สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๔๒ · ๒ มิถุนายน ๒๕๕๘

(นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้ขึ้นบัลลังก์ เวลา ๑๐.๐๐ นาฬิกา)
นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ท่านสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ ก่อนที่ที่ประชุมจะพิจารณาเรื่องตามระเบียบวาระการประชุม ผมจะเปิด ให้ท่านสมาชิกได้ปรึกษาหารือก่อนท่านละ ๒ นาที ที่ได้แสดงความจํานงไว้ก็จะเป็นลําดับ คุณอุทัย สอนหลักทรัพย์ คุณชาลี เจริญสุข พลเอก จิระ โกมุทพงศ์ คุณบุญเลิศ คชายุทธเดช และคุณนิมิต สิทธิไตรย์ ก่อน เชิญคุณอุทัย สอนหลักทรัพย์ ก่อน เรียนเชิญครับ

นายอุทัย สอนหลักทรัพย์

กราบเรียนท่านประธาน แล้วก็เพื่อนสมาชิกที่เคารพ ทุกท่าน ผม อุทัย สอนหลักทรัพย์ สมาชิก สปช. ๒๔๖ ผมเรียนอย่างนี้ว่า ผมมีเรื่องที่จะขอ ปรึกษาหารือ เนื่องจากผมในฐานะที่เป็นประธานสมัชชาสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแห่งประเทศไทย ซึ่งจะต้องดูแลพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางทั้งประเทศ ณ วันนี้ ตั้งแต่เมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน รัฐบาลได้ยกเลิกสัญญาสัมปทาน แล้วก็มีเป้าหมายในการโค่นยาง ปี ๒๕๕๘ จํานวน ๖๐๐,๐๐๐ ไร่ ปี ๒๕๕๙ ๙๐๐,๐๐๐ ไร่ ซึ่งผมขอกราบเรียนว่ายางนั้นอยู่ในเขตป่าสงวนก็จริง ซึ่งมีพื้นที่อยู่ ๔,๔๑๐,๐๐๐ ไร่ แต่ผมอยากจะเรียนว่าถ้าเราได้โค่นยางโดยที่ไม่ได้ปรึกษาหารือกันเลย ใช้มาตรการในการที่โค่นเลย อย่างเมื่อวานนี้ที่อําเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ แล้วก็ ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนนี่ก็มีการผ่อนปรนกัน คุยกันได้ แต่เชียงใหม่โค่นไปแล้ว ๒ แถว แล้วให้โค่นเอง ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ว่าอีกหลายแห่งทั่วประเทศมีความเดือดร้อน เพราะว่า การที่ปลูกยางนั้นเราปลูกมาก่อนมติ ครม. เมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๑ ก่อนที่จะมี คําสั่งเหล่านี้เกิดขึ้น เราปลูกมาก่อนแล้ว ก็ควรจะไปตรวจสอบดูว่าอันไหนปลูกก่อน แล้วสิ่งที่ผม อยากจะกราบเรียนว่ารัฐบาลควรที่จะต้องให้สร้างสวนป่าโดยให้ยางเป็นป่า โดยปลูกพืชร่วมยาง แล้วก็ปลูกสมุนไพรปลูกที่ไม้ร่ม ให้คนอยู่กับป่าให้ได้ตามที่สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ได้บอกให้คนอยู่กับป่า ผมไม่อยากเห็นในการโค่นทําลายชาวสวนยางรายย่อย ซึ่งจะเกิดมีปัญหา ต่อการปรองดองอย่างยิ่ง ฉะนั้นผมอยากจะกราบเรียนว่ายางก็คือป่า ถ้าเราไปปลูกใหม่ ผมเชื่อแน่เหลือเกินว่ากว่าจะปลูก ปลูกแล้วเผา เผาแล้วปลูกอยู่นั่นไม่มีสําเร็จสักทีหนึ่งที่ผ่านมา ดังนั้นผมอยากจะให้ยางนั้นยืนอยู่คู่กับป่า แล้วก็ให้ปลูกสมุนไพรให้เป็นพืชร่วมยางให้เป็นป่ายาง ผมจึงขอกราบเรียนชี้แจงเท่านี้ เพราะเดี๋ยวจะพูดต่อไปอีกครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เรียนเชิญคุณชาลี เจริญสุข ครับ

นายชาลี เจริญสุข

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ผม นายชาลี เจริญสุข สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ จังหวัดฉะเชิงเทรา ก็ขอหารือเรื่องสําคัญ เรื่องหนึ่งก็คือในช่วงนี้ก็จะเป็นภาวะของภัยแล้งจะเป็นกันถ้วนหน้าเลยครับ ตอนนี้ก็มี ปัญหาหลายเรื่อง ทั้งภาคเกษตรกรในจังหวัดทั่วประเทศเลย ก็ประสบปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผมเองได้รับทราบข่าวดีครับตอนนี้ มีข่าวร้ายก็ยังมีข่าวดีว่า วันที่ ๑๐ มิถุนายนนี้ ท่านนายกรัฐมนตรี ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะเดินทางไปจังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อไปดูแลเรื่องเขื่อนทดน้ําที่อําเภอท่าตะเกียบ จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเขื่อนนี้จะชื่อแปลก ๆ นิดหนึ่งครับ เขื่อนสียัก บางคนก็เรียกสียัด หรือสียัก ก็บรรจุประมาณ ๔๐๐ ล้านลูกบาศก์เมตรซึ่งก็เยอะ แต่ตอนนี้ก็ยังไม่เพียงพอครับ ดังนั้น ก็ต้องขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีที่ได้ให้ความสําคัญในเรื่องของภาคเกษตรกร เรื่องของ การที่จะไปดูแลแหล่งต้นน้ําของประเทศ โดยเฉพาะในจังหวัดฉะเชิงเทราเป็นแหล่งต้นน้ํา ที่ไปช่วยในเรื่องของภาคการเกษตร แล้วก็ภาคประชาชน ครัวเรือนทั่วไป แล้วก็ ภาคอุตสาหกรรมด้วย ในส่วนหนึ่งที่ผมอยากจะขอหารือเพิ่มเติมก็คือว่า อยากให้ทาง ท่านนายกรัฐมนตรีและ ครม. ได้พิจารณาแผนซึ่งจังหวัดฉะเชิงเทราได้ขอไปแล้ว คือการต่อท่อ เพื่อจะนําน้ํามาทําน้ําประปาที่ในตัวเมืองของจังหวัดเพื่อที่จะช่วยเหลือประชาชนในจังหวัดฉะเชิงเทรา ที่ปัจจุบันนี้น้ําบางที่ก็เค็ม บางที่ก็ขาดแคลนแล้ว เพราะเนื่องจากถ้าไม่รีบทําผมเกรงว่า ถ้ารัฐบาลทั่วไปไม่ใช่รัฐบาลของท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา งบตรงนี้จะถูกตัด ก็อยากจะให้เร่งดําเนินการโดยด่วนเพื่อแก้ปัญหาน้ําไม่พอใช้ในภาคครัวเรือน และที่จังหวัดฉะเชิงเทราเอง ต้องกราบเรียนว่ามีความจําเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าแม่น้ําบางปะกง ท่านประธานครับ จะเค็มประมาณ ๖ เดือน จืดอยู่แค่ ๖ เดือนเองครับ แล้วปัจจุบันนี้จะเค็มมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะภาวะโลกร้อนนับวันจะเค็มมากขึ้น น้ําก็จะไม่พอใช้ขึ้น ถ้าไม่รีบต่อท่อขนาดใหญ่ มาทําน้ําประปาเพื่อช่วยเหลือภาคครัวเรือน แล้วก็ภาคอุตสาหกรรมด้วย เอสเอ็มอี (SME) ก็ต้องการใช้น้ําเยอะครับ ขอบพระคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เรียนเชิญ พลเอก จิระ โกมุทพงศ์ ครับ

พลเอก จิระ โกมุทพงศ์

กราบเรียนประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กระผม พลเอก จิระ โกมุทพงศ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ จากกรณีที่กองทัพบกได้มี ประกาศกองทัพบก ฉบับที่ ๑/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เรื่อง การประกาศ ใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เป็นต้นไป แล้วก็มี ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ฉบับที่ ๒/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เรื่องการประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เป็นต้นไป แล้วก็ต่อมาสุดท้ายได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ยกเลิกการใช้กฎอัยการศึก ทั่วราชอาณาจักรทั้ง ๒ ฉบับ ตั้งแต่วันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๘ กระทรวงกลาโหมก็พิจารณาแล้ว เห็นว่าข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่ในเขตที่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึกนั้น มีสิทธินับเวลาราชการ ในระหว่างนั้นเป็นทวีคูณ ตามหลักเกณฑ์ในมาตรา ๒๔ แห่งพระราชบัญญัติบําเหน็จบํานาญข้าราชการ พ.ศ. ๒๔๙๔ และอยู่ในอํานาจของคณะรัฐมนตรีเพื่อเป็นการบํารุงขวัญและกําลังใจให้แก่ ข้าราชการ ลูกจ้าง พนักงานราชการสังกัดกระทรวงกลาโหม และทหารกองประจําการ ที่ปฏิบัติหน้าที่เสี่ยงอันตรายให้ได้รับสิทธินับเวลาราชการเป็นทวีคูณ คณะรัฐมนตรีก็มีมติ อนุมัติหลักการให้ข้าราชการทหารในสังกัดกระทรวงกลาโหมและทหารกองประจําการ ที่ปฏิบัติหน้าที่ในเขตที่ได้ประกาศใช้กฎอัยการศึกตั้งแต่วันที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๕๗ จนถึงวันที่ ๑ เมษายน ๒๕๕๘ ได้รับสิทธินับเวลาราชการเป็นทวีคูณตามที่กระทรวงกลาโหมเสนอ กระผมเห็นว่าพระราชบัญญัติบําเหน็จบํานาญข้าราชการ มาตรา ๒๔ นั้น กําหนดให้ข้าราชการ ซึ่งหมายถึงทหารและข้าราชการพลเรือนสามารถได้รับการนับเวลาราชการที่ปฏิบัติหน้าที่ ระหว่างที่มีการประกาศใช้กฎอัยการศึกเป็นทวีคูณได้ และโดยข้อเท็จจริงในห้วงเวลาดังกล่าว ได้มีการประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร ซึ่งก็มีทั้งข้าราชการทหาร ตํารวจ และ ข้าราชการพลเรือน ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความยากลําบากและมีความเสี่ยงอันตรายเช่นเดียวกับ ทหาร ประกอบกับเพื่อให้มีความเท่าเทียม ทั่วถึง แล้วก็เป็นธรรม และมิให้มีความเหลื่อมล้ํา ระหว่างข้าราชการทหารกับข้าราชการอื่น สมควรที่คณะรัฐมนตรีจะได้อนุมัติให้ทั้ง ข้าราชการตํารวจ ทหาร และข้าราชการพลเรือนได้รับสิทธินับเวลาราชการเป็นทวีคูณ เช่นเดียวกัน จึงขอกราบเรียนท่านประธานได้กรุณานําเรียนผ่านไปยังคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาตามความเหมาะสมต่อไปครับ ขอบคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เรียนเชิญคุณบุญเลิศ คชายุทธเดช ครับ

นายบุญเลิศ คชายุทธเดช

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ กระผม บุญเลิศ คชายุทธเดช หรือ บุญเลิศ ช้างใหญ่ สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนหารือท่านประธาน ก็เกี่ยวกับการปฏิบัติงานของสภาปฏิรูปแห่งชาติของเรา ซึ่งเปรียบเสมือนแม่น้ําสายที่ ๔ ท่านประธานครับ ขณะนี้เรายังอยู่ในขั้นตอนของการเข้ามีส่วนร่วมในการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญ โดยสมาชิกได้เข้าชื่อเสนอและมีผู้รับรองส่งคําร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมในประเด็นต่าง ๆ แบ่งออกเป็น ๘ ชุดคําร้อง ซึ่งผมเรียกกันว่าเรือ ๘ ลํา บรรทุกคําร้องไปส่งที่ท่าของ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เสร็จสิ้นไปเมื่อ ๑๖.๓๐ นาฬิกา วันจันทร์ที่ ๒๕ พฤษภาคมที่ผ่านมา บัดนี้เวลาผ่านมา ๑ สัปดาห์ ผมขอความกรุณาท่านประธานช่วยกรุณา ดําเนินการที่จะทําให้สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติได้รับทราบว่าเรือ ๘ ลําบรรทุกคําร้องไปนั้น มีคําร้องใดบ้าง ประมวล แยกแยะ สังเคราะห์ แยกหมวดหมู่มาให้รับทราบก็จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง รวมไปถึงข้อเสนอคําขอแก้ไขของคณะรัฐมนตรี ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ถ้าหากว่า เราได้ทราบด้วยก็จะมีประโยชน์อย่างยิ่งเพื่อที่เราจะได้ทําประชาสัมพันธ์กันต่อไป ทั้งนี้ทั้งนั้น การทําหน้าที่ของเราสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ในการเสนอคําร้องเชื่อมโยงกับเสียงสะท้อน ของประชาชนที่เราไปรับฟังกันมาเป็นเวลาหลายเดือนแล้ว เราจะได้มาวางแผนในการที่จะ บอกเล่ากับประชาชนของเราว่า เราทําหน้าที่อย่างดีที่สุดเพื่อเป็นปากเสียงให้กับประชาชน เพื่อมีส่วนร่วมในการที่จะทําให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ดีที่สุด ขอบพระคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เรียนเชิญคุณนิมิต สิทธิไตรย์ ครับ

นายนิมิต สิทธิไตรย์

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ผม นิมิต สิทธิไตรย์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อุบลราชธานี จากการที่ได้มีการดําเนินการ ทางด้านการสื่อประชาสัมพันธ์ แล้วก็มีการกําหนดให้มีรูปแบบทางด้านการสื่อสารผ่านระบบ อิเล็กทรอนิกส์ หรือว่าอินเทอร์เน็ต (Internet) ในนามของเสียงปฏิรูปที่มีการแถลงข่าว เปิดตัวไปแล้วนั้น ปรากฏว่าได้รับการตอบรับและได้รับความสนใจจากพี่น้องประชาชน เป็นอย่างดี ประกอบกับตอนนี้ได้มีการพัฒนารูปแบบไปอย่างก้าวหน้าโดยสามารถที่จะใช้ สื่อสารประเภทนี้ทําการถ่ายทอดสดในกิจกรรมของสภาปฏิรูปแห่งชาติได้ มีการทําสกู๊ป (Scope) ข่าวเพื่อที่จะให้เกิดความเข้าใจตรงกันได้ ซึ่งปัจจุบันนี้ได้มีการทําการสกู๊ปข่าว สัมภาษณ์ท่านประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นทั้งหมด ๔ ตอน แล้วก็ได้อัพโหลด (Upload) ขึ้น เพื่อสร้างความเข้าใจตรงกัน ประเด็นที่นํามาหารือก็เนื่องจากว่าเสียงปฏิรูปนั้น เป็นเครื่องมือของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกคน จึงมีความจําเป็นจะต้องขอความร่วมมือ ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการให้ข่าวสารข้อมูล ประเด็นที่สําคัญ แล้วก็กําลังหยิบยกในการพัฒนา ก็คือในส่วนที่ถ้าพี่น้องอยากรู้สิ่งใด สภาปฏิรูปแห่งชาติสามารถตอบได้ทันที เรียกว่า ทุกคําถามมีคําตอบ โดยการเปิดตู้ ป.ณ. อิเล็กทรอนิกส์ขึ้นในเว็บไซต์ (Website) นี้ อันจะเป็นคุณประโยชน์ ซึ่งเว็บไซต์นี้ก็จะเป็นช่องทางในการสร้างความเข้าใจให้กับพี่น้องประชาชน หรือองค์กรต่าง ๆ ได้เข้าใจสื่อสารในทิศทางที่ถูกต้อง เราถือว่าเป็นข้อมูลกลางที่จะทําให้ สิ่งต่าง ๆ นี้ได้เผยแพร่ไปอย่างถูกต้อง เพราะฉะนั้นก็เลยหารือว่าในส่วนนี้ยังคงมีความต้องการ ที่จะให้สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติได้เข้ามามีส่วนร่วมในเสียงปฏิรูปนี้อย่างพร้อมเพรียง โดยเฉพาะในประเด็นที่ ผมใช้คําว่า ทุกคําถามมีคําตอบ จึงได้เรียนหารือมา ณ ที่นี้ ขอบคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ อีก ๕ ท่าน รองศาสตราจารย์สืบพงศ์ ธรรมชาติ คุณฐิติ วุฑฒิโกวิทย์ คุณเฉลิมศักดิ์ อบสุวรรณ คุณประสาร มฤคพิทักษ์ และรองศาสตราจารย์พันธุ์ทิพย์ สายสุนทร เชิญรองศาสตราจารย์สืบพงศ์ ธรรมชาติ ก่อน

รองศาสตราจารย์สืบพงศ์ ธรรมชาติ

ท่านประธานที่เคารพ ผม สืบพงศ์ ธรรมชาติ สปช. ๒๑๖ นครศรีธรรมราช ขอขอบคุณทางกระทรวงคมนาคม ขณะนี้ได้ตอบหนังสือ เกี่ยวกับผมปรึกษาเรื่องสาธารณูปโภคถนนให้บริการให้ทั่วถึงทั่วประเทศ ปรากฏว่าตอบมาว่า ในปีงบประมาณ ๒๕๕๙ นั้นลงในจังหวัดนครศรีธรรมราช ๒ เส้นทาง แล้วก็ที่อื่น ๆ ด้วย อันนี้เฉพาะโดยตรง ก็ขอขอบพระคุณทางกระทรวงคมนาคมโดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านรัฐมนตรี แสดงให้เห็นว่าการปฏิรูปที่มานั่งเพื่อที่จะเสนอความคิดเห็นนั้นได้ผลครับ ท่านประธานครับ ก็ขอขอบพระคุณอย่างยิ่ง

อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องการดูแลสถานที่ท่องเที่ยวทั่วประเทศให้อยู่ในสภาพ ที่พร้อมรองรับนักท่องเที่ยว เพราะปัจจุบันนี้หลายแห่งที่ไม่พร้อมที่จะรองรับ โดยเฉพาะเรื่อง ถนนหนทางที่จะเข้าไปยังสถานที่ท่องเที่ยว อย่างเช่นกรณีของปลาโลมาสีชมพูที่อําเภอขนอม ครั้งแรกนั้นผมพยายามที่จะไปดูปลาโลมาสีชมพูหลังจากที่กลับจากประเทศญี่ปุ่นไม่นาน เพราะเห็นชาวญี่ปุ่นถามถึงก็ปรากฏว่าไม่มีใครที่จะนําผมไปถึงได้ ผมก็เลยต้องลุยไปเอง ขับรถไปทั้ง ๆ ที่ถนนทุลักทุเลเต็มทีครับ เป็นหลุมเป็นบ่อมากเหลือเกิน ในที่สุดก็ไปถึง ที่แหลมประทับ แล้วได้ดูปลาโลมาสีชมพู แล้วผมก็เสนอทางคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องและ ทางจังหวัด ต่อมาก็มีการสร้างถนนแล้วก็ดีขึ้นครับ เพราะฉะนั้นอยากจะฝากทางกระทรวงคมนาคม ช่วยดูแลสถานที่ท่องเที่ยว โดยเฉพาะการที่ถนนเข้าไปถึงที่ท่องเที่ยวนั้นให้ทั่วถึง

ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชอีกที่หนึ่งที่ควรจะสร้างให้ดีก็คือที่อําเภอลานสกา ซึ่งถือว่าเป็นที่ที่อากาศดีที่สุดในประเทศไทย จากการที่เข้าไปทําวิจัยและสํารวจ เมื่ออากาศดีที่สุด ในประเทศไทยแล้ว ผมว่านักท่องเที่ยวก็คงจะไปกันมากขึ้น เพราะฉะนั้นถนนหนทางบริเวณนั้น เท่าที่ผมเข้าไป ยังลําบาก มีเป็นหลุมเป็นบ่อค่อนข้างมาก เพราะนักท่องเที่ยวจะเข้าไป ก็คงจะลําบากเช่นกัน แต่มีสถานที่พัก รีสอร์ท (Resort) อะไรพอสมควร ก็อยากจะฝากทาง กระทรวงคมนาคมหรือการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้ไปดูแลตรงนั้น หลุมบ่อที่มีอยู่ ถนนที่เข้าถึงลําบาก ขอให้ดําเนินการเพื่อที่ประเทศของเราจะมีนักท่องเที่ยวหรือคนไทย เที่ยวเมืองไทยได้มีมากขึ้นครับ ขอบคุณมากครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณครับ เชิญคุณฐิติ วุฑฒิโกวิทย์ ครับ

นายฐิติ วุฑฒิโกวิทย์

กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ สวัสดีครับ พี่น้อง สปช. ที่รักทุกท่าน ผม ฐิติ วุฑฒิโกวิทย์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ จังหวัดหนองคาย ๗-๘ เดือนแล้วที่ผมได้เดินทางไป แล้วก็ฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชน แล้วก็คาดว่า ในระยะเวลาของเรามันก็มีกําหนดระยะเวลาตรงที่ว่า ๑. เวลาให้เราทําหรือให้เราออก ความคิดเห็นเรื่องรัฐธรรมนูญ แล้วก็มีระยะทางเสียด้วย เวลานี้เราเดินไปแล้ว กําหนดไว้ ๑ ชั่วโมง ใน ๔๕ นาที เราเดินไปแล้ว ๘๕ กิโลเมตร เพราะฉะนั้นเหลืออีก ๑๕ กิโลเมตร พวกเราควรจะต้องช่วยกันครับ ช่วยกันดัน ช่วยกันลุ้น แล้วให้กําลังใจกับพวกประธาน ร่างรัฐธรรมนูญ คิดว่าในชีวิตของเราคงไม่เห็นรัฐธรรมนูญฉบับไหนจะวิเศษและเลิศเลอเท่านี้ เพราะว่าในการที่เรามองดูอยู่นี้มัน ๓๑๕ มาตรา เราควรจะตัด ควรจะแต่งอย่างไร ผมคิดว่า มันก็ไม่สําคัญเท่ากับว่าทําอย่างไรให้มันดีที่สุด แล้วประเทศเราคงไปได้สวยงามที่สุด

ผมมีกังวลอยู่อย่างหนึ่งครับว่าบางครั้งเสียงของสมาชิกของพวกเราจะมี การแตกไปบ้าง จะมีการเห็นต่างกันบ้าง แต่เราคิดว่าทุกคนต่างมีความเห็นที่ว่าประเทศชาติเรา ทําอย่างไรถึงจะไปได้สวย เพราะทุกคนที่ออกความเห็นหรืออะไรต่าง ๆ ทุกท่านเป็นคนไทย แล้วก็รักประเทศไทยด้วย เพราะประเทศไทยของเราพูดกันง่าย ๆ ว่าเราได้ผ่านร้อน ผ่านหนาวมาจนพอสมควรแล้ว เพราะฉะนั้นผมในฐานะที่เป็นสมาชิก แล้วผมก็ได้เดินทางไป และได้รับฟังความคิดเห็นไม่ว่าจะเป็นภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคอีสาน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่ดอยแม่สลอง จังหวัดเชียงราย ผมไปนี่เสียงของภาคประชาชนแล้ว ๙๐ เปอร์เซ็นต์ครับ ต้องการให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านได้สวยงาม แล้วเมื่อ ๒-๓ วันมานี้ เมื่อวานนี้ผมไป จังหวัดนครศรีธรรมราช นั่น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เต็มเกินอีกครับว่า ขอให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผ่านไปเถอะครับ เพราะฉะนั้นผมมีความรู้สึกว่าการผ่านของรัฐธรรมนูญฉบับนี้คาดว่า เป็นประโยชน์และเป็นประโยชน์มากที่สุดตามวัตถุประสงค์ของพวกเราที่ปฏิบัติกันมา ตั้งแต่ต้นจนถึง ณ วันนี้ ขอบพระคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญคุณเฉลิมศักดิ์ อบสุวรรณ ครับ

นายเฉลิมศักดิ์ อบสุวรรณ

เรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ และเพื่อนสมาชิก สปช. ทุกท่าน ผม เฉลิมศักดิ์ อบสุวรรณ จากจังหวัดพังงา ผมมีเรื่องหารือ ๑ เรื่อง คือเรื่องของความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของผู้ที่สัญจรบนถนน เส้นทางหลัก สาย ๔ เพชรเกษม จากตําบลโคกกลอย อําเภอตะกั่วทุ่ง จังหวัดพังงา วิ่งมาสู่ตัวเมือง จังหวัดพังงา สาย ๔ ซึ่งจะพบว่าขณะนี้เข้าฤดูฝน เมื่อเข้าฤดูฝนก็จะพบเห็นบนเส้นทางนี้ รถลงข้างทางบ้าง ชนกันบ้าง ข้ามเลนบ้าง บ่อยครั้ง บางครั้งอย่างเมื่อ ๒ อาทิตย์ก่อน ผมก็เห็น ๓ จุดที่เกิดอุบัติเหตุ อันเนื่องจากผิวจราจรอาจจะไม่ได้มาตรฐานหรือว่าอาจจะมี ความลื่นสูง แล้วก็ผู้ที่สัญจรบางครั้งเป็นคนต่างถิ่นซึ่งเดินทางมาในพื้นที่แล้วก็ไม่ชํานาญ เส้นทาง ก็ทําให้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งแล้วก็มีสูญเสียชีวิตด้วย ผมคิดว่าตรงนี้เป็นประเด็นหนึ่ง ที่อยากจะขอหารือ แล้วก็นําเรียนไปให้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมทางหลวง ซึ่งรับผิดชอบโดยตรงควรจะมีมาตรการในเรื่องของการเข้ามาแก้ไขปัญหาดังกล่าว แล้วก็ยังมี ถนนบางช่วง เนื่องจากว่ามีรถขับหลุดไปไปชนบ้านชาวบ้านอยู่ จนชาวบ้านที่บ้านกะไหล อําเภอตะกั่วทุ่ง ปิดถนนไปแล้ว แล้วก็ไม่ยินยอมให้ใช้ ๒ เลน ให้ใช้แค่เลนเดียว ส่วนเลนที่ติดกับ บ้านของประชาชน ตรงกลางก็เอาเสาพลาสติกไปกั้นไว้ ใช้สัญจรได้แค่ทางเดียว ก็เลยเป็นปัญหาว่า ขณะนี้เบื้องต้นก็คิดว่าคงเป็นเรื่องของการรองบประมาณ แต่เนื่องจากผ่านมาหลายปีแล้ว เป็น ๔-๕ ปีแล้ว ก็ไม่เห็นดําเนินการใด ๆ เลย แล้วก็เป็นเส้นทางหลักที่คนต้องสัญจรไปมา ก็เลยอยากฝากเรียนว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจะต้องเร่งไปดําเนินการ เพราะว่าอันนี้ เป็นเรื่องของความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินครับ ขอบคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญคุณประสาร มฤคพิทักษ์ ครับ

นายประสาร มฤคพิทักษ์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ประสาร มฤคพิทักษ์ สปช. ๑๓๒ ท่านประธานครับ ในฐานะที่ได้ทํางานในคณะกรรมาธิการวิสามัญจัดทําจดหมาย เหตุและเจตนารมณ์ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผมมีโอกาสไปสังเกตการณ์ รวมทั้งร่วมเวทีรับฟัง ความเห็นเรื่องร่างรัฐธรรมนูญในต่างจังหวัด ๘ จังหวัดครับที่เป็นต่างจังหวัด บวกกรุงเทพฯ ด้วย ก็เป็น ๙ จังหวัด ทั้งภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคใต้ ผมได้พบ ๒ อย่างที่คิดว่าเป็นเรื่องสําคัญ อยากจะเรียนผ่านประธานถึงที่ประชุมทั้งหมด ๑. ก็คือสิ่งที่เราคิดว่าประชาชนไม่เข้าใจ หรือจะเข้าใจยาก ไม่ใช่ครับ ที่จริงสามารถจะเข้าใจได้ เวทีที่เชียงใหม่นั้น แรกก็งงว่า สิ่งที่เรียกว่า โอเพนลิสต์ (Open list) ให้ประชาชนกําหนดตัวบุคคลเป็น ส.ส. มันอะไรกัน แต่เมื่ออธิบายแล้วเข้าใจและยอมรับและเห็นด้วย อย่างนี้เป็นต้น เวทีที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ท่านฐิติพูดไปแล้ว ต้องเรียนว่าประชาชนมีพลังมากในการที่จะขอให้สิ่งที่เรียกว่า พลเมืองเป็นใหญ่ นั้นคงอยู่ คือโครงสร้างส่วนบน ส.ส. ส.ว. ที่มา นายกรัฐมนตรีอะไรก็ว่ากันไป ก็มีมามีไป ๔ ปี ก็เปลี่ยนผ่าน หรือถ้ายุบสภาก็เร็วกว่านั้น อะไรอย่างนี้เป็นต้น แต่ว่าสิ่งที่สําคัญก็คือสิ่งที่ยั่งยืน แล้วความยั่งยืนก็คือภาคพลเมือง ภาคประชาสังคมนี่ล่ะครับ เขามีส่วนร่วม เขามีโอกาส ตรวจสอบ เขามีโอกาสที่จะกําหนดทิศทางความเป็นไป ทั้งในท้องถิ่นและในระดับชาติ แล้วผมคิดว่าวิธีการที่บอกให้พลเมืองเป็นใหญ่นั้น เป็นวิธีการซึ่งช่วยให้การเมืองในระยะยาวไกล มันยั่งยืน มันมั่นคง มันเป็นมรรคเป็นผลที่เป็นจริง และสามารถที่จะฝากความหวังไว้กับสิ่งนี้ได้ ขอบพระคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณครับ เชิญรองศาสตราจารย์พันธุ์ทิพย์ สายสุนทร ครับ

รองศาสตราจารย์พันธุ์ทิพย์ สายสุนทร

ท่านประธานและเพื่อนสมาชิก ข้อหารือในวันนี้ ดิฉัน พันธุ์ทิพย์ สายสุนทร หมายเลขสมาชิก ๑๕๕ เป็นข้อหารือต่อเนื่อง จากที่หารือมาแล้วในงานที่ดูแลอยู่ เป็นเรื่องการปฏิรูปการบริหารจัดการเพื่อสิทธิเด็กไร้สัญชาติ และเด็กสัญชาติอาเซียน (ASEAN) ในสถาบันการศึกษาไทย เป็นงานที่ได้ลงพื้นที่ กับสมาชิกหลายท่านด้วยกันที่จังหวัดเชียงราย ที่อําเภอเมือง อําเภอแม่จัน อําเภอแม่ฟ้าหลวง แล้วก็อําเภอแม่สาย โดยการนําของภาคประชาชนในพื้นที่ก็คือองค์กรชาวเขา หมอชายแดน แล้วก็บางกอกคลินิกที่ดูแลคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติในประเทศไทย เป้าหมายของการหารือตรงนี้ มุ่งไปที่เด็กในสถาบันการศึกษาไทยตามแนวชายแดน และเป็นการหารือเพื่อให้ระบบกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมไทยนั้นเป็นไปโดยสอดคล้องกับอนุสัญญาสิทธิเด็ก ในข้อหารือ ที่เราพบเห็น เราพบว่าเด็กที่มีสัญชาติไทยจํานวนไม่น้อยตกหล่นจากทะเบียนราษฎร เลยถูกนับว่าเป็นต่างด้าว อย่างที่ดิฉันเรียกเสมอในที่ประชุมนี้ว่าเป็นคนต่างด้าวเทียม แต่ความจริงเด็กเหล่านี้มีสัญชาติไทย เพื่อที่จะจัดการให้เด็กนั้นได้เข้าถึงสิทธิเด็กในมาตรฐาน ของอนุสัญญาสิทธิเด็กนั้น ดิฉันเองมีข้อเสนอร่วมกับภาคประชาสังคมอยู่ ๕ ข้อด้วยกัน

ข้อที่ ๑ ดิฉันคิดว่าการทําเอ็มโอยู (MOU) ระหว่างกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงมหาดไทย เพื่อที่จะบันทึกตัวเด็กในทะเบียนประวัติตามกฎหมายการทะเบียนราษฎร ซึ่งมีกฎหมายให้อํานาจหรือเป็นหน้าที่เสียด้วยซ้ําไปของรัฐไทยนั้นเป็นไปได้อยู่แล้ว และความล่าช้านี้จะทําให้ส่งผลกระทบต่อเด็ก ซึ่งยังอยู่ในสถาบันการศึกษา

เอ็มโอยูอันที่ ๒ คือระหว่างกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้เด็กมีหลักประกันสุขภาพ

ในประการที่ ๓ ก็คือเรื่องของการพิจารณาถึงหลักประกันสุขภาพแบบซื้อได้ ของเด็กที่มีสัญชาติอาเซียน

ประการที่ ๔ เป็นเรื่องของการพูดถึงอาเซียน สทิวเดนท์ (ASEAN Student) สําหรับเด็กซึ่งข้ามแดนเข้ามาเพื่อให้เด็กนั้นสามารถมีสถานะเป็นนักเรียนที่ชอบด้วยกฎหมาย คนเข้าเมือง

และประการสุดท้าย คนเหล่านี้คือต้นทุนทางการศึกษาของประเทศไทย แม้ว่าเขาจะไม่ได้ถือบัตรประจําตัวประชาชน ส่วนหนึ่งเป็นต่างด้าวเทียม อีกส่วนหนึ่ง เป็นเด็กสัญชาติอาเซียน ตรงนี้กระทรวงแรงงานก็คงที่จะต้องเข้ามาดูแลตรงนี้ค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ อีก ๒ ท่าน คุณเกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง กับคุณชูชาติ อินสว่าง เชิญคุณเกรียงไกรก่อนครับ

นายเกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพอย่างสูง ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ผม เกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เลขที่ ๐๑๕ ท่านประธานที่เคารพครับ ก่อนอื่นผมต้องขอกราบขอบพระคุณท่านประธาน ที่ได้ทําวาระหารือทุกเรื่องส่งไป ซึ่งผมติดตามวาระหนึ่งก็คือการแก้กฎหมายเกี่ยวกับการไฟไหม้ ซึ่ง ณ ขณะนี้ผมทราบว่าทางอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงการคลัง และกรมบัญชีกลางก็กําลังหารือเรื่องนี้อยู่ ซึ่งเป็นผลดีสําหรับพี่น้องประชาชนครับ ท่านประธาน ผมต้องขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับเรื่องนี้ และผมมั่นใจว่าทุกเรื่อง ที่หารือไปนั้นจะส่งถึงมือหน่วยงานหรือผู้ที่รับผิดชอบ เป็นสิ่งที่ดีมากครับท่านประธาน

มีอีกเรื่องหนึ่งตามมาท่านประธานครับ ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมสงสัยเรื่องการบินไทย ผมสงสัยมานาน เพราะว่าผมนั่งเครื่องบินมานานหลายสิบปี จากจังหวัดขอนแก่น จากจังหวัดสกลนครมีการบินไทยโดยทั้งสิ้น ณ ปัจจุบันไม่มีการบินไทย กลายเป็นไทยสมายล์ ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ถามการบินไทย การบินไทยเขาก็หดหู่ใจ เพราะเขาซื้อบ้าน ซื้อที่อยู่ ซื้ออะไร ที่อยู่หลายจังหวัดที่นั่นแล้ว ตั้งครอบครัวที่นั่น นึกอยู่ ๆ จะยุบเขาก็งงกัน แล้วการบริการ ของไทยสมายล์ก็ใช้คําพูดว่ายังไม่สู้การบินไทย เพราะการบินไทยมันสายการบินระดับโลก ทําไมคนไทยไม่ได้นั่ง ผมยังสงสัยครับท่านประธาน กลายเป็นว่าต่างจังหวัดเดี๋ยวนี้ไม่มี การบินไทย แล้วเรานั่งไทยสมายล์ไม่ใช่ว่าไม่สบายหรืออะไรต่าง ๆ ผมนั่งแค่ชั่วโมงเดียว ไม่ซีเรียส (Serious) ครับ แต่สงสัยแทนเขาเหล่านั้น เขาต้องย้ายครอบครัวกลับมาอยู่กรุงเทพฯ แล้วเขาจะทําอย่างไรในเมื่อมีครอบครัวอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น อยู่หลายจังหวัดครับ ท่านประธาน นี่คือที่ว่าเราหารือไปที่บอร์ดการบินไทยว่าการบินไทยทําไมทําอย่างนี้ หรือมีเหตุผล อย่างไร

เรื่องสุดท้ายท่านประธานครับ เป็นเรื่องที่ผมพยายามติดตามตลอดเวลา นั่นคือเรื่องของท้องถิ่น ท่านประธานรู้ไหมครับว่าเงินท้องถิ่นถูกตัดลงอีกตั้ง ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ปีนี้ ตัวเลขปี ๒๕๕๗ เราได้ ๖๑,๐๐๐ ล้านบาท ๖๑,๐๐๐ ล้านบาทนี้คือตัวเลขที่เรามาจ่าย รายจ่ายประจํา รายจ่ายประจําค่าตอบแทน จ้างเหมาบริการต่าง ๆ ค่าน้ําค่าไฟอยู่ในนี้หมด พอปี ๒๕๕๘ เราถูกตัดลงเหลือ ๓๗,๐๐๐ ล้านบาท ผมก็ไปชี้แจงกับท่านประยุทธ์ ท่านก็ให้คืนมา ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วให้ภาษีล้อเลื่อนมาอีก ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ยังพอทุเลา แต่มาปีนี้ครับเรื่องเดิมกลับมาอีกแล้วครับ นั่นคือถูกตัดลงไป ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท เงินที่เรา ต้องมาจ่ายเป็นภาษีอะไรต่าง ๆ จ่ายค่าตอบแทน เงินจ่ายประจํา ท่านประธานครับ เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ผมในฐานะนายกสมาคมสันนิบาตเทศบาลแห่งประเทศไทยนั้นอึดอัดใจแทน พี่น้องประชาชน ถ้าเกิดว่าไม่มีเงินจ้างคนเก็บขยะ คนกวาดถนนทั้งประเทศ ท่านประธานครับ มันจะเกิดอะไรขึ้นครับ ผมถึงมองว่าตรงนี้ต่างหากมันควรจะเรียกพวกเราเข้าไปนั่งคุยดูบ้างว่า สิ่งที่ท่านต้องการคืออะไร แต่มีหมวดใหม่ ๆ เกิดขึ้นเยอะ ซึ่งไม่ใช่ภาระหน้าที่เราเลย เกิดขึ้นเยอะมาก ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐ ประชานิยม อยู่ในสัดส่วนของท้องถิ่นโดยทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเงินนมโรงเรียน อาหารกลางวัน เบี้ยผู้สูงอายุ อสม. อยู่ในนี้หมด ซึ่งกินสัดส่วน ของเรา แต่คนที่ไม่รู้มองว่าท้องถิ่นนั้นเงินเยอะมาก ให้ไปดูตัวเลขจริง ๆ ท่านประธานครับ ผมยินดีที่จะไปชี้แจงตรงนี้ ฝากท่านประธานด้วย กราบขอบพระคุณอย่างสูงท่านประธานครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญคุณชูชาติครับ

นายชูชาติ อินสว่าง

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ชูชาติ อินสว่าง จากจังหวัดสุพรรณบุรี ผมขออนุญาตหารือด้วยความไม่สบายใจของตัวกระผมเอง และอีกหลาย ๆ ท่าน ท่านประธานครับ จากหมวด ๗ เรื่องการรักษาระเบียบและความเรียบร้อย ในข้อบังคับของการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ ปีพุทธศักราช ๒๕๕๗ ข้อที่ ๑๒๓ สถานที่ประชุม ย่อมเป็นสถานที่เคารพและเขตหวงห้าม แล้วก็อีก ๒ บรรทัด แล้วก็อีก ๔ บรรทัด บรรทัด สุดท้ายขออนุญาตหารือ แล้วก็ขอเรียนถามท่านประธานด้วยความเคารพ การแต่งกายของ สมาชิกนั้นให้แต่งสากลนิยม หรือชุดพระราชทาน หรือตามที่ประธานสภากําหนด ท่านประธานที่ เคารพครับ ผมเรียนถามท่านประธานด้วยความเคารพว่าในวันที่ ๔ นี้ เราจะประชุมร่วมกับ สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ คณะรัฐมนตรี ถ้าสมมุติว่าเราแต่งชุดผ้าไทยผิดไหมครับ ผมก็ไม่ทราบ แต่ในที่นี้เขาบอกว่าตามที่ประธานสภากําหนด เพราะฉะนั้นเราจะไม่เหมือนคนอื่นเขา นี่ประการสําคัญก็เรียนถามว่าที่ถูกต้องมันควรจะเป็นอย่างไร ถ้าชุดผ้าไทยตามที่เราใส่กันอยู่ ทุกวันนี้ผมก็จะได้ใส่มาบ้าง โดยที่ว่าเป็นประธานสภากําหนดแล้ว เรื่องที่ ๑ ก็เรียนถามท่านประธาน

เรื่องที่ ๒ ผมสังเกตว่าเดี๋ยวนี้มองหาไปบางทีจะไปพบคนโน้นคนนี้บ้าง เดี๋ยวนี้ใครอยากนั่งตรงไหนก็นั่งตามสบายใจชอบอย่างนั้นหรือเปล่าครับ ผมก็เรียนถาม ด้วยความเคารพอาจจะเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่เป็นเรื่องของสภาปฏิรูปแห่งชาติ เราต้องดูแล ตัวเราเองก่อนครับ กราบขอบพระคุณครับท่านประธานครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ 🔗

ขอบคุณนะครับ ที่ถามต้องการให้ตอบหรือเปล่าครับ เพราะว่าหารือปกติจะไม่ตอบ ประเด็นอยู่ตรงนี้ กติกาก็อ่านแล้วชัดเจน ที่คุณชูชาติอ่านก็ชัดเจนแล้ว ผมคิดว่าอันนั้นคงไม่ต้องตอบ

ส่วนเรื่องที่ ๒ ที่ย้ายที่นั่งกันนี่บางทีผมก็ตามดูลําบากเหมือนกันว่า ก ไก่ น่าจะอยู่ตรงนี้ ไปอยู่หลังสุดเลย แต่ว่าเหตุผลคือหนาวครับ เพราะฉะนั้นเราคงต้องรอจนกว่า ที่สภาใหม่จะเสร็จ อุณหภูมิคงจะปรับได้พอดี แต่หนาวจริง ๆ สมาชิกเขาบ่นว่าอย่างนั้น แล้วก็เข้าใจว่าด้านหลังนี่ความเย็นจะกระจายลงน้อยกว่า ผมคงไม่ได้ตอบเอาข้อมูลแค่นั้น

จํานวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๒๓๘ คน

ท่านสมาชิกครับ ผมคิดว่าขณะนี้สมาชิกลงชื่อเข้าประชุมแล้ว ๑๙๒ ท่าน ครบองค์ประชุม ผมก็จะขอ ดําเนินการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติต่อไป

ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ซึ่งไม่ปรากฏ ในระเบียบวาระมีอยู่ ๓ เรื่อง

เรื่องที่ ๑ คือรับทราบการขอเชิญเข้าร่วมโครงการสัมมนา เพื่อรับฟัง ผลการดําเนินการที่ผ่านมาของรัฐบาล

ด้วยสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้จัดโครงการสัมมนาร่วมกับสภาปฏิรูปแห่งชาติ เพื่อรับฟังผลการดําเนินงานในรอบ ๑ ปีที่ผ่านมารัฐบาล ในวันพฤหัสบดีที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๕๘ เวลา ๑๓.๓๐ นาฬิกาเป็นต้นไป ที่ห้องประชุมรัฐสภา ห้องนี้ เพื่อให้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ และสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติได้รับฟังผลการดําเนินงานของรัฐบาล แล้วก็เพื่อเป็น การแลกเปลี่ยนความเห็น มุมมอง ประสบการณ์ระหว่างกัน อันจะยังประโยชน์ให้เกิด การบริหารราชการแผ่นดิน การพัฒนาประเทศ และการปฏิรูปประเทศดําเนินไปได้ อย่างยั่งยืนต่อไป จึงขอความร่วมมือท่านสมาชิก คําขอความร่วมมือจริง ๆ ก็คือว่า ขอเรียนเชิญ ทุกท่านเข้าร่วมสัมมนาโดยพร้อมกันแล้ว เพื่อประโยชน์ในการประสานงานขอความกรุณาท่าน ได้กรอกแบบตอบรับแจ้งความประสงค์เข้าร่วมสัมมนาส่งคืนเจ้าหน้าที่สํานักการประชุม ในวันนี้ วันอังคารที่ ๒ มิถุนายน ๒๕๕๘ ขอภายในเวลา ๑๖.๓๐ นาฬิกา เพื่อเตรียมการ คืนให้เจ้าหน้าที่บริเวณหน้าห้องประชุมสภาแห่งนี้

เรื่องที่ ๒ เป็นเรื่องทั่วไป แต่ว่าจะเกี่ยวข้องกับเราทุกคนซึ่งเป็นหน้าที่หลัก ของสภาปฏิรูปแห่งชาติตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช ๒๕๕๗ คือวาระปฏิรูปที่คณะกรรมาธิการต่าง ๆ ได้พิจารณาในร่างแรกเกี่ยวกับเรื่องกรอบแนวคิด และสาระสําคัญของวาระปฏิรูปต่าง ๆ นั้น ขณะนี้ดําเนินการคืบหน้ามาตามเป้าหมาย ที่กําหนดไว้ครบถ้วน โดยได้นําเสนอสภาปฏิรูปแห่งชาติพิจารณาซึ่งคาดว่าน่าจะผ่าน การพิจารณาสภาปฏิรูปแห่งชาติได้ทั้งหมดภายในกลางเดือนมิถุนายนนี้ วันนี้จะมีอีก ๒ วาระปฏิรูป แล้วก็เหลือค้างอีกนิดเดียว ต่อจากนั้นสภาปฏิรูปแห่งชาติจะได้เริ่มพิจารณาวาระปฏิรูป ที่คณะกรรมาธิการต่าง ๆ ได้นําความเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ไปแก้ไขปรับปรุงวาระปฏิรูป แล้วจัดทําเป็นรายงานวาระปฏิรูปร่างสุดท้ายที่เป็นแผนปฏิรูป สําหรับวาระปฏิรูปวาระต่าง ๆ สภาปฏิรูปแห่งชาติจะได้พิจารณาแผนปฏิรูปตามวาระปฏิรูป ต่าง ๆ นี้ให้แล้วเสร็จก่อนจะได้รับร่างรัฐธรรมนูญจากคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ข้อนี้จะขึ้นอยู่กับว่าจะมีการขยายเวลาอีก ๓๐ วันหรือไม่ แต่เราควรทําแผนปฏิรูปทั้งหมด ทุกวาระปฏิรูปให้แล้วเสร็จก่อนวันนั้น แล้วจากนั้นจะพิจารณาร่างกฎหมายประกอบวาระปฏิรูป ถ้ามี ต่อไป เพราะฉะนั้นจึงขอเร่งรัดแผนปฏิรูปของวาระปฏิรูปต่าง ๆ ที่ยังค้างอยู่ ให้คณะกรรมาธิการได้จัดทําแผนปฏิรูปให้แล้วเสร็จพร้อมเสนอสภาปฏิรูปแห่งชาติพิจารณาได้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป แล้วก็ไม่ควรจะช้ากว่าวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๘ ซึ่งได้ปรับเปลี่ยนไป จากวันที่ ๓๑ พฤษภาคม ๒๕๕๘ แล้ว ผมจะได้แจ้งประสานเรื่องนี้ในการประชุม คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาปฏิรูปแห่งชาติ ในวันพุธที่ ๓ มิถุนายนที่จะถึงนี้ อีกครั้งหนึ่งด้วย

เรื่องที่ ๓ ได้แจกเป็นเอกสารแล้ว แต่ขอย้ําเตือนนิดเดียว ถ้าจําไม่ผิด อันนี้เป็นคําขอของ สปช. อาจารย์ดุสิต เครืองาม ที่อยากจะทราบความคืบหน้า ความคืบหน้านี้คืบมาเป็นวันทุกวันเลย เพราะฉะนั้นเราปิดอันนี้วันที่ ๒๗ พฤษภาคม เป็นเอกสารที่ได้นําเสนอแล้วนี่ เราจะพยายามอัพเดท (Update) ตามอันนี้เพิ่มขึ้นต่อไปเรื่อย ๆ แล้วจะทําอันนี้ให้สมาชิกได้ทราบทุก ๒ สัปดาห์ เพราะฉะนั้นกรณีที่มีข้อมูลแล้วขาดอยู่ เช่น ครม. ให้กระทรวงรับไปพิจารณาแล้วและส่งคืนภายใน ๓๐ วัน บัดนี้ มัน ๔๕ วัน ๖๐ วัน แล้วเรายังตามเรื่องอยู่ ยังไม่ได้ ก็ขอให้เข้าใจตามนี้ ข้อมูลทั้งหมดเป็นข้อมูลทางการไม่ใช่ ข้อมูลจากปากคําบุคคล เพราะฉะนั้นอาจจะช้ากว่าปกตินิดหน่อยคงจะพอใช้ประโยชน์ได้บ้าง ถ้ามีข้ออื่นก็ช่วยแนะนํานะครับ

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว

สําหรับวันนี้คือรายงานการพิจารณาของคณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีกรอบความคิดรวม ๒ วาระปฏิรูป คือวาระปฏิรูปที่ ๒๕ ระบบการบริหาร จัดการทรัพยากร และวาระปฏิรูปที่ ๒๖ การจัดการภัยพิบัติตามธรรมชาติภาวะโลกร้อน

(แทรกร่าง วาระ ๒๕ ระบบการบริหารจัดการทรัพยากร)

ผมขอเรียนเชิญคณะกรรมาธิการได้เข้าประจําที่ด้วยนะครับ เรียนเชิญ คณะกรรมาธิการครับ

(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)

เนื่องจาก รายงานของคณะกรรมาธิการมี ๒ วาระปฏิรูป ผมจะได้ขอให้ท่านประธานกรรมาธิการแถลง รายงานผลการพิจารณาแต่ละวาระ และให้สมาชิกอภิปรายตามที่ประธานกรรมาธิการ ได้รายงานตามวาระที่แถลง เรียนเชิญท่านประธานกรรมาธิการแถลงรายงานสําหรับ วาระปฏิรูปที่ ๒๕ ระบบบริหารจัดการทรัพยากรครับ

นายปราโมทย์ ไม้กลัด ประธานกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพครับ กระผม นายปราโมทย์ ไม้กลัด ในนามคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอเสนอรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง ระบบการบริหารจัดการทรัพยากร วาระการปฏิรูปที่ ๒๕ ต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติ เพื่อให้ ที่ประชุมได้พิจารณาและให้ข้อเสนอแนะแนวทางในการปฏิรูประบบการบริหารจัดการ ทรัพยากรให้มีความสมบูรณ์และเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างถูกต้องและเป็นรูปธรรมต่อไป ท่านประธานที่เคารพ เมื่อพูดถึงความสําคัญของการปฏิรูประบบการบริหารจัดการทรัพยากร ตามวาระการปฏิรูปนี้ก็มีหลักการและเหตุผลที่สําคัญว่าการพัฒนาประเทศของเราที่ผ่านมา ได้ส่งผลให้มีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จนเกินศักยภาพ ในการรองรับของระบบนิเวศ ซึ่งก็ได้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน รวมทั้งยังเกิดข้อพิพาทและความขัดแย้งเนื่องมาจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมอันนั้นบ่อยครั้งขึ้นครับ แล้วก็ที่สําคัญในปัจจุบันก็ทําให้ภาครัฐต้องสิ้นเปลือง งบประมาณและกําลังคนในการฟื้นฟูและจัดการเกี่ยวกับความเสียหายที่เกิดขึ้น อย่างมากมายด้วย และนอกจากนี้การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในยุคปัจจุบันก็อาจกล่าวได้ว่า ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ทั้งนี้ก็เพราะการจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติให้สัมฤทธิผลนั้น ต้องมีการดําเนินงานเกี่ยวข้องกันในหลายมิติครับ ที่สําคัญ ก็คือต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายภาคส่วนในการบูรณาการ การทํางานร่วมกัน ซึ่งในปัจจุบัน นี้ก็กล่าวได้ว่าส่วนใหญ่ยังดําเนินการโดยภาครัฐเป็นหลักครับ การมีส่วนร่วมจากภาคส่วนอื่น ในสังคมก็ยังมีค่อนข้างน้อยมาก นอกจากนั้นเครื่องมือและกลไกที่สนับสนุนการบริหารจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติก็ยังไม่ได้นํามาใช้ขับเคลื่อนอย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ดังนั้น จึงเป็นเหตุสําคัญครับ ทําให้ยังไม่สามารถสนับสนุนให้ภาคส่วนอื่นได้เข้ามามีส่วนร่วม ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้อย่างเต็มที่ ดังนั้น เราจึงยังไม่สามารถสนับสนุนนําให้เกิดการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของสังคม ผู้คน ในสังคมให้มีวิถีชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้อย่างชัดเจนครับ ด้วยเหตุนี้คณะกรรมาธิการ ปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจึงเห็นสมควรให้มีการปฏิรูประบบการบริหารจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ โดยการจัดสมดุลใหม่ในการจัดการทรัพยากร ด้วยการสร้างความเป็นหุ้นส่วนให้ทุกภาคส่วนมีความเข้าใจ มีการเรียนรู้ สร้างความเชื่อใจ แล้วก็สร้างให้มีความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน รวมทั้งมีการกําหนดภาระการรับผิดชอบ ของทุกภาคส่วนด้วย ให้ได้มีบทบาทและมีหน้าที่ร่วมกันกับภาครัฐในการใช้ประโยชน์และ บริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ ทั้งนี้ตั้งแต่การมีส่วนร่วม ในการนําเสนอความคิดเห็น ร่วมตัดสินใจ ร่วมดําเนินการ รวมทั้งการร่วมติดตามและ ตรวจสอบการดําเนินงานอีกด้วย ซึ่งก็คาดว่าจะทําให้ระบบการใช้ประโยชน์และดูแลรักษา ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในทุกพื้นที่ของประเทศดําเนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ มีความโปร่งใสและมีความเป็นธรรม ซึ่งในที่สุดแล้วถ้าทําได้เราก็คาดว่าจะนําพาประเทศ ไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริงต่อไป ท่านประธานที่เคารพครับ วาระการปฏิรูป เรื่องระบบการบริหารจัดการทรัพยากรนี้ คณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม ได้มอบหมายให้ท่านเกษมสันต์ จิณณวาโส รองประธานกรรมาธิการเป็นหัวหน้าชุด รับผิดชอบการพิจารณาศึกษาเรื่องนี้ ซึ่งจะมีประเด็นการศึกษา วิธีการศึกษา สรุปผล การพิจารณาศึกษาและข้อเสนอประเด็นการปฏิรูป รวมทั้งแนวทางการดําเนินการที่สําคัญ อย่างไร ก็มีรายละเอียดโดยสรุปอย่างชัดเจนแล้ว มีอยู่ในรายงานของคณะกรรมาธิการ ที่ได้นําเสนอต่อท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่านแล้วครับ และต่อจากนี้ไป ท่านประธานที่เคารพ กระผมใคร่ขออนุญาตให้ท่านเกษมสันต์ จิณณวาโส ได้นําเสนอ รายงานผลการพิจารณาศึกษาและสาระรายละเอียดทั้งหมดต่อที่ประชุมสภาแห่งนี้ครับ และเมื่อจบแล้วก็ขออนุญาตให้กรรมาธิการ ท่านอรพินท์ วงศ์ชุมพิศ อาจารย์ธรณ์ ธํารงนาวาสวัสดิ์ และอาจารย์สุชาติ นวกวงษ์ ได้นําเสนอรายละเอียดบางประการที่เกี่ยวข้อง ให้ที่ประชุมรับทราบเพิ่มเติมด้วยครับ และในการนี้กระผมก็ขออนุญาตให้ใช้เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ประกอบการนําเสนอครับ ขอบพระคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

เรียนเชิญครับ

นายเกษมสันต์ จิณณวาโส กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านสมาชิก และท่านกรรมาธิการ ซึ่งร่วมอยู่ในคณะจัดทํารายงาน การปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก่อนอื่นผมขออนุญาตกราบเรียนต่อที่ประชุมว่า ในวาระปฏิรูปที่ ๒๕ ที่เราใช้ชื่อว่า ระบบการบริหารจัดการทรัพยากร ในความเป็นจริงนั้น ก็คือเป็นการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป ซึ่งในการนําเสนอต่อสภา ในวันนี้เป็นการนําเสนอสาระสําคัญ ประเด็นปัญหา แล้วก็จะมีท่านกรรมาธิการได้กล่าวถึง ในมาตรการที่ลงลึกในรายละเอียด

ในหลักการและเหตุผลของการจัดทํารายงานฉบับนี้ ผมขออนุญาต กราบเรียนว่าเราได้รวบรวมข้อมูลจากหลาย ๆ แหล่ง แล้วก็ได้มาทําการศึกษา แล้วก็ วางกรอบในภาพรวม เพราะฉะนั้นคาดว่าประเด็นทั้งหมดน่าจะมีความครอบคลุม ในรายทรัพยากร ทางด้านทรัพยากร และประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเรื่องสิ่งแวดล้อม

ภาพรวมโดยทั่วไปที่ผมขออนุญาตกราบเรียนต่อที่ประชุมก็คือว่า ในระยะเวลาที่ผ่านมานั้นเราทราบดี เรามีการใช้ประโยชน์เรื่องทรัพยากรเกินศักยภาพ ใช้มากก็ก่อให้เกิดผลกระทบ การจัดการที่ผ่านมาก็อาจจะเป็นประเด็นปัญหาทั้งภาครัฐ เอกชน ชุมชน แม้แต่ประเด็นที่เรามักจะมีข้อโต้แย้งหรือถกเถียงกัน ก็คือเรื่องของความขัดแย้ง ที่มักจะเกิดขึ้นจากการใช้ทรัพยากรทางด้าน ดิน น้ํา ป่า แร่ พลังงาน ทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่ง ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในภาพรวมและรายสาขา

ประเด็นที่ผมอยากจะนําเรียนถ้าท่านกรรมาธิการหรือท่านสมาชิกจะกรุณา ดูจากเพาเวอร์พอยต์ที่เจ้าหน้าที่จะฉายประกอบนั้น เราก็จะเห็นว่าในการจัดการ เรื่องทรัพยากรที่ดินที่ผ่านมาเราก็มีใช้ประโยชน์มาก เพราะว่าเมื่อใช้ประโยชน์มาก เกิดคุณภาพเสื่อมโทรม ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือเรื่องของการถือครองที่ดินที่อาจจะนําไปสู่เรื่อง ของการใช้สารเคมี คือการใช้สารเคมีไม่ว่าจะปุ๋ยหรือสารเคมีอื่น ๆ นั้น เกินความจําเป็น ก่อให้เกิดผลกระทบเป็นอย่างมาก ในด้านทรัพยากรป่าไม้ ในอดีตเราจะพบว่าพื้นที่ป่า มีประมาณ ๕๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ของประเทศขณะนี้ก็ลดลง เพราะฉะนั้นเมื่อพื้นที่ป่าไม้ลดลง เราก็ยังเผชิญกับปัญหาอื่น ๆ มากมาย เช่น เรื่องของการบุกรุกการตัดไม้ การลักลอบฆ่าสัตว์ หรือแม้แต่ประเด็นในเรื่องของที่เป็นเรื่องงานในทางปฏิบัติอยู่ขณะนี้ ก็คือเรื่องของกลไก ในการพิสูจน์การถือครองที่ดิน ก็คือเครื่องมือที่ใช้ในการพิสูจน์สิทธิ การบุกรุกที่ดินป่าไม้นั้น ก่อให้เกิดผลกระทบต่อชนิดพันธุ์พืชและสัตว์ ซึ่งเราเรียกว่าเป็นเรื่องของความหลากหลาย ทางชีวภาพ ประเด็นของความหลากหลายทางชีวภาพนั้นเราก็พบว่าการใช้ประโยชน์ หรือการล่าทําให้เกิดการสูญพันธุ์ ผลกระทบที่เป็นปัจจัยคุกคามอีกประการหนึ่ง ก็คือว่า การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศซึ่งมีผลกระทบเป็นอย่างมาก อุณหภูมิของโลก ที่เปลี่ยนแปลงไป ๑ องศา จะมีชนิดพันธุ์ที่ล้มหายตายจาก รวมทั้งมีที่เกิดใหม่ เกิดจากการแปรสภาพ เกือบ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นมันก็ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างมากมาย

