สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๔๒ · ๒ มิถุนายน ๒๕๕๘

ปราโมทย์ ไม้กลัด เสนอรายงานเกี่ยวกับการจัดการภัยพิบัติตามธรรมชาติและภาวะโลกร้อน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมในการป้องกันและเผชิญกับภัยพิบัติ และเรียกร้องให้มีการปฏิรูปกระบวนการจัดการภัยพิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริหารจัดการภัยพิบัติของภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงการมีส่วนร่วมของชุมชนในการป้องกันและลดผลกระทบจากภัยพิบัติ

นายปราโมทย์ ไม้กลัด ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายปราโมทย์ ไม้กลัด ในนามของคณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ขอเสนอรายงานการพิจารณาศึกษา เรื่อง การจัดการภัยพิบัติ ตามธรรมชาติภาวะโลกร้อน ซึ่งเป็นวาระการปฏิรูปที่ ๒๖ เสนอต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติแห่งนี้ เพื่อให้ที่ประชุมได้พิจารณา แล้วก็ให้ข้อเสนอแนะแนวทางในการปฏิรูปการจัดการภัยพิบัติ ตามธรรมชาติภาวะโลกร้อนให้มีความสมบูรณ์ แล้วก็เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างถูกต้อง และเป็นรูปธรรมต่อไปครับ

ท่านประธานที่เคารพครับ รายงานการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วาระการปฏิรูป การจัดการภัยพิบัติตามธรรมชาติ ภาวะโลกร้อน นี้ก็มีเอกสารนําเสนอต่อท่านสมาชิกทุกท่านแล้ว มีหัวข้อการนําเสนออยู่ใน รายงาน ๕ หัวข้อด้วยกัน

หัวข้อแรก ก็คือหลักการและเหตุผล

หัวข้อที่ ๒ ประเด็นการศึกษา

หัวข้อที่ ๓ วิธีการพิจารณาศึกษา

หัวข้อที่ ๔ สรุปผลการพิจารณาศึกษา

และที่สําคัญ คือหัวข้อที่ ๕ ข้อเสนอประเด็นการปฏิรูปและแนวทาง การดําเนินการที่เสนอต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติเพื่อพิจารณา

ท่านประธานครับ กระผมก็ขอนําเสนอรายงานผลการพิจารณาศึกษาในสาระ รายละเอียดที่สําคัญของแต่ละหัวข้อที่กระผมได้กล่าวตอนต้นว่า มีเรื่องราวที่สมควรที่จะให้ ท่านสมาชิกทุกท่านได้รับรู้รับทราบ ให้ได้พิจารณา ก็มีดังต่อไปนี้นะครับ

หัวข้อแรก ก็คือเรื่องราวของหลักการและเหตุผล ภัยพิบัติตามธรรมชาติ ภาวะโลกร้อนนี้ ก็อยากจะนําเรียนท่านผู้มีเกียรติทุกท่าน ภัยพิบัติตามธรรมชาติ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ และเราไม่สามารถที่จะไปกํากับดูแลได้เลย อันนี้ อยากจะนําเรียนพื้นฐานของภัยพิบัติตามธรรมชาติสักนิดหนึ่ง เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ส่งผลกระทบ เกิดอันตรายต่อการดํารงชีวิตของผู้คน ของมนุษย์นี่ละครับ ภัยพิบัติตามธรรมชาติมีหลายรูปแบบ ผมอยากจะแยกแยะสักนิดหนึ่งว่าเวลาเราพูดกันรวม ๆ การบริหารจัดการภัยแต่ละภัย มันไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะในการศึกษาของเรา เราจะต้องศึกษา วิเคราะห์ออกมาแต่ละเรื่อง แต่ละราว แต่ละภัยมันเป็นอย่างไร บางอย่างร้ายแรงน้อย บางอย่างร้ายแรงมาก เมื่อร้ายแรงมาก ก็เกิดผลเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินมากมาย ท่านทั้งหลายที่อยู่ในห้องนี้ก็คงจะประสบ พบกับเหตุการณ์ภัยพิบัติธรรมชาติที่มีความรุนแรงเกิดขึ้นในเมืองไทยหลายรูปแบบทีเดียว ถ้าจะพูดกันแล้ว ภัยพิบัติธรรมดา ๆ ก็พบกันอยู่ทั่วไปตลอดปี ทุกเดือนในเมืองไทย มีภัยธรรมชาติทุกเดือนพูดกันง่าย ๆ อันนี้ก็เป็นภัยธรรมชาติแบบเรายอมรับกันได้ แต่ก็เป็น ความเดือดร้อน ภัยพิบัติธรรมชาติที่มีความรุนแรง เหตุการณ์ในความทรงจํา ใน พ.ศ. ๒๕๔๗ เมื่อปลายเดือนธันวาคม การเกิดภัยพิบัติครั้งใหญ่ คลื่นสึนามิซัดชายฝั่งหลายจังหวัด ของประเทศไทยในด้านฝั่งทะเลอันดามัน การเกิดภัยอันนี้เราจะพบว่าเกิดภัยพิบัติที่ทําลายชีวิต ผู้คน ทรัพย์สินต่าง ๆ เสียหาย การเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ ลุ่มน้ําเจ้าพระยา เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๔ ไม่นานมานี้ละครับ เป็นเหตุการณ์อุทกภัยขนาดใหญ่ที่เกิดขึ้นในเมืองไทย ไม่ใช่เกิดขึ้นครั้งแรก แค่นั้นนะครับ ในอดีตก็มี เหตุการณ์น้อง ๆ พ.ศ. ๒๕๕๔ พ.ศ. ๒๔๘๕ สมัยโบราณก็เกิด พ.ศ. ๒๕๓๘ พ.ศ. ๒๕๕๔ อันนี้คือภัยพิบัติขนาดใหญ่ แล้วเราสู้รบปรบมืออย่างไร มีปัญหา การเกิด อุทกภัยขนาดใหญ่ในเขตภาคตะวันออกของประเทศไทย ลุ่มน้ําปราจีนบุรีอะไรทํานองนั้น ก็เคยเกิดกันมาแล้ว รวมไปถึงอุทกภัยซ้ําซากในภาคใต้ของประเทศไทย นี่อยากยกตัวอย่าง ให้ฟังครับว่า ภัยธรรมชาติมันเกิดในเมืองไทยเป็นประจํา พูดกันง่าย ๆ ว่าทุกปี มากบ้าง น้อยบ้างแค่นั้นล่ะครับ โดยสรุปแล้วภัยพิบัติตามธรรมชาติเป็นปัญหาสําคัญที่คนไทยควรให้ ความสนใจ แล้วก็ร่วมมือกันในการแก้ปัญหาครับ โดยอาศัยหลักการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน อันนี้เป็นเรื่องสําคัญ การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนไม่ใช่พูดกันเป็นวาทะ เป็นเรื่องสําคัญ ในยุคปัจจุบัน การดําเนินการที่จะเตรียมป้องกัน แล้วก็จัดการปัญหาภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจะทํา อย่างไร แล้วหน่วยงานภาครัฐก็สําคัญที่สุด หน่วยงานภาครัฐควรสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับ ภัยพิบัติตามธรรมชาติแต่ละอย่าง ๆ ให้กระจายไปสู่ผู้คนประชาชนอย่างทั่วถึง ทั้งนี้เพื่ออะไร เพื่อปลูกจิตสํานึก สร้างพลังเครือข่าย การจัดการภัยพิบัติอันนี้ให้เข้มแข็งเป็นระบบ แล้วก็มี ความยั่งยืน อันนี้คือหลักการและเหตุผลที่มีเห็นประเด็นเลยว่ามันถึงเวลาแล้วที่เมืองไทย จะต้องมีการปฏิรูปหรือพัฒนาต่อเนื่องอะไรก็แล้วแต่ ในการบริหารจัดการภัยพิบัติธรรมชาติ

