สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๔๒ · ๒ มิถุนายน ๒๕๕๘

ธรณ์ ธํารงนาวาสวัสดิ์ หารือเรื่องการกัดเซาะชายฝั่ง โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของปัญหานี้และขอความร่วมมือจากสมาชิกสภาในการแก้ไขปัญหา รวมถึงการเร่งออกพระราชบัญญัติและดำเนินการตรวจจับเรือประมงผิดกฎหมาย

นายธรณ์ ธํารงนาวาสวัสดิ์ กรรมาธิการ

ขออนุญาตครับ ในเรื่องเกี่ยวข้อง กับทะเล ก็มีประเด็นสั้น ๆ นะครับ ผมก็เลยอยากจะชี้แจงให้สมาชิกทุกท่านเข้าใจว่า เรามีอะไรบ้างนะครับ ในเรื่องของการกัดเซาะชายฝั่งมีการพูดถึง จริง ๆ แล้วประเด็นนั้น สําคัญมาก เพราะว่ามันไม่ใช่กัดเซาะเฉพาะจังหวัดนครศรีธรรมราชหรือว่าจังหวัดสงขลา มันกัดเซาะเยอะแยะมากมายทั้งอ่าวไทยและอันดามัน โดยเฉพาะอ่าวไทย ๗๐๐ กิโลเมตร เพราะฉะนั้นปัจจุบันสิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือพระราชบัญญัติส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากร ทางทะเลและชายฝั่ง ที่ผมบอกไปแล้วว่าจะออกมาวันที่ ๒๔ มิถุนายน จะให้อํานาจในการที่จะ จัดการกับปัญหานี้อย่างจริงจัง รวมถึงการรื้อ เกิดมานี้ไม่เคยมีนะครับ มีกฎหมายที่จะ รื้อถอนสิ่งที่ปลูกสร้าง เรามีแต่ว่าสร้างเสร็จมีปัญหากัดเซาะก็สร้างเขื่อน สร้างเขื่อน แล้วก็สร้างเขื่อน มันก็กัดกัน ต่อไปเรื่อย ๆ นี่จะเป็นครั้งแรกที่เรามีอํานาจในการรื้อโดยที่อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเล และชายฝั่งจะสามารถรื้อได้ เพียงแต่ว่าก่อนที่จะทําอะไร มันก็ต้องมีการศึกษา ตอนนี้ ทางกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งรวมกับคณะอนุกรรมาธิการเรา ถ้าเผื่อช่วยกันทํา เราแบ่งออกมาเป็นประมาณ ๒๐ เขาเรียกเซลล์ (Cell) เซลล์หนึ่งก็คือ ๑ พื้นที่ เป็น ๒๐ เซลล์ ทั่วประเทศ เพราะว่ากัดเซาะนี่เราจะไปดูเฉพาะหน้าบ้านเราไม่ได้ มันต้องดูกระบวนการของ น้ําทั้งหมด ซึ่งแต่ละน้ําทั้งหมดนี่มันจะแบ่งไปได้ ๒๐ น้ําครับว่าน้ําหมุน ๆ อย่างนี้ ๒๐ น้ําใน บริเวณชายฝั่งต่าง ๆ ซึ่งก็มีกรรมการทางกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งก็กําลังตั้ง กรรมการในเรื่องของการกัดเซาะ ซึ่งมีชาวบ้านมีใครต่อใครเข้ามาร่วมด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าภายใน ๓-๖ เดือนข้างหน้านี่เราจะเริ่มลงมือของจริง ซึ่งเซลล์แรกก็ น่าจะมีอยู่ ๒ ที่ ก็คือที่พระราชวังที่หัวหิน เพราะว่าพระองค์ท่านก็โดนกัดเซาะเหมือนกัน แล้วก็อีกที่หนึ่งก็คือนครศรีธรรมราชกับสงขลา อันนั้นก็คือเรื่องของการกัดเซาะ ๓ เดือน ๖ เดือนนี่เราจะเห็นผลค่อนข้างชัดว่ามันจะมีการแก้ไขปัญหาอย่างไร นั่นคือข้อแรก