สิ่งที่สําคัญที่สุดที่เราพูดถึงกันในเรื่องของความหลากหลายทางชีวภาพก็คือ ประชาชน พี่น้อง หรือแม้แต่หน่วยงานของภาครัฐ เราก็จะพูดถึงประเด็นที่เกี่ยวข้อง กับเรื่องของการเข้าถึงแหล่งที่เป็นแหล่งพันธุกรรม แหล่งที่มีชนิดพันธุ์หรือมีความหลากหลาย ทางชีวภาพที่สามารถนํามาใช้ประโยชน์ก่อให้เกิดมูลค่าทําในเรื่องของการผลิตยา หรือแม้แต่ เมื่อเกิดประโยชน์แล้วนั้นเราจะปกป้อง จะคุ้มครองหรือเราจะแบ่งปันเพื่อให้กลับมาฟื้นฟู แหล่งทรัพยากรต่าง ๆ เหล่านี้ได้อย่างไร

อีกประเด็นหนึ่งที่อยากนําเรียนก็คือว่าน้ําก็เป็นปัจจัยที่สําคัญที่อยู่คู่กับป่า ประเด็นปัญหาที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับเรื่องทรัพยากรน้ํามีอยู่ ๓ เรื่อง

เรื่องที่ ๑ ก็คือเรื่องของปริมาณน้ําที่มีมากก็คือน้ําท่วม

เรื่องที่ ๒ ก็คือการขาดแคลนน้ําหรือภัยแล้ง

เรื่องที่ ๓ ก็คือเป็นเรื่องของคุณภาพน้ํา

ซึ่งประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้จะเกิดขึ้นในพื้นที่ที่แตกต่างกัน ท่านคงเคยได้ยินได้ฟังว่า ในแต่ละปีนั้นมีปริมาณฝนตกในประเทศโดยเฉลี่ยประมาณ ๑,๒๐๐-๑,๓๐๐ มิลลิเมตรต่อปี เรามีลานอฟเกือบ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ปริมาณกักเก็บที่เอามาใช้ประโยชน์มีได้ไม่มากนัก

ประเด็นปัญหาเรื่องภัยแล้งที่เกิดขึ้นทุกปี โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เราก็จะเจอปัญหาเรื่องแล้งซ้ําซาก มีระบบการให้บริการทางภาครัฐในเรื่องการบริหารจัดการน้ํา การกระจายน้ําไปยังชุมชนหรือแม้แต่ในกิจกรรมทางการผลิตต่าง ๆ อาจจะยังไม่ทั่วถึง

ประเด็นต่อมาที่หลายคนได้รับผลกระทบกันมากเมื่อช่วงที่ผ่านมา ก็คือ เรื่องของน้ําท่วม ซึ่งภัยของน้ําท่วมนั้นจะเกิดเป็นช่วง ๆ โดยเฉพาะบางปี ก็เกิดทั้งภัยแล้ง และน้ําท่วมซ้ําซ้อน บางทีเกิดภัยแล้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เกิดน้ําท่วมในภาคใต้ ตรงนี้ก็เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงหรือการใช้ประโยชน์ทรัพยากรของประเทศ ซึ่งปัจจัยพื้นฐานนั้นมาจากคนทั้งหมดนี่ล่ะครับ

เรื่องต่อมาที่อยากจะนําเรียนก็คือว่าสิ่งที่มีความสําคัญมากที่สุด มีความสะอาด มีมูลค่าสูง ก็คือการที่เราพูดถึงการใช้น้ําบาดาล เพราะฉะนั้นการใช้น้ําบาดาลจะต้องใช้ควบคู่ไปกับ เรื่องของปริมาณน้ําท่าหรือน้ําผิวดิน สิ่งที่สําคัญก็คือว่าใช้อย่างไรให้เกิดประโยชน์ แล้วมีประสิทธิภาพสูงสุด

ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าหลังจากที่เราดูทรัพยากรอื่น ๆ แล้ว เราก็จะมาดู เรื่องทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ประเทศไทยมีชายฝั่งยาวประมาณ ๓,๐๐๐ กว่ากิโลเมตร ความแตกต่างระหว่างฝั่งอันดามันกับอ่าวไทยมีสภาพความแตกต่างที่ไม่เหมือนกัน เนื่องจาก ธรณีสัณฐานของประเทศไทยในฝั่งอันดามันจะเป็นร็อก ฟอร์ม (Rock form) เสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นผลกระทบที่เกิดขึ้นจะมีน้อยกว่าฝั่งอ่าวไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ กัดเซาะชายฝั่งในพื้นที่ที่เป็นเขตเศรษฐกิจ หรือเป็นชุมชน หรือเป็นเมือง

ปัญหาที่จะเกิดขึ้นแล้วเรามักจะพบเห็นกันอยู่เสมอในฝั่งที่เกี่ยวข้องกับทางทะเล อีกประการหนึ่งก็คือเรื่องขยะ เรื่องการบุกรุก การใช้ประโยชน์พื้นที่ป่าชายเลน การทําประมง ที่ผิดกฎหมาย หรือความเสื่อมโทรมจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เราพูดถึงเรื่องของ ปะการังฟอกขาวในช่วงปี ๒๕๕๓ ต่อปี ๒๕๕๔ เมื่อกลับมาดูทรัพยากรอื่น ๆ ก็มีเรื่องของแร่ แร่เราดู ๒ เรื่อง ใช้วันนี้นําเข้า ไม่ใช้วันนี้เก็บไว้ใช้วันหน้า เพราะฉะนั้นการนําแร่ ซึ่งเป็นทรัพยากรที่สําคัญของประเทศมาใช้ประโยชน์นั้นก็คงต้องมาชั่งน้ําหนักแล้วก็มาดูว่า ระหว่างยูซ (Use) กับนอนยูซ แวลู (Nonuse value) นั้น อันไหนที่จะคุ้มค่ามากกว่ากัน

เรื่องที่สําคัญที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันในเรื่องของทรัพยากรก็คือเรื่องพลังงาน ประเทศไทย รวมทั้งสภาแห่งนี้ก็ได้มีการหารือ ได้มีการพูดจาเรื่องประเด็นของพลังงาน พลังงานก็ยังเป็นเรื่องที่สําคัญ ส่วนใหญ่เรายังนําเข้านโยบายหลัก ก็คือพยายามพัฒนาเรื่อง พลังงานทดแทนเข้ามา

ตอนนี้เราจะข้ามฟากไปถึงประเด็นทางด้านสิ่งแวดล้อม เพราะว่าคําว่า ทรัพยากรมาคู่กับสิ่งแวดล้อม ปัญหาซึ่งเป็นเรื่องนโยบายที่สําคัญของรัฐบาลชุดนี้ ก็คือเรื่อง การจัดการขยะมูลฝอย เราจะพบว่าปริมาณขยะมีเพิ่มขึ้นทุกวัน มีการลักลอบทิ้งขยะ อุตสาหกรรม มีขยะติดเชื้อ มีขยะที่มาจากผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลายที่เราไม่ใช้ หรือหมดสภาพ พวกนี้ก็จะก่อให้เกิดผลทั้งทางตรงและทางอ้อม

ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมที่ผมอยากนําเรียนต่อมาก็คือเรื่องของ อากาศและเสียง อากาศและเสียง ส่วนใหญ่เรามักจะพูดกันเรื่องของฝุ่นละอองขนาดเล็ก ที่มีผลกระทบเช่นพีเอ็มเท็น (PM10) ในเขตอุตสาหกรรมหรือในเขตเมือง พวกนี้จะก่อให้เกิด ผลกระทบเป็นอย่างสูง หรือแม้แต่บางกรณีที่เกิดจากการเผาพื้นที่ซากตอซัง หรือแม้แต่ การเผาป่าก็ก่อให้เกิดหมอกควัน ในหมอกควันก็มีพีเอ็มเท็นซึ่งเราจะดูภาพได้ ขนาดของ พีเอ็มเท็นเล็กกว่าเส้นผมมาก เพราะฉะนั้นเราก็จะมองไม่เห็น แต่สิ่งที่มีผลกระทบก็คือ เรื่องของสุขภาพ

ประเด็นที่ผมอยากนําเรียนต่อมา ก็คือเรื่องของการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ ๒๒ ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาก แต่เราเป็น ประเทศที่อยู่ในนอน แอนเน็กซ์ วัน (Non annex 1) ไม่ได้ถูกบังคับ แต่เราก็มีการจัดทํา เนชันนอล คอมมูนิเคชัน (National communication) รายงานถึงการดําเนินงาน ตามพันธกรณีอย่างสม่ําเสมอ แล้วก็มีการร่วมประชุม มีการจัดทํามาตรการต่าง ๆ ปัจจุบันไม่ว่า จะเป็นเรื่องของกลไกการพัฒนาที่สะอาดหรือเปลี่ยนแปลงมาเป็นลักษณะของโวลันทารี (Voluntary) ขณะนี้ก็ดําเนินการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นหน้าที่ขององค์การจัดการก๊าซเรือนกระจก ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ประเด็นที่ผมอยากนําเรียนก็คือว่าหลังจากที่เราพูดถึงก๊าซเรือนกระจก มันก็กระทบเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์พื้นที่ คือเรื่องของสิ่งแวดล้อมเมืองและชุมชน พวกนี้ เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพของการใช้ประโยชน์ที่ดินในเมืองก็ก่อให้เกิดผลกระทบ สิ่งที่เราอยากนําเรียนก็คือว่าปัญหาสําคัญที่เรามักจะพูดถึงก็คือพื้นที่สีเขียวในเขตเมือง ปัญหามลทัศน์ เช่นป้ายโฆษณาที่วางระเกะระกะ ทางสํานักงานนโยบายและแผน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็เคยเสนอเป็นแนวทางต่อคณะรัฐมนตรี เป็นแนวทาง การปฏิบัติ ก็ให้มีการจัดการโดยเฉพาะป้ายซึ่งผิดกฎหมายมีจํานวนมากมาย

เรื่องสุดท้ายของประเด็นทางด้านสิ่งแวดล้อมที่เราอดกล่าวถึงไม่ได้ก็คือ สิ่งแวดล้อมที่อยู่กับธรรมชาติและศิลปกรรม สิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรมในภาษา คนที่ทํางานด้านนี้เราเรียกว่า สิ่งแวดล้อมมนุษย์ คือสิ่งที่คนสร้างขึ้น ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือว่า คนไปรุกแหล่งซึ่งเป็นแหล่งอันควรอนุรักษ์ เช่นพื้นที่ที่เป็นมรดกโลกก็ดีเข้าไปใช้ประโยชน์ พวกนี้มันก็เกิดผลกระทบ การจัดการไม่ดีก็ก่อให้เกิดความเสื่อมโทรม เพราะฉะนั้น ในการจัดการทางด้านนี้จะต้องดูควบคู่กันไป เช่นเรื่องของการทําเป็นแหล่งท่องเที่ยวก็ต้องดู ควบคู่ไปกับเรื่องของการจัดการ ทีนี้ผมอยากจะขออนุญาตสภาว่ากระบวนการหรือขั้นตอน ในการศึกษา ผมขออนุญาตที่ประชุมว่าคงไม่ต้องลงไปในรายละเอียด แต่อยากจะนําเรียน ต่อที่ประชุมว่าจากประเด็นปัญหาที่กล่าวถึง ถ้าเรามาดูหลักการในการบริหารจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติที่ผมได้นําเสนอไว้ในหัวข้อ ๔.๒ ในเพาเวอร์พอยต์ ถ้าท่านสมาชิก กรุณาดูข้ามไปหน่อย หลักการจัดการเรายึดแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน การพัฒนาใด ๆ ก็ยังต้องยึดการพัฒนาที่เน้นไปให้ความสําคัญกับเรื่องของระบบนิเวศของพื้นที่ มาตรการ ที่เรานําเสนอไว้เป็นเรื่องของการกําหนดแนวทางการจัดการนั้นเราก็พูดถึงเรื่องของ การป้องกันไว้ล่วงหน้า หมายความว่าไม่มีมาตรการใดที่แก้ปัญหาได้โดยเบ็ดเสร็จ แต่มาตรการหรือวิธีการที่เขาจะเข้ามาจัดการในเรื่องของการพัฒนากลไกหรือการบริหารจัดการนั้น จะช่วยในเรื่องของการแก้ไข เยียวยา บรรเทาและป้องกัน นี่คือสิ่งที่มันเป็นหัวใจสําคัญ ที่ทําให้เกิดกระบวนการพัฒนาที่ยั่งยืน สิ่งที่เรามองข้ามไม่ได้ก็ยึดหลักคนที่ได้ประโยชน์ หรือคนที่ก่อให้เกิดมลพิษก็ต้องเข้ามาออกค่าใช้จ่ายในการจัดการ รัฐ เอกชน ชุมชน ต้องร่วมกันบริหารจัดการอย่างมีธรรมาภิบาล โดยให้กลไกของชุมชนภาคีการพัฒนาทั้งหลายเข้ามามีส่วนร่วม ในประเด็นที่อยากจะนําเรียน ก็คือเป็นภาคบังคับ ถ้าเราดูจากโฟลว์ชาร์ท (Flowchart) ที่เป็นข้อเสนอในการปฏิรูป ตรงนี้เป็นภาคบังคับซึ่งเหมือนกับการวิเคราะห์ สวอท แอนาลิซิส (SWOT Analysis) ซึ่งเราก็จะพบว่าในภาคบังคับนั้นอยากจะรู้ว่าอะไรคือกลไกในการเพิ่มประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นพาย ชาร์ท (Pie chart) เมื่ออะไรเป็นกลไกเราจะปฏิรูปองค์กรหรือโครงสร้างอย่างไร เครื่องมือซึ่งเป็นข้อเกี่ยวข้องกับเรื่องของกฎหมายระเบียบข้อบังคับหรือแม้แต่ความเป็น หุ้นส่วนหรือการเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการร่วมกัน ตรงนี้ก็จะเป็นกรอบแนวคิด

ทีนี้ผมขออนุญาตเรียนต่อไปอย่างเร็ว ๆ เพราะว่าใช้เวลามาพอสมควร ข้อเสนอในแนวทางปฏิรูปกําหนดไว้ไม่มากนัก แต่พยายามจะชี้ให้เห็นว่าในแนวทาง การจัดการรายทรัพยากรหรือรายสิ่งแวดล้อมนั้นมีเรื่องอะไรบ้าง เช่น เรื่องของการเพิ่ม ประสิทธิภาพในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เรามุ่งเน้นในเรื่องของ การสร้างความสมดุลระหว่างการอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ การอนุรักษ์และการใช้ประโยชน์ ต้องไปควบคู่ซึ่งกันและกัน จริง ๆ อยากจะให้เป็นเรื่องอนุรักษ์ สงวน ใช้ประโยชน์ และคุ้มครอง เพราะฉะนั้นคําพวกนี้คือคําที่สําคัญมาก และควรจะต้องมีระบุไว้อย่างชัดเจน มาตรการที่เราควรจะต้องทํา ผมขออนุญาตยกตัวอย่างไปเร็ว ๆ เพื่อที่มีท่านกรรมาธิการหลายท่าน จะหยิบยกบางประเด็นมาเป็นเรื่องที่ชี้แจงต่อสภาให้เห็นถึงรายละเอียด ในเรื่องของการสร้าง ความสมดุลในเรื่องการอนุรักษ์ เช่น ในเรื่องของการฟื้นฟูป่า การกําหนดเขตพื้นที่คุ้มครอง ทางทะเลและชายฝั่ง การกําหนดพื้นที่ศักยภาพแร่หรือพื้นที่เศรษฐกิจ เพื่อจะได้รู้ว่าตรงไหน ที่จะเอามาใช้ประโยชน์ ตรงไหนจะคุ้มครอง ตรงไหนจะอนุรักษ์

ประเด็นต่อมาก็คือเรื่องของการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ดี ตรงนี้หลายคนอาจจะดูว่า เป็นเรื่องของทางวิชาการมาก แต่ประเด็นหลักจริง ๆ ก็คือทําอย่างไรที่จะให้เกิดความร่วมมือ ระหว่างรัฐกับเอกชน เช่น ในเรื่องของการจัดการขยะ ซึ่งคิดว่าภาครัฐฝ่ายเดียวนั้น ทําเองไม่ได้ ชุมชนกับท้องถิ่นและภาคเอกชนต้องมาร่วมมือซึ่งกันและกัน การแก้ไขปัญหา เรื่องอากาศ โดยเฉพาะเรื่องหมอกควัน ซึ่งเกิดขึ้นเป็นประจําทุกปีในภาคเหนือ รวมทั้ง หมอกควันที่ข้ามแดนมาทางภาคใต้ซึ่งเราเรียกว่า สโมก เฮด (Smoke head) ข้ามฟากมา จากทางใต้ของประเทศเพื่อนบ้าน

ส่วนประเด็นอื่น ๆ นั้นคิดว่าเราต้องให้ความสําคัญควบคู่กันไปก็คือเรื่องของ การขึ้นทะเบียนโดยเฉพาะแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติและโบราณสถาน มาตรการต่อมา ก็คือเรื่องของการสร้างระบบหมุนเวียน คือตรงนี้ก็พูดง่าย ๆ มานั่งดูว่าการสร้างระบบ หมุนเวียนหรือสร้างอะไรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นมาตรการซึ่งอาจจะต้องไปขยาย ความอีกเยอะ เช่น เรื่องการทํากรีน แอคเคาท์ (Green account) การทําเรื่องของการเพิ่ม ขีดความสามารถในการจัดการ ทีนี้พอมาดูในเรื่องของการปรับปรุงข้อกฎหมาย อันนี้จะเป็น ส่วนที่ ๒ ในวงกลมที่เมื่อสักครู่เรากล่าวถึง เราจะแก้อะไรบ้าง เราจะปรับปรุงอะไรบ้าง เช่น กฎหมายสิ่งแวดล้อมก็จะมีเรื่องที่คนกล่าวถึง ส่วนใหญ่จะกล่าวถึงสํานักงานที่ผมเคยเป็น เลขาธิการ สํานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แต่จริง ๆ พอคุย กันจริง ๆ เป็นเรื่องของอีไอเอ (EIA) ก็เป็นมาตรการซึ่งคณะกรรมการผู้ชํานาญการดูแล วันนี้ เดี๋ยวท่านกรรมาธิการบางท่านก็จะมากล่าวถึง ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายก็คือ เรื่องกฎหมายสิ่งแวดล้อม กฎหมายที่เกี่ยวกับทรัพยากร การจัดการ การประกาศพื้นที่อะไรต่าง ๆ ซึ่งสอดคล้องกับมาตรา ๒๘๗ ที่เราดูจากร่าง ไม่ว่าจะประกาศพื้นที่คุ้มครองทางทะเล การจัดการขยะ เรื่องสิทธิ เรื่องภาษีสิ่งแวดล้อมและ พ.ร.บ. สิ่งแวดล้อม ในส่วนมาตรการที่กําหนดไว้อีกด้านหนึ่งโดยเฉพาะในเรื่องของกระบวนการยุติธรรม ในส่วนที่ มาตรการที่กําหนดไว้อีกด้านหนึ่ง โดยเฉพาะในเรื่องของกระบวนการยุติธรรม สิ่งแวดล้อม เริ่มต้นตั้งแต่เรื่องของข้อมูลข่าวสาร การให้ความรู้ การแก้ไข การจัดตั้งองค์กร พวกนี้ก็จะ เป็นเรื่องที่เป็นข้อเสนอแนะและจะต้องมีการดําเนินการ ในด้านการปรับปรุงหรือการปรับปรุง กลไกของภาครัฐ จริง ๆ แล้วหลายคนก็มามองเอสอีเอ (SEA) ก็เป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ในร่าง แต่ในข้อเท็จจริงเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน มันจะต้องพูดถึงเรื่องของการประเมิน ยุทธศาสตร์ทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน อย่าไปให้ ความสําคัญกับประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมแต่เพียงอย่างเดียว มันจะไม่ยั่งยืน ในมาตรการ ที่ผมอยากขออนุญาตนําเรียนต่อไปก็คือการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ เครื่องมือ ทางเศรษฐศาสตร์พูดมานานก็ไปสอดคล้องกับเรื่องมาตรการคือผู้ใดก่อให้เกิดมลพิษ ผู้นั้นเป็นผู้จ่าย หรือผู้ใดที่ได้รับประโยชน์ผู้นั้นก็จะต้องออกค่าใช้จ่ายในการจัดการ พวกนี้ เป็นมาตรการ เช่น การทําเรื่องการจัดเก็บค่าธรรมเนียมภาษีหรือการรับคืนผลิตภัณฑ์ที่เป็นพิษ เช่น ถ่านไฟฉาย แบตเตอรี่ หรืออะไรต่าง ๆ พวกนี้ เรื่องพวกนี้เราต้องพยายามผลักดัน ให้เกิดการรับซื้อซากคืน เป็นมาตรการที่ผมกล่าวสรุปสั้น ๆ เรื่องที่พูดถึงความเป็นหุ้นส่วน ความเป็นหุ้นส่วนจริง ๆ แล้ว ภาคเอกชนได้ร่วมกับภาคราชการมาเยอะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การให้สิ่งจูงใจทางด้านภาษี การทําซีเอสอาร์ (CSR) หรือแม้แต่เรื่องของการเข้ามามีส่วนร่วม ในการกําจัดซากผลิตภัณฑ์ที่ขณะนี้ก็มีอยู่ ๒ ส่วนสุดท้ายที่อยากจะนําเรียนก็คือเรื่องบทบาท ของชุมชนท้องถิ่น พวกนี้เราจะต้องกําหนดมาตรการให้ชัดว่าเราจะส่งเสริมให้เขาเข้ามามี ส่วนร่วมอย่างไร ทําอย่างไรให้กลุ่มต่าง ๆ มีความเข้มแข็ง รวมทั้งมาตรการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

ประเด็นสุดท้ายจะเกี่ยวข้องกับภาควิชาการและสื่อ พวกนี้ก็เป็นประเด็นที่ผม คิดว่าต้องสร้างองค์กรและเครือข่าย หรืออะไรต่าง ๆ เพื่อให้องค์ความรู้ต่าง ๆ ได้มี การถ่ายทอด ได้นําไปสู่ผู้บริโภคข้อมูลข่าวสารอย่างแท้จริง ทั้งหมดก็จะเป็นประเด็น สาระสําคัญที่ขออนุญาตท่านประธานว่า เป็นกรอบแนวทางที่ได้กําหนดไว้ตามแนวทาง ปฏิรูปที่ ๒๕ ของระบบการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สําหรับ รายละเอียดในบางประเด็นนั้นทางท่านกรรมาธิการท่านอื่นจะมีการหยิบยกบางประเด็น มาอธิบาย มาอภิปรายให้กับสภาแห่งนี้ทําความเข้าใจมากยิ่งขึ้นครับ ขอบพระคุณมากครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

เรียนเชิญครับ

นางอรพินท์ วงศ์ชุมพิศ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ และเพื่อน ๆ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่าน วันนี้ดิฉันถือโอกาสในเมื่อเราพูดถึง ระบบการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เรามาพูดกันถึงเรื่องที่ ท่านว่าที่ปลัดกระทรวง ท่านเกษมสันต์พูดแล้วว่าเครื่องมือที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน ในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ใช้มามากกว่า ๓๐ ปีแล้ว คือเครื่องมือที่เราเรียกกันว่าอีไอเอ อีไอเอนี้มันมีที่มาที่ไปคือเอ็นไวรอนเมนทอล อิมแพค แอสเซสเมนท์ (Environmental impact assessment) เราใช้คําย่อว่า อีไอเอ เป็นภาพรวม ๆ ว่าเมื่อจะ ทําโครงการพัฒนาขึ้นมาทั้งที ลองมาศึกษาดูสิ โครงการนี้ถ้าเกิดขึ้นมาจริง ๆ จะมีผลกระทบ เรื่องอะไรบ้าง เจ้าของโครงการจะเสนอมาตรการในการลดผลกระทบให้กับประชาชน หรือว่ากับสภาพแวดล้อมในพื้นที่ตรงนั้นอย่างไร มาตรการที่เสนอเมื่อผ่านความเห็นชอบ ของ คชก. หรือคณะกรรมการผู้ชํานาญการในการอ่านรายงานแล้ว เงื่อนไขที่ คชก. เห็นชอบ จะต้องผูกเข้ามาเป็นเงื่อนไขในการเห็นชอบให้โครงการที่ได้รับการอนุมัตินั้น ดําเนินการต่อไป ว่าต้องทําโน่นทํานี่ ต้องมีการติดตามตรวจสอบ ต้องมีการลดผลกระทบรับฟังความเห็นอะไร จะเป็นเงื่อนไขในการเห็นชอบว่าให้การจัดทําดําเนินโครงการ ที่ผ่านมาเรามักจะได้ยิน พวกเราทุกคนก็คงจะคุ้นว่าปัญหาอีไอเอมีปัญหา อย่างเช่น ยกตัวอย่างบอกว่าการจัดทํา รายงานนี้ไม่มีคุณภาพ ข้อมูลไม่ถูกต้อง รายงานที่ทํามาบางครั้ง ผู้ทํารายงานเห็นคล้าย ๆ ว่า พยายามให้รายงานผ่านความเห็นชอบโดยที่ข้อมูลอาจจะไม่ถูกต้อง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ หรือว่า ทําเข้าข้างเจ้าของรายงาน เจ้าของโครงการ หรือว่าการกําหนดประเภท หรือขนาดของ โครงการ บางทีที่ประกาศไปแล้ว ๓๐ กว่าโครงการ ประเภทรุนแรง ๑๑ โครงการนี้ ยังไม่ครอบคลุม ยังมีบางโครงการที่อยู่ในพื้นที่ที่ไม่เหมาะสมก็อาจเกิดผลกระทบได้ เช่นเดียวกัน หรือบอกว่า คชก. ที่พิจารณารายงานมีภาระรับผิดชอบมากควรจะมี การปรับปรุงคุณภาพ ให้ คชก. เป็นผู้ที่มีความรู้ มีการจดทะเบียน มีได้รับค่าตอบแทน ที่เหมาะสม มีความรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองได้พิจารณาหรือให้ความเห็นไป อันนี้คือประเด็นต่าง ๆ ที่วันนี้ทุกคนมีการพูดถึง วันนี้ดิฉันเข้าเรื่องประเด็นว่า วันนี้เรา พูดกันถึงเรื่องการปฏิรูปกลไกและเครื่องมือในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เริ่มต้นด้วยสิ่งที่ท่านเกษมสันต์ได้พูดต่อไปแล้วนะคะ ดิฉันทําความเข้าใจ ก่อนว่า การประเมินสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์ซึ่งปรากฏอยู่ในมาตราต้น ๆ ของรัฐธรรมนูญ ฉบับร่างปัจจุบันว่า เอสอีเอ ท่านเห็นแล้ว การประเมินสิ่งแวดล้อมเชิงยุทธศาสตร์คืออะไร เป็นกระบวนการสนับสนุนการตัดสินใจระดับนโยบายและแผน สําหรับแผน แล้วก็แผนงาน ที่มีจุดมุ่งหมาย ใช้เป็นเครื่องมือสําหรับในการตัดสินใจว่าทําอย่างไรให้โครงการพัฒนาต่าง ๆ มีความยั่งยืนในการพัฒนา โดยยึดหลักว่าเราจะต้องบูรณาการด้านสิ่งแวดล้อมเข้าไปในเรื่อง การพิจารณาทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมควบคู่กัน รวมทั้งการมีส่วนร่วมของ ประชาชนด้วย ส่วนอีไอเอหรือการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมก็คือเป็นเครื่องมือที่ใช้ ประกอบการพิจารณาตัดสินใจในระดับโครงการ ซึ่งเราใช้มาระยะยาวนานมากพอสมควรแล้ว มีจุดมุ่งหมายในการคาดการณ์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นและให้เสนอแนะมาตรการในการแก้ไข การติดตามตรวจสอบค่ะ

การปฏิรูประบบการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมในวาระของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ในคณะกรรมาธิการครั้งนี้ เราเน้น ๓ ประเด็นหลัก ๆ คือ

การบูรณาการสิ่งแวดล้อมสู่นโยบาย โดยใช้สแตรทิจิก เอ็นไวรอนเมนทอล แอสเซสเมนท์ (Strategic Environmental Assessment) หรือเอสอีเอ

ประเด็นที่ ๒ คือการปรับปรุงประสิทธิภาพของอีไอเอของโครงการที่ใช้กันอยู่ มาในปัจจุบัน กับ

ประเด็นที่ ๓ ก็คือระบบการติดตามตรวจสอบ ซึ่งระบบการติดตามตรวจสอบนี้ เป็นกระบวนการหนึ่งที่มีอยู่ในอีไอเออยู่แล้ว เพียงแต่ว่าเรามาปรับปรุงประสิทธิภาพว่า การติดตามตรวจสอบจะต้องมีการมีส่วนร่วมของประชาชน จะต้องเป็นการติดตามตรวจสอบ ที่มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย ไม่ใช่ว่าไปติดตามตรวจสอบว่าทําหรือไม่ทํา แล้วก็รายงานเฉย ๆ ต่อไปนี้จะมีการลงโทษ จะมีหน่วยงานที่ได้รับอนุญาตให้ทําการติดตามตรวจสอบโดยเฉพาะค่ะ

๓ ข้อหลัก ๆ ก็คือเอสอีเอ อีไอเอ หรืออีเอชไอเอ (EHIA) อีเอชไอเอนี้ คือโครงการที่เราเรียกรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมสําหรับโครงการรุนแรง ๑๑ ประเภท ซึ่งเพิ่งประกาศไปเมื่อปี ๒๕๕๒ ปี ๒๕๕๓ จนถึงปัจจุบัน แล้วก็เอ็มอีแอนด์เอ (ME&A) นั้น ก็หมายถึงการติดตามตรวจสอบแล้วก็การออดิท (Audit) โครงการ เรามีการพูดคุยกันว่า โครงการอีไอเอที่ทําเห็นชอบผ่านไปดําเนินการไปแล้ว เคยมีการกลับมาทบทวนไหมว่า มาตรการที่เสนอเอาไว้เพียงพอเหมาะสมหรือไม่ เพราะฉะนั้นจะมีการทําออดิทติง (Auditing) ด้วยนะคะในอนาคต กระบวนการทําเอสอีเอของนโยบายการพัฒนาด้านต่าง ๆ ที่สําคัญ ดิฉันขอย้ําว่าการทําเอสอีเอนี้เป็นการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ แผน และโครงการต่าง ๆ จะเป็นส่วนที่ดําเนินการโดยรัฐบาล เราจะเอานโยบายที่สําคัญ อย่างเช่น นโยบายการเกษตร นโยบายพลังงาน นโยบายคมนาคม อุตสาหกรรม ผังเมือง การท่องเที่ยว การใช้ทรัพยากรป่าไม้ แม้กระทั่งทรัพยากรน้ําหรือนโยบายที่สําคัญอื่น ๆ ควรจะมีการศึกษา สิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ก่อนที่จะมีการดําเนินโครงการอย่างไร อย่างเช่นยกตัวอย่าง รัฐบาลจะทําโครงการแผนพัฒนาแหล่งน้ําทั่วประเทศของโครงการทุกภูมิภาคในประเทศไทย ก็ควรจะมีการศึกษาเอสอีเอก่อนว่าในแต่ละภูมิภาค มีสภาพภูมิอากาศ สภาพน้ําผิวดิน น้ําใต้ดิน ประชากร อาชีพเกษตรกรหรือว่าคนใช้น้ําส่วนใหญ่ทําอยู่คืออะไร เพราะฉะนั้นการจะ กําหนดโครงการพัฒนาในพื้นที่เหล่านั้นต้องคํานึงถึงสิ่งแวดล้อมเรื่องอะไรบ้าง ในเรื่อง เศรษฐกิจเรื่องอะไรบ้าง สังคมในเรื่องอะไรบ้าง เป็นการทําเอสอีเอที่ควรจะอยู่ในระดับ นโยบาย วางแผนเอาไว้ล่วงหน้าโดยรัฐบาลค่ะ

ส่วนการเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการอีไอเอ เราเน้นใน ๕ เรื่องหลัก ๆ คือ มีประสิทธิภาพ มีความโปร่งใส มีความเป็นธรรม และมุ่งสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ส่วนการ มีส่วนร่วมของประชาชน เราจะริเริ่มให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่การเริ่มต้นโครงการ ตั้งแต่ลงไปคุยกันเลยล่ะว่ารัฐบาลจะทําโครงการนี้ ในพื้นที่นี้ จะสร้างเขื่อนตรงนี้ ก็คุยกับ ประชากรหรือประชาชนในบริเวณนั้น ผู้มีส่วนได้เสียซึ่งจะมีการกําหนดในรายละเอียดว่า ใครคือผู้ที่มีส่วนได้เสียโดยตรง หรือว่ามีระดับไหน อย่างไรในรายละเอียดนะคะ นอกจากมี ร่วมเสนอความเห็นแล้วต้องร่วมตัดสินใจ ร่วมดําเนินการแล้วก็ร่วมรับผลที่เกิดขึ้นด้วย รวมทั้ง ร่วมในการติดตามตรวจสอบว่าได้มีการดําเนินการไปตามที่ได้พูดคุยหรือศึกษากันไว้หรือไม่ ซึ่งดิฉันย้ําว่าการติดตามตรวจสอบจะได้รับการพัฒนาปรับปรุงปฏิรูปให้มีประสิทธิภาพ ในการติดตามตรวจสอบอย่างแท้จริง

การปฏิรูปกระบวนการของอีไอเอที่เราพูดไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นอีไอเอ หรืออีเอชไอเอ มันจะมีกระบวนการในการดําเนินการอยู่ ๗ ขั้นตอนนะคะ ๗ ขั้นตอนที่ว่าก็คือ

ขั้นตอนที่ ๑ ริเริ่มโครงการ

ขั้นตอนที่ ๒ กําหนดขอบเขตการศึกษาของอีไอเอหรืออีเอชไอเอว่า ในการศึกษา เราจะศึกษาหัวข้อเรื่องอะไรบ้างเป็นพิเศษ โดยเฉพาะโครงการนั้น พื้นที่นั้น หรือประชาชน บริเวณนั้นสนใจหรือโรคท้องถิ่นอะไรทํานองนี้นะคะ แล้วก็มีการจัดทําร่างรายงาน ต่อมาก็คือ คชก. พิจารณารายงาน เมื่อ คชก. พิจารณารายงานแล้วก็เสนอไปให้หน่วยงานผู้อนุมัติ โครงการ หรือถ้าเป็นโครงการของรัฐก็คือ ครม. เป็นผู้อนุมัติโครงการ และหลังจากที่ การเห็นชอบโครงการผ่านไปแล้วก็คือการติดตามตรวจสอบว่า โครงการที่ได้รับอนุมัตินั้น ได้มีการดําเนินการตามมาตรการที่ได้มีการเห็นชอบไว้หรือไม่ อย่างไร ต่อไปนี้ถ้าเรามีการปฏิรูป เราก็จะเห็นว่าในระดับนโยบายเราเอาเอสอีเอมาคลุมอยู่ข้างบนของ ๗ ขั้นตอนทั้งหมด เอสอีเอจะเป็นเครื่องมือในการตัดสินใจของภาครัฐว่าโครงการที่จะไปอยู่ตรงนั้นเหมาะสม หรือไม่ โครงการไหนควรจะทําอย่างไร พอมาถึงระดับโครงการก็คือการทําอีไอเอหรืออีเอชไอเอ ซึ่งมี ๗ ขั้นตอนตามรูปรังผึ้ง ๗ รูปที่อยู่อีกด้านหนึ่งนะคะ แล้วหลังจากนั้นกระบวนการ สําคัญในอีไอเอที่ตรงในรูปรังผึ้งสีแดงนั้นก็คือการติดตามตรวจสอบ ซึ่งมันควรจะมี ประสิทธิภาพว่า ติดตามตรวจสอบไปแล้ว มาตรการที่เสนอไปแล้วใช้ได้จริงหรือไม่ หรือมันมีผลกระทบอย่างอื่นที่เกิดขึ้นโดยที่คาดไม่ถึงมาก่อนเมื่อรวมกับสภาพแวดล้อม ในพื้นที่มันเกิดปัญหาอย่างอื่นขึ้นมา เพราะฉะนั้นมาตรการในอีไอเอก็ต้องนํากลับมา พิจารณาทบทวนให้มันแก้ปัญหาได้อย่างจริงจังนะคะ

ในการริเริ่มโครงการหรือโปรเจกต์ อินนิชิเอชัน (Project initiation) หรือ โปรเจกต์ ฟอร์มูเลชัน (Project formulation) นี้เป็นเรื่องที่สําคัญ ในอดีตเราให้ประชาชน เข้ามามีส่วนร่วม แต่ว่าการริเริ่มโครงการจริง ๆ บางครั้งถ้าพูดกันอย่างตรงไปตรงมา โครงการของรัฐเมื่อริเริ่มโครงการแล้วก็คือตั้งใจจะทํา หลายอย่างก็อาจจะมีการของบประมาณ มีการดําเนินการไปล่วงหน้า ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมไปล่วงหน้า แต่ต่อไปนี้ถ้าเราจะ ปฏิรูปจริง ๆ เราจะต้องเปิดเผยข้อมูลรายละเอียดโครงการตั้งแต่เบื้องต้น แสดงความสอดคล้อง กับแผนยุทธศาสตร์หรือเอสอีเอ ถ้ามีการศึกษาเอาไว้แล้วว่าสอดคล้องกันหรือไม่ แล้วก็มี การปรึกษาหารือประชาชนแล้วก็หน่วยงานในพื้นที่ ถ้าเรามีสภาพัฒนาพลเมืองหรือสภาพลเมือง คณะกรรมการระดับจังหวัดก็จะมีการปรึกษากันในระดับนั้น จะมีการรับฟังความคิดเห็น สรุปผลจัดทําฐานข้อมูลเพื่อแสดงความคิดเห็นให้รู้ว่าแต่ละกลุ่มมีความห่วงกังวลเรื่องอะไร เพื่อที่จะได้ติดตามตอบสนองให้กับผู้ที่มีความสนใจในเรื่องเหล่านั้น แล้วก็มีการวิเคราะห์ รูปแบบการพัฒนาที่เหมาะสมต่อพื้นที่

ในขั้นตอนต่อมาเป็นเรื่องการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบ สิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นอีไอเอหรือเอเอชไอเอที่ถูกบ่น หรือว่ามีปัญหาที่ทุกคนหรือ ภาคประชาชนพูดถึงกันว่า รายงานอีไอเอไม่เห็นจะมีมาตรฐานเลย ข้อมูลที่เขียนมาก็ไม่ใช่ ข้อมูลที่ถูกต้อง ประชาชนไม่เคยมีส่วนร่วม ทุกอย่างผิดไปหมด บริษัททําอีไอเอก็ทําแบบ เข้าข้างเจ้าของโครงการ ต่อไปนี้การพิจารณารายงานเราจะเปิดเผยรายงานฉบับที่สํานักนโยบาย และแผนสิ่งแวดล้อม ซึ่งท่านปลัดเกษมสันต์เคยเป็นเลขาธิการอยู่ แล้วก็ฉบับที่ คชก. พิจารณานี้จะต้องเปิดเผยให้ทุกคนทราบว่า รายงานที่เสนอมา แล้ว คชก. ให้ความเห็น ความเห็นที่ คชก. แต่ละคนให้ความเห็นคอมเมนต์ (Comment) ไปนั่นคืออะไร เป็นการ เรียกว่ามีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองทําในส่วนนั้น เราจะปรับองค์ประกอบของ คชก. หรือคณะกรรมการผู้ชํานาญการ อาจจะต้องมีการจดทะเบียนคณะกรรมการผู้ชํานาญการ ในการพิจารณารายงานอีไอเอ ให้เป็นผู้ที่มีความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี หรือว่า ด้านสังคมศาสตร์ เพื่อที่จะให้ท่านจะต้องมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ท่านได้พิจารณา ให้ความเห็นหรือให้ข้อเสนอแนะไป ผู้แทนจากองค์กรภาคเอกชนและองค์กรประชาชนก็จะ เข้ามามีส่วนร่วมในคณะกรรมการผู้ชํานาญการด้วย นอกจากนี้รายงานที่ผ่านการเห็นชอบของ คชก. ก็จะต้องถูกนํามาเปิดเผยให้ทุกคนทราบว่า รายงานนั้นมีมาตรการที่ได้รับความ เห็นชอบจากคณะกรรมการผู้ชํานาญการและหน่วยงานผู้อนุมัติโครงการเห็นชอบไปแล้วนี้ เงื่อนไขของเขาคืออะไร อย่างเช่น ต้องไปติดตามตรวจสอบ ส่งผลการติดตามตรวจสอบมาให้ ที่ สผ. ทุก ๓ เดือน ๖ เดือน ก็ต้องมีคนไปคอยดูว่าส่งมาจริงหรือไม่ มีการติดตามตรวจสอบ จริงหรือเปล่า ก็คือหัวข้อการติดตามตรวจสอบและประเมินผลนี้จะมีการเพิ่มมาตรการใน การตรวจสอบและประเมินผล เพิ่มระบบใบอนุญาตให้ผู้จัดทํารายงานการติดตามตรวจสอบ ซึ่งในอดีต สผ. จะไม่มีหน้าที่โดยตรงในการติดตามตรวจสอบ มาตรการที่ผ่านการเห็นชอบ อีไอเอไปแล้ว เนื่องจากเราถือว่าหน่วยงานผู้อนุญาตโครงการน่าจะเป็นเงื่อนไขที่ผู้ให้อนุญาต ต้องติดตามตรวจสอบปกติ แต่เราก็เจอในการปฏิบัติงานที่ผ่านมาว่ามาตรการบางมาตรการที่ คชก. แนบไปนั้นมันอยู่นอกเหนือความรับผิดชอบของหน่วยงานผู้อนุญาตโครงการ อย่างเช่น มันอาจจะเป็นงานที่อยู่นอกเหนืออํานาจหน้าที่ อย่างกรมโรงงานจะไปติดตามตรวจสอบเรื่อง โบราณสถานในพื้นที่ บางทีเขาอาจจะบอกว่าไม่ใช่หน้าที่โดยตรง เพราะฉะนั้นต่อไปนี้เรื่องนี้ ก็จะต้องทําเป็นระบบและให้กลไกการมีส่วนร่วมของประชาชนในการติดตามตรวจสอบ ที่สําคัญต้องเปิดเผยผลการติดตามตรวจสอบด้วย และถัดไปอย่างที่ท่านเกษมสันต์ได้รายงาน ไปแล้วว่า เราจะมีการปฏิรูปกฎหมาย ดิฉันอยากจะโชว์นิดหนึ่งว่าในส่วนที่เกี่ยวกับปฏิรูปกฎหมาย เราจะปฏิรูป พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๔ ให้สะท้อนสิ่งต่าง ๆ ที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้มีการอ้างไว้ให้ปรากฏอยู่ใน พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๔ ด้วย จะมีการแก้ไข ประกาศของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในเรื่องที่เกี่ยวกับการมีส่วนร่วม ของประชาชนในกระบวนการทําอีไอเอหรืออีเอชไอเอ จะมีการแก้ไขกฎกระทรวงเกี่ยวกับ ผู้มีสิทธิทํารายงานอีไอเอเพิ่มเติม ปัจจุบันเราได้มีหลักเกณฑ์ พ.ร.บ. วิชาชีพทางด้าน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาเป็นตัวบังคับผู้จัดทํารายงานอีไอเออีก พ.ร.บ. หนึ่ง ก็หมายถึงว่า คนที่ทํารายงานเป็นเท็จอาจจะเจอโทษทางอาญาซึ่งมีผลลงโทษที่รุนแรงหนักกว่าเดิม ซึ่งในอดีต พ.ร.บ. วิชาชีพทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยียังไม่มีการประกาศใช้ ซึ่งกําลัง จะมีผลในอีก ๒-๓ เดือนข้างหน้านี้ นี่เป็นการแสดงออกอีกทางหนึ่งว่าผู้จัดทํารายงาน การวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมอีไอเอหรืออีเอชไอเอจะต้องมีความรับผิดชอบต่อวิชาชีพ ของตัวเอง การทํารายงานที่เป็นเท็จนอกจากจะถูกเพิกถอนใบอนุญาต ถูกลงโทษแล้ว อาจจะเจอโทษทางอาญาด้วย เราเพิ่มระบบอนุญาตผู้จัดทํารายงานติดตามตรวจสอบ โดยอาจจะต้องมีการจดทะเบียน พ.ร.บ. วิชาชีพทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วย ถึงจะมีสิทธิในการไปติดตามตรวจสอบตามกฎหมาย และสิ่งที่เราคุยกันในคณะกรรมาธิการ ก็คือใน พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๔ น่าจะต้องเพิ่ม ประเด็นที่ว่า การติดตามตรวจสอบจะต้องมีบทลงโทษผู้ที่ไม่ดําเนินการตามมาตรการที่ได้รับ ความเห็นชอบ หมายถึงว่ามีบทลงโทษแซงชัน (Sanction) ต่าง ๆ อาจจะเป็นโทษปรับ โทษถึงสุดท้ายอาจจะต้องหยุดปฏิบัติการแก้ไขรายงานปัญหาผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้ เรียบร้อยก่อนถึงจะดําเนินการต่อไปได้ในลักษณะนั้นนะคะ

ในประเด็นที่ขอแก้ไข พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ หลัก ๆ จริง ๆ ในรายละเอียดยังมีอีกเยอะ แต่ว่าเนื่องจากเป็นการร่างคร่าว ๆ สนับสนุน เรื่องที่ท่านเกษมสันต์ได้พูดไป เพื่อจะชูให้เห็นว่าเราจะกําหนดกลไกการมีส่วนร่วมของ ประชาชนโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ขั้นริเริ่มโครงการจนถึงการติดตามตรวจสอบ โครงการอยู่ใน พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๔ ให้มี การกระจายการพิจารณารายงานบางประเภท รายงานอีไอเอไปยังระดับจังหวัด โดยการเสนอ รายงานและการแจ้งตอบให้ดําเนินการโดยจังหวัดเพื่ออํานวยความสะดวกแก่ผู้เสนอรายงาน และลดระยะเวลาในการใช้การพิจารณารายงาน เราจะปรับปรุงกลไกการเพิ่มคุณภาพ ในการจัดทํารายงานโดยการส่งเสริมวิชาชีพการจัดทํารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบ สิ่งแวดล้อมและการควบคุมที่เข้มงวดขึ้นโดยเพิ่มโทษทางอาญาในกรณีที่จัดทํารายงาน เป็นเท็จ มีการเก็บค่าธรรมเนียมและการพิจารณารายงาน อันนี้เป็นเรื่องใหม่ต่อไปนี้ ภาคเอกชนที่เสนอรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมไปยังกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ท่านจะต้องจ่ายค่าพิจารณารายงานการวิเคราะห์ ผลกระทบสิ่งแวดล้อม เพราะที่ผ่านมาภาครัฐเป็นคนจ่ายค่าใช้จ่ายในส่วนนั้นให้ท่าน จ่ายค่าตอบแทนคณะกรรมการผู้ชํานาญการ จ่ายค่าเบี้ยประชุม จ่ายค่าลงไปติดตาม ตรวจสอบ จ่ายค่าลงไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชนว่าจะเห็นหรือไม่เห็นด้วย กับโครงการ แต่ต่อไปนี้ท่านจะมีเงินส่วนหนึ่งที่ถือว่าเป็นต้นทุนของโครงการท่านต้องจ่ายเข้ามา ตั้งแต่ต้น ซึ่งเราจะเอาเงินค่าธรรมเนียมการพิจารณารายงานนี้ส่งเข้ากองทุนสิ่งแวดล้อมและ กําหนดให้เงินที่นําเข้ากองทุนสิ่งแวดล้อมดังกล่าวมาใช้สนับสนุนกระบวนการพิจารณา รายงาน อย่างเช่นการลงไปในพื้นที่ไปรับฟังความคิดเห็นหรือไปดูพื้นที่จริงว่าที่เขียนมา ในรายงานนั้นจะใช่หรือไม่ แม้กระทั่งการติดตามตรวจสอบก็อาจจะสามารถนําเงินจาก กองทุนสิ่งแวดล้อมมาใช้ได้นะคะ แล้วก็เพิ่มความชัดเจนในเรื่องบทบาทของสํานักนโยบาย และแผนทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมในเรื่องการพิจารณารายงาน การติดตามตรวจสอบ ผลกระทบ ก็คือต่อไปนี้อาจจะเป็นหน้าที่ของ สผ. ที่จะต้องมีหน้าที่ในการติดตามตรวจสอบโดยเขียน เอาไว้ในกฎหมายหรืออีกวิธีหนึ่งก็คืออาจจะมีการแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ไว้ใน พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๔ ในส่วนของ การติดตามตรวจสอบการปฏิบัติตามมาตรการที่กําหนดไว้ในอีไอเอ เพราะว่า สผ. เอง มีข้อจํากัดในเรื่องบุคลากรเท่าที่ผ่านมาในอดีต เราจึงคิดกันว่าเราน่าจะให้หน่วยงานอนุญาต อย่างเช่น กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงคมนาคม หรือว่ากรมชลประทาน หรืออะไร ก็แล้วแต่ มีหน้าที่เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ในการติดตามตรวจสอบว่า ได้มีการดําเนินการ ตามมาตรการที่ได้เห็นชอบอีไอเอด้วยหรือไม่ ซึ่งมีบทบังคับตามกฎหมาย แล้วก็เพิ่มความชัดเจน ในเรื่องบทบาทของสํานักนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับการตรวจสอบหรือ การพิจารณารายงานอีไอเอ ซึ่งในส่วนนี้ดิฉันคิดว่านี่เป็นพอสังเขปที่คณะกรรมาธิการปฏิรูป ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้ดําเนินการปรับปรุงระบบการวิเคราะห์ผลกระทบ สิ่งแวดล้อมอีไอเอ หรืออีเอชไอเอ แต่ประเด็นที่ในคณะกรรมาธิการยังไม่มีข้อสรุปก็คือ เรื่องอีไอเอ อีเอชไอเอ การประกาศกระทรวง รุนแรง ไม่รุนแรง จะรวมหรือจะขยายอะไรนี่ ยังต้องอาศัยความชัดเจนต่อไป หรือคณะกรรมการองค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ในเมื่อเราเอาสถาบันการศึกษาและองค์กรเอกชนที่เป็นตัวหลักอยู่ในคณะกรรมการ องค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพเข้ามามีส่วนร่วมในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ตั้งแต่ต้น ตั้งแต่ขั้นตอนการที่พิจารณาเริ่มร่างรายงาน แล้วก็การพิจารณารายงานเองก็จะมี ตัวแทนในลักษณะของภาคส่วน ๒ ส่วนนี้เข้ามาร่วมพิจารณาให้ข้อคิดเห็นด้วย ทั้งนี้เพื่อให้ ขั้นตอนการพิจารณารายงานอีไอเอมันกระชับ รวดเร็ว แล้วก็ถูกต้อง ฉับไวและมีประสิทธิภาพ มากยิ่งขึ้น ความชัดเจนตรงนี้ก็คือคณะกรรมการองค์การอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ จะยังคงอยู่เป็นคณะกรรมการแบบนั้น หรือจะมีรูปแบบออกมาเป็นอย่างไร อันนี้ในส่วนนี้ คณะกรรมาธิการก็คงจะมีการศึกษาจนถึงขั้นสุดท้ายเสนอมาอีกทีในเร็ว ๆ นี้ค่ะ ขอบคุณค่ะ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

เชิญครับ

นายธรณ์ ธํารงนาวาสวัสดิ์ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติ แล้วก็สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่าน ผม ธรณ์ ธํารงนาวาสวัสดิ์ ในฐานะของประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ผมก็มีประเด็น ที่สืบเนื่องมาจากของที่ท่านเกษมสันต์พูดถึง เดี๋ยวสไลด์ (Slide) ได้แล้วเชิญเลย เรื่องของผม ในครั้งนี้มันไม่ใช่เป็นเรื่องเฉพาะในเรื่องของการอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างเดียว เพราะว่า เป้าประสงค์ของเราในครั้งนี้ก็คือในเรื่องของการนําทะเลไทยของเราก้าวรุกไปข้างหน้า เรากําลังพูดถึงเรื่องปัญหาต่าง ๆ มากมาย ที่สําคัญที่สุดที่เราพูดกันถึงตอนนี้ก็คือปัญหา ปากท้องว่าประเทศไทยจะหาเงินจากไหน นั่นคือเป้าแรก ขณะเดียวกันปัญหาอีกประการหนึ่ง ที่เราเจอก็คือทรัพยากรธรรมชาติของเรากําลังเสื่อมโทรม สิ่งที่ผมกําลังจะพูดอยู่ในวันนี้ก็คือ การนํา ๒ อย่างมารวมกัน และทําให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนอย่างแท้จริง พร้อมแล้ว เอาแผ่นใสขึ้นมาได้เลยนะครับ

เพราะประเด็นที่เรากําลังจะพูดถึงอย่างแรกสุดก็คือการจัดเขตใช้ประโยชน์ ทางทะเล ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ใหญ่มาก เพราะว่าจริง ๆ แล้วมันจะสืบเนื่อง ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๘๗ เราก็ระบุตรงนี้ไว้ แล้วเรายังพูดถึงในเรื่องของพื้นที่คุ้มครอง ทางทะเลที่ท่านเกษมสันต์ก็ได้กรุณาอธิบายคร่าว ๆ มันจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะมาสอดคล้องกับ ยุทธศาสตร์แห่งชาติที่ทาง สปช. ของเราก็ผลักดันให้อยู่ในรัฐธรรมนูญด้วย ผมก็เลยยกทะเล ขึ้นมาโดยที่จะดําเนินการปฏิรูปตามรูปแบบนี้ เป้าหมายหลักของเราก็คือสมดุลอย่างที่ ท่านเกษมสันต์พูดไว้ ของการรักษาและการใช้ประโยชน์

เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรามีอยู่ตอนนี้คืออะไร เรามีกิจการทางทะเล เขาใช้คําว่า กิจการทางทะเล พื้นที่ ๓๘๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร ผมเคยบอกแล้วนี่คือจังหวัดที่ ๗๘ เป็นจังหวัดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เรามีกิจกรรมต่าง ๆ มากมายมหาศาล ผลประโยชน์ แห่งชาติทางทะเลที่ผมเคยพูดถึงไป ๒๐ กว่าล้านล้านบาท แต่ตอนนี้เราเน้นหลักก็คือ การท่องเที่ยว การประมง ขนส่งและพลังงาน ๔ กิจการหลักนี้เราเห็นได้ชัดเจนว่า กิจการ ที่รัฐบาลเขาบอกอยู่เป็นประจําว่าเป็นเครื่องจักรตัวสุดท้ายของประเทศไทย ก็คือ การท่องเที่ยว ผมก็เลยยกการท่องเที่ยวขึ้นมาให้เราเห็นเป็นภาพ นี่เป็นข้อมูลล่าสุดที่เรา พูดคุยกับ ททท. แล้วก็กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬามา ๓ จังหวัดอันดามัน ๓ จังหวัด เท่านั้น ก็คือกระบี่ ภูเก็ต พังงา ๓ จังหวัด ไตรมาสที่ ๒ มีนักท่องเที่ยว ๒๑ ล้านคน รายได้ มากกว่า ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๓ จังหวัด ถ้าเกิดเอาทั้งอันดามันอย่างเดียวยังไม่ต้องพูดถึง อ่าวไทย ๑ ใน ๓ ของประเทศ รายได้จากการท่องเที่ยว แล้วถ้าเกิดรวมทั้งหมดนี่โอ้โหเกือบครึ่งหนึ่ง เพราะว่าตอนนี้เราเหลืออยู่อย่างเดียวจริง ๆ คือ การท่องเที่ยว ททท. ก็บอกชัดเจนว่าตั้งเป้าไว้ ๒๖.๕ ล้านคน แต่ตอนนี้เป้าใหม่ จะกลายเป็น ๓๐ ล้านคน แล้วภายในอีก ๕ ปีเชื่อไหมครับว่านักท่องเที่ยวจะเท่ากับจํานวนประชากร ประเทศไทย เพราะฉะนั้นนั่นล่ะคือพอยท์ (Point)

สิ่งที่เรากําลังจะพูดกันถึงก็คือเรื่องของปัญหา คือสิ่งที่เราได้ ผมพูดไปแล้ว แต่ปัญหาที่เราเกิดขึ้น ปัญหาชัด ๆ ผมดึงมา ๓ ประเด็นชัด ๆ ของทะเล ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือ ปะการัง เดี๋ยวผมจะขยายความ

ปัญหาอันที่ ๒ ก็คือเรื่องประมงใบเหลือง ซึ่งทุกคนก็ทราบดีว่ามีปัญหา เป็นอย่างมาก ทั้งเรื่องแรงงานและเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ ประเด็นนี้ท่านนายกรัฐมนตรี ลงมาเป็นประธานเองเรื่องของประมงแห่งชาติ มีการติดดาวเทียมหรืออื่น ๆ อีกมาก อันนั้น ผมก็ให้รัฐบาลเขาจัดการกันไป เพราะว่าเป็นปัญหาที่ละเอียดอ่อน แล้วก็จะเกิดผลกระทบมาก ถ้าเกิดเราไม่สามารถจะแก้เปลาะนี้สําเร็จ เพราะว่าเราจะไม่สามารถส่งสินค้าทางทะเลของเรา ไปที่อียู (EU) ไปที่ต่าง ๆ ซึ่งพวกเราก็คงจะทราบกันดีแล้ว

ปัญหาอีกอันหนึ่งก็คือปัญหาระดับ ๓ ที่ทางคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูป การจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ผมขอเรียกชื่อย่อ ๆ ว่าอนุ. ทะเล ก็แล้วกัน อนุ. ทะเลของเรามาจัดการก็คือเรื่องของระบบการจัดเก็บค่าธรรมเนียม ระบบการจัดเก็บ ค่าธรรมเนียมในเขตอุทยานแห่งชาติทางทะเล ก่อนที่เราจะเข้ามาจัดการ เราพบว่าตัวเลข ที่เกิดขึ้นมันน้อยกว่าความเป็นจริงค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นเราก็รณรงค์อยู่ตลอด ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ อย่างเกาะพีพี เกาะพีพีแต่ละวัน ค่าธรรมเนียมก็คือค่าธรรมเนียม เข้าอุทยาน นักท่องเที่ยวที่เข้ามาเหยียบเกาะพีพี มาอ่าวมาหยา ถ้าเกิดต่างชาติผู้ใหญ่ก็ ๔๐๐ บาท เด็ก ๒๐๐ บาท คนไทย ๔๐ บาท เด็ก ๒๐ บาท คนไทยไม่มีปัญหาหรอกครับ เรามาพูดถึง ต่างชาติ ข้อมูลก่อนหน้านี้ก็คือชี้ไว้ว่ามีวันละ ๒๐๐ คน ซึ่ง ๒๐๐ คน กับอ่าวมาหยา มันเป็นไปไม่ได้ ผมขอทางหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวหรือใครต่อใครเขาก็มาบอกว่า หลายพันคนอาจารย์ เราก็พยายามที่จะผลักดัน แล้วทางกระทรวงก็ให้ความร่วมมือ ทางท่านรัฐมนตรีก็ให้ความร่วมมือ เราก็เลยปรับ จนตอนนี้ อาทิตย์ที่แล้วก็มีการเก็บค่าธรรมเนียมใหม่ จาก ๘๐,๐๐๐ บาทต่อวัน พุ่งกลายเป็น ๖๕๐,๐๐๐ บาท อย่าถามว่าก่อนหน้านั้นหายไปไหน สปช. มีหน้าที่ปฏิรูป ส่วนตรวจสอบนี้มีองค์กรอื่น แต่ ๘๐,๐๐๐ บาท วันเดียวพุ่งเป็น ๖๕๐,๐๐๐ บาท ๖๕๐,๐๐๐ บาทนั้นไม่จบ ถ้าเกิดจะเอาตัวเลขจริง ๆ ถ้าเกิดทาง การท่องเที่ยว ควรจะถึง ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาทด้วยซ้ํา จาก ๘๐,๐๐๐ บาท กลายเป็น ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาทต่อวัน เราพูดถึงเกาะ ๆ เดียว เพราะฉะนั้น ๓๖๕ วัน เกาะพีพีเปิดตลอด ทั้งปี คิดเอาเองว่ากี่บาทที่หายไปสําหรับเข้าหลวง และมันไม่ใช่เข้าหลวงอย่างเดียว มันเข้า ท้องถิ่นด้วยครับ ๕ เปอร์เซ็นต์ของค่าธรรมเนียมอุทยานแห่งชาติทางทะเลเข้าท้องถิ่นหมด ผมคํานวณง่าย ๆ ว่าตอนนี้ตีเสีย ๖๐๐,๐๐๐ บาท ท้องถิ่นจะได้เงินเพิ่มปีละ ๑๐ ล้านบาท สําหรับกระบี่ เพราะว่าถ้าเกิดฟูล (Full) เต็มที่ปีละ ๕๐ ล้านบาท ท้องถิ่นกระบี่ เฉพาะเกาะพีพี ที่เดียว ยังไม่พูดถึงเกาะลันตา เกาะสิมิลัน อ่าวพังงา อื่น ๆ อีกมาก เพราะฉะนั้นประเด็นนี้ ทางสภาปฏิรูปแห่งชาติของเราก็ขับเคลื่อนเข้าไปได้เยอะแล้ว ก็ต้องเดินหน้าต่อไป