หัวข้อที่ ๒ ที่กระผมได้แสดงอยู่ในเอกสารการศึกษาก็คือประเด็นการศึกษา ประเด็นการศึกษาเป็นหัวข้อหลักของการศึกษาเพื่อจะปฏิรูปครั้งนี้ครับ มันต้องศึกษาก่อนว่า อะไรมันเป็นอะไร การศึกษาชุดแรกก็คือศึกษาสภาพปัญหาข้อเท็จจริง ข้อมูล แล้วก็ปัจจัย ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับภัยธรรมชาติแล้วก็รวมไปถึงภาวะโลกร้อนที่มันมีผลกระทบกับ เมืองไทยด้วย มันเป็นอย่างไร เราเข้าใจกันนะครับ แต่ว่าเข้าใจกันชัดเจนลึกซึ้งขนาดไหน ผมเองก็มีส่วนที่เรียกได้ว่า เข้าใจลึกซึ้งพอสมควรแต่ก็ยังไม่เต็มที่ เพราะฉะนั้นต้องศึกษาว่า อะไรเป็นอะไร

เรื่องแรกอยากจะนําเสนอต่อที่ประชุมนี้สั้น ๆ ก็แล้วกันว่าภัยธรรมชาติ มันมี กี่ภัยด้วยกัน ที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ ทั่วประเทศไทย มันมีทั้งหมด ๙ ภัยธรรมชาติครับ จําแนกแจกออกมา มีอยู่ ๙ ภัยธรรมชาติ ภัยแรกก็คือภัยจากลมครับ ที่เราเรียกกันว่าวาตภัย พายุลมแรง พัดบ้านเรือนพัง พายุไต้ฝุ่น พายุโซนร้อน พายุดีเปรสชัน เข้าประเทศไทย ลมแรง บ้านเรือนพัง แล้วก็มีผลอย่างอื่นต่อมาอีกว่าเกิดฝนตก น้ําท่วมมาก ผลกระทบต่อประเทศไทยที่สําคัญ จากพายุ ก็คือพายุหมุนเขตร้อนครับ ท่านอาจจะไม่คุ้นกับศัพท์นี้ พายุหมุนเขตร้อน ตระกูลของเขาก็พายุไต้ฝุ่น พายุโซนร้อน พายุดีเปรสชัน มันเป็นพายุที่เกิดในทะเลจีนใต้ มหาสมุทรแปซิฟิกในช่วงหน้าฝน แล้วมันก็พัดเข้าสู่ประเทศไทย ผ่านเวียดนาม อะไรทํานองนั้นมา เรื่องราวที่เกิดผลกระทบ ถ้าท่านจําในอดีต พายุไต้ฝุ่นเกย์ที่ขึ้นฝั่งจังหวัดชุมพร พายุไต้ฝุ่นลินดา เข้าจังหวัดชุมพร ยกภาพให้ท่านทั้งหลายได้เห็น และนอกจากนั้นเป็นจากพายุฤดูร้อน ตอนนี้ เดือนเมษายน เดือนพฤษภาคม เดือนมีนาคม นี่เขาเรียกกันว่าพายุฤดูร้อน เกิดในหน้าร้อน บ้านเรือนพังนะครับ

ภัยที่ ๒ ก็คืออุทกภัย ท่านรู้จักดีนะครับอุทกภัย ภัยจากน้ํา เกิดสภาวะ น้ําท่วมเป็นบริเวณกว้าง น้ําท่วมฉับพลัน อะไรทํานองนี้ สาเหตุมันก็เกิดฝนตกหนัก ตกมาก ฝนตกนี้มันไปบังคับควบคุมไม่ได้ด้วย เป็นไปตามธรรมชาตินะครับ อยากจะกราบเรียนท่านว่า อะไรเป็นอะไร น้ําป่าไหลหลาก น้ําท่วมฉับพลัน น้ําท่วมขัง เอ่อล้นจากแม่น้ําไปท่วมพื้นที่ เขตเศรษฐกิจบริเวณกว้าง ผลกระทบที่สําคัญต่อประเทศไทยก็อยากจะขอกล่าวถึง ก็ยกตัวอย่างกรณีมหาอุทกภัยเมื่อช่วงปลายปี ๒๕๕๔ เกิดในลุ่มน้ําเจ้าพระยา ซึ่งเป็น ศูนย์กลางของอุตสาหกรรมสําคัญของประเทศ แล้วก็เป็นศูนย์กลางค้าขายของประเทศ ก็เกิดความเสียหายเป็นมูลค่ามากมาย ในอดีตเกิด แต่อดีตไม่มีชุมชนหนาแน่น ไม่มีเป็นพื้นที่ เศรษฐกิจเหมือนปัจจุบัน ในอดีตอย่างเช่น พ.ศ. ๒๔๘๕ กรุงเทพมหานครน้ําท่วมทั้งหมด พูดกันง่าย ๆ ที่นี่ก็ท่วมลานพระบรมรูปทรงม้า พายเรือกันได้ แต่ว่าตอนนั้นไม่เสียหาย ในเรื่องราวด้านเศรษฐกิจ เพราะเราอยู่กันแบบธรรมชาติ ๆ เป็นสังคมเกษตร แต่ว่าเวลานี้ ไม่ได้แล้ว อันนี้ก็คือภัยจากอุทกภัย

