ดุสิต ชูแนวคิด "ดื่มไม่ขับ" เสนอเพิ่มความปลอดภัยทางถนน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๒๑ · ๒ พฤษภาคม ๒๕๕๙

ดุสิต เครืองาม หารือปัญหาอุบัติเหตุทางถนนจากประสบการณ์ส่วนตัวและข้อมูลเปรียบเทียบกับต่างประเทศ เสนอเปลี่ยนแนวคิดจาก "เมาแล้วไม่ขับ" เป็น "ดื่มไม่ขับ" พร้อมผลักดันมาตรการความปลอดภัยที่เข้มงวดขึ้น เช่น การอบรมต่ออายุใบขับขี่ การใช้เทคโนโลยีช่วยขับ และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการควบคุมวินัยจราจร โดยยกญี่ปุ่นเป็นตัวอย่างในการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ

ศาสตราจารย์ดุสิต เครืองาม

กราบเรียนท่านประธานครับ กระผม ดุสิต เครืองาม สปท. ลําดับที่ ๕๓ ครับ ผมเข้าใจว่าผมก็เป็นอีกคนหนึ่งที่มีส่วนร่วมในการจุดให้เกิด กิจกรรมหรือว่าแนวความคิดนี้ขึ้นมา ก็สืบเนื่องมาจากว่าหลังจากที่ไปประสบประสบการณ์ เจอแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่เกาะคิวชูในประเทศญี่ปุ่น ผมก็มาเล่าให้พวกเราฟังว่าคนตายไปแค่ ๓๐-๔๐ ศพ กลับมาเมืองไทยวันที่ ๑๗ เปิดหนังสือพิมพ์ คนไทยเราเสียชีวิตในช่วงเทศกาล สงกรานต์เกือบ ๕๐๐ ศพ เป็นอะไรที่น่าเศร้าเป็นอย่างยิ่ง แล้วเราก็แลกเปลี่ยนความเห็น กันในโซเชียลมีเดีย (Social Media) คือไลน์ (Line) ก็เป็นที่มาทําให้เราเกิดแรงผลักดัน ที่อยากจะอาสาเข้ามาแก้ไขปัญหาประเทศของเราในครั้งนี้ ก็ได้คุยกันหลายท่านนะครับ กระผมก็ขออนุญาตแชร์ข้อมูลในเวลาอันสั้น ๆ ตรงนี้ว่าจะทําอย่างไรที่จะสามารถ ลดการเกิดอุบัติเหตุ ลดการสูญเสียลงไปได้บ้าง กระผมมีโอกาสไปขับรถเช่า ทําใบขับขี่ นานาชาติจากประเทศไทยไป ในประเทศแคนาดาก็ขับแล้ว ประเทศสหรัฐอเมริกาก็ขับแล้ว ประเทศนิวซีแลนด์ ประเทศออสเตรเลียก็ขับ ผมขับมากที่สุดคือในประเทศญี่ปุ่นไม่ต่ํากว่า ๑๐ ครั้ง คิดเป็นระยะทางก็น่าจะหลายพันกิโลเมตรครับ ก็จะขออนุญาตนํามาแชร์ ประสบการณ์ให้ฟัง

