ศุภกร บูรณดิลก หารือเรื่องภัยพิบัติธรรมชาติ เช่น วาตภัย พายุลินดา ไฟป่า สึนามิ และเสนอแนะว่าควรปรับปรุงศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติให้มีขนาดใหญ่กว่าและรวมหน่วยงานป้องกันภัยพิบัติแห่งชาติเข้าไป และยังเสนอแนะการแก้ไขและปรับปรุงพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยปี 2550 โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเพิ่มการป้องกันและบรรเทาแผ่นดินไหวและสึนามิ และการรวมทะเลเข้าไปในแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย
ท่านประธาน ท่านคณะกรรมาธิการและ เพื่อนสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติครับ กระผม พลเรือเอก ศุภกร บูรณดิลก จะขออภิปราย รายงานของคณะกรรมาธิการ ทุกท่านครับ เรื่องของภัยพิบัติตามธรรมชาติผมได้เข้าไป เกี่ยวข้องพอสมควร ตัวอย่างเช่นในเรื่องของวาตภัย กรณีพายุลินดาในครั้งนั้น ผมได้ทําหน้าที่ ผู้บังคับหมู่เรือช่วยเหลือผู้ประสบภัย ก็นําเรือหลวงจักรีนฤเบศรพร้อมกับอากาศยานประจําเรือ และเรือฟริเกต (Frigate) อีก ๒ ลําออกทะเล ฝ่าพายุออกไปตั้งแต่คืนแรก อยู่ในทะเล ประมาณเกือบ ๒ อาทิตย์ จนเหตุการณ์สงบ ก็ไปทั่วทั้งอ่าวไทย เหตุการณ์ครั้งนั้นหนัก ๆ ก็ที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์และบริเวณเกาะไวของประเทศเวียดนาม ที่นั่นเรือประมงไทย เข้าไปหลบพายุแต่ต่อมาก็โดนพายุอัดเข้าฝั่ง เรือจมระเนระนาดเป็นร้อยลํา ที่หน้าจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ก็คล้าย ๆ กัน เรือจมหน้าชายหาดจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เสียหายประมาณ ๖๐ ลํา ครั้งนั้นก็สามารถช่วยเหลือพี่น้องชาวประมงได้เป็นอย่างดี เรือหลวงจักรีนฤเบศรก็มีทั้งเฮลิคอปเตอร์ที่บินได้ทุกสภาพอากาศ มีโรงพยาบาล สามารถ ทําอาหารเลี้ยงดูผู้ประสบภัยได้เป็นพันคน มีมนุษย์กบและนักประดาน้ําไปทําประโยชน์ ได้มาก และที่สําคัญกองเรือผมสามารถคาดการณ์การเคลื่อนที่ของพายุได้ตลอด ผมเชื่อมากกว่ากรมอุตุนิยมวิทยาอีกครับ เกี่ยวกับพายุฝนฟ้าคะนองในทะเล สมัยเป็นทหารเด็ก ๆ ผมเคยเป็นนักบินเฮลิคอปเตอร์ เคยบินฝ่าพายุออกไปเก็บชาวประมงที่ลอยคอในทะเลจาก เรืออับปาง หลายครั้งช่วยชีวิตคนได้หลายคน ไฟป่า ความจริงประเทศเราได้เผชิญกันมานาน แล้ว แต่มายุคหลัง ๆ หนักหน่อย เมื่อก่อนประมาณปี ๒๕๔๖ กองทัพเรือเคยมีเครื่องบิน ที่ทั่วโลกเขาใช้ดับไฟป่าโดยเฉพาะประจําการ ในยุคนั้นเราต้องส่งเครื่องบินดังกล่าว ไปสแตนด์บาย (Standby) ที่ภาคเหนือหรือภาคอีสาน ในแต่ละต้นปีและบางปีก็จะส่งไปช่วยประเทศ มาเลเซียและประเทศอินโดนีเซียที่ไฟไหม้ป่าประเทศดังกล่าว และหมอกควันเข้ามาทาง จังหวัดภาคใต้ของเรา เครื่องบินดังกล่าวเป็นเครื่องบินทะเลที่ลงน้ําได้ แล้วก็ลงน้ําจืดได้ เมื่อลงน้ําจะตักน้ํามาเก็บไว้เป็นตัน ๆ ที่เก็บไว้ใต้ท้อง พอถึงที่ก็ใช้ลักษณะวอเตอร์ บอมบ์ (Water bomb) อัดน้ําลงไปได้ผลครับ ปัจจุบันทั่วโลกเขาก็ใช้กันอยู่ แต่ต่อมาเครื่องบิน ดังกล่าวที่ใช้งานมาเกือบ ๓๐ ปีก็ปลดประจําการไป กองทัพเรือจะจัดหาใหม่ก็ไม่ได้รับอนุมัติ การดับไฟป่าทางอากาศ ปัจจุบันนี้เราใช้เครื่องบินกองทัพอากาศดัดแปลงเอาถังน้ําไว้ บนเครื่องแล้วบินโปรยลงไป แล้วเอาเฮลิคอปเตอร์หิ้วน้ํามาปล่อย ปริมาณน้ํามันน้อย แรงกระแทกลงไปมันก็ไม่มี ผมเคยเป็นที่ปรึกษาและมีส่วนร่วมในการพิจารณาจัดหา เครื่องบินดังกล่าวแต่รุ่นใหม่กับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ครั้งนั้นกระทรวงกลาโหม เห็นความสําคัญ ก็พิจารณาจะให้ใช้งบประมาณของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่ให้กองทัพเรือที่มีความชํานาญใช้เครื่องบินนี้มาก่อน