงครามกลางเมืองในบางประเทศเสียอีกครับ ผมขอมีข้อมูลนําเสนอเพิ่มเติมเพื่อที่จะได้ ประกอบการพิจารณาในการดําเนินการต่อไปดังนี้นะครับ ในการแก้ไขปัญหาในเรื่องของ อุบัติเหตุจราจรนั้น เรื่องที่สําคัญที่สุดก็คือเรื่องเกี่ยวกับคน และคนที่เกี่ยวข้องนั้นก็คือ ผู้ที่ใช้รถใช้ถนนนั่นเอง และผู้ที่ใช้รถใช้ถนนที่เป็นตัวแปรสําคัญที่ทําให้เกิดอุบัติเหตุจราจรนั้น ก็คือในเรื่องของวินัย การที่จะเกิดวินัยในการจราจรได้นั้นตามหลักแนวคิดก็จะต้องประกอบด้วย เคเอบี (KAB) เค (K) คือโนว์เลจ (Knowledge) การมีความรู้ความเข้าใจ เอ (A) คือแอตทิจูด (Attitude) มีทัศนคติและค่านิยมที่ถูกต้อง คือการมีวินัยในการจราจร และตัวบี (B) คือ บีเฮฟวิเออร์ (Behavior) พฤติกรรมที่แสดงออกถึงการมีวินัย ทีนี้การจะเกิดพฤติกรรม ที่แสดงออกถึงการมีวินัยได้นี้จะต้องเกิดจากการมีความรู้ความเข้าใจ และเมื่อมีความรู้ ความเข้าใจแล้วก็จะเกิดทัศนคติในการที่รักวินัยจราจร เมื่อมีทัศนคติที่ดี มีทัศนคติที่ถูกต้อง ในเชิงบวกแล้วก็จะก่อให้เกิดพฤติกรรมและการปฏิบัติที่ยึดมั่นในวินัยจราจรนั่นเอง ทีนี้เขาบอกว่าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องของบุคคลต่าง ๆ ก็คือจะต้องให้ความรู้ความเข้าใจแก่ทุกคน ไม่ว่าจะเด็กหรือว่าผู้ใหญ่แล้วก็ทุกสังคม ทุกชุมชน เพื่อให้เกิดแอตทิจูด (Attitude) ที่ดี และเกิดพฤติกรรมที่พึงประสงค์ ทีนี้พฤติกรรมนี่ที่จะแสดงออกถึงการมีวินัยหรือไม่มีวินัยนี้ เครื่องควบคุมก็มีอยู่ ๒ ส่วน ส่วนแรกก็เรียกว่าเครื่องควบคุมจากภายใน ก็คือมีความละอายใจ ในการกระทําผิดกฎจราจรหรือฝ่าฝืนวินัยจราจร อันนี้ก็เกิดจากทัศนคติหรือแอตทิจูด (Attitude) นั่นเอง ส่วนที่ ๒ ก็คือมีความเกรงกลัวในการกระทําผิดกฎจราจร อันนี้เกิดจาก การถูกบังคับ เช่นเกรงกลัวในเรื่องของกฎหมายในความผิดอาญา เกรงกลัวในเรื่องของ กฎหมายแพ่งที่จะถูกฟ้องร้องในทางแพ่งเพื่อจะชดใช้ รวมถึงเกรงกลัวเสียค่าปรับ ลําดับ ๓ ที่เกรงกลัวก็คือเรื่องวินัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการ เกรงกลัวในเรื่องลําดับที่ ๔ ก็คือ เกรงกลัวเรื่องเสียตําแหน่งหน้าที่การงานราชการหรือหน้าที่ตําแหน่งทางการเมือง หรือหน้าที่ ในตําแหน่งผู้บริหารทางรัฐวิสาหกิจ และอันสุดท้ายที่กลัวเสียก็คือกลัวเสื่อมเสียชื่อเสียง เพราะฉะนั้นจะต้องมีมาตรการมากระทําให้เกิดความละอายใจและมีมาตรการที่จะมาทําให้ เกิดความเกรงกลัว โดยทุกส่วนจะต้องมีส่วนร่วมด้วยช่วยกัน และในการดําเนินการจะต้องมี ความต่อเนื่องและมีการบังคับใช้กฎหมายโดยให้ประชาชน ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม ทีนี้มาดู นะครับว่าปัจจัยที่ทําให้เกิดอุบัติเหตุทางถนนนั้นมีวิธีการแก้ไขนั้นก็คือตามที่เขาเรียกว่า ๖ อี (6E) นั่นเอง อี (E) แรกก็คือเอนจิเนียริง (Engineering) ปัจจัยเกี่ยวกับถนนและวิศวกรรม