ธีรศักดิ์ พานิชวิทย์ หารือเรื่องการยกระดับการจัดการภัยพิบัติ โดยเสนอให้มีองค์กรสนับสนุนการช่วยเหลือในระดับจังหวัดและพื้นที่ท้องถิ่น พร้อมเสนอแนวคิดเรื่องภาษีไปเก็บกับผู้ที่กระทําให้เกิดปัญหาหรือกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ และเสนอให้มีการสนับสนุนหน่วยงานภาคสังคมและภาคท้องถิ่นในการทํานุบํารุงฟื้นฟูความสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ธีรศักดิ์ พานิชวิทย์ กราบเรียนไปยังท่านคณะกรรมาธิการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ทุกท่าน ท่านประธานครับ ผมมีประเด็นที่จะขออนุญาตนําเสนอเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน ในกรอบข้อเสนอการปฏิรูปที่มีความเชื่อมโยงต่อการจัดการด้านภัยพิบัติที่จะมีความเชื่อมโยง ต่อการยกระดับการเพิ่มขีดความสามารถในการบริหารจัดการ
ประเด็นที่ ๑ ผมมองประเด็นเรื่องของการมีองค์กรสนับสนุนการช่วยเหลือ ในกรณีเกิดภัยพิบัติ ปัจจุบันเราต้องยอมรับความจริงนะครับว่า ภารกิจนั้นอยู่ที่กรมป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัย แล้วก็มีความเชื่อมโยงองค์กรหลักก็คือกระทรวงมหาดไทย แต่สิ่งที่ ผมอยากนําเรียนบนพื้นฐานความเป็นจริงก็คือว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติก็ดี ภัยธรรมชาติก็ดี ในระดับรุนแรงหรือระดับเบื้องต้น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหน่วยงานแรกที่จะต้อง เข้าไปดูทุกข์สุขของพี่น้องประชาชนในระดับพื้นที่ แต่สิ่งหนึ่งซึ่งไม่เคยได้กําหนด ไว้ในภารกิจหลักและเป็นภารกิจที่ถูกถ่ายโอนหรือการมอบอํานาจซึ่งกันและกันในการ ร่วมกันบริหารจัดการ ก็คือความรับผิดชอบที่จะให้ขอบเขตและอํานาจหน้าที่ขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นมีส่วนร่วมต่อการสนับสนุนและช่วยเหลือภัยพิบัติอย่างเป็นรูปธรรม และถูกต้องตามกฎหมาย ผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นประเด็นหนึ่งซึ่งอยากจะให้มีการนําข้อเสนอนี้ ไปสู่การยกระดับของการปฏิรูปกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการ ด้านภัยพิบัติ ผมอยากเห็นทุกจังหวัดมีองค์การบริหารส่วนจังหวัดทําหน้าที่เป็น ศูนย์สนับสนุนการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติ ความจําเป็นมีครับ เครื่องไม้เครื่องมือ ในแต่ละจังหวัดนั้นไม่ใช่วันนี้พอเกิดเหตุภัยพิบัติไปขอยืมจังหวัดอื่นมา ไปขอยืมศูนย์ภาคมา ส่วนกลางต้องส่งเข้าไป เป็นไปได้ไหมครับว่าทุกจังหวัดมีศูนย์ของตนเอง มีเครื่องไม้เครื่องมือ บนพื้นฐานความพร้อมของตนเอง
ประการที่ ๒ ในระดับพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นขนาดเล็กก็จําเป็น ที่จะต้องมีในลักษณะเดียวกัน
ประการที่ ๓ ก็คือประเด็นเรื่องของอํานาจคณะกรรมการที่มีความเกี่ยวข้อง กับการประกาศภัยพิบัติหรือประกาศเหตุที่เกิดขึ้นจากภัยธรรมชาติที่จะต้องเป็นอํานาจ ในการตัดสินใจในระดับจังหวัดก็คือท่านผู้ว่าราชการจังหวัด ประเด็นนี้ยังเป็นปัญหา ที่ถกเถียงกันมาโดยตลอดว่า อะไรคือมาตรฐานหรือหลักเกณฑ์ที่จะต้องเป็นกลไกกําหนดให้มี การประกาศเขตภัยพิบัติขึ้นมา ผมเคยได้รับการร้องเรียนเป็นลักษณะพูดคุยด้วย แล้วก็ เป็นการร้องเรียนทางเอกสารผ่านสมาคมองค์การบริหารส่วนตําบลแห่งประเทศไทย มีเหตุการณ์เหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นครับ มีตําบลหนึ่งน้ําท่วมประมาณ ๓-๔ หมู่บ้าน ขอให้ ท่านนายอําเภอประสานไปยังจังหวัดให้ประกาศในพื้นที่นั้นเป็นพื้นที่ประสบภัย ได้มีคําตอบ บอกว่ายังท่วมไม่ครบทุกหมู่บ้าน เหตุการณ์อย่างนี้ผมถึงบอกว่ามันควรจะแบ่งขอบเขต ความรับผิดชอบในการกําหนดว่าระดับพื้นที่ควรมีอํานาจและหน้าที่ในการประกาศเขตภัยพิบัติ ในระดับพื้นที่ของตนเองให้เป็นอํานาจผู้บริหารท้องถิ่น ประเด็นนี้ก็น่าจะเป็นประเด็นหนึ่ง ซึ่งจะทําให้การช่วยเหลือพี่น้องประชาชนนั้นเมื่อเกิดเหตุนั้นรวดเร็วและทันกาล
ประการที่ ๔ การช่วยเหลือเมื่อเกิดเหตุ ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ยิ่งใหญ่มาก ชาวนาปลูกข้าวกําลังจะเก็บเกี่ยวได้ ผลปรากฏน้ําท่วมเสียหาย กําหนดเกณฑ์ออกมา ช่วยเหลือ สนับสนุนการเพาะปลูกไร่ละ ๒๕๐ บาท ผมคิดว่าการกําหนดการช่วยเหลือ พี่น้องเกษตรกรก็ดี ไม่ว่าจะภาคส่วนใดก็ดีควรคํานึงถึงผลผลิตที่พี่น้องเกษตรกรควรจะได้รับ ในขณะนั้นเป็นเกณฑ์ในการให้บริการและการช่วยเหลือ นี่คือการสร้างความชอบธรรม
ประเด็นสุดท้ายครับท่านประธาน คือการเพิ่มความสมบูรณ์ด้านทรัพยากร ธรรมชาติ ผมคิดว่าจําเป็นอย่างยิ่งต้องมีมาตรการด้านภาษีไปเก็บกับผู้ที่กระทําให้เกิดปัญหา ภัยธรรมชาติหรือกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ แล้วเอาไปสนับสนุนหน่วยงานภาคสังคมก็ดี ภาคท้องถิ่นก็ดี ให้มีหน้าที่ไปทํานุบํารุงฟื้นฟูความสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ผมคิดว่า สิ่งเหล่านี้เป็นความสมดุลร่วมกัน เพราะไม่เช่นนั้นฝ่ายหนึ่งฝ่ายทําลาย แล้วก็บอกว่า ให้รัฐไปทําหน้าที่สนับสนุนให้สิ่งเหล่านั้นกลับขึ้นมา ผมคิดว่าความรับผิดชอบในสิ่งเหล่านั้น จะต้องเกิดควบคู่กับการสนับสนุนภาคสังคม
ผมคงมีประเด็นที่ขออนุญาตแลกเปลี่ยนเพียง ๕ ประเด็น ขอบพระคุณครับ