ประการที่ ๑ เมาแล้วไม่ขับ ผมว่าเป็นศัพท์ที่ยอมรับไม่ได้ คํานี้ผิดตั้งแต่แรก เมาไม่ขับนี่มันผิดนะครับ คนเมามันหมดสติแล้วที่ว่าจะขับหรือไม่ขับ สิ่งที่เราจะต้องรณรงค์ ก็คือว่าดื่มไม่ขับถึงจะถูกต้อง ในประเทศญี่ปุ่นมาตรการดื่มแล้วขับถือว่าเป็นความผิด ที่ร้ายแรงมาก บริษัทถึงกับให้ไล่ออกจากบริษัท พนักงานญี่ปุ่นหลาย ๆ คนผมเคยชวนเขา ไปกินเหล้ากินเบียร์กัน ผมถามว่าวันนี้มาอย่างไร เขาบอกว่านั่งแท็กซี่มาบ้าง นั่งรถไฟมาบ้าง นั่งรถใต้ดินมาบ้าง ถ้าบางคนเขาขับมาเขาไม่ขับเองให้ภรรยาขับ ผมถามว่าทําไมวันนี้ภรรยามา เขาบอกให้ภรรยาเป็นคนขับรถ เขารู้อยู่แล้วครับว่าถ้าขับรถแล้วก็ดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ว่าจะดื่มมาก หรือดื่มน้อยขาหนึ่งก้าวสู่ความผิดแล้ว ความผิดอาญาด้วย ยิ่งถ้าเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาแล้ว เราก็ไม่มีข้ออ้าง บริษัทให้ออกจากงานสถานเดียว แล้วถ้าไม่มีอุบัติเหตุ โดนจับได้ถูกตัดโบนัส นะครับ โบนัสญี่ปุ่นครั้งหนึ่งให้ก็คิดเป็นเงินไทยก็หลายแสนบาท เขาไม่เอาครับ ถูกตัด ถูกปรับ แล้วก็ลงโทษทางวินัยนะครับ กระผมก็เลยอยากจะขอวิงวอนว่าเราจะต้องมามี สโลแกน (Slogan) รณรงค์กันว่าดื่มไม่ขับ ไม่ใช่เมาแล้วไม่ขับมันไม่ใช่ มันคนละมิติกันเลย สปท. เราเองไหน ๆ ถ้าจะอาสาเข้ามาแก้ไขปัญหา แล้วเราก็รู้อยู่แล้วว่าสถิติการเกิดอุบัติเหตุ อันดับ ๑ ก็คือเกิดจากความมึนเมาในการดื่มพวกแอลกอฮอล์ต่าง ๆ เข้าไป เราต้องทําเป็น ตัวอย่างครับ ที่ไหนมีปาร์ตี้ (Party) งานเลี้ยง เราก็นั่งแท็กซี่ไปหรือว่าให้คนขับรถไป ญี่ปุ่น เขาทําถึงขนาดว่าเขาขับรถถึงร้านกินเลี้ยง ขากลับทิ้งรถไว้ที่นั่น แม้ว่าจะไม่เมาก็เถอะ แต่ว่า ปากฮ่า ๆ ออกมาว่ามีแอลกอฮอล์แบบนี้ปั๊บเขาก็นั่งแท็กซี่กลับบ้านแล้ว เราต้องทําเป็น ตัวอย่างครับเรื่องตรงนี้

ประการต่อไปนะครับ เดี๋ยวขอกลับมาเมืองไทยก่อน ถ้าเป็นไปได้ บริษัทที่มี ระเบียบวินัยอะไรต่าง ๆ เข้มข้น ไม่ว่าจะอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ เป็นรัฐวิสาหกิจ หรือว่า เป็นหน่วยงานราชการ ต้องรณรงค์เรื่องนี้ ใครดื่มแล้วขับต้องมีการลงโทษทางวินัย จึงจะถือว่า เป็นการดําเนินการอย่างเข้มข้นอย่างแท้จริง เรื่องใบขับขี่ครับ เมื่อก่อนสงกรานต์บังเอิญ ลูกสาวผมใบขับขี่เขาหมดอายุ ผมก็ไปทําใบขับขี่นานาชาติ ที่ตรงกรมการขนส่งทางบก ที่หมอชิต ผมประทับใจมากครับ ขณะที่ลูกสาวผมกําลังต่อใบอนุญาตขับขี่ทุก ๕ ปี เขาบอก คุณพ่อคะ เขาจะเชิญให้หนูขึ้นไปอบรม ผมบอก