ภัยที่ ๓ คือภัยเนื่องจากความแห้งแล้งหรือภัยแล้งที่เรารู้จักกัน เวลานี้ ปลายเดือนพฤษภาคมต่อต้นเดือนมิถุนายน ฟ้าฝนไม่ค่อยมี มันกําลังจะเข้าสู่ลักษณะของ ฝนทิ้งช่วง ที่เราเรียกกัน เกิดความเดือดร้อนครับ เป็นภัยครับ ฝนทิ้งช่วงก็มักจะทิ้งช่วง ในเดือนมิถุนายน เดือนกรกฎาคม ฝนไม่ตก ตกน้อยในช่วงหน้าฝน ในฤดูแล้งก็เช่นเดียวกัน ในหน้าหนาวไม่มีฝนตกเกิดฝนแล้งเป็นความเสียหาย เป็นภัยแล้งที่เราเรียกกัน ก็มีผลเสียหาย การดํารงชีวิตของประชาชนด้านเศรษฐกิจ ด้านการเกษตร ด้านสังคมอะไรมากมาย

ภัยที่ ๔ คือภัยจากพายุฝนฟ้าคะนอง นี่ก็จะเกิดในหน้าร้อนเป็นหลัก เนื่องมาจากอิทธิพลของความกดอากาศสูงจากประเทศจีน แผ่เข้ามาเป็นระยะ ๆ ก็จะทําให้ เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง บางแห่งมีลูกเห็บตก บ้านเรือนพัง จังหวัดหลายจังหวัดในภาคเหนือ ภาคอีสาน พวกนี้เป็นภัยทั้งสิ้น และถ้ามันตกเป็นเวลานานบริเวณที่ราบเชิงเขา ตรงบริเวณ ภูเขาสูง น้ําท่วมฉับพลันตามบริเวณที่ราบเชิงเขา

ภัยที่ ๕ ก็คือคลื่นพายุซัดฝั่ง เกิดความเสียหายมากมายทุกปีครับ ตั้งแต่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์เรื่อยลงไปจนถึงจังหวัดนราธิวาส คลื่นพายุซัดฝั่ง จะแก้ไขอย่างไรครับ มันไม่ทราบว่าจะแก้อย่างไร เป็นเหตุการณ์ธรรมชาติซึ่งมันอยู่เหนือการควบคุมครับ สภาพพื้นที่ ชายฝั่งทะเลถูกทําลายอย่างรุนแรง ป่าชายเลนไม่ต้องพูดถึง ก็โค่นล้มบ้างอะไรบ้าง อันนี้ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อครู่นี้อาจารย์ธรณ์ก็พูดถึง

ภัยที่ ๖ แผ่นดินไหว ท่านก็มีความหวาดเสียวอยู่กับแผ่นดินไหวใช่ไหมครับ แผ่นดินไหวกับเมืองไทยนี่ ในความเป็นจริงสําหรับผมมันยังอยู่ห่างไกลกับวิกฤตการณ์ที่มัน ควรจะเป็น ไม่เหมือนประเทศญี่ปุ่น ไม่เหมือนหลาย ๆ ประเทศที่เขาเกิด เพราะเราไม่ได้อยู่ เขตตามแนวที่มีแนวรอยเลื่อนที่มีพลังใหญ่ ๆ ไม่ใช่ เรามีรอยเลื่อนมีพลังพอสมควรอยู่ ๑๔ รอยเลื่อน ที่บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันตก แล้วก็ภาคใต้ แต่เหตุการณ์เพิ่งเกิดแผ่นดินไหว ก็เป็นเหตุการณ์อย่างมากที่สุดจากข้อมูลที่เคยเกิดในอดีตจนถึงปัจจุบัน อย่างสูงที่สุดก็คือ ระดับปานกลาง ๖.๓ ๖.๔ แมกนิจูด (Magnitude) หรือริกเตอร์ (Richter) ที่เราเข้าใจกัน อันนี้มันก็เป็นภัย เป็นความหวาดเสียว บ้านเรือนอะไรปลูกกันไม่ดีมันก็พัง แต่ไม่ถึงกับ ระเนระนาดเหมือนประเทศเนปาล เอาล่ะนี่กราบเรียนให้ทราบ บริเวณ ๖ จังหวัดภาคใต้ จังหวัดระนอง จังหวัดพังงา จังหวัดภูเก็ต จังหวัดกระบี่ จังหวัดตรัง จังหวัดสตูล ก็เป็นบริเวณที่มีอัตราเสี่ยงสูงจากคลื่นสึนามิ แผ่นดินไหวไม่ได้เกิดอยู่ในเขต ประเทศไทย แต่เกิดที่หัวเกาะสุมาตราโน่น แต่ ๖ จังหวัดภาคใต้ก็เสี่ยงกับเรื่องราวผลกระทบ จากการเกิดแผ่นดินไหวที่อยู่ห่างไกลไป ผลกระทบต่อประเทศไทยถ้าจะพูดกันแล้ว เรื่องราว ของแผ่นดินไหวเวลานี้มีกระแสโซเชียล มีเดีย (Social media) ออกกันมาจนมีความ วิตกกังวลจนมากมายทีเดียว ก็อยากจะกราบเรียนว่าเราต้องติดตาม เราต้องเรียนรู้ ที่มันเคย เกิดสูงสุดแผ่นดินไหว ก็เมื่อวันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เมื่อปีกลายนี้ ๖.๓ แมกนิจูด ศูนย์กลางอยู่ที่อําเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย พูดให้ท่านได้รับรู้รับทราบก็เพราะว่า มันมีโอกาส แต่ว่าไม่ใช่เป็นเรื่องราวของรุนแรงที่จะต้องปริวิตกกันให้มากมาย

ภัยที่ ๗ คือแผ่นดินถล่มหรือดินโคลนถล่ม เวลาฝนตกหนักในภาคใต้ ภาคเหนือบริเวณที่สูงจะเกิดน้ําป่าไหลหลากแผ่นดินถล่ม นี่ละครับก็ความไม่สมดุลของดิน หิน ที่อยู่บริเวณที่มีความลาดเทสูง แล้วมีปรากฏการณ์อันนี้ผู้คนเสียชีวิต ในอดีตบริเวณ บ้านน้ําก้อ บ้านน้ําชุน จังหวัดเพชรบูรณ์ อําเภอวังชิ้น จังหวัดแพร่ อําเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ หรือแม้ภาคใต้ จังหวัดนครศรีธรรมราชหลายบริเวณดินถล่ม นี่คือภัยธรรมชาติทั้งสิ้น แล้วเวลานี้ยังมีโอกาสจะเกิดไฟป่าและหมอกควัน ไฟป่าและหมอกควันเวลานี้ ปัจจุบันนี้ มีปัญหาทุกปีในจังหวัดสําคัญ ๆ ของภาคเหนือ เกิดจากอะไร ถ้าจะพูดกันแล้วมันเกิดจาก มนุษย์นี่ละครับ ก่อให้เกิดมลพิษในอากาศ ฝุ่นละอองหมอกควันอยู่กันไม่เป็นสุข อันนี้ก็คือ ภัยธรรมชาติ และจะจัดการกันอย่างไร ทั้งหมดนี่จัดการได้ทั้งสิ้นนะครับ