มีนักบินทะเลที่สามารถบินขึ้นลง ตักน้ําได้เป็นผู้ใช้และบํารุงรักษา แต่เรื่องนี้ก็ได้เงียบหายไป ไฟไหม้ภาคเหนือครั้งใด ผมก็นึกถึงเรื่องนี้ทุกครั้ง และขณะนี้ประเทศมาเลเซียที่เราเคยไปช่วยเขา เขาก็มีเครื่องบิน ดังกล่าวที่เราเคยไปช่วยเขามาแล้วเราน่าจะเอาคืนนะครับ ก็ให้เขามาช่วยเราบ้าง สึนามิ ผมเกี่ยวข้องพอสมควรในขั้นการฟื้นฟูในครั้งนั้น แล้วก็เป็นเจ้ากรมการขนส่งทหารเรือ ในเรื่องความเสียหายก็เสียรถยนต์ทางราชการนับเป็นร้อยคัน แต่ในด้านการช่วยเหลือก็ได้ส่งรถ เครื่องมือกู้ภัยและอุปกรณ์ต่าง ๆ และกําลังพลลงมาช่วยในพื้นที่จังหวัดพังงา สภาพของจริง ไม่ต้องพูดถึงนะครับ เพื่อนสมาชิกหลายท่านก็ได้ประจักษ์กันมาแล้ว ก็เป็นประสบการณ์ ในเรื่องภัยพิบัติธรรมชาติที่ผ่านมา
รายงานของคณะกรรมาธิการเท่าที่ผมศึกษาดูก็มีข้อเสนอแนะบางประการ คือ
ประการแรก ในเรื่องยุทธศาสตร์เพื่อดูแลผลกระทบจากภัยพิบัติ ผมอยากจะ ยกตัวอย่างตามขั้นตอนของการปฏิบัติการตามแผนบรรเทาสาธารณภัยของทหาร ของกองทัพให้ทราบ เพื่อเปรียบเทียบกัน คือทหารของเราแบ่งเป็น ๓ ขั้นตอนง่าย ๆ คือ
ขั้นแรกคือ ขั้นการเตรียมการและระวังป้องกัน ขั้นนี้ที่สําคัญก็คือต้องเตรียม แผนปฏิบัติการ เตรียมเครื่องมืออุปกรณ์ ข่ายการสื่อสารต่าง ๆ และการเฝ้าระวัง และ พร้อมกับการแจ้งเตือน และที่สําคัญที่สุดก็คือ ต้องมีการซักซ้อมตามแผนปฏิบัติการ จะต้อง มีการซักซ้อมตามห้วงระยะเวลา ซ้อม ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ มันได้ผลแค่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าซ้อม ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ก็เหลือ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นซ้อมน้อยกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ก็ไม่ต้อง พูดถึงนะครับ
ขั้นต่อมาก็คือขั้นการปฏิบัติเมื่อเกิดภัย ซึ่งที่สําคัญก็คือจะต้องจัดศูนย์ปฏิบัติการ ทําหน้าที่บัญชาการและควบคุม ตลอดจนประสานงานปฏิบัติต่อหน่วยปฏิบัติต่าง ๆ แต่เพียงผู้เดียว ในลักษณะซิงเกิล คอมมานด์ (Single command) สําหรับหน่วยปฏิบัติจะมีประสิทธิภาพ เพียงใดก็ขึ้นอยู่กับการซักซ้อมตามแผนที่กล่าวแล้ว ตามของคณะกรรมาธิการในยุทธศาสตร์ที่ ๓ ที่ว่าเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจะตั้งคณะทํางานยุทธศาสตร์ ผมว่าไม่น่าจะทันกาลนะครับ
ประการสุดท้าย ก็คือขั้นการฟื้นฟูก็ไม่มีอะไร
ประการที่ ๒ ที่อยากจะแนะนําก็คือเรื่องของการปรับปรุงศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ก็ดีครับ แต่ผมว่าในภาวะแห่งความไม่แน่นอนของสภาพดินฟ้าอากาศทุกวันนี้ เราน่าจะมี หน่วยงานป้องกันภัยพิบัติแห่งชาติที่ใหญ่กว่ากรมป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน โดยรวม ศูนย์เตือนภัยแห่งชาติเข้าไป และถ้าจะให้ดีก็จะต้องมีหน่วยปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัย ระดับชาติโดยเฉพาะ ประเทศอื่น ๆ ก็มีหน่วยงานแบบนี้อยู่หลายประเทศนะครับ และ
ประการสุดท้ายที่อยากจะให้ทบทวนคือพระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทา สาธารณภัยปี ๒๕๕๐ นี้ละครับ ที่เขากําหนดคําจํากัดความของสาธารณภัยที่รวมวาตภัย เข้าไปด้วย แล้วก็ยังรอบคอบ รวมถึงภัยทางอากาศและการก่อวินาศกรรมเข้าไปอีก แต่ก็ยังไม่นึกถึงแผ่นดินไหวและสึนามิ ในนั้นยังไม่ได้บอกไว้เลย และที่สําคัญมีการให้ แต่ละจังหวัดจัดทําแผนป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยในเขตจังหวัดทั้ง ๗๗ จังหวัด แต่ก็ลืมจังหวัดที่ ๗๘ ของอาจารย์ธรณ์นะครับ ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ คือทะเล ผมขอจบการอภิปรายแต่เพียงเท่านี้ ขอบคุณมากครับ