ผมกลับมาที่แผ่นต่อไป เราจะเห็นได้ชัดเจนว่าปัญหาที่ผมบอกไว้เรื่องปะการัง กราฟแท่ง ๓ กราฟ ง่าย ๆ เลยครับ เข้าใจง่ายมาก แท่งแรกก็คือช่วงปีที่ ๑ ปี ๒๕๓๘-๒๕๔๑ เห็นไหมครับ นั่นคือปะการังเรามีเยอะแยะ ก็ยังมีพอ ว่าง่าย ๆ ช่วงปีที่ ๒ ก็ยังโอเค (OK) อยู่ ปี ๒๕๔๙-๒๕๕๑ ช่วงที่ ๓ หดจู๋ลงปุ๊บเดียว นั่นก็คือช่วงปี ๒๕๕๔-๒๕๕๘ หายเกือบหมด เพราะฉะนั้นตรงนี้ กรณีศึกษาง่าย ๆ ที่ทางสภาปฏิรูปแห่งชาติเราเข้าไปทํา ผมก็เดินทางไปที่ เกาะตาชัยหลายครั้งแล้วก็จุดประเด็นขึ้นมาว่า ปัจจุบันนี้เกาะตาชัยเคยระบุไว้ว่า ให้เที่ยวได้ ทีละ ๗๐ คน แต่ปรากฏว่ามา ๑,๐๐๐ กว่าคน ตัวเลขมันคนละตัวเลขกับแผนแม่บท ที่เขียนไว้ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เราก็พยายามไปผลักดัน ในที่สุด เราก็พบว่าปะการัง คือถ้าเกิด ๗๐ คน แล้วมา ๑,๐๐๐ กว่าคน ถ้าปะการังมันไม่ตาย เราก็ไม่เดือดร้อนหรอกครับ แต่มันตายไป ๗๐ เปอร์เซ็นต์ เสียหายเพราะการทิ้งสมอ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วเกาะตาชัยเป็นเกาะสุดท้ายของประเทศไทยก็ว่าได้ เพราะฉะนั้น มันมีปัญหาและผลกระทบและการติดตามตรวจสอบมันก็ยังไม่มีรูปแบบ เพราะฉะนั้น ผมอยากดูภาพรวมครับ

ภาพนี้ก็คือสมดุล ๓ ทางที่เราพูดกันอยู่เป็นประจํา มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน มั่นคง ผมมั่นใจว่าสภาความมั่นคงแห่งชาติเขาก็ดูแลเรียบร้อยแล้ว มั่งคั่งผมก็มั่นใจว่าเรามี สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แต่คําว่า ยั่งยืน ที่เราพูดอยู่นี้เรามีอะไร อย่างที่ท่านเกษมสันต์พูดอยู่ว่ามันควรจะมีเรื่องของสิ่งแวดล้อมเข้าไปเกี่ยวข้อง ตั้งแต่ ในสภาพัฒน์หรืออะไรก็ว่าไป แต่ตรงนี้ผมทิ้งท้ายไว้ เพราะว่ามันไม่ใช่หน้าที่ของทาง อนุ. ทะเลอย่างเดียว มันเป็นส่วนร่วมของสภาใหญ่ของเราที่ต้องหาโจทย์มาตอบให้ได้ว่า ยั่งยืนคือหน่วยงานไหนหรืออะไรที่จะมาตอบโจทย์คําว่า ยั่งยืน เพราะมันไม่มีโจทย์ข้อนี้

ทางเรานี้เราพยายามจะเริ่มปฏิรูปโดยที่ดูเครื่องมือ เครื่องมือของเราก็มี กฎหมาย กฎหมายของเรา กฎหมายทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พ.ร.บ. ประมง วันที่ ๒๔ มิถุนายน วันที่ ๒๕ มิถุนายน ๒ กฎหมายนี้จะผ่าน สนช. เรียบร้อยแล้ว โปรดเกล้าฯ เรียบร้อย ๒ กฎหมายนี้จะสามารถปฏิบัติได้แท้จริงแล้วมีผลบังคับใช้ก็คือวันที่ ๒๔-๒๕ มิถุนายน จริง ๆ เดือนมิถุนายนเป็นเดือนที่มีความสําคัญอย่างมาก เพราะว่าเดือนนี้ วันศุกร์ที่ ๕ นี้ก็เป็นวันสิ่งแวดล้อมโลก วันที่ ๘ ก็เป็นวันทะเลโลก แล้วก็กฎหมายอีก ๒ ฉบับ ก็ออกมาในเดือนนี้พร้อมกัน พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๔ ท่านอรพินท์พูดไปถึงแล้วว่าจะมีการแก้ไข ซึ่งก็เกี่ยวข้องกับทะเล แล้วก็ พ.ร.บ. พื้นที่ คุ้มครองทางทะเล

ผมประชุมและพูดคุย แล้วก็มีโอกาสไปพูดคุยกับหลายด้าน อย่างผม ยกตัวอย่าง อย่างการท่องเที่ยว ผมก็ถามการท่องเที่ยวเขาว่าเราพูดกันถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืน อะไรคือดัชนีชี้วัดผล เขาก็บอกว่าจํานวนนักท่องเที่ยว ผมก็โอเค ค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ผมก็เข้าใจ ค่าใช้จ่ายต่อหัวนักท่องเที่ยวผมก็เข้าใจ แต่นั่นคือคําว่า การพัฒนา แต่คําว่า อย่างยั่งยืน อะไรคือดัชนีชี้วัดว่ามันคืออย่างยั่งยืน ไม่มี แล้วพัฒนา การท่องเที่ยวและพัฒนาทุกอย่างเราใช้คําว่า อย่างยั่งยืน แต่เราไม่มีดัชนีชี้วัดว่าอะไรคือ อย่างยั่งยืน แล้วเราใช้คําว่า การพัฒนา การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน หรือการพัฒนาประเทศ อย่างยั่งยืนได้อย่างไร ในเมื่อมันไม่มีดัชนีชี้วัด ท่านก็โอเค นักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ๒๐ เปอร์เซ็นต์ รายได้เพิ่ม ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ปะการังที่มีชีวิตมีอยู่ ๓๐ เปอร์เซ็นต์เท่าเดิม เท่ากับปีที่แล้ว เท่ากับปีก่อนหน้านี้ เข้าใจ นั่นคืออย่างยั่งยืน แต่ตอนนี้ไม่มีตัวเลข แล้วตัวเลข ที่เราได้มาจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็เห็นชัดเจนว่ามันไม่ยั่งยืน แน่นอน มันกําลังสู่สวรรค์ เพราะฉะนั้นถ้าเราอยากให้คําว่า การพัฒนาอย่างยั่งยืน เป็นความจริง เราต้องเอาดัชนีชี้วัดตรงนั้นมาให้ได้

เพราะฉะนั้นยุทธศาสตร์ของเราในเรื่องของการจัดการ ในแต่ละเรื่องผมก็พูด ไปแล้ว ผมขอเอาความจริงมาพูดกันเลยดีกว่า เป้าหมายของเรา เราไม่พูดกันถึง คือผมทํางาน ปกติผมไม่ค่อยพูดถึงเรื่องหลักการอะไรมากมาย เพราะว่าท่านเกษมสันต์และใครก็พูดไปแล้ว ผมเอาของจริงมาเพื่อขอความคิดเห็นจากสภาในวันนี้กันเลย เอาชัด ๆ อนุ. ทะเลของเรา ตั้งขึ้นมาเลย เป้าว่าการท่องเที่ยวของเราเองตอนนี้เราก็ไม่ค่อยมีอะไรจะเหลือ แล้วก็ยุทธศาสตร์ ของเราก็ยังไม่ชัดเจน อันนี้ก็คุยกับทางอนุ. ท่องเที่ยวหลายต่อหลายครั้ง แล้วก็ปรึกษา เป็นการส่วนตัว แล้วก็ไม่ได้หมายความว่าเราต้องไปตามนี้ อันนี้คือการนําเสนอให้สภา เห็นภาพซึ่งจะเกี่ยวข้องกับทั้ง สปช. จังหวัด เกี่ยวข้องกับทั้งอนุท่องเที่ยว อนุ. อื่น ๆ เต็มไปหมด ประเทศไทยจําเป็นต้องมียุทธศาสตร์การท่องเที่ยวเชิงรุกอย่างชัดเจนที่สุด เราตั้ง ๔ ทัพทะเลไทย ๔ ทัพทะเลไทยคือเอาการท่องเที่ยวของเราทางทะเล เข้าไปเป็นแนวรุก แล้วมันเป็นได้ไหม เป็นได้แน่นอน เพราะว่ารายได้ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ในปัจจุบันเป็นรายได้ที่เกิดขึ้นจาก การท่องเที่ยวทางทะเล แล้วทุกอย่างนี้ประเทศไทยกําลังฝากความหวังกับเครื่องจักร ตัวสุดท้าย ก็คือการท่องเที่ยวทางทะเล เพราะฉะนั้น ๔ ทัพทะเลไทยก็คืออะไร อันดามัน มรดกโลก เกาะสมุยและเกาะข้างเคียง เกาะช้างและพื้นที่ฝั่งตะวันออก อ่าวไทยตอนใน เดี๋ยวผมโชว์ภาพต่อไปในรายละเอียด อันดามันมรดกโลก สปช. ผลักดันเป็นวาระ ควิกวิน (Quick Win) อันดับที่ ๒ เราก็ดําเนินงานต่อไปเรื่อย เราจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ๖ จังหวัดอันดามัน เรามีจุดขายชัดเจนของอันดามันมรดกโลกก็คือระดับโลก เราก็จะไปสู้กับ คนอื่นเขา เออีซี (AEC) กําลังจะเปิด เราพูดเรื่องการท่องเที่ยว พูดกันไปเถอะ และอะไรคือ อาวุธในการต่อสู้ เพราะฉะนั้นที่ชัดเจนที่สุดเราต้องผลักดันอันดามันเป็นมรดกโลกเพื่อให้เป็น หัวหอกในการต่อสู้ ประเทศมาเลเซียก็มีเขตมรดกโลกทางทะเล ประเทศพม่ากําลังจะ ประกาศอยู่แล้ว เรายังไม่มีอาวุธ เราประกาศได้อย่างไร อเมซิง (Amazing) อเมซิง อเมซิงอะไร เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็คืออันดามันมรดกโลกที่จะต้องผลักดัน แต่การผลักดันครั้งนี้ มันแตกต่างกับการผลักดันครั้งก่อน เพราะว่าเราต้องมีฐานทรัพยากร เห็นไหมครับ ผมเขียนคําว่า ฐานทรัพยากร เราไม่สามารถจะไปดูแลสิ่งแวดล้อมได้ทุกอย่างมันก็กลับมาที่ แป๊ะเอี่ยอันเดิม ก็คือเราไม่สามารถโน่นก็ไม่ได้ นี่ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นแต่ละยุทธศาสตร์ แต่ละกองทัพต้องมีทรัพยากร พระนเรศวรจะตีอะไรท่านก็หันมาดู เสบียงว่าท่านมีแค่ไหน มันก็เหมือนกันทั้งนั้น ของเราตีอย่างเดียว เราไม่เคยดูเสบียง เพราะฉะนั้น ฐานทรัพยากรที่ต้องทําตรวจสอบและติดตามให้ชัดเจนว่ามันไม่ลดถอยลงก็คืออันดามัน มรดกโลก การท่องเที่ยวเข้ามา แต่ปะการังห้ามลดลง ถ้าเกิดปะการังลดลง ไม่ว่ารายได้ จากการท่องเที่ยวเท่าไรถือว่าแผนนี้เจ๊งตั้งแต่ต้น ฐานทรัพยากรก็คือปะการัง สําหรับอันดามัน มรดกโลก เป้าหมายหลักของเราก็คือการท่องเที่ยวทางทะเล ทางหมู่เกาะสวยงามโดยที่มีแนวปะการัง เป็นเชิงรุก

ต่อครับ นั่นก็คือแผนที่ผมเอามาให้ดู แผนที่ภาพถ่ายดาวเทียม ด้านบน ด้านล่าง อันที่ ๒ อันดามันมรดกโลก เราใช้คําว่า อันดามัน เดอะ เวิลด์ เฮอริเทจ (Andaman the World Heritage) เกาะสมุยและหมู่เกาะข้างเคียงเราใช้คําว่า สมุย แอนด์ บียอน (Samui and beyond) เกาะสมุยและหมู่เกาะข้างเคียงจะเห็นได้ว่ามีจังหวัดต่าง ๆ จังหวัดชุมพร จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดนครศรีธรรมราช ว่ากันไป จุดขายของแต่ละทัพ ต้องแตกต่างกัน เราต้องไม่ทํายุทธศาสตร์ทับกัน จุดขายของเราก็คือพักผ่อน ทิวทัศน์ แหล่งดําน้ํา ฐานทรัพยากรที่สําคัญที่สุดก็คือหาดทราย เพราะคนไปเกาะสมุยไปพักผ่อนตามหาดทราย ซึ่งประเด็นนี้ก็จะไปเกี่ยวข้องกับการกัดเซาะชายฝั่งในพื้นที่ของจังหวัดนครศรีธรรมราช ในพื้นที่ของจังหวัดสงขลา ส่วนวงเล็บที่ผมวงเล็บไว้ข้างหลังนั่นก็คือฮับ (Hub) ของการเดินทาง ซึ่งกําลังจะเกี่ยวกับโลจิสติกส์ (Logistics) ก็คือเกาะสมุย สนามบินสมุย จังหวัดนครศรีธรรมราช สนามบินนครศรีธรรมราช อันนั้นก็คือแนวทางของเรา เพราะฉะนั้น เราต้องแก้ทรัพยากรให้ได้ ก็คือหาดทรายต้องเลิกการกัดเซาะ ซึ่งจริง ๆ แล้วก็จะมี พ.ร.บ. ทช. เอามาแก้ปัญหาเรื่องการกัดเซาะชายฝั่ง เพิ่มจุดฐานเสริมเมืองนาคา อันนี้ก็ไปเกี่ยวข้องกับ ปฏิรูปพลังงาน เพราะว่าเราก็มีแนวคิดในการนําแท่นขุดเจาะที่เลิกการใช้แล้วและ ไม่เกี่ยวข้องกับการสัมผัสปิโตรเลียมนํามาใช้ในการสร้างแหล่งดําน้ําที่มนุษย์สร้างขึ้น เพราะเฉพาะเกาะเต่าแห่งเดียวปีละ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าคน นักดําน้ํา ดําน้ําลึก เป็นจุดที่มี นักดําน้ํามามากที่สุดในโลก ๓๐๐,๐๐๐ กว่าคน เพราะฉะนั้นตรงนี้มันดําไม่หมดแล้ว คือ ปะการังมันทุกตารางนิ้วแล้วเราก็ต้องพยายามหาแนวเสริมขึ้นมา นั่นก็คือแนวเสริม ถ้าเกิดแนวเสริมได้ด้านนี้มันก็จะเป็นยุทธศาสตร์ที่ขับเคลื่อนไปพร้อมกัน เพราะฉะนั้น เรื่องของกิจการดําน้ําท่าน สปช. หลายท่านก็มาคุยกับผม อาจารย์สุชาติก็มาคุย เรากําลัง ดําเนินอยู่ในเรื่องของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม นี่เราคุยหมดแล้ว อีกหน่อยในอนาคตที่สําคัญที่สุดก็คือว่าเอานักท่องเที่ยวมาแค่ไหน คําถามสําคัญมันสําคัญกว่านั้นคือเงินมันตกอยู่กับประเทศแค่ไหน การดําน้ํา ผมบอกได้เลย ตกอยู่ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ส่งเสริมแทบตาย ดูแลทรัพยากรแทบตายเงินเข้าประเทศไทย ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือหัวแดง หัวดําเอาไปกินหมด แล้วจะส่งเสริมทําไม แล้วจะเอาเงิน ทั้งประเทศ เอาเงินคนเชียงใหม่ คนน่านไปรักษาปะการังให้คนต่างชาติมาหาประโยชน์ มันเจ๊ง เพราะฉะนั้นตรงนี้ต้องเป็นจุดพลิกผัน เรากําลังดําเนินการอยู่ว่าต้องมีใบอนุญาตดําน้ํา ใบอนุญาตการประกอบการท่องเที่ยว อันนั้นว่ากันไป อันนั้นผมแสดงภาพให้เห็น อันนี้ก็คือ พื้นที่เห็นไหมครับ เกาะสมุยไม่ใช่หมายความว่าเกาะสมุยอย่างเดียวนะครับ เกาะสมุย หมู่เกาะอ่างทอง ขึ้นไปจนถึงเกาะพะงัน เกาะเต่า เข้ามาที่จังหวัดชุมพร ทางด้านใต้ก็ลากมา ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ตรงมาถึงจังหวัดสงขลา เพราะว่าตรงนั้นมีปัญหาในเรื่อง การกัดเซาะชายฝั่งอย่างมาก ทั้งที่เรามีหาดสวย ๆ อยู่หลายแห่ง แล้วถ้าเกิดเป็นอย่างนี้ ต่อไปอีก ๕ ปี ผมรับประกันได้ว่าหาดทั้งหมดจะกลายเป็นเขื่อนกันคลื่น แล้วมันจะเที่ยวกัน อย่างไร มันเขื่อนกันคลื่น เพราะฉะนั้นตรงนั้นเป็นประเด็นที่ต้องจัดการให้ได้ ๕๐๐ กิโลเมตร ที่จะเป็นเขื่อนตอนนี้ละ

เกาะช้างและหมู่เกาะภาคตะวันออก จังหวัดระยอง จังหวัดจันทบุรี จังหวัดตราด จุดขายของเราจะไม่ทับกัน ซีฟูด (Seafood) เพราะฉะนั้นซีฟูดสําคัญมาก แล้วก็วิถีไทย ซีฟูดจะเกี่ยวอะไร คลีน เวลธ์ (Clean wealth) ซึ่งต้องมาควบคุมคุณภาพน้ําให้ได้ เพราะฉะนั้นคุณภาพน้ําเกาะช้าง คุณภาพน้ําที่จังหวัดจันทบุรีต้องคุมให้อยู่ การประมง ก็ต้องมูฟ (Move) ในเรื่องของการเพาะเลี้ยงชายฝั่งไปทางนั้น เพราะว่าตอนนี้เราเพาะเลี้ยง ชายฝั่งกันในอ่าวไทยรูปตัว ก อ่าวไทยตอนใน น้ําเสียน้ําจืดลงมาชาวประมงก็เดือดร้อน เราก็ต้องไปด้วยกัน พยายามขายทรัพยากรที่จะไปด้วยกันให้ได้ รายละเอียดของนี่ก็คือ เราใช้ภาพถ่ายดาวเทียมในการวิเคราะห์เพื่อที่จะจัดทัพแต่ละทัพ ถ้าเกิดใครสนใจผมมี ภาพละเอียดก็มี แนวละเอียด แนวหยาบ เกาะสมุย เกาะช้าง มีทุกแห่งเพื่อที่ว่าจะจัดทัพทั้งที มันต้องมีรายละเอียด ต้องมีข้อมูลทางวิชาการ มีอะไรชัดเจน อันนั้นก็คือทัพเกาะช้าง

ทัพสุดท้ายก็คืออ่าวไทยตอนใน อ่าวไทยตอนในที่รวมพื้นที่ทั้งหมด เป้าหมาย หลักของเราก็คือจุดขายที่ชัดเจน สีสัน โรแมนติก ดูวาฬ ๓ เรื่อง อ่าวไทยรูปตัว ก สีสัน คืออะไร พัทยาไล่มาทางจอมเทียม นั่นคือสีสัน โรแมนติกคืออะไร รอยัล โคสท์ (Royal coast) พูดกันมานานมากแล้ว จังหวัดเพชรบุรี ยาวเหยียดลงมาถึงจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อันนี้ก็พูดกันมานาน วงตรงกลางนั้นก็คือวงของบรูด้า ซึ่งเราก็พยายามที่จะผลักดัน เมื่อครู่ ก็คุยกับท่านปลัดว่าถ้าเป็นไปได้เราจะผลักดันบรูด้าให้เป็นสัตว์สงวนอันดับที่ ๑๖ ของประเทศไทย ต่อจากพะยูน เพราะว่าบรูด้ามีน้อยกว่าพะยูนด้วยซ้ํา เรามีข้อมูลวิชาการ เยอะแยะมากมาย

กิจการอย่างนี้ใครก็อยากไปดูตอนนี้ความนิยมของการไปดูวาฬประเทศไทย เพิ่มขึ้นอย่างมาก เพียงแต่ว่าเรายังไม่มีการจัดการที่เป็นระบบ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ เมื่อทําจัดทัพ ๔ ทัพเสร็จแล้ว จะเห็นว่า ๔ ทัพของเรานี้ไม่ใช่เป็น ๔ ทัพที่ไปกันเฉย ๆ ชิว ๆ นะครับ เป็น ๔ ทัพที่วางแผนการจัดการต่าง ๆ ไว้แล้ว

แผ่นสุดท้าย เราจะเห็นได้ว่าในแผ่นสุดท้าย ๔ ทัพของเราจะเห็นได้ว่า มันมี ทั้งเรื่องของการพัฒนา มันมีทั้งเรื่องของความยั่งยืนที่ต้องมีดัชนีชี้วัดเป็นฐานทรัพยากร ที่ชัดเจน มันต้องไปคู่กัน มันต้องเป็นในเรื่องของแนวรุกที่สามารถพาทะเลไปข้างหน้า เพราะฉะนั้นเรื่องทั้งหมดที่ผมพูดมาไม่ใช่ว่าทะเลเรามีปัญหาแค่ไหน จะอนุรักษ์แค่ไหน แก้ปัญหาอย่างไร นั่นไม่ใช่ เพราะสิ่งที่ประเทศไทยต้องการในวินาทีนี้คือปากท้องประชาชน ขับเคลื่อนไปข้างหน้า หาเงินเข้าประเทศ ท่องเที่ยวคือการกระจายรายได้ที่ดีที่สุด แต่ทั้งหมด ที่ผ่านมาเราพลาดไปข้อเดียวเท่านั้นคือคําว่า ยั่งยืน เพราะฉะนั้นการปฏิรูปทั้งหมดของทะเล ก็คือจะเติมคําว่า ยั่งยืน กลับเข้าไปเพื่อที่จะทําให้มันเกิดสมดุล ผลิตรายได้ กระจายรายได้ ประชาชนปากท้อง และที่ลืมไปตลอดก็คือยั่งยืน ตรงนี้ก็คงจะต้องขอความเห็นจาก ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่าน เพราะว่าทะเลมันลามไปทุกแห่ง แล้วก็ถ้าเกิดมีอะไร จะคุยกันข้างหลัง หรือจะครอส คัทติง (Cross cutting) มีอีกหลายหน่วยงานที่ต้องไป เกี่ยวข้องด้วย ขอบคุณครับ

รองศาสตราจารย์สุชาติ นวกวงษ์ กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม สุชาติ นวกวงษ์ ครับ ขออนุญาตรายงาน กราบเรียนท่านสมาชิก สภาปฏิรูปที่รักเคารพทุกท่าน สิ่งที่จะพูดต่อไปนี้เป็นการพูดต่อจากที่ท่านเกษมสันต์ ได้รายงานไปแล้ว จะพูดในฐานะที่เป็นประธานอนุกรรมาธิการจัดการด้านคุณภาพ สิ่งแวดล้อม ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องของชุมชนเป็นหลัก โดยเฉพาะเรื่องของชุมชนที่อยู่ใกล้ ตัวเรามากที่สุดเลย กรอบของคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่วางเป้าไว้มีอยู่ ๔ เรื่อง คือเรื่องของ การจัดการคุณภาพด้านสิ่งแวดล้อมด้านกายภาพ การจัดการสิ่งแวดล้อมด้านระบบนิเวศ การจัดการสิ่งแวดล้อมด้านทรัพยากรที่มีประโยชน์ต่อมนุษย์ แล้วก็สิ่งแวดล้อมด้านคุณภาพชีวิต ทั้งหมดคือภาพรวม ๆ ของการจัดการด้านสิ่งแวดล้อม

ทีนี้สิ่งที่ต้องจัดการ ข้อ ๒ คือสิ่งที่ต้องจัดการ เราต้องจัดการอะไรบ้าง ที่เกี่ยวข้องกับประชาชน ปัญหาที่ต้องจัดการคือปัญหาสิ่งแวดล้อมชุมชน ปัญหาสิ่งแวดล้อมชุมชน มีหลายเรื่องที่เราเห็นกันอยู่ทุกวัน เรื่องของฝุ่นโดยเฉพาะฝุ่นขนาดเล็ก เราพูดถึงพีเอ็มเท็น แต่ปัจจุบันนี้พูดถึง ๒.๕ ขนาดเล็ก เพราะว่ามันมีผลต่อเรื่องของสุขภาพมาก พวกเราพูดถึง เรื่องควัน เราพูดถึงเรื่องมลพิษอากาศ และที่มาก ๆ ที่สุดก็คือเรื่องของขยะ ขยะก็จะมี ๒ ประเภท คือขยะชุมชน แล้วก็ขยะติดเชื้อขยะอันตราย แล้วก็ขยะจากโรงงานอุตสาหกรรม และอีกประการหนึ่งที่เราไม่น่าจะลืมคือเรื่องของน้ําเสียชุมชน น้ําเสียเป็นเรื่องที่เราเห็นอยู่ ทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นที่ระดับใด ๆ ก็ตาม เพราะฉะนั้นเราต้องทําการจัดการ

อีกประเภทหนึ่งที่เราต้องคิดถึงคือว่าเรื่องของการจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม ในสถานศึกษา ในมหาวิทยาลัยเราอาจจะไม่เน้นมาก แต่ว่าจะเน้นในสถานศึกษาที่ต่ํากว่า วิทยาลัยลงมา อันนี้ครับเพราะว่าถ้าหากว่าระดับวิทยาลัย วิทยาลัยช่วยตัวเองไม่ค่อยจะได้ แต่ถ้ามหาวิทยาลัยยังมีช่องทางในการที่จะดําเนินการเรื่องต่าง ๆ ได้ มีนักศึกษาที่โตแล้ว แต่ว่านักศึกษาในระดับวิทยาลัยยังเป็นเด็ก ๆ อยู่ เพราะฉะนั้นเราต้องเข้าไปช่วยจัดการตรงนั้น ปัญหาสิ่งแวดล้อมภาพรวมที่เห็นในประเทศไทย ซึ่งก็อาจสอดคล้องกับท่านเกษมสันต์มาก ก็คือเรื่องของการประกอบการอุตสาหกรรม การประกอบการอุตสาหกรรมอันนี้มันจะต้อง มีการจัดการใหม่ ต้องมีการปฏิรูประบบใหม่ การลักลอบทิ้งน้ําเสียในพื้นที่ต่าง ๆ น้ําเสีย ของระบบโรงงานอุตสาหกรรมมีการลักลอบนําไปทิ้งก่อให้เกิดความเดือดร้อนรําคาญ อุบัติภัยในสถานประกอบการ อันนี้ทําให้เกิดการสูญเสียชีวิต แล้วก็เกิดการกรณีอุบัติเหตุ ทําให้เกิดการสูญเสียอวัยวะต่าง ๆ อันนี้ก็ต้องเข้าไปดูแล สิ่งที่เกี่ยวข้องมากที่สุดก็คือว่าคดีทางด้านสิ่งแวดล้อมเป็นคดีที่เราควรจะต้องมีการจัดการ พิเศษ เรื่องนี้ทางคณะอนุกรรมาธิการ แล้วก็คณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมก็ต้องได้ดูแลด้วย เราก็กําลังคิดกันถึงเรื่องศาลสิ่งแวดล้อม ศาลที่เรียกว่า ศาลยุติธรรมนี้ แต่ว่าจะอยู่ที่ตรงไหนต้องคิดกันว่าเราจะเอาศาลสิ่งแวดล้อมนี้ไปอยู่ที่ตรงไหนดี ก็กําลังจัดการอยู่ หลังจากนั้นเราต้องมีการพูดกันถึงเรื่องของนิคมอุตสาหกรรมแล้วก็เมืองสีเขียว เรื่องของวิสาหกิจชุมชน เรื่องของการจัดการคนในพื้นที่ต่าง ๆ การมอนิเตอร์ (Monitor) เรื่องของอีไอเอ หรืออีเอชไอเอ ต่าง ๆ ต้องทํา ในเรื่องของข้อ ๓ เราจะจัดการเชิงลึกอย่างไร ด้านสิ่งแวดล้อมนี้ครับ เราจะจัดการเชิงลึกหลายเรื่อง

เรื่องที่ ๑ เรื่องของการใช้ประโยชน์ที่ดินแล้วก็ผังเมือง อันนี้คณะอนุกรรมาธิการ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกําลังคิดถึงระบบใหม่ของผังเมือง จะมีการจัดตั้ง เรื่องของคณะกรรมการการใช้ประโยชน์ที่ดินและผังเมืองระดับชาติขึ้น เรียกว่า เป็นระดับประเทศ นอกจากนั้นยังมีการลดหลั่นมา มีคณะกรรมการจัดการการใช้ประโยชน์ ที่ดินและผังเมืองระดับภาค รองลงไปก็คือระดับจังหวัด แล้วก็ไปถึงผังชุมชน จะทําให้ การตัดสินใจเรื่องของการใช้ประโยชน์ที่ดินมีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น แต่ไม่ใช่หมายความว่า ทุกคนสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรก็ได้ จะมีนักวิชาการ มีคณะกรรมการวิชาการในระดับชาติ ระดับภาค ระดับจังหวัดช่วยกันควบคุมมิให้การใช้พื้นที่เป็นไปตามใจชอบ

เรื่องที่ ๒ คือเรื่องการที่สมควรมาก ๆ ก็คือเรื่องของการจัดการขยะแบบครบวงจร แล้วก็ยั่งยืน ขยะชุมชนเป็นปัญหาที่ต่อเนื่อง แล้วก็เป็นปัญหาที่เรื้อรัง จนกระทั่งคณะรักษา ความสงบแห่งชาติจัดให้เป็นวาระของประเทศ คําว่า วาระประเทศ หมายความว่าต้องมี การจัดการอย่างเร่งด่วน ขยะชุมชนปัจจุบันนี้มีวันละ ๗๐,๐๐๐ ตัน ในจํานวนนี้เป็นของ กรุงเทพมหานคร วันละประมาณ ๑๕,๐๐๐ ตัน นอกจากนั้นก็กระจายอยู่ตามต่าง ๆ เราจะ ทําอย่างไรถึงจะให้ขยะชุมชนเหล่านี้สามารถที่จะกําจัดได้ แล้วก็ดูแลได้จัดการได้อย่างยั่งยืน อันนี้เป็นแนวทางที่กําลังคิด ส่วนหนึ่งของการจัดการแบบยั่งยืนก็คือการแปลงขยะให้มันเป็น พลังงาน ซึ่งเทคโนโลยีปัจจุบันนี้สามารถแปลงขยะ ไม่ว่าจะเป็นขยะชุมชนที่อยู่ในชุมชนต่าง ๆ ถึงแม้จะมีค่าความชื้นในขยะชุมชนก็สามารถที่จะแปลงขยะให้เป็นพลังงานได้ภายใต้ เทคโนโลยีที่ดีและเหมาะสม และสามารถควบคุมมลพิษได้ มีเทคโนโลยีหลายตัวที่สามารถ ควบคุมมลพิษได้ จากการที่ไปศึกษาดูงานในต่างประเทศมาหลายครั้งก่อนที่จะเป็นสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ มั่นใจได้ว่าในระบบปัจจุบันนี้ของโลกสามารถใช้เทคโนโลยีชั้นสูง ในประเทศไทยได้ในการจัดการขยะชุมชน บางคนอาจจะกลัวว่าเมื่อจัดการขยะชุมชนแล้ว จะเกิดมลพิษ ขอรับรองได้ว่าภายใต้เทคโนโลยีที่เรามีสามารถที่จะจัดการระบบควบคุม มลพิษได้ โดยให้กระทบถึงประชาชนน้อยที่สุด การจะเป็นอย่างไรนั้นจะขอนําเสนอในโอกาส ครั้งต่อ ๆ ไปเมื่อทําการศึกษาเรื่องของการจัดการขยะชุมชน

เรื่องต่อไป อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นเรื่องที่เราเกี่ยวข้องมากที่สุด ผมขออนุญาต พูดถึงเรื่องขยะชุมชนอีกนิดหนึ่ง การจัดการขยะชุมชนต้องเรียนกับท่านสมาชิกว่า ขยะ ไม่ใช่เป็นทรัพยากร ขยะก็คือเป็นสิ่งที่ประชาชนได้ผลิตออกมาทุกวัน เพราะฉะนั้นการจะทําให้ ขยะนี้สามารถจัดการได้ต้องให้ภาคเอกชนเป็นผู้ช่วยดําเนินการ การให้ภาคเอกชน ช่วยดําเนินการไม่ได้แปลว่า หมายความว่าขยะนี้ภาครัฐไปจัดการ แต่ต้องส่งเสริมให้ภาครัฐ ให้เอกชนมาช่วยเรา แล้วเราก็อํานวยความสะดวกให้เขา การที่เราบอกว่าขยะเป็นทรัพยากรนั้น เป็นความคิดที่ผิด ขยะคือสิ่งที่เราต้องการให้ภาคเอกชนเข้ามาช่วย จะเป็นอย่างไรขอศึกษา ในรายละเอียดแล้วก็จะนําเสนออีกครั้งหนึ่ง

เรื่องที่ ๔ เป็นเรื่องของระบบบําบัดน้ําเสีย การบําบัดน้ําเสียเป็นสิ่งที่สําคัญมาก เพราะว่าเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิต เรื่องของแหล่งน้ําโดยตรง ขอเรียนให้ทราบว่า ขณะนี้เรามีเทศบาลนครอยู่ ๒๙ แห่ง แล้วก็แต่ละแห่งมีประชาชนมากกว่า ๗๐,๐๐๐ คนขึ้นไป เทศบาลเมืองที่เรียกว่า ทม. ๑๖๗ แห่งทั่วประเทศ เทศบาลตําบล ๒,๐๗๑ แห่งทั่วประเทศ แล้วมี อบจ. ๗๖ แห่ง มี อบต. ทั้งสิ้นประมาณ ๕,๕๐๐ แห่ง ทั้งหมดนี้เป็นชุมชนทั้งสิ้น ทุกแห่งสามารถผลิตน้ําเสียได้ ถ้าหากว่าเราใช้หลักการของการคูณด้วยจํานวนคน เราจะเห็นว่าวันหนึ่งในพื้นที่ต่าง ๆ ที่ผม เรียนเมื่อครู่ มันมีน้ําเสียเกิดขึ้นมากมาย การที่จะจัดการน้ําเสียเป็นเรื่องที่ลําบากยุ่งยากมาก พอสมควร ปัจจัยที่สําคัญในเรื่องของระบบน้ําเสียก็คือเรื่องของบีโอดี (BOD) บีโอดีก็คือ ค่าความสกปรกของน้ํา ที่เราเรียกว่า ไบโอโลจิคอล ออกซิเจน ดีมานด์ (Biological oxygen demand) มันจําเป็นจะต้องทําให้ค่าของบีโอดีลดลง สิ่งที่เกี่ยวข้องมากที่สุดคือเรื่องของ โททอล คอลิฟอร์ม (Total coliform) แล้วก็เรื่องของฟีคอล คอลีฟอร์ม (Fecal coliform) อันนี้มันเป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกัน ดังนั้นถ้าหากว่าเราจะจัดการระบบน้ําเสียนี้ครับ ต้องทําให้ ทั้ง ๓ ตัวนี้มีคุณภาพที่ดี แล้วก็มีตัวเลขที่เล็กลง

ระบบบําบัดน้ําเสียในประเทศไทยมี ๕ ประเภทใหญ่ ๆ ด้วยกัน

๑. คือระบบปรับเสถียร มีทั้งสิ้นประมาณ ๔๕ แห่ง

อันที่ ๒ คือระบบเติมอากาศ แอเรทเต็ด ลากูน (Aerated lagoon) มีทั้งสิ้น ประมาณ ๑๖ แห่งในประเทศไทย

อันที่ ๓ ระบบตะกอนเร่ง ในประเทศไทยมีประมาณ ๓๖ แห่ง

และอันที่ ๔ คือระบบบึงประดิษฐ์ คอนสตรัคเต็ด เวทแลนด์ (Constructed Wetland) มีประมาณ ๒ แห่ง และ

สุดท้ายคือระบบแผ่นชีวภาพ โรเทตติง ไบโอโลจิคอล คอนแทคเตอร์ Rotating Biological Contactor) อาร์บีซี (RBC) มีแห่งเดียว ทั้งหมดนี้สามารถบําบัดน้ําเสีย ได้วันละ ๒,๕๐๐,๐๐๐ ลูกบาศก์เมตรเท่านั้นเอง ซึ่งเป็นอัตราการบําบัดน้ําเสียที่น้อยมาก นอกจากนั้นบางแห่งยังใช้การไม่ได้ ปัญหาคือว่าท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องไม่มีเงินในการที่จะทํา ระบบบําบัดน้ําเสีย และคณะกรรมาธิการเรากําลังคิดอยู่ว่าจะทําอย่างไรจึงจะสามารถหาเงิน ให้กับองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นนี้มีเงินใช้ในการทําระบบบําบัดน้ําเสียได้ คิดแล้วจะมา นําเสนอกับท่านประธานสภา แล้วก็สภาปฏิรูปแห่งชาตินะครับ สิ่งที่เราต้องการ คือ ในอนาคตกรมควบคุมมลพิษควรจะชี้เป้า ควรจะชี้เป้าว่าบริเวณใด พื้นที่ใดสมควรต้องทํา ระบบบําบัดน้ําเสียได้แล้ว การชี้เป้าไม่ได้หมายความว่าไปเอาเงินไปให้ แต่ต้องมีเทคนิค ในการหาเงิน

ข้อสุดท้ายครับ ในการที่เราจะจัดการเรื่องสิ่งแวดล้อมให้ได้ดีที่สุด ก็คือ การจัดการในเชิงยุทธศาสตร์ครับ การจัดการเชิงยุทธศาสตร์ในที่นี้หมายความว่าการเป็น หุ้นส่วน เช่นเดียวกับที่ท่านเกษมสันต์ได้พูดไปแล้ว นั่นคือว่าการมีหุ้นส่วนในเรื่องของ การจัดการด้านสิ่งแวดล้อมครับ หลักการของพีพีพี พอลลูเตอร์ เพย์ พรินซิเพิล (PPP : Polluter Pay Principle) ต้องนําเอามาใช้ หลักการของซีเอสอาร์ต้องทําให้มากขึ้น และหลักการอีกตัวหนึ่งก็คือหลักการของผู้ผลิตร่วมรับผิดชอบ เอ็กซ์เทนเดด โพรซีดเซอร์ เรสพอนซิบิลิตี (Extended Procedure Responsibility) อีพีอาร์ (EPR) นี่ครับ ต้องมีส่วน ทําให้ และที่ขาดไม่ได้ก็คือนักวิชาการครับ ทั้งหมดนี้ครับคือภาพของการจัดการบริหาร ทรัพยากรธรรมชาติ ในนามของคณะกรรมาธิการที่นําเสนอต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติครับ ท่านประธานครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

เชิญท่านประธาน

นายปราโมทย์ ไม้กลัด ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ตอนนี้ก็มีกรรมาธิการอีกท่านหนึ่ง ท่านสยุมพร ลิ่มไทย ก็อยากจะนําเสนอ ข้อมูลบางประการที่เกี่ยวข้องกับการจัดการระบบการบริหารจัดการทรัพยากรนี้ล่ะครับ ขออนุญาตท่านประธานอีกท่านหนึ่งครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

เชิญครับ

นายสยุมพร ลิ่มไทย กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพครับ กระผม สยุมพร ลิ่มไทย กรรมาธิการครับ ผมจะพูดประเด็นเดียว เพื่อเป็นการ ขยายความสิ่งที่ท่านเกษมสันต์ได้อธิบายในกรอบแนวความคิดรวบยอดไว้แล้ว ก็คือเรื่องของ การพัฒนากระบวนการยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งในกรอบแนวความคิดรวบยอดนั้น ท่านเกษมสันต์ก็ได้พูดถึงเรื่องการที่จะต้องพัฒนากระบวนการยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม ให้ประชาชนได้เข้าถึงอย่างเสมอภาค การจะต้องมีการพิสูจน์ความเสียหายโดยใช้ความรู้ ทางวิทยาศาสตร์ การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการดําเนินคดี การจัดตั้งองค์กร แล้วก็ พัฒนาสถาบันเกี่ยวกับความยุติธรรมเพื่อนําไปสู่การจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อม ผมก็จะเรียนขยายความ ในประเด็นนี้ว่า ปัจจุบันนี้เป็นที่ตระหนัก แล้วก็รับทราบดีว่าคดีที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่ เกิดขึ้นในประเทศไทยมีมากขึ้น แล้วก็มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง คดีต่าง ๆ เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ล้วนแล้วแต่มีผลกระทบอย่างรุนแรงและในวงกว้างต่อประชาชน ชุมชน แล้วก็สภาพทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ถ้าหากท่านจะนึกถึงบรรดาคดี ที่ก่อให้เกิดความเสียหายในช่วงที่ผ่านมาก็คงพอจะจําได้ มีจํานวนมาก อย่างเช่น คดีที่ เกี่ยวกับอ่าวมาหยา คดีที่เกี่ยวกับลําห้วยคลิตี้ คดีที่เกี่ยวกับโรงไฟฟ้าแม่เมาะ คดีที่เกี่ยวกับ รังสีโคบอลต์ ๖๐ เหล่านี้เป็นต้น ประเด็นที่ผมจะชี้ให้เห็นสิ่งที่เป็นปัญหาซึ่งจะนําไปสู่ การพัฒนากระบวนการยุติธรรมต่อไปคืออะไร

ประเด็นแรก ก็คือปัญหาที่เกี่ยวกับองค์กร องค์กรก็คือระบบศาลของประเทศไทย ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ปัจจุบันประเทศไทยใช้ระบบศาลคู่ ก็คือมีทั้งศาลยุติธรรมและศาลอื่น ๆ เฉพาะในคดีที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมอย่างน้อยมี ๒ ศาลที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ศาลแรก ก็คือศาลยุติธรรม ศาลที่ ๒ ก็คือศาลปกครอง คดีที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมจะไปเกี่ยวข้องกับคดี ๓ ประเภทใหญ่ ๆ

ประเภทแรก ก็คือคดีปกครอง คดีปกครองก็จะไปเกี่ยวกับอํานาจของ ศาลปกครอง ก็จะไปดูในเรื่องการอนุมัติ อนุญาตในการตั้งโรงงาน ตั้งสถานประกอบการต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น ส่วนศาลยุติธรรมก็จะไปเกี่ยวกับคดีแพ่ง ก็คือไปเอาผิดกับเอกชนที่ได้กระทํา ความเสียหายให้เกิดขึ้น รวมทั้งคดีอาญาด้วย เพราะฉะนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมันก็จะ ไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของเขตอํานาจศาล ซึ่งประชาชนโดยทั่วไปก็ยังสับสนว่าเมื่อเกิดเรื่อง ขึ้นมาแล้วจะเข้าไปสู่คดีในศาลใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของหลักการที่ว่าผู้ก่อมลพิษจะต้อง เป็นผู้ชดใช้หรือผู้จ่าย อันนี้เป็นหลักการสากล แต่ภายใต้ระบบศาลคู่มันยังมีปัญหาที่ทําให้ผู้ ก่อมลพิษไม่ใช่เป็นผู้จ่ายโดยตรง เพราะอย่างที่ผมเรียนแล้วเนื่องจากคดีนั้นเข้าไปเกี่ยวข้อง ทั้งคดีปกครอง คดีแพ่ง และคดีอาญา คดีส่วนใหญ่ทุกวันนี้จะเข้าไปสู่ศาลปกครอง ซึ่งเป็น เพียงดําเนินการได้กับหน่วยงานภาครัฐเป็นส่วนใหญ่ แต่แท้ที่จริงแล้วผู้ที่ก่อให้เกิด ความเสียหายโดยตรงก็คือภาคเอกชน เพราะฉะนั้นการดําเนินคดีส่วนใหญ่มันก็จะมีลักษณะ ไปเอาผิดกับหน่วยงานภาครัฐ แทนที่จะไปเอาผิดให้มากและเต็มที่กับภาคเอกชน อันนี้ก็เป็น เรื่องของระบบศาล

ส่วนปัญหาประการที่ ๒ ก็คือเรื่องที่เกี่ยวกับกระบวนการพิจารณาคดี เรื่องคดีสิ่งแวดล้อมปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายวิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อมเป็นการเฉพาะ ทั้ง ๒ ศาล ก็จะอาศัยกฎหมายข้างเคียงหรือว่ากฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นมันก็จะมีปัญหา หลายเรื่องที่ไปเกี่ยวข้องกับความไม่ชัดเจนเวลาไปพิจารณาคดี ผมยกตัวอย่างเช่น ๑. เรื่องสิทธิ ในการฟ้องของประชาชน ทุกวันนี้ใช้ขอบเขตอํานาจของคดีแพ่ง ก็คือผู้ฟ้องส่วนใหญ่จะเป็น ผู้เสียหายโดยตรงเท่านั้นถึงจะฟ้องได้ แต่ว่าถ้าเป็นผู้ที่ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง อย่างเช่น ชุมชน กลุ่มประชาชน กฎหมายก็ไม่ได้ขยายสิทธิฟ้องให้ครอบคลุมไปถึง ทั้ง ๆ ที่ความ เสียหายเกี่ยวข้องถึงสมบัติของชาติก็คือสิ่งแวดล้อมโดยส่วนรวม เรื่องค่าเสียหายก็ยังมีปัญหา ในเรื่องของการคํานวณหรือว่าการคิดค่าเสียหาย เนื่องจากว่ายังไม่มีหลักเกณฑ์ที่เป็น หลักเกณฑ์เดียวกัน โดยเฉพาะค่าเสียหายหลายเรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรจะได้นํามา ประกอบการพิจารณาด้วย เช่น ค่าเสียหายทางจิตใจสําหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบ ค่าเสียหาย ที่เกิดขึ้นในอนาคตจากการที่เป็นผู้พิการ ผู้ทุพพลภาพ เหล่านี้เป็นต้น รวมไปถึงค่าเสียหาย ในเชิงลงโทษเพื่อป้องปรามไม่ให้ผู้กระทําผิดได้มากระทําผิดซ้ําอีก เรื่องของการ ขาดผู้เชี่ยวชาญหรือว่าผู้พิพากษาที่มีความรู้ความสามารถโดยตรงในคดีที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เพราะว่าทุกวันนี้เราต้องยอมรับว่าคดีสิ่งแวดล้อมนั้นต้องการผู้เชี่ยวชาญ ไม่ว่าจะเป็น ทางด้านวิทยาศาสตร์ ทางด้านการแพทย์ ทางด้านรังสีวิทยา เหล่านี้เป็นต้น แต่ว่าภายใต้ ระบบศาลปัจจุบันนั้นยังไม่สามารถนําผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้เข้ามาช่วยเหลือได้อย่างเต็มที่ เรื่องอายุความก็เช่นเดียวกัน เราใช้อายุความโดยอนุโลมตามกฎหมายแพ่ง ซึ่งมีอายุความ ไม่เกิน ๑๐ ปี แต่เป็นที่ยอมรับว่าคดีที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมบางทีกว่าผลความเสียหายมันจะ ประจักษ์ชัดต่อร่างกาย ต่อสุขภาพของคน ใช้เวลามากกว่า ๑๐ ปี มันก็เป็นเหตุให้มีการอ้าง การขาดอายุความมาต่อสู้ได้โดยฝ่ายที่กระทําความผิด เรื่องคนยากจน คนด้อยโอกาส เวลาจะขึ้นศาลมีปัญหาในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมที่ต้องชดใช้ โดยเฉพาะคดีที่มีทุนทรัพย์เป็นจํานวนมาก เพราะฉะนั้นก็ทําให้คนจนไม่อยากขึ้นศาล เพราะฉะนั้นประเด็นทั้งหมดเหล่านี้ก็เป็นเรื่องที่ทางคณะกรรมาธิการก็จะนําเสนอขยาย ความจากสิ่งที่ได้นําเสนอในวันนี้ในโอกาสต่อไป ก็คือเรื่องของการพัฒนากระบวนการ ยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับองค์กรศาลและวิธีพิจารณาคดี สิ่งแวดล้อม ผมก็ขอเรียนเพิ่มเติมเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ

นายปราโมทย์ ไม้กลัด ประธานกรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพครับ บัดนี้ กรรมาธิการผู้รับผิดชอบการศึกษาเรื่องนี้และกรรมาธิการหลายท่านที่เกี่ยวข้องกับงาน ระบบการจัดการทรัพยากรก็ได้ให้ข้อมูลสนับสนุนในเรื่องราวอะไรต่าง ๆ รวมทั้งสาระ รายละเอียดครบถ้วนแล้ว ก็ขอให้ที่ประชุมได้อภิปราย แล้วก็ให้ข้อเสนอแนะต่อไปครับ ขอบคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

และขอเชิญ ท่านสมาชิกได้ให้ความเห็นและข้อเสนอแนะ ท่านละไม่เกิน ๕ นาที ที่ลงนามไว้แล้ว ๕ ท่านแรกก่อน คุณอุทัย สอนหลักทรัพย์ คุณอุดม เฟื่องฟุ้ง คุณอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล พลเรือเอก ศุภกร บูรณดิลก แล้วคุณธีรศักดิ์ พานิชวิทย์ เชิญคุณอุทัย สอนหลักทรัพย์ ครับ

นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน ผม นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ก่อนอื่นผมอยากจะ กราบเรียนว่ามันเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับระบบการบริหารจัดการทรัพยากรซึ่งผมกราบเรียนว่า ณ วันนี้และวันที่ ๑ ที่ผ่านมารัฐบาลกําลังที่จะขอทวงคืนป่ายางพารา ทําให้พี่น้องเกษตรกร ชาวสวนยางรายย่อย ๆ เดือดร้อน ซึ่งผมกราบเรียนว่าเราควรจะหาทางออกกันก่อนที่จะไป โค่นยาง ควรจะหาทางออกร่วมกัน เพราะคําสั่ง คสช. ๖๖/๒๕๕๗ ก็ระบุไว้ชัดเจน ก่อนจะ ทําอะไรก็ขอให้ปรึกษาหารือกับชาวบ้านเพื่อจะหาทางออกร่วมกัน เพราะรัฐบาลมีนโยบาย ให้ยกเลิกสัญญาสัมปทานหรือไม่ต่อสัญญาในพื้นที่ป่าโดยยึดพื้นที่คืน ซึ่งจะตัดโค่นยาง ประมาณ ๑.๕ ล้านไร่ ภายใน ๒ ปี จากพื้นที่ยางพาราที่เป็นป่าสงวนและเป็นป่าอนุรักษ์ รวมกันแล้วมีประมาณ ๔,๔๑๐,๐๐๐ ล้านไร่ ซึ่งมันกระทบต่อพี่น้องเกษตรกรเป็นจํานวนมาก ไม่ใช่มี เฉพาะนายทุนเท่านั้น เกษตรกรรายย่อยก็เข้าไปจับจอง แล้วก็ไปปลูกยางก่อนที่มติ คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๑ ซึ่งนโยบายของรัฐบาลก็ต้องยอมรับว่า ผมเห็นด้วยในการ ที่จะเข้มงวดในสิ่งเหล่านี้ แต่ที่เขาอยู่มาก่อน บางแห่งอยู่เป็น ๔๐-๕๐ ปี ถ้าเกิดโค่นไปแล้ว ปัญหาจะเกิดขึ้นอย่างมหาศาล เพราะว่าพี่น้องเกษตรกรรายย่อยคงไม่ยอม รัฐบาลควรจะหาทางออก ให้เราได้รับประโยชน์กันทั้ง ๒ ฝ่าย สิ่งที่ผมเสนอแนะก็คือว่าเมื่อรัฐบาลจะโค่นยางออกไปแล้ว ก็ต้องปลูกป่า แต่ถ้าเราคิดว่าเอาป่านั้นเป็นยางเสียละครับ เอาป่าที่เราจะโค่นเป็นป่ายางเสีย แล้วก็ปลูกพืชร่วมยาง อาจจะเป็นบังคับให้ปลูกสมุนไพร ปลูกระกํา ปลูกหวาย ปลูกลองกอง ปลูกอะไรต่าง ๆ ที่ร่วมยางได้ ผมว่าน่าจะเป็นประโยชน์ที่ดี แล้วก็ให้คนอยู่กับป่า ซึ่งผมคิดว่า ประโยชน์เหล่านี้มันก็จะตกอยู่กับทั้ง ๒ ฝ่าย แต่ถ้าตราบใดโค่นไปแล้ว ผมเชื่อแน่รัฐบาลก่อน ๆ ก็เคยโค่นบ่อยไป โค่นแล้วก็ปลูกป่าใหม่ ทําลายป่า แล้วก็โค่น แล้วก็ปลูกป่าขึ้นมา แต่ไฟไหม้ทุกปี นั่นก็เห็นได้ชัดว่าไม่สามารถจะทําได้ อย่างนั้นเราเอาป่ายางให้เป็นป่าไม่ใช่เชิงเดี่ยวแล้วให้เป็นป่าใหญ่เสีย แล้วก็ลงไปกรีดกิน โดยแบ่งให้พี่น้องเกษตรกรรายย่อยได้อาศัยที่ทํากิน ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นการที่จะช่วยกัน ในเรื่องของการจัดการทรัพยากรดีมาก ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ว่าเกษตรกรรายย่อย ที่เรามีอยู่ทั่วไปนั้นเมื่อปลูกยางแล้วก็โค่น โค่นแล้วก็ปลูกตามพระราชบัญญัติกองทุน สงเคราะห์การทําสวนยางนั้น ผมคิดว่าถ้าเขามีส่วนให้ปลูกยางร่วมกับป่า แล้วคนก็อยู่ในป่า แล้วก็ให้เขาได้ใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่า เพราะผมเชื่อแน่ว่าสวนยางที่มีอายุเกิน ๒๕ ไร่แล้ว สามารถจะเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ไว้ได้ไม่น้อยกว่า ๔๒.๗ เมตริกตันต่อไร่ นี่ก็แสดงว่าเรามี อากาศหายใจเป็นป่าเช่นกัน อย่างนั้นวิธีเดียวเท่านั้นที่ผมอยากจะกราบเรียน ก็คือว่า อยากจะให้รัฐบาลได้กรุณาตั้งกรรมการร่วม แล้วก็ลองมาศึกษาดูว่าอันไหนที่อยู่ก่อนมาแล้ว ถ้าพูดถึงป่าสงวน แม้อําเภอก็ยังอยู่ในป่าสงวนหลายแห่ง เราต้องพิจารณาในเรื่องนี้ให้ดี ก่อนที่จะทําให้พี่น้องเกษตรกรรายย่อยนั้นเกิดมีปัญหาขึ้นมา ผมก็อยากจะฝากไว้ด้วยว่า เราควรจะบริหารจัดการซึ่งตรงกับคณะกรรมาธิการชุดนี้เลยครับ เรื่องระบบการบริหาร จัดการทรัพยากร ผมก็ขอกราบขอบพระคุณเพียงเท่านี้ครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญคุณอุดม เฟื่องฟุ้ง ครับ

นายอุดม เฟื่องฟุ้ง

กราบเรียนท่านประธาน ท่านกรรมาธิการทุกท่าน ท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่านครับ กระผม นายอุดม เฟื่องฟุ้ง สมาชิกอันดับที่ ๒๔๔ ขออภิปรายตามรายงานผลงานของท่านกรรมาธิการคณะนี้ที่ทางสภาส่งไปให้ ผมได้อ่าน รายงานของท่านทั้งหมดแล้ว ก็เกิดความรู้มากขึ้นกว่าเดิมที่เคยได้รับทราบ เพราะผมเองนั้น เคยได้คุยกับท่านผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เมื่อเข้ามาอยู่ ในสภาใหม่ ๆ ว่า ๒ อย่างนี้มันเป็นทรัพย์สินหรือเปล่า ซึ่งผมเองก็ไม่แน่ใจ ก็ได้รับคําตอบ จากท่านนั้นว่าเป็นทรัพย์สิน ก็เป็นข้อที่ทําให้ผมได้รับความแน่ใจที่จะไปร่างกฎหมาย เกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ ของบ้านเมือง เฉพาะอย่างยิ่งในด้านการป้องกันและปราบปราม การทุจริตคอร์รัปชัน และจากการที่ได้ศึกษารายงานนี้ ผมก็คิดว่าน่าจะต้องอภิปราย ขออนุญาตท่านปราโมทย์ ไม้กลัด ในฐานะประธานกรรมาธิการ และท่านกรรมาธิการทุกท่านว่า อาจจะขออนุญาตยืมผลประโยชน์จากรายงานนี้ เพราะจากการศึกษาในรายงานนี้มันเกิด แนวคิด ซึ่งในทางภาษากฎหมาย ในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาเขาเรียกว่ามีโนฮาว (Knowhow) เกิดมาจากรายงานนี้ที่เราจะนําไปใช้ในการสร้างตัวบทกฎหมายที่จะป้องกัน และปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งปัจจุบันนี้ผมได้เสนออยู่กับคณะอนุกรรมาธิการ ในด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ๒ ฉบับ ซึ่งเราคิดว่าครบถ้วนแล้ว แต่เมื่อดู รายงานแล้วก็มีข้อที่ไม่ครบถ้วน จึงต้องขออนุญาตท่านกรรมาธิการว่าขอนําแนวคิดจากร่าง สรุปของท่านนั้นไปต่อเติม ให้เกิดความสมบูรณ์ในร่างกฎหมายที่เราคิดที่จะมาขายให้สภานี้ ต่อไปในครั้งหน้าถ้าหากว่าผ่านขั้นตอนต่าง ๆ แล้ว ข้อที่จะมุ่งหมายอภิปรายก็ต้องอภิปราย ก็เพราะว่าพอดีเมื่อเช้าได้ฟังข่าวที่ท่านดอกเตอร์ธรณ์ ท่านจะไปบูรณาการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เห็นว่าจําเป็นต้องพูดแล้วต้องขออนุญาตท่าน โดยมารยาท แต่ว่าเมื่อไปรับประทานอาหารกลับมาเมื่อครู่นี้เข้ามาฟังท่านผู้ว่าฯ สยุมพร ลิ่มไทย ท่านมีข้อเป็นห่วงอยู่บางสิ่งบางประการนั้น ผมก็พอมีข้อมูลจะกราบเรียนให้ท่าน ทราบว่าทางผู้พิพากษาของศาลยุติธรรมนั้นมีผู้ที่ศึกษาในด้านสิ่งแวดล้อมมาเป็นจํานวน เรียกว่า ขณะนี้ก็เป็นสิบ แล้วเขาก็เคยทําหน้าที่ในการตรวจสอบคดีสิ่งแวดล้อมอยู่ในศาลสูง อยู่แล้วในปัจจุบันนี้ แล้วในเรื่องศาลสิ่งแวดล้อมนั้นผมขอกราบเรียนกับท่านกรรมาธิการว่า ผมเคยพูดกับท่านรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเมื่อประมาณ สักปี ๒๕๓๖ ปี ๒๕๓๗ แล้ว รู้สึกตอนนั้นเป็นท่านรัฐมนตรีสุวิทย์ คุณกิตติ หรืออย่างไร ผมจําไม่ได้แน่ ท่านก็คิดว่าจะทํา แล้วก็มีสมัยหนึ่งเราก็เคยส่งผู้พิพากษาไปดูงาน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เราเตรียมการอยู่ แต่ว่าจากการประสานงาน ของฝ่ายรัฐบาลที่ดูแลเรื่องนี้ หลาย ๆ ท่านที่ผ่านมาท่านก็ไม่ให้ความสนใจ เราถือว่านั่นเป็น สิ่งที่เราไม่สามารถที่จะเริ่มมาก่อนได้ ผมก็ขอกราบเรียนท่านกรรมาธิการว่าผมตั้งใจจะพูด เพื่อขออนุญาตท่านเป็นหลักใหญ่ แล้วก็ชี้แจงความข้องใจของท่านในบางประการในเรื่อง ของกระบวนการยุติธรรมในด้านการสิ่งแวดล้อม ขอบคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญคุณอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล ครับ

นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล 🔗

เรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านกรรมาธิการ แล้วก็ท่านสมาชิก ผม อนุสรณ์ แสงนิ่มนวล ก่อนอื่นผมขอเรียนว่ารายงานฉบับนี้เป็นรายงาน ที่ดีมากฉบับหนึ่ง เพราะว่าผมเองก็อยู่ในเรื่องของสิ่งแวดล้อมมายาวนาน ก็ได้เห็นเรื่องราว ต่าง ๆ แล้วก็เห็นรายงานฉบับนี้เขียนได้ค่อนข้างจะครบถ้วน ก็มีบางประเด็นนิดหน่อย ที่อาจจะเป็นสาระที่อาจจะฝากให้กรรมาธิการนําไปพิจารณาเพิ่มเติม ในเรื่องของคุณภาพ มลพิษ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องน้ําเสีย เรื่องอากาศ เรื่องขยะ โดยเฉพาะเรื่องอากาศก็ต้องเรียนว่า มาตรการที่เราจะพยายามที่จะลด ไม่ว่าจะเป็นพาร์ทิคูเลท (Particulate) ที่เราเรียกว่า พีเอ็มเท็น ลงมาอีก ก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ก็จะต้องเข้าใจว่าการทําพวกนี้มันก็จะต้องมีค่าใช้จ่าย เพิ่มขึ้น หรือไม่ว่าการที่เราจะต้องพยายามที่จะสนับสนุนเรื่องของการใช้พลังงานหมุนเวียน พลังงานทดแทนเพื่อจะลดปัญหาเรื่องมลพิษทําให้คุณภาพสิ่งแวดล้อมดีขึ้น อันนี้ก็เป็นเรื่องที่ดี แต่เราคงจะต้องดูในเรื่องของความเหมาะสม ในเรื่องของเศรษฐศาสตร์ด้วย เพราะว่า เนื่องจากการใช้พลังงานลักษณะนี้ก็มีต้นทุนที่ค่อนข้างจะแพง แต่คุณภาพสิ่งแวดล้อมดีขึ้น หรือแม้กระทั่งการที่เราสนับสนุนให้มีการใช้รถไฟฟ้าในเมืองก็จะเป็นเรื่องที่ดี เพราะมัน สามารถลดมลพิษทางอากาศในเมืองได้ เราสามารถควบคุมมลพิษทางอากาศที่โรงไฟฟ้าได้ ได้ดีกว่า

เรื่องที่มีการพูดถึงไปแล้ว ก็คือเรื่องของขยะ เรื่องโซลิด เวสท์ (Solid waste) เรื่องขยะ ผมเองก็มีโอกาสได้ไปช่วยงานเกี่ยวกับเรื่องการที่จะแปลงขยะเป็นพลังงาน สิ่งที่ผม รู้สึกว่าทําไมมันยากเย็นแสนเข็ญเหลือเกิน โดยเฉพาะขยะใน กทม. ซึ่งมีกว่าหมื่นตันต่อวัน จะสร้างโรงไฟฟ้าจากขยะสักโรงหนึ่งทํายากมาก อาจจะเป็นเพราะว่าขยะบ้านเรามีเจ้าของ แล้วเจ้าของนั้นก็เป็นผู้ที่มีอิทธิพลก็เลยทําให้อะไรทุกอย่างยากไปหมดเลย แต่มีอีกขยะหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่าได้เห็นตัวอย่างในญี่ปุ่นแล้วน่าจะเป็นตัวอย่างที่ดี แต่อาจจะต้องเกี่ยวพันกับเรื่อง ของการออกกฎหมายด้วย ก็คืออย่างเช่นเรามีตู้เย็น ทีวี (TV) เก่า ๆ แอร์ (Air) เก่า ๆ ในญี่ปุ่นเองถ้าท่านจะซื้อของใหม่ท่านต้องเอาของเก่าไปแลก ของเก่าที่เอาไปแลก เขาก็ไป แปรสภาพหลาย ๆ สิ่งก็สามารถที่จะรีไซเคิล (Recycle) กลับมาแล้วก็รียูซ (Reuse) เอามา ใช้ใหม่ได้ อันนี้เป็นเรื่องที่ดีที่ควรจะดําเนินการทํา

มีอีกเรื่องหนึ่งที่เราเห็นในข่าวบ่อย ๆ ก็คือเรื่องของการทําเหมืองแร่ ด้วยความห่วงใยจริง ๆ ก็มีเหมืองหลายชนิดที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แล้วก็มีเหมืองที่ ทางรัฐบาลเองก็พยายามที่จะส่งเสริมแล้วก็อยากให้ทําก็คือเหมืองโปแตสที่ชัยภูมิกับอุดรธานี คือผมเองได้ทําการศึกษาเรื่องนี้มาเยอะพอสมควร มีความห่วงใยมากว่าบ้านเราจะมีภูเขาเกลือ ขนาดใหญ่เกิดขึ้น ใครคงเห็นภูเขาแล้ว แต่ถ้าท่านทําเหมืองโปแตสเมื่อไรท่านจะมีภูเขาขนาดใหญ่ ที่ประกอบไปด้วยเกลือโซเดียมคลอไรด์ แมกนีเซียมคลอไรด์หรือว่าแคลเซียมคลอไรด์ กองมหึมา และบ้านเรามีความชื้นสูงฝนตกเยอะ ในการดูแลเรื่องผลกระทบต่อน้ําใต้ดิน หรือแหล่งน้ําก็จะเป็นปัญหาใหญ่ที่ตามมา

เรื่องอันหนึ่งที่เป็นเรื่องที่ดีก็คือการบริหารจัดการ ซึ่งผมเรียนว่าหลาย ๆ ข้อ ที่เสนอดี ดีเกือบหมดเลย แต่มี ๒ ข้อที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่อยากจะให้คําแนะนําก็คือเรื่อง เอสอีเอ เรื่องเอสอีเอด้วยความห่วงใยจริง ๆ มองดูเหมือนกับโลจิก (Logic) เป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าท่านอิมพลีเมนท์ (Implement) เมื่อไร โครงการหลาย ๆ โครงการของภาครัฐที่ท่าน พูดถึงว่ารัฐควรจะทําจะต้องชะลอออกไปหมด เช่น โครงการรถไฟฟ้าที่กําลังดําเนินการอยู่ แล้วก็มีแผนว่าจะตอกเข็มประมาณสิ้นปีนี้หรือปลายปีหน้า ถ้าเราจะต้องมีเอสอีเอออกมา เราจะต้องไปศึกษาว่าเอสอีเอมันคืออะไร จะทําอย่างไร แม้กระทั่งโครงการของรัฐวิสาหกิจ เช่นการสร้างโรงไฟฟ้า หรือว่าโครงการที่เป็นการร่วมทุนระหว่างรัฐกับเอกชน อันนี้ก็อาจจะ ส่งผลกระทบ เพราะเราต้องไปดูเอสอีเออีกเหมือนกัน มีการพูดถึงเรื่องอีไอเอ การปฏิรูปอีไอเอ อีเอชไอเอ อันนี้เป็นเรื่องที่ดี ผมเคยเป็นกรรมการผู้ชํานาญการ ผมเรียนตรง ๆ ว่า การพิจารณารายงานอีไอเอก็เป็นเรื่องที่หนักอกเหมือนกัน เพราะว่าข้อมูลบางอย่าง ข้อมูล ที่ไม่ค่อยถูกต้อง เราควรจะไปทําให้ผู้จัดทํารายงาน คือที่ปรึกษามีคุณสมบัติของคนทํา รายงาน แล้วก็มาตรฐานของการทําให้ดีกว่านี้ ส่วนในเรื่องของอีไอเอ เอสอีเอ ผมก็เรียนว่า อยากให้ระมัดระวังว่าเราควรจะทําหรือไม่ทําอย่างไร เพราะว่าวันนี้เราได้ใส่เรื่องเอสอีเอ เข้าไปในร่างรัฐธรรมนูญหลายที่มาก ออกมาก็กลัวว่าจะเกิดปัญหา

ส่วนอีกอันหนึ่งที่เป็นเรื่องที่ดีก็คือเรื่องของเอ็นไวรอนเมนทอล อีโคโนมิกส์ (Environmental economics) ในการเอาเรื่องของการดูแลเรื่องเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อม เข้ามาจับ หลาย ๆ เรื่องได้คุยกันมาเป็น ๑๐ กว่าปีแล้ว อย่างเรื่อง ๓ พีอย่างนี้ คนที่ก่อมลพิษก็ ต้องเป็นคนจ่าย ก็ไม่ได้ทําสักที การใช้ระบบเอ็นไวรอนเมนทอล แอคเคาท์ติง (Environmental accounting) ก็เป็นเรื่องที่ดีรวมไปถึงการที่จัดทําให้มีเรื่องของบรรษัทภิบาล ในเรื่องของสิ่งแวดล้อม สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ดีหมดก็อยากจะฝากว่าดีอยู่แล้ว แต่ทั้งหมดมีเรื่องหนึ่ง ที่ผมคิดว่าต้องนําไปพิจารณาก็คือว่าจะทําอย่างไรให้เกิดความสําเร็จ ก็คือการผลักดันให้เกิด ความสําเร็จ เราเขียนเรื่องเหล่านี้มา ๒๐ กว่าปีแล้ว แต่ทําจริงทําไม่ได้ ผมคิดว่า ทางกรรมาธิการควรจะไปดูเรื่องนี้สักนิดหนึ่งว่า ท่านจะผลักดันหรือว่าปฏิรูปอย่างไรทําให้ เกิดความสําเร็จขึ้นมาได้ครับ ขอบคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญ พลเรือเอก ศุภกร บูรณดิลก ครับ

พลเรือเอก ศุภกร บูรณดิลก 🔗

เรียนท่านประธาน คณะกรรมาธิการ และเพื่อนสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่านครับ กระผมจะขออภิปรายรายงานของ คณะกรรมาธิการ ซึ่งเท่าที่ศึกษาก็เห็นว่าเป็นรายงานที่ดี เรียบร้อย ครอบคลุมเรื่องที่ เกี่ยวข้อง แม้ว่าในตอนท้าย ๆ โดยเฉพาะในหัวข้อการเสนอแนะแม้จะกว้างไปหน่อย แต่ก็ อ้างได้ว่าเป็นเชิงนโยบาย แต่อย่างไรก็ดีก็คาดว่าในรายงานฉบับสมบูรณ์น่าจะลงรายละเอียด ให้มากกว่านี้ ทั้งในการบริหารจัดการรายสาขาและในภาพรวม ท่านประธานและเพื่อน สมาชิกครับ ผมจะกล่าวเจาะประเด็นลงไปในเรื่องของทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ที่ทาง รายงานได้ศึกษาในประเด็นปัญหาซึ่งประกอบด้วยเรื่องของชายฝั่ง ที่น่ากลัวมากในเรื่อง การกัดเซาะถ้าไม่ทําอะไร ทางภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย โดยเฉพาะตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชลงไป คงเกิดปัญหาในไม่ช้าแน่ เรื่องของป่าชายเลนที่ลดลงอย่างมากถึง ๑,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ภายใน ไม่กี่ปี ซึ่งสาเหตุสําคัญที่ผ่านมา รวมทั้งในเรื่องการกัดเซาะชายฝั่งก็น่าจะเป็นในเรื่องของนากุ้ง เรื่องของขยะในทะเลที่มีต้นตอทั้งจากชายฝั่งและจากทะเล เรื่องของทรัพยากรชายฝั่ง ที่นับวันว่าจะเสื่อมโทรมลงทุกวัน และที่สําคัญที่ท่านศึกษาคือเรื่องการทําประมงผิดกฎหมาย อิลลิกอล (Illegal) แต่ท่านยังไม่ได้ลงลึกมากนักในเรื่องของอันคอนโทรลเลด (Uncontrolled) และอันรีพอร์ต (Unreported) ก็คือไอยูยู (IUU) ที่กําลังเป็นข่าวอยู่ คือเรื่องประมงนี้ ผมคิดว่าที่ท่านแตะเล็กน้อย ทําไมท่านแตะเล็กน้อย คือกล่าวเฉพาะในเรื่องของการทําประมง ในพื้นที่ห้าม การประมงโดยใช้เครื่องมือที่ห้าม ก็ไม่ได้กล่าวถึงปัญหาประมงในน่านน้ําได้ ตรงประเด็นมากนัก คือในเรื่องของโอเวอร์ ฟิชชิง (Over fishing) ผมคิดว่าที่แตะเล็กน้อยเหล่านี้ ก็เป็นเพราะว่าท่านคิดเฉพาะในเรื่องของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง คงไม่อยากจะ ก้าวก่ายไปในเรื่องของกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ของกรมเจ้าท่า กระทรวง คมนาคม หรือแม้กระทั่งกระทรวงแรงงาน ท่านประธานและคณะกรรมาธิการ ตลอดจน เพื่อนสมาชิกครับ เมื่อกล่าวถึงทรัพยากรทางทะเล ปกติแล้วเขาจะแบ่งเป็นทรัพยากรที่มีชีวิต ซึ่งได้แก่ สัตว์น้ําต่าง ๆ ซึ่งเรื่องใหญ่ของเราก็คือทําอย่างไรในเขตเศรษฐกิจจําเพาะ จะมีปลา มากพอที่จะเป็นแหล่งอาหารและแหล่งทํามาหากินได้อย่างยั่งยืน เดิมเขามียุทธศาสตร์สําคัญ คือการรักษาของเราไว้นาน ๆ ให้วงจรชีวิตมีสมดุล และส่งเสริมให้ไปใช้ของประเทศอื่น หรือไปหาแหล่งจับปลาในทะเลหลวง หญ้าทะเลและปะการังซึ่งทางอาจารย์ธรณ์ ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม หวงหนักหนา ก็เป็นทรัพยากรที่มีชีวิต เมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วเมื่อผม รับราชการอยู่ที่จังหวัดสงขลา ผมก็เป็นนักอนุรักษ์คนหนึ่ง ก็เคยนําชาวบ้านดําน้ํา วางทุ่นผูกเรือ เก็บขยะใต้น้ําเหมือนกันแทบทุกเสาร์-อาทิตย์ ป่าชายเลนก็จัดเป็นทรัพยากรทางทะเลที่มี ชีวิตครับ สําหรับทรัพยากรทางทะเลอีกประเภทที่เขาจัดกันก็คือทรัพยากรที่ไม่มีชีวิต ซึ่งก็คือ ปิโตรเลียมของกระทรวงพลังงานซึ่งปัจจุบันเราก็มีแท่นขุดเจาะในอ่าวไทยถึง ๒๒๕ แท่น และที่ไม่ค่อยจะพูดถึงกันมากคือแหล่งแร่ในทะเล ซึ่งอยู่ในความดูแลของกระทรวง อุตสาหกรรม ทุกท่านครับ ตามที่ในรายงานได้เรียนให้ทราบ ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ของประเทศไทย ซึ่งท่านกรรมาธิการก็ได้เรียนให้ทราบแล้ว มีพื้นที่ครอบคลุมมากกว่า ๓๐๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร มีความยาวชายฝั่งประมาณ ๓,๐๐๐ กิโลเมตรหรือประมาณ ๑,๕๐๐ ไมล์ทะเล มีป่าชายเลนถึง ๑.๕ ล้านไร่ มากครับ เป็นพื้นที่ที่มากจริง ๆ

เท่าที่ผมได้กล่าวมาทั้งหมดนี้หลายท่านคงจับประเด็นได้แล้วว่าผมจะ เสนอแนะอะไร ผมอยากจะแนะนําให้ท่านกรรมาธิการ คือในการจัดทํารายงานครั้งต่อไป อยากให้ลองพิจารณาดู อันนี้เป็นแค่แนะนําหากกระทําได้ คือการอนุรักษ์ทรัพยากรในทะเล ทะเลชายฝั่ง ขอย้ํานะครับ ในการอนุรักษ์ทรัพยากรในทะเล ทะเลชายฝั่งและบนชายฝั่งทะเล องค์กรของรัฐในการบริหารงานมันน่าจะรวมกันเป็นหน่วยเดียวที่ผมได้กล่าวมา ผมเอ่ยถึง กระทรวงมากมายเหลือเกิน หากมารวมกันเป็นหน่วยงานในการอนุรักษ์ทางทะเลหน่วยเดียว เป็นไปได้ไหมครับ หลายประเทศเขามี โดยรวมหน่วยงานการรักษาผลประโยชน์และอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าไป รวมเป็นกระทรวงทะเล นี่คือข้อแนะนําของผม ก็ลองพิจารณาดู และสุดท้ายผมขอเรียนว่าทะเลนั้นเป็นแหล่งที่มีคุณค่าอย่างมหันต์ต่อมนุษยชาติ นอกจากจะ เป็นแหล่งท่องเที่ยวแล้ว ยังจะเป็นแหล่งอาหาร แหล่งพลังงาน ตลอดจนใช้เป็นเส้นทาง คมนาคมค้าขายติดต่อไปมา รวมทั้งใช้ในการป้องกันประเทศ ปัจจุบันประมาณร้อยละ ๙๕ ของสินค้า รวมทั้งน้ํามันทั้งโลกที่ใช้ในการขนส่งกัน เขาใช้การขนส่งทางทะเลครับ ผมขอจบ การอภิปรายแต่เพียงเท่านี้

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภา ปฏิรูปแห่งชาติ ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภา ปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านธีรศักดิ์ พานิชวิทย์ ค่ะ

นายธีรศักดิ์ พานิชวิทย์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านคณะกรรมาธิการปฏิรูประบบบริหารการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ท่านประธานครับ ผมมีประเด็นที่อยากจะนําเรียนไปยังท่านคณะกรรมาธิการอยู่ ๓-๔ ประเด็นด้วยกัน

ประเด็นแรกเป็นประเด็นสภาพปัญหาของผลกระทบที่มีต่อการจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติ ประเด็นที่ ๑ ซึ่งผมอยากจะนําเรียนผ่านไปยังท่านกรรมาธิการ สิ่งที่ผม ได้พยายามศึกษาจากเอกสารที่ท่านได้นําเสนอ ซึ่งเป็นเอกสารที่ดี ผมคิดว่าประเด็นที่ ๑ มาจากปัญหาในเรื่องของกระบวนการการจัดการซึ่งมีองค์ประกอบเกี่ยวกับเรื่องกฎหมาย และแนวทางปฏิบัติในการดําเนินนโยบายของภาครัฐในเรื่องของการกํากับและดูแล การอนุญาตให้มีการประกอบกิจการต่าง ๆ หรือการลงทุนของภาครัฐ เอกชน ที่ทําให้กระทบ ต่อทรัพยากรธรรมชาติ

ประการที่ ๒ ผมคิดว่าการดําเนินการของภาครัฐนั้นในอดีตที่ผ่านมานั้น มุ่งเน้นในการดําเนินการที่ยังขาดกระบวนการการตัดสินใจกับชุมชนท้องถิ่น ซึ่งทําให้เกิดมี ผลกระทบต่อการจัดการทรัพยากรธรรมชาติในระดับพื้นที่ค่อนข้างมาก

ประเด็นที่ ๓ ผมคิดว่านโยบายของรัฐนั้นมิได้คํานึงถึงการที่จะเพิ่มกลไกของ การให้มีทรัพยากรธรรมชาติเพิ่มขึ้นหรือมีความมั่นคงมากขึ้น เราเป็นเพียงมุ่งเน้นในเรื่องของ การอนุรักษ์กับการใช้ทรัพยากรให้เกิดความคุ้มค่าและความสมดุล

ข้อเสนอที่ผมอยากจะนําเรียนผ่านท่านประธาน คงมีอยู่สัก ๔ ประเด็น ด้วยกัน

ประเด็นที่ ๑ ผมคิดว่าวันนี้เราคงต้องมาดูเรื่องกฎหมายกันใหม่ ในกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาตินั้น ผมคิดว่าสิ่งที่จะต้องเพิ่มก็คือเรื่องมาตรการ ในการที่จะเป็นกลไกกํากับหรือการตรวจสอบกลไกภาครัฐ หรือกลไกของหน่วยงานที่ทําเรื่อง ของการศึกษาผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อมหรือการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ

ประการที่ ๒ ผมคิดว่าเรื่องการจัดการทรัพยากรธรรมชาตินั้นเป็นเรื่องสําคัญครับ เราต้องยอมรับความจริงว่าวันนี้องค์กรภาครัฐนั้นไม่ได้มีขีดความสามารถที่จะขับเคลื่อน การจัดการทรัพยากรธรรมชาติหรือการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติได้เพียงลําพัง ผมคิดว่า กลไกของการกระจายอํานาจเป็นเรื่องสําคัญ การกระจายอํานาจที่ผมพูดถึงในประเด็นนี้ก็คือว่า ไม่ได้บอกว่ากระจายอํานาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่ผมคิดว่าจะต้องเป็น การกระจายอํานาจให้กับองค์กรหรือทรัพยากรที่เป็นกลไกภาคสังคมในระดับพื้นที่ทุกระดับ วันนี้ต้องยอมรับความจริงว่าภาคประชาชนนั้นมีความจําเป็นที่ภาครัฐจะต้องเข้ามาสนับสนุน ให้เขาเป็นหน่วยหนึ่งของการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติในระดับพื้นที่ สิ่งเหล่านี้จะเป็นกลไกหนุนเสริมให้การขับเคลื่อนการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาตินั้น มีประสิทธิภาพ แล้วก็มีความมั่นคงในอนาคต ดังนั้นประเด็นที่ ๒ ผมอยากจะเสนอหลักการ ของการกระจายอํานาจ หน่วยงานที่มีอยู่

ประการที่ ๓ เรื่องการพัฒนาองค์ความรู้ ภาคประชาชนและเยาวชน เรื่อง การจัดการทรัพยากรธรรมชาติเป็นเรื่องหนึ่งซึ่งคนไทยนั้นมีความรู้น้อยในเรื่องของการ อนุรักษ์ แต่มีความรู้มากในการใช้โดยเฉพาะการใช้แล้วไม่เกิดผลประโยชน์หรือการใช้แล้ว มาเกิดผลกระทบต่อพี่น้องประชาชน ดังนั้นผมคิดว่าวันนี้ถึงเวลาที่กระทรวงศึกษาธิการต้องมี การกําหนดเป็นวิชาหลักในการจัดการ เพราะว่าทรัพยากรธรรมชาตินั้นไม่ได้กระทบเฉพาะ ประเทศไทยครับ เมื่อเกิดขึ้นวันนี้มันกระทบทั้งโลก ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยวันนี้ ชัดเจน เรื่องภาวะโลกร้อน จริง ๆ ประเทศไทยก็ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งที่จะไปทําให้เกิดภาวะโลกร้อน มากนัก แต่ถามว่ามันเกิดขึ้นมาจากนานาประเทศที่ร่วมกันให้เกิด ดังนั้นความรู้ของพี่น้องประชาชน ความรู้ของเยาวชนนั้นเป็นกลไกหนึ่งของการที่จะสร้างจิตสํานึกใหม่ให้กับพลเมืองรุ่นใหม่

ประการสุดท้าย คือการกําหนดนโยบายด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม ผมคิดว่า วันนี้ทุกระดับจะต้องมีการแบ่งภารกิจให้มีความชัดเจน เรื่องขยะ วันนี้ท่านพูดถึงเรื่องปัญหาขยะ เป็นไปได้ไหมที่ท่านกําหนดว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในอนาคตมีหน้าที่บริหารจัดการขยะ และทําหน้าที่ในการลดปริมาณขยะที่เกิดขึ้นในชุมชน ไม่ได้บอกว่ามีหน้าที่เก็บขยะ อย่างเดียวครับ

ประการที่ ๒ การเพิ่มพื้นที่ป่า จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีนโยบายที่ชัดเจน ที่ต้องให้ชุมชนมีหน้าที่เพิ่มทรัพยากรธรรมชาติ ไม่ได้บอกว่าภาครัฐจะต้องเป็นฝ่าย ดําเนินการฝ่ายเดียว

ประการที่ ๓ ก็คือว่านโยบายระดับพื้นที่นั้นผมคิดว่าวันนี้จําเป็นต้องมี นโยบายของการทบทวนการประเมินผลการดําเนินการในระดับพื้นที่ ไม่ใช่วันนี้เราไป ประเมินแต่การดําเนินการนโยบายภาครัฐที่เป็นระดับบนอย่างเดียว ระดับพื้นที่เป็นระดับ ที่จะทําให้เกิดจุดเปลี่ยนของการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เพราะฉะนั้นผมคงขออนุญาต นําเสนอรายละเอียดไว้เพียงเท่านี้ แล้วก็ขอบคุณคณะกรรมาธิการเป็นอย่างสูงที่ได้จัดทํา รายงานปฏิรูปในครั้งนี้ แล้วก็เป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนอย่างมาก ขอบคุณ ท่านประธานครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ แล้วก็สมาชิก ๕ ท่านถัดไปจะมีศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ท่านดอกเตอร์ไวกูณฑ์ ทองอร่าม ท่านเตือนใจ สินธุวณิก ท่านดอกเตอร์หาญณรงค์ เยาวเลิศ แล้วก็ท่านวิชัย ด่านรุ่งโรจน์ ค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ค่ะ

ศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ท่านกรรมาธิการ ผม นายกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ สปช. หมายเลข ๑๐ ผมคิดว่ารายงานฉบับนี้เป็นรายงานที่สมบูรณ์ครบถ้วน เอาบริบทของทั้ง กฎหมาย ปฏิบัติเข้ามารวมด้วย ซึ่งผมก็อยากจะขอฝากประเด็นที่จะไปทําให้รายงานฉบับนี้ มีผลมากขึ้น และผมหวังว่าในตอนที่ท่านนําเข้ามาในคราวหน้าก็จะมีมาพร้อมกฎหมาย เรื่องหนึ่ง ที่ผมอยากจะแสดงความเห็นคือเรื่องของกฎหมาย ซึ่งมันมีอยู่หลายฉบับมาก คล้าย ๆ กับ ทุกเรื่องที่ สปช. เสนอ จะมีกฎหมายที่อยู่กันคนละที่คนละทาง คนละยุค และบางทีกฎหมาย ก็ขัดแย้งกัน ถ้าหากจะเป็นไปได้ดูข้อเสนอบางเรื่องที่ท่านประธานกรรมาธิการเสนอเรื่องของ การรวบรวมกฎหมาย เป็นประมวลกฎหมายสิ่งแวดล้อม ซึ่งผมว่าอันนี้ดีมากถ้าทําได้ ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่จะต้องบูรณาการทุกภาคส่วนของกระทรวงที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ที่จะเอากฎหมายมารวมกัน รวมถึงเรื่องของสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เรื่องของขยะ ถ้าทําได้ก็จะ เป็นสิ่งที่ดีมาก

แล้วก็อันต่อมาที่สําคัญก็คือการบังคับใช้กฎหมายที่ท่าน ขออนุญาตเอ่ยนาม สยุมพร ลิ่มไทย ที่เสนอไปแล้วเรื่องของการที่จะให้มีศาลสิ่งแวดล้อม ผมคิดว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องใหญ่ แล้วก็จะต้องดูอย่างดี ซึ่งผมเห็นด้วยว่ากระบวนการบังคับใช้กฎหมายของเรา จะมีปัญหามาก ทําอย่างไรเมื่อมีกฎหมายแล้วเราจะไม่มีกฎหมายที่เฟ้อ บังคับใช้ไม่ได้ และประชาชนไม่สามารถเข้าถึงการบังคับใช้กฎหมายทุกภาคส่วน ในขณะเดียวกันก็จะต้อง ไม่เป็นภาระเกินสมควรกับภาคเอกชนที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย การร่างกฎหมายใด ๆ ก็ตาม ซึ่งผมยินดีอย่างยิ่งที่ท่านเห็นบทบาทของเอกชนที่จะเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่เรื่องอีไอเอ ตั้งแต่หลาย ๆ เรื่อง ซึ่งผมคิดว่าเรื่องนี้สําคัญ การร่างกฎหมายในอนาคตต่อไปอยากจะให้ ท่านรับฟังความเห็นจากเอกชนที่มีส่วนร่วม อาจจะเป็นผู้ที่ก่อให้เกิดมลภาวะก็ได้ หรือผู้ที่ ลงทุนก็ได้ แล้วประชาชนในชุมชนที่จะฟังรอบด้าน การฟังความข้างเดียวอันตรายมาก คือ ออกกฎหมายบางทีนี่เราก็เกิดปัญหาเรื่องการลงทุน เอกชนเองก็เกิดความไม่แน่ใจระยะเวลา สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะกราบฝากเรียนก็คือว่า เมื่อมีบทบัญญัติกฎหมายใด ๆ ก็ตาม การกําหนดกรอบเวลาซึ่งแม้ว่าเราจะมี พ.ร.บ. ความสะดวก เราก็ควรจะกําหนดกรอบเรื่อง ของกําหนดระยะเวลาในแต่ละเรื่องแต่ละราวที่ผู้เกี่ยวข้องขอใบอนุญาตหรือขอความเห็น ผมคิดว่าเรื่องนี้ก็มีความสําคัญ เพราะว่าถ้าออกกฎหมาย มีกฎหมายดีแล้ว การบังคับใช้ กฎหมายไม่สามารถทําได้ ซึ่งอาจจะต้องรวมถึงกระบวนการตั้งแต่ชั้นสอบสวน สืบสวน แล้วก็ถึงชั้นศาลนี่ต้องเป็นอยู่ในกรอบเดียวกัน เพราะจะไปฝากไว้ที่ศาลอย่างเดียวก็คงไม่ได้ เพราะว่าประชาชนจะต้องมีความเข้าใจเรื่องนี้ด้วย

เรื่องอันหนึ่งที่ผมคิดว่าสําคัญคือเรื่องภาษีอากร ซึ่งเราพูดกันเยอะมาก อันนี้ เสนอเยอะมาก ผมคิดว่าเรื่องครอส คัทติงนี่สําคัญมาก ถ้าท่านอยากจะทําเรื่องภาษีอากร ภาพรวมการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนนี่อยากจะคิดว่าทางคณะกรรมการเศรษฐกิจการเงิน การคลังนี่พร้อมจะให้ความร่วมมือเอาข้อมูลต่าง ๆ เสนอร่วมกันเป็นแพ็คเกจ (Package) เข้าไปที่รัฐบาล แล้วตอนนี้รัฐบาลก็มีคณะกรรมการปฏิรูปภาษีอากร ผมเห็นด้วยว่าเราน่าจะ มีกฎหมายเรื่องของภาษีสิ่งแวดล้อม ใครผู้ก่อผู้นั้นต้องเสียซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มาก ออกให้ ชัดเจน กําหนดหน่วยงานให้ชัดเจนว่าภาษีนั้นจะไปอยู่ที่ใด บางส่วนหรือว่าไปอยู่ที่ท้องถิ่น ที่เกิดมลภาวะ ส่วนกลาง หรือกองทุนเพื่อจะช่วยเหลือผลกระทบจากสิ่งแวดล้อม ผมคิดว่า เรื่องนี้มีความสําคัญมากที่จะต้องมีการได้กรรมาธิการกลุ่มอื่นเข้ามาช่วยเสนอแนะให้การ เสนอกฎหมายนั้นสมบูรณ์

เรื่องสุดท้ายที่ผมคิดว่าสําคัญก็คือเรื่องของการที่เราพูดถึงทรัพยากร และสิ่งแวดล้อมที่ของรัฐ อาจจะไม่ค่อยเกี่ยวข้องโดยตรงนักว่าที่ต่าง ๆ ที่อยู่ในของรัฐบาล แล้วมีเอกชนบางคนเข้าไปรุกล้ําหรือด้วยอะไรก็ตาม เราจะทําอย่างไรที่ให้เอกชนเหล่านั้น มีส่วนร่วมในการรักษาสภาพแวดล้อม การบุกรุกที่ต่าง ๆ เกิดขึ้นด้วยความจงใจหรือด้วย ความที่เขาอยู่มาก่อน อันนี้ก็อาจจะเกี่ยวข้องกับเรื่องโฉนดชุมชน ป่าชุมชน ซึ่งผมคิดว่า เรื่องนี้การดูให้ประชาชนที่อยู่ในท้องที่ต่าง ๆ ไม่ว่าเกาะแก่งหรือป่าไม้ที่จะมีส่วนร่วมในการ รักษาสิ่งแวดล้อม ผมคิดว่ารายงานฉบับนี้ถ้านําเข้ามาในคราวถัดไปมีกฎหมายชัดเจนจะเป็น คุณูปการกับสิ่งแวดล้อมของสังคมไทย แล้วผมก็หวังว่าท่านประธานซึ่งเป็นปลัดกระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสามารถจะทําเรื่องนี้ต่อไปได้ เพราะว่าสิ่งที่สําคัญคือ ราชการที่จะทําต่อไป สปช. เสนอแล้วก็อาจจะแล้วไป แต่ผมคิดว่าอันนี้จะเป็นสิ่งที่จะสร้าง ความยั่งยืนกับประเทศไทยต่อไป ขอบพระคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านดอกเตอร์ไวกูณฑ์ ทองอร่าม ค่ะ

นายไวกูณฑ์ ทองอร่าม

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ ท่านกรรมาธิการ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ผม ไวกูณฑ์ ทองอร่าม สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ จังหวัดจันทบุรี ผมได้ศึกษาและได้อ่านแนว ทางการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็อยากจะได้มีข้อสังเกตและแนวทาง ในการที่จะเสนอการปฏิรูปเนื่องจากไม่พบว่าท่านได้มีการศึกษาเรื่องนี้ เรื่องดังกล่าวคือ ปัญหาความสมดุลทางการใช้หรือการอยู่อาศัยระหว่างมนุษย์กับช้างป่าครับ ซึ่งเป็นปัญหา ที่เราอาจจะมองเหมือนปัญหาจิ้งจก แต่จิ้งจกตัวนี้มันโตขึ้นทุกปี ๆ จนเป็นจระเข้ไปแล้ว ปัจจุบันนี้ ไม่ใช่จังหวัดจันทบุรีจังหวัดเดียวที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาความไม่สมดุลในการ ใช้ทรัพยากรป่าไม้ มนุษย์ และช้างป่าเท่านั้น หลายจังหวัดในประเทศไทยได้รับผลกระทบ ดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดสงขลา จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดเพชรบุรี โคราช หลาย ๆ จังหวัด ดังกล่าว ในจังหวัดจันทบุรีขณะนี้มีช้างป่าอยู่ในตําบลพวา อําเภอแก่งหางแมว ประมาณ ๔๐๐ เชือก พื้นที่ติดกันวันดีคืนดีก็ยกขบวนหรือลงมาในสวนผลไม้ของประชาชนของ ชาวบ้านได้รับผลกระทบค่อนข้างมาก บางครั้งก็ถึงกับชีวิตกับผู้ประกอบการหรือชาวบ้าน ซึ่งจากสิ่งดังกล่าวนั้นย่อมก่อให้เกิดผลกระทบระหว่างช้างกับคน กล่าวคือคนก็จะมี ความโกรธแค้น หาทางป้องกันทรัพย์สินตนเอง ช้างก็ต้องเอาตัวรอดเพื่อที่จะสามารถ ดํารงชีวิตอยู่ได้ให้รอดตลอดรอดฝั่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฤดูแล้ง ถ้าท่านประธานสภาจะจําได้ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นไม่นาน ช้างโขลงหนึ่งตัดออกจากช่องเขาชะเมาข้ามถนนบ้านบึง-แกลง คันแรกรถยนต์ปาเจโร่ ราษฎรจังหวัดจันทบุรีชนเต็มที่เลยชีวิตทั้งรถ ๔ คน ๖ ล้อตามมา ยังดีที่เบรกทันกะทันหัน รถปิกอัพตามรถ ๖ ล้อมาอีกคัน ไม่รอด อีก ๒ ศพ เป็น ๖ ชีวิต สิ่งที่สูญเสียเหล่านี้ถ้าเป็นลูกหลานหรือญาติพี่น้องเราเราจะรู้สึกอย่างไร สิ่งนี้รัฐคุ้มครอง แต่รัฐปล่อยให้ออกมาทําให้ประชาชนหรือราษฎรได้รับความเสียหายอย่างยิ่งยวด เงินชดเชย นิดหน่อยครับ ช้างป่าลงมาที่สวน ไร่ หรือทําลายพืชผลก็จ่ายชดเชยไร่ละ ๑,๑๐๐ บาท ถ้าตายศพละ ๕,๐๐๐ บาท สิ่งเหล่านี้รัฐจะต้องได้ดูปัญหานี้อย่างแท้จริงว่าจะจัดการปัญหานี้ อย่างไร กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมคิดว่าขุดคูแล้วป้องกันได้ เอารั้วไฟฟ้ามา แล้วจะสามารถป้องกันได้ ป้องกันไม่ได้ ช้างเป็นสัตว์ฉลาด เมื่อมีคูป้องกันเขาก็จะแทงดินลงไป หรือดันไม้เข้ามา แล้วในที่สุดก็จะไต่ข้ามเข้าไปในไร่ สวนของประชาชน รั้วไฟฟ้าเช่นเดียวกันก็จะมีช้างตัวหนึ่ง เมื่อเราไปทําอะไร ช้างนําหน้ามีอยู่ตัวหนึ่งมาสังเกต ช้างพวกนี้ชาวจันทบุรีเขาเรียกว่า ช้างบูรพาพยัคฆ์ คอยดูภัยอันตราย แล้วในที่สุดก็จะจัดการกับสิ่งที่เราไปป้องกัน แล้วไม่ใช่ จะลงมาในเฉพาะชายขอบของราษฎรที่อยู่พื้นที่ติดป่า ในขณะนี้มีช้างบางโขลงลงมายัง อําเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี ในเวลาค่ําคืน ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาใหญ่หลวงต่อทั้งการสัญจร และความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน เราคงจะต้องมองปัญหานี้กันอย่าง บูรณาการในหลายภาคส่วน ไม่ใช่เฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่ง และที่สําคัญที่สุดที่ผมจะนําเสนอ คือการจ่ายชดเชยให้กับราษฎรนั้นขอให้มีความสมเหตุสมผล นอกจากนั้นในการจัดการ ปัญหาของช้างนั้นก็คงจะต้องดูความสมดุลของป่า หรือสิ่งที่เราจะให้เขาอยู่อาศัยนั้นว่า มีความเพียงพอหรือไม่ ถ้าหากไม่มีความเพียงพอ อย่างไรก็อยู่ไม่ได้ ทั้งช้างป่า ช้างปล่อย อย่างตําบลพวามีอยู่ ๔๐๐ เชือก อย่างไรก็ต้องลงมา ชาวบ้านอดทน ทนไม่ไหวก็เอายาพิษไปฆ่า ก็เกิดเป็นปัญหามากมาย เพราะฉะนั้นทําอย่างไรเราจะทําให้ทั้งช้างป่าและชาวบ้าน หรือประชาชนอยู่กันได้อย่างสันติสุข โดยเฉพาะเส้นทางบางเส้นทางนั้นที่ช้างเดินบ่อย ๆ หน่วยงานที่รับผิดชอบจะต้องทําอะไรเป็นเครื่องหมาย โดยเฉพาะการบริหารจัดการที่ท่าน กรรมาธิการได้นําเสนอ คือป้องกันไว้ก่อน หรือระวังไว้ก่อน เป็นสิ่งที่ดีที่สุด ท่านระวังเถอะครับ ป้องกันก่อนเถอะครับ อย่าให้มันเกิดปัญหาอย่างที่ผมได้นําเรียนครับ ขอบคุณมากครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านเตือนใจ สินธุวณิก ค่ะ

นางเตือนใจ สินธุวณิก 🔗

กราบขอบพระคุณท่านประธานค่ะ กราบเรียน ท่านประธานและท่านคณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเพื่อน สมาชิกทุกท่านที่เคารพรักค่ะ ดิฉัน นางเตือนใจ สินธุวณิก สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๐๘๔ ก่อนอื่นดิฉันก็ขออนุญาตที่จะกล่าวชื่นชมท่านประธานกรรมาธิการปฏิรูป ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นวาระการปฏิรูปที่ ๒๕ เกี่ยวกับเรื่องของการบริหารจัดการทรัพยากรในวันนี้ จากที่ได้อ่านจากเปเปอร์ (Paper) ของท่านนั้นก็จะเห็นว่า ท่านพยายามที่จะแก้ไข แล้วก็มีประเด็นปฏิรูปอยู่หลายประเด็น ทีเดียวที่คิดว่าตรงกับปัญหาอุปสรรคในปัจจุบันนี้ เกี่ยวกับเรื่องของการบริหารจัดการ อย่างไรก็ตามดิฉันขออนุญาตที่จะกราบเสนอ แล้วก็ชมเชยไปพร้อมกัน

ในประเด็นปฏิรูปที่ ๕.๒ เป็นเรื่องของการปฏิรูประบบ แล้วก็โครงสร้าง องค์กร กฎหมายด้านการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อันนี้ดิฉัน อยากจะขอสนับสนุนเกินร้อยที่ว่า ขอให้ท่านได้ดําเนินการอย่างเป็นรูปธรรม อย่างจริงจัง ในการที่จะเร่งรัดการปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. .... ที่ท่านบอกว่าจะต้องเอื้อต่อการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นของการรับรองสิทธิ ในการเป็นปัจเจกชน ชุมชนท้องถิ่น การกระจายอํานาจ แล้วก็การมีส่วนร่วมของ พี่น้องประชาชน รวมทั้งที่สําคัญก็คือการเพิ่มประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งดิฉัน คิดว่าทางท่านกรรมาธิการทุกท่านคงทราบดีว่าปัจจุบันนี้ข้อบกพร่องของเราในการบริหาร จัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยภาพรวมนั้นก็อยู่ตรงเรื่องของการบังคับใช้กฎหมายให้มีผล อย่างจริงจัง หรือว่าเป็นลอว์ เอ็นฟอร์ซเมนท์ (Law enforcement) นั่นเองนะคะ ก็อยากจะ ขอสนับสนุนท่านเต็มที่ตรงนี้

อีกอันหนึ่งที่ดิฉันอยากจะขอเน้นย้ํา แล้วก็กราบฝากท่าน ขอให้ท่าน ได้ดําเนินการอย่างเป็นรูปธรรมอย่างจริงจัง ก็คือเรื่องของกระบวนการยุติธรรม สร้างความ ยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม อยากจะขออนุญาตกราบเรียนเน้นย้ําเรื่องของการปรับปรุงแก้ไข กฎหมาย เกี่ยวกับการดําเนินคดี แล้วก็เยียวยาความเสียหายด้านสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเรื่อง ของการบังคับคดีด้านสิ่งแวดล้อมด้วย ดิฉันอยากเรียนว่าเราคงได้ยินข่าว ท่านประธานก็คง ได้ยินข่าวว่าก่อนหน้านี้พี่น้องประชาชนในภาคเหนือของเราหมู่หนึ่งนั้นได้ทนทุกข์ทรมาน ที่จะฟ้องร้องศาล กว่าจะได้เงินมาชดใช้เยียวยานั้นเป็นเวลาสิบ ๆ ปี แล้วก็พี่น้องประชาชน เหล่านั้นมีทั้งพิการ บางท่านต่อสู้คดีจนกระทั่งเสียชีวิตไปแล้วยังไม่ได้เงินเยียวยาเลยนะคะ ตรงนี้เป็นหน้าที่ของสภาปฏิรูปแห่งชาติโดยคณะกรรมาธิการของท่านที่จะทําให้การบังคับใช้ กฎหมายนั้นเป็นไปโดยรวดเร็วและยุติธรรมนะคะ

อีกเรื่องหนึ่งที่จะขอกราบฝากไว้ก็คือเรื่องของการที่ท่านบอกว่าจะมีการแก้ไข หรือปรับปรุงกลไกในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้วยการ ปรับปรุง แล้วก็เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการกองทุนสิ่งแวดล้อมค่ะ ซึ่งอันนี้ดิฉันคิดว่า เป็นสิ่งที่ดีอย่างยิ่งทีเดียว เพราะว่ากองทุนสิ่งแวดล้อมนี้ตามที่ท่านได้ศึกษามานั้นก็จะเป็นการ บริหารงานที่จะทําให้สอดคล้องอย่างยิ่งกับการกระจายอํานาจตามที่สภาปฏิรูปแห่งชาติแห่งนี้ โดยคณะกรรมาธิการอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องของการปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นจะได้เพิ่มสิทธิ เสียงและอํานาจของพี่น้องในส่วนท้องถิ่นมากขึ้น ดังนั้นถ้ามีการบริหารจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติแบบครบวงจรไปพร้อมกันนั้นก็จะทําให้เกิดความคล่องตัวแล้วก็เป็น ช่องทางที่จะให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและองค์กรพัฒนาเอกชน และภาคเอกชนนั้น มีส่วนร่วม และได้รับผลประโยชน์จากกองทุนนี้ เพราะว่าจะทําให้เขาสามารถที่จะจัดการ มลพิษ หรือว่าแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นในท้องถิ่นของตัวเองได้อย่างรวดเร็วโดยผ่าน กองทุนสิ่งแวดล้อมนี้

สุดท้ายก็อยากจะขอกราบฝากไว้นิดเดียวว่าอยากจะขอเรียนว่า ขณะนี้ทาง กระทรวงอุตสาหกรรมนั้นได้มีการที่จะมอบรางวัลแล้ว อันนี้เป็นประเด็นที่ ๕.๔ ที่ท่านบอก สร้างความเป็นหุ้นส่วนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสําหรับภาคเอกชน ขณะนี้ดิฉันทราบว่ามีการให้รางวัลแก่หน่วยงานหรือว่าองค์กรเอกชนที่รักษาสิ่งแวดล้อมบ้างแล้ว แต่ว่ารางวัลนี้อาจจะรู้จักกันแค่ในกระทรวงอุตสาหกรรมค่ะ ยังไม่ได้กว้างขวางมาก ดังนั้นก็ ขอกราบฝากว่าทําอย่างไรจะทําให้เป็นรูปธรรมแล้วก็เป็นรางวัลที่สําคัญของชาติ ที่เมื่อ หน่วยงานใดได้รับรางวัลแล้วก็จะเกิดความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลนั้น และมีการ ประกาศเกียรติคุณกันอย่างมากมายทั่วประเทศค่ะ ก็ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานค่ะ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านดอกเตอร์หาญณรงค์ เยาวเลิศ ค่ะ

นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ กรรมาธิการ 🔗

ขอบคุณครับท่านประธานครับ ผม นายหาญณรงค์ ไม่ใช่ดอกเตอร์หาญณรงค์ ขอบคุณครับท่านประธาน ผมคิดว่าประเด็น เรื่องการจัดการทรัพยากรเป็นประเด็นใหญ่ แต่ว่าถ้าฟังจากรายงานท่านอาจารย์ปราโมทย์ ได้กล่าวถึงการจัดการสมดุลใหม่ของการจัดการทรัพยากร แล้วก็มีทั้งปัญหาเรื่องมลภาวะ ปัญหาการลดลง ปัญหาของการแย่งชิง แต่ปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่งก็คือปัญหาเรื่องการจัดการ นี่ล่ะครับเป็นเรื่องหลัก ซึ่งผมคิดว่าที่ผ่านมาไม่ว่าจะเป็นทรัพยากรป่าไม้ ทรัพยากรแร่ เรามอบหมายให้หน่วยงานเป็นผู้ดูแล แต่ขาดกระบวนการมีส่วนร่วมที่ท้องถิ่นที่อยู่ใกล้กับ ทรัพยากรนั้นร่วมเป็นเจ้าของ ฉะนั้นคงไม่แปลกที่ทรัพยากรป่าไม้ลดลงจาก ๗๐ เปอร์เซ็นต์ เหลือเพียง ๒๒ เปอร์เซ็นต์ที่ผ่านมา เพราะเวลาเราประกาศเขตอุทยานแห่งชาติ เขตรักษา พันธุ์สัตว์ป่า เราให้เจ้าหน้าที่ดูแล เราไม่ได้ชวนชุมชนเข้ามาร่วมดูแล ฉะนั้นเวลาชุมชน ไม่ดูแลก็เหมือนชุมชนไม่มีเจ้าของ ฉะนั้นผมคิดว่าคําว่า จัดสมดุลใหม่ จะทําอย่างไรในการ จัดการทรัพยากรตามรายงานนี้ นําไปสู่ข้อเขียน ไปสู่แนวทางปฏิบัติก็คือว่าจะทําอย่างไร ให้ชุมชนหรือประชาชนมีส่วนร่วมว่าทรัพยากรนั้นเขาเป็นเจ้าของด้วย เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ท่านประธานครับ ผมไปที่เขาแผงม้าที่จังหวัดนครราชสีมา ที่อําเภอวังน้ําเขียว เขาแผงม้า เป็นพื้นที่ปลูกป่าของมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าตามพื้นที่ปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติเมื่อปี ๒๕๓๗ หลังจากนั้นคืนให้กรมป่าไม้ วันนี้พื้นที่ปลูกป่าเขาแผงม้าถูกประกาศเป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่า ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเมื่อวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๕๔ ให้ประกาศป่าสงวนภูหลวงในเขตตําบลวังน้ําเขียว อําเภอวังน้ําเขียว จังหวัดนครราชสีมา เป็นเขตห้ามล่าสัตว์ป่าตาม พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า ในข้อประกาศนี้ก็คือว่าห้ามล่าสัตว์ ตามข้อ ๑ ห้ามมิให้ผู้ใดถือครองที่ดิน โค่น เผา ถาง ทําลายต้นไม้ หรือพฤกษาอื่นเพื่อขุดแร่ หินหรือเลี้ยงสัตว์ในเขต หรือเปลี่ยนแปลงทางน้ํา หรือทําให้น้ําลําห้วย ลําหนองท่วมท้น หรือเป็นพิษ อันนี้คือข้อห้ามครับท่านประธาน แต่ปรากฏว่าพื้นที่ปลูกป่า ๕,๐๐๐ ไร่ ที่ผม ไปเห็นเมื่อวานซืนครับ ถูกตัดต้นไม้ประมาณ ๕๐๐ ไร่ในเนื้อที่ ๕,๐๐๐ ไร่ เปลี่ยนถนนเส้นใหม่ ตัดขยายถนนให้กว้างขึ้น ปลูกหญ้ารูซี่เพื่อให้กระทิงมากิน มีกระทิงอยู่ประมาณ ๑๐๐ ตัว ในเขตที่เป็นเขตปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ แต่หน่วยงานวันนี้จัดการใหม่ครับ เมื่อเป็นเขตห้ามล่า แต่ตอนที่มูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าดูแล ร่วมกับชาวบ้านไม่มีสัตว์ป่า ไม่ถูกทําลาย วันนี้พอเราให้หน่วยงานดูแล ปรากฏว่าเอาหญ้ารูซี่ ซึ่งเป็นหญ้าที่สําหรับเลี้ยงวัวพันธุ์ซึ่งมาจากต่างประเทศ เป็นเอเลี่ยน เป็นหญ้าต่างถิ่น ไม่สมควรอยู่ที่นี่ ตอนปลูกป่าก็มีแปลงที่เขาให้ปลูกทั้งหมด แต่มูลนิธิไม่ปลูก เพราะมีหญ้าเฉพาะถิ่น ที่กระทิงกินอยู่แล้ว ผมก็ไม่แน่ใจนะว่าเจ้าหน้าที่ไปถามกระทิงหรือเปล่าว่าชอบหญ้ารูซี่ หรือไม่ หรือว่าต้องการทําเลี้ยงกระทิงเพื่อทําสเต๊กกระทิงหรืออะไรไม่ทราบก็เลยให้กินหญ้ารูซี่ แล้วไม่ทําตอนในครับ ตรงกลางไม่ทํา มาทําอยู่ขอบซึ่งอยู่ใกล้กับไร่ข้าวโพดมันก็ตรงกับที่ท่าน อาจารย์ไวกูณฑ์พูดเมื่อสักครู่ คือแม้แต่ช้างป่า ถ้าอยู่ในเขตป่าไม่เป็นไรครับ แต่ถ้าอยู่ติดกับสวน มันมีปัญหา ลวดไฟฟ้าก็เอาไม่อยู่ครับ แต่นี่อยู่ติดกับที่ทํากินชาวบ้าน คือชวนกระทิงมากินหญ้ารูซี่ ตรงติดกับรั้วชาวบ้าน ผมว่านี่คือการจัดการที่ไม่ขาด ๑. ขาดวิชาการครับ ๒. ก็คือเลอะเทอะ ไม่ได้เป็นไปตามหลักวิชาการ ฉะนั้นผมว่าหน่วยงานต้องตรวจสอบว่า ๑. ได้รับอํานาจจาก อธิบดีในการเปลี่ยนแปลงพื้นที่หรือไม่ คือต้นทุนในการปลูกป่าไร่ละประมาณ ๕,๐๐๐ บาท ประมาณ ๕๐๐ ไร่ ผมคิดตัวเลขเมื่อสักครู่ท่านประธาน ประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่าบาท ที่ลงทุนร่วมกับชาวบ้านในการปลูกป่า แต่วันนี้คุณตัด แล้วก็เปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ นี่คือ อันหนึ่งที่ผมว่าต้องน่าที่อยู่ในการปฏิรูปและสู่การปรับปรุงที่ดีขึ้น เรื่องการแก้ไข พ.ร.บ. สิ่งแวดล้อม ๒๕๓๕ ไม่ใช่สําหรับเรื่องอีไอเอ เรื่องกองทุนสิ่งแวดล้อมซึ่งอยู่ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้ เช่นกัน วันนี้กองทุนมีอยู่ ๒ ประเภท คือให้เทศบาลนําไปใช้ กับให้องค์กรพัฒนาเอกชนขอไปใช้ ประมาณ ๒-๓ ปีที่ผ่านมา องค์กรพัฒนาเอกชนขอไม่เคยได้ครับ ผู้หลักผู้ใหญ่บางคนบอกว่า ทั้งหมดราชการทําหมดแล้ว ไม่ต้องให้องค์กรพัฒนาเอกชนไปทํา แต่มีกองทุนที่เปิดไว้อย่างนี้ มีเงินอยู่ประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาท วันนี้แทบไม่ได้ใช้ครับท่านประธาน ฉะนั้นผมว่า ถ้าปรับปรุง พ.ร.บ. สิ่งแวดล้อม ๒๕๓๕ อันนี้ก็ต้องทํา อีกอันหนึ่งไม่ได้พูดถึงเลยคือ อนุสัญญาระหว่างประเทศ วันที่ ๑ ถึงวันที่ ๙ มีการประชุมอนุสัญญาแรมซาร์ ที่ประเทศ อุรุกวัย ผมถามว่ามีใครทราบบ้างไหมครับ เรามีอนุสัญญาประมาณ ๒๐ กว่าฉบับ วันนี้ไม่มี ใครเรียนรู้เลย คนที่จบปริญญาตรียังไม่รู้ว่าอนุสัญญามันต่างกันตรงไหน ข้าราชการที่เป็นนัก ปกครองก็ยังไม่รู้ ฉะนั้นผมว่าเรื่องนี้ต้องปรับปรุงให้ไปเรียนปริญญาตรีเรื่องอนุสัญญาทุก ฉบับ ประมาณ ๒๐ กว่าฉบับว่ารู้ข้อต่างเป็นอย่างไร ฉะนั้นผมคิดว่ามีเรื่องที่จะต้องปรับปรุง หลายอันก็อยากเสนอไว้แค่นี้ครับ ขอบคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ค่ะ ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านวิชัย ด่านรุ่งโรจน์ ค่ะ

นายวิชัย ด่านรุ่งโรจน์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ และคณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม วิชัย ด่านรุ่งโรจน์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ลําดับที่ ๑๘๒ กระผมนั้นเห็นด้วยอย่างยิ่งกับแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําที่คณะกรรมาธิการ ปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนั้นได้มีประเด็นปัญหาเรื่องการบริหารจัดการ ทรัพยากรด้านน้ําครับ น้ําเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่มีความสําคัญอย่างยิ่งต่อการดําเนิน วิถีชีวิตของคนในชาติ ทั้งในภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม แต่ที่ผ่านมาปัญหาการบริหาร จัดการทรัพยากรธรรมชาติของน้ํานั้นเป็นปัญหาที่เรื้อรังมาโดยตลอด ไม่สามารถจัดการน้ํา ได้อย่างยั่งยืน จะเห็นได้จากปัญหาภัยแล้งและปัญหาอุทกภัยที่เกิดขึ้นเป็นประจําทุกปี จนเกิดเป็นวิกฤติน้ําของประเทศ ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลควรถือเป็นวาระแห่งชาติ ต้องมี การบริหารจัดการน้ําอย่างเป็นระบบ มีแผนแบบแม่บทที่ชัดเจน มีหน่วยงานและองค์กร ดําเนินงานที่ไม่ซับซ้อนเหมือนในปัจจุบัน มีการศึกษาข้อมูลเพื่อรองรับและแก้ไขปัญหา ที่เกิดขึ้น ผมในฐานะ สปช. จังหวัดพิจิตร ได้เห็นถึงปัญหาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ํา เพราะจังหวัดพิจิตรนั้นประสบกับปัญหาภาวะภัยแล้ง และปัญหาอุทกภัยเป็นประจําทุก ๆ ปี อีกทั้งเป็นปัญหาที่รุนแรงมากขึ้นทุกปี ผมขอยกตัวอย่างครับ บึงสีไฟครับเป็นแหล่งบึงน้ําจืด ขนาดใหญ่อันดับ ๓ ของประเทศครับ เป็นพื้นที่ชุ่มน้ําครับ ปี ๒ ปี ๓ ปีที่ผ่านมาจากวิกฤติ ภาวะโลกร้อน ฝนตกน้อยประกอบกับสาเหตุของการกระทําของคน ส่งผลให้บึงสีไฟ เกิดภาวะน้ําแห้งและไฟไหม้บึงครับ สาเหตุไฟไหม้บึงก็จะทําให้พืชสัตว์ที่ตายมาทับถม เป็นซากพืชซากสัตว์ หรือเราเรียกว่า สนุ่น ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่ดีในการเกิดติดไฟง่าย อีกทั้งประชาชนรู้เท่าไม่ถึงการณ์จากการประกอบอาชีพ ไปจับสัตว์น้ํา จับหนู จับงู จับเต่า หรือเก็บผักในบึง อาจเกิดความประมาทเลินเล่อในการที่ไปทิ้งก้นบุหรี่หรือจุดไฟเผาป่า เมื่อไฟยังดับไม่สนิทก็เกิดไฟไหม้ลุกลาม มีหน่วยงานที่รับผิดชอบในการพัฒนาบึงสีไฟ มีหลายหน่วยงานครับท่านประธาน และเกิดกรณีทํางานอย่างซ้ําซ้อนกัน เช่น มีกรมเจ้าท่า มีกรมประมง กรมทรัพยากรน้ํา และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่รับผิดชอบในพื้นที่ ต่างคน ต่างนําเอางบประมาณมาพัฒนาบึงสีไฟ ที่ผ่านมามีการศึกษาข้อมูลแต่ไม่มีการนําข้อมูลมาใช้ ให้เป็นประโยชน์ ไม่มีแบบแผนที่ชัดเจน ซึ่งเหมือนกับปัญหาของประเทศต่างคนต่างทํา นอกจากนี้แล้วยังมีสภาพปัญหาที่เกิดจากการบริหารจัดการน้ําในเขตจังหวัดพิจิตรอีกหลายอย่าง ด้วยกัน ขอกราบเรียนว่าพื้นที่ทางด้านตะวันออกของแม่น้ําน่านอยู่ห่างจากแม่น้ําน่านในเขต อําเภอสากเหล็ก อําเภอวังทรายพูน อําเภอทับคล้อ อําเภอดงเจริญ ไม่มีแหล่งน้ํา จึงเกิด ปัญหาภาวะแล้งทุกปี แล้วก็ยังมีในเขตของแม่น้ํายม จะแห้งคอดตลอดสายลําน้ํา เนื่องจาก ไม่มีแหล่งต้นทุนน้ําเหมือนแม่น้ําน่านที่มีทั้งเขื่อนสิริกิติ์และเขื่อนแควน้อย และยังมีการตั้ง สถานีสูบน้ําอีกจํานวนมาก น้ําใช้ในการเกษตรจึงแห้งแบบรวดเร็วในแม่น้ํายมที่ท่านจะ ฟังข่าวตลอดว่าแม่น้ํายมขณะนี้แห้งมาตั้งแต่เดือนมกราคมเป็นต้นไปแล้ว สาเหตุปัญหา ดังกล่าวท่านประธาน ปัจจุบันนี้มีหลายหน่วยงานที่ทํางานซ้ําซ้อน ต่างคนต่างทําทําเป็นแห่ง ๆ ไม่มีการบูรณาการร่วมกัน ถ้าเป็นเช่นนี้แล้วการพัฒนา ๑๐ ปี ๑๐๐ ปี มันก็ไม่จบหรอกครับ ท่านประธาน และไม่สามารถที่จะแก้ปัญหาได้ ที่ผมกล่าวว่าหน่วยงานนั้นหมายถึงหน่วยงาน อะไรบ้าง มีหน่วยงานกรมชลประทาน หน่วยงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมเจ้าท่า กรมพัฒนาที่ดิน กรมโยธาธิการและผังเมือง แล้วก็หน่วยงานของจังหวัด แล้วก็ อปท.

