สยุมพร ลิ่มไทย ขยายความประเด็นการพัฒนากระบวนการยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม โดยชี้ให้เห็นปัญหาของระบบศาลคู่และผลกระทบจากคดีสิ่งแวดล้อม รวมถึงหารือเรื่องเขตอำนาจศาลระหว่างศาลปกครองและศาลยุติธรรม เพื่อแก้ไขความสับสนในการเลือกศาล และเสนอให้แก้ไขระบบเพื่อให้ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่ายค่าชดเชยโดยตรงแทนที่จะเอาผิดหน่วยงานภาครัฐ นอกจากนี้ ยังได้หารือปัญหากระบวนการพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อมโดยชี้ขาดความในกฎหมายปัจจุบัน ขาดสิทธิฟ้องของประชาชนที่ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง ค่าเสียหายที่คำนวณไม่ได้ และขาดผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง รวมถึงอายุความที่ยาวนานเกินกว่าผลความเสียหายจะประจักษ์ชัด ทำให้คนยากจนเข้าถึงความยุติธรรมได้ยาก จึงเสนอให้คณะกรรมาธิการขยายความข้อเสนอเดิมเพื่อพัฒนากระบวนการยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม
ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพครับ กระผม สยุมพร ลิ่มไทย กรรมาธิการครับ ผมจะพูดประเด็นเดียว เพื่อเป็นการ ขยายความสิ่งที่ท่านเกษมสันต์ได้อธิบายในกรอบแนวความคิดรวบยอดไว้แล้ว ก็คือเรื่องของ การพัฒนากระบวนการยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งในกรอบแนวความคิดรวบยอดนั้น ท่านเกษมสันต์ก็ได้พูดถึงเรื่องการที่จะต้องพัฒนากระบวนการยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม ให้ประชาชนได้เข้าถึงอย่างเสมอภาค การจะต้องมีการพิสูจน์ความเสียหายโดยใช้ความรู้ ทางวิทยาศาสตร์ การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการดําเนินคดี การจัดตั้งองค์กร แล้วก็ พัฒนาสถาบันเกี่ยวกับความยุติธรรมเพื่อนําไปสู่การจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อม ผมก็จะเรียนขยายความ ในประเด็นนี้ว่า ปัจจุบันนี้เป็นที่ตระหนัก แล้วก็รับทราบดีว่าคดีที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมที่ เกิดขึ้นในประเทศไทยมีมากขึ้น แล้วก็มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง คดีต่าง ๆ เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ล้วนแล้วแต่มีผลกระทบอย่างรุนแรงและในวงกว้างต่อประชาชน ชุมชน แล้วก็สภาพทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ถ้าหากท่านจะนึกถึงบรรดาคดี ที่ก่อให้เกิดความเสียหายในช่วงที่ผ่านมาก็คงพอจะจําได้ มีจํานวนมาก อย่างเช่น คดีที่ เกี่ยวกับอ่าวมาหยา คดีที่เกี่ยวกับลําห้วยคลิตี้ คดีที่เกี่ยวกับโรงไฟฟ้าแม่เมาะ คดีที่เกี่ยวกับ รังสีโคบอลต์ ๖๐ เหล่านี้เป็นต้น ประเด็นที่ผมจะชี้ให้เห็นสิ่งที่เป็นปัญหาซึ่งจะนําไปสู่ การพัฒนากระบวนการยุติธรรมต่อไปคืออะไร
ประเด็นแรก ก็คือปัญหาที่เกี่ยวกับองค์กร องค์กรก็คือระบบศาลของประเทศไทย ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ปัจจุบันประเทศไทยใช้ระบบศาลคู่ ก็คือมีทั้งศาลยุติธรรมและศาลอื่น ๆ เฉพาะในคดีที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมอย่างน้อยมี ๒ ศาลที่เข้ามาเกี่ยวข้อง ศาลแรก ก็คือศาลยุติธรรม ศาลที่ ๒ ก็คือศาลปกครอง คดีที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมจะไปเกี่ยวข้องกับคดี ๓ ประเภทใหญ่ ๆ