ข้อที่ ๒ ก็คือมันก็จะไปเกี่ยวข้องกับอีไอเอ หรือก็เกี่ยวข้องกับเรื่องของการ อนุมัติในโครงการต่าง ๆ ที่อาจจะทําให้เกิดการกัดเซาะ เช่น เขื่อนของหน่วยงานต่าง ๆ ที่จะ สร้างขึ้นไป แล้วมันกัดเซาะจริงหรือเปล่าก็ไม่ทราบ หรืออะไรต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ อันนั้น ก็ต้องมีการมาพิจารณากันใหม่ในหลายจุดเพื่อให้มันเหมาะสม ในเรื่องของป่าชายเลน ๑,๕๐๐,๐๐๐ ไร่ ซึ่งจริง ๆ แล้วก็ทํากันมาเยอะ แล้วก็ค่อนข้างที่จะบอกได้ว่าป่าชายเลน ของเมืองไทยนี่ค่อนข้างนิ่ง ในอดีตนี่เราเสียเป็นล้านไร่ แต่ตอนนี้มันเริ่มนิ่งแล้ว คือมัน ไม่เหมือนปะการัง ปะการังนี่มันลดฮวบ แต่ป่าชายเลนนี่มันค่อนข้างนิ่งนะครับ เพราะฉะนั้น ป่าชายเลนนี้เชื่อว่าภาครัฐก็มาถูกวิธี แล้วอาจจะว่ากันต่อไปนะครับ

ขยะทะเลเป็นปัญหามหาศาล ประเทศไทยติดอันดับ ๖ ๑,๓๐๐,๐๐๐ กว่าตัน ต่อปี แล้วมันส่งผลกระทบการท่องเที่ยว ส่งผลกระทบหมดเลยทุกอย่าง ตรงนั้นก็คงจะต้อง มีการจัดการตั้งแต่แผ่นดินอย่างที่อาจารย์สุชาติพูด แล้วก็ว่ากันไปว่าจะจัดการอย่างไรให้ขยะ ไม่ลงไปทะเล เพราะว่าต้นเหตุมันมาจากแผ่นดินส่วนใหญ่ มันไม่ใช่ในทะเลนะครับ