๒. แต่ละหน่วยงานไม่มีแผนแม่บทที่ชัดเจนครับท่านประธาน ทําเพื่อให้ โครงการเสร็จตามงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรโดยไม่มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลเท่าที่ควร

๓. เปลี่ยนรัฐบาลบ่อย เรื่องปัญหานี้คือเปลี่ยนบ่อย แล้วก็ทําให้หน่วยงาน ของรัฐต้องทําโครงการเพื่อตอบสนองนโยบายของรัฐบาลโดยไม่คํานึงถึงแผนแม่บท

วิธีแก้ไขปัญหาครับท่านประธาน

๑. ต้องหาผู้รับผิดชอบให้ชัดเจน ปัจจุบันทําแบบไม่มีทิศทาง ต้องฟื้นฟูใหม่ ทั้งหมด กําหนดแผนแม่บทให้ทั้งหมด ทั้งระบบ

๒. ต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการน้ําไม่ให้เกิดอุทกภัยและภัยแล้ง ซ้ําซาก และสนับสนุนภาคการเกษตร ตัวอย่างครับท่านประธาน แม่น้ํายมนั้นแห้งตั้งแต่ เดือนธันวาคมจนกระทั่งปัจจุบันนี้ ขณะนี้ภาวะฝนก็ไม่มีด้วย แล้งจนกระทั่งถ้าฝนมาเมื่อไร ภาวะฝนก็จะทําให้แม่น้ํายมนั้นเกิด

กระผมก็คงจะต้องขอฝาก พอดีท่านประธาน ท่านปราโมทย์ ไม้กลัด นั้น ภาวะแห้งแล้งนั้นผมคงจะต้องฝากเกี่ยวกับเรื่องเร่งรัดขยายพื้นที่ทางชลประทานเพื่อเพิ่ม ผลิตผลและความมั่นคงด้านอาหารและด้านพลังงาน ทราบว่าขณะนี้กรมชลประทาน มีการศึกษาออกแบบพัฒนามาเป็นระยะหลายปีแล้ว คือโครงการชลประทานฝั่งซ้ายระยะที่ ๒ ที่สามารถจัดการในพื้นที่ของจังหวัดพิษณุโลก จังหวัดพิจิตร และจังหวัดนครสวรรค์ แล้วก็ ควรผลักดันให้เป็นวาระแห่งชาติ ร่วมกันคิด ร่วมกันทํา ระบบต้นทุนน้ํา โครงข่ายน้ําที่มี กฎหมายในการบริหารจัดการน้ําของลุ่มน้ําในทุกระดับเพื่อลดความขัดแย้งในการใช้น้ํา ระหว่างภาคประชาชน ภาคเกษตร และภาคอุตสาหกรรม สรุปดังนั้นถึงเวลาแล้วครับ ท่านประธาน

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ท่าน สรุปเลยค่ะ

นายวิชัย ด่านรุ่งโรจน์

สรุปแล้วครับท่านประธาน และทุกคนในสังคม ควรหันมาให้ความสําคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําอย่างเป็นระบบ และให้ คณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเร่งผลักดันร่างพระราชบัญญัติ ทรัพยากรน้ําอย่างรวดเร็วเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ําในภาพรวม ของประเทศ ขอบคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ อีก ๕ ท่านถัดไป มีท่านรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ประเสริฐ ชิตพงศ์ ท่านกงกฤช หิรัญกิจ ท่านเฉลิมศักดิ์ อบสุวรรณ ท่านชาลี เจริญสุข และท่านกิตติ โกสินสกุล ท่านสมาชิกกรุณารักษาเวลานิดหนึ่งเพราะวันนี้เราจะมี ๒ วาระ ไม่อย่างนั้นจะค่ํา ต่อไป ขอเชิญท่านรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ประเสริฐ ชิตพงศ์ ค่ะ

รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ชิตพงศ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ชิตพงศ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากจังหวัดสงขลา ขออนุญาตที่จะร่วมแสดงความคิดเห็นในเรื่องของรายงานการจัดการทรัพยากรในครั้งนี้ ผมจะขอพูดเท่าที่เวลาจะเอื้ออํานวยก็จะพูดสัก ๒ ประเด็น ก็คือทรัพยากรป่าไม้กับ ทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เรื่องทรัพยากรป่าไม้นั้นผมอยากจะมีความห่วงใยถึงกรณีที่ ป่าไม้ได้ถูกบุกรุกเข้าไปปลูกพืช โดยเฉพาะผมมาจากภาคใต้ ทางภาคใต้นั้นป่าไม้เป็นจํานวนมาก ถูกบุกรุกเข้าไปปลูกทําสวนยาง แล้วก็สวนผลไม้ ในกรณีนี้ในขณะนี้ทางรัฐบาลเองก็ได้ พยายามที่จะผลักดันให้ผู้ที่ไปบุกรุกป่าเหล่านั้น โดยเฉพาะผู้ที่ไปทําสวนยางอยู่ในพื้นที่ ป่าหวงห้าม ป่าไม้ หรือว่าเขตพื้นที่ที่หวงห้ามทั้งหลาย อันนั้นก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว เพราะ ถือว่าเป็นเรื่องที่มีความจําเป็นที่จะต้องเอาป่าไม้เหล่านั้นคืนมา เพราะเป็นที่ที่หวงห้ามอยู่ แต่ว่ากรณีที่จะให้พี่น้องประชาชนซึ่งไปบุกรุกอยู่ในพื้นที่หวงห้าม แล้วก็ไปปลูกพืชยืนต้น เช่น ไปทําสวนยาง ทําสวนผลไม้ ในลักษณะนี้อยากจะขอให้รัฐบาลได้พิจารณาในประเด็น ของมาตรการที่จะนําไปใช้ กรณีการเข้าไปโค่นต้นยางของพี่น้องเกษตรกร เข้าไปโค่นต้นไม้ผล อยากให้ทางรัฐบาลได้มีมาตรการที่ผ่อนปรนเรื่องนี้กับเกษตรกร ผู้ที่เป็นเกษตรกรจริง ๆ เป็นเกษตรกรที่เขาอาจจะไม่มีอาชีพอื่น มีแต่อาชีพทําการเพาะปลูกเรื่องของการปลูกไม้ผล และพืชยืนต้น ปลูกยางพารา หากว่ามีความเป็นไปได้ขอให้ไปจัดการดูแลเกษตรกรเหล่านี้ โดยอาจจะจัดสรรพื้นที่ให้เขาอย่างจํากัด เป็นการใช้ชั่วคราว แล้วก็ให้เขาใช้พื้นที่เหล่านั้น ในลักษณะอนุรักษ์เป็นลักษณะของการทําวนเกษตร เช่น สวนยางก็ให้เขาทําเป็นเกษตร ในลักษณะที่เป็นป่ายาง ในกรณีที่สวนยางในอดีตนั้นเขาจะอยู่ร่วมกับป่าได้ แล้วให้ ใช้ประโยชน์ไปก่อนสักระยะหนึ่งเป็นการผ่อนปรน เพราะว่าถ้าเข้าไปตัดโค่นต้นไม้เขาเลย ตอนนี้เกษตรกรเหล่านี้ก็จะเดือดร้อน เขาไม่มีอาชีพอื่น รายได้ของเขาอยู่กับเรื่องของสวนยาง แล้วก็สวนผลไม้ ก็ขอให้มีมาตรการที่ผ่อนปรนเป็นระยะเวลาแล้วก็พื้นที่ที่จํากัด และกําหนดให้ทําการเกษตรแบบวนเกษตรเป็นการเกษตรเชิงอนุรักษ์ไปพร้อม ๆ กัน และห้ามโค่นต้นไม้ต่อ ห้ามโค่นต้นยางแล้วก็ปลูกต้นยางใหม่เป็นอันขาด แล้วให้ใช้พื้นที่ไป ในลักษณะเชิงอนุรักษ์ไประยะหนึ่ง เพราะหากจะเข้าไปตัดโค่นเลยในขณะนี้ก็จะทําให้ เกษตรกรเหล่านี้เดือดร้อน แต่ว่ากรณีที่นายทุนเข้าไปบุกรุกพื้นที่ป่าเป็นจํานวนมาก แล้วไป ทําการเกษตรแบบปลูกพืชเชิงเดี่ยว กรณีอย่างนั้นต้องใช้มาตรการเด็ดขาด อย่างที่ ทางรัฐบาลได้ดําเนินการอยู่ในขณะนี้ แต่กรณีของเกษตรกรรายย่อยนั้นขอให้มีมาตรการ ผ่อนปรนก่อน

เรื่องของทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ผมมาจากจังหวัดสงขลา เป็นจังหวัด ที่มีชายฝั่งยาวพอสมควร ประเทศไทยมีพื้นที่ชายฝั่งอยู่ ๓,๐๐๐ กว่ากิโลเมตร ขณะนี้ ประมาณ ๘๐๐ กว่ากิโลเมตรอยู่ในภาวะที่ถูกกัดเซาะ และกัดเซาะอย่างรุนแรงด้วยครับ มีการประมาณการออกมาจากเอกสารนี้ก็เช่นเดียวกัน ก็ได้พูดเอาไว้ชัดว่าโดยเฉลี่ยแล้วปีละ ประมาณ ๕ เมตร ซึ่งนั่นหมายถึงว่าเป็นภาวการณ์ที่อันตรายมากแล้ว แล้วขณะนี้ทางทะเล ฝั่งอ่าวไทยหลายแห่งมีการกัดเซาะอย่างรุนแรงเลย ตั้งแต่อ่าว ก ไก่ ลงไปเลย ไปจนถึง จังหวัดนราธิวาสเลย เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องสําคัญที่คิดว่ารัฐบาลต้องเข้าไปดูแล ป้องกัน แต่อย่างไรก็ตามวิธีการและมาตรการที่ใช้อยู่ในขณะนี้ต้องกราบเรียนว่าเป็นการใช้โครงสร้างแข็ง ซึ่งกรณีการใช้โครงสร้างแข็งไปแก้ปัญหาการกัดเซาะชายฝั่ง โดยเฉพาะการไปทําแบริเออร์ (Barrier) ไปทําแท่งกันการกัดเซาะมันทําให้สร้างปัญหาใหม่ก็คือมีการกัดเซาะในส่วนปลาย ทั้ง ๒ ข้างของแท่งที่กันการกัดเซาะรุนแรงขึ้น พื้นที่หลายแห่งตอนนี้เกิดความเสียหาย จากการที่ไปสร้างโครงสร้างแข็งป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง กรณีนี้อยากให้ทางกรมทรัพยากร ทางทะเลและชายฝั่งได้ประสานกับกรมเจ้าท่า ซึ่งมีส่วนเข้าไปดูแลเรื่องนี้ด้วย แล้วก็ใช้ ความรู้และวิชาการเข้าไปแก้ปัญหานี้หน่อย ไม่ใช่ใช้โครงสร้างแข็งอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ทั่วไปหมด แล้วทําให้เกิดการกัดเซาะอย่างรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ชายฝั่งอ่าวไทยตอนนี้มีปัญหานี้มาก ก็ขอฝากประเด็นนี้ ซึ่งในรายงานนี้ไม่ได้พูดถึงมาตรการในการแก้ปัญหาไว้ให้ชัดเจน ก็ขอฝากด้วยนะครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะอาจารย์ ต่อไปขอเชิญท่านกงกฤช หิรัญกิจ ค่ะ

นายกงกฤช หิรัญกิจ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กระผม นายกงกฤช หิรัญกิจ สมาชิก สปช. ด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะจากภาคท่องเที่ยว ก่อนอื่นก็ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ได้ศึกษา เสนอแนะเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อความยั่งยืน ซึ่งอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ของประเทศไทยในขณะนี้นักท่องเที่ยวร้อยละ ๗๐-๘๐ ก็ได้อาศัยทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งทางบก ทางทะเลเป็นวัตถุดิบทางการท่องเที่ยวซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สําคัญของประเทศ เพราะฉะนั้นการที่คณะกรรมาธิการได้เสนอให้มีการจัดการทรัพยากรทางธรรมชาติเพื่อความ ยั่งยืนก็เหมือนกับการส่งเสริมให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีความยั่งยืนไปด้วยเช่นเดียวกัน

ในส่วนข้อเสนอของท่านประธาน อนุ. ด้านทะเล ดอกเตอร์ธรณ์ที่เสนอให้มี แบ่งแหล่งท่องเที่ยวออกเป็น ๔ ส่วน ในเรื่องของอันดามัน อ่าวไทย อีก ๓ แหล่งนั้นก็ได้มี การหารือกับคณะอนุกรรมาธิการทางการท่องเที่ยว แล้วก็เห็นด้วยกันว่าการแบ่งให้มีจุดเด่น จุดหลัก ที่สําคัญของการท่องเที่ยวทางทะเลเป็น ๔ แห่งนั้นน่าจะเป็นสิ่งที่เหมาะสม และภาค การท่องเที่ยวก็ให้การสนับสนุนที่จะทําให้มีความยั่งยืนในการท่องเที่ยวทางทะเลทั้ง ๔ แห่ง เพราะเป็นพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตามจากข้อเสนอของคณะกรรมาธิการ หน้า ๔๖ ในข้อ ๘ ที่บอกว่า จะส่งเสริมสนับสนุนศักยภาพผู้ประกอบการที่ดี โดยเฉพาะที่เป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อม จะให้มีสิทธิพิเศษด้านการลงทุนดอกเบี้ยต่ํา อะไรเหล่านี้ ผมก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง มีความยอมรับให้รางวัล แต่ขณะเดียวกันก็อยากเห็นว่าถ้าผู้ประกอบการไม่ดีเราจะทํา อย่างไร ซึ่งปัญหาตรงนี้ผมคิดว่าเป็นปัญหาที่สําคัญมาก เราควรที่จะมีมาตรการลงโทษที่ เด็ดขาดเขียนไว้ด้วยในกฎหมาย แล้วก็มีการจัดการอย่างจริงจังในเรื่องของการบริหารจัดการ ซึ่งในขณะนี้เราพบว่ามีหลายพื้นที่ ถ้าไม่มี คสช. มาในช่วงนี้เราจะไม่เห็น เราจะไม่พบเลยว่า มีแหล่งท่องเที่ยว แล้วก็มีทรัพยากรทางธรรมชาติหลายแห่งที่ถูกบุกรุก ซึ่งอันนี้ผมคิดว่า เป็นช่องว่างที่ค่อนข้างมากในภาคปฏิบัติ ซึ่งก็อยากจะเห็นว่าในเอกสารการศึกษาครั้งนี้ ได้เขียนครอบคลุมให้ไปถึงการดูแลของผู้ที่กระทําไม่ถูกต้องให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็อยากให้มีการแบ่งแยกอํานาจหน้าที่ในเรื่องของการเป็นเรกกูเลเตอร์ (Regulator) กับโอเปอเรเตอร์ (Operator) ซึ่งอันนี้ก็ยังไม่เห็นเด่นชัด ก็อยากจะเห็นว่า อย่างเช่นเราอนุญาตไปแล้ว แล้วเขาก็ไปดําเนินการ ถามว่ามีการติดตามก็อยากจะเห็นว่า การติดตามนี้มีบทบังคับเป็นรายปีเลย เช่น ถ้าโรงแรมได้รับอนุญาตมีอีไอเอถูกต้องก็น่าจะมี การที่ต้องส่งรายงานสิ่งแวดล้อม รายงานการตรวจบําบัดน้ําเสีย ซึ่งอันนี้ก็อาจจะใช้ โอเปอเรเตอร์ซึ่งเป็นมืออาชีพ คล้าย ๆ ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต แล้วทางกรม หรือทาง หน่วยราชการก็เป็นเรกกูเลเตอร์ที่กํากับเพื่อจะทําให้มันเกิดการกระจายตัว แล้วก็มี ความรวดเร็วมากยิ่งขึ้นกว่าทางเจ้าหน้าที่ของรัฐไปเป็นผู้ตรวจ

อีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะฝากไว้ก็คือในข้อ ๑๒ ที่บอกว่าจะพัฒนาเครื่องมือทาง เศรษฐศาสตร์สนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีเรื่องหนึ่ง คือการจัดเก็บภาษีจากนักท่องเที่ยว ก็จะเห็นว่าตอนนี้นักท่องเที่ยวเหมือนเครื่องยนต์ ที่สําคัญ ทุกคนก็เห็นว่าจะมาจัดเก็บจากนักท่องเที่ยวไปหมด ก็อยากจะฝากว่าอยากจะเห็นว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวก็เหมือนอุตสาหกรรมการส่งออก เราจัดเก็บภาษี เราน่าจะจัดเก็บ จากผู้ประกอบการ มากกว่าไปจัดเก็บจากตัวนักท่องเที่ยว และในกรณีที่เขียนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ก็จะเป็นการแบ่งแยกระหว่างนักท่องเที่ยวคนไทย นักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งผมคิดว่าเรื่อง เหล่านี้ในต่างประเทศเขาจะไม่ทํากัน ในการดําเนินการเรามีการจัดเก็บภาษีผู้เข้าพักแรม ในโรงแรม ตอนนี้เราก็มีออกกฎหมายให้องค์กรปกครองท้องถิ่นจัดเก็บก็จัดเก็บจาก ผู้ประกอบการ หากนักท่องเที่ยวไม่จ่ายให้ผู้ประกอบการ ผู้ประกอบการต้องออกภาษีอันนี้ไป ผมคิดว่าในกรณีของการจัดเก็บรายได้จากการท่องเที่ยวอยากจะให้ไปจัดเก็บ จากผู้ประกอบการ มากกว่าไปจัดเก็บจากนักท่องเที่ยว แล้วเราค่อยเอาภาษีที่จัดเก็บได้ จากผู้ประกอบการที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไปใช้ในกระบวนการต่าง ๆ ที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไปพึ่งพา เช่น ศิลปวัฒนธรรม อุทยาน สิ่งแวดล้อม สิ่งเหล่านี้ ผมคิดว่าน่าจะเป็นหลักการสากลที่จัดเก็บเพียงจากผู้ประกอบการที่ได้รับผลประโยชน์ จากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวครับ ขอฝากไว้เพียง ๒ ประเด็นครับ ขอบคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านเฉลิมศักดิ์ อบสุวรรณ ค่ะ

นายเฉลิมศักดิ์ อบสุวรรณ

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านคณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผม เฉลิมศักดิ์ อบสุวรรณ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากจังหวัดพังงา พอดีต้องขอชื่นชม คณะกรรมาธิการที่ได้ให้ ความสําคัญในเรื่องของการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งผมคิดว่า ในปัจจุบันนี้เรามีปัญหาในเรื่องการถูกทําลาย จากทั้งที่มีความรู้ แล้วก็ไม่มีความรู้ แหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ รวมทั้งทรัพยากรต่าง ๆ เหล่านั้นได้เกิดความสูญเสีย เสียหายอย่างมาก โดยเฉพาะ อย่างยิ่งเราจะเห็นได้จากแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลชายฝั่ง ทางแถบพื้นที่ชายฝั่งทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวัดแถบทางอันดามัน เราจะพบว่าในกรณีเมื่อช่วงฤดูท่องเที่ยวที่ผ่านมา ยกตัวอย่าง เกาะตาชัย ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวเข้าไปท่องเที่ยวมาก จํานวน นักท่องเที่ยวที่ไปท่องเที่ยวต่อวันในช่วงฤดูท่องเที่ยวก็ประมาณวันหนึ่งไม่ต่ํากว่า ๕๐๐ คน ถึง ๑,๐๐๐ กว่าคน ในขณะที่พื้นที่บนเกาะตาชัยนั้นมีพื้นที่น้อย ถือว่าเราขาดการจัดการที่ดี นักท่องเที่ยวไปพร้อมกันในเวลาเดียวกัน ไปใช้ทรัพยากร รวมทั้งเรือสปีดโบ๊ท (Speedboat) ต่าง ๆ ก็ไปทิ้งทุ่นสมอ ทําให้ปะการังเกิดการสูญเสียมากตามที่ท่านดอกเตอร์ธรณ์ได้เคย ชี้แจงในสภาแห่งนี้ ผมคิดว่านี่คือเป็นประเด็นหลักสําคัญ ปัญหาที่เกิดขึ้นในเรื่องของการถูก ทําลาย แล้วก็ปัญหาในเรื่องของกลุ่มผลประโยชน์ ทั้งจากส่วนของภาครัฐ แล้วก็ภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเก็บค่าเข้าอุทยานตามที่ท่านดอกเตอร์ธรณ์ได้กล่าวถึง จํานวน ที่เก็บได้ก็ถือเป็นสัดส่วนที่น้อยกับที่เก็บแล้วรายงานนั้นน้อยกว่าที่เป็นจริง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติที่ผมอยู่ในพื้นที่ อ่าวพังงา หรือว่าที่เกาะสิมิลัน หรืออื่น ๆ รวมทั้ง เกาะพีพีก็ตาม อันนี้ทําให้รัฐขาดรายได้ที่จะไปใช้ในการพัฒนาประเทศ แล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผมคิดว่าสัดส่วนเงินที่ทางกรมอุทยานให้แก่ทางท้องถิ่น ๕ เปอร์เซ็นต์นี้ถือว่าเป็นเงินที่น้อย ก็คิดว่าน่าจะมีการทบทวนตัวเลข ปรับสัดส่วน อย่างน้อยสัก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ เพื่อที่ท้องถิ่น จะได้ไปใช้ในการพัฒนาท้องถิ่นตนเองในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่อุทยาน แล้วที่สําคัญที่สุด คือจะต้องมีธรรมาภิบาล ธรรมาภิบาลสําคัญที่สุดในเรื่องของการบริหารจัดการ คงจะ ไม่ปล่อยให้เป็นในเรื่องของภาครัฐ ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น อุทยาน หรือท้องถิ่นแค่นั้น ผมคิดว่าควรจะต้องมีภาคชุมชนเข้าไป โดยมีผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียก็คือพี่น้องประชาชน ในพื้นที่นั้น ๆ เข้าไปเป็นตัวแทน เข้าไปมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในการเก็บค่าใช้จ่ายในการ เข้าเขตพื้นที่อุทยาน

อันที่ ๒ ก็คือควรจะมีการจํากัดจํานวนที่เหมาะสมกับขีดความสามารถในการ รองรับนักท่องเที่ยว ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ที่สมดุลกัน ผมคิดว่าตรงนี้เป็นประเด็นที่สําคัญ มีการจัดรอบเวลาที่เหมาะสมให้นักท่องเที่ยวเข้าไป แล้วก็ถ้าขาดการจัดการใน ๒ ประเด็น หลักที่ดี ผมคิดว่าเราคงจะเสียโอกาสในการเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางทะเล เพราะในประเทศ เพื่อนบ้านเราพรรคพวกผมหลายคนชวนผมไปเที่ยวมะริด แม้แต่ดอกเตอร์ธรณ์ก็ชวนผมไป มะริดซึ่งอยู่ตอนเหนือของประเทศไทย อยู่ตรงแถวจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ มีทะเลที่สวยงาม ยิ่งกว่าเกาะสิมิลันอีก แล้วก็ใกล้ ๆ ประเทศไทยเราแถวระนองก็มีเกาะสองที่เป็นของฝั่งเมียนมาร์ ก็ยังมีเกาะที่สวยงามเหมือนกับเกาะสิมิลันเรานี่ แล้วก็เดินทางไปไม่ลําบาก ผมคิดว่าถ้าเรา ไม่มีการจัดการที่ดี ก็เหมือนกับเรากําลังทําลายแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงของประเทศ แล้วก็โอกาสที่เราเปิดประเทศเข้าสู่เออีซีนั้น อาจจะทําให้นักท่องเที่ยวที่เคยมาท่องเที่ยว ในพื้นที่ชายฝั่งทะเลของเราอาจจะย้ายฐานไปท่องเที่ยวในพื้นที่อื่น ก็ด้วยความเป็นห่วงครับ อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเอาใจใส่เรื่องนี้ แล้วก็มีการจัดการที่ดีเป็นธรรมาภิบาล ขอบคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านชาลี เจริญสุข ค่ะ

นายชาลี เจริญสุข

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กราบเรียนท่านประธานกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมทุกท่าน รวมทั้งท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ผม ชาลี เจริญสุข สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ จังหวัดฉะเชิงเทรา วันนี้ก็ได้อ่านรายงานแล้วก็ชื่นชมในความครอบคลุมตั้งแต่ในทะเล บนบก เรื่องน้ํา ครอบคลุมหมด แต่ในส่วนของผมอยากจะนําเสนอ ๒ เรื่องครับ

เรื่องแรก ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับบนบก อาจจะเกี่ยวพันกับเพื่อนสมาชิกหลายท่าน ที่ได้อภิปราย ก็คือเรื่องช้าง เมื่อครู่ตกจังหวัดฉะเชิงเทราไปครับ เพราะว่าจริง ๆ แล้วเรื่องช้าง ปัจจุบันนี้มีปัญหา ก็คือรอยต่อป่าภาคตะวันออก ๕ จังหวัด ขออนุญาตไล่ มีฉะเชิงเทรา ระยอง ชลบุรี สระแก้ว และจันทบุรี วันนี้สาเหตุจากการที่ช้างออกไปรบกวนพี่น้องที่ทําเกษตร เพราะเนื่องจากพื้นที่มันน้อยลง พื้นที่ป่าถูกรุกรานและเป็นป่าเสื่อมโทรม ดังนั้นเราต้อง ยอมรับว่า ช้างเองวันนี้ก็เหมือนกับช้างถูกกักขังครับ เพราะเดิมทีช้างสามารถจะเดินไปยัง รอยต่อป่าที่เชื่อมโยง อาจจะไปถึงเขาใหญ่ แต่วันนี้เขาเดินไปไม่ได้เขาก็ต้องออกมาหาอาหาร แนวทางแก้ที่ผ่านมาผมมองว่าอาจจะไม่ตรงประเด็น ก็คือไปสร้างคู ที่ฉะเชิงเทราก็เยอะครับ ไปสร้างแนวกันช้าง แนวทางหนึ่งซึ่งผมเองวันนี้ได้รับทราบว่ามีการปลูกหญ้าเนเปียร์ (Napier) ให้ช้างกินแล้วครับ แต่พื้นที่ยังน้อย ผมอยากให้มีการส่งเสริมให้จริงจัง เพราะว่า ขณะนี้ช้างในรอยต่อป่า ๕ จังหวัดมีปริมาณมากเกินกว่าจํานวนพื้นที่ป่าที่มีอยู่ พื้นที่ป่า รองรับช้างได้ ๑๕๐ ตัว ช้างป่าเขาเรียกตัว แต่ปัจจุบันนี้ ๒๐๐ กว่าตัว ปรากฏว่าถ้าเรา ไม่ระดมสรรพกําลังในการที่จะหาอาหารโดยการปลูกพืชที่โตไว แล้วก็สามารถที่จะให้ช้างเขาอิ่ม และไม่ออกมารบกวนพี่น้องเกษตรกร ก็ต้องมีวิธีนี้ ถือว่าเป็นวิธีที่น่าจะลงทุน มากกว่าที่จะ ไปทําเครื่องกีดขวาง อันนี้ฝากไว้ประเด็นหนึ่ง

ประเด็นที่ ๒ ที่ผมเองไปลงพื้นที่ที่เกาะสีชัง จะเกี่ยวกับทะเลแล้วครับตอนนี้ ผมพาท่านกรรมาธิการไปดูปัญหาทางทะเลนิดหนึ่ง พื้นที่อย่างเกาะสีชังเป็น ๑ อําเภอ เป็น ๑ เทศบาล แต่ปรากฏว่าพื้นที่จริง ๆ เขามี ๗ ตารางกิโลเมตร ปรากฏว่าประชากรก็มี ประมาณ ๕,๐๐๐ คน แต่ขณะนี้เกาะสีชังมีเรือเดินทะเล ก็คือเกาะสีชังอยู่ใกล้กับแหลมฉบัง ท่านก็คงนึกภาพออกว่าเรือเดินทะเลที่มาขนถ่ายสินค้า มาจอดอยู่เป็นสัปดาห์ ๆ ปรากฏว่า เกิดอะไรขึ้นครับ ๑. งบประมาณท้องถิ่นก็น้อย ๒. น้ําเสียจากเรือที่มาขนถ่าย ไม่ว่าจะเป็น เรือที่ต้องมาขนถ่ายสินค้าลง หรือเรือที่เอาสินค้ามาขึ้นเรือใหญ่ ก็อยู่กันเป็น เรียกว่า เป็นอาทิตย์ หรือเป็นแรมเดือน ปรากฏว่าน้ําเสียลงไปในทะเลเยอะแยะมากมาย รวมทั้งเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นประเด็นระดับโลกไปแล้ว คือเรื่องพลาสติก พลาสติกเป็นขยะซึ่งมัน ไม่ย่อยสลาย ปรากฏว่าเต่าทะเลที่ดอกเตอร์ธรณ์เคยปรารภว่าเต่าทะเลจากที่รณรงค์กัน อนุรักษ์กันจากหลักพัน ประมาณ ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ ตัว ปัจจุบันเต่าทะเลเหลือหลักร้อย อย่าพูดว่า ๓๐๐ ระบุตัวเลขไม่ได้ เหลือหลักร้อย เกิดจากเต่าทะเลนั้นไปกินพลาสติก แล้วมัน ลอยขึ้นมา ลอยมาเสร็จโดนแดดเผา ก็เหมือนเรา เต่าทะเลกินพลาสติกแล้วทําให้ลอยขึ้นมา ก็โดนแดดเผาจนเต่าตาย ชาวประมงไม่เกี่ยวเรื่องนี้ แต่ไปเกี่ยวกับคนที่ทิ้งพลาสติกลงทะเล มีนักวิทยาศาสตร์เขาเอาซากเต่าทะเลไปผ่าตัดปรากฏว่า เต่าทะเลที่ตายมีพลาสติกที่แบบว่า ย่อยไม่ได้ แล้วก็ไปอุดตัน ไปทําให้เต่าทะเลนี้ลอยตัวขึ้นมาโดนแดดเผา ปรากฏว่ามีพลาสติก เยอะมาก แล้วก็มีการไปเก็บตัวอย่างขยะ น้ําในทะเลปรากฏว่าเจอพลาสติก อันนี้เป็นเรื่อง ประเด็นหนึ่งซึ่งอยากให้ปฏิรูปครอส คัทติง กันระหว่างในเรื่องของการดูแลเรื่องการไม่ทิ้ง ขยะลงทะเลครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านกิตติ โกสินสกุล ค่ะ

นายกิตติ โกสินสกุล

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านคณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม นายกิตติ โกสินสกุล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ จังหวัดตราด ท่านประธานที่เคารพครับ ก็ต้องขอพูดนิดหนึ่งในส่วนของท่านคณะกรรมาธิการ จากรายงานที่ทํามาผมขอสนับสนุน อย่างเต็มที่ และผมมีความเชื่อว่าในสิ่งที่ท่านได้ทําอยู่ในรายงานถึงแม้ว่ายังจะไม่ครบสมบูรณ์ แต่ก็เป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับพี่น้องทั้งชาวประมง ทั้งชาวสวน และทั้งที่มีที่ดินอยู่ ตามชายทะเล อยากจะล้อตามในส่วนของท่านรองศาสตราจารย์ประเสริฐ ชิตพงศ์ ขออภัย ต้องเอ่ยนามท่าน ปัญหาที่ท่านพูดถึงในเรื่องของการกัดเซาะ ผมอยากจะนํากราบเรียน เป็นข้อมูลเสริมให้กับทางคณะกรรมาธิการ ในส่วนของการสํารวจพื้นที่ตามแนวชายทะเล ซึ่งมันมีพื้นที่อยู่พื้นที่หนึ่ง คือพื้นที่ของตําบลแหลมกลัด อําเภอเมือง จังหวัดตราด ในวันที่ ๒๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ มีมติคณะรัฐมนตรีประกาศให้พื้นที่นั้นเป็นพื้นที่ป่าชายเลน ทั้ง ๆ ที่ เป็นพื้นที่หาดทรายมีความยาวประมาณ ๑๐ กิโลเมตร ซึ่งปัญหาก็เป็นปัญหาแบบเดียวกับ ของท่านประเสริฐเลย ก็คือกัดเซาะรุนแรงมาก อยากจะให้เป็นข้อมูลท่านเพื่อนําไปสู่ การแก้ไข

ในส่วนเรื่องของการฟื้นฟูธรรมชาติเพื่อเป็นการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว เมื่อครู่ ท่านกงกฤชก็ได้นําเรียนที่ประชุมไปแล้วในเรื่องของการจัดเก็บภาษี แต่วันนี้เราก็ทราบว่า ในส่วนของวนอุทยานหรือเขตอุทยานมีการเก็บในเรื่องของค่าธรรมเนียมด้วยก็อยากให้ ทบทวนและดูสิว่ามีความเหมาะสมเพียงไรในการที่จะจัดเก็บ แล้วส่วนของท่านที่ได้พูดถึง ในเรื่องของการปรับปรุงข้อกฎหมายต่าง ๆ ที่ท่านเกษมสันต์ได้กรุณานําเรียนตั้งแต่ต้น ผมก็ เห็นด้วยเรื่องการที่จะทบทวนในข้อกฎหมาย ในส่วนของการที่จะดูว่าพื้นที่ในการรับผิดชอบ ของอุทยาน โดยเฉพาะในหมู่เกาะ เป็นพื้นที่ที่อยู่บนพื้นดินอย่างเดียว หรือว่ารวมถึงพื้นที่น้ําด้วย ในพื้นที่น้ํา ๓๘๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตรที่บอกว่าเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งที่มากกว่าพื้นที่บนบก ที่ท่านดอกเตอร์ธรณ์ ต้องขออภัยที่เอ่ยนามท่าน เมื่อสักครู่นั้นตอนที่ท่านอภิปรายท่านพูดถึง เรื่องของวิกฤติของประมงที่ติดใบเหลือง เรื่องของไอยูยู วันนี้ถ้าทําให้ตรงเลยมี ๒ ส่วน ที่จะต้องช่วยกันก็คือ ส่วนของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กับทางส่วนของกรมประมงที่จะต้องเร่งในเรื่องของการฟื้นฟู ทรัพยากรสัตว์น้ํา แล้วก็สร้างพื้นที่ให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ในเรื่องของป่าชายเลน เพื่อที่จะ เป็นการสร้างแหล่งที่อยู่อาศัย หรือแหล่งเพาะพันธุ์ปลาให้เกิดขึ้นอย่างอุดมสมบูรณ์ แล้วก็จะ ทําให้ผู้ประกอบการประมงประเภทหนึ่งที่อยู่เรียกว่าเป็นประมงที่มีปัญหา คือเรื่องอวนรุน ที่เป็นประเด็นอยู่ในขณะนี้ สามารถที่จะได้เปลี่ยนอาชีพมาเป็นประมงพื้นบ้าน ก็สามารถที่ จะดํารงชีวิต แล้วเลี้ยงครอบครัวได้ในอนาคต ที่ผมได้นํากราบเรียนตรงนี้ไม่ใช่เพียงแต่ว่า เรามองถึงระยะสั้น ๆ ถ้ามองระยะยาว ๆ วันนี้ทางกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเอง ก็ต้องพยายามที่จะส่งเสริมในเรื่องของการเพาะเลี้ยงควบคู่ไปกับการร่วมมือแบบบูรณาการ กับกรมประมงด้วยนะครับ ในเรื่องการเติมเต็มทรัพยากรสัตว์น้ํา เพราะทรัพยากรสัตว์น้ํา สามารถเพาะเลี้ยงได้บางตัวที่สามารถทําได้โดยนักวิชาการของกรมประมง ก็ช่วยกันนะครับ

สุดท้ายครับ เรื่องของการที่จะนําที่ดินที่เป็นป่าเสื่อมโทรม ในเขตพื้นที่ ป่าเสื่อมโทรมในหลายพื้นที่ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไรเลย อยากจะให้ทางคณะกรรมาธิการ มีแนวทางในการเสนอทบทวนว่านําพื้นที่ตรงนั้นมาใช้ประโยชน์ที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมถึงเรื่องของการกําจัดขยะของท่านรองศาสตราจารย์สุชาติ นวกวงษ์ ด้วยนะครับ ก็สนับสนุนท่านเต็มที่ในเรื่องนี้ ก็ต้องขอกราบขอบพระคุณ แล้วขอฝากข้อเสนอแนะนี้เพื่อที่ ท่านจะได้นําไปให้เป็นประโยชน์กับประชาชนต่อไปครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ อีก ๓ ท่านถัดไป มีท่านศาสตราจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ท่านทิวา การกระสัง ท่านกูไซหม๊ะวันซาฟีหน๊ะ มนูญทวี ขอเชิญท่านศาสตราจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ค่ะ

นายวิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ท่านประธานครับ ในฐานะเป็นนักกฎหมาย ผมว่าเรื่องสําคัญเรื่องหนึ่งก็คือ ทําอย่างไร ทําให้กฎหมายมันเป็นจริง ผมว่าอันนี้สําคัญ แล้วผมสนับสนุนรัฐบาลอย่างยิ่ง ในการเอาป่าคืนมา ไม่ว่าจะไปปลูกยาง ผมว่าช่วงนี้ ปลูกยาง ตัดยางทิ้งก็ไม่ค่อยมีใคร เดือดร้อนเท่าไร แต่ต้องไม่ให้ชาวบ้านเดือดร้อน คือต้องเปลี่ยนชาวบ้านให้มาเป็นแนวร่วม ก็คือ ให้ชาวบ้านได้รับประโยชน์ ก็คือจ้างชาวบ้านปลูกป่าแทนครับ ถ้าตัดทิ้งแล้วก็ต้องจ้างเขาปลูก แล้วเราก็ชวนภาคเอกชนที่มีหลายองค์กรที่สนับสนุนการปลูกป่าก็เข้ามาสนับสนุน ให้ชาวบ้านมีงานทํา ได้รับประโยชน์จากป่านั้น แล้วพอไล่นายทุนคนที่ไม่ควรอยู่ในที่ สทก. ออกไป ที่กําลังทําอยู่นี้ขอคืนมา ก็ให้ชาวบ้านที่บุกรุกที่ป่าลงไปทํากินในที่ สทก. ด้วย ผมว่า ชาวบ้านก็จะมีที่ทํากินในที่ สทก. แล้วที่ สทก. ก็ไม่ต้องไปเปลี่ยนเป็นโฉนดให้เป็น สทก. ไปแบบนั้นละครับ ก็เอาคืนมาจากนายทุนทั้งหลาย ที่ผมว่ามันยากที่เราจะแยกแยะระหว่าง นายทุนกับชาวบ้าน เพราะฉะนั้นเวลายึดป่าคืนมาก็ยึดมาให้หมด ไม่ว่าชาวบ้าน นายทุน แต่เราเปลี่ยนชาวบ้านเป็นเจ้าหน้าที่ปลูกป่าต่อ แล้วเราก็หาที่ทํากินที่ไปเอาคืนมาจาก สทก. ทั้งหลายอย่างที่ผมพูดนี้ให้ชาวบ้านทํากินต่อไป แล้วเพื่อให้ที่ สทก. เป็นที่ของชาวบ้านไปเรื่อย เราควรจะเอาระบบภาษีเข้ามาจับนะครับ ให้มีการเก็บภาษีแล้วเอาภาษีนั้นไปสนับสนุน การผลิตของชาวบ้านในถิ่นนั้น เพราะเมื่อมีระบบการเก็บภาษี เราก็จะมีข้อมูลอยู่ตลอดเวลา ว่าใครมาอยู่ในที่นี้ เพราะว่าเขามีหน้าที่ต้องเสียภาษี แล้วก็เอาภาษีทั้งหมดนี้กลับไปสู่คนที่เสีย นั่นแหละครับ จะไปสนับสนุนเมล็ดพืชพันธุ์ดี ปุ๋ยราคาถูก หรืออะไรก็ว่าไป ถ้าทําเช่นนี้ก็จะ ทําให้ป่าไม่ถูกบุกรุก แล้วถ้าชาวบ้านเขาอยู่กันได้ แล้วเราจะขอให้ชาวบ้านอยู่กับป่า ได้รับ ประโยชน์จากป่า จะเปลี่ยนป่าบริเวณใกล้ที่ชาวบ้านอยู่เป็นป่าชุมชน อันนี้ผมก็ไม่ติดใจ เพื่อให้ชาวบ้านอยู่กับป่า ได้รับประโยชน์จากป่า เขาก็ยินดีที่จะดูแลป่า อันนี้ผมว่าเป็นเรื่องสําคัญ ที่จะต้องทํากฎหมายให้เป็นกฎหมายให้ได้ ด้วยหลากหลายวิธี

เรื่องที่ ๒ ที่ผมคิดว่าเราจะต้องนํามาใช้ ท่านประธานครับ เทคโนโลยี สมัยใหม่ เทคโนโลยีสมัยใหม่ไม่ว่าเราจะใช้ดาวเทียมในการเก็บข้อมูลของป่าว่า บริเวณไหน มันเสี่ยงต่อการถูกทําลาย แล้วเราก็ใช้โดรน (Drone) โดรนนี่ไม่แพงครับท่านประธาน เครื่องบินที่ติดกล้อง แล้วก็บินถ่ายภาพ แล้วก็ให้ข้อมูลเก็บเข้ามาก็สามารถใช้โดรนไปสํารวจ ป่าได้ แล้วมันก็ไม่ได้แพงมากมาย แล้วก็เก็บข้อมูลใส่ฐานข้อมูลเอาไว้ว่าบริเวณไหนที่เราสงสัยจะมี การทําลายป่าก็ไปถ่ายรูปเก็บข้อมูลเอาไว้ แล้วที่ไหนที่พบว่ามันมีการทําลายป่าจริง ๆ ก็ต้อง ผนึกกําลังเข้าไปดูแลที่จะต้องรีบจัดการโดยเร็วและเร่งด่วนทันที จะได้ไม่มีปัญหาต่อมาว่า ใครอยู่ก่อนกัน ระหว่างป่ามาทีหลังหรือคนมาทีหลัง ผมว่าเทคโนโลยีสมัยใหม่เดี๋ยวนี้ต้นทุน ไม่ได้สูงมาก ทุกวันนี้หลายแห่งก็ใช้โดรนถ่ายรูป ที่ของกูเกิล แมพ (Google map) ทั้งหลาย ที่มีข้อมูลละเอียดยิบเลย บ้านไหนอยู่ตรงไหนก็ใช้เครื่องเหล่านี้ช่วยถ่ายแล้วก็เก็บข้อมูล แล้วการเก็บข้อมูลมันไม่ได้แพงนะ อย่างผมทําศูนย์บริการทีทีอาร์เอส (TTRS) บริการคนหูหนวก ใช้ล่ามภาษามือ เราเก็บข้อมูลไว้หมดเลย เพียงแค่คุ้มครองคนหูหนวกเอาไว้ว่า ไม่ให้ล่ามเรา ไปละเมิด หรือเวลามีเรื่องสามารถเอาข้อมูลกลับมาดูได้ ภาคเอกชนยังสามารถเก็บข้อมูล เหล่านี้ได้ แล้วป่าไม้มันสําคัญกับประเทศชาติมากมายแค่ไหน มันต้องมีการใช้เครื่องพวกนี้ เทคโนโลยีสมัยใหม่ซึ่งมันไม่แพง ถ่ายแล้วก็เก็บข้อมูลไว้ตลอด แล้วเวลามีปัญหาไม่ต้องมา เถียงกัน เอาข้อมูลเก่ามาให้ดูได้เลย สภาพแต่ดั้งเดิมเป็นอย่างไร แล้วเดี๋ยวนี้เป็นอย่างไร มันดีขึ้นหรือมันแย่ลง อันนี้ผมเห็นด้วยว่าเทคโนโลยีต้องเอาเข้ามาช่วย

แล้วผมสนับสนุนเรื่องสุดท้ายครับในฐานะนักกฎหมายก็คือเรื่องภาษี ภาษี สิ่งแวดล้อมเมืองไทยเราไม่มี ผมว่าเราต้องเร่งที่จะออกภาษีสิ่งแวดล้อม ใครที่ทําให้เกิดมลพิษ ต้องรับผิดชอบที่จะดูแลรักษามลพิษนั้นให้กลับคืนดีมา โดยการเสียภาษีสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าผู้ที่ จะทําให้เกิดมลพิษในมิติอะไรก็ตาม ผมว่าตรงนี้ต้องเร่งครับ แล้วก็จะช่วยทําให้การอนุรักษ์ สิ่งแวดล้อมดีขึ้นครับ ขอบคุณมากครับท่านประธานครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านทิวา การกระสัง ค่ะ

นายทิวา การกระสัง 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านประธาน กรรมาธิการ ท่านกรรมาธิการ ผม ทิวา การกระสัง หมายเลข ๐๙๒ สิ่งที่ผมจะพูดก็เคย กราบเรียนต่อสภานี้มาแล้วก็คือการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ ผมจะอภิปรายในเรื่องที่ท่าน รายงานคือเรื่องโลกร้อน ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่ออาทิตย์ที่แล้วผมไปที่บ้านที่บุรีรัมย์ คุณย่าเล่าให้ฟังว่าเมื่อ ๔๐ ปีที่แล้วร้อนอย่างไรก็ถอดรองเท้าเดินกับพื้นดินได้ แต่ร้อน ในปัจจุบันนี้ร้อนถึงขนาดว่าไม่สวมรองเท้าเดินกับพื้นดินไม่ได้ นั่นคือปัญหาของโลก สิ่งที่ เกิดขึ้นก็คือทรัพยากรป่าไม้ถูกทําลาย ผมอยากจะกราบเรียนท่านกรรมาธิการท่านจะปฏิรูป เรื่องการฟื้นฟูทรัพยากร ในกระบวนการที่จะรักษาสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับต้นไม้ ผมเห็น งบประมาณกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ท่านปลัดอยู่หรือเปล่าไม่ทราบ เสียเงินไปปีละหลายพันล้านบาทในการปลูกต้นไม้โดยกรมป่าไม้หรือกระทรวงทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนี้ ท่านปลูกต้นไม้แล้วท่านไม่ได้ติดตามว่า ต้นไม้ที่ท่านปลูกนั้น มันยืนต้นอยู่กี่ต้น นี่ไม่รวมถึงงบประมาณของท้องถิ่นต่าง ๆ ที่ใช้เงินของรัฐไปเพื่อปลูกต้นไม้ แต่ต้นไม้ตายประมาณ ๘๐-๙๐ เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากว่าท่านมีงบปลูกแต่ไม่มีงบดูแลรักษา ท่านจะทําแบบนี้อีก ๑๐๐ ปีป่าไม้ของประเทศก็ไม่เกิน ๒๐ เปอร์เซ็นต์หรอกครับ เมื่อวาน ผมไปที่เชียงราย ไปที่ดอยตุง ไปไหว้พระธาตุดอยตุง ผมไปเมื่อ ๓๐ ปีที่แล้ว ๔๐ ปีที่แล้ว ในช่วงที่สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีท่านไปทําพระตําหนักดอยตุง ตอนนั้น พระองค์ท่านทรงปลูกสนสามใบ ต้นประมาณสักท่วมหัว ปัจจุบันผมไปดูสนสามใบที่เห็น เมื่อ ๔๐ ปีที่แล้วเป็นป่าที่สมบูรณ์ พอสนเกิด ป่าธรรมชาติอย่างอื่นก็ตามมา พวกไผ่ พวกอะไรก็เกิดมาเป็นป่าที่สมบูรณ์ ป่าเสื่อมโทรมท่านจะทําอย่างไรป่าเสื่อมโทรม โดยให้ ชาวบ้าน เข้าไปทําหน้าที่ปลูกป่าเหมือนที่ท่านอาจารย์วิระยะกล่าวเมื่อครู่นะครับ กราบเรียนท่านเลยครับให้ชาวบ้านอยู่กับป่านั่นละ แต่กําหนดพื้นที่ในการปลูกป่าให้เขาคน ละประมาณ ๑๕ ไร่ ให้เขาทํากิน ๗ ปี ท่านประธานที่เคารพ ท่านกรรมาธิการครับ การปลูกต้นไม้ท่านปลูกเลย ๖ คูณ ๓ ก็คือแนวระหว่างร่องเอา ๖ เมตร แนวระหว่างต้น ๓ เมตร ร่อง ๖ เมตรนั้นให้ชาวบ้านเขาทําประโยชน์ในร่องนั้น ปลูกมันสําปะหลัง ปลูกกล้วย ปลูกอะไรก็ได้ กว่าต้นไม้จะสูงขึ้นมาท่วมหัวก็ใช้เวลามาประมาณ ๗ ปี อันนี้ผมทดลอง มาแล้วนะครับ ต้นไม้ที่จะปลูกเอา ๖ ชนิด คือต้นประดู่ ต้นพะยูง ชิงชัน ตะเคียน แล้วก็ยางนา ท่านเอา ๖ ชนิดนี้ปลูกเลย ท่านป่าไม้นะครับ รับรองว่า ๒๐ ปี พื้นที่ป่าในประเทศไทยเต็มไป หมดเลย เขาจะสามารถทําประโยชน์ได้ในพื้นที่ในระหว่างร่องของต้นไม้ได้ ๗ ปี แล้วให้เขาดูแลรักษาต้นไม้เราไปด้วย ให้เงินค่าดูแลรักษาด้วย นี่คือวิธีที่ ๑ ในการจัดการกับ ป่าเสื่อมโทรม ที่จะให้ชาวบ้านอยู่กับป่าได้โดยไม่เดือดร้อน วิธีที่ ๒ เรื่องของยางพารา ก็คือ ต้นไม้ ถ้าท่านเป็นคนปลูกต้นไม้ท่านจะรู้ว่าเวลามันล้มไป ๑ ต้น กว่าจะโตได้ ๑๐ กว่าปี ผมเป็นคนปลูกต้นไม้ ผมมีต้นไม้ทุกชนิด ๔-๕ อย่าง ผมลองมาหมด ผมอาจจะไม่ใช่ เป็นนักวิชาการป่าไม้แต่ผมลองปลูกมาต้น ๔-๕ ชนิดนี้ในสวนผมมี ว่าง ๆ ไปบุรีรัมย์ท่านไปดูเลย ผมมีสวนสัตว์มีอะไรของผม ผมลองปลูกด้วยตัวของผมเอง นอกจากนี้ผมขอความร่วมมือ กับหลวงพ่อต่าง ๆ ในบุรีรัมย์ ทุกปีผมจะซื้อต้นไม้เหล่านี้ไปให้พระปลูก ปรากฏว่าโตหมด ให้โรงเรียนปลูกโตหมด แต่ป่าไม้ปลูก หรือว่าท้องถิ่นปลูก อบต. ปลูก ตายหมด เนื่องจาก ไม่มีคนดูแลรักษาครับ ถ้าท่านขอความร่วมมืออย่างนี้ อีกวิธีหนึ่งท่านมีหมู่บ้านอยู่ประมาณ ๗,๘๐๐ กว่าหมู่บ้าน พื้นที่ชนบททุกหลังคาเรือนมีที่ว่าง ท่านให้เขาปลูกเลยครับมะม่วง บ้านละ ๕ ต้น ๗,๐๐๐ กว่าหมู่บ้านท่านจะมีพื้นที่ป่าประมาณหลายล้านต้น แล้วให้ค่าดูแลรักษาเขา เหมือนป่าไม้ที่ให้ ให้ ๕ ปี ต้นละประมาณ ๑๐๐ บาท พอโต ๕ ปีเขาจะอยู่ของเขาเองต้นไม้ จะดูแลรักษามากที่สุดก็คือช่วง ๓ ปีแรกแค่นั้นเอง หลังจากนั้นเขาก็อยู่ของเขาได้ ต้นไม้คือ ชีวิต เขาก็เป็นสิ่งมีชีวิตเหมือนกับเรา แต่เขาพูดไม่ได้แค่นั้นเอง การที่ไปออกทีวี ตัดต้นยางทิ้ง ผมเสียดาย ถ้าเป็นของนายทุนท่านก็เอาต้นกระถินณรงค์ไปโรยตรงกลางเดี๋ยวมันก็ขึ้นมา รับรองเข้าไปอีกไม่ได้หรอกครับ ต้นกระถินเทพา ช้างยังเข้าไม่ได้เลย ไม่จําเป็นต้องไปตัดหรอกครับ ถ้าเป็นของนายทุน ถ้าชาวบ้านก็ให้ชาวบ้านอยู่อย่างที่หลาย ๆ ท่านว่านี่ละครับ เมื่อไรที่ท่าน ใช้ข้อมูลนี้รับรองว่าป่าเสื่อมโทรมก็จะไม่เป็นป่าเสื่อมโทรม แล้วท่านก็จะมีป่าอยู่ในบ้านอีก ขออีกนิดเดียวนะครับท่านประธาน บ้านจัดสรรซึ่งเป็นบ้านที่มีอยู่ทุกจังหวัด ท่านบอกเลยว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของบ้านจัดสรรต้องสร้างสวนป่า ไม่ใช่สวนป่าประเภทป่าธรรมดา กําหนด ต้นไม้ให้เขาปลูกเลย คุณจัดสรร ๓๐ ไร่ ๓ ไร่คุณต้องปลูกต้นไม้ ก็เอาต้นไม้ ๖ ชนิดนี้ละไป ให้เจ้าของบ้านจัดสรรปลูก ถ้าคุณไม่ปลูก ๖ ชนิดนี้ไม่อนุญาตให้ทําบ้านจัดสรร แค่นั้นท่าน จะมีป่าอยู่ในเมืองทุกจังหวัด ขอขอบพระคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านกูไซหม๊ะวันซาฟีหน๊ะ มนูญทวี ค่ะ

นางกูไซหม๊ะวันซาฟีหน๊ะ มนูญทวี

เรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่เคารพทุกท่าน แล้วก็ท่านผู้มีเกียรติ ทุก ๆ คน ดิฉัน นางกูไซหม๊ะวันซาฟีหน๊ะ มนูญทวี สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ รหัส ๐๑๓ ขอชื่นชมแล้วก็ขอสนับสนุนคณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดิฉันขอเสนอประเด็นประมาณ ๕ ข้อ

๑. เกี่ยวกับมลพิษ ทุกอย่างที่มีมาเป็นการแก้ปัญหาปลายน้ํา จะฝาก ในการปฏิรูปจะต้องปฏิรูปต้นน้ําถึงจะสําเร็จ มลพิษที่ดิฉันเสนอก็คือมลพิษทางน้ํา มลพิษ ทางอากาศ มลพิษทางฝุ่น มลพิษทางเสียง มีความจําเป็นมากที่เกิดอันตรายต่อประชาชน และมนุษยชาติ

๒. การบุกรุกพื้นป่า ป่าสงวนกับป่าที่ชุมชนใช้อยู่ต้องแยกให้ชัดเจน พร้อม จัดการเอกสารสิทธิทํารั้วป้องกันโดยประชาชน กลุ่มอนุรักษ์ป่าไม้ ส่งเสริมให้อยู่กัน อย่างพึ่งพิง พึ่งพา

๓. เรื่องขยะเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศของเราอยู่ตอนนี้ เรื่องการสร้าง ลักษณะนิสัยการทิ้งขยะ คนไทยของเรามักง่ายเห็นว่าตรงไหนทิ้งก็ทิ้งไปเลย จะต้องฝึกตั้งแต่ เด็ก ๆ ให้เรารู้จักที่จะทิ้งขยะ แล้วก็ละอาย การจัดคัดแยกขยะ คัดแล้วเก็บรวมหรือเปล่า จะต้องสร้างให้เขาแยกขยะให้เป็น เริ่มตั้งแต่ที่บ้านและโรงเรียน แล้วก็ชุมชน การสร้างขยะ ให้มีมูลค่า เช่น ผลิตปุ๋ยและอื่น ๆ ด้านชีวภาพ การตั้งธนาคารขยะ ฝึกให้เก็บขายขยะในบ้าน แล้วก็เป็นธนาคารนะคะ การเอาขยะเป็นพลังงานแก๊ส พลังงานไฟฟ้า หรืออื่น ๆ ผลิตภัณฑ์ เพิ่มมูลค่าสร้างรายได้ สร้างชื่อเสียง สร้างในหมู่บ้านเป็นโอท็อป (OTOP) ระดับประเทศได้

ดังนั้นดิฉันขอเพิ่มว่าน้ําเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมเป็นปัญหาเรื้อรัง เป็นปัญหาไม่ได้แก้ตรงจุด ปัญหาไปค้างอยู่ที่ไหน ร้องเรียนตรงไหน เจ้าหน้าที่ไม่รับผิดชอบ ผู้ประกอบการปัจจุบันมันใหญ่กว่าจังหวัด ใหญ่กว่าเจ้าหน้าที่เพราะผลประโยชน์

ข้อที่ ๕ การศึกษาปัญหา ดิฉันขอสนับสนุนให้ทําวิจัยชุมชน พา (PA) พีเอ มีส่วนร่วม การยกระดับมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ การให้ประชาชนเรียนรู้และทบทวน สิ่งแวดล้อม ให้ชุมชนปกครองด้วยตนเอง ชุมชนดูแลสิ่งแวดล้อมทรัพยากรให้เขาเข้มแข็ง ทําให้เกิดการรวมตัวกลุ่มอนุรักษ์ที่มีพันธกิจฟื้นฟูดูแลพัฒนาสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล ทําด้วยใจ ทําด้วยรัก เข้าใจ เข้าถึง ปฏิบัติเพื่อประเทศชาติ ทําให้ประชาชนเกิดความตระหนักรู้หน้าที่ ทําให้เยาวชนและผู้นําต่าง ๆ เกิดความตระหนักสร้างระบบกลไกป้องกันรักษาในชุมชน อย่างยั่งยืน มั่นคง ก่อให้เกิดความมั่งคั่ง มั่งมี แล้วก็ยั่งยืนตลอดไป ปีนี้เป็นปีที่ครบรอบ ๖๐ พรรษา องค์พระเทพฯ ของเรา เป็นปีที่สนับสนุนปลูกป่า ดังนั้นอยากจะให้พวกเรา สนับสนุนปลูกที่บ้านอย่างน้อย ๑ ต้น เป็นชื่อต้นหนึ่ง อีก ๒๐ ปี เราจะภูมิใจนะคะ เป็นการ อนุรักษ์ ท้องถิ่นต้องสร้างเงื่อนไขกับชุมชนเป็นประเด็นสําคัญ ขอสนับสนุนการปฏิรูป ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อชาติ บ้านเมือง สิ่งแวดล้อมปัจจุบันนี้ ทุกคนต้องเห็น คุณค่าในใจ นี่คือประเทศชาติ ขอขอบคุณ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ท่านสมาชิกคะ ขณะนี้สมาชิกจํานวน ๑๘ ท่านที่ได้แจ้งความประสงค์จะ อภิปรายให้ความเห็นในประเด็นปฏิรูปเรื่องระบบการบริหารจัดการทรัพยากร ซึ่งได้อภิปราย ครบแล้วค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านประธานชี้แจงค่ะ

นายปราโมทย์ ไม้กลัด ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ในช่วงท้ายนี้มีท่านกรรมาธิการ ๒ ท่าน อยากจะขอสรุปสักนิดหนึ่ง สั้น ๆ ท่านแรก อาจารย์สุชาติ นวกวงษ์ และท่านเกษมสันต์ จิณณวาโส แล้วผมก็จะขอพูดสรุป ตอนช่วงท้ายครับ ขอบคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ค่ะ ขอเชิญท่านสุชาติค่ะ