ดีแล้วลูก เดี๋ยวพ่อตามขึ้นไปด้วย แล้วผมก็ขึ้นไปนั่งฟังเขาอบรมครับ มีวิทยากรมาอธิบาย มีการฉายวีดิทัศน์ให้ดูและผม ประทับใจอีกอย่างหนึ่งนะครับ วีดิทัศน์นั่นใครเป็นคนทํารู้ไหมครับ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ คือ สนช. สนช. เป็นคนทําวีดีโอพรีเซนเทชัน (VDO Presentation) อบรมเรื่องความ ปลอดภัยในการขับรถให้กับผู้มาต่อใบขับขี่ทุกคน ก็ต้องยกนิ้วให้กับ สนช. นะครับว่าทํางาน ได้ดีมาก ตรงนี้ก็เป็นอีก ๑ เรื่องที่ สปท. เราอาจจะเข้าไปดูในแต่ละส่วนว่าเราจะมีส่วนร่วม ทําอะไรที่เป็นรูปธรรมได้หรือไม่ เรื่องใบขับขี่ ตอนนี้ผมโชคดีผมได้รับใบขับขี่ตลอดชีพ เลิกกันดีไหมครับใบขับขี่ตลอดชีพ ผมจะยอมเสียเวลาทุก ๕ ปีครับ เพื่อไปขอต่อใบขับขี่ ยอมเสียเวลาสักครึ่งชั่วโมงเพื่อจะไปนั่งฟังอบรม ยอมให้เขาไปตรวจสุขภาพ ตรวจสายตา ตาบอดสีแล้วหรือยัง สมรรถนะ เรสพอนด์ (Respond) ต่าง ๆ นั้นมีเพียงพอหรือเปล่า เมื่อสักครู่พูดถึงเรื่องการดื่มแอลกอฮอล์ ผมเคยอ่านบทความอะไรต่าง ๆ เขาเขียนไว้ถูกต้อง ทางวิทยาศาสตร์ ดื่มเบียร์ ๑ แก้ว หรือ ๒ แก้ว หรือ ๓ แก้ว ทําให้ความเร็วในการตอบสนอง ในการที่จะแตะเบรกช้าลงไปเรื่อย ๆ ถ้าดื่มหมดขวดก็ใช้เวลากว่าจะคิดว่าจะต้องแตะเบรก ๒ วินาทีอะไรแบบนี้ มันก็ชนโครมเข้าไปแล้วนั่นยังไม่เมานะครับ เรื่องเมาไม่ต้องพูดถึง เรื่องเมาก็คือมันลงเหวไปแล้ว แต่ยังไม่เมาแต่ว่ามีแอลกอฮอล์ทําให้ความสามารถของสมอง ที่จะสั่งการมันช้านะครับ ช้าเป็นวินาที ช้าเป็นทศนิยม วินาที ซึ่งมันก็เป็นจุดของการเกิด อุบัติเหตุแล้ว ประสบการณ์อีกเรื่องหนึ่งที่ผมไปขับรถในประเทศญี่ปุ่นมานะครับ ผมเคยถูก จราจรเรียกทักผม ๒ ครั้ง เพราะผมทําผิดไป ๒ ครั้ง ครั้งที่ ๑ อยู่ที่ฮอกไกโดนะครับ ถนนมันว่าง แต่ว่าเป็นเส้นแบ่งสีส้มทึบ แปลว่า ห้ามแซง ห้ามขับเกินเลน (Lane) ครับ คนข้างหน้าเขาขับ ช้ามาก ความเร็วไม่เกิน ๕๐ กม. ผมตัดสินใจพอลงเขาผมก็แซงไปเลย ก็มีตํารวจมาดักจับ เส้นสีส้มนั้นเขาลากยาวไปตามไหล่เขา ๓๐-๔๐ กิโลเมตร ไม่มีญี่ปุ่นคนไหนเลยที่เขาจะขับรถ เหยียบเส้นสีส้ม เส้นคู่ด้วย แปลว่า แม้ว่าไม่มีรถสวนก็ห้ามเหยียบ ห้ามแซง ต้องเข้าแถว ไปอย่างนั้น พอผมแซงปุ๊บข้ามไปปุ๊บก็โดนเรียกทันที