จราจร ผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ก็คงจะต้องเกี่ยวข้องกับกระทรวงคมนาคม รวมทั้งการปกครอง ท้องถิ่น ส่วนที่ ๒ ก็คือเอนไวรอนเมนต์ (Environment) อี (E) ที่ ๒ ก็คือปัจจัยทางด้าน สภาพแวดล้อมและทัศนวิสัย ในส่วนนี้ก็คือผู้ที่เกี่ยวข้องในการใช้รถใช้ถนนก็ต้องดูแลเรื่อง ทัศนวิสัยด้วย รวมทั้งชุมชนเองก็ต้องมาดูแลเรื่องทัศนวิสัยด้วย กระทรวงคมนาคมเองก็ต้อง ดูแลด้วยว่าส่วนไหนถนนส่วนไหนที่ทัศนวิสัยไม่ดีก็ต้องแก้ไข ส่วนที่ ๓ คือส่วน อี (E) ที่ ๓ คือเอดูเคชัน (Education) การให้ความรู้ ความเข้าใจ อันนี้ ทุกภาคส่วนต้องเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่โรงเรียน มหาวิทยาลัย รวมทั้งสถาบันต่าง ๆ และ อี (E) ที่ ๔ ก็คือเอ็มเพาเวอร์เมนต์ (Empowerment) คือการสร้างพลังอํานาจแก่ท้องถิ่น ชุมชน และการมีส่วนร่วมจากประชาชน และอี (E) ที่ ๕ คืออีแวลูเอชัน (Evaluation) การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาไม่ให้เกิดอุบัติเหตุจราจรซ้ําซาก ซ้ําสอง มีตัวอย่างครับ เพื่อนผมที่เรียน วปอ. ด้วยกัน ปรากฏว่าไปที่ถนนแห่งหนึ่งเป็นทางโค้ง แล้วก็ฝนตก รถก็แฉลบออกทางโค้งไป แล้วก็กําลังโทรหาเพื่อนเพื่อขอความช่วยเหลือ ระหว่างที่โทรศัพท์คุยกับเพื่อนนั้นก็มีเสียงดังโครมเข้ามาแล้วก็เงียบไป ปรากฏว่ารถที่วิ่ง ตามมาเกิดเหตุเหมือนกัน แล้วก็หลุดโค้งปลิวออกนอกถนนไปทับกันในจุดเดิม ตรงนี้ละครับ เรียกว่าเกิดจากสภาพในเรื่องของถนนที่เกิดแล้ว ซ้ําแล้วซ้ําเล่า เหมือนที่ท่านผู้บัญชาการ อํานวยได้กล่าวเมื่อสักครู่นี้นะครับว่าโค้งร้อยศพ หรือถนนร้อยศพ ตรงนี้ก็คือเพื่อแก้ไขไม่ให้ มันเกิดขึ้นอีกต่อไป และตัวสุดท้ายตัวอี (E) ที่ ๖ ก็คือเอนฟอร์ซเมนต์ (Enforcement) ก็คือ ปัจจัยที่เกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายนั่นเอง การบังคับใช้กฎหมายจะต้องมีความต่อเนื่อง แล้วก็ต้องให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม การบังคับใช้กฎหมายนั้นจึงจะยั่งยืน เมื่อสมัยที่ ท่านนิกร จํานง เป็นรัฐมนตรี ผมจําได้ว่าผมเป็นผู้การจังหวัดตราด สามารถทําให้จังหวัดตราด เป็นจังหวัดที่ได้อันดับ ๑ เรื่องการรักษาวินัยจราจร ก็เพราะว่าทําให้ประชาชนในจังหวัดตราดนั้น เข้ามามีส่วนร่วมในการบังคับใช้กฎหมาย เริ่มตั้งแต่ให้นักเรียนเริ่มรณรงค์ว่าจะประกาศ วันเริ่มบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง แล้วก็เดินรณรงค์ แล้วก็ให้ประชาชนร่วมกันออกปฏิญญา ว่าต่อไปนี้จะบังคับใช้กฎหมายเรื่องหมวกกันน็อก แล้วก็ให้ประชาชนร่วมกันเป็น เจ้าหน้าที่คอยบังคับใช้กฎหมาย คือเป็นผู้ช่วยเหลือเจ้าพนักงาน เลยทําให้จังหวัดตราดนั้น มีความยั่งยืนในการบังคับกฎหมายที่นานที่สุดแล้วก็ได้รับการยอมรับว่าเป็นจังหวัดที่มีวินัย จราจรดีมากจังหวัดหนึ่ง แล้วก็ทราบว่ามีสถิติอุบัติเหตุจราจร มีผู้เสียชีวิตน้อยที่สุดในช่วง เทศกาลต่าง ๆ แล้วก็ส่วนใหญ่จะไม่เสียชีวิตเลย เพราะฉะนั้นก็เป็นตัวอย่างอันหนึ่งที่ ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบังคับใช้กฎหมาย แล้วเกิดมีประสิทธิภาพสูงครับ
ทีนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ต้องมาร่วมดําเนินการเพื่อให้ถนนของประเทศไทยนั้น เป็นถนนที่ปลอดภัย ส่วนแรกก็คงจะเป็นสํานักงานตํารวจแห่งชาติ ส่วนที่ ๒ ก็คือทหาร ส่วนที่ ๓ คือกระทรวงมหาดไทย กระทรวงมหาดไทยนั้นก็ได้แก่ผู้ว่าราชการจังหวัด กรมการปกครอง นายอําเภอ ผู้ใหญ่บ้าน กํานัน กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แล้วก็สมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงคมนาคม ส่วนที่ ๔ นะครับ ส่วนที่ ๕ กรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง เหตุใดกรมสรรพสามิตมาเกี่ยวข้องครับ เรื่องการ จําหน่ายสุรา ส่วนที่ ๖ กระทรวงศึกษาธิการ และทบวงมหาวิทยาลัย ส่วนที่ ๗ กรมราชทัณฑ์ และกรมควบคุมประพฤติ ตรงนี้สําคัญครับ ผู้ที่ถูกจับกุมเรื่องเมาแล้วขับ กรมราชทัณฑ์ กับกรมควบคุมประพฤตินั้นจะต้องทําการเปลี่ยนพฤติกรรมคนเหล่านี้ไม่ให้เมาแล้วขับอีก กรมประชาสัมพันธ์คงมาเกี่ยวข้องเรื่องการรณรงค์ครับ คณะกรรมการ กสทช. คงจะมาดู ในเรื่องของสื่อที่จะใช้เพื่อให้การศึกษาแล้วก็รณรงค์ให้คนนั้นมีวินัยในการจราจร อัยการก็มี ส่วนเกี่ยวข้องในกระบวนการยุติธรรมที่จะใช้มาตรการทางกฎหมายให้เด็ดขาดในการสั่งฟ้อง ให้ครบถ้วน ครบประเด็นในเรื่องของประวัติของผู้กระทําผิด ไม่ใช่ว่าเมาแล้วขับซ้ําแล้วซ้ําเล่า ก็ไม่ฟ้องเพิ่มโทษอย่างนี้เป็นต้นนะครับ หรือตํารวจก็ไม่ตรวจประวัติเพื่อให้ฟ้องเพิ่มโทษ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นทุกส่วนก็ต้องมาร่วมกัน รวมถึงตุลาการและศาล ผู้พิพากษา ก็ต้องมาร่วมกันว่าทําอย่างไรถึงจะให้มาตรการทางกฎหมายนั้น คนเกรงกลัวกฎหมาย ถ้าลงโทษน้อยเกินไปคนก็ไม่เกรงกลัวกฎหมาย หรืออาจจะมีมาตรการในเรื่องของการ คุมประพฤติให้มากขึ้น ให้ยาวนานขึ้นก็อาจจะเป็นประโยชน์มากยิ่งขึ้น ก็ต้องมาหาวิธีการ ร่วมกัน และหน่วยงานที่สําคัญอีกหน่วยงานหนึ่งก็คือกระทรวงสาธารณสุข เมื่อเกิดอุบัติเหตุ แล้วทําอย่างไรจึงจะไม่เสียชีวิตครับ อันนั้นก็เป็นเรื่องสําคัญ และหน่วยงานที่มาเกี่ยวข้อง องค์กรที่มาเกี่ยวข้องก็คือสถาบันครอบครัว ชุมชน สังคม หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ องค์กรทั้งภาครัฐและเอกชน และองค์กรเอกชนที่ไม่แสวงหากําไร สื่อสารมวลชน โซเชียล แมส มีเดีย (Social Mass Media) แล้วก็ประชาชนทุกคนครับ ผมขอจบนําเสนอครับ
ต่อไปเป็นท่านสุดท้ายครับ ขอเชิญคุณถวิลวดี บุรีกุล ผู้อํานวยการสํานักวิจัย และพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญ ขอเชิญครับ