ประเภทแรก ก็คือคดีปกครอง คดีปกครองก็จะไปเกี่ยวกับอํานาจของ ศาลปกครอง ก็จะไปดูในเรื่องการอนุมัติ อนุญาตในการตั้งโรงงาน ตั้งสถานประกอบการต่าง ๆ เหล่านี้เป็นต้น ส่วนศาลยุติธรรมก็จะไปเกี่ยวกับคดีแพ่ง ก็คือไปเอาผิดกับเอกชนที่ได้กระทํา ความเสียหายให้เกิดขึ้น รวมทั้งคดีอาญาด้วย เพราะฉะนั้นปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมันก็จะ ไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของเขตอํานาจศาล ซึ่งประชาชนโดยทั่วไปก็ยังสับสนว่าเมื่อเกิดเรื่อง ขึ้นมาแล้วจะเข้าไปสู่คดีในศาลใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของหลักการที่ว่าผู้ก่อมลพิษจะต้อง เป็นผู้ชดใช้หรือผู้จ่าย อันนี้เป็นหลักการสากล แต่ภายใต้ระบบศาลคู่มันยังมีปัญหาที่ทําให้ผู้ ก่อมลพิษไม่ใช่เป็นผู้จ่ายโดยตรง เพราะอย่างที่ผมเรียนแล้วเนื่องจากคดีนั้นเข้าไปเกี่ยวข้อง ทั้งคดีปกครอง คดีแพ่ง และคดีอาญา คดีส่วนใหญ่ทุกวันนี้จะเข้าไปสู่ศาลปกครอง ซึ่งเป็น เพียงดําเนินการได้กับหน่วยงานภาครัฐเป็นส่วนใหญ่ แต่แท้ที่จริงแล้วผู้ที่ก่อให้เกิด ความเสียหายโดยตรงก็คือภาคเอกชน เพราะฉะนั้นการดําเนินคดีส่วนใหญ่มันก็จะมีลักษณะ ไปเอาผิดกับหน่วยงานภาครัฐ แทนที่จะไปเอาผิดให้มากและเต็มที่กับภาคเอกชน อันนี้ก็เป็น เรื่องของระบบศาล
ส่วนปัญหาประการที่ ๒ ก็คือเรื่องที่เกี่ยวกับกระบวนการพิจารณาคดี เรื่องคดีสิ่งแวดล้อมปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายวิธีพิจารณาคดีสิ่งแวดล้อมเป็นการเฉพาะ ทั้ง ๒ ศาล ก็จะอาศัยกฎหมายข้างเคียงหรือว่ากฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพราะฉะนั้นมันก็จะมีปัญหา หลายเรื่องที่ไปเกี่ยวข้องกับความไม่ชัดเจนเวลาไปพิจารณาคดี ผมยกตัวอย่างเช่น ๑. เรื่องสิทธิ ในการฟ้องของประชาชน ทุกวันนี้ใช้ขอบเขตอํานาจของคดีแพ่ง ก็คือผู้ฟ้องส่วนใหญ่จะเป็น ผู้เสียหายโดยตรงเท่านั้นถึงจะฟ้องได้ แต่ว่าถ้าเป็นผู้ที่ไม่ใช่ผู้เสียหายโดยตรง อย่างเช่น ชุมชน กลุ่มประชาชน กฎหมายก็ไม่ได้ขยายสิทธิฟ้องให้ครอบคลุมไปถึง ทั้ง ๆ ที่ความ เสียหายเกี่ยวข้องถึงสมบัติของชาติก็คือสิ่งแวดล้อมโดยส่วนรวม เรื่องค่าเสียหายก็ยังมีปัญหา ในเรื่องของการคํานวณหรือว่าการคิดค่าเสียหาย เนื่องจากว่ายังไม่มีหลักเกณฑ์ที่เป็น หลักเกณฑ์เดียวกัน โดยเฉพาะค่าเสียหายหลายเรื่อง ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรจะได้นํามา ประกอบการพิจารณาด้วย เช่น ค่าเสียหายทางจิตใจสําหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบ ค่าเสียหาย ที่เกิดขึ้นในอนาคตจากการที่เป็นผู้พิการ ผู้ทุพพลภาพ เหล่านี้เป็นต้น รวมไปถึงค่าเสียหาย ในเชิงลงโทษเพื่อป้องปรามไม่ให้ผู้กระทําผิดได้มากระทําผิดซ้ําอีก เรื่องของการ ขาดผู้เชี่ยวชาญหรือว่าผู้พิพากษาที่มีความรู้ความสามารถโดยตรงในคดีที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม เพราะว่าทุกวันนี้เราต้องยอมรับว่าคดีสิ่งแวดล้อมนั้นต้องการผู้เชี่ยวชาญ ไม่ว่าจะเป็น ทางด้านวิทยาศาสตร์ ทางด้านการแพทย์ ทางด้านรังสีวิทยา เหล่านี้เป็นต้น แต่ว่าภายใต้ ระบบศาลปัจจุบันนั้นยังไม่สามารถนําผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้เข้ามาช่วยเหลือได้อย่างเต็มที่ เรื่องอายุความก็เช่นเดียวกัน เราใช้อายุความโดยอนุโลมตามกฎหมายแพ่ง ซึ่งมีอายุความ ไม่เกิน ๑๐ ปี แต่เป็นที่ยอมรับว่าคดีที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมบางทีกว่าผลความเสียหายมันจะ ประจักษ์ชัดต่อร่างกาย ต่อสุขภาพของคน ใช้เวลามากกว่า ๑๐ ปี มันก็เป็นเหตุให้มีการอ้าง การขาดอายุความมาต่อสู้ได้โดยฝ่ายที่กระทําความผิด เรื่องคนยากจน คนด้อยโอกาส เวลาจะขึ้นศาลมีปัญหาในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมที่ต้องชดใช้ โดยเฉพาะคดีที่มีทุนทรัพย์เป็นจํานวนมาก เพราะฉะนั้นก็ทําให้คนจนไม่อยากขึ้นศาล เพราะฉะนั้นประเด็นทั้งหมดเหล่านี้ก็เป็นเรื่องที่ทางคณะกรรมาธิการก็จะนําเสนอขยาย ความจากสิ่งที่ได้นําเสนอในวันนี้ในโอกาสต่อไป ก็คือเรื่องของการพัฒนากระบวนการ ยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับองค์กรศาลและวิธีพิจารณาคดี สิ่งแวดล้อม ผมก็ขอเรียนเพิ่มเติมเพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