ประสบการณ์อันที่ ๒ ก็คือการขับรถเร็ว เกินสปีด (Speed) ที่เขากําหนด ก็ไปเจอที่เมืองคิวชู เมื่อสัปดาห์ที่แล้วนะครับ ไฮเวย์ (Highway) เขาขับได้ไม่เกิน ๘๐ กิโลเมตร อาจจะแถมหน่อยเป็น ๙๐ หรือ ๑๐๐ ก็มีรถเก๋ง อยู่ข้างหน้าคันหนึ่งขับนําขบวนไป ผมว่าทําไมรถเก๋งคันนั้นขับช้าจัง ผมก็อึดอัด ก็เลยลอง ขับแซงดูสิ แล้วบังเอิญลงเขา แล้วความเร็วประมาณ ๑๐๐-๑๒๐ แล้ว รถเก๋งคันนั้นพอเห็น ผมแซงปั๊บเปลี่ยนสภาพเป็นรถตํารวจทันทีเลยครับ คือพอผมแซงปุ๊บไม่รู้อีท่าไหนนะครับ ว๊อง ว๊อง ว๊อง ว๊อง เขาก็เปิดกระจก แล้วก็เอาไฟกระพริบ ๆ รวมทั้งหวอมาติดกลายเป็น รถตํารวจในทันที ผมรู้แล้ว นี่คือสายตํารวจที่เขาวิ่งดูแลความปลอดภัยอยู่บนทางด่วน แต่ก็โชคดีที่เขาให้ความกรุณาขับคู่กันไปแล้วก็ใช้โทรโข่งด้วยเสียงอันดังบอกให้รถผมชะลอ ความเร็วลง ผมก็ลองชะลอกลับเข้ามาที่ ๘๐ แล้วเขาก็ขับขบวนนําต่อไป แบบนี้ก็ดีนะครับ ให้มีตํารวจขับอยู่ในระหว่างทางหลวง ทางด่วน แล้วจะเป็นตัวคุมความเร็วเอาไว้ แล้วก็มี ตํารวจเอกชนแบบนี้บ้างก็ดีนะครับ ใครทําผิดอะไรหรือว่าละเมิดกฎจราจรก็หวอ ๆ ออกมาเลย มีแบบนี้ด้วยก็คิดว่าน่าจะดี อีกอันหนึ่งที่ผมมีความประทับใจมากก็คือว่า เส้นแบ่งการจราจร ในประเทศญี่ปุ่นนั้นชัดยิ่งกว่าชัดนะครับ ไม่ว่าจะเป็นสีขาวก็ขาวชัด ส้มก็ส้มชัด ชัดมาก ๆ แล้วก็ยิ่งตอนนี้รถยนต์เกือบจะทุกคันในประเทศญี่ปุ่นเขามีเนวิเกเตอร์ (Navigator) มีคอมพิวเตอร์ สาวสวย ๆ พูดอยู่ตลอดเวลาครับ พอจะถึงทางโค้งก็จะมี แต่เขาพูดเป็น ภาษาญี่ปุ่นนะครับ จะถึงทางโค้งให้ชะลอ จะถึงทางเลี้ยวให้ชะลอ แล้วก็พอถึงทางแยก เขาจะบอกแบบนี้ ข้างหน้าทางแยกนั้นมีช่องเลน (Lane) ซ้ายสําหรับเลี้ยวเฉพาะ โปรดระวัง เราจะตรงไปใช่ไหม แต่คอมพิวเตอร์มันบอกว่าเป็นเลน (Lane) ซ้ายจะต้องเลี้ยวซ้าย เลน (Lane) ซ้ายเฉพาะ เราก็รู้เราก็ไม่เข้าช่องซ้าย หรือว่าเรากําลังอยู่ช่องขวา คอมพิวเตอร์ มันก็บอกช่องขวาสําหรับเลี้ยวขวาเท่านั้น เราก็ไม่ขับชิดขวาถ้าเราต้องการจะตรงไป อะไรแบบนี้นะครับที่สามารถนําเอาเทคโนโลยีต่าง ๆ มา เอามาใช้ได้ แต่ผมขออนุญาตสรุป เป็นประเด็นว่า ตกลงว่าเราต้องมารณรงค์กัน ดื่มแล้วต้องไม่ขับ ดื่มสัก ๑ แก้วก็ไม่ขับ ๒ แก้วก็ไม่ขับครับ ขอบพระคุณครับ