ภัยธรรมชาติสุดท้ายสําหรับเมืองไทยที่กระผมอยากจะขอกล่าวถึงก็คือสึนามิ สึนามินี่มันเกิดเฉพาะบริเวณ แล้วก็โอกาสจะเกิดแบบปี ๒๕๔๗ มันก็เป็นความยากที่จะเกิด แต่ไม่ใช่หมายความว่ามันจะไม่เกิด เพราะฉะนั้นกระบวนการจัดการภัยพิบัติอันนี้เตรียมตัว เตรียมพร้อมเป็นเรื่องสําคัญ ผลกระทบจากสึนามิคราวที่แล้วเป็นบทเรียน เป็นบทเรียนอย่างยิ่ง สําหรับเมืองไทยว่ามันถึงเวลาแล้ว มันอาจจะเกิดเมื่อไรไม่ทราบ อีก ๑๐ ปีข้างหน้า ๒๐ ปีข้างหน้า แต่การเตรียมความพร้อมไม่มีความยากความเย็นอะไรเลยต้องเตรียมความพร้อมนะครับ อันที่จริงสึนามิมันเกิดในมหาสมุทรแปซิฟิก โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นเกิดมาก ส่วนในทะเลอันดามัน แล้วก็ของมหาสมุทรอินเดียในอดีตไม่เคยเกิดสึนามิรุนแรงมาเลยนะครับ จนกระทั่ง เมื่อวันที่ ๒๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ เกิดสึนามิที่รุนแรงมากเข้ามาปะทะกับประเทศไทย ๖ จังหวัดภาคใต้ก็แล้วกัน ผู้คนเสียชีวิตไป ๕,๔๐๐ คน และคลื่นสึนามิแผ่กระจายไปถึง ตะวันออกของทวีปแอฟริกา ผู้คนเสียชีวิตทั้งหมดในคราวนั้นมากกว่า ๒๐๐,๐๐๐ คน เพราะฉะนั้นอันนี้สรุปแล้วเป็นภัยพิบัติซึ่งเราต้องเตรียมตัว ไม่รู้จะเกิดเมื่อไรเหมือนกัน แล้วก็ การเตรียมตัว การจัดการไม่ใช่เรื่องยากเย็น

กล่าวโดยสรุปแล้วประเทศไทยมีภัยพิบัติตามธรรมชาติเกิดขึ้นเป็นประจําทุกปี มากบ้าง น้อยบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งภัยที่เกี่ยวกับน้ํา หรืออุทกภัย ความแห้งแล้ง แล้วก็วาตภัย ภัยจากลม ประชาชนได้รับอันตราย ทรัพย์สินเสียหาย พื้นที่เกษตรได้รับความเสียหาย อันนี้ภัยธรรมชาติบางอย่างเกิดขึ้นซ้ําซากอยู่บริเวณที่เดิม อย่างอุทกภัย อุทกภัยพูดกันเลย จะไปศัพท์ติดปาก น้ําท่วมซ้ําซาก อุทกภัยซ้ําซาก ทําไมถึงซ้ําซากล่ะ มันต้องจัดการออกมาสิครับ จะเอากันอย่างไร ตัวนี้ละครับเป็นเรื่องสําคัญก็อยากจะนําเรียนที่ประชุม มันเกิดเพราะอะไร การทําลายสิ่งแวดล้อม การใช้ที่ดินไม่เหมาะสม แล้วที่สําคัญที่สุดมันจําเป็นอย่างยิ่งจะต้องมี กลไกการเตือนภัย การมีมาตรการในการป้องกันและสร้างความพร้อมในการเผชิญกับภัย ภัยธรรมชาติที่จะมีมา มีความสําคัญและจําเป็นอย่างยิ่ง ทําให้เรามีความพร้อมเมื่อภัยพิบัติ มาเยือน เราไม่ได้ไปสู้กับภัยนะ สู้ไม่ไหว แต่ว่าเราเตรียมอะไรต่าง ๆ แบบนี้มันจะมีความพร้อม เมื่อภัยมาเยือน เมื่อภัยธรรมชาติมาเยือนก็ต้องมีระบบการบริหารจัดการฉุกเฉินทําอย่างไร ตัวนี้ละครับ ทั้งหมดมันเป็นระบบ ถามว่ายากไหม ไม่ยากหรอกครับ ถ้าเรามีกระบวนการ จัดการให้สอดคล้อง ตั้งแต่ยังไม่มีอะไร จนกระทั่งไปถึงถ้ามันมีมาจะทําอย่างไร

