กงกฤช หิรัญกิจ หารือเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติเพื่อความยั่งยืน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทย และเสนอแนะมาตรการดังกล่าว รวมถึงการจัดเก็บภาษีจากผู้ประกอบการมากกว่าจากนักท่องเที่ยว เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กระผม นายกงกฤช หิรัญกิจ สมาชิก สปช. ด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะจากภาคท่องเที่ยว ก่อนอื่นก็ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่ได้ศึกษา เสนอแนะเรื่องการบริหารจัดการทรัพยากรเพื่อความยั่งยืน ซึ่งอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ของประเทศไทยในขณะนี้นักท่องเที่ยวร้อยละ ๗๐-๘๐ ก็ได้อาศัยทรัพยากรธรรมชาติ ทั้งทางบก ทางทะเลเป็นวัตถุดิบทางการท่องเที่ยวซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สําคัญของประเทศ เพราะฉะนั้นการที่คณะกรรมาธิการได้เสนอให้มีการจัดการทรัพยากรทางธรรมชาติเพื่อความ ยั่งยืนก็เหมือนกับการส่งเสริมให้อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวมีความยั่งยืนไปด้วยเช่นเดียวกัน
ในส่วนข้อเสนอของท่านประธาน อนุ. ด้านทะเล ดอกเตอร์ธรณ์ที่เสนอให้มี แบ่งแหล่งท่องเที่ยวออกเป็น ๔ ส่วน ในเรื่องของอันดามัน อ่าวไทย อีก ๓ แหล่งนั้นก็ได้มี การหารือกับคณะอนุกรรมาธิการทางการท่องเที่ยว แล้วก็เห็นด้วยกันว่าการแบ่งให้มีจุดเด่น จุดหลัก ที่สําคัญของการท่องเที่ยวทางทะเลเป็น ๔ แห่งนั้นน่าจะเป็นสิ่งที่เหมาะสม และภาค การท่องเที่ยวก็ให้การสนับสนุนที่จะทําให้มีความยั่งยืนในการท่องเที่ยวทางทะเลทั้ง ๔ แห่ง เพราะเป็นพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวค่อนข้างมาก อย่างไรก็ตามจากข้อเสนอของคณะกรรมาธิการ หน้า ๔๖ ในข้อ ๘ ที่บอกว่า จะส่งเสริมสนับสนุนศักยภาพผู้ประกอบการที่ดี โดยเฉพาะที่เป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อม จะให้มีสิทธิพิเศษด้านการลงทุนดอกเบี้ยต่ํา อะไรเหล่านี้ ผมก็เห็นด้วยอย่างยิ่ง มีความยอมรับให้รางวัล แต่ขณะเดียวกันก็อยากเห็นว่าถ้าผู้ประกอบการไม่ดีเราจะทํา อย่างไร ซึ่งปัญหาตรงนี้ผมคิดว่าเป็นปัญหาที่สําคัญมาก เราควรที่จะมีมาตรการลงโทษที่ เด็ดขาดเขียนไว้ด้วยในกฎหมาย แล้วก็มีการจัดการอย่างจริงจังในเรื่องของการบริหารจัดการ ซึ่งในขณะนี้เราพบว่ามีหลายพื้นที่ ถ้าไม่มี คสช. มาในช่วงนี้เราจะไม่เห็น เราจะไม่พบเลยว่า มีแหล่งท่องเที่ยว แล้วก็มีทรัพยากรทางธรรมชาติหลายแห่งที่ถูกบุกรุก ซึ่งอันนี้ผมคิดว่า เป็นช่องว่างที่ค่อนข้างมากในภาคปฏิบัติ ซึ่งก็อยากจะเห็นว่าในเอกสารการศึกษาครั้งนี้ ได้เขียนครอบคลุมให้ไปถึงการดูแลของผู้ที่กระทําไม่ถูกต้องให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็อยากให้มีการแบ่งแยกอํานาจหน้าที่ในเรื่องของการเป็นเรกกูเลเตอร์ (Regulator) กับโอเปอเรเตอร์ (Operator) ซึ่งอันนี้ก็ยังไม่เห็นเด่นชัด ก็อยากจะเห็นว่า อย่างเช่นเราอนุญาตไปแล้ว แล้วเขาก็ไปดําเนินการ ถามว่ามีการติดตามก็อยากจะเห็นว่า การติดตามนี้มีบทบังคับเป็นรายปีเลย เช่น ถ้าโรงแรมได้รับอนุญาตมีอีไอเอถูกต้องก็น่าจะมี การที่ต้องส่งรายงานสิ่งแวดล้อม รายงานการตรวจบําบัดน้ําเสีย ซึ่งอันนี้ก็อาจจะใช้ โอเปอเรเตอร์ซึ่งเป็นมืออาชีพ คล้าย ๆ ผู้ตรวจสอบบัญชีรับอนุญาต แล้วทางกรม หรือทาง หน่วยราชการก็เป็นเรกกูเลเตอร์ที่กํากับเพื่อจะทําให้มันเกิดการกระจายตัว แล้วก็มี ความรวดเร็วมากยิ่งขึ้นกว่าทางเจ้าหน้าที่ของรัฐไปเป็นผู้ตรวจ
อีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะฝากไว้ก็คือในข้อ ๑๒ ที่บอกว่าจะพัฒนาเครื่องมือทาง เศรษฐศาสตร์สนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรทางธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีเรื่องหนึ่ง คือการจัดเก็บภาษีจากนักท่องเที่ยว ก็จะเห็นว่าตอนนี้นักท่องเที่ยวเหมือนเครื่องยนต์ ที่สําคัญ ทุกคนก็เห็นว่าจะมาจัดเก็บจากนักท่องเที่ยวไปหมด ก็อยากจะฝากว่าอยากจะเห็นว่า อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวก็เหมือนอุตสาหกรรมการส่งออก เราจัดเก็บภาษี เราน่าจะจัดเก็บ จากผู้ประกอบการ มากกว่าไปจัดเก็บจากตัวนักท่องเที่ยว และในกรณีที่เขียนนักท่องเที่ยวต่างชาติ ก็จะเป็นการแบ่งแยกระหว่างนักท่องเที่ยวคนไทย นักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งผมคิดว่าเรื่อง เหล่านี้ในต่างประเทศเขาจะไม่ทํากัน ในการดําเนินการเรามีการจัดเก็บภาษีผู้เข้าพักแรม ในโรงแรม ตอนนี้เราก็มีออกกฎหมายให้องค์กรปกครองท้องถิ่นจัดเก็บก็จัดเก็บจาก ผู้ประกอบการ หากนักท่องเที่ยวไม่จ่ายให้ผู้ประกอบการ ผู้ประกอบการต้องออกภาษีอันนี้ไป ผมคิดว่าในกรณีของการจัดเก็บรายได้จากการท่องเที่ยวอยากจะให้ไปจัดเก็บ จากผู้ประกอบการ มากกว่าไปจัดเก็บจากนักท่องเที่ยว แล้วเราค่อยเอาภาษีที่จัดเก็บได้ จากผู้ประกอบการที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไปใช้ในกระบวนการต่าง ๆ ที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไปพึ่งพา เช่น ศิลปวัฒนธรรม อุทยาน สิ่งแวดล้อม สิ่งเหล่านี้ ผมคิดว่าน่าจะเป็นหลักการสากลที่จัดเก็บเพียงจากผู้ประกอบการที่ได้รับผลประโยชน์ จากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวครับ ขอฝากไว้เพียง ๒ ประเด็นครับ ขอบคุณครับ