รองศาสตราจารย์สุชาติ นวกวงษ์ กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานครับ ผม สุชาติ ขอบคุณท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่กรุณาให้ความเห็น กรุณาให้คําชี้แนะ ในเรื่องต่าง ๆ โดยเฉพาะเรื่องของการจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม มีประเด็นเรื่องที่เกี่ยวข้อง กับที่ผมทําการศึกษาโดยตรง ก็คือเรื่องของการจัดการขยะ ผมอยู่ที่มหาวิทยาลัย เขาก็เรียกผม เป็นอาจารย์ขยะ มาอยู่ที่นี่ผมก็ดูเรื่องของขยะอีกก็จะเป็น สปช. ขยะก็ได้นะครับ เรื่องของ การจัดการขยะมันเป็นเรื่องที่เป็นมหากาพย์นานแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นก็อยากจะ ทําการศึกษาครั้งนี้ให้จบเสร็จสิ้นไปนะครับ จริง ๆ แล้วการจัดการขยะมันสามารถทําได้หลายมิติ การทําปุ๋ย การคัดแยกทําปุ๋ย การคัดแยกมาทําเป็นแก๊ส หรือว่าการทําเป็นไฟฟ้าพลังงาน ทดแทนก็สามารถทําได้นะครับ

ทีนี้ผมจะขอพูดถึงเรื่องหนึ่ง คือเรื่องที่การจัดการขยะในลักษณะการเป็น พลังงานทดแทน ที่ผมต้องการศึกษานี้นะครับ จะทําการแบ่งพื้นที่ขยะเป็นคลัสเตอร์ (Cluster) ทั่วประเทศ โดยให้คลัสเตอร์หนึ่งมีปริมาณขยะประมาณถึง ๕๐๐-๗๐๐ ตัน แล้วก็ ในคลัสเตอร์ต่าง ๆ นี้ก็ให้เอกชน เพราะว่าดังที่ได้เรียนท่านแล้วว่าเอกชนเป็นผู้มีบทบาท ในการที่จะจัดการเรื่องของขยะ เพราะฉะนั้นเราก็ส่งเสริมให้เอกชนเข้าไปดูแลในพื้นที่ ของคลัสเตอร์หนึ่ง ๆ แต่คลัสเตอร์อยู่ที่ไหนก็เป็นการศึกษาต่อไปว่าคลัสเตอร์อยู่ที่ไหน ทั้งประเทศจะมีคลัสเตอร์ประมาณสัก ๗๐-๘๐ คลัสเตอร์ด้วยกัน ไม่รวม กทม. นะครับ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราสามารถจัดการคลัสเตอร์ได้ แล้วก็ใช้คลัสเตอร์นี้เป็นแหล่งของ การใช้เทคโนโลยีสูง ๆ ที่สามารถที่จะสร้างพลังงานไฟฟ้า แล้วก็สามารถกําจัดขยะได้ ถ้าหากว่า เราสามารถแปลงขยะให้เป็นพลังงานไฟฟ้าได้ ตรงนี้ก็จะเรียกว่า เป็นโรงไฟฟ้าขยะขนาดเล็ก เขาเรียกว่า วีเอสพีพี : เวรี สมอล เพาเวอร์ แพลนท์ (VSPP : Very Small Power Plant) สามารถให้พลังไฟฟ้า ที่ขนาด ๗๐๐ ตันต่อวันขยะนี่นะครับ ไม่เกิน ๑๐ เมกะวัตต์ ประมาณ สัก ๑๕๐ ตันก็สามารถได้ไฟฟ้า ๑ เมกะวัตต์แล้วนะครับ เพราะฉะนั้นเราก็จะสามารถใช้ได้ ทีนี้ต้องขอบคุณรัฐบาลเพราะว่ารัฐบาลนี้มีโครงการที่จะส่งเสริมให้เอกชนเข้าร่วมลงทุน ในลักษณะของการให้แอดเดอร์ (Adder) แอดเดอร์คืออะไรครับ แอดเดอร์ก็คือการเสริมให้ เงินตอบแทนให้กับผู้ที่ลงทุนในเรื่องของการทําแปลงขยะให้เป็นพลังงานนะครับ นอกจาก แอดเดอร์แล้วยังมีเรื่องของฟีด อิน ทาริฟ (Feed-in-tariff) ซึ่งมีการแปลงจากแอดเดอร์ มาเป็นเรื่องของระบบการชดเชยให้อีกแบบหนึ่ง อันนี้เป็นรายละเอียดนะครับ นี่คือเรื่องของ การจัดขยะในภาครัฐ แล้วผมยังสนับสนุนให้เป็นการจัดการร่วมโดยเอกชนนะครับ

อันที่ ๒ เรื่องของการจัดการน้ําเสีย อันนี้ก็กําลังคิดอยู่นะครับว่าจะต้องทํา กฎหมายออกมาเพื่อที่จะให้ท้องถิ่นสามารถมีเงินในการบริหารจัดการของน้ําเสียได้นะครับ คิดหลักการก็คือว่าต้องทําเอฟเอสดีดี (FSDD) ถ้าไม่มีเอฟเอสดีดี ท้องถิ่นก็ไม่สามารถที่จะ เข้ามาทําการสร้างระบบบําบัดน้ําเสียได้ เอฟเอสดีดีก็คือเรื่องของฟีสซิบิลิตี สตัดดี ดีเทล ดีไซน์ (Feasibility Study Detail Design) อันนี้จะเป็นส่วนสําคัญมากในการที่จะบอกว่า น้ําเสียจะสามารถจัดการได้โดยวิธีใด และนอกจากนั้นเรื่องของกองทุนสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง กับการที่จะหาเงินให้กับท้องถิ่นมีส่วนสําคัญมากอย่างยิ่ง

อีกเรื่องหนึ่งที่ท่านแนะนํามา คือเรื่องของภาษีปลายปล่อง หรือว่าภาษี สิ่งแวดล้อม ก็เป็นเรื่องสําคัญมาก หลักการพีพีพี ก็จะต้องนํามาเสนอนะครับ หลักการของ อีพีอาร์ ก็ต้องใช้ครับ หลักการของซีเอสอาร์ ก็ต้องใช้ครับ เพราะฉะนั้นในชั้นต้นนี้ผมคิดว่า หลักการที่ท่านแนะนํามาแล้วผมกําลังคิดต่อไป กรรมาธิการกําลังคิดต่อไป ก็จะนํามาเสนอ ที่นี่ครับ ขอบคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอเชิญคุณธรณ์ค่ะ

นายธรณ์ ธํารงนาวาสวัสดิ์ กรรมาธิการ 🔗

ขออนุญาตครับ ในเรื่องเกี่ยวข้อง กับทะเล ก็มีประเด็นสั้น ๆ นะครับ ผมก็เลยอยากจะชี้แจงให้สมาชิกทุกท่านเข้าใจว่า เรามีอะไรบ้างนะครับ ในเรื่องของการกัดเซาะชายฝั่งมีการพูดถึง จริง ๆ แล้วประเด็นนั้น สําคัญมาก เพราะว่ามันไม่ใช่กัดเซาะเฉพาะจังหวัดนครศรีธรรมราชหรือว่าจังหวัดสงขลา มันกัดเซาะเยอะแยะมากมายทั้งอ่าวไทยและอันดามัน โดยเฉพาะอ่าวไทย ๗๐๐ กิโลเมตร เพราะฉะนั้นปัจจุบันสิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือพระราชบัญญัติส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากร ทางทะเลและชายฝั่ง ที่ผมบอกไปแล้วว่าจะออกมาวันที่ ๒๔ มิถุนายน จะให้อํานาจในการที่จะ จัดการกับปัญหานี้อย่างจริงจัง รวมถึงการรื้อ เกิดมานี้ไม่เคยมีนะครับ มีกฎหมายที่จะ รื้อถอนสิ่งที่ปลูกสร้าง เรามีแต่ว่าสร้างเสร็จมีปัญหากัดเซาะก็สร้างเขื่อน สร้างเขื่อน แล้วก็สร้างเขื่อน มันก็กัดกัน ต่อไปเรื่อย ๆ นี่จะเป็นครั้งแรกที่เรามีอํานาจในการรื้อโดยที่อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่งจะสามารถรื้อได้ เพียงแต่ว่าก่อนที่จะทําอะไร มันก็ต้องมีการศึกษา ตอนนี้ ทางกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งรวมกับคณะอนุกรรมาธิการเรา ถ้าเผื่อช่วยกันทํา เราแบ่งออกมาเป็นประมาณ ๒๐ เขาเรียกเซลล์ (Cell) เซลล์หนึ่งก็คือ ๑ พื้นที่ เป็น ๒๐ เซลล์ ทั่วประเทศ เพราะว่ากัดเซาะนี่เราจะไปดูเฉพาะหน้าบ้านเราไม่ได้ มันต้องดูกระบวนการของ น้ําทั้งหมด ซึ่งแต่ละน้ําทั้งหมดนี่มันจะแบ่งไปได้ ๒๐ น้ําครับว่าน้ําหมุน ๆ อย่างนี้ ๒๐ น้ําใน บริเวณชายฝั่งต่าง ๆ ซึ่งก็มีกรรมการทางกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งก็กําลังตั้ง กรรมการในเรื่องของการกัดเซาะ ซึ่งมีชาวบ้านมีใครต่อใครเข้ามาร่วมด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าภายใน ๓-๖ เดือนข้างหน้านี่เราจะเริ่มลงมือของจริง ซึ่งเซลล์แรกก็ น่าจะมีอยู่ ๒ ที่ ก็คือที่พระราชวังที่หัวหิน เพราะว่าพระองค์ท่านก็โดนกัดเซาะเหมือนกัน แล้วก็อีกที่หนึ่งก็คือนครศรีธรรมราชกับสงขลา อันนั้นก็คือเรื่องของการกัดเซาะ ๓ เดือน ๖ เดือนนี่เราจะเห็นผลค่อนข้างชัดว่ามันจะมีการแก้ไขปัญหาอย่างไร นั่นคือข้อแรก

ข้อที่ ๒ ก็คือมันก็จะไปเกี่ยวข้องกับอีไอเอ หรือก็เกี่ยวข้องกับเรื่องของการ อนุมัติในโครงการต่าง ๆ ที่อาจจะทําให้เกิดการกัดเซาะ เช่น เขื่อนของหน่วยงานต่าง ๆ ที่จะ สร้างขึ้นไป แล้วมันกัดเซาะจริงหรือเปล่าก็ไม่ทราบ หรืออะไรต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ อันนั้น ก็ต้องมีการมาพิจารณากันใหม่ในหลายจุดเพื่อให้มันเหมาะสม ในเรื่องของป่าชายเลน ๑,๕๐๐,๐๐๐ ไร่ ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ทํากันมาเยอะ แล้วก็ค่อนข้างที่จะบอกได้ว่าป่าชายเลน ของเมืองไทยนี่ค่อนข้างนิ่ง ในอดีตนี่เราเสียเป็นล้านไร่ แต่ตอนนี้มันเริ่มนิ่งแล้ว คือมัน ไม่เหมือนปะการัง ปะการังนี่มันลดฮวบ แต่ป่าชายเลนนี่มันค่อนข้างนิ่งนะครับ เพราะฉะนั้น ป่าชายเลนนี้เชื่อว่าภาครัฐก็มาถูกวิธี แล้วอาจจะว่ากันต่อไปนะครับ

ขยะทะเลเป็นปัญหามหาศาล ประเทศไทยติดอันดับ ๖ ๑,๓๐๐,๐๐๐ กว่าตัน ต่อปี แล้วมันส่งผลกระทบการท่องเที่ยว ส่งผลกระทบหมดเลยทุกอย่าง ตรงนั้นก็คงจะต้อง มีการจัดการตั้งแต่แผ่นดินอย่างที่อาจารย์สุชาติพูด แล้วก็ว่ากันไปว่าจะจัดการอย่างไรให้ขยะ ไม่ลงไปทะเล เพราะว่าต้นเหตุมันมาจากแผ่นดินส่วนใหญ่ มันไม่ใช่ในทะเลนะครับ

เรื่องของการประมงผิดกฎหมายไอยูยูอันนี้สําคัญมาก ก็เพราะว่าเรากําลัง พูดถึงเรื่องของแรงงาน ผมไม่พูดถึงแรงงานนะครับ ผมพูดถึงเรื่องของการประมงทําลายล้าง ซึ่งเขามี ๒ ประเด็น แรงงานกับประมงทําลายล้าง ประมงทําลายล้างนี่ท่านนายกรัฐมนตรี ก็เรียกประชุมประมงแห่งชาติ ๒ ครั้งแล้วนะครับ เป้าหมายของเรา อย่างแรกคือเอาเรือ เข้าระบบ ตอนนี้เขาก็ทําอยู่ กรมประมงก็ทําอยู่ ก็คือเรือจะอยู่ในระบบ ข้อที่ ๒ ก็คือ ติดดาวเทียมเรือแต่ละลํา เรือพวกนี้ไม่ว่าจะเป็นเรือประมงขนาดใหญ่นะครับ ยังไม่พูดถึง ประมงพื้นบ้าน พูดถึงขนาดใหญ่หน่อย ๒๐ เมตรอัพ (Up) ประมาณนี้ เรือพวกนี้ไม่ว่าจะวิ่ง ไปไหนก็จะส่งสัญญาณดาวเทียมขึ้นมา ศูนย์อยู่ที่ไหนไม่ใช่ศูนย์ไปอยู่ตามจังหวัดนะครับ เพราะว่าคงดูไม่ไหว ศูนย์ก็จะมารวมอยู่ที่ ศรชล. ศรชล. นี่ก็คือส่วนหนึ่งของสภาความมั่นคง แห่งชาติทางทะเล โดยที่มีกองทัพเรือเป็นหลัก แต่ก็จะมีเจ้าหน้าที่จากกรมประมง จากหน่วยงานต่าง ๆ เข้าไปอยู่ร่วม แต่พอยท์ที่สําคัญที่สุดก็คือว่าถ้าเกิดมันมีศูนย์ปุ๊บ มีปี๊บ ๆ เรือลํานี้กําลังทําการประมงในพื้นที่ที่ห้ามทําการประมง ยกตัวอย่างเช่น กฎหมายประมงใหม่ ที่กําลังจะออกมาวันที่ ๒๕-๒๖ มิถุนายนก็จะชัดเจนว่า เดิมทีจาก ๓ กิโลเมตร ตอนนี้ขยายเขตออกไปเป็น ๓ ไมล์ทะเล ๕ กิโลเมตรเศษนะครับ แล้วพื้นที่ก็จะเพิ่มขึ้น ทําให้ ประมงพื้นบ้านมีแหล่งหากินมากขึ้นว่าง่าย ๆ เพียงแต่ว่าถ้าเกิดมันปี๊บ ๆ เข้ามาตอนนี้ทําการ ประมงในพื้นที่ที่ห้ามแล้วจะทําอย่างไร คือเอาแค่ดาวเทียมไปจับ มันส่งฟ้องไม่ได้ มันต้อง มีเรือไปตรวจ เพราะฉะนั้นตรงนี้ทางสภาความมั่นคงแห่งชาติ คือผมคุยกันมา หลายครั้งแล้ว ก็ร่วมกับทาง ศรชล. เขาเรียกว่าอินทีเกรท โคสท์ การ์ด (Integrate coast guard) ในอเมริกามีโคสท์ การ์ด มีหน่วยงานโคสท์ การ์ดโดยเฉพาะหลายคนก็คงจะทราบดี หลายประเทศก็มีโคสท์ การ์ด แต่ประเทศไทยเรายังไปไม่ถึงขั้นที่เรียกกันว่าตั้งหน่วยงาน โคสท์ การ์ดขึ้นมาทั้งหน่วย เพราะต้องใช้งบประมาณเป็นหลายหมื่นล้านบาท มันไม่ไหว เราก็เลยใช้วิธีอินทีเกรท โคสท์ การ์ด หมายความเรือของกองทัพเรือ เรือของตํารวจน้ํา เรือของกรมประมง เรือของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เรือของอุทยานแห่งชาติ จะรวมพูล (Pull) เข้ามาใช้ ท่านทราบไหมความว่าเรือบางลําที่เรามีอยู่ในหน่วยงานต่าง ๆ ใช้คาพาซิตี (Capacity) ใช้อยู่ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ คือเรือนี่มันควรจะวิ่งได้ ๑,๐๐๐ ชั่วโมง ว่าง่าย ๆ วิ่งอยู่แค่ ๑๕๐ ชั่วโมง ด้วยเหตุผลว่าไม่มีน้ํามัน อะไรประมาณนั้น เพราะฉะนั้นถ้า เกิดอินทีเกรท โคสท์ การ์ด ไม่ว่าจะเข้ามาตรงไหน เรืออะไรที่อยู่ใกล้ กองทัพเรืออยู่ใกล้ตรง จุดที่รุกล้ําก็ไปจับได้ หน่วยงานอื่น ๆ อยู่ได้ เสร็จแล้วก็ใช้น้ํามันพูลเข้ามาช่วยกัน เรือมี แต่ไม่ มีน้ํามัน น้ํามันก็จะเข้าไปจากศูนย์กลาง อันนี้ก็จะทําให้ระบบของการจับกุมของเรานี่ชัดเจน ยิ่งขึ้น ใช้ทั้งดาวเทียม ใช้ทั้งอินทีเกรท โคสท์ การ์ดในการจับกุมเรือที่กระทําผิดกฎหมาย และทั้งหมดก็จะอยู่ในระบบมากขึ้น อันนี้ก็คงจะทําให้ชัดเจนขึ้น จริง ๆ แล้วมันจะต่อเนื่อง ไปถึงเรือท่องเที่ยวด้วยซ้ําในการติดดาวเทียมเรื่องอื่น ๆ อีกมาก แต่นั่นเป็นรายละเอียด ผมก็คงจะตอบคําถามที่สงสัยไว้เท่านี้ แต่จริง ๆ แล้วมันยังมีอีกมากนะครับ เรื่องโลจิสติกส์ เรื่องอะไรก็เดี๋ยวค่อยว่ากันแล้วกันนะครับ ขอบคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอเชิญท่านเกษมสันต์ค่ะ

นายเกษมสันต์ จิณณวาโส กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ ท่านสมาชิกที่ได้ให้ความเห็นในเรื่องแนวทางการปฏิรูปการจัดการทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หลายประเด็นที่ท่านให้ความเห็นส่วนใหญ่ก็จะอยู่ในกรอบของ มาตรการที่กําหนด หลายท่านที่ห่วงใยหรือกังวลส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องการนําแนวทาง หรือมาตรการไปสู่การปฏิบัติ ผมคิดว่าหลาย ๆ ประเด็นที่ท่านเสนอนี้ เช่นในเรื่องของ เครื่องมือกลไก เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ ภาษี กระบวนการมีส่วนร่วม การจัดการมลพิษ เรื่องขยะ น้ําเสีย เรื่องการปนเปื้อนจากการใช้ประโยชน์ เรื่องทรัพยากรแร่ เรื่องป่าชายเลน เรื่องการบ่มเพาะองค์ความรู้ในด้านการจัดการทางด้านทรัพยากรหรือประเด็นอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องที่หลายท่านให้ข้อห่วงใย ขออนุญาตกราบเรียนต่อที่ประชุมอย่างนี้ว่าความเห็น ของท่าน ผมในฐานะที่เป็นกรรมาธิการก็จะรับเอาไปดูทั้งหมดว่า ประเด็นใดบ้างที่เป็นเรื่อง ของงานทางด้านการปฏิบัติ และเชื่อว่าทางกรรมาธิการก็คงจะหยิบยกออกมาว่า ถ้าเป็นเรื่อง ของการปฏิบัติก็คงทําเป็นประเด็นแจ้งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไป อะไรที่อยู่ในกรอบของการ ปฏิรูปซึ่งเป็นระยะกลางหรือระยะยาวนั้นก็จะปรากฏอยู่ในเอกสาร ซึ่งได้กราบเรียนไว้ ตอนต้นว่า รายงานฉบับนี้เนื่องจากว่าเราไปกําหนดฟอร์แมต (Format) ไว้พอสมควร เพราะฉะนั้นประเด็นสาระสําคัญหลาย ๆ เรื่องก็อาจจะตกลงไปบ้าง สิ่งที่สําคัญที่สุดก็คือว่า ในทุก ๆ เรื่องที่กล่าวถึงเป็นเรื่องที่มีลําดับความสําคัญต่อการปฏิรูปทางด้านการจัดการ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยทั้งสิ้น แล้วก็ขอขอบพระคุณท่านสมาชิกทุกท่าน ที่ได้กรุณาให้ความเห็นเป็นแนวทางในการปรับปรุงเอกสารแนวทางปฏิรูปวาระที่ ๒๕ ให้มี ความสมบูรณ์ครบถ้วนต่อไป ขอบพระคุณมากครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอเชิญท่านประธานค่ะ

นายปราโมทย์ ไม้กลัด ประธานกรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ในนาม ของคณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็ใคร่ขอขอบคุณท่านสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่าน ที่ได้อภิปรายให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะในเรื่องราวของ การปฏิรูประบบการบริหารจัดการทรัพยากรในครั้งนี้ อยากจะขอกราบเรียนทุกท่านว่า การปฏิรูปครั้งนี้วาระนี้เป็นการปฏิรูประบบการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมโดยรวม ไม่ได้มุ่งเน้นถึงทรัพยากรธรรมชาติตัวใดตัวหนึ่ง แบบนั้นยังมี รายละเอียดอีกเยอะมากมายเหลือเกิน ซึ่งกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมกําลังศึกษาวิเคราะห์การปฏิรูปแต่ละตัวทรัพยากรที่สําคัญ ๆ เราจะทํา อย่างไรกัน ระบบการบริหารจัดการทรัพยากรที่เราเสนอมารวมทั้งสิ้น ๗ ประการ ๗ ประเด็นเป็นเรื่องราวของการจะพัฒนาระบบโดยรวม เอาละครับก็ขอขอบคุณทุกท่านที่ได้ ให้ข้อเสนอแนะที่มีประโยชน์ แล้วเราจะนําไปคิดต่อเนื่องต่อไปว่าเราจะทําอย่างไรให้มี ความสมบูรณ์ครับ ขอบคุณครับท่านประธานครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบพระคุณมากค่ะ เป็นอันว่าที่ประชุมได้รับทราบแนวทางการดําเนินการของ คณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วาระปฏิรูปที่ ๒๕ ระบบการ บริหารจัดการทรัพยากรแล้ว และได้รับทราบความเห็นข้อเสนอแนะ ข้อสังเกตของสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติ ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นําเป็นแนวทางในการดําเนินการต่อไปค่ะ เป็นอันจบการพิจารณารายงานวาระปฏิรูปที่ ๒๕ ระบบการบริหารจัดการทรัพยากร

ต่อไปจะเป็นการพิจารณารายงานวาระปฏิรูปที่ ๒๖ การจัดการภัยพิบัติ ตามธรรมชาติภาวะโลกร้อน ดิฉันขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการแถลงรายงานเลยนะคะ

นายปราโมทย์ ไม้กลัด ประธานกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายปราโมทย์ ไม้กลัด ในนามของคณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอเสนอรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง การจัดการภัยพิบัติ ตามธรรมชาติภาวะโลกร้อน ซึ่งเป็นวาระการปฏิรูปที่ ๒๖ เสนอต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติแห่งนี้ เพื่อให้ที่ประชุมได้พิจารณา แล้วก็ให้ข้อเสนอแนะแนวทางในการปฏิรูปการจัดการภัยพิบัติ ตามธรรมชาติภาวะโลกร้อนให้มีความสมบูรณ์ แล้วก็เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างถูกต้อง และเป็นรูปธรรมต่อไปครับ

ท่านประธานที่เคารพครับ รายงานการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วาระการปฏิรูป การจัดการภัยพิบัติตามธรรมชาติ ภาวะโลกร้อน นี้ก็มีเอกสารนําเสนอต่อท่านสมาชิกทุกท่านแล้ว มีหัวข้อการนําเสนออยู่ใน รายงาน ๕ หัวข้อด้วยกัน

หัวข้อแรก ก็คือหลักการและเหตุผล

หัวข้อที่ ๒ ประเด็นการศึกษา

หัวข้อที่ ๓ วิธีการพิจารณาศึกษา

หัวข้อที่ ๔ สรุปผลการพิจารณาศึกษา

และที่สําคัญ คือหัวข้อที่ ๕ ข้อเสนอประเด็นการปฏิรูปและแนวทาง การดําเนินการที่เสนอต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติเพื่อพิจารณา

ท่านประธานครับ กระผมก็ขอนําเสนอรายงานผลการพิจารณาศึกษาในสาระ รายละเอียดที่สําคัญของแต่ละหัวข้อที่กระผมได้กล่าวตอนต้นว่า มีเรื่องราวที่สมควรที่จะให้ ท่านสมาชิกทุกท่านได้รับรู้รับทราบ ให้ได้พิจารณา ก็มีดังต่อไปนี้นะครับ

หัวข้อแรก ก็คือเรื่องราวของหลักการและเหตุผล ภัยพิบัติตามธรรมชาติ ภาวะโลกร้อนนี้ ก็อยากจะนําเรียนท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน ภัยพิบัติตามธรรมชาติ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ และเราไม่สามารถที่จะไปกํากับดูแลได้เลย อันนี้ อยากจะนําเรียนพื้นฐานของภัยพิบัติตามธรรมชาติสักนิดหนึ่ง เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ส่งผลกระทบ เกิดอันตรายต่อการดํารงชีวิตของผู้คน ของมนุษย์นี่ละครับ ภัยพิบัติตามธรรมชาติมีหลายรูปแบบ ผมอยากจะแยกแยะสักนิดหนึ่งว่าเวลาเราพูดกันรวม ๆ การบริหารจัดการภัยแต่ละภัย มันไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะในการศึกษาของเรา เราจะต้องศึกษา วิเคราะห์ออกมาแต่ละเรื่อง แต่ละราว แต่ละภัยมันเป็นอย่างไร บางอย่างร้ายแรงน้อย บางอย่างร้ายแรงมาก เมื่อร้ายแรงมาก ก็เกิดผลเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินมากมาย ท่านทั้งหลายที่อยู่ในห้องนี้ก็คงจะประสบ พบกับเหตุการณ์ภัยพิบัติธรรมชาติที่มีความรุนแรงเกิดขึ้นในเมืองไทยหลายรูปแบบทีเดียว ถ้าจะพูดกันแล้ว ภัยพิบัติธรรมดา ๆ ก็พบกันอยู่ทั่วไปตลอดปี ทุกเดือนในเมืองไทย มีภัยธรรมชาติทุกเดือนพูดกันง่าย ๆ อันนี้ก็เป็นภัยธรรมชาติแบบเรายอมรับกันได้ แต่ก็เป็น ความเดือดร้อน ภัยพิบัติธรรมชาติที่มีความรุนแรง เหตุการณ์ในความทรงจํา ใน พ.ศ. ๒๕๔๗ เมื่อปลายเดือนธันวาคม การเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ คลื่นสึนามิซัดชายฝั่งหลายจังหวัด ของประเทศไทยในด้านฝั่งทะเลอันดามัน การเกิดภัยอันนี้เราจะพบว่าเกิดภัยพิบัติที่ทําลายชีวิต ผู้คน ทรัพย์สินต่าง ๆ เสียหาย การเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ ลุ่มน้ําเจ้าพระยา เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๔ ไม่นานมานี้ละครับ เป็นเหตุการณ์อุทกภัยขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นในเมืองไทย ไม่ใช่เกิดขึ้นครั้งแรก แค่นั้นนะครับ ในอดีตก็มี เหตุการณ์น้อง ๆ พ.ศ. ๒๕๕๔ พ.ศ. ๒๔๘๕ สมัยโบราณก็เกิด พ.ศ. ๒๕๓๘ พ.ศ. ๒๕๕๔ อันนี้คือภัยพิบัติขนาดใหญ่ แล้วเราสู้รบปรบมืออย่างไร มีปัญหา การเกิด อุทกภัยขนาดใหญ่ในเขตภาคตะวันออกของประเทศไทย ลุ่มน้ําปราจีนบุรีอะไรทํานองนั้น ก็เคยเกิดกันมาแล้ว รวมไปถึงอุทกภัยซ้ําซากในภาคใต้ของประเทศไทย นี่อยากยกตัวอย่าง ให้ฟังครับว่า ภัยธรรมชาติมันเกิดในเมืองไทยเป็นประจํา พูดกันง่าย ๆ ว่าทุกปี มากบ้าง น้อยบ้างแค่นั้นล่ะครับ โดยสรุปแล้วภัยพิบัติตามธรรมชาติเป็นปัญหาสําคัญที่คนไทยควรให้ ความสนใจ แล้วก็ร่วมมือกันในการแก้ปัญหาครับ โดยอาศัยหลักการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน อันนี้เป็นเรื่องสําคัญ การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนไม่ใช่พูดกันเป็นวาทะ เป็นเรื่องสําคัญ ในยุคปัจจุบัน การดําเนินการที่จะเตรียมป้องกัน แล้วก็จัดการปัญหาภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจะทํา อย่างไร แล้วหน่วยงานภาครัฐก็สําคัญที่สุด หน่วยงานภาครัฐควรสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับ ภัยพิบัติตามธรรมชาติแต่ละอย่าง ๆ ให้กระจายไปสู่ผู้คนประชาชนอย่างทั่วถึง ทั้งนี้เพื่ออะไร เพื่อปลูกจิตสํานึก สร้างพลังเครือข่าย การจัดการภัยพิบัติอันนี้ให้เข้มแข็งเป็นระบบ แล้วก็มี ความยั่งยืน อันนี้คือหลักการและเหตุผลที่มีเห็นประเด็นเลยว่ามันถึงเวลาแล้วที่เมืองไทย จะต้องมีการปฏิรูปหรือพัฒนาต่อเนื่องอะไรก็แล้วแต่ ในการบริหารจัดการภัยพิบัติธรรมชาติ

หัวข้อที่ ๒ ที่กระผมได้แสดงอยู่ในเอกสารการศึกษาก็คือประเด็นการศึกษา ประเด็นการศึกษาเป็นหัวข้อหลักของการศึกษาเพื่อจะปฏิรูปครั้งนี้ครับ มันต้องศึกษาก่อนว่า อะไรมันเป็นอะไร การศึกษาชุดแรกก็คือศึกษาสภาพปัญหาข้อเท็จจริง ข้อมูล แล้วก็ปัจจัย ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับภัยธรรมชาติแล้วก็รวมไปถึงภาวะโลกร้อนที่มันมีผลกระทบกับ เมืองไทยด้วย มันเป็นอย่างไร เราเข้าใจกันนะครับ แต่ว่าเข้าใจกันชัดเจนลึกซึ้งขนาดไหน ผมเองก็มีส่วนที่เรียกได้ว่า เข้าใจลึกซึ้งพอสมควรแต่ก็ยังไม่เต็มที่ เพราะฉะนั้นต้องศึกษาว่า อะไรเป็นอะไร

เรื่องแรกอยากจะนําเสนอต่อที่ประชุมนี้สั้น ๆ ก็แล้วกันว่าภัยธรรมชาติ มันมี กี่ภัยด้วยกัน ที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ ทั่วประเทศไทย มันมีทั้งหมด ๙ ภัยธรรมชาติครับ จําแนกแจกออกมา มีอยู่ ๙ ภัยธรรมชาติ ภัยแรกก็คือภัยจากลมครับ ที่เราเรียกกันว่าวาตภัย พายุลมแรง พัดบ้านเรือนพัง พายุไต้ฝุ่น พายุโซนร้อน พายุดีเปรสชัน เข้าประเทศไทย ลมแรง บ้านเรือนพัง แล้วก็มีผลอย่างอื่นต่อมาอีกว่าเกิดฝนตก น้ําท่วมมาก ผลกระทบต่อประเทศไทยที่สําคัญ จากพายุ ก็คือพายุหมุนเขตร้อนครับ ท่านอาจจะไม่คุ้นกับศัพท์นี้ พายุหมุนเขตร้อน ตระกูลของเขาก็พายุไต้ฝุ่น พายุโซนร้อน พายุดีเปรสชัน มันเป็นพายุที่เกิดในทะเลจีนใต้ มหาสมุทรแปซิฟิกในช่วงหน้าฝน แล้วมันก็พัดเข้าสู่ประเทศไทย ผ่านเวียดนาม อะไรทํานองนั้นมา เรื่องราวที่เกิดผลกระทบ ถ้าท่านจําในอดีต พายุไต้ฝุ่นเกย์ที่ขึ้นฝั่งจังหวัดชุมพร พายุไต้ฝุ่นลินดา เข้าจังหวัดชุมพร ยกภาพให้ท่านทั้งหลายได้เห็น และนอกจากนั้นเป็นจากพายุฤดูร้อน ตอนนี้ เดือนเมษายน เดือนพฤษภาคม เดือนมีนาคม นี่เขาเรียกกันว่าพายุฤดูร้อน เกิดในหน้าร้อน บ้านเรือนพังนะครับ

ภัยที่ ๒ ก็คืออุทกภัย ท่านรู้จักดีนะครับอุทกภัย ภัยจากน้ํา เกิดสภาวะ น้ําท่วมเป็นบริเวณกว้าง น้ําท่วมฉับพลัน อะไรทํานองนี้ สาเหตุมันก็เกิดฝนตกหนัก ตกมาก ฝนตกนี้มันไปบังคับควบคุมไม่ได้ด้วย เป็นไปตามธรรมชาตินะครับ อยากจะกราบเรียนท่านว่า อะไรเป็นอะไร น้ําป่าไหลหลาก น้ําท่วมฉับพลัน น้ําท่วมขัง เอ่อล้นจากแม่น้ําไปท่วมพื้นที่ เขตเศรษฐกิจบริเวณกว้าง ผลกระทบที่สําคัญต่อประเทศไทยก็อยากจะขอกล่าวถึง ก็ยกตัวอย่างกรณีมหาอุทกภัยเมื่อช่วงปลายปี ๒๕๕๔ เกิดในลุ่มน้ําเจ้าพระยา ซึ่งเป็น ศูนย์กลางของอุตสาหกรรมสําคัญของประเทศ แล้วก็เป็นศูนย์กลางค้าขายของประเทศ ก็เกิดความเสียหายเป็นมูลค่ามากมาย ในอดีตเกิด แต่อดีตไม่มีชุมชนหนาแน่น ไม่มีเป็นพื้นที่ เศรษฐกิจเหมือนปัจจุบัน ในอดีตอย่างเช่น พ.ศ. ๒๔๘๕ กรุงเทพมหานครน้ําท่วมทั้งหมด พูดกันง่าย ๆ ที่นี่ก็ท่วมลานพระบรมรูปทรงม้า พายเรือกันได้ แต่ว่าตอนนั้นไม่เสียหาย ในเรื่องราวด้านเศรษฐกิจ เพราะเราอยู่กันแบบธรรมชาติ ๆ เป็นสังคมเกษตร แต่ว่าเวลานี้ ไม่ได้แล้ว อันนี้ก็คือภัยจากอุทกภัย

ภัยที่ ๓ คือภัยเนื่องจากความแห้งแล้งหรือภัยแล้งที่เรารู้จักกัน เวลานี้ ปลายเดือนพฤษภาคมต่อต้นเดือนมิถุนายน ฟ้าฝนไม่ค่อยมี มันกําลังจะเข้าสู่ลักษณะของ ฝนทิ้งช่วง ที่เราเรียกกัน เกิดความเดือดร้อนครับ เป็นภัยครับ ฝนทิ้งช่วงก็มักจะทิ้งช่วง ในเดือนมิถุนายน เดือนกรกฎาคม ฝนไม่ตก ตกน้อยในช่วงหน้าฝน ในฤดูแล้งก็เช่นเดียวกัน ในหน้าหนาวไม่มีฝนตกเกิดฝนแล้งเป็นความเสียหาย เป็นภัยแล้งที่เราเรียกกัน ก็มีผลเสียหาย การดํารงชีวิตของประชาชนด้านเศรษฐกิจ ด้านการเกษตร ด้านสังคมอะไรมากมาย

ภัยที่ ๔ คือภัยจากพายุฝนฟ้าคะนอง นี่ก็จะเกิดในหน้าร้อนเป็นหลัก เนื่องมาจากอิทธิพลของความกดอากาศสูงจากประเทศจีน แผ่เข้ามาเป็นระยะ ๆ ก็จะทําให้ เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง บางแห่งมีลูกเห็บตก บ้านเรือนพัง จังหวัดหลายจังหวัดในภาคเหนือ ภาคอีสาน พวกนี้เป็นภัยทั้งสิ้น และถ้ามันตกเป็นเวลานานบริเวณที่ราบเชิงเขา ตรงบริเวณ ภูเขาสูง น้ําท่วมฉับพลันตามบริเวณที่ราบเชิงเขา

ภัยที่ ๕ ก็คือคลื่นพายุซัดฝั่ง เกิดความเสียหายมากมายทุกปีครับ ตั้งแต่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เรื่อยลงไปจนถึงจังหวัดนราธิวาส คลื่นพายุซัดฝั่ง จะแก้ไขอย่างไรครับ มันไม่ทราบว่าจะแก้อย่างไร เป็นเหตุการณ์ธรรมชาติซึ่งมันอยู่เหนือการควบคุมครับ สภาพพื้นที่ ชายฝั่งทะเลถูกทําลายอย่างรุนแรง ป่าชายเลนไม่ต้องพูดถึง ก็โค่นล้มบ้างอะไรบ้าง อันนี้ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อครู่นี้อาจารย์ธรณ์ก็พูดถึง

ภัยที่ ๖ แผ่นดินไหว ท่านก็มีความหวาดเสียวอยู่กับแผ่นดินไหวใช่ไหมครับ แผ่นดินไหวกับเมืองไทยนี่ ในความเป็นจริงสําหรับผมมันยังอยู่ห่างไกลกับวิกฤตการณ์ที่มัน ควรจะเป็น ไม่เหมือนประเทศญี่ปุ่น ไม่เหมือนหลาย ๆ ประเทศที่เขาเกิด เพราะเราไม่ได้อยู่ เขตตามแนวที่มีแนวรอยเลื่อนที่มีพลังใหญ่ ๆ ไม่ใช่ เรามีรอยเลื่อนมีพลังพอสมควรอยู่ ๑๔ รอยเลื่อน ที่บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันตก แล้วก็ภาคใต้ แต่เหตุการณ์เพิ่งเกิดแผ่นดินไหว ก็เป็นเหตุการณ์อย่างมากที่สุดจากข้อมูลที่เคยเกิดในอดีตจนถึงปัจจุบัน อย่างสูงที่สุดก็คือ ระดับปานกลาง ๖.๓ ๖.๔ แมกนิจูด (Magnitude) หรือริกเตอร์ (Richter) ที่เราเข้าใจกัน อันนี้มันก็เป็นภัย เป็นความหวาดเสียว บ้านเรือนอะไรปลูกกันไม่ดีมันก็พัง แต่ไม่ถึงกับ ระเนระนาดเหมือนประเทศเนปาล เอาล่ะนี่กราบเรียนให้ทราบ บริเวณ ๖ จังหวัดภาคใต้ จังหวัดระนอง จังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต จังหวัดกระบี่ จังหวัดตรัง จังหวัดสตูล ก็เป็นบริเวณที่มีอัตราเสี่ยงสูงจากคลื่นสึนามิ แผ่นดินไหวไม่ได้เกิดอยู่ในเขต ประเทศไทย แต่เกิดที่หัวเกาะสุมาตราโน่น แต่ ๖ จังหวัดภาคใต้ก็เสี่ยงกับเรื่องราวผลกระทบ จากการเกิดแผ่นดินไหวที่อยู่ห่างไกลไป ผลกระทบต่อประเทศไทยถ้าจะพูดกันแล้ว เรื่องราว ของแผ่นดินไหวเวลานี้มีกระแสโซเชียล มีเดีย (Social media) ออกกันมาจนมีความ วิตกกังวลจนมากมายทีเดียว ก็อยากจะกราบเรียนว่าเราต้องติดตาม เราต้องเรียนรู้ ที่มันเคย เกิดสูงสุดแผ่นดินไหว ก็เมื่อวันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เมื่อปีกลายนี้ ๖.๓ แมกนิจูด ศูนย์กลางอยู่ที่อําเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย พูดให้ท่านได้รับรู้รับทราบก็เพราะว่า มันมีโอกาส แต่ว่าไม่ใช่เป็นเรื่องราวของรุนแรงที่จะต้องปริวิตกกันให้มากมาย

ภัยที่ ๗ คือแผ่นดินถล่มหรือดินโคลนถล่ม เวลาฝนตกหนักในภาคใต้ ภาคเหนือบริเวณที่สูงจะเกิดน้ําป่าไหลหลากแผ่นดินถล่ม นี่ละครับก็ความไม่สมดุลของดิน หิน ที่อยู่บริเวณที่มีความลาดเทสูง แล้วมีปรากฏการณ์อันนี้ผู้คนเสียชีวิต ในอดีตบริเวณ บ้านน้ําก้อ บ้านน้ําชุน จังหวัดเพชรบูรณ์ อําเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ อําเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ หรือแม้ภาคใต้ จังหวัดนครศรีธรรมราชหลายบริเวณดินถล่ม นี่คือภัยธรรมชาติทั้งสิ้น แล้วเวลานี้ยังมีโอกาสจะเกิดไฟป่าและหมอกควัน ไฟป่าและหมอกควันเวลานี้ ปัจจุบันนี้ มีปัญหาทุกปีในจังหวัดสําคัญ ๆ ของภาคเหนือ เกิดจากอะไร ถ้าจะพูดกันแล้วมันเกิดจาก มนุษย์นี่ละครับ ก่อให้เกิดมลพิษในอากาศ ฝุ่นละอองหมอกควันอยู่กันไม่เป็นสุข อันนี้ก็คือ ภัยธรรมชาติ และจะจัดการกันอย่างไร ทั้งหมดนี่จัดการได้ทั้งสิ้นนะครับ

ภัยธรรมชาติสุดท้ายสําหรับเมืองไทยที่กระผมอยากจะขอกล่าวถึงก็คือสึนามิ สึนามินี่มันเกิดเฉพาะบริเวณ แล้วก็โอกาสจะเกิดแบบปี ๒๕๔๗ มันก็เป็นความยากที่จะเกิด แต่ไม่ใช่หมายความว่ามันจะไม่เกิด เพราะฉะนั้นกระบวนการจัดการภัยพิบัติอันนี้เตรียมตัว เตรียมพร้อมเป็นเรื่องสําคัญ ผลกระทบจากสึนามิคราวที่แล้วเป็นบทเรียน เป็นบทเรียนอย่างยิ่ง สําหรับเมืองไทยว่ามันถึงเวลาแล้ว มันอาจจะเกิดเมื่อไรไม่ทราบ อีก ๑๐ ปีข้างหน้า ๒๐ ปีข้างหน้า แต่การเตรียมความพร้อมไม่มีความยากความเย็นอะไรเลยต้องเตรียมความพร้อมนะครับ อันที่จริงสึนามิมันเกิดในมหาสมุทรแปซิฟิก โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นเกิดมาก ส่วนในทะเลอันดามัน แล้วก็ของมหาสมุทรอินเดียในอดีตไม่เคยเกิดสึนามิรุนแรงมาเลยนะครับ จนกระทั่ง เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ เกิดสึนามิที่รุนแรงมากเข้ามาปะทะกับประเทศไทย ๖ จังหวัดภาคใต้ก็แล้วกัน ผู้คนเสียชีวิตไป ๕,๔๐๐ คน และคลื่นสึนามิแผ่กระจายไปถึง ตะวันออกของทวีปแอฟริกา ผู้คนเสียชีวิตทั้งหมดในคราวนั้นมากกว่า ๒๐๐,๐๐๐ คน เพราะฉะนั้นอันนี้สรุปแล้วเป็นภัยพิบัติซึ่งเราต้องเตรียมตัว ไม่รู้จะเกิดเมื่อไรเหมือนกัน แล้วก็ การเตรียมตัว การจัดการไม่ใช่เรื่องยากเย็น

กล่าวโดยสรุปแล้วประเทศไทยมีภัยพิบัติตามธรรมชาติเกิดขึ้นเป็นประจําทุกปี มากบ้าง น้อยบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภัยที่เกี่ยวกับน้ํา หรืออุทกภัย ความแห้งแล้ง แล้วก็วาตภัย ภัยจากลม ประชาชนได้รับอันตราย ทรัพย์สินเสียหาย พื้นที่เกษตรได้รับความเสียหาย อันนี้ภัยธรรมชาติบางอย่างเกิดขึ้นซ้ําซากอยู่บริเวณที่เดิม อย่างอุทกภัย อุทกภัยพูดกันเลย จะไปศัพท์ติดปาก น้ําท่วมซ้ําซาก อุทกภัยซ้ําซาก ทําไมถึงซ้ําซากล่ะ มันต้องจัดการออกมาสิครับ จะเอากันอย่างไร ตัวนี้ละครับเป็นเรื่องสําคัญก็อยากจะนําเรียนที่ประชุม มันเกิดเพราะอะไร การทําลายสิ่งแวดล้อม การใช้ที่ดินไม่เหมาะสม แล้วที่สําคัญที่สุดมันจําเป็นอย่างยิ่งจะต้องมี กลไกการเตือนภัย การมีมาตรการในการป้องกันและสร้างความพร้อมในการเผชิญกับภัย ภัยธรรมชาติที่จะมีมา มีความสําคัญและจําเป็นอย่างยิ่ง ทําให้เรามีความพร้อมเมื่อภัยพิบัติ มาเยือน เราไม่ได้ไปสู้กับภัยนะ สู้ไม่ไหว แต่ว่าเราเตรียมอะไรต่าง ๆ แบบนี้มันจะมีความพร้อม เมื่อภัยมาเยือน เมื่อภัยธรรมชาติมาเยือนก็ต้องมีระบบการบริหารจัดการฉุกเฉินทําอย่างไร ตัวนี้ละครับ ทั้งหมดมันเป็นระบบ ถามว่ายากไหม ไม่ยากหรอกครับ ถ้าเรามีกระบวนการ จัดการให้สอดคล้อง ตั้งแต่ยังไม่มีอะไร จนกระทั่งไปถึงถ้ามันมีมาจะทําอย่างไร

เรื่องศึกษาต่อไปเพราะในบริบทอันนี้พูดถึงเรื่องภาวะโลกร้อนด้วย ภาวะโลกร้อน พูดกันง่าย ๆ มันเป็นเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้นในเมืองไทยด้วย ทั่วโลกด้วย และมันก็ส่ง ผลกระทบที่สําคัญที่สุด ส่งผลกระทบให้กับผู้คน ส่งผลกระทบกับภัยธรรมชาติมันก็รุนแรงขึ้น มีถี่ขึ้น มีอะไรขึ้น นี่ละครับ เอาละสภาพปัญหาและข้อเท็จจริง ภาวะโลกร้อนมันหมายถึง สภาวะที่โลกไม่สามารถส่งผ่านหรือระบายความร้อนที่เกิดขึ้นบนผิวโลกกลับไปสู่ ในบรรยากาศได้ มันก็เป็นผลให้เกิดก๊าซเรือนกระจกมันก็ครอบไว้ ทําให้ความร้อนเหล่านั้น สะท้อนกลับมาสะสมที่ผิวโลกอยู่อย่างนี้ โลกก็ร้อนขึ้น อันนี้เป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏ อุณหภูมิ สูงขึ้นทุกปี เรื่องราวของอุณหภูมิสูงสุด ๔๒ องศาเซลเซียส ๔๓ องศาเซลเซียสในฤดูร้อน ดูจะเป็นเรื่องธรรมดาสําหรับเมืองไทยแล้วเวลานี้ เมื่อก่อนไม่มี สมัยผมเด็ก ๆ อุณหภูมิสูงสุด ๓๙ องศาเซลเซียส รู้สึกว่าตื่นเต้นแล้ว แต่เดี๋ยวนี้ ๔๒ องศาเซลเซียสในหน้าร้อนธรรมดา ๆ บางปี ๔๓ องศาเซลเซียส ๔๔ องศาเซลเซียส ในบางจังหวัดของภาคเหนือ หรือแม้แต่ ภาคกลางตอนบน ภูมิอากาศของโลกมันก็อะไรละแปรปรวน เพราะอุณหภูมิมันสูง อะไรทํานองนี้ เราก็ศึกษาถึงเรื่องราวของเขาว่ามันเป็นอย่างไร ที่สําคัญที่สุดสิ่งที่มันพัวพัน กับชั้นบรรยากาศที่มันห่อหุ้มโลก มันเป็นฉนวน มันสกัดกั้นความร้อนที่จะแผ่กระจายไปใน บรรยากาศ ก็คือกลุ่มก๊าซเรือนกระจก นี่ละครับ ก๊าซเรือนกระจกเราก็รู้กันดี อยู่ใน บรรยากาศเยอะแยะมากมาย มันเป็นสิ่งขวางกั้นแสงอินฟราเรดที่โลกสะท้อนกลับจากผิวโลก สู่บรรยากาศ มันก็เกิดการที่จะอบ เป็นเตาอบเลยนะครับ ก๊าซเรือนกระจกมาจากไหน เรื่องของมนุษย์ทั้งนั้นอีก ก๊าซเรือนกระจก ก๊าซเรือนกระจกก็มีคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นพระเอก มีเทน อะไรทํานองนี้หลายก๊าซ อย่าไปรู้ถึงเขาเลย สาเหตุการเกิดเนื่องจาก มนุษย์ทั้งสิ้น เวลานี้ถ้าจะพูดกันแล้ว มนุษย์ใครทํา ประเทศไทยมีส่วนนิดเดียว แทบจะไม่ได้มี กระบวนการไปทําอะไรให้เกิดเลย เมื่อเทียบกับประเทศยักษ์ใหญ่ต่าง ๆ ในโลกนี้ แล้วมาดู ประเทศไทยกับพิธีสารเกียวโต เขามีการประชุมกันอะไรกันในอนุสัญญาของสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประเทศยักษ์ใหญ่ต่าง ๆ ไม่ว่าเป็นประเทศจีน ประเทศอินเดีย กลุ่มในอเมริกา อเมริกาเหนือ ตัวอเมริกายักษ์ใหญ่ ยุโรปนี่เป็นแกนในการที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาก ๆ พวกนี้เขามีการระบุบอกเลยนะ ประเทศไหนปล่อยกี่เปอร์เซ็นต์ของก๊าซเรือนกระจกต่าง ๆ ประเทศไทยไม่มีพันธกรณีในการ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพราะเทียบกับประเทศยักษ์ใหญ่แล้วเราไม่ได้ทําอะไรเลย นิดเดียว แล้วมีสัดส่วนน้อยมาก คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ ร้อยละ ๐.๖ ร้อยละ ๐.๗ จากการ ปลดปล่อยก๊าซชนิดนี้สู่ในบรรยากาศ ถึงแม้เราจะเป็นอย่างนี้จริง ๆ แต่ว่ามันมีผลกระทบ ต่อเมืองไทย เพราะเราอยู่ในโลกใบเดียวกัน เมื่อมันมีผลกระทบเราก็ต้องมีกระบวนการที่จะ จัดการเกี่ยวกับผลกระทบจากสภาวะโลกร้อน ก๊าซเรือนกระจกเราไม่ได้เป็นผู้ปลดปล่อยก็จริง แต่ประเทศอื่นเขาปลดปล่อยเขาไม่ยอมลดกัน หรือลดกันไม่ได้มากจะทําอย่างไร เอาละครับ ผลกระทบในประเทศไทยเราต้องเรียนรู้ เรียนรู้อันนี้ก็เรียนรู้จากใคร นักวิทยาศาสตร์ เราต้องพึ่งพาเขานะครับ แต่เราก็ต้องฟังด้วยเหตุด้วยผลว่า นักวิทยาศาสตร์เขาคาดการณ์ว่า ระดับน้ําทะเลจะสูงขึ้นอีกจากปัจจุบันก็แล้วกันโดยเฉลี่ย ๙๐ เซนติเมตรในอีก ๑๐๐ ปี ข้างหน้าเอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ท่านเชื่อ ไม่เชื่อ ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ผมคิดว่าผมก็เชื่อ มีแนวโน้ม แต่อย่าไปตกใจ ๑๐๐ ปีข้างหน้า เราอยู่อย่างนี้ระดับน้ําทะเลเป็นอย่างนี้โดยเฉลี่ย จะมากขึ้นกว่าปกติ ๙๐ เซนติเมตร มันก็จะทําให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบทางด้าน กายภาพ ชีวภาพหลายประการ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เมืองไทยก็ประเมินว่ามีสิ่งชี้ชัด ในเรื่องความเป็นไปได้ของภาวะขาดแคลนน้ําในพื้นที่ลุ่มที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ คือลุ่มน้ํา เจ้าพระยานี่ละครับ อุทกภัยมันก็เกิดถี่ขึ้น รุนแรงขึ้นในบริเวณพื้นที่ราบลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รอบ ๆ กรุงเทพมหานครนี่ละครับ พื้นที่ชายฝั่งทะเลได้รับผลกระทบแน่นอนละครับ ระดับน้ําทะเลมันสูงกว่าปกติขึ้นมา มันก็เกิดผลกระทบ ของอาจารย์ธรณ์พูดกันง่าย ๆ ได้รับ ผลกระทบ เอาล่ะผลกระทบต่อระบบนิเวศอะไรต่าง ๆ มีหลากหลายประการ อันนี้เนื่องจาก สภาวะโลกร้อนที่ยังควบคุมการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ได้ มันก็จะเป็นผลกระทบ แต่เราไม่ได้เป็นผู้กระทําแต่เราก็ได้รับผลกระทบ รูปแบบของฝนและอุณหภูมิ มันก็เปลี่ยนแปลงไป เวลาโลกมันร้อนอย่างที่ผมนําเรียนท่านทั้งหลายว่าอุณหภูมิในหน้าร้อน ๔๒ องศาเซลเซียส ๔๓ องศาเซลเซียสดูจะเป็นธรรมดาแล้ว ทุกโรงเรือน ทุกบ้านเรือน แม้แต่ที่ทําการอะไรต่าง ๆ ต้องติดเครื่องปรับอากาศใช่ไหมครับ อันนี้ก็เห็นกันชัด ๆ ว่า มันก็เป็นความวุ่นวายเข้าแล้ว ระบบนิเวศทางทะเล ระบบฝน ระบบอะไรต่าง ๆ เกิดการ เปลี่ยนแปลง เกิดผลกระทบการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศต่าง ๆ มากมาย สรุปแล้วสภาวะโลกร้อน การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก อันนี้ละครับมันก็ทําให้เกิดอุทกภัยบ่อยครั้ง แล้วก็รุนแรง ทําให้พายุฝนฟ้าคะนองเกิดบ่อยขึ้นไม่เป็นไปตามฤดูกาล ทั้งหมดนี้เราต้องยอมรับว่ามันเป็นจริง มันมองออก เพราะเราจะไปหาทฤษฎี หาตัวเลขออกมาชัด ๆ มันยากอยู่ แต่มันมองออกนะครับ ภัยธรรมชาติที่สําคัญที่เมืองไทยจะประสบมีความรุนแรงก็คือภาวะภัยแล้ง ภัยแล้งเวลานี้ ไม่เบานะครับ ท่านทั้งหลายถ้าอยู่ในชนบทจะพบเห็นเลยว่า ๕-๖ เดือนฝนไม่ค่อยตกเลย ตกนิดเดียวแล้วมันจะอยู่กันได้อย่างไรละครับ เอาล่ะ ผลกระทบต่อสุขภาพอุณหภูมิสูงขึ้น สุขภาพของผู้คนก็ย่ําแย่ ผลกระทบอะไรต่าง ๆ มากมาย นี่คือเรื่องราวของก๊าซเรือนกระจก

สําหรับแนวทางการจัดการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน ถ้าจะพูดกันแล้วเราก็มีทาง ทําได้ ในเมืองไทยก็ทําได้เป็นประเด็น ๆ ไป แต่ทําอย่างไรก็แล้วแต่ ในความเห็นของผม การที่จะ จัดการแก้ไขปัญหาที่ให้มันสอดคล้องกับสภาวะโลกร้อนก็จัดการ จัดการทําอย่างไรให้มันอยู่ได้ มีความสุข กับสภาพปัญหาโลกมันร้อนขึ้นนี้ให้ได้

ประเด็นการศึกษาที่สําคัญต่อมาก็อยากจะกราบเรียนว่าเราจะไปปฏิรูป กระบวนการจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติ ผมก็ต้องตั้งประเด็นว่าปฏิรูปอะไร เรารู้ ตัวเรื่องราวทั้งหมด ผมก็ศึกษาเรื่องราวของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับ การจัดการภัยพิบัติธรรมชาติเวลานี้ในปัจจุบันเมืองไทยมีหน่วยงานอะไร กรมอะไร นี่สําคัญ ที่สุดล่ะครับ เพราะว่าเขาจะต้องเป็นผู้บริหารจัดการ กรมต่าง ๆ ที่มีที่ศึกษาที่เกี่ยวข้องกัน จริง ๆ มีอยู่กรมเดียวที่เรารู้จักกัน คือกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของกระทรวงมหาดไทย มีหน่วยงานของรัฐหน่วยงานเดียวที่มีภาระหน้าที่ในการบริหารจัดการภัยพิบัติธรรมชาติ แล้วก็สาธารณภัยอื่น ๆ กรมนี้ก็เพิ่งตั้งขึ้นมาใหม่จากการปฏิรูประบบราชการเมื่อปี ๒๕๔๕ เพราะฉะนั้นอะไรต่ออะไรก็ยังใหม่ ก็เป็นความพยายามที่กรมนี้กําลังทํา เพราะฉะนั้นในแง่ของผม ที่ไปพบเห็นก็ต้องเรียกได้ว่าพัฒนาต่อยอด ทําอย่างไรถึงสร้างระบบให้กรมนี้ได้มีการพัฒนา ให้มีความชัดเจนในเรื่องราวของการจัดการกับภัยพิบัติตามธรรมชาติที่จะเกิดขึ้น และมีกรมอื่น ๆ กรมอื่น ๆ มีจริง แต่เป็นกรมที่ค้นหาข้อมูล สนับสนุนข้อมูล ก็ได้ข้อมูล มีข้อมูล ยกตัวอย่าง กรมอุตุนิยมวิทยา ก็เป็นกรมผลิตข้อมูล แล้วก็บริการข้อมูลใช่ไหมครับ ก็ไม่ได้มาทําหน้าที่ ในการดูแลภัยพิบัติอะไรเลย ข้อมูลต่าง ๆ มี ก็เก็บอยู่กับเขา กระจายมาบ้าง ไม่กระจายบ้าง สําคัญที่สุด ข้อมูลแผ่นดินไหวมี ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแผ่นดินไหวที่ไหนกรมอุตุนิยมวิทยารู้ แต่ว่าก็ไม่สามารถจะบ่งบอกทํานายได้ เพราะว่ามันมีข้อจํากัด กรมชลประทานที่พูดถึงกัน อยากจะนําเรียนในเรื่องราวของภัยธรรมชาติเป็นกรมที่บริหารอ่างเก็บน้ําขนาดใหญ่ เพื่อการบรรเทาอุทกภัย อันนี้เป็นงานส่วนหนึ่ง แล้วก็ผลิตข้อมูล ปริมาณน้ํา ระดับน้ํา ในสายน้ําสําคัญ ๆ ของเมืองไทย ก็เวลาจะเกิดภัยอะไรต่าง ๆ กรมชลประทานก็ไม่ได้มีหน้าที่ จะไปทําอย่างไรไม่ให้เกิดน้ําท่วม ตัวนี้ล่ะคือเรื่องที่มันเป็น สํานักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ และภูมิสารสนเทศอันนี้ก็เกี่ยวข้องกับผลิตข้อมูลทางดาวเทียม ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม พูดกันง่าย ๆ อยู่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กรมอุทกศาสตร์ของกองทัพเรือก็ให้ข้อมูล ทํานายระดับน้ําทะเล บริเวณปากแม่น้ําสําคัญ ๆ ก็เป็นกรมให้ข้อมูล หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา อันนี้ก็ช่วยทํางานแก้ปัญหาภัยแล้งตามที่ได้รับมอบหมาย ไม่ใช่ภารกิจหลัก การไฟฟ้า ฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยก็บริหารอ่างเก็บน้ําขนาดใหญ่ แล้วก็ดูแลเรื่องนี้ด้วย กรมโยธาธิการและผังเมือง ก็เช่นเดียวกันมีอะไรเพียงนิดหน่อยในการดูแลป้องกันน้ําท่วมชุมชน กรมทรัพยากรธรณีก็ดูแล ให้ข้อมูลของรอยเลื่อนมีพลัง แล้วก็การที่บริเวณอ่อนไหวที่มีดินโคลนจะถล่มมีที่ไหน นี่ล่ะครับ หน่วยงานต่าง ๆ มีจํากัด และหน่วยงานที่เกี่ยวกับดูแลสภาวะโลกร้อน เวลานี้พูดกันง่าย ๆ อยากจะเรียนว่าไม่มีนะครับ หลังจากนั้นก็มาดูอีกว่าเราจะปฏิรูปเราอย่างไร กฎหมายมีไหม ศึกษาวิเคราะห์กฎหมายที่มี ที่จะใช้ในการจัดการภัยพิบัติ อันนี้ก็พบว่าก็มีกฎหมายแม่บทอยู่กฎหมายเดียว คือพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทา สาธารณภัย พ.ศ. ๒๕๕๐ นี่ก็เพิ่งไม่กี่ปี เพิ่งมี เพราะฉะนั้นนี่ก็เป็นจุดอ่อน ในแง่กฎหมายมี แต่ว่ายังใหม่ ยังไม่สมบูรณ์ ยุทธศาสตร์และกลไกในการจัดการภัยพิบัติก็ศึกษาวิเคราะห์ครับ ก่อนเกิดภัยทําอะไร ระหว่างเกิดภัยทําอะไร หลังเกิดภัยน่าจะทําอะไร แล้วก็ก่อนหน้านี้ มันควรจะทําอย่างไรอีก เอาล่ะผมจะต้องกําหนดประเด็นในการปฏิรูป เพราะฉะนั้น ในหลักการของการศึกษา แล้วก็นําบทเรียนจากที่ได้รับรู้รับเห็นจากการเผชิญภัยพิบัติ ระบบ การเผชิญภัยในอดีตมาเป็นแนวทางในการปฏิรูป แล้วก็พัฒนาการบริหารจัดการภัยพิบัติ ตามธรรมชาติ นี่คือหลัก ด้านโครงสร้างองค์กรและกลไกการจัดการภาครัฐ ภาคเอกชน เป็นอย่างไร ด้านกระบวนการวางแผนและกลไกการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเป็นอย่างไร เวลานี้พบว่าการจัดการภัยพิบัติธรรมชาติที่ร่วมกันทุกภาคส่วน พูดกันง่าย ๆ ว่าไม่มี จากองค์ความรู้ฐานข้อมูลเกี่ยวกับภัยพิบัติธรรมชาติรูปแบบต่าง ๆ กระจายไปสู่ชุมชน กระจายไปสู่ ทุกภาคส่วน พูดกันง่าย ๆ ว่าไม่มี ด้านการบริหารจัดการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ของแต่ละภัยพิบัติที่มีความแตกต่างกันก็ยังไม่ชัดเจน เพราะฉะนั้นต้องพัฒนาระบบ พัฒนาระบบ แล้วจะทําอย่างไร ก็นําเสนอท่านว่าอะไรเป็นอย่างไร ท่านประธานก็มีโน้ตมาบอกให้สั้น ๆ