เรื่องศึกษาต่อไปเพราะในบริบทอันนี้พูดถึงเรื่องภาวะโลกร้อนด้วย ภาวะโลกร้อน พูดกันง่าย ๆ มันเป็นเหตุการณ์ที่มันเกิดขึ้นในเมืองไทยด้วย ทั่วโลกด้วย และมันก็ส่ง ผลกระทบที่สําคัญที่สุด ส่งผลกระทบให้กับผู้คน ส่งผลกระทบกับภัยธรรมชาติมันก็รุนแรงขึ้น มีถี่ขึ้น มีอะไรขึ้น นี่ละครับ เอาละสภาพปัญหาและข้อเท็จจริง ภาวะโลกร้อนมันหมายถึง สภาวะที่โลกไม่สามารถส่งผ่านหรือระบายความร้อนที่เกิดขึ้นบนผิวโลกกลับไปสู่ ในบรรยากาศได้ มันก็เป็นผลให้เกิดก๊าซเรือนกระจกมันก็ครอบไว้ ทําให้ความร้อนเหล่านั้น สะท้อนกลับมาสะสมที่ผิวโลกอยู่อย่างนี้ โลกก็ร้อนขึ้น อันนี้เป็นข้อเท็จจริงที่ปรากฏ อุณหภูมิ สูงขึ้นทุกปี เรื่องราวของอุณหภูมิสูงสุด ๔๒ องศาเซลเซียส ๔๓ องศาเซลเซียสในฤดูร้อน ดูจะเป็นเรื่องธรรมดาสําหรับเมืองไทยแล้วเวลานี้ เมื่อก่อนไม่มี สมัยผมเด็ก ๆ อุณหภูมิสูงสุด ๓๙ องศาเซลเซียส รู้สึกว่าตื่นเต้นแล้ว แต่เดี๋ยวนี้ ๔๒ องศาเซลเซียสในหน้าร้อนธรรมดา ๆ บางปี ๔๓ องศาเซลเซียส ๔๔ องศาเซลเซียส ในบางจังหวัดของภาคเหนือ หรือแม้แต่ ภาคกลางตอนบน ภูมิอากาศของโลกมันก็อะไรละแปรปรวน เพราะอุณหภูมิมันสูง อะไรทํานองนี้ เราก็ศึกษาถึงเรื่องราวของเขาว่ามันเป็นอย่างไร ที่สําคัญที่สุดสิ่งที่มันพัวพัน กับชั้นบรรยากาศที่มันห่อหุ้มโลก มันเป็นฉนวน มันสกัดกั้นความร้อนที่จะแผ่กระจายไปใน บรรยากาศ ก็คือกลุ่มก๊าซเรือนกระจก นี่ละครับ ก๊าซเรือนกระจกเราก็รู้กันดี อยู่ใน บรรยากาศเยอะแยะมากมาย มันเป็นสิ่งขวางกั้นแสงอินฟราเรดที่โลกสะท้อนกลับจากผิวโลก สู่บรรยากาศ มันก็เกิดการที่จะอบ เป็นเตาอบเลยนะครับ ก๊าซเรือนกระจกมาจากไหน เรื่องของมนุษย์ทั้งนั้นอีก ก๊าซเรือนกระจก ก๊าซเรือนกระจกก็มีคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นพระเอก มีเทน อะไรทํานองนี้หลายก๊าซ อย่าไปรู้ถึงเขาเลย สาเหตุการเกิดเนื่องจาก มนุษย์ทั้งสิ้น เวลานี้ถ้าจะพูดกันแล้ว มนุษย์ใครทํา ประเทศไทยมีส่วนนิดเดียว แทบจะไม่ได้มี กระบวนการไปทําอะไรให้เกิดเลย เมื่อเทียบกับประเทศยักษ์ใหญ่ต่าง ๆ ในโลกนี้ แล้วมาดู ประเทศไทยกับพิธีสารเกียวโต เขามีการประชุมกันอะไรกันในอนุสัญญาของสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ประเทศยักษ์ใหญ่ต่าง ๆ ไม่ว่าเป็นประเทศจีน ประเทศอินเดีย กลุ่มในอเมริกา อเมริกาเหนือ ตัวอเมริกายักษ์ใหญ่ ยุโรปนี่เป็นแกนในการที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาก ๆ พวกนี้เขามีการระบุบอกเลยนะ ประเทศไหนปล่อยกี่เปอร์เซ็นต์ของก๊าซเรือนกระจกต่าง ๆ ประเทศไทยไม่มีพันธกรณีในการ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพราะเทียบกับประเทศยักษ์ใหญ่แล้วเราไม่ได้ทําอะไรเลย นิดเดียว แล้วมีสัดส่วนน้อยมาก คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ ร้อยละ ๐.๖ ร้อยละ ๐.๗ จากการ ปลดปล่อยก๊าซชนิดนี้สู่ในบรรยากาศ ถึงแม้เราจะเป็นอย่างนี้จริง ๆ แต่ว่ามันมีผลกระทบ ต่อเมืองไทย เพราะเราอยู่ในโลกใบเดียวกัน เมื่อมันมีผลกระทบเราก็ต้องมีกระบวนการที่จะ จัดการเกี่ยวกับผลกระทบจากสภาวะโลกร้อน ก๊าซเรือนกระจกเราไม่ได้เป็นผู้ปลดปล่อยก็จริง แต่ประเทศอื่นเขาปลดปล่อยเขาไม่ยอมลดกัน หรือลดกันไม่ได้มากจะทําอย่างไร เอาละครับ ผลกระทบในประเทศไทยเราต้องเรียนรู้ เรียนรู้อันนี้ก็เรียนรู้จากใคร นักวิทยาศาสตร์ เราต้องพึ่งพาเขานะครับ แต่เราก็ต้องฟังด้วยเหตุด้วยผลว่า นักวิทยาศาสตร์เขาคาดการณ์ว่า ระดับน้ําทะเลจะสูงขึ้นอีกจากปัจจุบันก็แล้วกันโดยเฉลี่ย ๙๐ เซนติเมตรในอีก ๑๐๐ ปี ข้างหน้าเอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ท่านเชื่อ ไม่เชื่อ ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ผมคิดว่าผมก็เชื่อ มีแนวโน้ม แต่อย่าไปตกใจ ๑๐๐ ปีข้างหน้า เราอยู่อย่างนี้ระดับน้ําทะเลเป็นอย่างนี้โดยเฉลี่ย จะมากขึ้นกว่าปกติ ๙๐ เซนติเมตร มันก็จะทําให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบทางด้าน กายภาพ ชีวภาพหลายประการ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย เมืองไทยก็ประเมินว่ามีสิ่งชี้ชัด ในเรื่องความเป็นไปได้ของภาวะขาดแคลนน้ําในพื้นที่ลุ่มที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ คือลุ่มน้ํา เจ้าพระยานี่ละครับ อุทกภัยมันก็เกิดถี่ขึ้น รุนแรงขึ้นในบริเวณพื้นที่ราบลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รอบ ๆ กรุงเทพมหานครนี่ละครับ พื้นที่ชายฝั่งทะเลได้รับผลกระทบแน่นอนละครับ ระดับน้ําทะเลมันสูงกว่าปกติขึ้นมา มันก็เกิดผลกระทบ ของอาจารย์ธรณ์พูดกันง่าย ๆ ได้รับ ผลกระทบ เอาล่ะผลกระทบต่อระบบนิเวศอะไรต่าง ๆ มีหลากหลายประการ อันนี้เนื่องจาก สภาวะโลกร้อนที่ยังควบคุมการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ได้ มันก็จะเป็นผลกระทบ แต่เราไม่ได้เป็นผู้กระทําแต่เราก็ได้รับผลกระทบ รูปแบบของฝนและอุณหภูมิ มันก็เปลี่ยนแปลงไป เวลาโลกมันร้อนอย่างที่ผมนําเรียนท่านทั้งหลายว่าอุณหภูมิในหน้าร้อน ๔๒ องศาเซลเซียส ๔๓ องศาเซลเซียสดูจะเป็นธรรมดาแล้ว ทุกโรงเรือน ทุกบ้านเรือน แม้แต่ที่ทําการอะไรต่าง ๆ ต้องติดเครื่องปรับอากาศใช่ไหมครับ อันนี้ก็เห็นกันชัด ๆ ว่า มันก็เป็นความวุ่นวายเข้าแล้ว ระบบนิเวศทางทะเล ระบบฝน ระบบอะไรต่าง ๆ เกิดการ เปลี่ยนแปลง เกิดผลกระทบการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศต่าง ๆ มากมาย สรุปแล้วสภาวะโลกร้อน การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก อันนี้ละครับมันก็ทําให้เกิดอุทกภัยบ่อยครั้ง แล้วก็รุนแรง ทําให้พายุฝนฟ้าคะนองเกิดบ่อยขึ้นไม่เป็นไปตามฤดูกาล ทั้งหมดนี้เราต้องยอมรับว่ามันเป็นจริง มันมองออก เพราะเราจะไปหาทฤษฎี หาตัวเลขออกมาชัด ๆ มันยากอยู่ แต่มันมองออกนะครับ ภัยธรรมชาติที่สําคัญที่เมืองไทยจะประสบมีความรุนแรงก็คือภาวะภัยแล้ง ภัยแล้งเวลานี้ ไม่เบานะครับ ท่านทั้งหลายถ้าอยู่ในชนบทจะพบเห็นเลยว่า ๕-๖ เดือนฝนไม่ค่อยตกเลย ตกนิดเดียวแล้วมันจะอยู่กันได้อย่างไรละครับ เอาล่ะ ผลกระทบต่อสุขภาพอุณหภูมิสูงขึ้น สุขภาพของผู้คนก็ย่ําแย่ ผลกระทบอะไรต่าง ๆ มากมาย นี่คือเรื่องราวของก๊าซเรือนกระจก

สําหรับแนวทางการจัดการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน ถ้าจะพูดกันแล้วเราก็มีทาง ทําได้ ในเมืองไทยก็ทําได้เป็นประเด็น ๆ ไป แต่ทําอย่างไรก็แล้วแต่ ในความเห็นของผม การที่จะ จัดการแก้ไขปัญหาที่ให้มันสอดคล้องกับสภาวะโลกร้อนก็จัดการ จัดการทําอย่างไรให้มันอยู่ได้ มีความสุข กับสภาพปัญหาโลกมันร้อนขึ้นนี้ให้ได้

ประเด็นการศึกษาที่สําคัญต่อมาก็อยากจะกราบเรียนว่าเราจะไปปฏิรูป กระบวนการจัดการภัยพิบัติทางธรรมชาติ ผมก็ต้องตั้งประเด็นว่าปฏิรูปอะไร เรารู้ ตัวเรื่องราวทั้งหมด ผมก็ศึกษาเรื่องราวของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับ การจัดการภัยพิบัติธรรมชาติเวลานี้ในปัจจุบันเมืองไทยมีหน่วยงานอะไร กรมอะไร นี่สําคัญ ที่สุดล่ะครับ เพราะว่าเขาจะต้องเป็นผู้บริหารจัดการ กรมต่าง ๆ ที่มีที่ศึกษาที่เกี่ยวข้องกัน จริง ๆ มีอยู่กรมเดียวที่เรารู้จักกัน คือกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยของกระทรวงมหาดไทย มีหน่วยงานของรัฐหน่วยงานเดียวที่มีภาระหน้าที่ในการบริหารจัดการภัยพิบัติธรรมชาติ แล้วก็สาธารณภัยอื่น ๆ กรมนี้ก็เพิ่งตั้งขึ้นมาใหม่จากการปฏิรูประบบราชการเมื่อปี ๒๕๔๕ เพราะฉะนั้นอะไรต่ออะไรก็ยังใหม่ ก็เป็นความพยายามที่กรมนี้กําลังทํา เพราะฉะนั้นในแง่ของผม ที่ไปพบเห็นก็ต้องเรียกได้ว่าพัฒนาต่อยอด ทําอย่างไรถึงสร้างระบบให้กรมนี้ได้มีการพัฒนา ให้มีความชัดเจนในเรื่องราวของการจัดการกับภัยพิบัติตามธรรมชาติที่จะเกิดขึ้น และมีกรมอื่น ๆ กรมอื่น ๆ มีจริง แต่เป็นกรมที่ค้นหาข้อมูล สนับสนุนข้อมูล ก็ได้ข้อมูล มีข้อมูล ยกตัวอย่าง กรมอุตุนิยมวิทยา ก็เป็นกรมผลิตข้อมูล แล้วก็บริการข้อมูลใช่ไหมครับ ก็ไม่ได้มาทําหน้าที่ ในการดูแลภัยพิบัติอะไรเลย ข้อมูลต่าง ๆ มี ก็เก็บอยู่กับเขา กระจายมาบ้าง ไม่กระจายบ้าง สําคัญที่สุด ข้อมูลแผ่นดินไหวมี ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแผ่นดินไหวที่ไหนกรมอุตุนิยมวิทยารู้ แต่ว่าก็ไม่สามารถจะบ่งบอกทํานายได้ เพราะว่ามันมีข้อจํากัด กรมชลประทานที่พูดถึงกัน อยากจะนําเรียนในเรื่องราวของภัยธรรมชาติเป็นกรมที่บริหารอ่างเก็บน้ําขนาดใหญ่ เพื่อการบรรเทาอุทกภัย อันนี้เป็นงานส่วนหนึ่ง แล้วก็ผลิตข้อมูล ปริมาณน้ํา ระดับน้ํา ในสายน้ําสําคัญ ๆ ของเมืองไทย ก็เวลาจะเกิดภัยอะไรต่าง ๆ กรมชลประทานก็ไม่ได้มีหน้าที่ จะไปทําอย่างไรไม่ให้เกิดน้ําท่วม ตัวนี้ล่ะคือเรื่องที่มันเป็น สํานักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศ และภูมิสารสนเทศอันนี้ก็เกี่ยวข้องกับผลิตข้อมูลทางดาวเทียม ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม พูดกันง่าย ๆ อยู่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กรมอุทกศาสตร์ของกองทัพเรือก็ให้ข้อมูล ทํานายระดับน้ําทะเล บริเวณปากแม่น้ําสําคัญ ๆ ก็เป็นกรมให้ข้อมูล หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา อันนี้ก็ช่วยทํางานแก้ปัญหาภัยแล้งตามที่ได้รับมอบหมาย ไม่ใช่ภารกิจหลัก การไฟฟ้า ฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยก็บริหารอ่างเก็บน้ําขนาดใหญ่ แล้วก็ดูแลเรื่องนี้ด้วย กรมโยธาธิการและผังเมือง ก็เช่นเดียวกันมีอะไรเพียงนิดหน่อยในการดูแลป้องกันน้ําท่วมชุมชน กรมทรัพยากรธรณีก็ดูแล ให้ข้อมูลของรอยเลื่อนมีพลัง แล้วก็การที่บริเวณอ่อนไหวที่มีดินโคลนจะถล่มมีที่ไหน นี่ล่ะครับ หน่วยงานต่าง ๆ มีจํากัด และหน่วยงานที่เกี่ยวกับดูแลสภาวะโลกร้อน เวลานี้พูดกันง่าย ๆ อยากจะเรียนว่าไม่มีนะครับ หลังจากนั้นก็มาดูอีกว่าเราจะปฏิรูปเราอย่างไร กฎหมายมีไหม ศึกษาวิเคราะห์กฎหมายที่มี ที่จะใช้ในการจัดการภัยพิบัติ อันนี้ก็พบว่าก็มีกฎหมายแม่บทอยู่กฎหมายเดียว คือพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทา สาธารณภัย พ.ศ. ๒๕๕๐ นี่ก็เพิ่งไม่กี่ปี เพิ่งมี เพราะฉะนั้นนี่ก็เป็นจุดอ่อน ในแง่กฎหมายมี แต่ว่ายังใหม่ ยังไม่สมบูรณ์ ยุทธศาสตร์และกลไกในการจัดการภัยพิบัติก็ศึกษาวิเคราะห์ครับ ก่อนเกิดภัยทําอะไร ระหว่างเกิดภัยทําอะไร หลังเกิดภัยน่าจะทําอะไร แล้วก็ก่อนหน้านี้ มันควรจะทําอย่างไรอีก เอาล่ะผมจะต้องกําหนดประเด็นในการปฏิรูป เพราะฉะนั้น ในหลักการของการศึกษา แล้วก็นําบทเรียนจากที่ได้รับรู้รับเห็นจากการเผชิญภัยพิบัติ ระบบ การเผชิญภัยในอดีตมาเป็นแนวทางในการปฏิรูป แล้วก็พัฒนาการบริหารจัดการภัยพิบัติ ตามธรรมชาติ นี่คือหลัก ด้านโครงสร้างองค์กรและกลไกการจัดการภาครัฐ ภาคเอกชน เป็นอย่างไร ด้านกระบวนการวางแผนและกลไกการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเป็นอย่างไร เวลานี้พบว่าการจัดการภัยพิบัติธรรมชาติที่ร่วมกันทุกภาคส่วน พูดกันง่าย ๆ ว่าไม่มี จากองค์ความรู้ฐานข้อมูลเกี่ยวกับภัยพิบัติธรรมชาติรูปแบบต่าง ๆ กระจายไปสู่ชุมชน กระจายไปสู่ ทุกภาคส่วน พูดกันง่าย ๆ ว่าไม่มี ด้านการบริหารจัดการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ของแต่ละภัยพิบัติที่มีความแตกต่างกันก็ยังไม่ชัดเจน เพราะฉะนั้นต้องพัฒนาระบบ พัฒนาระบบ แล้วจะทําอย่างไร ก็นําเสนอท่านว่าอะไรเป็นอย่างไร ท่านประธานก็มีโน้ตมาบอกให้สั้น ๆ