เรื่องของการประมงผิดกฎหมายไอยูยูอันนี้สําคัญมาก ก็เพราะว่าเรากําลัง พูดถึงเรื่องของแรงงาน ผมไม่พูดถึงแรงงานนะครับ ผมพูดถึงเรื่องของการประมงทําลายล้าง ซึ่งเขามี ๒ ประเด็น แรงงานกับประมงทําลายล้าง ประมงทําลายล้างนี่ท่านนายกรัฐมนตรี ก็เรียกประชุมประมงแห่งชาติ ๒ ครั้งแล้วนะครับ เป้าหมายของเรา อย่างแรกคือเอาเรือ เข้าระบบ ตอนนี้เขาก็ทําอยู่ กรมประมงก็ทําอยู่ ก็คือเรือจะอยู่ในระบบ ข้อที่ ๒ ก็คือ ติดดาวเทียมเรือแต่ละลํา เรือพวกนี้ไม่ว่าจะเป็นเรือประมงขนาดใหญ่นะครับ ยังไม่พูดถึง ประมงพื้นบ้าน พูดถึงขนาดใหญ่หน่อย ๒๐ เมตรอัพ (Up) ประมาณนี้ เรือพวกนี้ไม่ว่าจะวิ่ง ไปไหนก็จะส่งสัญญาณดาวเทียมขึ้นมา ศูนย์อยู่ที่ไหนไม่ใช่ศูนย์ไปอยู่ตามจังหวัดนะครับ เพราะว่าคงดูไม่ไหว ศูนย์ก็จะมารวมอยู่ที่ ศรชล. ศรชล. นี่ก็คือส่วนหนึ่งของสภาความมั่นคง แห่งชาติทางทะเล โดยที่มีกองทัพเรือเป็นหลัก แต่ก็จะมีเจ้าหน้าที่จากกรมประมง จากหน่วยงานต่าง ๆ เข้าไปอยู่ร่วม แต่พอยท์ที่สําคัญที่สุดก็คือว่าถ้าเกิดมันมีศูนย์ปุ๊บ มีปี๊บ ๆ เรือลํานี้กําลังทําการประมงในพื้นที่ที่ห้ามทําการประมง ยกตัวอย่างเช่น กฎหมายประมงใหม่ ที่กําลังจะออกมาวันที่ ๒๕-๒๖ มิถุนายนก็จะชัดเจนว่า เดิมทีจาก ๓ กิโลเมตร ตอนนี้ขยายเขตออกไปเป็น ๓ ไมล์ทะเล ๕ กิโลเมตรเศษนะครับ แล้วพื้นที่ก็จะเพิ่มขึ้น ทําให้ ประมงพื้นบ้านมีแหล่งหากินมากขึ้นว่าง่าย ๆ เพียงแต่ว่าถ้าเกิดมันปี๊บ ๆ เข้ามาตอนนี้ทําการ ประมงในพื้นที่ที่ห้ามแล้วจะทําอย่างไร คือเอาแค่ดาวเทียมไปจับ มันส่งฟ้องไม่ได้ มันต้อง มีเรือไปตรวจ เพราะฉะนั้นตรงนี้ทางสภาความมั่นคงแห่งชาติ คือผมคุยกันมา หลายครั้งแล้ว ก็ร่วมกับทาง ศรชล. เขาเรียกว่าอินทีเกรท โคสท์ การ์ด (Integrate coast guard) ในอเมริกามีโคสท์ การ์ด มีหน่วยงานโคสท์ การ์ดโดยเฉพาะหลายคนก็คงจะทราบดี หลายประเทศก็มีโคสท์ การ์ด แต่ประเทศไทยเรายังไปไม่ถึงขั้นที่เรียกกันว่าตั้งหน่วยงาน โคสท์ การ์ดขึ้นมาทั้งหน่วย เพราะต้องใช้งบประมาณเป็นหลายหมื่นล้านบาท มันไม่ไหว เราก็เลยใช้วิธีอินทีเกรท โคสท์ การ์ด หมายความเรือของกองทัพเรือ เรือของตํารวจน้ํา เรือของกรมประมง เรือของกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง เรือของอุทยานแห่งชาติ จะรวมพูล (Pull) เข้ามาใช้ ท่านทราบไหมความว่าเรือบางลําที่เรามีอยู่ในหน่วยงานต่าง ๆ ใช้คาพาซิตี (Capacity) ใช้อยู่ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ คือเรือนี่มันควรจะวิ่งได้ ๑,๐๐๐ ชั่วโมง ว่าง่าย ๆ วิ่งอยู่แค่ ๑๕๐ ชั่วโมง ด้วยเหตุผลว่าไม่มีน้ํามัน อะไรประมาณนั้น เพราะฉะนั้นถ้า เกิดอินทีเกรท โคสท์ การ์ด ไม่ว่าจะเข้ามาตรงไหน เรืออะไรที่อยู่ใกล้ กองทัพเรืออยู่ใกล้ตรง จุดที่รุกล้ําก็ไปจับได้ หน่วยงานอื่น ๆ อยู่ได้ เสร็จแล้วก็ใช้น้ํามันพูลเข้ามาช่วยกัน เรือมี แต่ไม่ มีน้ํามัน น้ํามันก็จะเข้าไปจากศูนย์กลาง อันนี้ก็จะทําให้ระบบของการจับกุมของเรานี่ชัดเจน ยิ่งขึ้น ใช้ทั้งดาวเทียม ใช้ทั้งอินทีเกรท โคสท์ การ์ดในการจับกุมเรือที่กระทําผิดกฎหมาย และทั้งหมดก็จะอยู่ในระบบมากขึ้น อันนี้ก็คงจะทําให้ชัดเจนขึ้น จริง ๆ แล้วมันจะต่อเนื่อง ไปถึงเรือท่องเที่ยวด้วยซ้ําในการติดดาวเทียมเรื่องอื่น ๆ อีกมาก แต่นั่นเป็นรายละเอียด ผมก็คงจะตอบคําถามที่สงสัยไว้เท่านี้ แต่จริง ๆ แล้วมันยังมีอีกมากนะครับ เรื่องโลจิสติกส์ เรื่องอะไรก็เดี๋ยวค่อยว่ากันแล้วกันนะครับ ขอบคุณครับ