ข้อที่ ๕ ข้อกําหนดหัวข้อที่เป็นเรื่องสําคัญที่คณะกรรมาธิการนําเสนอ ในที่ประชุมได้พิจารณา ก็คือประเด็นการปฏิรูปและแนวทางการดําเนินการที่เสนอต่อ สภาปฏิรูปแห่งชาติพิจารณา หลังจากที่เราทําการศึกษาวิเคราะห์ในบริบทอะไรต่าง ๆ ครบถ้วนแล้ว เราก็มีความเห็นว่าต้องปฏิรูปหรือพัฒนาต่อยอดในด้านต่าง ๆ เกี่ยวกับอันนี้ครับ ในด้านการสร้างยุทธศาสตร์และขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ที่มีผลสัมฤทธิ์ ยุทธศาสตร์ที่สําคัญ ที่สุด ก็คือยุทธศาสตร์เพื่อดูแลผลกระทบภัยพิบัติตามธรรมชาติ ประกอบด้วย ๔ ยุทธศาสตร์ ด้วยกัน เวลานี้ยังไม่ชัดเจนในการที่จะดําเนินการตามยุทธศาสตร์ต่าง ๆ อยากจะขอเรียนว่า

ยุทธศาสตร์แรก ผมเรียกกันว่ายุทธศาสตร์เพื่อลดความเสี่ยง ขับเคลื่อน ก่อนเกิดภัย มีมาตรการอย่างนี้ครับ มาตรการสร้างระบบการจัดการข้อมูลสารสนเทศ และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องด้วยสื่อต่าง ๆ ไปสู่ทุกภาคส่วนให้ได้เข้าใจ โดยเฉพาะ ชุมชน หมู่บ้านบริเวณเสี่ยงภัยสําคัญที่สุด ข้อมูลก็ต้องทราบเพื่อให้ร่วมด้วยช่วยกันในการ บริหารจัดการ ระบบการบริหารจัดการภัยโดยอาศัยชุมชนเป็นฐาน เวลานี้เราแก้จัดการเรื่อง ภัยพิบัติ ดําเนินการโดยส่วนราชการอย่างโน้น อย่างนี้ ชุมชนล่ะครับ ชุมชนต้องให้เขา มีส่วนในการบริหารจัดการภัย ภัยมันมีตั้ง ๙ ภัย แต่ละภัย แต่ละภัย เกิดจากชุมชน การสร้างความตระหนักให้การศึกษาเรื่องภัยพิบัติแก่ประชาชน สร้างความตระหนักนะครับ ไม่ใช่สร้างความตระหนก ตัวนี้สําคัญ เวลานี้สื่อสารมีเดีย (Media) ไปในทํานองของการสร้าง ความตระหนก การพัฒนาแผนหลักและแผนปฏิบัติการให้สอดคล้องกับธรรมชาติ แต่ละรูปแบบ พวกนี้เป็นมาตรการทั้งนั้นล่ะครับ พื้นที่เสี่ยงภัยก็ต้องมีให้ชัดเจน เมืองไทยที่ไหน มันมีอะไร ต้องทําออกมา

ยุทธศาสตร์ที่ ๒ เตรียมความพร้อมขับเคลื่อนก่อนเกิดภัย ทําอย่างไร มันต้อง ทําให้มีความเข้มข้น เวลานี้ถ้าจะพูดกันแล้วทางราชการก็ทํายุทธศาสตร์นี้ เตรียมความพร้อม ก่อนเกิดภัย ภัยมาเตรียมความพร้อมนี้ นี่ก็จะไปช่วยดูเขาว่าให้มันมีความเข้มข้นอย่างไร

ยุทธศาสตร์ที่ ๓ ก็คือการบริหารจัดการฉุกเฉิน คือขับเคลื่อนระหว่างเกิดภัย อันนี้สําคัญที่สุด จากที่เราศึกษาวิเคราะห์ระหว่างเกิดภัย ถ้ามันเป็นภัยธรรมดา ๆ ไม่ได้เป็น ภัยยิ่งใหญ่อะไร ดูแลกันได้เรียบร้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บัญชาการจัดการภัยพิบัติ ตามกฎหมาย แล้วเขาก็ทําเรียบร้อยถ้าเป็นภัยปกติธรรมดา ถ้ามันเป็นภัยรุนแรงระดับใหญ่ ระดับชาติเอากันไม่อยู่ เอากันไม่อยู่จริง ๆ ก็เพราะว่าตัวนี้เรื่องราวของระบบสร้างไว้แล้ว ในกฎหมาย แต่ผู้ที่จะดูแลในระบบตามกฎหมายระดับสูง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายกรัฐมนตรีเป็นผู้กํากับใหญ่ไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจมันก็เกิดความโกลาหล นี่ละครับสําคัญที่สุด กรณีเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติรุนแรงก็มีความเห็นว่าต้องเสนอให้มีกระบวนการคณะทํางาน ยุทธศาสตร์หลายเรื่อง ด้วยความรู้สติปัญญา พิสูจน์ฝีมือการจัดการที่ชัดเจน พูดกันง่าย ๆ ต้องมีแม่ทัพ ภัยธรรมชาติคือตัวข้าศึกศัตรูมีมา ไม่มีแม่ทัพมันก็แพ้สิครับ นี่คือยุทธศาสตร์ที่ ๓

ยุทธศาสตร์หลังเกิดภัย ประเมินความเสียหายบรรเทาทุกข์เป็นกรณีปกติ ที่เขาควรจะทํากันได้ตามวัฏจักรปกติธรรมดาของระบบราชการ วัฏจักรของการเกิดภัย ก็นี่ละก่อนการเกิดภัยเป็นยุทธศาสตร์สําคัญที่ต้องให้ความสนใจมาก ๆ เวลานี้ระบบราชการ ไม่ค่อยมี การป้องกันและลดผลกระทบ การเตรียมความพร้อมมันยังไม่มีอะไร แต่รู้มันจะมี มันต้องทําในบริบทยุทธศาสตร์ที่ ๑ ยุทธศาสตร์ที่ ๒ ที่ผมได้นําเรียน

ยุทธศาสตร์เตรียมความพร้อมเพื่อดูแลผลกระทบภาวะโลกร้อน อันนี้ละครับ มีเป้าหมายอย่างนี้ทําอย่างไรปฏิรูปให้เมืองไทยในอนาคตเป็นสังคมคาร์บอนต่ําทั้งในเมือง และชนบท

ยุทธศาสตร์แรกก็คือสร้างความตระหนักรู้และการมีส่วนร่วมของประชาชน ก๊าซเรือนกระจกเป็นอย่างไร อะไร สนับสนุนครัวเรือนภาคเอกชนมีส่วนร่วมปลูกป่า อันนี้ ก็เป็นธรรมดา ๆ แต่ความจริงปลูกต้นไม้ให้ทั่วบริเวณที่อยู่อาศัยเพื่อดูดซับก๊าซเรือนกระจก อันนี้ก็เป็นตัวอย่างอันหนึ่งนะครับ

รัฐต้องสร้างความชัดเจนในนโยบาย การลดก๊าซเรือนกระจก กําหนด ยุทธศาสตร์ให้เกิดแรงจูงใจ เวลานี้พบว่ารัฐไม่มีอะไรเลย ทางเราสภาปฏิรูปแห่งชาติ จะไปช่วยกําหนดยุทธศาสตร์ให้ปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เราก็จะเห็นว่าการปฏิรูปหรือพัฒนาต่อยอดประเด็นต่อมาก็คือเห็นสมควร ต้องพัฒนาและปรับปรุงศูนย์เตือนภัยแห่งชาติ เวลานี้มีศูนย์เตือนภัยแห่งชาติ มันลอย ๆ ที่มีนี่ให้มีกลไกทํางานได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยด่วนพูดกันง่าย ๆ เหตุผล และความจําเป็นก็นําเรียนท่านทั้งหลายมาแล้วว่า ประเทศไทยมันมีกลไกการบริหารจัดการ ที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติมีหลายหน่วยงานเหลือเกิน เพราะฉะนั้นต้องมีศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ขึ้นมาก่อน บูรณาการข้อมูล ข้อมูลซ้ําซ้อนขัดแย้งกันจับมาอยู่ที่เดียวกัน มีการกระจายข่าว มีกลไกการแจ้งเตือนภัยให้องค์ความรู้ อันนี้เป็นยุทธศาสตร์ที่สําคัญมองเห็นว่าเวลานี้รัฐ ไม่มีกระบวนการนี้เลย กลไกให้องค์ความรู้ภัยพิบัติตามธรรมชาติและการเตือนภัย ต้องไม่สร้างความตระหนกอะไรต่าง ๆ แบบนี้เป็นเรื่องสําคัญ

ข้อเสนอในการปฏิรูปศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติก็พูดกันง่าย ๆ เวลานี้มีอยู่แล้ว ก็ทําให้อยู่ในการกํากับดูแลของรัฐ พูดกันง่าย ๆ ใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี่ละครับ มุ่งผลสัมฤทธิ์ของงานเป็นหลัก มีความคล่องตัวในการทํางาน กระจายข่าว เครือข่ายสื่อสาร ทั้งวิทยุ แล้วก็โทรทัศน์เรามีอยู่แล้ว ระบบเครือข่ายทั้งหมดพวกนี้ก็นํามาใช้ อันนี้ล่ะครับ แผนการดําเนินงานของศูนย์เตือนภัย อยากให้ท่านทั้งหลายได้ดูภาพสักนิดหนึ่งนะว่า ไม่ยากอะไรเลย แต่ต้องมีกระบวนการทําที่ชัดเจน ข้อมูลต่าง ๆ มาจากทั่วไป รับข้อมูล และข่าวสารวิเคราะห์และตัดสินใจ แล้วก็มีเครือข่ายสถานีวิทยุ เครือข่ายสถานีโทรทัศน์ กระจายข้อมูลข่าวสารไปยังทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง ก็ขอขอบคุณนะครับ อันนี้คือเรื่องราวที่เรา จะปฏิรูปการรับมือเกี่ยวกับภัยพิบัติตามธรรมชาติภาวะโลกร้อนครับ ขอบคุณท่านประธานครับ ก็คงจะมีให้ข้อมูลคนเดียวกระมังครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบพระคุณมากค่ะ ท่านสมาชิกคะ ท่านสมาชิกได้รับทราบรายงานการพิจารณาศึกษาแนวทาง การปฏิรูปที่ ๒๖ การจัดการภัยพิบัติตามธรรมชาติภาวะโลกร้อนนี้แล้ว ต่อไปขอเชิญ ท่านสมาชิกอภิปรายแสดงความเห็นค่ะ โดยใช้เวลาท่านละไม่เกิน ๕ นาทีอย่างเคยค่ะ ในขณะนี้รายชื่อของท่านผู้ที่จะอภิปราย ๕ ท่านแรก มีท่านชิงชัย หาญเจนลักษณ์ ท่านกูไซหม๊ะวันซาฟีหน๊ะ มนูญทวี ท่าน พลเรือเอก ศุภกร บูรณดิลก ท่านรองศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ประเสริฐ ชิตพงศ์ และท่านธีรศักดิ์ พานิชวิทย์ ขอเชิญท่านอาจารย์ดอกเตอร์ชิงชัย หาญเจนลักษณ์

นายชิงชัย หาญเจนลักษณ์

ขอบคุณครับท่านประธานครับ ก่อนอื่น ขอชมเชยคณะกรรมาธิการสําหรับรายงานที่สมบูรณ์ มียุทธศาสตร์ ๔ ยุทธศาสตร์ค่อนข้างที่จะ เหมาะสม แต่ก่อนอื่นอยากจะขอเสนอว่าหัวข้อควรจะตัดเรื่องว่า ภาวะโลกร้อน เพราะที่ ท่านประธานคณะกรรมาธิการพูดเองมันมาจากหลายเรื่อง ภัยพิบัตินี่ ภัยพิบัติตามธรรมชาติ มันไม่ใช่มาจากภาวะโลกร้อนอย่างเดียว ผมจะขออภิปรายเฉพาะ ๒ ยุทธศาสตร์

อันแรก ก็คือการลดความเสี่ยงก่อนภัยพิบัติ แล้วก็การจัดการหลังเกิดภัย คือ ยุทธศาสตร์ที่ ๑ และยุทธศาสตร์ที่ ๔ สําหรับการลดความเสี่ยงจะต้องมีการเตรียมข้อมูล ที่มีความสมบูรณ์ และต้องมีการอัพเดทข้อมูลให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลา จะต้องเป็นข้อมูล ระดับสากล ตัวอย่างเช่น เรื่องของใช้เอิร์ธเควค แมพพิง (Earthquake mapping) หรือ จะเป็นเรื่องของโวลเคโน แมพพิง (Volcano mapping) ซึ่งเป็นข้อมูลระดับมาตรฐานสากล คงจะต้องใช้ข้อมูลประเภทนี้ ต้องมีระบบเออร์ลี วอร์นนิง ซิสเต็ม (Early warning system) ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งตามรายงานเสนอให้จัดตั้งศูนย์ภัยพิบัติแห่งชาติ แต่ความคิดเห็นของผม โดยที่ระบบเตือนภัยจะต้องใช้ความก้าวหน้าด้านไอซีที (ICT) อย่างมาก ดังนั้นอาจจะพิจารณา มอบหมายให้จิสดา (GISTDA) คือสํานักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ ซึ่งเป็นองค์กรมหาชน เป็นหน่วยกลางรับผิดชอบเรื่องของเออร์ลี วอร์นนิง ซิสเต็ม ได้ โดยอาจจะ ไม่จําเป็นต้องมีศูนย์ขึ้นมาใหม่ จิสด้ามีข้อมูลที่ค่อนข้างจะพร้อมโดยมีระบบดาวเทียม ซึ่งมีเป็น ดาวเทียมของจิสด้าเอง และหากข้อมูลจากดาวเทียมที่มีอยู่ไม่ทันสมัยหรืออาจจะต้องมีข้อมูล เพิ่มเติม ทางจิสด้าเองก็อาจจะจัดซื้อเพิ่มเติมจากภาคเอกชน ซึ่งมีการประกอบกิจการ เรื่องไอซีที ซึ่งค่อนข้างจะก้าวหน้าและมีการใช้ระบบดาวเทียมเป็นส่วนใหญ่หรืออาจจะมีการ ร่วมทุนขยายฐานจัดหาข้อมูลที่ทันสมัยขึ้น เพิ่มเติมขึ้น ในรูปที่เราเรียกว่าพีพีพี : พับลิค ไพรเวท พาร์เนอร์ชิพส์ (PPP : Public Private Partnerships) ซึ่งจะมีข้อมูลพวกนี้จะเปลี่ยนแปลง อยู่ตลอดเวลา มีดาวเทียมใหม่ ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา ส่วนการถ่ายทอดข้อมูลให้ทั่วถึงของ จิสด้าต้องได้รับการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพให้ดีกว่าในปัจจุบัน โดยอาจจะตั้งหน่วยงาน ในจิสด้าเพื่อดําเนินการเรื่องเออร์ลี วอร์นนิง ซิสเต็ม อย่างเป็นระบบ ภัยพิบัติไม่ใช่จํากัด อยู่ในขอบเขตประเทศไทย ควรจะมีการเน้นยุทธศาสตร์ความร่วมมือระดับภูมิภาคและ ระดับสากลด้วย ในระดับภูมิภาคอาจจะต้องมีการพิจารณาถึงงานของเอดีพีซี (ADPC) หรือ เอเชียน ดิซาสเตอร์ พรีแพเรดเนส เซ็นเตอร์ (Asian Disaster Preparedness Center) ซึ่งปฏิบัติงานมาแล้วหลายปี มีข้อมูลค่อนข้างจะสมบูรณ์ แล้วก็มีมาตรการต่าง ๆ พอสมควร

สําหรับยุทธศาสตร์ ๔ การจัดการหลังภัยพิบัติควรจะมีการทําการศึกษา รายละเอียดเป็นแบบเคส สตัดดี (Case study) ทั้งจุดอ่อนและจุดแข็งในกรณีที่เกิดมาแล้ว อย่างเช่น กรณีสึนามิที่เกิดขึ้นในประเทศไทยเมื่อ ๑๑ ปีมาแล้ว หรือในกรณีที่เกิดขึ้นที่เนปาล เมื่อเร็ว ๆ นี้ ซึ่งในกรณีนี้ถ้าเผื่อมีการศึกษาอย่างละเอียด โดยเฉพาะเรื่องการบริหารจัดการ การประสานงานและระบบโลจิสติกส์ก็คงจะนํามาใช้ได้

อันสุดท้าย จุดที่จะต้องเน้นคือการสร้างสมรรถภาพในการจัดการหลังภัยพิบัติ ในชุมชนในลักษณะที่สมจริงและมีการจัดตั้งคณะกรรมการรับผิดชอบเรื่องภัยพิบัติในชุมชน โดยเฉพาะในเขตที่มีความเสี่ยงสูง โดยอาจจะให้คณะผู้เชี่ยวชาญร่วมมาจากหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องเป็นวิทยากรในการให้การฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง ขอบพระคุณครับ

นางสาวทัศนา บุญทอง รองประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คนที่สอง

ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านกูไซหม๊ะวันซาฟีหน๊ะ มนูญทวี ค่ะ

นางกูไซหม๊ะวันซาฟีหน๊ะ มนูญทวี

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ คณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดิฉัน นางกูไซหม๊ะวันซาฟีหน๊ะ มนูญทวี จากจังหวัดยะลา รหัส ๐๑๓ จะมาเสนอขอแสดงความคิดเห็นในวาระปฏิรูปที่ ๒๖ การจัดการภัยพิบัติตามธรรมชาติภาวะโลกร้อน ดิฉันอยากจะเพิ่มตรงนี้ การจัดการภัยพิบัติ ตามธรรมชาติมีหลายประเด็น ดูแล้วเฉพาะโลกร้อนอย่างเดียว อยากจะขอให้ท่านประธาน กรรมาธิการดูหัวข้อตรงนี้ที่ว่าภัยพิบัติมีหลายอย่างด้วย ไม่ใช่โลกร้อนอย่างเดียว ดังนั้น การจัดการเกี่ยวกับธรรมชาติดิฉันขอเสนอประเด็นอยู่ประมาณ ๓ ข้อ

ข้อที่ ๑ การจัดการภัยพิบัติจะต้องสนับสนุนโดยชุมชน ส่งเสริมให้ชุมชน มีหลักสูตรการจัดการภัยพิบัติโดยชุมชนให้ครอบคลุม โดยท้องถิ่นกับท้องที่ร่วมมือกัน ให้ชาวบ้านทุกกลุ่มเรียนรู้เรื่องภัยพิบัติ ความร้ายแรงของภัยพิบัติ เราจัดการและเตรียมพร้อม ลดความสูญเสียได้อย่างไร

ข้อที่ ๒ ชุมชนต้องเรียนรู้แผนที่ภัยพิบัติที่เกิดจากน้ําท่วมซ้ําซาก เพราะ แผ่นดินตรงนั้นมันเป็นที่ราบ ประชาชนที่อยู่ในละแวกนั้นหนีไม่ได้อยู่แล้ว แล้วก็ดินถล่ม หรือไฟป่า ชาวบ้านต้องเรียนรู้และทําความรู้จัก เมื่อเกิดภัยพิบัติเราต้องเตรียมการอะไรบ้าง เช่นพื้นที่ที่ปลอดภัย พื้นที่ที่เตรียมจะอพยพ เส้นทางอพยพ การเตรียมการการจัดตั้ง ศูนย์อพยพสิ่งเหล่านี้มีความจําเป็นในเขตที่มีภัยพิบัติจะลดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน

ข้อที่ ๓ ที่สําคัญอีกประเด็นหนึ่งก็คือการดูแลหลังจากเกิดจากภัยพิบัติ ก็คือ เยียวยา การเก็บข้อมูลตั้งแต่เริ่มต้นเพื่อการเยียวยาได้อย่างทั่วถึงและครบถ้วนเป็นสิ่งจําเป็น ผู้นําท้องถิ่น ผู้นําท้องที่จะต้องมีบทบาทสําคัญและเป็นแกนนําหลักในการส่งเสริมสนับสนุน ให้ชุมชนจัดการ เกี่ยวกับภัยพิบัติในท้องที่ ท้องถิ่นด้วยตนเองเพื่อลดความเสียหาย ลดสูญเสีย ไม่ใช่ไปแก้ปัญหาปลายเหตุ เราจะต้องป้องกัน ชุมชนเข้มแข็งพึ่งตนเองได้จากการดูแล จะต้องมีการดูแลตั้งแต่ต้นน้ํา กลางน้ํา ปลายน้ํา รัฐต้องสนับสนุนให้เกิดหลักสูตรการจัดการ ตัวเองเพื่อภัยพิบัติโดยชุมชนให้ทั่วถึงต่อครอบครัว ต่อหมู่บ้าน ต่อชุมชน ต่อตําบล ต่ออําเภอ ต่อจังหวัด ต่อประเทศไทย เพราะพื้นที่แต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นพื้นที่แต่ละจุดจะต้อง มีการเรียนรู้ จะต้องให้เขารู้ข้อมูลก่อนจะเกิดภัยพิบัติ และให้ความรู้ การศึกษา ฝึกอบรม ดิฉันเห็นกรรมาธิการเสนอตรงนี้มีความสําคัญมากในการปฏิรูปครั้งนี้ ก็อยากจะให้มีการเพิ่ม หลักสูตรให้ทั่วถึง การจัดการภัยพิบัติโดยชุมชน เพราะว่าโครงการนี้มันจะเป็นแค่กลุ่มย่อย ไม่ได้ทั่วถึง ขอขอบคุณค่ะ

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดําเนินการประชุมต่อไป)
นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญ พลเรือเอก ศุภกร บูรณดิลก ครับ

พลเรือเอก ศุภกร บูรณดิลก 🔗

ท่านประธาน ท่านคณะกรรมาธิการและ เพื่อนสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติครับ กระผม พลเรือเอก ศุภกร บูรณดิลก จะขออภิปราย รายงานของคณะกรรมาธิการ ทุกท่านครับ เรื่องของภัยพิบัติตามธรรมชาติผมได้เข้าไป เกี่ยวข้องพอสมควร ตัวอย่างเช่นในเรื่องของวาตภัย กรณีพายุลินดาในครั้งนั้น ผมได้ทําหน้าที่ ผู้บังคับหมู่เรือช่วยเหลือผู้ประสบภัย ก็นําเรือหลวงจักรีนฤเบศรพร้อมกับอากาศยานประจําเรือ และเรือฟริเกต (Frigate) อีก ๒ ลําออกทะเล ฝ่าพายุออกไปตั้งแต่คืนแรก อยู่ในทะเล ประมาณเกือบ ๒ อาทิตย์ จนเหตุการณ์สงบ ก็ไปทั่วทั้งอ่าวไทย เหตุการณ์ครั้งนั้นหนัก ๆ ก็ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์และบริเวณเกาะไวของประเทศเวียดนาม ที่นั่นเรือประมงไทย เข้าไปหลบพายุแต่ต่อมาก็โดนพายุอัดเข้าฝั่ง เรือจมระเนระนาดเป็นร้อยลํา ที่หน้าจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ก็คล้าย ๆ กัน เรือจมหน้าชายหาดจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เสียหายประมาณ ๖๐ ลํา ครั้งนั้นก็สามารถช่วยเหลือพี่น้องชาวประมงได้เป็นอย่างดี เรือหลวงจักรีนฤเบศรก็มีทั้งเฮลิคอปเตอร์ที่บินได้ทุกสภาพอากาศ มีโรงพยาบาล สามารถ ทําอาหารเลี้ยงดูผู้ประสบภัยได้เป็นพันคน มีมนุษย์กบและนักประดาน้ําไปทําประโยชน์ ได้มาก และที่สําคัญกองเรือผมสามารถคาดการณ์การเคลื่อนที่ของพายุได้ตลอด ผมเชื่อมากกว่ากรมอุตุนิยมวิทยาอีกครับ เกี่ยวกับพายุฝนฟ้าคะนองในทะเล สมัยเป็นทหารเด็ก ๆ ผมเคยเป็นนักบินเฮลิคอปเตอร์ เคยบินฝ่าพายุออกไปเก็บชาวประมงที่ลอยคอในทะเลจาก เรืออับปาง หลายครั้งช่วยชีวิตคนได้หลายคน ไฟป่า ความจริงประเทศเราได้เผชิญกันมานาน แล้ว แต่มายุคหลัง ๆ หนักหน่อย เมื่อก่อนประมาณปี ๒๕๔๖ กองทัพเรือเคยมีเครื่องบิน ที่ทั่วโลกเขาใช้ดับไฟป่าโดยเฉพาะประจําการ ในยุคนั้นเราต้องส่งเครื่องบินดังกล่าว ไปสแตนด์บาย (Standby) ที่ภาคเหนือหรือภาคอีสาน ในแต่ละต้นปีและบางปีก็จะส่งไปช่วยประเทศ มาเลเซียและประเทศอินโดนีเซียที่ไฟไหม้ป่าประเทศดังกล่าว และหมอกควันเข้ามาทาง จังหวัดภาคใต้ของเรา เครื่องบินดังกล่าวเป็นเครื่องบินทะเลที่ลงน้ําได้ แล้วก็ลงน้ําจืดได้ เมื่อลงน้ําจะตักน้ํามาเก็บไว้เป็นตัน ๆ ที่เก็บไว้ใต้ท้อง พอถึงที่ก็ใช้ลักษณะวอเตอร์ บอมบ์ (Water bomb) อัดน้ําลงไปได้ผลครับ ปัจจุบันทั่วโลกเขาก็ใช้กันอยู่ แต่ต่อมาเครื่องบิน ดังกล่าวที่ใช้งานมาเกือบ ๓๐ ปีก็ปลดประจําการไป กองทัพเรือจะจัดหาใหม่ก็ไม่ได้รับอนุมัติ การดับไฟป่าทางอากาศ ปัจจุบันนี้เราใช้เครื่องบินกองทัพอากาศดัดแปลงเอาถังน้ําไว้ บนเครื่องแล้วบินโปรยลงไป แล้วเอาเฮลิคอปเตอร์หิ้วน้ํามาปล่อย ปริมาณน้ํามันน้อย แรงกระแทกลงไปมันก็ไม่มี ผมเคยเป็นที่ปรึกษาและมีส่วนร่วมในการพิจารณาจัดหา เครื่องบินดังกล่าวแต่รุ่นใหม่กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครั้งนั้นกระทรวงกลาโหม เห็นความสําคัญ ก็พิจารณาจะให้ใช้งบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่ให้กองทัพเรือที่มีความชํานาญใช้เครื่องบินนี้มาก่อน มีนักบินทะเลที่สามารถบินขึ้นลง ตักน้ําได้เป็นผู้ใช้และบํารุงรักษา แต่เรื่องนี้ก็ได้เงียบหายไป ไฟไหม้ภาคเหนือครั้งใด ผมก็นึกถึงเรื่องนี้ทุกครั้ง และขณะนี้ประเทศมาเลเซียที่เราเคยไปช่วยเขา เขาก็มีเครื่องบิน ดังกล่าวที่เราเคยไปช่วยเขามาแล้วเราน่าจะเอาคืนนะครับ ก็ให้เขามาช่วยเราบ้าง สึนามิ ผมเกี่ยวข้องพอสมควรในขั้นการฟื้นฟูในครั้งนั้น แล้วก็เป็นเจ้ากรมการขนส่งทหารเรือ ในเรื่องความเสียหายก็เสียรถยนต์ทางราชการนับเป็นร้อยคัน แต่ในด้านการช่วยเหลือก็ได้ส่งรถ เครื่องมือกู้ภัยและอุปกรณ์ต่าง ๆ และกําลังพลลงมาช่วยในพื้นที่จังหวัดพังงา สภาพของจริง ไม่ต้องพูดถึงนะครับ เพื่อนสมาชิกหลายท่านก็ได้ประจักษ์กันมาแล้ว ก็เป็นประสบการณ์ ในเรื่องภัยพิบัติธรรมชาติที่ผ่านมา

รายงานของคณะกรรมาธิการเท่าที่ผมศึกษาดูก็มีข้อเสนอแนะบางประการ คือ

ประการแรก ในเรื่องยุทธศาสตร์เพื่อดูแลผลกระทบจากภัยพิบัติ ผมอยากจะ ยกตัวอย่างตามขั้นตอนของการปฏิบัติการตามแผนบรรเทาสาธารณภัยของทหาร ของกองทัพให้ทราบ เพื่อเปรียบเทียบกัน คือทหารของเราแบ่งเป็น ๓ ขั้นตอนง่าย ๆ คือ

ขั้นแรกคือ ขั้นการเตรียมการและระวังป้องกัน ขั้นนี้ที่สําคัญก็คือต้องเตรียม แผนปฏิบัติการ เตรียมเครื่องมืออุปกรณ์ ข่ายการสื่อสารต่าง ๆ และการเฝ้าระวัง และ พร้อมกับการแจ้งเตือน และที่สําคัญที่สุดก็คือ ต้องมีการซักซ้อมตามแผนปฏิบัติการ จะต้อง มีการซักซ้อมตามห้วงระยะเวลา ซ้อม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ มันได้ผลแค่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าซ้อม ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ก็เหลือ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นซ้อมน้อยกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ก็ไม่ต้อง พูดถึงนะครับ

ขั้นต่อมาก็คือขั้นการปฏิบัติเมื่อเกิดภัย ซึ่งที่สําคัญก็คือจะต้องจัดศูนย์ปฏิบัติการ ทําหน้าที่บัญชาการและควบคุม ตลอดจนประสานงานปฏิบัติต่อหน่วยปฏิบัติต่าง ๆ แต่เพียงผู้เดียว ในลักษณะซิงเกิล คอมมานด์ (Single command) สําหรับหน่วยปฏิบัติจะมีประสิทธิภาพ เพียงใดก็ขึ้นอยู่กับการซักซ้อมตามแผนที่กล่าวแล้ว ตามของคณะกรรมาธิการในยุทธศาสตร์ที่ ๓ ที่ว่าเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจะตั้งคณะทํางานยุทธศาสตร์ ผมว่าไม่น่าจะทันกาลนะครับ

ประการสุดท้าย ก็คือขั้นการฟื้นฟูก็ไม่มีอะไร

ประการที่ ๒ ที่อยากจะแนะนําก็คือเรื่องของการปรับปรุงศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ก็ดีครับ แต่ผมว่าในภาวะแห่งความไม่แน่นอนของสภาพดินฟ้าอากาศทุกวันนี้ เราน่าจะมี หน่วยงานป้องกันภัยพิบัติแห่งชาติที่ใหญ่กว่ากรมป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน โดยรวม ศูนย์เตือนภัยแห่งชาติเข้าไป และถ้าจะให้ดีก็จะต้องมีหน่วยปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัย ระดับชาติโดยเฉพาะ ประเทศอื่น ๆ ก็มีหน่วยงานแบบนี้อยู่หลายประเทศนะครับ และ

ประการสุดท้ายที่อยากจะให้ทบทวนคือพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทา สาธารณภัยปี ๒๕๕๐ นี้ละครับ ที่เขากําหนดคําจํากัดความของสาธารณภัยที่รวมวาตภัย เข้าไปด้วย แล้วก็ยังรอบคอบ รวมถึงภัยทางอากาศและการก่อวินาศกรรมเข้าไปอีก แต่ก็ยังไม่นึกถึงแผ่นดินไหวและสึนามิ ในนั้นยังไม่ได้บอกไว้เลย และที่สําคัญมีการให้ แต่ละจังหวัดจัดทําแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในเขตจังหวัดทั้ง ๗๗ จังหวัด แต่ก็ลืมจังหวัดที่ ๗๘ ของอาจารย์ธรณ์นะครับ ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ คือทะเล ผมขอจบการอภิปรายแต่เพียงเท่านี้ ขอบคุณมากครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญรองศาสตราจารย์ประเสริฐ ชิตพงศ์ ครับ

(รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ชิตพงศ์ ไม่อยู่ในห้องประชุม)

อาจารย์ประเสริฐ ไม่อยู่ใช่ไหมครับ เชิญคุณธีรศักดิ์ พานิชวิทย์ ครับ

นายธีรศักดิ์ พานิชวิทย์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ธีรศักดิ์ พานิชวิทย์ กราบเรียนไปยังท่านคณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทุกท่าน ท่านประธานครับ ผมมีประเด็นที่จะขออนุญาตนําเสนอเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน ในกรอบข้อเสนอการปฏิรูปที่มีความเชื่อมโยงต่อการจัดการด้านภัยพิบัติที่จะมีความเชื่อมโยง ต่อการยกระดับการเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการ

ประเด็นที่ ๑ ผมมองประเด็นเรื่องของการมีองค์กรสนับสนุนการช่วยเหลือ ในกรณีเกิดภัยพิบัติ ปัจจุบันเราต้องยอมรับความจริงนะครับว่า ภารกิจนั้นอยู่ที่กรมป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย แล้วก็มีความเชื่อมโยงองค์กรหลักก็คือกระทรวงมหาดไทย แต่สิ่งที่ ผมอยากนําเรียนบนพื้นฐานความเป็นจริงก็คือว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติก็ดี ภัยธรรมชาติก็ดี ในระดับรุนแรงหรือระดับเบื้องต้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยงานแรกที่จะต้อง เข้าไปดูทุกข์สุขของพี่น้องประชาชนในระดับพื้นที่ แต่สิ่งหนึ่งซึ่งไม่เคยได้กําหนด ไว้ในภารกิจหลักและเป็นภารกิจที่ถูกถ่ายโอนหรือการมอบอํานาจซึ่งกันและกันในการ ร่วมกันบริหารจัดการ ก็คือความรับผิดชอบที่จะให้ขอบเขตและอํานาจหน้าที่ขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นมีส่วนร่วมต่อการสนับสนุนและช่วยเหลือภัยพิบัติอย่างเป็นรูปธรรม และถูกต้องตามกฎหมาย ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นประเด็นหนึ่งซึ่งอยากจะให้มีการนําข้อเสนอนี้ ไปสู่การยกระดับของการปฏิรูปกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการ ด้านภัยพิบัติ ผมอยากเห็นทุกจังหวัดมีองค์การบริหารส่วนจังหวัดทําหน้าที่เป็น ศูนย์สนับสนุนการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติ ความจําเป็นมีครับ เครื่องไม้เครื่องมือ ในแต่ละจังหวัดนั้นไม่ใช่วันนี้พอเกิดเหตุภัยพิบัติไปขอยืมจังหวัดอื่นมา ไปขอยืมศูนย์ภาคมา ส่วนกลางต้องส่งเข้าไป เป็นไปได้ไหมครับว่าทุกจังหวัดมีศูนย์ของตนเอง มีเครื่องไม้เครื่องมือ บนพื้นฐานความพร้อมของตนเอง

ประการที่ ๒ ในระดับพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดเล็กก็จําเป็น ที่จะต้องมีในลักษณะเดียวกัน

ประการที่ ๓ ก็คือประเด็นเรื่องของอํานาจคณะกรรมการที่มีความเกี่ยวข้อง กับการประกาศภัยพิบัติหรือประกาศเหตุที่เกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติที่จะต้องเป็นอํานาจ ในการตัดสินใจในระดับจังหวัดก็คือท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ประเด็นนี้ยังเป็นปัญหา ที่ถกเถียงกันมาโดยตลอดว่า อะไรคือมาตรฐานหรือหลักเกณฑ์ที่จะต้องเป็นกลไกกําหนดให้มี การประกาศเขตภัยพิบัติขึ้นมา ผมเคยได้รับการร้องเรียนเป็นลักษณะพูดคุยด้วย แล้วก็ เป็นการร้องเรียนทางเอกสารผ่านสมาคมองค์การบริหารส่วนตําบลแห่งประเทศไทย มีเหตุการณ์เหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นครับ มีตําบลหนึ่งน้ําท่วมประมาณ ๓-๔ หมู่บ้าน ขอให้ ท่านนายอําเภอประสานไปยังจังหวัดให้ประกาศในพื้นที่นั้นเป็นพื้นที่ประสบภัย ได้มีคําตอบ บอกว่ายังท่วมไม่ครบทุกหมู่บ้าน เหตุการณ์อย่างนี้ผมถึงบอกว่ามันควรจะแบ่งขอบเขต ความรับผิดชอบในการกําหนดว่าระดับพื้นที่ควรมีอํานาจและหน้าที่ในการประกาศเขตภัยพิบัติ ในระดับพื้นที่ของตนเองให้เป็นอํานาจผู้บริหารท้องถิ่น ประเด็นนี้ก็น่าจะเป็นประเด็นหนึ่ง ซึ่งจะทําให้การช่วยเหลือพี่น้องประชาชนนั้นเมื่อเกิดเหตุนั้นรวดเร็วและทันกาล

ประการที่ ๔ การช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุ ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ยิ่งใหญ่มาก ชาวนาปลูกข้าวกําลังจะเก็บเกี่ยวได้ ผลปรากฏน้ําท่วมเสียหาย กําหนดเกณฑ์ออกมา ช่วยเหลือ สนับสนุนการเพาะปลูกไร่ละ ๒๕๐ บาท ผมคิดว่าการกําหนดการช่วยเหลือ พี่น้องเกษตรกรก็ดี ไม่ว่าจะภาคส่วนใดก็ดีควรคํานึงถึงผลผลิตที่พี่น้องเกษตรกรควรจะได้รับ ในขณะนั้นเป็นเกณฑ์ในการให้บริการและการช่วยเหลือ นี่คือการสร้างความชอบธรรม

ประเด็นสุดท้ายครับท่านประธาน คือการเพิ่มความสมบูรณ์ด้านทรัพยากร ธรรมชาติ ผมคิดว่าจําเป็นอย่างยิ่งต้องมีมาตรการด้านภาษีไปเก็บกับผู้ที่กระทําให้เกิดปัญหา ภัยธรรมชาติหรือกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ แล้วเอาไปสนับสนุนหน่วยงานภาคสังคมก็ดี ภาคท้องถิ่นก็ดี ให้มีหน้าที่ไปทํานุบํารุงฟื้นฟูความสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ผมคิดว่า สิ่งเหล่านี้เป็นความสมดุลร่วมกัน เพราะไม่เช่นนั้นฝ่ายหนึ่งฝ่ายทําลาย แล้วก็บอกว่า ให้รัฐไปทําหน้าที่สนับสนุนให้สิ่งเหล่านั้นกลับขึ้นมา ผมคิดว่าความรับผิดชอบในสิ่งเหล่านั้น จะต้องเกิดควบคู่กับการสนับสนุนภาคสังคม

ผมคงมีประเด็นที่ขออนุญาตแลกเปลี่ยนเพียง ๕ ประเด็น ขอบพระคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

อีก ๕ ท่านนะครับ คุณธรณ์ ธํารงนาวาสวัสดิ์ คุณคณิศร ขุริรัง คุณชาลี เจริญสุข คุณอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล แล้วก็อาจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ เชิญดอกเตอร์ธรณ์ ธํารงนาวาสวัสดิ์ ก่อนครับ

นายธรณ์ ธํารงนาวาสวัสดิ์ กรรมาธิการ 🔗

เรียนท่านประธานครับ ผม ธรณ์ ธํารงนาวาสวัสดิ์ ในครั้งนี้ก็คือผมจะอภิปรายที่จะสนับสนุนแล้วก็เพิ่มเติมในส่วนของเรื่อง ภัยพิบัติ แล้วก็ภาวะโลกร้อน คือจริง ๆ แล้วนี้ครับผมเห็นด้วยกับสิ่งที่ทางคณะกรรมาธิการ นําเสนอมา แต่ผมอยากเพิ่มเติมให้ภาพให้เราเห็นชัดยิ่งขึ้น คือภัยพิบัติที่เรากําลังพูดถึงตอนนี้ มันมีประเด็นถ้าเกิดใช้เวลาเป็นตัวจับจะเห็นได้ว่ามันมีระยะสั้น ยกตัวอย่างเช่น พายุ แผ่นดินไหว อันนี้เป็นการเกิดอย่างฉุกเฉินในฉับพลัน ระยะกลางก็ยกตัวอย่างเช่น มีเวลา ๒-๓ เดือน เช่น น้ําท่วม ไล่ ๆ ลงมาหากรุงเทพฯ อันนี้เราก็เห็นได้ว่ามันมีระยะเวลาในการ จัดการ ในการต้องจัดการกับภัยพิบัติ ขณะที่ระยะยาวก็คือภาวะโลกร้อน เราคงไม่ได้พูดกัน ถึง ๑ เดือน ๒ เดือน เราพูดกัน ๕ ปี ๑๐ ปี ซึ่งจะมีผลกระทบในระยะยาว ถ้าเกิดมอง ในภาพนี้เราจะเห็นได้ว่าการจัดการภัยพิบัติในแต่ละรูปแบบ มันมีความแตกต่างกัน มีช่วงเวลาในการเข้าไปจัดการในภัยพิบัติที่แตกต่างกัน ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งว่า ทางท้องถิ่นต้องมีบทบาท เพราะว่าในประสบการณ์ของผมไม่ว่าจะสึนามิหรือเรือติดเกาะ หรืออะไรต่าง ๆ ที่ผ่านมากว่าภาครัฐจะลงไป ในระยะสั้นพวกแผ่นดินไหว พวกสึนามิ ท้องถิ่นที่เราทราบอยู่แล้วว่าถิ่นไหน อันดามันก็สึนามิ ทางแผ่นดินไหวก็ภาคเหนือบางจังหวัด ตรงนั้นต้องมีการเพิ่มองค์ความรู้ เพิ่มอุปกรณ์ เพิ่มอะไรต่าง ๆ อํานาจหน้าที่ให้เขาในการ จัดการกับภัยพิบัติ ในพื้นที่ที่เขามีโอกาสเสี่ยงกับภัยพิบัติเหล่านั้นอยู่แล้ว เพราะภัยพิบัติเหล่านั้น จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว กะทันหัน กว่าภาครัฐจะลงไปใช้เวลานาน เพราะฉะนั้นถ้าเกิดท้องถิ่น มีความสามารถในการจัดการก็จะสามารถช่วยชีวิตได้เป็นจํานวนมาก เพราะฉะนั้นตรงนั้น เป็นตรงที่เราต้องเพิ่ม ขณะที่ในส่วนของภัยพิบัติที่เข้ามาในระยะกลาง ระยะยาว อาจจะเป็น แบบภาวะโลกร้อน น้ําทะเลสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบด้านต่าง ๆ อันนั้นต้องมีการจัดการ แบบบูรณาการร่วมกัน เพราะว่ามันเป็นประเด็นที่มันไม่ได้เกี่ยวเฉพาะภัยพิบัติ ภาวะโลกร้อน กลายเป็นประเด็นเรื่องการค้า การค้าโดนบีบด้านการค้าองค์การเรือนกระจก ต้องซื้อ คาร์บอน เครดิต โน่น นี่ นั่น มันเป็นประเด็นที่ค่อนข้างใหญ่มากจริง ๆ ผมจึงอยากเสนอให้ สภาจัดกรรมการหรืออะไรเพื่อจัดการเพราะว่ามันเป็นประเด็นที่ครอสเยอะมาก มันไม่ใช่ เป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว มันเป็นประเด็นเรื่องการค้าเรื่องต่าง ๆ อันนั้น ประเด็นที่ ๒

ประเด็นที่ ๓ ที่เราพูดกันทั้งหมด สิ่งหนึ่งที่เราพูดก็คือภัยพิบัติต่อชีวิตเรา ชีวิตมนุษย์หรือสิ่งอื่น ปัญหาที่สําคัญนี่เราไม่เคยพูดถึงก็คือภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับ ทรัพยากรธรรมชาติและศิลปวัฒนธรรม ผมยกตัวอย่าง ศิลปวัฒนธรรม ผมก็คุยกับอาจารย์เนาวรัตน์ แล้วว่าจริง ๆ แล้วโบราณสถานของเราหลายแห่งอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถที่จะรับมือกับ ภัยพิบัติได้เลย ในเรื่องนี้อย่างกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรม และการศาสนา หรือใด ๆ ก็ตาม ควรจะต้องมีการตรวจสอบในเรื่องของโครงสร้าง เหมือนกับเนปาลที่เกิดขึ้น มันภัยพิบัติก็คือโบราณสถานเสียหาย ย่อยยับ แล้วก็ทําให้เกิด ผลกระทบอย่างต่อเนื่องต่อการท่องเที่ยวและอื่น ๆ อีกมาก เพราะฉะนั้นตรงนี้โบราณสถานของเรา ผมก็เห็นแต่น้ําท่วม แก้ปัญหาวัด พระธาตุบางแห่งก็ถล่มโดยที่ไม่ได้มีการเตรียมการล่วงหน้า ตรงนี้เราควรจะต้องไปนั่งเช็กว่า โบราณสถานของเราในแต่ละพื้นที่ของเรามันมี ความสามารถในการรองรับภัยพิบัติเหล่านี้ได้แค่ไหน และสามารถที่จะไปทําให้มันแข็งแรงขึ้น หรือป้องกันน้ําท่วมอย่างถาวรหรือใด ๆ ก็ตามเพื่อที่จะรับกับภัยพิบัติเหล่านี้ นั่นคือส่วนของ โบราณสถานและศูนย์รวมจิตใจซึ่งผมค่อนข้างมั่นใจว่ายังไม่มีใครสนใจประเด็นนี้ เอาแค่ ปล่อยไว้เฉย ๆ พอเกิดอะไรพังก็บูรณะกัน อันนั้นมันไม่ใช่วิธีการป้องกัน ไม่เหมือนกับ บางประเทศนะครับ

สุดท้ายก็คือเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบ จากภัยพิบัติโดยตรง อย่างพายุนี้เข้ามาเราก็คิดถึงชีวิตคน แต่ทุกปีพายุที่เกิดคลื่นลมแรง อาจจะสืบเนื่องมาจากภาวะโลกร้อนก็ทําให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรงต่อเนื่อง ไปเรื่อย ๆ หรือเรื่องของสึนามิ ตอนนั้นผมก็ขึ้นมาพูดกันเรื่องของปะการัง ซึ่งทําให้เกิด ผลเสียระยะยาว เพราะว่าทรัพยากรธรรมชาติก็เป็นความสูญเสียต่อเนื่อง แล้วก็ส่งผลกระทบ ต่อการท่องเที่ยวและอื่น ๆ อีกมากนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็อยากฝากท่านประธานกรรมาธิการของผม มองอีกสักนิดหนึ่งก็คือมองดูว่า พื้นที่ไหนมีความเสี่ยงภัยต่อภัยพิบัติ หาดทรายโดนกัดเซาะมากขึ้นจะทําอย่างไรกับมัน จะแก้ไขอย่างไร ในเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติ ไฟป่า ในเรื่องของปะการังกับสึนามิหรืออื่น ๆ ซึ่งแต่ละอย่างนี้เราเรียนรู้มาค่อนข้างเยอะมากแล้วนะครับท่านประธาน เพราะฉะนั้นตรงนี้ ทั้งหมดนี้ผมก็เลยอยากคิดว่า เรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างที่จะหลายอย่าง เห็นใจ ท่านประธานกรรมาธิการมาก แล้วก็อยากให้เราค่อย ๆ พิจารณา แล้วก็หาแนวทางในการ แก้ไขหรือปฏิรูประบบของภัยพิบัติทั้งหมด ไม่ใช่ไปเจาะเฉพาะบางส่วนเท่านั้น แต่ที่เจาะนี่ ดีแล้วนะครับ ขอบคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณครับ เชิญคุณคณิศร ขุริรัง ครับ

นายคณิศร ขุริรัง

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม คณิศร ขุริรัง สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากจังหวัดหนองบัวลําภูครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ในปัจจุบันภัยพิบัติทางธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นภัยจากวาตภัย อุทกภัย ดินโคลนถล่ม ภัยแล้ง นับวันจะทวีความรุนแรงและเพิ่มความถี่ขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นส่งผลกระทบต่อชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนเป็นจํานวนมาก กว่าจะสร้างกลับคืนมาบางครั้งทํากลับคืนมาได้ ไม่ดีหรือกลับคืนมาไม่ได้ด้วยซ้ํา เพราะฉะนั้นในการฟื้นฟูต่าง ๆ หรือในการป้องกันก็ดี องค์กรภาครัฐที่มีความสําคัญและอยู่ใกล้ชิดกับประชาชนมากที่สุดนั้นก็คือองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นที่จะช่วยกันแก้ปัญหา ช่วยกันแก้ไขภัยพิบัติต่าง ๆ ได้ เพราะฉะนั้นก็ควรจะมี กฎหมายที่เป็นเครื่องมือให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นสามารถที่จะตอบสนองต่อ ความต้องการและแก้ไขปัญหาของประชาชนในพื้นที่ให้ทันท่วงที นั่นก็คือกฎหมายนั้นจะต้อง สร้างความชัดเจนในด้านนโยบาย ให้ความสําคัญตามวิสัยทัศน์ขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นนั้น

๒. การจัดสรรงบประมาณจะต้องจัดสรรเกี่ยวกับการป้องกันภัยพิบัตินั้น ให้ชัดเจนและครอบคลุม การเพิ่มสมรรถนะของบุคคล เพิ่มคน เพิ่มศักยภาพ และการพัฒนา บุคคลอยู่ในหน่วยงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อจะป้องกันภัยพิบัตินั้น ความพร้อม ด้านวัสดุอุปกรณ์ ขาดการเพิ่มเครื่องมือเครื่องใช้ในการแก้ไขปัญหาภัยพิบัติให้ทันสมัย และให้เกิดความเหมาะสมด้วย เราคงได้ยินข่าวลือตามสื่อต่าง ๆ ว่าจะเกิดภัยพิบัติตรงนั้นบ้าง ตรงนี้บ้าง ทั้งนี้สิ่งที่จะแก้ปัญหาข่าวลือได้ดีที่สุดนั่นก็คือต้องมีองค์กรกลางเกี่ยวกับการแจ้งข่าว แล้วส่งต่อไปกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งถือว่าอยู่ใกล้ชิดกับประชาชน และประชาชน สามารถตรวจสอบถึงข้อมูลข่าวสารที่แท้จริงได้ นั่นก็คือเกี่ยวกับการแก้ปัญหาการจัดการ ภัยพิบัติ ส่วนปัญหาภาวะโลกร้อนนั้น สาเหตุเราก็ทราบกันดีว่าเกิดจากน้ํามือของมนุษย์ เช่นการใช้ไฟฟ้า การใช้น้ํามันเชื้อเพลิงทั้งในภาคขนส่ง ภาคอุตสาหกรรมทําให้เกิดก๊าซเรือนกระจก มากเกินสมดุลธรรมชาติ ก๊าซเรือนกระจกเมื่อเกิดขึ้นมาก ๆ ก็จะทําให้อุณหภูมิสูงขึ้น ซึ่งผมคิดว่าประชาชนคนไทยและประชาชนในโลกนี้ได้สัมผัสแล้วว่าอุณหภูมินั้นสูงขึ้นจริง ๆ เกิดอุณหภูมิสูงขึ้นระดับน้ําทะเลก็สูงขึ้นตามมา ซึ่งในอนาคตต่อไปน้ําทะเลก็จะเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นสิ่งที่พวกเราจะแก้ไขและป้องกันได้ดีที่สุดเอาง่าย ๆ เลยครับท่านประธานครับ

ข้อแรก ก็คือการลดและควบคุมการใช้พลังงานโดยการเปลี่ยนหลอดไฟฟ้า ธรรมดานี่ละครับมาเป็นหลอดตะเกียบแทนการใช้หลอดไฟฟ้าธรรมดาที่มีอยู่ ทั่วทุกบ้าน ทุกครัวเรือน ร่วมมือกันก็จะลดภาวะความร้อน ภาวะก๊าซเรือนกระจกได้

๒. การใช้รถยนต์พาหนะ เมื่อเราไปเติมน้ํามันในปั้มน้ํามัน ทุกคนดับเครื่องยนต์ วันหนึ่งคนใช้รถในประเทศไทยอย่างน้อยเป็นล้านคัน ถ้าทุกคนดับเครื่องยนต์ก็จะสามารถ ลดภาวะเรือนกระจกได้เช่นกัน

๓. การลดปริมาณขยะโดยใช้หลัก ๓ อาร์ (3R) รียูส รีดิวซ์ (Reduce) รีไซเคิล ใช้วัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้ในการใช้วัสดุต่าง ๆ ในชีวิตประจําวัน

๔. สร้างนิสัยในชีวิตประจําวันเกี่ยวกับการใช้อุปกรณ์ไฟฟ้า การบริโภค อาหาร

๕. ส่งเสริมการปลูกต้นไม้ การปั่นจักรยาน การเดินในระยะทางที่ใกล้ ๆ แทนการใช้รถยนต์ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างจะประสบความสําเร็จเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับภาครัฐ ภาคเอกชน และที่สําคัญที่สุดนั่นก็คือภาคประชาชนทุก ๆ คนจะต้องตระหนักถึงหน้าที่ และความรับผิดชอบทั้งต่อตนเอง และต่อสังคมส่วนรวมที่จะต้องร่วมมือกันอย่างจริงจัง ในการแก้ไขปัญหาโลกร้อน กราบขอบคุณท่านประธานครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณครับ เชิญคุณชาลี เจริญสุข ครับ

นายชาลี เจริญสุข

กราบเรียนท่านประสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพครับ ผม ชาลี เจริญสุข สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ จังหวัดฉะเชิงเทรา วันนี้ในหัวข้อนี้ต้องยอมรับว่า ท่านมองการณ์ไกล นอกจากจะมองเรื่องของภัยพิบัติธรรมชาติแล้ว ก็คือในเรื่องของการที่จะมา เชื่อมโยงถึงสภาวะ เรียกว่าโลกร้อนด้วย ต้องชื่นชมท่านประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูป ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างสูงครับ ผมต้องกราบเรียนอย่างนี้ครับ เรื่องที่สําคัญคือ เรื่องของการลดภาวะโลกร้อน ผมถือว่าเป็นเรื่องที่ส่วนใหญ่คนก็จะไปมองว่าธรรมชาติเราป้องกันไม่ได้ เราแก้ไม่ได้ แต่จริง ๆ แล้วเราแก้ได้ ป้องกันได้ด้วยการกลับมามองที่ต้นเหตุของปัญหานะครับ ซึ่งจริง ๆ แล้วผมภูมิใจที่ผมอยู่คณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงาน ซึ่งมีท่านดอกเตอร์ทองฉัตร หงส์ลดารมภ์ เราเสนอเรื่องหนึ่งขึ้นไป ก็คือเรื่องของการที่จะช่วยกันปฏิรูป ในการที่จะใช้ ยานยนต์ไฟฟ้า วันนี้รัฐบาลได้ตอบรับแล้ว และมีการนําร่องแล้ว มีรถเมล์ไฟฟ้าวิ่งใน กรุงเทพมหานครแล้ว วันนี้เป็นวันแรกด้วยนะครับ ตรงนี้ละครับ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เราต้องเป็นต้นแบบในการที่จะดําเนินการในเรื่องของการที่จะปฏิรูปอะไรที่เราต้องเริ่มต้นที่ ตัวเราก่อน วันนี้ผมเองผมอยากจะไปนั่งรถไฟฟ้าสายแรกที่ได้เริ่มวิ่งแล้วด้วยวันนี้ สาย ๕๑๑ ครับ สายนี้เขาจะวิ่งไปที่วัดธาตุทอง มาที่ประตูน้ํา แต่วิ่งไม่กี่วันนะครับ วันที่ ๒-๕ วันที่ ๘-๙ มิถุนายน แล้วก็จะเปลี่ยนไปวิ่งอีกสายหนึ่งครับ สาย ๑๔๑ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิ่งไปที่ ตลาดโพธิ์ทอง ก็จะเป็นอีกวันหนึ่ง อันนี้เป็นความตื่นเต้นที่สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลง ได้เห็นถึงการที่จะช่วยลดภาวะโลกร้อนแล้วครับ อย่างจริงจังด้วย ถ้าวันนี้ก้าวแรกรัฐบาลตอบรับแล้ว แล้วเราไม่ขานรับ หรือเราไม่ร่วมไม้ร่วมมือ พี่น้องประชาชน เช่นกันด้วยครับ ที่อยู่ทางบ้านก็สามารถที่จะ ผมว่าน่าจะเป็นเรื่องของการเปลี่ยนประเทศเลย นะครับ ถ้าประเทศไทยเรามียานยนต์ไฟฟ้า โดยเฉพาะรถเมล์ไฟฟ้าวิ่งกันทั่วกรุงเทพมหานคร เราก็จะไม่มีก๊าซเรือนกระจกปล่อยออกไป แล้วก็ทําให้อุณหภูมิของประเทศไทยเกิดสภาวะ ที่เรียกว่าอากาศคลื่นมวลความร้อนมันจะเข้ามาเพิ่มให้กับประเทศไทยมากขึ้น ตรงนี้ ต้องเรียนว่านี่คือต้นเหตุของปัญหาที่เราจะแก้กันได้ ก้าวต่อไปผมมองว่าอย่างนี้ครับ เราต้อง หันมารณรงค์ในเรื่องของรถยนต์ รถยนต์ที่เราใช้กันอยู่ ส่วนใหญ่วันนี้เราไม่ค่อยคํานึงถึง เรื่องของการปล่อยความร้อน ในเรื่องของการใช้พลังงานที่สิ้นเปลือง เราเน้นในเรื่องของ ความสะดวกสบาย ก้าวต่อไปก็คือการที่ว่าในเรื่องของการที่เราจะหันมาใช้ยานยนต์ไฟฟ้า คือพูดง่าย ๆ ว่าใช้ไฟฟ้ากันอย่างเพียว ๆ อย่างเดียวเลย ไม่ต้องไปพึ่งน้ํามันกันเลย และอีกเรื่องหนึ่งที่ผมมองว่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะทําให้เราไม่ต้องเจอกับภัยพิบัติ ทางธรรมชาติ ก็ต้องขอรบกวนท่านประธานกรรมาธิการว่าต้องครอส คัทติงกับทางพี่น้อง ภาคการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเผาตอซังข้าว ซึ่งถ้าเราเผาตอซังข้าวในวันนี้ มันสะดวกสบายจริงครับ แต่ว่าเกษตรก็จะอยู่ไม่ได้ เพราะความร้อนที่ถูกเผา ถูกปล่อยไปนี่ เราสะดวกสบายแป๊บเดียว แต่อนาคตเราก็จะไม่มีข้าวบริโภคเพราะเราปลูกไม่ได้ ฝนก็แล้ง เหมือนกับทุกวันนี้ที่เป็นอยู่ เพราะว่าเรามองข้ามอย่างไรครับ ฉะนั้นก็คงจะเป็นกําลังใจ ฝากเป็นกําลังใจให้ท่านประธานกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ทํางานอย่างเต็มที่แล้วก็ได้ปฏิรูปให้สําเร็จนะครับ ขอบพระคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญคุณอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล ครับ