ข้อที่ ๕ ข้อกําหนดหัวข้อที่เป็นเรื่องสําคัญที่คณะกรรมาธิการนําเสนอ ในที่ประชุมได้พิจารณา ก็คือประเด็นการปฏิรูปและแนวทางการดําเนินการที่เสนอต่อ สภาปฏิรูปแห่งชาติพิจารณา หลังจากที่เราทําการศึกษาวิเคราะห์ในบริบทอะไรต่าง ๆ ครบถ้วนแล้ว เราก็มีความเห็นว่าต้องปฏิรูปหรือพัฒนาต่อยอดในด้านต่าง ๆ เกี่ยวกับอันนี้ครับ ในด้านการสร้างยุทธศาสตร์และขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ที่มีผลสัมฤทธิ์ ยุทธศาสตร์ที่สําคัญ ที่สุด ก็คือยุทธศาสตร์เพื่อดูแลผลกระทบภัยพิบัติตามธรรมชาติ ประกอบด้วย ๔ ยุทธศาสตร์ ด้วยกัน เวลานี้ยังไม่ชัดเจนในการที่จะดําเนินการตามยุทธศาสตร์ต่าง ๆ อยากจะขอเรียนว่า

ยุทธศาสตร์แรก ผมเรียกกันว่ายุทธศาสตร์เพื่อลดความเสี่ยง ขับเคลื่อน ก่อนเกิดภัย มีมาตรการอย่างนี้ครับ มาตรการสร้างระบบการจัดการข้อมูลสารสนเทศ และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวข้องด้วยสื่อต่าง ๆ ไปสู่ทุกภาคส่วนให้ได้เข้าใจ โดยเฉพาะ ชุมชน หมู่บ้านบริเวณเสี่ยงภัยสําคัญที่สุด ข้อมูลก็ต้องทราบเพื่อให้ร่วมด้วยช่วยกันในการ บริหารจัดการ ระบบการบริหารจัดการภัยโดยอาศัยชุมชนเป็นฐาน เวลานี้เราแก้จัดการเรื่อง ภัยพิบัติ ดําเนินการโดยส่วนราชการอย่างโน้น อย่างนี้ ชุมชนล่ะครับ ชุมชนต้องให้เขา มีส่วนในการบริหารจัดการภัย ภัยมันมีตั้ง ๙ ภัย แต่ละภัย แต่ละภัย เกิดจากชุมชน การสร้างความตระหนักให้การศึกษาเรื่องภัยพิบัติแก่ประชาชน สร้างความตระหนักนะครับ ไม่ใช่สร้างความตระหนก ตัวนี้สําคัญ เวลานี้สื่อสารมีเดีย (Media) ไปในทํานองของการสร้าง ความตระหนก การพัฒนาแผนหลักและแผนปฏิบัติการให้สอดคล้องกับธรรมชาติ แต่ละรูปแบบ พวกนี้เป็นมาตรการทั้งนั้นล่ะครับ พื้นที่เสี่ยงภัยก็ต้องมีให้ชัดเจน เมืองไทยที่ไหน มันมีอะไร ต้องทําออกมา

ยุทธศาสตร์ที่ ๒ เตรียมความพร้อมขับเคลื่อนก่อนเกิดภัย ทําอย่างไร มันต้อง ทําให้มีความเข้มข้น เวลานี้ถ้าจะพูดกันแล้วทางราชการก็ทํายุทธศาสตร์นี้ เตรียมความพร้อม ก่อนเกิดภัย ภัยมาเตรียมความพร้อมนี้ นี่ก็จะไปช่วยดูเขาว่าให้มันมีความเข้มข้นอย่างไร