นายอนุสรณ์ แสงนิ่มนวล 🔗

เรียนท่านประธาน ท่านกรรมาธิการและเพื่อน ๆ สมาชิก ผม อนุสรณ์ แสงนิ่มนวล สปช. ครับ ผมเองก็อยากเรียนว่ายุทธศาสตร์ ๔ ข้อที่ทาง กรรมาธิการเสนอมาก็ลองมาทบทวนดู เทียบกับสิ่งที่ตัวเองได้เคยเผชิญอยู่ในปีที่น้ําท่วมใหญ่ ปลายปี ๒๕๕๔ จนถึงปี ๒๕๕๕ ซึ่งในช่วงนั้นอย่างที่เราทราบดีว่าคนไทยเดือดร้อนกว่า ๑๒ ล้านคน แล้วก็มีผู้เสียชีวิตหลายร้อยคนมาก ก็ดูยุทธศาสตร์ ๔ ข้อ ถ้าเราเอามาใช้ปฏิบัติ แล้วเราจะช่วยแก้ปัญหาสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในตอนนั้นหรือเปล่านะครับ

ก็มีเรื่องยุทธศาสตร์ที่ ๑ คือเรามีการเตรียมตัว อันนี้เป็นเรื่องที่ดี แต่จริง ๆ แล้ว คนไทยเอง แม้กระทั่งทุกวันนี้บทเรียนที่เกิดขึ้นเราก็ยังไม่ได้มีการเตรียมความพร้อมที่ดีพอ นักเรียน ประชาชนทั่วไปก็ไม่รู้ว่าถ้าเกิดน้ําท่วมใหญ่ แผ่นดินไหวเราจะดูแลกันอย่างไร แล้วก็ ความรู้ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้นทุกคนอาจจะพอจําได้ เรามีนักวิชาการอยู่เยอะมากเลย จนกระทั่งว่า ประชาชนก็ไม่รู้จะเชื่อใครดีนะครับ การสื่อสารเรื่องข้อมูลต่าง ๆ นั้นก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งก็คือว่า ข้อมูลต่าง ๆ ที่ส่งออกมาถึงประชาชนก็ไม่รู้ข้อมูลไหนจริง ไม่จริงอย่างไรนะครับ ทําให้เกิด การเตรียมตัวไม่ค่อยดีพอนะครับ แต่การที่เรามียุทธศาสตร์ที่ ๑ ในการเตรียมความพร้อม เรื่องต่าง ๆ ก็เป็นเรื่องที่มีความจําเป็น ผมก็เห็นด้วยในประเด็นนั้นนะครับ

ส่วนเรื่องที่ ๒ ในเรื่องของการเตรียมความพร้อมในการรับมือว่า ถ้าเกิดแล้ว ตัวเองจะต้องทําอะไร อย่างไร ผมก็เรียนว่าเรื่องของความรู้ในการจัดระบบต่าง ๆ เราก็ยังอ่อน ค่อนข้างมาก ถ้าเกิดแผ่นดินไหวใหญ่ ๆ เกิดขึ้นมาหรือแม้กระทั่งน้ําท่วมใหญ่อย่างคราวที่แล้วอีก ผมว่าเราก็ไม่สามารถจะแฮนเดิล (Handle) ได้ ก็คือไม่สามารถที่จะดูแลได้ ไม่ให้เกิด ผลกระทบมากอย่างที่เราอยากจะให้เป็น เพราะฉะนั้นปัญหานี้ก็ยังไม่ค่อยดีพอเท่าไร

ส่วนในเรื่องของเมื่อเกิดแล้วในการจัดการต้องเรียนว่าคราวที่แล้วที่เกิดขึ้น ระบบการจัดการไม่ค่อยดี ในภาคเอกชนเอง ผมเองต้องเดือดร้อน มีความเสียหาย โดยเฉพาะโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่อยุธยาเสียหายไปเกือบ ๓,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ แต่ว่าบทเรียนที่เราได้รับจากคราวนั้นเราก็มาทําใหม่ เรามีการสร้างคันดินป้องกันน้ําสูงถึง อาจจะไม่น่าเชื่อเลยนะครับ ๘ เมตรจากระดับน้ําทะเลที่บางปะหัน เพราะบทเรียนคราวนั้น ทําให้เราระมัดระวังในเรื่องของไม่ว่าการป้องกัน การออกแบบทางวิศวกรรมอะไรต่าง ๆ แต่สิ่งเหล่านี้ประชาชนทั่วไปก็ไม่รู้ว่าเราควรจะเตรียมการอย่างไร เพราะรัฐบาลเองก็ไม่ค่อยได้ สื่อเรื่องนี้ออกไปนะครับ

แล้วก็ในเรื่องของการจัดการ ช่วยจัดการ ผมคิดว่าในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะ ช่วงที่เกิดน้ําท่วม ผมเองได้รับความช่วยเหลือจากทหารจํานวนมาก ทหารบกนี้ส่งเข้ามา หลายร้อยคนมาก แล้วสิ่งที่ทหารมาช่วย เนื่องจากว่าทหารมีทั้งความสามารถในเรื่องของ พลังต่าง ๆ แล้วก็มีความสามารถในเรื่องของการจัดการเรื่องต่าง ๆ ก็ทําให้ภัยพิบัติที่แรง ๆ ก็ลดลงนะครับ

อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของการฟื้นฟู เรื่องฟื้นฟูนี่เป็นเรื่องใหญ่มาก เราใช้ เวลานานมากเลยในการฟื้นฟู ภาคเอกชนเองก็ซัฟเฟอร์ (Suffer) ค่อนข้างเยอะนะครับ นอกจากความเสียหายที่เราจะต้องไปเคลม (Claim) ประกันแล้วก็ใช้เวลานานมากในการเคลม แล้วต่อมาประกันเองก็ไม่รับประกันอีกต่อไป เพราะสิ่งเหล่านี้ประกันเองก็บอกว่า รัฐบาล ยังไม่มีมาตรการอะไรที่ออกมาชัดเจน ก็จะไม่รับประกัน เพราะฉะนั้นคนที่มีพื้นที่หรือมีธุรกิจ ในพื้นที่ที่อาจจะเกิดเรื่องภัยพิบัติลักษณะนี้ ก็จะต้องเดือดร้อนต่อไปนะครับ

โดยสรุปผมคิดว่าหลาย ๆ เรื่องยุทธศาสตร์ ๔ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าทําได้ ผมอยากให้แยกเป็นประเด็นไป เช่น น้ําท่วมเราจะต้องทําอย่างไร ๔ ข้อนี้ แผ่นดินไหวเราจะทํา อย่างไร สึนามิเราจะทําอย่างไร แผ่นดินถล่มเราจะทําอย่างไร ถ้าเรามีรายละเอียดของแต่ละเรื่อง ๆ นี้ เนื่องจากการจัดการมันไม่ค่อยเหมือนกัน เราก็น่าจะสามารถที่จะทําได้ บริหารจัดการได้ดี ยิ่งขึ้น แล้วสุดท้ายก็คือการสื่อประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ นี้ สื่อมวลชนจะเป็นพลังสําคัญในการที่ ทําให้ประชาชนได้รับทราบว่าอะไรเกิดขึ้นและจะต้องดูแลอย่างไร แล้วจะทําอย่างไรไม่ให้ เกิดผลกระทบต่อตัวประชาชน เพราะฉะนั้นเรื่องสื่อมวลชนในเรื่องของการประชาสัมพันธ์ แล้วก็การสื่อต่าง ๆ ไม่ว่าระบบหนังสือพิมพ์ ทีวี หรือแม้กระทั่งระบบออนไลน์ (Online) ต่าง ๆ ผมคิดว่าจะต้องมีการพัฒนาแล้วทําให้เป็นระบบมากกว่านี้ครับ ขอบคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญอาจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ครับ

นายวิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ ท่านประธานครับ เรื่องภัยพิบัติ โดยเฉพาะเรื่องการจัดการภัยพิบัติ ไม่ว่า เรื่องการเตรียมความพร้อม การให้ข้อมูลข่าวสาร การช่วยเหลือการเยียวยา ต้องให้คํานึงถึง ทุกคนนะครับ ท่านประธานครับ มีคนกล่าวที่สหประชาชาติว่าเมื่อมีภัยพิบัติ คนพิการมักจะ เป็นคนกลุ่มแรกที่ถูกลืม และเป็นคนกลุ่มสุดท้ายที่ถูกคิดถึง ด้วยเหตุนี้เมื่อมีภัยพิบัติ คนพิการจึงได้รับความเสียหายมากกว่ากลุ่มอื่น จึงมีการพูดอยู่เสมอว่าในการจัดการภัยพิบัติ แม้แต่ในการประชุมของสหประชาชาติในหลายโอกาส ได้ตอกย้ําเสมอว่าการจัดการเกี่ยวกับ ภัยพิบัติ ต้องคิดถึงทุกคน ตั้งแต่เรื่องการเตรียมความพร้อมครับท่านประธาน ผมมีโอกาส ไปร่วมกับหลายชุมชนครับเวลาเตรียมความพร้อม ไม่ว่าที่บ้านน้ําเค็มที่เคยประสบภัยสึนามิ ตอนหลังมีการเตรียมความพร้อม เขาก็จะคิดถึงคนพิการ เวลาซักซ้อมหนีภัยก็จะซักซ้อม ในการที่จะช่วยเหลือคนพิการออกมาด้วย เพราะฉะนั้นการเตรียมความพร้อมสําคัญครับ ท่านประธาน โดยเฉพาะในต่างประเทศสมัยผมไปอยู่ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เขาจะเตรียม ความพร้อมอยู่เสมอเลยเรื่องหนีไฟ บางทีเที่ยงคืนเขาก็ให้สัญญาณหนีไฟ เขาเข้มงวดมากครับ ผมอยู่ในชุดที่ไม่ค่อยจะเรียบร้อย เขาก็ไล่ลงมาเลยครับ มาหนาวสั่นอยู่ข้างล่าง เพราะ เขาถือเป็นเรื่องสําคัญว่าเวลาเตรียมความพร้อมมันต้องเหมือนจริง เพราะฉะนั้นเขาก็จะให้ คนพิการเข้าไปมีส่วนร่วมในการเตรียมความพร้อมอยู่เสมอว่า เวลามีภัยพิบัติจะต้องหนีกัน อย่างไร แล้วก็ต้องทําให้มันเป็นจริงเป็นจังอยู่ตลอด หรือการให้ข้อมูลข่าวสารก็เหมือนกันครับ ก็ต้องคิดถึงคนทุกกลุ่ม กลุ่มที่มีปัญหามากก็จะเป็นกลุ่มคนหูหนวกครับท่านประธาน เช่น น้ําท่วม ปี ๒๕๕๔ การให้ข้อมูลข่าวสารมีแต่การอ่านข่าว ไม่มีล่ามภาษามือ คนหูหนวก ก็ฟังไม่รู้เรื่องว่ามีการเตือนว่า ตอนนี้น้ํากําลังจะท่วมไปถึงไหน เขาก็ไม่ทราบ จนน้ําไปถึงบ้านแล้ว จึงรู้ เพราะฉะนั้นการให้ข้อมูลข่าวสารในต่างประเทศเขามีกฎหมายบังคับเลยครับว่า การให้ ข้อมูลข่าวสารคุณต้องให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับภัยพิบัติ คุณต้องคิดถึงทุกคน สถานี วิทยุโทรทัศน์ทั้งหลายเวลาประกาศข่าวอะไรพวกนี้ คุณต้องมีตัววิ่ง มีภาษามือ เพื่อให้ทุกคน ได้รับทราบข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับภัยพิบัติอย่างพร้อมเพรียงกันเพื่อที่จะได้เตรียมตัว หรือจัดการหนีภัยพิบัติได้อย่างทั่วถึง เพราะฉะนั้นเรื่องการให้ข้อมูลข่าวสารผมว่าต้องมีกฎเกณฑ์หรือมีข้อบังคับที่จะต้องให้ข้อมูล ข่าวสารที่คิดถึงทุกคน โดยเฉพาะทีวี ว่าคุณต้องมีตัววิ่ง คุณต้องมีภาษามือที่จะให้คนได้รับรู้ การช่วยเหลือก็เช่นเดียวกันครับ การให้ความช่วยเหลือก็ต้องคิดถึงทุกกลุ่มเป้าหมาย เพราะฉะนั้นเวลาเข้าไปช่วยคนที่ออกจากภัยพิบัติก็ต้องคิดถึงกลุ่มคนพิการด้วย เพราะฉะนั้น ในต่างประเทศนี้ผมคิดว่าเมืองไทยก็ทําได้ ระบบฐานข้อมูลต้องดี เขามีระบบฐานข้อมูล เรียบร้อยว่า คนพิการอยู่ที่ไหน เวลามีภัยพิบัติก็เข้าไปช่วยเหลือ แล้วสถานที่ที่ให้พักฟื้น ชั่วคราวก็ต้องคิดถึงทุกคน นั่นหมายถึงว่ามันต้องมีสิ่งอํานวยความสะดวกที่จะให้ทุกคนใช้ได้ เช่น ทางลาดห้องน้ํา คนพิการ ผู้สูงอายุ สตรีมีครรภ์ใช้ได้ แต่ครั้งที่แล้วที่น้ําท่วม ท่านประธานครับ เวลาเข้าไปช่วยคนพิการออกมาแล้วมาอยู่ในสถานที่ร่วมกับคนอื่น ก็มีปัญหาเรื่องไม่มีทางลาด เรื่องไม่สะดวกในการใช้ห้องน้ํา เวลาคนหูหนวกอยู่ก็ไม่มีคนที่จะ ช่วยในการสื่อสารภาษามือ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ต้องเตรียม การเยียวยาก็เช่นเดียวกัน เวลาการเข้าเยียวยา เวลาให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเยียวยา บ่อยครั้งครับ คนหูหนวก เช่นน้ําท่วมครั้งที่แล้ว ปี ๒๕๕๔ ที่เข้าไปเยียวยาช่วยเหลือบ้านน้ําท่วมให้เงินเท่าโน้นเท่านี้ กลุ่มคนหูหนวกก็เป็นกลุ่มที่ตกหล่นมาก เพราะเขาไม่ทราบว่ามีเรื่องการเยียวยาที่เขาจะต้อง ไปสมัครให้ทันเวลาแล้วได้รับการเยียวยา อันนี้ผมถึงว่าการจัดระบบเรื่องเกี่ยวกับภัยพิบัติ ต้องคํานึงถึงคนทุกคน ทุกกลุ่มเป้าหมายให้ทั่วถึงครับท่านประธาน ขอบคุณมากครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ ถัดไปคุณพงศ์โพยม วาศภูติ คุณกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ อาจารย์ชาติชาย ณ เชียงใหม่ อาจารย์วินัย ดะห์ลัน และต่อท้ายท่านอาจารย์ประเสริฐมาแล้วใช่ไหมครับ อาจารย์สุดท้าย นะครับ เชิญคุณพงศ์โพยม วาศภูติ ก่อนครับ

นายพงศ์โพยม วาศภูติ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ กระผม นายพงศ์โพยม วาศภูติ สปช. เลขที่ ๑๔๔ หัวข้อนี้ถ้าผมไม่พูดก็คงจะน่าเกลียด เพราะว่าเป็นอดีตอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เดี๋ยวก็จะบอกว่ามาอยู่สภานี้ แล้วก็ไม่พูดเรื่องนี้มันก็คงจะไม่เหมาะ ผมมีเรื่องเร็ว ๆ ที่อยากจะนําเสนออย่างนี้ครับว่า

ประการที่ ๑ ระบบการจัดการภัยพิบัติในประเทศของเรา ในภูมิภาคท่านชิงชัย ได้กล่าวแล้วเรามีเอซีดีเอ็ม (ACDM) ซึ่งเป็นระดับภูมิภาคของเอเชีย โดยมีกรมป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัยของไทยเป็นหน่วยงานหลัก ถือเป็นเนชันแนล โฟคอล พอยท์ (National Focal Point) แล้วในระดับชาติของเรา เรามีพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทา สาธารณภัย ปี ๒๕๕๐ ซึ่งปรับปรุงมาจากพระราชบัญญัติป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน มีแผนต่าง ๆ รองรับอยู่แล้วครับ และแผนสําคัญที่สุดก็คือแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ ล่าสุด พ.ศ. ๒๕๕๘ ได้แก้ไขปรับปรุงให้มีภัยต่าง ๆ รวมประมาณ ๑๔ ภัย แล้วก็โครงสร้าง ของการจัดการสาธารณภัยในแผนนี้สามารถเอาไปปรับใช้ได้ทุกภัยที่หากจะเกิดขึ้น นอกเหนือจาก ๑๔ ภัยที่กําหนดไว้ และที่สําคัญคือได้เอาภัยที่เกี่ยวกับความมั่นคง เช่น ภัยทางอากาศ ภัยจากทุ่นระเบิดออกไปจากแผนชาตินี้แล้ว การที่เรามีกรมป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัยซึ่งมีอายุประมาณไม่ถึง ๑๐ ปี ถูกออกแบบมาเป็นเนิร์ฟ เซ็นเตอร์ (Nerve center) ไม่ใช่โอเปอเรชัน ยูนิต (Operation unit) แต่ว่าเราก็มีศูนย์ ปภ. เขต อยู่ ๑๘ แห่ง โดยมีการเตรียมวัสดุอุปกรณ์สําหรับช่วยเหลือไว้พอสมควร เพราะฉะนั้น การย้ายศูนย์เตือนภัยตามเอกสารที่ทางท่านผู้เสนอนําแจกมา ผมก็อยากจะเรียนว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อคราวปรับปรุงกระทรวงไอซีทีเมื่อวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๘ ย้ายศูนย์เตือนภัยมาอยู่ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่อยากจะนําเสนอเป็นพิเศษก็คือว่า ผมได้ดูแล้วนะครับว่าพระราชบัญญัติ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ปี ๒๕๕๐ มันไม่เหมาะสมกับบริบทแห่งวัฒนธรรม การบริหารของสังคมไทย กล่าวคืออย่างนี้ครับถ้ามีภัยเกิดขึ้นเขาให้ท้องถิ่น เช่น นายกเทศบาล หรือนายก อบต. ดําเนินการก่อน เป็นผู้อํานวยการป้องกันภัย ถ้าระดับสูง จากท้องถิ่นขึ้นมาเป็นอําเภอให้นายอําเภอเป็นผู้อํานวยการป้องกันภัย ถ้าสูงกว่านั้นขึ้นมา ระดับจังหวัดก็ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็น แล้วก็มีนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นรอง แต่ถ้าสูงกว่านั้นเป็นระดับทั่วประเทศหรือมากหลายจังหวัดให้กระทรวงมหาดไทย โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้อํานวยการป้องกันภัย แต่ถ้ามันเอาไม่อยู่แล้ว ก็เชิญนายกรัฐมนตรีลงมาเป็นผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นี่คือ ตามพระราชบัญญัติ แต่ว่าอย่างนี้ครับ ตัวองค์ประกอบของกรรมการมีท่านนายกรัฐมนตรี มีรองนายกรัฐมนตรีที่มอบหมาย แล้วก็มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเท่านั้น นอกนั้น เป็นปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับผู้บัญชาการเหล่าทัพ ซึ่งตรงนี้ที่ผมอยากจะเสนอทางท่าน กรรมาธิการว่าอยากให้ผลักดันแก้ไข เพราะว่าอย่างนี้ครับผมยกตัวอย่างเช่น ทหารบก มาช่วยเหลือประชาชน แต่นักข่าวไปถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหมก็ไม่รู้จะตอบอย่างไร เพราะว่าไม่ได้เป็นกรรมการอยู่ในคณะกรรมการ ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาตินี้ที่เรียกว่า กปภ.ช. ดังนั้นผมคิดว่าควรจะต้อง ปรับปรุงเอารัฐมนตรีเข้ามาเพื่อให้เหมาะสมกับบริบท จะเห็นได้ว่าเมื่อน้ําท่วม ปี ๒๕๕๔ รัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ไม่ได้ใช้พระราชบัญญัติตัวนี้ แต่ว่าไปตั้งกรรมการซึ่งมี พลตํารวจเอก ประชา พรหมนอก เป็นประธาน แล้วแก้ไข ทั้ง ๆ ที่ในกฎหมายฉบับนี้มันบอกขั้นตอนไว้หมดเลย วิธีการใช้จะตัดทุบถนน ทุบตึก หรือว่าจะตัดทางน้ํา จะอุดทางน้ํา หรือจะใช้วัสดุอุปกรณ์ของ เอกชน รถยนต์อะไรสามารถใช้ได้หมด แต่ก็น่าเสียดายว่ารัฐบาลตอนนั้นไม่ทราบเหตุผล เหมือนกันว่าทําไมไม่ใช้ตัวพระราชบัญญัตินี้ ก็อาจจะเป็นเพราะองค์ประกอบมันไม่เข้า หรืออย่างไรก็ไม่ทราบ ถ้าอย่างไรก็ฝากเป็นข้อสังเกตไปนะครับ ผมคิดว่าระบบป้องกันภัย ของประเทศชาติเราก็ได้ออกแบบไว้ดีพอสมควร เพียงแต่ว่าในทางปฏิบัติผู้หลักผู้ใหญ่มักจะ กระโดดลงมาแทนที่จะปล่อยให้มีขั้นตอนในการดําเนินงาน ก็เลยค่อนข้างจะสับสนอลหม่าน อยู่พอสมควร ก็กราบเรียนท่านประธานผ่านไปทางกรรมาธิการเพียงแค่นี้ครับ ขอบคุณครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณนะครับ เชิญคุณกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ ครับ

นายกิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ กรรมาธิการ 🔗

ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายแพทย์กิตติศักดิ์ คณาสวัสดิ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๐๑๒ จากจังหวัดมหาสารคาม ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่านกรรมาธิการที่ได้เสนอ เกี่ยวกับเรื่องการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งถือว่าในปัจจุบันเรื่องภัยธรรมชาติเป็นสิ่งที่ รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ นะครับ แล้วอะไรที่เราไม่เคยเจอเราก็จะเจอ เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลง ทางภูมิอากาศและภูมิประเทศต่าง ๆ ซึ่งที่เราเจอกันไม่ว่าจะเป็นเรื่องสึนามิที่ไม่เคยเจอก็เจอ เรื่องของวาตภัยที่ไม่เคยรุนแรงเราก็เจอรุนแรงขึ้นมา ซึ่งผมดูจากในฐานะที่ทํางาน ทางท้องถิ่นด้วยและอยู่ในพื้นที่จังหวัดมหาสารคามด้วย เรื่องที่จังหวัดมหาสารคามเจอ เมื่อเดือนที่แล้ว ก็คือเรื่องวาตภัย ซึ่งมีพายุลมแรงมาก แล้วก็มีการล้มของอาคารขนาดใหญ่ แล้วก็มีเสาไฟฟ้าล้มตั้ง ๑๐ กว่าเสา ซึ่งเป็นเสาขนาดใหญ่ โชคดีที่ทางจังหวัดมหาสารคาม ของเรา โดยท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านชยาวุธ จันทร เป็นผู้นํา แล้วสามารถจะรวบรวม ทรัพยากรในพื้นที่จัดการการแก้ปัญหาต่าง ๆ ของวาตภัยครั้งนั้นได้อย่างดี นี่คือเรื่องที่เราต้อง ถ้าเราคิดไว้ก่อน มีการเตรียมการไว้ก่อนเราคิดว่าน่าจะทําได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งยุทธศาสตร์ที่ทาง คณะกรรมาธิการเสนอมา

ยุทธศาสตร์ที่ ๑ การป้องกันหรือขับเคลื่อนก่อนเกิดภัย นี่ก็ความสําคัญ

อันที่ ๒ คือการเตรียมความพร้อมก่อนเกิดเหตุ

อันที่ ๓ การจัดการช่วงฉุกเฉิน

อันที่ ๔ การจัดการหลังเกิดเหตุ

ซึ่งผมขออภิปรายแล้วก็ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องของการจัดการ เรื่องของ ช่วงที่เกิดเหตุ เรื่องของการจัดการคน เรื่องของอาสาสมัคร เรื่องของ อปพร. เรื่องของ เครือข่าย แล้วก็เรื่องของท้องถิ่น เรื่องของสิ่งต่าง ๆ ที่เราจะมาช่วยกัน ถ้าเรามีการฝึกซ้อม มีการที่จะวางแผนที่ดีเครือข่ายนั้นจะเป็นไฟล์ (File) ที่อยู่ในสมองเราตลอดเวลา เจออะไร เราสามารถจะนําไฟล์ต่าง ๆ มาใช้ได้ทันท่วงที ซึ่งอันนี้ในที่ผ่านมาเราเห็นว่าทางท้องถิ่นเอง ก็ยังมีปัญหาเรื่องของอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ยังไม่พร้อมถ้าเกิดเหตุการณ์ใหญ่ ๆ ขึ้นมา ไม่ว่า จะเป็นเรื่องเครน (Crain) ขนาดใหญ่หรือเรื่องของอุปกรณ์ที่ต้องใช้เงินจํานวนมาก ๆ ซื้อ เช่นรถยกอะไรที่ขนาดสูงอะไรอย่างนี้นะครับ ซึ่งอันนี้ที่ผมเจอมาก็คือทางทหารก็สามารถ จะเป็นที่ช่วยเราได้ เรื่องของอุปกรณ์ เรื่องของกฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวข้อง แล้วก็เรื่องของ การวางแผนจัดการที่ดี ผมขอยกตัวอย่างว่าการเกิดเหตุขึ้นมาใหญ่ ๆ ผมเคยอยู่ คณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉินหรือกู้ชีพ ซึ่งกู้ชีพ กู้ภัยมักไปด้วยกัน พอเกิดเหตุมากู้ชีพ กู้ภัยไปด้วยกัน กู้ชีพเขามีเรื่องคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติขึ้นมา ซึ่งสามารถจะ พัฒนาระบบการแพทย์ฉุกเฉินให้มีส่วนร่วม เขาไม่ได้ให้เป็นคนไปจัดการแพทย์ฉุกเฉินไปทุกที่ แต่เขาเป็นคนบูรณาการจัดการให้หน่วยที่รับผิดชอบเรื่องของการแพทย์ รวมทั้งอาสาสมัคร สามารถจะมาทํางานเพื่อสนองตอบต่อปัญหา เช่นกันเรื่องของกู้ภัยที่จะมีการตั้งศูนย์ป้องกัน และจัดการภัยพิบัติแห่งชาติ ซึ่งผมถือว่ามีความสําคัญ ซึ่งศูนย์แห่งนี้ผมคิดว่าน่าจะมีการ คัดเลือกคนที่มีความรู้ คนที่เก่ง ๆ และองค์กรที่สามารถจะพัฒนาองค์ความรู้พวกนี้ มีการ จัดการที่ดีสามารถจะบูรณาการทรัพยากร แล้วก็อุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือภายในประเทศเรา ระดับชาติ ระดับพื้นที่ให้มีการจัดการที่ดี แล้วก็สามารถจะรับเหตุจากการที่เรามีเหตุภัยพิบัติ ใหญ่ ๆ หรือเล็ก ๆ ขึ้นมาได้อย่างเหมาะสม ซึ่งผมคิดว่าศูนย์แห่งนี้น่าจะเป็นหัวใจในการที่เรา จะคิด จะพัฒนา จะเสริมความรู้ จะมีการอบรมในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับท้องถิ่น เทศบาล อบต. กู้ชีพ กู้ภัยที่ในพื้นที่เอง รวมทั้งระดับชาติที่จะต้องมีการวางแผนเรื่องของคน เรื่องของนโยบาย เรื่องของงบประมาณ เรื่องของเครื่องจักร เครื่องไม้เครื่องมือต่าง ๆ ซึ่งคิดว่าถ้าเรามีศูนย์ป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติแห่งชาติที่มีองค์ความรู้ แล้วก็มี สิ่งที่เราพัฒนา รวมทั้งสามารถจะนําแบบอย่างจากต่างประเทศที่ได้ศึกษา แล้วก็มีองค์กร ที่ดีกว่าเรามาศึกษาเราสามารถจะพัฒนาศูนย์ป้องกันและจัดการภัยพิบัติแห่งชาติของเรา ให้เกิดประโยชน์ แล้วก็สามารถจะจัดการการแก้ปัญหาภัยพิบัติแห่งชาติให้ดีที่สุดได้ครับ ขอบคุณมากครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณครับ เชิญอาจารย์ชาติชาย ณ เชียงใหม่ ครับ

นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผม ชาติชาย ณ เชียงใหม่ หมายเลข ๖๓ ผมฟังเรื่องนี้แล้วมีกําลังใจนะครับ แม้ว่าอุณหภูมิ ของโลกเรานั้นสูงขึ้นทุกปีเฉลี่ยประมาณ ๒ องศา แล้วก็ดูเหมือนคนจะหมดหวังว่าจะแก้ไข อย่างไร เพราะว่านักฟิสิกส์ระดับโลก อย่างเดวิส เลิฟ ล็อค คนอังกฤษ ก็ได้ให้สัมภาษณ์ เมื่อ ๕ ปีก่อนว่าเราคงหมดหวังแล้วละที่จะแก้ไขปัญหาโลกร้อน เพราะว่าเตือนมานานแล้ว แต่โลกก็ไม่ทําอะไร หรือแม้กระทั่งเมื่อเดือนที่แล้ว สตีเฟน ฮอว์กิ้น ก็ไปพูดที่ซิดนีย์ว่า ต้องเรียนรู้แล้วละที่ว่าอีกพันปีมนุษย์จะไปอยู่ในอวกาศ เพราะว่าประชากรเรามากเกินขนาด แล้วก็ทรัพยากรของโลกมันรองรับไม่ได้ แต่ผมคิดว่าที่เรามาคุยกันวันนี้ผมยังมองโลกในแง่ดีนะครับว่า เราสามารถที่จะลดความเร็ว ของอัตราการขยายตัวของภาวะโลกร้อนได้ คือชะลอมันได้นะครับ แล้วก็จะลดความรุนแรง ของภัยธรรมชาติได้ ถ้าเราเริ่มทําอะไรสักอย่าง หลาย ๆ อย่างอย่างเป็นระบบในวันนี้นะครับ ซึ่งผมอยากจะขอแสดงความคิดเห็นในแง่นี้ที่ติดตามมันมาโดยตลอดว่า ผมมองว่าการที่เรา มองภัยพิบัติจากภาวะโลกร้อนในหัวข้อนี้มันเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจะอลาร์มมิ่ง (Alarming) หรือตื่นเต้น หรือว่าเป็นร้อนแรง แต่อยากให้มองว่าเป็นโอกาสมากกว่า เป็นโอกาสที่เราจะ พัฒนา ทําการพัฒนาด้านต่าง ๆ ไม่ว่าด้านการเกษตร อุตสาหกรรม ขนส่ง โลจิสติกส์ เรื่องทั้งหลายที่เราปฏิรูปคุยกันมาในวาระต่าง ๆ ถ้าเรามาดูในกรอบเสียใหม่ว่าเราจะทํา อย่างไรเพื่อมุ่งไปสู่ทําให้คุณภาพชีวิตของเราคนในประเทศไทยแล้วก็ในโลกดีขึ้น ถ้ามันสามารถมีอานิสงส์ไปถึงขั้นนั้น

แต่ก่อนอื่นนั้น ประเด็นแรกก็คงว่าต้องเข้าใจ คงต้องมองประเด็นเรื่องภาวะ โลกร้อน เรื่องภัยพิบัติ จากมุมมองที่เป็นการคิดและการหาทางออกอย่างเป็นระบบเสียก่อน ผมมองว่าเราเสนอเรื่องภัยพิบัติเราต้องมองเชื่อมโยงไปตั้งแต่การตั้งถิ่นฐานของเรานะครับ การที่เราจะประกาศเขตป่า เขตบ้านอยู่ การใช้ดิน ใช้น้ํา การเพาะปลูกด้วยพืชแบบไหน อย่างไร การผลิตด้วยเครื่องจักรอย่างไรซึ่งมีการพูดมาเยอะ แม้กระทั่งการบริโภคกันในเมือง การผลิตขยะ การใช้พลังงาน เรื่องนี้พูดกันมา รวมถึงเรื่องการที่จะต้องวางผังเมืองใหม่ เพราะเมืองมันขยายตัว หรือโลกไร้พรมแดน อันนี้ที่ผ่านมาสังเกตว่าเรายังไม่มีการโยงพวกนี้ เข้ามาด้วยกัน อันนี้เป็นสิ่งที่อาจจะยาก แต่จําเป็นต้องทํา ให้คนเกิดวิธีคิดอย่างนี้ ลําพังเรียนแต่ ในหนังสือมันทําได้ แต่คนทั่วไปยังคิดแยกส่วน เราต้องสร้างความตระหนัก เมื่อครู่มีการพูดถึง เรื่องประชาชน ก็อยากให้มองในเรื่องนี้ว่าทําอย่างไรให้ประชาชนมองเรื่องนี้โยงกัน เห็นจะทานอะไรนึกถึงว่าจะเกิดภาวะเรือนกระจกในการผลิตมีเท่าไร จะผลิตขยะเท่าไร ต้องใช้ไฟเท่าไร อย่างนี้เป็นต้น แล้วก็มันจะทําให้เกิดภาวะโลกร้อน หรือร้อนอย่าง ๒-๓ วันนี้ เป็นอย่างไร แล้วก็ต้องมองเรื่องภัยพิบัติเอง การมีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มีหน่วยงานต่าง ๆ มีเครื่องมือเทคโนโลยีต่าง ๆ แต่ผมว่ามันต้องเป็นการผสานความคิด ทั้งจากข้างล่างสู่บนและบนสู่ล่าง มันต้องมองทั้งภัยในประเทศที่เกิดเราเองและมาจาก ภายนอกประเทศ อย่างหมอกควันที่มาจากประเทศลาว ประเทศพม่า หรือความร่วมมือ ในอาเซียนว่าจะจัดการกันอย่างไร

ประการต่อมาผมเสนอว่ารัฐควรที่วางนโยบายที่ชัดเจนในเรื่องนี้เสียแล้วนะครับ คือต้องตั้งเป้าหมายเลย ในระดับประเทศหรือระดับเมืองใหญ่ ๆ นะครับ เช่น กทม. เชียงใหม่ หาดใหญ่ ภูเก็ต โคราช เมืองใหญ่ว่ามีเป้าเลยว่าจะลดภาวะการผลิตปริมาณ คาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon dioxide) ขึ้นมาในแต่ละเมืองลดลงเหลือปีละกี่เปอร์เซ็นต์ ในปีเท่าไร อีก ๑๐ ปี ๕ ปีข้างหน้า มันวัดได้อยู่แล้ว ตั้งเป้าเลย ผมคิดว่าเราเสนอตัวเลขนี้ ให้สาธารณชนได้ตระหนัก ได้รู้เลยว่าทั้งประเทศเราคายก๊าซออกมาเท่าไร อยู่ในเมืองใหญ่ เท่าไร มันเขียนเป็นกราฟ (Graph) ได้ มีเป็นกราฟฟิก (Graphic) เสนอได้ ลงข่าวมันทุกเช้า ในข่าวพยากรณ์อากาศตามสถานีโทรทัศน์ต่าง ๆ ก็ยิ่งดีใหญ่ คนจะได้เกิดความตระหนัก แล้วก็ให้แต่ละเมือง เช่น กทม. ขนาดเล็ก ขนาดกลางก็แล้วแต่ ให้กําหนดยุทธศาสตร์พัฒนา ให้เป็นเมืองฉลาด เป็นสมาร์ท ซิตี (Smart city) เมืองสีเขียว ให้เน้นการใช้ทรัพยากรต่าง ๆ เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี ผมคิดว่าน่าจะต้องทํา ๓ เรื่องนี้โยงกัน บางทีผมสังเกตดูเราพูดถึงเรื่อง พลังงาน มีพูดถึงพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ แต่เราไม่ได้พูดถึงการปรับระบบขนส่ง คมนาคมที่เป็นมวลชนให้เป็นระบบอย่างไร อาจจะพูดถึง ขสมก. ไปซื้อรถเมล์ไฟฟ้ามา แต่ว่า การเคลื่อนที่ของคนที่สะเปะสะปะ กับนโยบายสวนทางกัน ขณะที่มีรถเมล์ไฟฟ้า แต่นโยบายผลิตรถคันแรกหรือรถยนต์ต่าง ๆ ก็ไปคนละทาง ๒ ทาง หรือว่าการสร้างตึก ที่เห็นว่าทําอยู่พักหนึ่ง ที่ใช้กระจกประเภทประหยัดพลังงานแต่เอาเข้าจริงก็แล้วแต่ใครจะทํา อะไร อย่างไร การประหยัดไฟฟ้าก็พูดกันไป คือทุกเรื่องนี้เราพูด แต่ว่าเราไม่เคยเอามันมา รณรงค์จริงจังในแต่ละพื้นที่เลย มันก็พูดลอย ๆ ไป หรือเรื่องคุณภาพชีวิตเหมือนกัน ระบบ การรักษาพยาบาล การเข้าไปสู่บริการสาธารณะ การมีพื้นที่สีเขียว เช่น ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ของพื้นที่อย่างนี้ให้มันได้ภายในกี่ปี เราก็ไม่ได้พูด

สุดท้ายเรื่องนวัตกรรมครับ เรายังส่งเสริมการวิจัยเทคโนโลยีทางด้าน นวัตกรรมในการที่จะทําให้ชีวิตคนบริโภคหรือใช้ทรัพยากรที่มันทําให้เกิดการสูญเสีย หรือ ทําให้เกิดภาวะโลกร้อน เรายังสร้างน้อยเกินไป สุดท้ายผมก็จบตรงว่า ทุกอย่างเราพูดมา หมดประเทศนี้ แต่เรามองหน้ากันว่าแล้วใครจะจัดการ มันติดปัญหาตรงนี้ เพราะว่าเรามี ประเด็นก็คือว่าเราน่าจะต้องเริ่มต้นจากจุดเล็ก ๆ ก็คือทําให้เมืองที่บริหารขึ้นได้เป็นจุดเล็ก ๆ เป็นตัวอย่าง เมืองเล็กเมืองน้อยทําครับ ให้มีความมั่นคง ให้มีการเป็นเมืองซึ่งใช้ทรัพยากรน้อย สร้างภาวะมลพิษน้อย แล้วก็ทําให้คุณภาพชีวิตที่ดี แล้วก็แข่งขันกันในการสร้างนวัตกรรม ทางเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่จะทําให้เราลดภาวะโลกร้อน แล้วก็ป้องกันภัยธรรมชาติได้ สร้างความตระหนักได้ครับ ผมว่าการเตรียมชาวบ้านนั้นต้องไปพร้อม ๆ กับการสร้าง ความตระหนัก แล้วก็การดําเนินทางด้านของฮาร์ดแวร์ (Hardware) ไปด้วยกันเป็นระบบ แล้วก็เริ่มจากแต่ละเมือง ขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณครับ เชิญอาจารย์วินัย ดะห์ลัน ครับ

นายวินัย ดะห์ลัน

ขอบคุณมากครับ ผม วินัย ดะห์ลัน ขออนุญาตแชร์ (Share) ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องของภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของภาวะโลกร้อน เมื่อปี ๒๐๑๑ เดือนมีนาคม มีปัญหาที่ประเทศญี่ปุ่นเรื่องของสึนามิพวกเราคงทราบกันดี หลังจากนั้นผมมีโอกาสไปที่ประเทศญี่ปุ่น ในขณะที่หลายแห่งในประเทศญี่ปุ่นตื่นตัวกัน ในเรื่องของการป้องกันภัยพิบัติที่เกาะชิโกกุ ซึ่งที่ผมไปทางมหาวิทยาลัยคากาวา เขาได้ทุน เกี่ยวข้องกับเรื่องของการที่จะหาหนทางในการสร้างโอกาส ในการที่จะพัฒนาเรื่องของ การเกษตรก็ดี เรื่องของอุตสาหกรรมก็ดี สิ่งที่ค่อนข้างน่าชื่นชมสําหรับประเทศญี่ปุ่นก็คือ ในระหว่างที่แก้ปัญหาในเรื่องของภัยพิบัตินั้นเขาก็พยายามที่จะตั้งอีกทีมหนึ่ง ในการที่จะ สร้างโอกาสในการที่จะทําให้คนญี่ปุ่นนั้นไม่ตื่นตระหนกจนเกินไป ในขณะเดียวกันถ้าเรา ย้อนกลับมาที่ในเรื่องของภัยพิบัติในอนาคตที่จะเกิดขึ้นกับบ้านเรา ประเทศไทยไม่ต่างกันครับ มีรายงานว่ากลุ่มประเทศที่จะมีผลกระทบในเรื่องของสภาวะโลกร้อนมากที่สุดเลยนั้น ก็คือ เรื่องของกลุ่มประเทศเอเชียใต้ แล้วก็กลุ่มประเทศเซาธ์อีสท์ เอเชีย (Southeast Asia) ในขณะเดียวกันถ้ามองลงไปแล้วมีโอกาสอยู่มากมายในกรณีของประเทศไทย แล้วก็ประเทศ ในเซาธ์อีสท์ เอเชีย อย่างเช่นประเทศอาเซียน ถ้าเราดูข้อมูลในเรื่องของผลผลิต ทางการเกษตร ในขณะที่หลายฝ่ายเข้าใจว่าผลผลิตในทางการเกษตรในระหว่างที่มีภาวะโลกร้อนนั้น ลดลง แน่นอนครับถ้าเราดูในประเทศไทยนั้นผลผลิตในทางการเกษตรของประเทศไทยนั้น ลดลงต่ํากว่าค่าเฉลี่ยที่เขาคาดการณ์กันไว้ นั่นหมายความว่าประเทศไทยมีโอกาสในการที่จะ ฟื้นตัวจากเรื่องของภาวะโลกร้อนในอนาคตได้ดีกว่าประเทศอื่น ตรงนี้คือโอกาสของประเทศไทยครับ ถ้าเราดูประเทศไทยนั้นสามารถที่จะก้าวเข้าสู่สิ่งที่เราเรียกกันว่า โลว์ คาร์บอน อีโคโนมี (Low carbon economy) ได้เมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ เราสามารถที่จะก้าวไปได้เร็วกว่าเขา เราจะใช้โอกาสตรงด้านนี้ในเรื่องของการที่จะแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน แล้วจะกลายไปเป็น ความหวังให้กับภูมิภาคอื่นได้หรือไม่ ตรงนี้เป็นคําถาม อย่างเช่นที่ทางญี่ปุ่นทํา ในขณะที่ทาง ซีกตะวันออกนั้นมีปัญหา เขามาดูกันว่าทางใต้กับทางตะวันตกนั้นสามารถที่จะหาโอกาส ในการที่จะแก้ปัญหาให้กับทางภาคตะวันออกได้อย่างไร ถ้าเราดูในกรณีของประเทศไทย เราจะเห็นได้ว่าหนึ่งในสิ่งที่ประเทศไทยเป็นอยู่ขณะนี้ก็คือการเป็นศูนย์กลางยานยนต์ ถ้าเรา สามารถที่จะพัฒนาเรื่องของยานยนต์ที่ให้พวกคาร์บอนต่ํา เรื่องของการพัฒนาการเกษตร เพื่อที่จะนําไปสู่เรื่องของการสร้างพลังงานทดแทนเหล่านี้ หรือว่าการใช้รถยนต์ที่มีพลังงาน ทดแทน อันนี้ก็จะเป็นสิ่งที่ทําให้ประเทศไทยนั้นเอาความหวังให้กับคนไทย แล้วก็รวมทั้ง ให้กับคนในภูมิภาคอื่น ๆ ด้วย ที่ในประเทศญี่ปุ่นผมไปดูเรื่องหนึ่งซึ่งเห็นว่าประเทศไทยนั้นน่าจะทําได้เลยก็คือ เขาพัฒนา เรื่องของนวัตกรรมที่จะทําให้โดยเฉพาะอย่างยิ่งนวัตกรรมทางการเกษตรที่จะทําให้การผลิต พลังงาน แล้วก็เรื่องของอาหารในอนาคตนั้นมีการใช้คาร์บอนต่ํา เรื่องของการใช้นวัตกรรม อาหารที่ใช้น้ํามันน้อย เรื่องของนวัตกรรมในภาคอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งขณะนี้ประเทศญี่ปุ่น กําลังพัฒนาเรื่องของอุตสาหกรรมอาหารไปสู่เรื่องของการใช้คาร์บอนต่ํา แล้วก็มีการใช้ พลังงานที่มาจากพวกไขมันอะไรต่าง ๆ นี้ค่อนข้างน้อย เนื่องจากว่าการเลี้ยงสัตว์ แล้วก็ การใช้ไขมันสัตว์ รวมทั้งแม้กระทั่งเรื่องของพืชน้ํามันอะไรทั้งหลายนั้น ส่วนหนึ่งนั้นจะเป็นพืช ที่มีการให้คาร์บอนค่อนข้างสูง ดังนั้นเรื่องของการเกษตรของญี่ปุ่นเขาก็นําไปสู่เรื่องของการ ที่จะพัฒนานวัตกรรมที่จะทําให้มีการใช้ผลิตภัณฑ์อาหารในอนาคตนั้นทําให้เกิดพลังงาน ในเรื่องนี้ค่อนข้างต่ํา ผมคิดว่ากรณีอย่างนี้ประเทศไทยน่าจะใช้เป็นโอกาสในการที่จะพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอุตสาหกรรมยานยนต์ก็ดี เรื่องของอุตสาหกรรมการเกษตรก็ดีทําให้ ประเทศไทยนั้นกลายไปเป็นความหวังของประเทศอื่น ๆ ในขณะที่ประเทศอื่น ๆ กําลังกังวล เรื่องของภัยพิบัติต่าง ๆ เราก็สร้างความหวังโดยการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหาร และอุตสาหกรรมยานยนต์ แล้วก็อื่น ๆ ครับ ขอบคุณมากครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

เชิญท่านอาจารย์ ประเสริฐครับ

รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ชิตพงศ์ 🔗

ขอบคุณครับท่านประธาน กระผม รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ชิตพงศ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ จังหวัดสงขลา ต้องขอชื่นชม ทางคณะกรรมาธิการที่ได้พูดถึงเรื่องภัยพิบัติเอาไว้ แล้วก็ได้พูดถึงยุทธศาสตร์ทั้ง ๔ เรื่อง เอาไว้ได้อย่างดีมาก ซึ่งจริง ๆ หลายเรื่องก็ได้มีการดําเนินการอยู่แล้ว ไม่ว่าเรื่องของการ ป้องกัน การเตรียมความพร้อม แต่ว่ามีประเด็นที่น่าสนใจที่ในยุทธศาสตร์ที่ ๓ กับยุทธศาสตร์ที่ ๔ อยู่ ๒ ประการที่ผมอยากจะยกมาเป็นประเด็น และในเรื่องของการ บริหารจัดการในภาวะฉุกเฉินเมื่อเกิดภัยพิบัติขึ้นมา และที่สําคัญก็คือการจัดการหลังภัยพิบัติ ในการจัดการในภาวะฉุกเฉินและรวมทั้งการจัดการหลังภัยพิบัตินั้น มีประเด็นที่อยากจะ ขอเรียนว่าเรื่องของความมีประสิทธิภาพในการจัดการระหว่างที่มีสถานการณ์ฉุกเฉินตรงนี้ ก็ต้องขอชื่นชมว่าที่ผ่านมา แล้วก็เชื่อมั่นว่าในอนาคตด้วยการเตรียมความพร้อมของหลาย ๆ ฝ่าย ก็อาจจะมีอยู่มากแล้ว โดยเฉพาะความช่วยเหลือจากทางทหารที่ก็ค่อนข้างจะมีความพร้อม ในเรื่องของเครื่องไม้เครื่องมือ แล้วก็ผู้ที่จะมาช่วยเหลือในการใช้เครื่องมือ แล้วก็ช่วยเหลือ ประชาชน ก็คือบุคลากร แล้วก็ในเรื่องของความพร้อมของท้องถิ่น ซึ่งหลาย ๆ แห่ง ก็ได้เตรียมความพร้อมไว้เป็นอย่างดี แต่หลายแห่งในท้องถิ่นขนาดเล็กก็อาจจะยังไม่พร้อมนัก แต่ว่าท้องถิ่นขนาดใหญ่ที่อยู่ใกล้เคียงกัน อะไรกันก็สามารถที่จะช่วยเหลือได้อย่างค่อนข้างดี อันนี้ผมพูดในฐานะที่อยู่ต่างจังหวัด แล้วก็จะเห็นภาวะเช่นนี้เกิดขึ้นอยู่เรื่อย ๆ แล้วก็ ได้มีการเตรียมความพร้อมกันอย่างดี แต่ว่าเรื่องการจัดการในภาวะฉุกเฉินที่เกี่ยวกับเรื่อง สิ่งของและเงินทองที่มีการบริจาคกันขึ้นมา ซึ่งตรงนี้เองจะเห็นว่ามันมีปัญหาต่าง ๆ อยู่ มากมาย ทั้งในเรื่องของการรับบริจาค ในเรื่องของการนําสิ่งของที่บริจาคไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย ในเรื่องของการที่ว่าเกิดความไม่ตรงไปตรงมา เกิดความไม่โปร่งใสขึ้นมาในการที่จะไปให้การ ช่วยเหลือโดยสิ่งของบริจาคต่าง ๆ รวมทั้งเงินที่บริจาคมา อะไรมา ซึ่งการจัดการในเรื่องเช่นนี้คิดว่า ถ้ามีระบบ มีการดําเนินการใด ๆ ที่จะช่วยให้การดูแลเรื่องสิ่งของบริจาคทั้งหลาย ซึ่งไปจาก จิตใจของพี่น้องประชาชนที่เขาไม่ได้รับความเดือดร้อน แต่เขาเห็นใจผู้ที่ได้รับภัยพิบัติ ผู้ประสบภัยพิบัติ แล้วปรากฏว่าสิ่งของที่บริจาคไปเหล่านั้นได้รับการดูแลจัดการที่อาจจะ ไม่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากนัก แล้วแถมยังมีการทุจริต มีการยักยอก มีการดําเนินการ ที่อาจจะเป็นไปในลักษณะที่ไม่โปร่งใสเกิดขึ้นด้วย ทําอย่างไรกับสิ่งเหล่านี้ที่จะทําให้สิ่งของ ที่เขาให้มาด้วยน้ําใจทั้งหลาย ไม่ว่าเป็นสิ่งของ หรือเงินทองได้รับการดูแลจัดการ มีหน่วยงาน ที่สามารถจะเข้าไปดูแลและจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพนะครับ

และที่สําคัญอีกอันหนึ่งที่อยากจะขอพูดไว้ตรงนี้ก็คือเรื่องของงบประมาณ จากของรัฐ หรือของใด ๆ ก็แล้วแต่ที่ได้จัดสรรลงไป และโดยเฉพาะที่เกิดเป็นปัญหา และ มาวันนี้ก็ได้ปรากฏเป็นเรื่องซึ่งไปอยู่ในขั้นตอนของทางกฎหมายแล้ว ก็คือเรื่องของการทุจริต คอร์รัปชันที่เกิดขึ้นในกรณีของการเกิดภัยพิบัติ ไม่ว่าอยู่ในระหว่างเกิดภัยพิบัติ หรือไม่ว่า อยู่ระหว่างการฟื้นฟูจากการเกิดภัยพิบัตินั้น ๆ รวมถึงบางครั้งในระหว่างการเตรียมความพร้อม เพื่อที่จะป้องกันหรือแก้ปัญหาทางภัยพิบัติแต่เป็นการเตรียมความพร้อมล่วงหน้า ก็มีกรณี ของทุจริตคอร์รัปชันเกิดขึ้นมากมาย เช่น การประกาศเขตภัยพิบัติที่ไม่ได้เป็นไปอย่างที่ ถูกต้อง แล้วก็ไม่ได้เป็นไปในตามสถานการณ์ที่เกิดภัยพิบัติจริง ซึ่งวันนี้เป็นนิมิตหมายที่ดี ที่เมื่อไม่กี่วันมานี้เองที่รัฐบาล ก็ต้องขอชื่นชมว่ารัฐบาลที่ได้ดําเนินการไปกับกรณีของการที่มี เกิดการฉ้อฉลขึ้นมา มีทุจริตคอร์รัปชันขึ้นมาจากเรื่องของการประกาศเขตภัยพิบัติ แล้วจัดซื้อสิ่งของต่าง ๆ เพื่อบรรเทาหรือเพื่อฟื้นฟูกรณีเกิดภัยพิบัติ แล้วปรากฏว่าเกิดมีกรณี ของความไม่โปร่งใสเกิดขึ้น และได้มีการดําเนินการไปในทางที่จะเรียกว่ามาตรการรุนแรง ถึงขั้นใช้ มาตรา ๔๔ ก็ถือว่าเป็นกรณีตัวอย่างที่จะช่วยให้มีการป้องกันภัยพิบัติอีกด้านหนึ่งด้วย เป็นภัยพิบัติที่อาจจะไม่ได้เกิดจากธรรมชาติ แต่เกิดจากนิสัยและสันดานของผู้คนที่เกี่ยวข้องกับ การแก้ปัญหาภัยพิบัติที่เป็นไปในทางที่เป็นการทุจริตและประพฤติมิชอบนะครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ท่านสมาชิก ที่แสดงความจํานงอภิปรายไว้ทั้งหมด ๑๕ ท่าน ได้ให้ความเห็นข้อเสนอแนะครบแล้วนะครับ ขอเชิญท่านประธานกรรมาธิการได้ชี้แจงตอบคําถามข้อสงสัยของท่านสมาชิก เชิญครับ

นายปราโมทย์ ไม้กลัด ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่านที่ได้ให้ ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ความเห็นอะไรต่าง ๆ อาจจะเหมือนหรือไม่เหมือนกับการพิจารณา ศึกษาในครั้งนี้ สําหรับเรื่องราวอะไรต่าง ๆ เกี่ยวกับภัยพิบัติตามธรรมชาติที่เกิดขึ้น ในเมืองไทย กระผมเองในฐานะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็ได้รวบรวมศึกษาวิเคราะห์ในแต่ละภัย แต่ละภัยออกมา ทราบเรื่องราวเหตุการณ์ เหตุปัจจัยแต่ละเรื่องแต่ละราวค่อนข้างจะชัดเจน เราจะเขียนระบุบอกไว้ในเอกสาร ฉบับสมบูรณ์ว่าอะไรเป็นอะไร และที่สําคัญที่สุดในเวลานี้องค์กรที่จะดูแลจัดการปัญหาภัยพิบัติ รูปแบบต่าง ๆ ของเรามันพร้อมไหม ก็ได้นําเสนออยู่ในเอกสารชุดนี้ว่าปัจจุบันมีองค์กรอะไร เป็นองค์กรหลัก องค์กรหลักนี้ได้มองดูแล้วว่าก็วางรูปแบบไว้ชัดเจน แล้วก็เครื่องไม้เครื่องมือ ที่เกี่ยวกับกฎหมาย กฎหมายที่ระบุบอกว่า ให้ทําอะไรในการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เขาป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยนะครับ ภัยพิบัติธรรมชาติก็เป็นชุดหนึ่งของสาธารณภัย การออกแบบในแง่มุมของกฎหมาย ถ้าได้ศึกษาวิเคราะห์แล้ว พูดกันโดยความเห็นส่วนตัวในขณะนี้นะครับว่า มีความชัดเจน มีความชัดเจนที่จะเข้าไป เผชิญกับเหตุการณ์ถ้าหากเกิดภัยอย่างนั้นอย่างนี้ อย่างนี้อย่างนั้น มีองค์กรใหญ่ระดับชาติ ใครเป็นหัวหน้าอยู่ในนั้นก็ระบุบอกไว้ชัด ใครเป็นรองหัวหน้า ใครเป็นอะไรต่าง ๆ นี่เป็น องค์กรใหญ่ระดับชาติ แต่เวลานี้ก็เกิดมาวิเคราะห์ว่าจากประสบการณ์ภัยที่มันเกิดขึ้น เมื่อไม่นานนี้ กฎหมายมีแล้ว อะไรมีแล้ว ต่าง ๆ นี่ก็ไม่สามารถรับมือกับภัยพิบัติธรรมชาติ ขนาดใหญ่ได้ อันนี้มีความสับสนในแง่มุมของความไม่เข้าใจ ความไม่เข้าใจเดี๋ยวนี้ก็คือ กระบวนการบริหารจัดการนั่นล่ะครับ เพราะนี่เราจะต้องชี้ให้เห็นว่าถึงแม้จะมีอะไรก็ตาม กฎหมายดี องค์กรมีแล้ว แต่กระบวนการบริหารจัดการสําคัญที่สุดว่าจะต้องทําอย่างไร เพราะฉะนั้นพวกกระผมเองที่ดูแลศึกษาเรื่องนี้ก็จึงคิดว่ายุทธศาสตร์ที่ชัดเจนมีไหม ก็มองดูว่า ยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนที่เขาใช้เป็นเครื่องมือในการปฏิบัติก็ยุทธศาสตร์ที่ก่อนเกิดภัยแล้วมี ระหว่างเกิดภัยมี หลังเกิดภัยมี แต่ยุทธศาสตร์อันนั้นมันยังไม่เข้มข้นในการที่จะทําให้ภัยพิบัติ ธรรมชาติที่เกิดขึ้น แล้วไปเผชิญกับภัยอันนั้นให้ได้ เรามองดูแล้วยุทธศาสตร์ลดความเสี่ยง ในกรณีปกติธรรมดา ๆ เวลานี้ ยุทธศาสตร์การสร้างองค์ความรู้ก็ดี ยุทธศาสตร์เรื่องการ แพร่กระจายข้อมูลก็ดี ยุทธศาสตร์อะไรต่าง ๆ อันนี้เราขาดมาก ๆ ทีเดียว เพราะฉะนั้น ใครจะทํากัน องค์กรหลักที่จะขับเคลื่อนขณะเกิดภัยก็มีภาระ เพราะฉะนั้นเราก็มีความคิดว่า ศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติตั้งมาตั้งแต่สมัยที่เกิดสึนามิ แล้วตอนนี้ก็รู้สึกว่าใช้ไม่ได้อย่างได้ผล พูดกันง่าย ๆ ด้วยเหตุผลของการบริหารจัดการ เพราะฉะนั้นมีความจําเป็นต้องมีศูนย์เตือนภัย ระดับชาติขึ้นมา ใช้ประโยชน์ให้มากที่สุด ให้ดีที่สุด อะไรต่าง ๆ จะมีประโยชน์อย่างยิ่ง ศูนย์เตือนภัยจะอยู่ที่ไหน คณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ไม่มี ความเห็นหรอกครับจะอยู่ที่ไหน แต่ว่าศูนย์เตือนภัยที่ต้องมีประสิทธิภาพ ทําอย่างไร อะไร อย่างไร จะสังกัดใครอะไรนี่ มันเรื่องของฝ่ายบริหาร ก็นําเรียนท่านทั้งหลายในที่นี้ แล้วก็มี ความเชื่อว่าภัยพิบัติแต่ละตัว ๆ มันต้องมียุทธศาสตร์เฉพาะของเขาว่าจะทําอย่างไร ในเรื่องราวของกระจายองค์ความรู้ เรื่องราวของการมีส่วนร่วม เรื่องราวของการให้ชุมชน ชุมชนนี่สิเข้ามามีส่วนในการบริหารจัดการภัย เวลานี้มีความสําคัญแต่ว่าไม่เคยเกิดเลย ที่จะให้ชุมชนรับรู้ รู้เรื่อง บริหารจัดการภัย เพราะฉะนั้นต้องเกิด เกิดในการปฏิรูปล่ะครับ นี่ก็ตอบคําถามท่านทั้งหลายรวม ๆ ว่าอะไรเป็นอะไร แล้วจะนําข้อคิดเห็นของท่านทั้งหลาย ที่ให้กับเราในวันนี้ไปประมวลว่าอะไรเป็นอะไร ขอขอบคุณทุกท่านนะครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

ขอบคุณ ท่านประธานและท่านกรรมาธิการนะครับ ท่านสมาชิกครับ

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องเสนอใหม่ ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ ไม่มี

วันนี้หมดระเบียบวาระการประชุมแล้ว ขอขอบคุณสมาชิกทุกท่านที่มาประชุมนะครับ ผมขอปิดประชุมครับ

เลิกประชุมเวลา ๑๖.๒๕ นาฬิกา