ยุทธศาสตร์ที่ ๓ ก็คือการบริหารจัดการฉุกเฉิน คือขับเคลื่อนระหว่างเกิดภัย อันนี้สําคัญที่สุด จากที่เราศึกษาวิเคราะห์ระหว่างเกิดภัย ถ้ามันเป็นภัยธรรมดา ๆ ไม่ได้เป็น ภัยยิ่งใหญ่อะไร ดูแลกันได้เรียบร้อย ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้บัญชาการจัดการภัยพิบัติ ตามกฎหมาย แล้วเขาก็ทําเรียบร้อยถ้าเป็นภัยปกติธรรมดา ถ้ามันเป็นภัยรุนแรงระดับใหญ่ ระดับชาติเอากันไม่อยู่ เอากันไม่อยู่จริง ๆ ก็เพราะว่าตัวนี้เรื่องราวของระบบสร้างไว้แล้ว ในกฎหมาย แต่ผู้ที่จะดูแลในระบบตามกฎหมายระดับสูง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายกรัฐมนตรีเป็นผู้กํากับใหญ่ไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจมันก็เกิดความโกลาหล นี่ละครับสําคัญที่สุด กรณีเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติรุนแรงก็มีความเห็นว่าต้องเสนอให้มีกระบวนการคณะทํางาน ยุทธศาสตร์หลายเรื่อง ด้วยความรู้สติปัญญา พิสูจน์ฝีมือการจัดการที่ชัดเจน พูดกันง่าย ๆ ต้องมีแม่ทัพ ภัยธรรมชาติคือตัวข้าศึกศัตรูมีมา ไม่มีแม่ทัพมันก็แพ้สิครับ นี่คือยุทธศาสตร์ที่ ๓

ยุทธศาสตร์หลังเกิดภัย ประเมินความเสียหายบรรเทาทุกข์เป็นกรณีปกติ ที่เขาควรจะทํากันได้ตามวัฏจักรปกติธรรมดาของระบบราชการ วัฏจักรของการเกิดภัย ก็นี่ละก่อนการเกิดภัยเป็นยุทธศาสตร์สําคัญที่ต้องให้ความสนใจมาก ๆ เวลานี้ระบบราชการ ไม่ค่อยมี การป้องกันและลดผลกระทบ การเตรียมความพร้อมมันยังไม่มีอะไร แต่รู้มันจะมี มันต้องทําในบริบทยุทธศาสตร์ที่ ๑ ยุทธศาสตร์ที่ ๒ ที่ผมได้นําเรียน

ยุทธศาสตร์เตรียมความพร้อมเพื่อดูแลผลกระทบภาวะโลกร้อน อันนี้ละครับ มีเป้าหมายอย่างนี้ทําอย่างไรปฏิรูปให้เมืองไทยในอนาคตเป็นสังคมคาร์บอนต่ําทั้งในเมือง และชนบท

ยุทธศาสตร์แรกก็คือสร้างความตระหนักรู้และการมีส่วนร่วมของประชาชน ก๊าซเรือนกระจกเป็นอย่างไร อะไร สนับสนุนครัวเรือนภาคเอกชนมีส่วนร่วมปลูกป่า อันนี้ ก็เป็นธรรมดา ๆ แต่ความจริงปลูกต้นไม้ให้ทั่วบริเวณที่อยู่อาศัยเพื่อดูดซับก๊าซเรือนกระจก อันนี้ก็เป็นตัวอย่างอันหนึ่งนะครับ

รัฐต้องสร้างความชัดเจนในนโยบาย การลดก๊าซเรือนกระจก กําหนด ยุทธศาสตร์ให้เกิดแรงจูงใจ เวลานี้พบว่ารัฐไม่มีอะไรเลย ทางเราสภาปฏิรูปแห่งชาติ จะไปช่วยกําหนดยุทธศาสตร์ให้ปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

เราก็จะเห็นว่าการปฏิรูปหรือพัฒนาต่อยอดประเด็นต่อมาก็คือเห็นสมควร ต้องพัฒนาและปรับปรุงศูนย์เตือนภัยแห่งชาติ เวลานี้มีศูนย์เตือนภัยแห่งชาติ มันลอย ๆ ที่มีนี่ให้มีกลไกทํางานได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยด่วนพูดกันง่าย ๆ เหตุผล และความจําเป็นก็นําเรียนท่านทั้งหลายมาแล้วว่า ประเทศไทยมันมีกลไกการบริหารจัดการ ที่เกี่ยวข้องกับภัยพิบัติมีหลายหน่วยงานเหลือเกิน เพราะฉะนั้นต้องมีศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ขึ้นมาก่อน บูรณาการข้อมูล ข้อมูลซ้ําซ้อนขัดแย้งกันจับมาอยู่ที่เดียวกัน มีการกระจายข่าว มีกลไกการแจ้งเตือนภัยให้องค์ความรู้ อันนี้เป็นยุทธศาสตร์ที่สําคัญมองเห็นว่าเวลานี้รัฐ ไม่มีกระบวนการนี้เลย กลไกให้องค์ความรู้ภัยพิบัติตามธรรมชาติและการเตือนภัย ต้องไม่สร้างความตระหนกอะไรต่าง ๆ แบบนี้เป็นเรื่องสําคัญ

ข้อเสนอในการปฏิรูปศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติก็พูดกันง่าย ๆ เวลานี้มีอยู่แล้ว ก็ทําให้อยู่ในการกํากับดูแลของรัฐ พูดกันง่าย ๆ ใช้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี่ละครับ มุ่งผลสัมฤทธิ์ของงานเป็นหลัก มีความคล่องตัวในการทํางาน กระจายข่าว เครือข่ายสื่อสาร ทั้งวิทยุ แล้วก็โทรทัศน์เรามีอยู่แล้ว ระบบเครือข่ายทั้งหมดพวกนี้ก็นํามาใช้ อันนี้ล่ะครับ แผนการดําเนินงานของศูนย์เตือนภัย อยากให้ท่านทั้งหลายได้ดูภาพสักนิดหนึ่งนะว่า ไม่ยากอะไรเลย แต่ต้องมีกระบวนการทําที่ชัดเจน ข้อมูลต่าง ๆ มาจากทั่วไป รับข้อมูล และข่าวสารวิเคราะห์และตัดสินใจ แล้วก็มีเครือข่ายสถานีวิทยุ เครือข่ายสถานีโทรทัศน์ กระจายข้อมูลข่าวสารไปยังทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง ก็ขอขอบคุณนะครับ อันนี้คือเรื่องราวที่เรา จะปฏิรูปการรับมือเกี่ยวกับภัยพิบัติตามธรรมชาติภาวะโลกร้อนครับ ขอบคุณท่านประธานครับ ก็คงจะมีให้ข้อมูลคนเดียวกระมังครับ